สมชาย แสวงการ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากมติลงของสภา และแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวว่า การแก้ไขเกินหลักการ และไม่ได้ให้สิทธิในการอภิปรายแก่สมาชิกสภา
ท่านประธาน ที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจว่าบรรยากาศ ท่านประธานคงจะพยายามให้ไปประชุมต่อพรุ่งนี้นะครับ ทีนี้ผมอยากเรียนกับท่านประธาน ปัญหาจริง ๆ นี่นะครับ พวกเรา ๕๗ คน โดยเฉพาะ ส.ว. ซึ่งเราอยู่ใน ๕๗ คนแล้วถูกตัดสิทธิ ได้เรียนสอบถามกันแล้ว แล้วก็อ่านกันหมดแล้วทุกมาตรา ประเด็นเรื่องขัดหลักการ ท่านประธานครับ มีความหลากหลายมาก ทีนี้ท่านประธานต้องขออภัยนะครับ ถึงแม้จะ ลงมติไปแล้วเรารับไม่ได้จริง ๆ มันเป็นปัญหา ท่าทีของท่านประธานในการที่จะไม่ให้พวกเรา อภิปราย ตัด ๕๗ คนออกไป มันเป็นประเด็นในเรื่องของการที่เราจะเดินหน้าต่อไปในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร อันนี้ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ผมกราบเรียนครับว่าในการแก้ไขหลักการที่ท่านขอต่อสภา ในวาระที่หนึ่ง แม้กรรมาธิการก็แก้ไขเกินหลักการ ถ้าจะตีความนะครับ มีหลายมาตรา เชียวครับ ท่านไปขอแค่เพียงว่าให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ท่านแก้ไขหลักการ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เลยครับ ขอแค่เพียงว่าให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ท่านแก้ไขหลักการตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี๒๕๕๐ นี้เลยครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บัญญัติให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งและสรรหารวมกัน ถ้าตีความว่าแค่หลักการ ขัดหลักการไหม ขัดตั้งแต่วาระที่หนึ่ง รวมถึงในมาตรา ๑๒ มาตราอีกหลายมาตราครับ ท่านไปเพิ่มเติมว่าเมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับ การให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ อันนี้ เขาแก้ไขเกินหลักการครับท่านประธาน ท่านประธานเห็นไหมครับ แก้ไขเกินหลักการ ท่านไปลดทอนอํานาจของสมาชิกวุฒิสภาที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะอยู่ในปัจจุบันหรือรักษาการอยู่ อันนี้เป็นการแก้ไขเกินหลักการ นี่ผมเรียนท่านประธานนะครับว่า นี่คือสิ่งที่พวกเราทําไม ถึงมีปัญหา เพราะท่านประธานเริ่มต้นด้วยตัดสิทธิของคน ๕๗ คนที่จะอธิบายต่อสภา ถึงแม้ เราจะไม่ชนะ แต่ได้อธิบายความต่อสภาแห่งนี้ได้มีสติร่วมกันด้วยการทํางานแก้ไขเหมือนที่ ท่านประธานบอกว่าท่านอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับประชาชน อาการ มันไม่เป็นอย่างนั้น พอทันทีที่ท่านประธานนิคมขึ้นมาแล้วท่านประธานบอกตอนเที่ยงเอง ว่าเดี๋ยวเราจะกลับมาอภิปราย ๕๗ คน โดยให้คนอื่นร่วมด้วย หลังจากนั้นเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นเวทีขึ้นบัลลังก์มา ท่านบอกว่าพูดกันทั้ง ๒ ฝ่าย ฝ่ายละ ๒ คน ไม่มี ใครได้พูดเลยครับ ท่านประธานก็ลงมติไปเลย อันนี้คือการที่ใช้เสียงข้างมาก จริงอยู่ครับ ท่านประธานท่านมีอยู่ประมาณ ๓๓๐ คน ผมนับแล้วอย่างไรก็ไปได้ครับ แต่มันก็หมิ่นเหม่ นะครับ มาตราวาระที่หนึ่งอีก มาตรา ๑ ยังพูดไม่เสร็จท่านประธานก็เรียกลงมติอีก ท่านประธานสามารถลงได้ทั้ง ๑๓ มาตราเลยครับ ชนะแน่ครับ แต่ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น กับบ้านนี้เมืองนี้ครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปด้วยความชอบธรรมครับท่านประธาน ไม่ใช่มีเสียงข้างมากแล้วก็พากันโหวต (Vote) ไปเรื่อย ๆ มันไปไม่ได้ครับท่านประธาน บรรยากาศที่ผมอยากเห็นพรุ่งนี้ คือผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานและฝากไปยังท่านประธานรัฐสภาทั้ง ๒ ท่าน ท่านมีบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญกํากับอยู่แล้วครับว่าท่านทําหน้าที่ด้วยความเป็นกลางและท่านได้โปรดเข้าใจ เสียงข้างน้อยซึ่งนับมืออยู่แล้วครับว่าไม่มีทางชนะท่าน แต่ท่านต้องให้สิทธิในการอภิปราย สิทธิที่จะชี้แจงครับ ท่านประธานครับ เราจะใช้วัน ๗ วัน ๑๕ วัน จะเป็นไรไปครับ ในเมื่อ ท่านจะแก้กฎหมายของบ้านของเมืองแก้กติกาสูงสุดของประเทศ นี่ไม่รวมถึง ผมไม่เข้าใจว่า ทําไมท่านไม่เอางบประมาณเข้ามาก่อน ท่านจะรีบร้อนไปไหน มีเวลาอีกตั้งนานละครับ เพราะฉะนั้นเรามีเวลาพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะดําริของท่านนายกรัฐมนตรี ที่อยากตั้งสภาปฏิรูปการเมือง ท่านเชิญ ๖๙ คน ท่านเชิญผมด้วย แล้วท่านจะปรองดอง ได้อย่างไรครับ ในเมื่อเริ่มต้นท่านไม่ได้คิดจะปรองดองท่านคิดบอกว่าท่านมี ๓๓๐ คน ท่านโหวตเอาโหวตเอา ผมก็เสนอครับถ้าพรุ่งนี้เดินต่อไปท่านโหวตไปเลยครับ