สมเจตน์ บุญถนอม หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหารของสมาชิกวุฒิสภา และการกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นกลาง โดยขอเลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากประชาธิปไตยของประเทศไทยยังไม่สมบูรณ์ และมีข้อกังวลเกี่ยวกับการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้มีความเป็นกลางและตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจกับฝ่ายบริหาร
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาครัฐ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา จะขออนุญาตอภิปรายตามที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒ นะครับ ว่าถึงระยะเวลาในการบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่แก้ไขจากเดิมถัดจากวันที่ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เป็นเมื่อพ้นกําหนด ๑ ปีนับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไปนะครับ ผมขออนุญาตอธิบายเหตุผลถึงการที่ขอแปรญัตติเพิ่มเติมระยะเวลาเป็น ๑ ปี ด้วยเหตุผล ๒-๓ ประการ ดังต่อไปนี้นะครับ
ประการแรก อยากจะเรียนท่านประธานรัฐสภาครับว่า ผมในฐานะที่เป็น ทหารคนหนึ่งขอสนับสนุนในเรื่องของการประชาธิปไตย แล้วก็มีความเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งนั้นมันมีความสําคัญนะครับ แต่อยากจะเรียนท่านว่าประชาธิปไตย ของประเทศไทยเรานั้นในปัจจุบันยังไม่มีความสมบูรณ์ที่เพียงพอ เมื่อไม่มีความสมบูรณ์ ที่เพียงพอ มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงปรับไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรียนว่า ถ้าประชาธิปไตยของเรามันมีความสมบูรณ์แล้ว เมื่อนั้นท่านจะมีสมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งอย่างเดียวก็ไม่ขัดข้อง แต่เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนี้ผมมีความเห็นว่า มันยังเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เต็มรูปแบบอย่างแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นยังมีประโยชน์ของ การที่จะมามีสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาอยู่ โดยเหตุนี้เองจึงขอเลื่อนระยะเวลาในการที่จะ พิจารณานั้นออกไปอีก ๑ ปีนะครับ การแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการแก้องค์กรที่สําคัญของ อํานาจนิติบัญญัติคือการแก้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาจากสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งและสรรหา เป็นเพียงสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาเพียงประเภทเดียวนั้น มันเป็นการดําเนินการ ที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งอยากจะยกขึ้นมาสัก ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในอดีตเราได้มีสมาชิกวุฒิสภา มาทั้ง ๒ ประเภท ไม่ว่าจะมาจากการแต่งตั้งหรือจะมาจากการเลือกตั้ง ก่อนปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๔๐ นั้น สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งนั้นก็ได้รับการตําหนิติเตียนว่ามาจาก ฝ่ายบริหาร มาจากฝ่ายรัฐบาล ไม่สามารถที่จะทําหน้าที่การตรวจสอบถ่วงดุลได้ พอมาถึง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ ท่าน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งนั้น ๒ ชุด ชุดแรกในปี ๒๕๔๓ ในระยะเริ่มแรกนั้นชื่อเสียงของสมาชิกวุฒิสภาในชุดนั้น เป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยทั่วไปว่าเป็นความหวังหนึ่งว่าจะสามารถทําหน้าที่ การตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจได้ แต่ในภายหลังตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมา มีการผลัดเปลี่ยน รัฐบาล สมาชิกวุฒิสภาชุดนั้นก็ได้รับการตําหนิติเตียนว่าเป็นสภาทาส เพราะว่าฝ่ายรัฐบาลนั้น ได้สามารถเข้ามาคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้
ต่อมาในชุดที่ ๒ ในปี ๒๕๔๙ นั้น มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นมาใหม่ ปรากฏการณ์ซ้ําร้ายที่มันเกิดขึ้นก็คือ ได้เกิดปรากฏการณ์ที่บรรดาเครือญาติของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้เข้ามาสู่วุฒิสภาเป็นจํานวนมาก ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลว่าฐานเสียงของการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้น มันมีฐานเสียงเดียวกัน บุคคลอื่นที่ไม่มีความสัมพันธ์กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองหมดสิทธิที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพราะว่าในต่างจังหวัดนั้น ท่านก็คงทราบเป็นอย่างดีว่ามีการวางระบบการลงคะแนนเสียงไว้อย่างมั่นคงเป็นหลักฐาน ก็เป็นการยากยิ่งที่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่มีความสัมพันธ์กับสมาชิกต่าง ๆ หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองจะสามารถสอดแทรกเข้าไปได้ จากปัญหาของวุฒิสภาในอดีตที่ผ่านมา ก็ทําให้วุฒิสภานั้นไม่มีความเป็นกลาง ไม่สามารถทําหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจได้ พอมาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้นําประสบการณ์จากปัญหาที่เกิดขึ้นจากสมาชิก วุฒิสภาทั้ง ๒ แบบมาออกแบบโครงสร้างใหม่ มันจึงออกแบบโครงสร้างเป็นสมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหา และสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ก็ด้วยความมุ่งหวังว่าจะให้ การผสมผสานของสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒ ประเภท สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ตรวจสอบ ถ่วงดุลอํานาจกับฝ่ายบริหารได้ อันนี้เป็นประการแรกของเรื่องที่มาของสมาชิก วุฒิสภาที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐
ประเด็นที่ ๒ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๐๐ ฉบับที่จะแก้ไขนี้ได้มีการแก้ไขในเรื่อง คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมได้กราบเรียนมาข้างต้นแล้วว่า สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะชุดปี ๒๕๔๙ นั้นได้มีความสัมพันธ์อย่างเหนียวแน่นกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ทําให้เกิดปัญหาของความไม่ เป็นกลาง ไม่สามารถที่จะทําการตรวจสอบถ่วงดุลได้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้กําหนด คุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาไว้ โดยไม่ให้บุพการี คู่สมรส และบุตรของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองสามารถลงสมัครเป็นสมาชิก วุฒิสภาได้ ทั้งนี้ก็เพื่อพยายามที่จะตัดความเชื่อมโยงให้สมาชิกวุฒิสภานั้นสามารถดํารงตน เป็นกลาง ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของใครได้ เพื่อต้องการที่จะให้สามารถทําการตรวจสอบ และถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้ นั่นคือเจตนารมณ์ของการกําหนดคุณสมบัติบางประการของ ผู้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาไว้
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องวาระการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ในญัตติ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้แก้ไขวาระการดํารงตําแหน่งของวุฒิสภาไว้เป็นการดํารงตําแหน่ง อย่างไม่จํากัดระยะเวลา ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้นได้กําหนดไว้ว่า ไม่ให้ดํารงวาระติดต่อกันเกิน ๑ วาระ ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อที่จะป้องกันการเสพติดอํานาจ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ เป็นกลาง สามารถที่จะตรวจสอบฝ่ายบริหาร และถ่วงดุลได้นะครับ การที่ไปเปิดโอกาสให้ดํารงตําแหน่งอย่างไม่มีวาระได้ มันเป็นโอกาส ให้ผู้ที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในปัจจุบันนั้นพยายามที่จะหาวิธีการที่จะเอารัดเอาเปรียบบุคคลอื่น ที่ไม่ดํารงตําแหน่ง ผมอยากเรียนท่านประธานรัฐสภานะครับว่าเพียงแค่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขฉบับนี้เสนอไปเมื่อต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ในวุฒิสภาได้มีปรากฏการณ์ เกิดขึ้นนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา อยากจะยกตัวอย่างมาให้ท่านดูสัก ๒ โครงการ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าพอจะสามารถที่จะไปดํารงตําแหน่งทางการเมืองเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ก็เกิดโครงการที่ส่อว่าจะเป็นโครงการที่เอื้อต่อการที่จะไปลงเลือกตั้งใหม่ได้ โครงการแรก ก็คือโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายในโครงการเสริมสร้างความพร้อม แก่ท้องถิ่นของสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา โครงการนี้