วีรวิท คงศักดิ์ เสนอแก้ไขมาตรา 2 ในรัฐธรรมนูญ โดยยืดระยะเวลาการใช้บังคับไปเป็นหนึ่งปี เพื่อแก้ไขปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และแก้ไขกฎหมายนะครับ โดยเน้นย้ำว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับจากกฎหมายฉบับนี้จะไปที่สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงตัวเขาเอง โดยขอแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้ให้ยาวขึ้น และมีความเห็นว่าควรแก้ไขเพื่อป้องกันผลร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอกฎหมายฉบับนี้ และรวมทั้งผู้ที่แปรญัตติแก้ไขที่มีประโยชน์ที่ได้จากเรื่องนี้
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและผู้สงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการ ขอเสนอความเห็นประกอบ กับการสงวนความเห็นของผมในการแก้ไขมาตรา ๒ ผมได้ขอแก้ไขโดยยืดระยะเวลาในการ ประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ไปเป็น ๑ ปีนะครับ โดยความในมาตรา ๒ ผมขอแก้ไขเป็น รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับเมื่อวันพ้นกําหนดหนึ่งปีนับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าสิ่งที่เราคงต้องใช้เหตุผลมาคุยกันว่ากฎหมายฉบับนี้ มีปัญหาอะไร สิ่งที่หลายคนพูด สิ่งที่หลายคนกังวลก็คือเรื่องของประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งในเรื่องนี้ ผมมีเหตุผลในการที่จะขอยืดระยะในการขยายวันบังคับไปอีก ๑ ปี ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับ
ประการแรก ก็คือเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือประโยชน์ ทับซ้อนนั่นเอง
ส่วนประการที่ ๒ นั้นหลังจากที่ประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้แล้ว จําเป็นจะต้อง มีกิจกรรมบางอย่างที่มีการกระทําก็คือการแก้ไขกฎหมายนะครับ
ในเรื่องของการขัดกันในแห่งผลประโยชน์นั้น จริงอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ส่วนที่ ๒ การกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ได้กล่าวไว้เพียง ๒ มาตรา คือมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๖ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้พยายามที่จะตีความผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นเฉพาะในเรื่อง ๒ กรณี ซึ่ง ๒ กรณีนั้นเป็น เรื่องของการใช้อํานาจรัฐหรืออํานาจอิทธิพลในส่วนที่เรามี เพื่อดําเนินการในการที่จะไป ก้าวก่ายในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินก็คือส่วนราชการต่าง ๆ แต่บทบัญญัติใหญ่ของ รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกรัฐสภาโดยตรงก็คือในมาตรา ๑๒๒ นะครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานอ่านให้ฟังก็คือว่า มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกพันแห่งอาณัติมอบหมายหรือความ ครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชน ชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ความหมายตรงนี้จะโยงไปถึงเรื่องของ กฎหมายป้องกันและปราบปรามทุจริตประพฤติมิชอบในมาตรา ๑๐๐ หรือหนึ่งศูนย์ศูนย์ ซึ่งไปขยายความและมีการแก้ไขว่าความผิดต่อการขัดกันในผลประโยชน์นั้นเป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ซึ่งจะต้องมีการดําเนินคดีอาญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๕ โดยที่ประชาชนหรือมีการร้องต่อศาลฎีกาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งในมาตรา ๒๗๕ นั้น ผมเอาเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภากระทําผิด ต่อตําแหน่งหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่หรือ ทุจริตต่อหน้าที่ในกฎหมายอื่น ๆ ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งการเมือง มีอํานาจในการพิพากษา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมกังวลว่าในหลายส่วนที่เกิดประโยชน์นั้นจะเกิด ประโยชน์อย่างไร แต่เดิมในความหมายของคําว่า การเมือง ที่เราอยู่กันนั้นจะมีความหมาย เฉพาะเรื่องของอํานาจและอิทธิพลในการที่จะทําอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่หลังจากที่ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้สิ้นเสร็จลง แนวคิดทางรัฐศาสตร์ได้เปลี่ยนใหม่ มามองถึงเรื่องของ ความหมายของการเมืองที่ขยายขึ้น ผมขออนุญาตนําความคิดของนักรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งคือ เดวิด อีสตัน เดวิด อีสตัน ได้ให้แนวคิดว่าเรื่องของการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องของอํานาจและ อิทธิพลเท่านั้น แต่เรื่องของการเมืองนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดสรรประโยชน์ให้กับสังคม การจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้กับคนในสังคมอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน สิ่งนี้เป็นผลจาก บทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ และมาถึงในช่วงของสงครามเย็นที่ทําให้เกิดแนวคิด ในการพัฒนาการเมืองการปกครอง ในส่วนนี้ครับ สิ่งที่เดวิด อีสตัน ได้ให้ความคิดไว้ว่า สิ่งที่ผู้มีอํานาจรัฐทุกคนจะต้องจัดสรรให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมกันนั้น แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งในภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า แมททีเรียล (Material) ก็คือเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นสิ่งที่มีสัมผัสได้ อย่างเช่น ถนน ประปา หรืออะไรก็แล้วแต่
ส่วนที่ ๒ ก็เป็นนอน แมททีเรียล (Non-Material) ก็คือสิ่งที่เป็นนามธรรม คือความสุข เกียรติยศ ศักดิ์ศรี หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่อาจจะไม่สามารถเห็นได้ ด้วยรูปธรรม สิ่งนี้ทําให้เกิดความคิดว่า สิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือแมททีเรียลนั้นสามารถจะ มองเห็นได้ชัดเจน แต่สิ่งที่เป็นนอน แมททีเรียล หรือเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นไม่สามารถ ที่จะมองได้ ก็มีนักรัฐศาสตร์อีกท่านหนึ่ง คือฮาโรลด์ ลาสเวลล์ ท่านได้พยายามให้คําอธิบาย ตรงนี้ว่า การเมืองนั้นเป็นเรื่องของสิ่งที่ใครได้ ได้เมื่อไร แล้วได้อย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ นํามาใช้ แล้วเป็นทฤษฎีที่นํามาสู่เรื่องของประโยชน์ทับซ้อน ท่านประธานครับ ที่ผมต้อง กล่าวตรงนี้เพราะว่า สิ่งที่เรากําลังตีความเรื่องการผลักดันแห่งผลประโยชน์นั้น เราคงต้อง มองว่า ต้องถามว่าใครได้อะไรจากกฎหมายฉบับนี้ ถ้าอ่านในตัวร่างที่ออกมาแล้ว ก็ต้องยอมรับ ว่าคนที่จะได้ผลประโยชน์จากการแก้ไขกฎหมายอันนี้กลุ่มแรก ก็คือ สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้ง ตัวผมเอง สิ่งที่จะมีผลประโยชน์อันแรก ก็คือสามารถจะเป็นได้เกินกว่าหนึ่งวาระ เพราะว่า มีการแก้ไขในมาตรา ๖ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของระยะเวลา ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่สามารถที่จะเป็น สมาชิกวุฒิสภาได้ ต้องเว้นวรรค ๕ ปี แล้วก็มาแก้ไขเป็นสามารถเป็นต่อเนื่องอีกวาระได้
ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่จะมีประโยชน์ทับซ้อนต่อมาก็คือ สมาชิกวุฒิสภานั้น สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระราชกฤษฎีกาในการปฏิบัติงาน มีการเลือกตั้ง ใหม่ ในมาตรา ๑๒ นอกจากนั้นสิ่งที่มีการแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ นั้น ที่มีการแก้ไขใน (๕) (๖) (๗) (๙) จะเห็นว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดํารงตําแหน่ง การเมืองด้วย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้หลังจากที่มีการประกาศใช้ จะมีผลต่อ ประโยชน์กับผู้ที่จะต้องลงคะแนนเสียงโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีการเสนอญัตติ ในช่วงแรก เพราะฉะนั้นการที่จะบรรเทาผลร้ายจากการที่ท่านได้ลงนามไปแล้ว หรืออาจจะ มีการลงมติเพื่อให้ดําเนินการแล้วไม่เข้าข่ายในการที่จะต้องดําเนินคดีอาญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๕ ก็น่าจะมีระยะเวลาปลอดเพื่อไม่ให้บางคนนั้นได้มีสิทธิกระทบ ท่านประธาน คงจะมีข้อสงสัยว่าแล้วกฎหมายแบบนี้ออกไม่ได้หรือ ผมกราบเรียนว่าเท่าที่ไปตรวจสอบแล้ว ในต่างประเทศเขาออกได้ครับ แต่กระบวนการในการที่จะออกนั้นเขาจะมีระยะเวลาปลอดไว้ ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศสวีเดน เขาจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีสิทธิประโยชน์กับผู้หนึ่งผู้ใดนั้นให้พิจารณาในสมัยประชุมหนึ่ง แล้วการลงมติเพื่อ ประกาศใช้ในวาระที่สามนั้นให้เป็นหน้าที่ของสภาชุดต่อไป สิ่งนี้ประเทศสวีเดนทําได้ครับ เพราะว่าเวลาในการทํางานของเขามีระยะเวลา ๔ ปีแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นสภาชุดนี้ มีการดําเนินการแก้ไขเพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์นั้น เราสามารถที่จะทิ้งไว้ แล้วไปมติลงวาระที่สาม ในสมัยการเลือกตั้งหน้า ซึ่งจะช่วยให้ไม่เกิดสิทธิประโยชน์ สิ่งอันนี้ท่านประธานคงจะนึกได้ ถึงเรื่องของการที่มีหน่วยงานหนึ่งมีการขึ้นเงินเดือนตัวเอง แล้วก็ต้องคําพิพากษาคดีอาญา ในเรื่องของการขึ้นเงินเดือนตัวเองนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ หรือข้อควรระวังกับสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่จะโหวตว่าสิ่งไหนที่ท่านจะได้ประโยชน์ จากส่วนนี้นั้น อาจจะมีข้อกล่าวหาที่ตามมาว่า ท่านตรากฎหมายเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ในเรื่องประโยชน์ของตัวเองอันนี้ได้มีการพูดจากันในชั้นกรรมาธิการที่ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ หลายท่านได้ชี้แจงว่าสิทธิที่ได้นั้นเป็นสิทธิ เพียงแต่มีโอกาสที่จะเข้าสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ส่วนจะได้หรือไม่ได้นั้นขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนในการที่จะเลือก เข้ามา สิ่งเหล่านี้ถ้านิยามของในต่างประเทศก็ถือว่าเป็นประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่ว่าเป็นสิทธิ ที่พึงมีพึงได้เฉย ๆ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนชีวิตของท่าน ท่านอาจจะต้องไปดําเนินการ ที่จะทําให้ได้มาซึ่งตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา เพระฉะนั้นในประเด็นอันนี้ผมอยากเรียนว่า เรื่องประโยชน์ทับซ้อนนั้นมีความชัดเจนและแน่นอนว่าถ้ามีการลงคะแนนแล้ว หรือมีการยื่น ญัตติเข้ามาอาจจะมีส่วนที่ท่านจะมีผลกระทบต่อเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๒ แล้วก็รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๕ ที่จะต้องมีการดําเนินคดีอาญา ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอขยายเวลาในการบังคับใช้เพื่อให้เพื่อนสมาชิกของผมที่ลงชื่อในการเสนอ ร่างนั้นไม่ต้องข้อครหาในเรื่องของประโยชน์ทับซ้อน อันนี้ก็เป็นเหตุผล และประการที่ ๑ ที่ผมเรียนว่าเรื่องของการขัดกันแห่งประโยชน์ครับ
ในส่วนประเด็นที่ ๒ ที่เป็นเหตุผลที่ผมขอขยายระยะเวลาในการบังคับใช้ ไปอีก ๑ ปีนั้นเพราะว่ากฎหมายฉบับนี้มีความจําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. นั้นมีความสําคัญที่เป็นแม่บทในสิ่งที่จะต้องมีการดําเนินการในการแก้ไข แต่ร่างนี้ ได้กําหนดไว้ว่าให้ กกต. ดําเนินการร่างภายใน ๓๐ วัน ผมมีความเห็นว่าการที่ให้ กกต. จัดทําร่างใน ๓๐ วันนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะลําบาก เพราะว่าประเด็นสําคัญที่จะต้อง เกี่ยวข้องก็คือเรื่องของวิธีหาเสียงของสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนกฎหมายนั้นได้พูดไว้แต่เพียงว่า จะต้องมีการออกกฎหมายที่มีการหาเสียงได้เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ ของท่าน ทีนี้ประเด็นในกฎหมายในมาตรา ๔ วรรครองสุดท้ายนะครับได้บอกว่า เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถหาเสียงเลือกตั้ง ได้เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา ความหมายตรงนี้ค่อนข้างกว้างครับ ปัญหาก็คือหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต. จะออกมานั้นจะสามารถกําหนดได้อย่างไรที่เป็น ที่ยอมรับแล้วก็พอเพียงสําหรับผู้ที่จะสมัคร ในครั้งที่แล้วเมื่อมีการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๘ คงจําได้นะครับ มีการร้องเรียนกันเยอะด้วยวิธีการระบบหาเสียงนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเรา สามารถยืดระยะเวลาในการที่ กกต. นั้นไปหาข้อมูลที่แน่นอนแล้วก็สอบถามความเห็น มีเวทีรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นได้ดู อย่างรอบคอบ ซึ่งในร่างที่ผมขอสงวนความเห็นไว้จะใช้เวลาประมาณ ๙๐ วัน หลังจากนั้น ก็เข้ามาในกระบวนการการตรากฎหมายปกติ ซึ่งจะอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ในวุฒิสภา ซึ่งทั้งหมดผมลองประมาณการแล้วน่าจะใช้เวลาประมาณ ๑ ปี ด้วยเหตุผลดังกล่าวนั้นผมจึง ได้ขอแก้ไขตามมาตรา ๒ ให้มีระยะเวลาในการบังคับ ๑ ปี ท่านประธานครับ ผมอยากจะ เรียนข้อเท็จจริงว่าในใจจริงผมอยากจะให้มีการยืดระยะเวลามากกว่า ๑ ปี ก็คือน่าจะเป็น ๓ ปี แต่เท่าที่สอบถามนักกฎหมายทั้งหลายบอกว่า กฎหมายต่าง ๆ ที่เราออกมานั้นไม่เคยมี การประกาศใช้หลังจากที่ในประกาศมีผลบังคับใช้ หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกินกว่า ๑ ปี เพราะฉะนั้นผมก็เลยต้องลงมาที่ ๑ ปี ในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมกังวลแล้วก็อยากจะ ให้มีการแก้ไขเพื่อป้องกันผลร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอกฎหมายฉบับนี้ และรวมทั้งผู้ที่แปรญัตติแก้ไขที่มีประโยชน์ที่ได้จากเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ถามแล้ว ประเด็นที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของมีเวลาไม่เร่งรีบจนเกินไปในการที่จะทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง ส.ว. ส.ส. ให้ครอบคลุม ก็จะเรียนประธานเท่านี้ครับ ผมอยากจะกราบเรียน อีกนิดหนึ่งครับเนื่องจาก ส.ว. รสนา กับ พลเอก สมเจตน์ ได้แปรญัตติในข้อความคล้าย ๆ กับผม แต่ปรากฏว่ารายชื่อในเอกสารหน้า ๑๓ นั้นไปอยู่ในกลุ่มหลังนะครับถ้าเป็นไปได้ก็ขอ ความกรุณาท่านประธานให้ทั้ง ๒ คนได้อภิปรายต่อเพื่อจะได้มีข้อมูลที่ต่อเนื่องแล้วก็ได้เป็นที่ รับทราบทั่วกัน ขอบคุณครับ