คํานูณ สิทธิสมาน เสนอหารือประเด็นสมาชิก ๕๗ คนถูกตัดสิทธิในการพูดในสภาแห่งนี้ และขอให้ท่านประธานหารือสมาชิกว่าจะเดินหน้าไปตามนั้น
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นครั้งแรกที่กระผมยืนขึ้นประท้วงในสภาแห่งนี้นะครับ อันที่จริงที่ไม่ยืนขึ้นประท้วงไม่ใช่ เพราะว่าเมื่อยขาหรืออะไรนะครับ แต่ว่าต้องการจะให้เป็นไปตามกฎและตามเจตนารมณ์ กระผมไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะประท้วง แต่ต้องการหารือพูดคุยเพื่อให้สภาแห่งนี้เดินหน้า ไปได้ แต่ตั้งแต่เมื่อวานจนกระทั่งถึงวันนี้ก็เพิ่งได้พูดนี่ละครับ ท่านประธานครับ อันที่จริง เมื่อวานเราจบการประชุมลงด้วยความหวังที่วันนี้เราจะเดินหน้าไปได้ดีตามสมควรนะครับ และเช้านี้จากคําอภิปรายของคุณหมอชลน่าน เท่าที่กระผมจับใจความได้ ถ้าท่านประธาน จะเดินหน้าตามนั้น หรือว่าหารือสมาชิกว่าจากนี้ไปเราจะเดินหน้าตามนั้น การประชุมก็จะ เดินหน้าไปได้ตามสมควร ท่านประธานครับ ย้อนหลังสักนิดหนึ่งครับ ประเด็นทั้งหมดตั้งแต่ บ่ายวานนี้จนถึงวันนี้ก็คืออยู่ที่ประเด็นที่สมาชิก ๕๗ คนถูกตัดสิทธิโดยการวินิจฉัยของ ประธานกรรมาธิการว่าขัดกับหลักการ แล้วก็นํามาลงมติในชั้นหารือในที่ประชุมร่วมแห่งนี้ ในช่วงรอยต่อของประธาน ๒ คน และในช่วงความวุ่นวายยุ่งเหยิงรอบแรกของสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ตราบใดที่ยังไม่สามารถจะหาข้อสรุปได้ว่า ๕๗ คนนั้นจะได้สิทธิพูดหรือไม่ ความวุ่นวายก็ยังคงจะเกิดขึ้นต่อไป ท่านประธานอาจจะพูดว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวถึงมาตรา ๓ ก็ได้พูดแล้ว สมาชิกทั้ง ๕๗ คนนั้นได้พูดแน่ มันเป็นคนละประเด็นกันครับ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กรรมาธิการแก้ไขเกือบทุกมาตรา กระผมก็ไม่ได้แปรญัตติและไม่ได้ สงวนไว้ แต่มีสิทธิพูดนั้นแน่นอน แต่นั่นก็เป็นสิทธิประการหนึ่งโดยทั่วไป แต่ที่เพื่อนสมาชิก ๕๗ คนเขาเรียกร้องก็คือว่าสิทธิของเขาในการแปรญัตติแล้วถูกกล่าวว่าขัดหลักการ และจาก การอภิปรายตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ก็มีประเด็นกว้างขวางไปไกลว่าอาจจะถึงขั้นขัดกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ด้วยซ้ําไป ประเด็นการขัดรัฐธรรมนูญนั้นจะขัดหรือไม่ ในที่สุดก็คง ต้องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าแต่ละฝ่ายก็ได้อภิปรายแสดงเหตุผลของตัวเองเพื่อบันทึกไว้ เป็นหลักฐานในบันทึกการประชุมในสภาแห่งนี้ว่าได้ทักท้วงไว้แล้ว ทุกฝ่ายตามสมควรแล้ว แต่ประเด็นที่ว่าเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร กระผมไม่ได้อยู่ใน ๕๗ คนนั้น แต่กระผมเข้าใจว่า สิ่งที่ ๕๗ คนนั้นเรียกร้องก็คือเขาเรียกร้องสิทธิของเขาในการแปรญัตติ ไม่ใช่เรียกร้องสิทธิ ของเขาในการอภิปรายทั่วไปในมาตราอื่นที่กรรมาธิการแก้ไข ทีนี้เมื่อวานนี้สิ่งที่จบลงไป โดยท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีข้อเสนอออกมา และวันนี้สิ่งที่สมาชิก อยากได้ยินได้ฟังจากผู้เป็นประธานทั้ง ๒ ท่านก็คือว่าการประชุมตกลงระหว่างวิป ๓ ฝ่าย เป็นอย่างไร หรือท่านประธานทั้ง ๒ ท่านได้มีความพยายามที่จะเชิญสมาชิกที่มีความคิดเห็น แตกต่างกันมาพูดคุยกันแล้วหรือไม่ประการใด และสิ่งที่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ขออนุญาต ที่เอ่ยนามนะครับ ท่านก็พยายามหาทางออกว่าการลงมติในชั้นหารือในเมื่อวานนี้ที่ว่า ขัดหลักการ ๕๗ คนนั้น ก็เป็นการลงมติในเชิงหลักการ ในเชิงทั่วไป แต่ว่าเมื่อถึงเวลา อภิปรายแล้วก็น่าจะเปิดให้ทั้ง ๕๗ คนนั้นอภิปรายกันไป และลงมติเป็นกรณี ๆ ไปว่า ขัดหลักการหรือไม่ ถ้าท่านประธานจะเดินตามนี้หรือหารือสมาชิกตามนี้ว่าเราจะเดินไป ตามนี้ต่อไป สมาชิกทั้ง ๕๗ คนนั้นเขาก็จะได้มีหลักประกันว่าเขาจะได้พูด แล้วจากนั้นก็มีการวินิจฉัยเป็นกรณี ๆ ไป หรือจะวินิจฉัยเป็นรายกลุ่ม จะ ๔ กลุ่ม ๕ กลุ่ม ตามแต่ที่จะตกลงกัน ตามที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นเสนอเมื่อคืนนี้ การประชุมมันก็จะ เดินหน้าไปได้ อย่างน้อยไม่ติดประเด็นปัญหาว่า ๕๗ คนถูกตัดสิทธิ แต่จากนั้นจะไปติด ปัญหาอื่นหรือไม่อย่างไรนั้น กระผมว่าก็ต้องเป็นเรื่องของอนาคต แล้วก็เป็นเรื่องของพี่น้อง ประชาชนจะได้ตัดสินต่อไปว่าความประพฤติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่ายนั้นใครถูก ใครผิด ใครเหมาะสมไม่เหมาะสมแต่ประการใด ทีนี้พอเปิดประชุมขึ้นมาในวันนี้ท่านประธาน คนที่แล้วท่านก็เดินหน้าไปเลยจะเอา มาตรา ๒ เลยนะครับ สักครู่หนึ่งก็เปลี่ยนประธาน ขึ้นมาใหม่ กระผมเห็นว่าสิ่งที่ผู้เป็นประธานจะต้องทําในวันนี้ก็คือตัดสินไปให้จบว่า ในประเด็น ๕๗ คนนั้น จะเดินต่อไปอย่างไร มีเพื่อนสมาชิกเสนอญัตติขอให้ทบทวนมติ เมื่อวานนี้ ท่านประธานบอกว่าบรรจุไม่ได้ กระผมก็ขอทวงถามในประเด็นที่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว เสนอเป็นทางออกไว้นั้น ท่านผู้เป็นประธานเห็นว่าอย่างไร เพื่อนสมาชิกเห็นว่า อย่างไร ถ้าตกลงกันได้ในประเด็น ๕๗ คนนี้ อย่างน้อยสภาแห่งนี้ก็จะลดความขัดแย้งลงไป ระดับหนึ่ง ในประเด็น ๕๗ คนที่ถูกตัดสิทธิว่าขัดกับหลักการแล้วก็ไปมีความเห็นแตกต่างกัน ในประเด็นอื่นต่อไป ถ้าท่านประธานเห็นด้วยก็ได้โปรดหารือในประเด็นนี้ ขอบพระคุณครับ