อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลดอิทธิพลทางการเมืองของสมาชิกวุฒิสภา และเพิ่มความเป็นอิสระของสมาชิกวุฒิสภา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้เสนอ คําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมนี้กระผมได้ยื่น คําแปรญัตติไว้ภายในกรอบระยะเวลาที่คณะกรรมาธิการกําหนด ที่สภาได้กําหนด ขณะเดียวกันก็ได้ใช้สิทธิในการเข้าไปชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๑ โดยมีท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้มีโอกาสรับฟังคําแปรญัตติของกระผมแล้วก็คําสงวนความเห็น พร้อมด้วยเหตุผลต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่บรรยากาศในการประชุมของ คณะกรรมาธิการในห้วงเวลานั้นมีการเร่งรัดที่จะให้สมาชิกได้ไปสงวนคําแปรญัตติ แสดงเหตุผลให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เนื่องจากว่ามีผู้แปรญัตติเป็นจํานวนมาก อย่างไรก็ตาม นะครับก็ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับท่านประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็คณะกรรมาธิการ บางส่วนถึงแนวทางในการแปรญัตติ แล้วก็สงวนความเห็นของกระผมในครั้งนั้น ก็เป็นประโยชน์ แล้วก็หลายท่านก็ได้แสดงความเห็นว่าเห็นด้วยในบางประเด็นที่กระผม ได้นําเสนอ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ว่าการเสนอคําแปรญัตติของผมนั้นได้เขียนขึ้นมา จากการได้แสดงความคิดเห็นไว้ในชั้นรับหลักการเมื่อมีการพิจารณาวาระที่หนึ่ง แล้วก็ได้ แสดงความกังวลต่อการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามร่างที่มีผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมฉบับนี้ว่าปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนให้ความสนใจ แล้วก็ติดตามการทําหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาอย่างใกล้ชิด แล้วก็มีการแสดงความคิดเห็นต่อบทบาทสถานภาพของสมาชิก วุฒิสภาในปัจจุบันนี้มาโดยตลอด แล้วก็ต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความไม่สบายใจว่า ในช่วงเวลาที่การเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น ในระยะ ๒-๓ ปีที่ผ่านมานี้ วุฒิสภาที่เคย เป็นที่คาดหวังของสังคมของบ้านเมือง ก็อยู่ในสถานภาพที่เริ่มจะสิ้นหวังจากพี่น้องประชาชน มากขึ้นเรื่อย ๆ การประคับประคองประชาธิปไตย การเป็นที่พึ่งหวังของพี่น้องประชาชน ในที่สุดแล้วก็ไม่สามารถที่จะหวังได้จากสถาบันวุฒิสภาในช่วงที่ผ่านมา ท่านประธานครับ เรามีสมาชิกวุฒิสภาที่ทํางานทุ่มเทเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอยู่จํานวนมากก็จริง แต่มีอีกจํานวนมากที่พี่น้องประชาชนแล้วก็สังคมตําหนิวิพากษ์วิจารณ์ แล้วที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้หยิบยกในระหว่างการหารือในมาตราก่อน ๆ หน้านี้ พูดถึงบทบาทของสมาชิก วุฒิสภาบางส่วนที่ไปมีผลประโยชน์ร่วมกับฝ่ายรัฐบาล แล้วก็แสดงออกพฤติกรรมที่ค่อนข้าง จะโจ่งแจ้งขึ้นเรื่อย ๆ ว่าพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือเป็นกลไกทางการเมืองให้กับผู้มีอํานาจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล และพี่น้องประชาชนก็มองด้วยความไม่สบายใจ ผมได้พูด ถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มอบความเป็นอิสระให้กับสมาชิกวุฒิสภา แต่นับวัน ท่านทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งมีที่มาที่แตกต่างกันนั้นไม่ได้ใช้ความเป็นอิสระของท่านไม่ได้ดํารงตน อย่างเป็นอิสระด้วยเหตุผลหลายเรื่องหลายประการ บางส่วนก็เอาความเป็นอิสระนั้น ไปสนองตอบไปรับใช้ผู้มีอํานาจทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมกังวลใจ และวันนี้เมื่อมีการ มาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงที่มาของสมาชิกวุฒิสภาโดยการให้ไปเลือกตั้งกันมาทั้ง ๒๐๐ คนนั้นยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอีกเป็นทับเท่าทวีคูณ เพราะนี่จะเป็น ช่องทางสําคัญที่ทําให้กลไกผู้มีอํานาจในบ้านเมืองนี้จะเข้าไปครอบงําสถาบันที่ชื่อ วุฒิสภา ได้ง่ายขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ มีงานวิจัยที่ฝ่ายสํานักวิชาการของสภาผู้แทนราษฎรเอง ก็ได้หยิบยกมานําเสนอว่าปัญหาการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นมีข้อเสียที่น่ากังวลใจอยู่ หลายประเด็น เขาบอกว่ามีโอกาสที่สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับเลือกตั้งอาจจะมีการกระจุกตัว ในบางมิติ เช่น สาขาอาชีพ วุฒิการศึกษาอย่างนี้เป็นต้น รวมทั้งอาจมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนักการเมืองในพื้นที่ด้วย ซึ่งจะยิ่งทําให้ การกลั่นกรองกฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือสมาชิกวุฒิสภาได้รับเงินทุนจากนายทุน พรรคการเมือง แล้วก็อาศัยฐานจากพรรคการเมือง เนื่องจากว่ามีผู้อยากเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นจํานวนมาก แต่ไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางในเขตเลือกตั้งในพื้นที่ของทั้งจังหวัด ไม่มีทักษะ ในการพูดอภิปราย จึงจําเป็นต้องใช้อิทธิพลทางการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ มาช่วย สําคัญที่สุดก็คือว่าในแต่ละพื้นที่นั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ในสังกัด พรรคการเมืองอยู่แล้ว เป็นฐานคะแนนเสียงที่ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาจะต้องเข้าไป ขอความช่วยเหลือก็ทําให้อิทธิพลทางการเมืองของระดับชาติและระดับท้องถิ่นในพื้นที่ เหล่านั้นเข้ามามีส่วนในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา งานวิจัยนี้ก็บอกว่า ท้ายที่สุดสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาก็จะเป็นพวกเดียวกัน ก็คือเป็นพวกเดียวกันกับ พรรคการเมือง เขาบอกว่า จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเล่นบทผิด หลงไปเล่นบทสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เพราะคิดว่าตนก็มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน นี่เป็นเรื่องที่งานวิจัยเขาเขียนไว้ แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาบอกกับท่านประธานว่ารู้สึกกังวล กับบทบาทที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้นกําลังเล่นบทบาทเดียวกับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร นี่จึงเป็นที่มาของการที่ผมได้เสนอคําแปรญัตติในมาตรา ๓ ที่เกี่ยวข้อง กับมาตรา ๒ มาตราต่อเนื่องกันก็คือ มาตรา ๑๑๑ ท่านประธานครับ ความกังวลนั้น จริง ๆ แล้วยังมีร่องรอยอยู่ในร่างของผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ไม่เพียงแต่ ในมาตรา ๑๑๑ เท่านั้น แต่ในหลักการและเหตุผลนี่ก็ยังไปผูกโยงไว้ซึ่งทําให้การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเดินไปในทิศทางเดียวกันจะได้คนกลุ่ม เดียวกัน เขียนไว้ในเหตุผลนี่ครับ ซึ่งผมคิดว่าไม่รู้จะเขียนไปแบบนี้ทําไม โดยที่เป็นการ สมควรกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่เห็นความจําเป็นที่ท่าน จะต้องยกว่าวิธีการได้มานั้นเป็นวิธีการได้มาเดียวกับวิธีการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่นจึงนําไปสู่การออกแบบในมาตรา ๓ ที่ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง ทั้งหมด ท่านประธานครับในร่างของคณะกรรมาธิการที่ผ่านความเห็นชอบมาแล้วมีข้อยุติว่า ในมาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวนสองร้อยคน ผมอ่านแล้วก็เกิดความสงสัยว่าในรัฐธรรมนูญ ผมไม่เคยเห็นในมาตราไหนที่เขียนคําว่า การเลือกตั้งมาจากราษฎร เพิ่งมีมาตราที่คณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบ นี่และครับ ที่ระบุว่า ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้ง ท่านไปพลิกดูรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ปัจจุบัน เถอะครับ นอกจากคําว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วไม่มีบทบัญญัติตรงไหนที่เขียนว่า ราษฎร เขาใช้คําว่า ประชาชน นี่เป็นประเด็นแรก ไม่มีความจําเป็น แล้วท่านก็สามารถที่จะ เขียนเลี่ยงเป็นอย่างอื่นก็ได้ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกที่ผ่านการเลือกตั้งจํานวนสองร้อยคน อะไรก็ว่าไป ทําไมต้องใช้คําว่า ราษฎร และมาตรานี้ก็จะผิดแผกแตกต่างไปจากมาตราอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญทุกมาตรา ประเด็นที่ผมได้นําเสนอเพื่อไปสู่การแปรญัตติก็คือว่า มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งจํานวน ๑๕๔ คน เห็นไหมครับ ผมไม่ใช้คําว่า ราษฎร เพราะใช้คํานี้ล้อมาจากรัฐธรรมนูญที่เขียนในมาตราอื่น ๆ อยู่แล้ว วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งจํานวน ๑๕๔ คน แตกต่างกับที่คณะกรรมาธิการ ให้ความเห็นชอบคือ ๒๐๐ คน ทําไมผมถึงได้เสนอว่าเป็นจํานวน ๑๕๔ คน เหตุผลเป็นดังนี้ ครับท่านประธาน ผมมีความเห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นน่าที่จะได้สมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้งจากจังหวัดละ ๒ คน ซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๑๑๒ จังหวัดละ ๒ คน ปัจจุบันนี้ เรามี ๗๗ จังหวัด คูณ ๒ ก็คือ ๑๕๔ คน มาจากจังหวัดละเท่ากันคือจังหวัดละ ๒ คน ไม่ว่าจังหวัดนั้นจะมีฐานจํานวนประชากรมากหรือน้อยแต่ว่าได้สิทธิจํานวน ๒ คน ซึ่งถามว่า ๒ คนนี้มันสะท้อนตัวแทนอะไร คําตอบก็คือว่า ๒ คนนั้นสะท้อนที่มาของความเห็น ที่แตกต่างกันอย่างน้อย ๒ ฝ่าย ๑. คือฝ่ายเสียงข้างมากในเขตเลือกตั้งจังหวัดนั้น ซึ่งผม เห็นด้วยว่าใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง มาจากเสียงข้างมากของเขตเลือกตั้งของจังหวัดนั้น และมาจากเสียงข้างน้อยของเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้น อย่างน้อยที่สุดมีหลักประกันว่า แต่ละจังหวัดมีตัวแทนของตัวเองนั่งอยู่ในวุฒิสภาที่มาจากตัวแทนของเสียงสะท้อน ๒ ส่วน ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย และนี่เป็นธรรมชาติของการเลือกตั้งครับ ในกระบวนการ เลือกตั้งผมก็เห็นด้วยว่าให้มีการเลือกตั้งโดยที่พี่น้องประชาชน ๑ คน มีสิทธิออกเสียงได้ ๑ เสียง คือเลือกได้คนเดียว เมื่อเลือกได้คนเดียวคะแนนที่ ๑ และที่ ๒ มันจะสะท้อนออก โดยอัตโนมัติว่าที่ ๑ คือเสียงข้างมาก ที่ ๒ คือเสียงข้างน้อย เป็นเช่นนี้มาในเกือบทุกสนาม เลือกตั้งและในเกือบทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับใดล่ะครับ เสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อยจะมาที่ ๑ และที่ ๒ การออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก จังหวัดละ ๒ คนนั้นมันเป็นการรวบรวมเอาตัวแทนของทั้ง ๒ ฝ่ายมานั่งอยู่ในวุฒิสภาด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าที่อื่นเขาทําแบบนี้ไหม สหรัฐอเมริกาก็เป็นตัวอย่างว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของเขาก็กําหนดให้แต่ละรัฐมีรัฐละ ๒ คนเท่ากัน ไม่ว่ารัฐนั้น จะเป็นรัฐขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กก็ใช้วิธีคิดเดียวกัน เขาก็ได้ตัวแทนที่มีลักษณะที่มาจากก็ อย่างน้อยก็ ๒ พรรคการเมืองที่เขาให้สังกัดพรรคนี่ละครับ หรือบางพื้นที่เขาอาจจะได้ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากเสียงข้างมากอย่างเดียวนั่นก็เป็นรูปแบบ เป็นลักษณะเฉพาะของ พื้นที่ของประเทศของเขา แต่หลักคิดก็คือว่าประชากรมากหรือประชากรน้อยมีจํานวน สมาชิกวุฒิสภาเท่ากัน ปัจจุบันนี้เราก็ใช้หลักนี้อยู่นะครับ เพียงแต่ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดนั้นมาจากจังหวัดละ ๑ คน เท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อลงไปดูบทบาทอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา เราก็จะเห็นว่าอํานาจหน้าที่ ๓ เรื่องชัดเจน ก็คือการมีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย มีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลและมีหน้าที่ในการแต่งตั้ง ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง แล้วแต่ รัฐธรรมนูญกําหนด ท่านประธานที่เคารพ อํานาจทั้ง ๓ ส่วนนี้เป็นอํานาจที่พี่น้องประชาชน คาดหวังว่า เราจะได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณสมบัติพิเศษประการหนึ่ง ก็คือมีความเป็นกลาง และมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ กระผมถึงไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่ไป ออกแบบในมาตรา ๓ ซึ่งมีการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ นี้ให้มีสมาชิกวุฒิสภา ตามจํานวนสัดส่วนของประชากร ท่านประธานที่เคารพ เราก็จะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีเขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น แต่ไปเรียกชื่อว่า เป็นสมาชิกวุฒิสภา ก็เท่านั้นเอง และเป็นอีแอบ ทางการเมืองโดยไม่ต้องสังกัดพรรคแต่แท้จริงแล้วก็คือการแอบอิงกับพรรคการเมือง อยู่นั่นเอง การออกแบบในลักษณะเช่นนี้ ไม่มีเหตุผลอื่น ไม่ใช่มีเหตุผลเพื่อว่าจะให้สมาชิก วุฒิสภานั้นเข้าไปทําหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล เข้าไปกลั่นกรองกฎหมาย หรือเข้าไป มีอิสระในการแต่งตั้งถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง แต่มีเป้าหมายประการเดียวก็คือว่า ต้องการ ได้พวกของพรรคการเมืองเข้าไปอยู่ทําหน้าที่ในสถาบันที่สังคมคาดหวังว่าเป็นกลาง นี่เป็น สิ่งที่ผมคิดว่าร้ายแรงมาก ผมได้พยายามนําเสนอประเด็นนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญ แต่เสียดายว่าท่านไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของผม ท่านบอกว่ากรรมาธิการมีข้อสรุป แล้วว่าต้องใช้สัดส่วนของประชากรเฉลี่ยในแต่ละจังหวัดเพื่อกําหนดจํานวนสมาชิกวุฒิสภา และจํานวน ๒๐๐ คน ก็เป็นคําตอบสุดท้ายไปแล้ว ผมก็ถามว่า ๒๐๐ คนนี้มาจากไหน ทําไมต้อง ๒๐๐ คนด้วยทําไมไม่ ๑๘๐ คนทําไมไม่ ๑๗๐ คน และทําไมไม่ ๒๕๐ คน ผมก็ไม่ได้รับคําตอบนี้ เมื่อเทียบกับข้อเสนอของผม คําตอบผมคิดว่าของผมน่าจะชัดเจนกว่า อย่างน้อยที่สุดจังหวัดละ ๒ คน ๑๕๔ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ได้ขัดแย้ง ในประเด็นอื่น ๆ เลย ในเรื่องของกระบวนการบัญญัติกฎหมายและสาระที่สอดรับ เช่น ในวรรคสาม วรรคสี่ เพียงแต่ผมขอตัดในมาตรา ๑๑๒ ในที่คณะกรรมาธิการให้ความเห็นชอบ ก็คือ เรื่องของการคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี ให้คํานวณตาม วิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม อันนี้ก็ตัดไปเพราะว่าไม่สอดคล้องกับคําแปรญัตติ ของผม รวมทั้งในมาตราที่ท่านคณะกรรมาธิการได้เพิ่มในวรรคที่กรรมาธิการได้เพิ่มมา ก็ไม่มี ความจําเป็น เพราะฉะนั้นเหตุผลที่กระผมได้นําเรียนกับท่านประธานมา ก็เพื่อที่จะโน้มน้าว ท่านสมาชิกแล้วก็ต้องการสอบถามกับคณะกรรมาธิการด้วยในประเด็นที่ผมได้ตั้งทั้งเรื่อง การบัญญัติคําว่า ราษฎร การเลือกตั้งจากราษฎร ซึ่งผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติอื่น ๆ ในมาตราอื่น ๆ ของรัฐธรรมนูญ และความจําเป็นที่จะต้องมี ๒๐๐ คน และรูปแบบที่ท่าน ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ