รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

สุรจิต ชิรเวทย์ ระบุว่าข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเกินหลักการ โดยเฉพาะการแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภา

นายสุรจิต ชิรเวทย์ กรรมาธิการ

ช่วยบันทึกไว้ด้วยแล้วกันนะครับ โดยที่เมื่อเราใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาเป็นเวลา ๖ ปีแล้ว เราก็ได้มีการมาขอแก้ไขกัน ในคราวนี้นะครับว่าให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน โดยเสียงข้างมากได้รับหลักการ ในวาระที่หนึ่งไปแล้วนะครับ กระผมก็ยอมรับเมื่อเสียงข้างมากกําหนดอย่างนั้นนะครับ ทีนี้ในวาระที่สอง ภายใต้หลักการนี้กระผมก็พยายามหาทางแก้ไขว่า ทําอย่างไรจะดํารง ความหลากหลาย ความเป็นอิสระปราศจากการครอบงําไว้ เพื่อรักษาเจตนารมณ์อันนั้น ไว้ให้ได้นะครับ กระผมก็เห็นว่าน่าจะประยุกต์วิธีการได้มา โดยดูไปที่สภาผู้แทนราษฎรนั่นละ สภาผู้แทนราษฎรแต่เดิมก็มีสมาชิกจากระบบแบ่งเขตอย่างเดียวนะครับ ต่อมาก็ได้ วิวัฒนาการแบบประเทศเยอรมนีขึ้นมาว่าให้มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อขึ้นมา เพียงแต่ว่า สัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎรนี้เป็นประมาณ ๔ : ๑ ใช่ไหมครับ ๔๐๐ : ๑๐๐ ซึ่งประเทศ เยอรมนีนี้ทําไปถึง ๑ : ๑ แล้วนะครับ ผมก็พยายามแก้ไขอย่างประนีประนอมนะครับ เพื่อหวังว่าจะเห็นวิวัฒนาการที่เป็นไปได้ เมื่อเรากําหนดหลักการให้มี ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน หากเราใช้สัดส่วนประมาณ ๓ : ๑ ก็คือให้มาจากการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตสัก ๑๕๐ คน ให้มาจากระบบบัญชีรายชื่อสัก ๕๐ คน สัดส่วนมันก็จะเป็น ประมาณ ๓ : ๑ ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย เพราะว่าเป็นระบบที่คล้ายกับที่สภา ผู้แทนราษฎรเป็นอยู่แล้ว เพราะว่าอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาทั้ง ๕ ประการนั้นมันไม่ได้ เปลี่ยนแปลงอะไร ทีนี้เพื่อจะดํารงเจตนารมณ์ในส่วนที่เป็นความหลากหลายนอกเหนือจาก ส.ส. ระบบแบ่งเขตพื้นที่ใช่ไหมครับ ผมจึงได้ไปกําหนดไว้ในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ว่า ให้ ส.ว. ประเภทบัญชีรายชื่อนี้มาจากภาคส่วนต่าง ๆ ๕ ภาคด้วยกัน ภาคละ ๑๐ คน ก็คือภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพและภาคอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการ ปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา และให้คํานึงถึงโอกาสความเท่าเทียมกันทางเพศของ หญิง ชาย ด้วยนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากจะย้ําเอาไว้นะครับ เพราะจริง ๆ แล้ว ปัจจุบันเรามีประชากรหญิงมากกว่าชายด้วยซ้ําไปนะครับ โดยทั้ง ๕ ภาคส่วนนี้ให้ กกต. จัดทําบัญชีขึ้นภาคละไม่น้อยกว่า ๓๐ คน ให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกตั้งในทํานองเดียวกับ ส.ส. บัญชีรายชื่อนะครับ โดยเอา ๑๐ อันดับแรกของแต่ละภาคส่วนนั้นมา แต่ว่าทั้งหลาย ทั้งปวงนี้เราจะต้องไม่ไปแก้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ส.ว. นะครับ ตามที่ คณะกรรมาธิการแก้ไขมาในมาตรา ๑๑๕ นี้ ท่านได้ไปแก้ไขในสาระที่สําคัญยิ่งเลยนะครับ ซึ่งเป็นบุคลิกตัวตนเจตนารมณ์ของวุฒิสภา ซึ่งแบบที่ออกไว้นั้นมันจะไปได้หรือไม่ได้ ก็คือท่านไปแก้ใน (๕) เรื่องบุพการี คู่สมรส บุตร ผู้ดํารงตําแหน่ง ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง อันนี้ซึ่งท่านไม่ควรจะไปแก้นะครับ แล้ว (๖) ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือดํารงตําแหน่งในพรรคมา ๕ ปีก่อนที่จะมาเป็น ส.ว. ใช่ไหมครับ แล้วก็เคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วพ้นมาแล้วไม่เกิน ๕ ปี แล้วก็ (๙) เคยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ โดยที่พ้นมาแล้วยังไม่เกิน ๕ ปี เหล่านี้ มันเป็นการล็อกข้างหน้าและล็อกข้างหลังไว้ เพราะวุฒิสภามันถูกออกแบบมาแบบนี้ ใช่ไหมครับ สรุปก็คือผมแก้ให้เหมือนเดิม ถ้าผมเห็นแก่ตัวผมคงไม่แก้แบบนี้นะครับ แต่ว่า ในส่วนที่ร่างมาแล้วก็กรรมาธิการแก้ไขมานี่ ใจผมก็เห็นว่ามันเกินหลักการ เพราะอะไร เพราะว่าหลักการที่ท่านเสนอมานี่มันมีถ้อยคําอยู่ประโยคเดียวเองนะครับที่ท่านเสนอแก้ รัฐธรรมนูญ ถ้อยคํานั้นก็คือ โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เขาพูด ประโยคเดียว เขาไม่ได้บอกให้ไปแก้คุณสมบัติ แก้อะไรอย่างอื่นนะครับ แล้วท่านก็ไปใส่ วงเล็บว่า แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ อะไรของท่านนะครับ แล้วก็มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ หมายความว่าอะไร การเขียนแบบนี้ตอนเสนอร่างหลักการและเหตุผลมา ก็หมายความว่าหลักการคือกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ส่วนข้อความระบุ เลขมาตราต่าง ๆ นั่นก็หมายความว่าต้องไปแก้มาตราเหล่านั้นให้สอดคล้องกับหลักการนั้น ไม่มีที่ไหนระบุให้ไปแก้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใดเลย นะครับ เพราะฉะนั้นว่ากันตามเนื้อผ้า การแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามร่าง จึงเกินหลักการที่กําหนดไว้ ซึ่งกําหนดไว้เพียงให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเท่านั้น นะครับ ไม่ได้ให้ไปแก้สาระสําคัญที่จะเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์อันสําคัญของการมีอยู่ ของวุฒิสภานะครับ เพื่อปฏิบัติหน้าที่โดยมีประสิทธิภาพ มีความเป็นกลางและปราศจาก การแทรกแซงทางการเมือง การแก้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ใน (๕) (๖) (๗) (๙) หมายความว่าในครอบครัวหนึ่ง ๆ จะมีบุพการี คู่สมรสและบุตรดํารงตําแหน่งทางการเมือง ได้พร้อมกัน เช่น สามีเป็น ส.ส. ภรรยาเป็น ส.ว. บุตรเป็นนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้ววุฒิสภาซึ่งมีอํานาจถอดถอนคนเหล่านั้นจะทําหน้าที่ตรวจสอบใครได้ อันนี้มันผิดตรรกะ สิ้นเชิงอยู่แล้วนะครับ บทเรียนนี้ก็มีมาแล้ว เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว สภาทาสสภาผัวเมีย อะไรนี่นะครับ หมายความว่าท่านส่งเสริมเชื้อเชิญให้ตั้งราชวงศ์ท้องถิ่นกันตามสบาย ต่อไปข้าราชการ ประชาชนจะอยู่กันอย่างไรครับ มันก็จะมีจังหวัดที่มีเจ้าของเป็นตระกูลใด ตระกูลหนึ่ง ก็จะเป็นการเมืองแบบวงศาคณาญาติ สภาเครือญาติ แย่งชิงทรัพยากร แย่งชิงทุน ผูกขาดสัมปทาน ผูกขาดทุกชนิดนะครับ การเมืองนี้มันเน่าสนิทไม่พอหรืออย่างไร ที่มันเป็นอยู่ปัจจุบันนี้นะครับ ทุกวันนี้เราก็เป็นคนป่วยของอาเซียน (ASEAN) อยู่แล้วนะครับ แล้วก็ ๒-๓ วันนี้เราก็เป็นตัวตลกของอาเซียนไปด้วยนะครับ คือมาติดหล่มการเมืองอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านไปแก้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามก็คือว่าแก้กลไกการตรวจสอบ ให้มันล้มเหลวไปโดยสิ้นเชิงนะครับ ผลประโยชน์มันจะทับซ้อนไขว้เขวกันไปหมด เป็นอนาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยอะไรหรอก เพราะหลักประชาธิปไตยมันจะต้อง ตรวจสอบ คาน ถ่วงดุลกันได้นะครับ อันนี้ผมพูดด้วยความสุจริตใจนะครับ แล้วพี่น้อง ประชาชนก็ลองพิจารณาดูว่าการแก้รัฐธรรมนูญแบบนี้ แก้คราวนี้แก้เพื่ออะไรครับ แก้เพื่อ ความสะดวกในการควบคุมระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลแบบเบ็ดเสร็จใช่ไหมครับ นอกจาก ฝ่ายการเมืองแล้วประชาชนได้อะไร มันไม่มีอะไรเกี่ยวกับประชาชนเลย นอกจากคน ๖๕๐ คน ที่นี่นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้มันเป็นประชาธิปไตยแบบที่เราต้องการหรือเปล่า คือไปส่งเสริม ให้การเมืองแย่งชิงอํานาจ พาประเทศนี้ดิ่งลงเหวลึกของการแย่งชิงอํานาจ ผูกขาดอํานาจ ติดกึกกันอยู่ตรงนี้นะครับ ทีนี้เพื่อให้บรรลุภาระอันนี้ ภารกิจของวุฒิสภาอันนี้นะครับ ผมก็จึง ไปแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ ด้วยว่า ให้ผู้สมัคร ส.ว. ต่อจากนี้ไปทําได้แค่การแนะนําตัวเท่านั้น นะครับ เพราะ ส.ว. มันมีอะไรจะไปหาเสียง มันไม่มีนโยบายจะแถลง ไม่มีการควบคุม งบประมาณอะไรแบบนั้น มันสัญญาอะไรกับใครไม่ได้ หน้าที่เหล่านั้นก็ให้ กกต. จัดให้ เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช่ไหมครับ ส่งเอกสารไปถึงผู้มีสิทธิ กําหนดตําแหน่ง ปิดป้าย ประกาศต่าง ๆ ถ้าเราทําอย่างนี้ได้นะครับ คนดี ๆ ก็จะกล้าลงมาสมัคร ประชาชนก็จะมีตัวเลือกมากขึ้น นะครับ ส.ว. มีอํานาจหน้าที่ต่างจาก ส.ส. นะครับ เพราะเป็นสภากลั่นกรองตรวจสอบ ไม่ใช่สภาที่จะไปตั้งหรือล้มรัฐบาล เพราะฉะนั้นที่กระผมแก้ไขในส่วนนี้ก็คือให้ผู้สมัคร ส.ว. ทําได้เสมอหน้าเท่าเทียมกันโดยการแจกเอกสารแนะนําตัวนะครับ เมื่อกําหนดให้กระทําได้ เพียงแค่นี้แล้วก็จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ทําให้คนดีต่าง ๆ เสนอตัวมาให้ประชาชนเลือก ได้มาก ประชาชนก็จะมีตัวเลือกมากนะครับ เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยนะครับ แล้วก็ จะได้หลุดพ้นจากการเมืองเงินตรานี้สักทีนะครับ ผมก็ได้เสนอข้อแก้ไขที่งามพร้อม ไม่หักหาญ ขอท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติช่วยพิจารณาด้วยนะครับ เพราะว่าผมดูทั้งหมดที่ ขอแก้กันมาเล่มโตนี้นะครับ ขอผมนี้มันดีที่สุดแล้วนะครับ แต่ว่าประธานอยู่จังหวัดเชียงราย ไม่เคยกินปลาทู ท่านก็ไม่ได้เห็นงามตามผมนะครับ แต่ว่าขอให้เชื่อผมเถอะ ผมนี่เป็นคน อยู่ง่ายเลี้ยงง่าย ไม่ทะเยอทะยานอะไร แล้วก็การแก้จะเป็นการแก้แบบสร้างวิวัฒนาการ ค่อยเป็นค่อยไป ใจผมอยากจะให้ส.ว. แบบแบ่งเขตกับแบบระบบบัญชีรายชื่อมัน ๑ : ๑ ด้วยซ้ําไป ๑๐๐ : ๑๐๐ ประเทศเยอรมนีนี่เป็นประชาธิปไตยผ่านเผด็จการฮิตเลอร์ (Hitler) มาใช่ไหมครับ แต่เดี๋ยวนี้ประเทศเยอรมนีแข็งแกร่งที่สุดในเรื่องประชาธิปไตย การตรวจสอบ ระบบศาลปกครอง สิ่งเหล่านี้มันถึงจะทําให้ประเทศเราเจริญได้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมยืนยันว่าแบบที่ผมเสนอมานี่ผมดูแล้ว ใคร่ครวญแล้ว ของผมนี่มันดูที่สุดแล้วนะครับ หากว่าไปแก้ตามแบบที่กรรมาธิการทํามานี่บ้านเมืองไม่มีวันสงบสุขได้ ขอบพระคุณครับ