รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

สามารถ แก้วมีชัย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอดีต และยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ฟังท่านผู้แปรญัตติ ได้ให้เหตุให้ผลมาประมาณ ๓ ชั่วโมงนะครับ ทางกรรมาธิการก็เก็บประเด็นต่าง ๆ ไว้ ก็อยากจะถือช่วงโอกาสนี้ได้ทําความเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นก็จะได้ฟังประเด็นต่าง ๆ ต่อ ก็อยากจะกราบเรียนเป็นเบื้องต้นครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือขัดหลักการรัฐธรรมนูญ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ ห้ามไว้เฉพาะ ๒ เรื่อง คือ ๑. ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ ๒. ห้ามเปลี่ยนรูปของรัฐ เพราะฉะนั้นการแก้ครั้งนี้ ไม่ได้ไปแตะต้องสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น และที่สําคัญคําวินิจฉัย คําแนะนําของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อคราวที่เราแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ทั้งฉบับนั้น ท่านก็แนะนําว่าให้ไปทํารายมาตรา หลายท่านก็บอกว่าทํารายมาตราแล้วทําไมไม่ไปถามประชาชน ไปขอประชามติก่อน ศาลรัฐธรรมนูญแนะนําว่าทํารายมาตราก็ไม่จําเป็นจะต้องไปถาม และขณะเดียวกันถ้าท่าน ย้อนอดีตไปไม่ไกลหรอกครับ เมื่อปี ๒๕๕๔ เมื่อสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลท่านก็ได้ แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ๒ ครั้งนะครับ คือฉบับแรก ท่านแก้เรื่องวิธีการเลือกตั้ง ฉบับที่ ๒ ท่านแก้เรื่องมาตรา ๑๙๐ การแก้ดังกล่าวท่านก็ไม่ได้ไปถามประชามติที่ไหนนะครับ ก็ใช้ได้มาจนถึงวันนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ เราก็ดําเนินการแก้ไขในเรื่องของสมาชิกวุฒิสภาที่จะให้มาจากการเลือกตั้งก็อยู่มาตรา ๓ ที่ท่านได้สงวนคําแปรญัตติและให้เหตุผลไว้นี้ผมอยากจะสรุปอย่างนี้นะครับ มาตรา ๓ เราได้ยกเลิกมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ แล้วบัญญัติถ้อยคําขึ้นใหม่ สิ่งที่ยกเลิกไป จะมีผลทําให้ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาสิ้นสุดลงคงเหลือแต่ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ตามหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๑๑ สาระสําคัญก็จะบัญญัติ เรื่องจํานวน ส.ว. ว่าจะมี ๒๐๐ ท่าน มาจากการเลือกตั้งของราษฎร ก็บัญญัติให้ชัดเจน ไปเลยว่ามาจากการเลือกตั้งของราษฎร หลายท่านบอกว่าไม่เห็นเคยบัญญัติอย่างนี้มาก่อน ก็ฉบับนี้เขียนให้ชัดครับว่ามาจากการเลือกตั้งของราษฎร ถามว่าทําไมถึงจํานวน ๒๐๐ เอาฐานมาจากไหน ก็กราบเรียนว่าเราได้พิจารณาเทียบสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีอยู่ขณะนี้ มีจากเขต ๓๗๕ ท่าน มาจากบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ รวมเป็น ๒๐๐ จะเอาครึ่งหนึ่ง ก็มากไปก็คิดว่าเอา ๒๐๐ กําลังดี เพราะว่าเคยใช้มาแล้วตามรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ และท่านดูเวลา ส.ว. มีหน้าที่แต่งตั้ง ถอดถอนนะครับ สมมุติจะถอดถอน ผมยกตัวอย่าง เฉพาะถอดถอนตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันซึ่งเราไม่ได้ไปแก้เรื่องนี้นะครับ ก็ให้ ส.ว. เข้าชื่อ ๑ ใน ๔ ถอดถอนถ้าเรามี ส.ว. ๒๐๐ ก็เข้าชื่อเพียง ๕๐ คน ก็ยื่นขอถอดถอนได้ ขณะเดียวกันการลงมติถอดถอนเขาบอกใช้เสียง ๓ ใน ๔ ของ ส.ว. ๑๕๐ คนก็กําลังดีนะครับ ฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็เห็นว่าตัวเลข ๒๐๐ เป็นตัวเลขที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ก็ได้บัญญัติไว้ ทีนี้ท่านมาดูว่าในมาตรา ๑๑๒ สาระสําคัญของมาตรา ๑๑๒ ก็มีอยู่ ๓ ประการหลัก ๆ คือ ๑. การเลือกตั้ง ส.ว. ๒๐๐ คน เราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ละจังหวัดจะมี ส.ว. กี่ท่าน กี่คน ก็เอาจํานวนประชากรทั้งประเทศตั้ง เอา ๒๐๐ หาร เฉลี่ยกันไปตามประชากรของแต่ละจังหวัดนะครับ ที่สําคัญซึ่งจะเกี่ยวโยงกับที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้ห่วงกังวลว่าถ้าการเลือกตั้ง ส.ว. มันจะทําให้พรรคการเมืองใหญ่ อย่าง พรรคเพื่อไทยที่เมื่อสักครู่มีสมาชิกบางท่านเอาสไลด์ขึ้นดูว่าการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ประชากรภาคเหนือ ภาคอีสานมีเยอะ พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเยอะ คราวนี้ที่มาเขียน รัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งก็หวังว่าจะได้คะแนนเยอะ ท่านประธานครับ ถ้าการเขียนรัฐธรรมนูญคราวนี้บอกว่า ส.ว. แต่ละจังหวัดเอาเป็นพวงใหญ่นี่นะครับ พรรคเพื่อไทยอาจจะได้เปรียบ แต่ถ้าท่านมาดูวิธีการเลือกตั้งนะครับ เราจะบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๑๒ ว่าประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนน ๑ ท่าน กากบาทได้ ๑ เบอร์ ต่อให้ท่านมีเสียงดี อย่างไร พอบพิวล่า (Popular) อย่างไร คะแนนมันจะไปเทให้ท่านเต็มที่ท่านก็ได้ ๑ คนครับ หลังจากนั้นมันก็จะเฉลี่ยกันไป ท่านจําได้ไหมครับ เมื่อปี ๒๕๔๐ กรุงเทพมหานครมี ส.ว. อยู่ ๑๘ ท่าน คนแรกได้คะแนนเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ คะแนน คนสุดท้ายได้ ๑๘,๐๐๐ คะแนน ก็ได้เป็น ส.ว. เหมือนกัน เช่นเดียวกันครับแต่ละจังหวัดก็จะมาทั้งตัวแทนของพรรคใหญ่ ที่มีคนนิยมมาก ตัวแทนของพรรครองลงมา ขณะเดียวกันคนที่อยู่กลาง ๆ ที่มีคุณงามความดี เขาก็มีโอกาสที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่ง ส.ว. ด้วย ฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าพรรคหนึ่งพรรคใด จะมายึดตําแหน่งใน ส.ว. และที่สําคัญครับ ท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ ที่เราเขียน รัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง เราเขียนโดยพื้นฐานที่เราศรัทธาในประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยนะครับ อํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน วันนี้ประชาชนเขามี ความตื่นตัวทางการเมือง การเมืองมันเป็นการเมืองของประชาชน ภาคประชาชน วิกฤติ ต่าง ๆ ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนะครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันก็เกิดโอกาสทําให้ประชาชนตื่นตัว ในทางการเมือง วันนี้เขาไปไกลกว่าเราแล้วนะครับ ฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วงครับว่าประชาชน จะถูกชี้นํา ประชาชนจะไม่มีดุลยพินิจส่วนตัว ประชาชนจะถูกเขาใช้เงินซื้อ ไม่ใช่แล้วครับ ฉะนั้นขอให้ท่านไว้ใจว่าเมื่อเราจะเป็นประชาธิปไตยเราต้องศรัทธาในประชาชน เราอย่าไป ดูถูกประชาชนครับ ฉะนั้นก็หวังว่าท่านคงไม่ต้องกังวลในเรื่องเหล่านี้ และมีอีกประเด็น หลายคนเป็นห่วงว่าไปบัญญัติให้ ส.ว. หาเสียงได้มันจะมีปัญหาไหม ก็กราบเรียนนะครับว่า เราเอาประสบการณ์เมื่อการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๐ เราเขียนบอกว่าหาเสียงได้เฉพาะ การแนะนําตัว ส.ว. แต่ละคนขึ้นไปบนเวทีก็ไม่ต้องทําอะไรมาก พูดแนะนําตัว พูดแนะนํา ประวัติ บางคนไม่รู้ด้วยครับว่าหน้าที่ตัวจะไปทําอย่างไร วิสัยทัศน์เป็นอย่างไร ตรงนี้เรา บัญญัติไว้ เราก็บอกว่าการหาเสียงก็ให้ทําได้ แต่เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ และ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กกต. กําหนดไว้ ฉะนั้นเวลาท่านไปหาเสียงท่านก็ต้องมีกรอบ กําหนดว่าท่านพูดอะไรได้บ้าง เฉพาะอํานาจหน้าที่ของท่าน ซึ่งนอกจากจะทําให้ ผู้ที่จะเป็น ส.ว. รู้หน้าที่ตัวแล้ว ยังเป็นการให้ความรู้ประชาชนด้วยนะครับว่า ส.ว. ของท่าน ที่กําลังจะเลือกเขาจะไปทําอะไรบ้าง ก็ทั้งหลายทั้งปวงอยากจะกราบเรียนชี้แจงว่า กรรมาธิการเราก็คํานึงถึงทุกด้านนะครับ แล้วไม่อยากจะให้ท่านสมาชิกทั้งหลายได้ห่วงใย หรือจินตนาการไปในทางลบมากนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน