นิพิฏฐ์ โทษประธานรัฐสภา นับวาระผิด อ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 291(2) ส่งเรื่องศาลรธน.

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ โต้แย้งการนับระยะเวลาแปรญัตติของประธานรัฐสภาที่เริ่มนับจากวันที่ 4 เมษายน โดยชี้ว่าควรนับตั้งแต่การลงมติครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 เมษายน และอ้างว่าการพิจารณาในวาระที่สองก่อนครบวาระที่หนึ่งเป็นโมฆะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291(2) รวมถึงข้อบังคับการประชุมข้อ 92 ที่กำหนดให้ต้องทำเป็น 3 วาระตามลำดับ โดยระบุว่าองค์ประชุมไม่ครบจึงทำให้การดำเนินการทั้งหมดขาดความชอบธรรมและควรส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตี

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อันนี้ละครับเป็นเรื่องที่ทางกระผมและท่านคณะกรรมาธิการมีความเห็น แย้งกันนะครับ แล้วก็เรามีความเห็นโต้แย้งเรื่องนี้กันทั้งในคณะกรรมาธิการ ทั้งในรัฐสภาแห่งนี้ สิ่งที่เรามีความเห็นแย้งกันเพราะว่าเรานับระยะเวลาในการแปรญัตติต่างกัน ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมนับระยะเวลาในการแปรญัตติตั้งแต่การลงมติครั้งที่ ๒ คือวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ แต่ว่าท่านประธานได้นับระยะเวลาในการแปรญัตติในวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ เมื่อผมไปยื่นคําแปรญัตติเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ท่านก็ไม่รับคําแปรญัตติ ของกระผม อ้างว่าผมยื่นคําแปรญัตติเกินระยะเวลา ๑๕ วัน นับแต่วันรับหลักการ กราบเรียนท่านประธานผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กครับ และผมกราบเรียนท่านประธานว่า เรื่องนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการเอง ท่านก็คงตระหนักว่า เรื่องนี้อย่างไรต้องส่งถึง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความแน่ แต่สิ่งที่ผมจะส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความนั้นนะครับ แน่นอนครับ ผมทราบว่าผมจะไม่ส่งไปตีความว่าเราปฏิบัติผิดตามข้อบังคับหรือเปล่า เพราะว่าถ้าส่งไปตีความว่าเราปฏิบัติผิดข้อบังคับหรือเปล่า ศาลเขาไม่รับหรอกครับ การปฏิบัติ ผิดข้อบังคับหรือเปล่าให้เป็นมติของรัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า คําว่า รับหลักการ นั้นอยู่ตรงไหน การพิจารณากฎหมายมันมี ๓ วาระ วาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ วาระที่สอง ขั้นแปรญัตติ และวาระที่สาม ขั้นรับหลักการของท่านประธาน วาระที่หนึ่ง อยู่ตรงไหนครับ มันจบตรงไหนครับ มันจบเมื่อเราบอกว่ารับหลักการอย่างนั้นหรือครับ แล้วการแปรญัตติระยะเวลาในการแปรญัตติที่ต่อเนื่องมานี้ ท่านประธานต้องตอบผมตรงนี้ พอเรายืนขึ้นบอกว่าเรารับหรือไม่รับหลักการปั๊บนี่ มีผู้เสนอคําแปรญัตติว่า มีผู้เสนอว่าให้มี การแปรญัตติภายใน ๖๐ วัน การเสนอระยะเวลาในการแปรญัตตินี้ ผมถามท่านประธาน ผ่านไปถึงประธานคณะกรรมาธิการ ว่าการเสนอระยะเวลาในการแปรญัตติอยู่ในขั้นไหนครับ ถ้าการเสนอระยะเวลาในการแปรญัตติอยู่ในขั้นที่ ๑ คือวาระรับหลักการ แสดงว่าวาระ รับหลักการคือขั้นที่ ๑ ของเรายังไม่จบ เมื่อยังไม่จบท่านจะไปประชุมในวันที่ ๔ เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกาไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๒) บอกว่า การพิจารณารัฐธรรมนูญนั้นให้กระทําเป็น ๓ วาระคือวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง และวาระที่สาม เมื่อรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ขาดไปจากวาระที่หนึ่ง วันที่ ๔ เมษายน เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ท่านไปพิจารณาวาระที่สอง ซึ่งแสดงว่าท่านไม่พิจารณาเป็น ๓ วาระ วาระของท่านมันคาบเกี่ยวกันอยู่ยิ่งเมื่อท่านประธานรัฐสภาได้เรียกประชุมอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ ๑๘ เมษายน ก็เป็นการตอกย้ําว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังไม่หลุดจาก วาระขั้นรับหลักการในวาระที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการตั้งแต่ วันที่ ๔ เป็นต้นไป ผมเชื่อว่าเป็นการกระทําที่เป็นโมฆะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ศาลรัฐธรรมนูญเองเคยตีความมาหลายครั้งว่า พระราชบัญญัติที่มีการพิจารณาเมื่อไม่ครบ องค์ประชุมนั้นมันเป็นโมฆะ ไม่ให้บังคับใช้เป็นกฎหมายแล้วก็ตามนะครับ เมื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเคยตีความมาแล้วหลายครั้งว่า การประชุมที่ไม่ครบองค์ประชุมนั้นเป็นโมฆะ กฎหมายที่ออกมาก็ไม่สมบูรณ์ หลายครั้งศาลเคยวินิจฉัยอย่างนั้น ผมกราบเรียนท่านประธาน คํากล่าวของท่านประธานสมศักดิ์บอกว่าองค์ประชุมไม่ครบ ท่านบอกว่าเสียงไม่พอครับ องค์ประชุมไม่ครบ เพราะฉะนั้นถือว่า ๑๕ วันตามข้อบังคับ เมื่อท่านประธานสมศักดิ์ ประธานรัฐสภาบอกว่าองค์ประชุมไม่ครบ เพราะฉะนั้นถือว่า ๑๕ วันตามข้อบังคับ ผมว่า ทําอะไรไม่ได้หรอกครับ ผมว่าเมื่อองค์ประชุมไม่ครบ หลังจากนั้นรัฐสภาแห่งนี้จะดําเนินการ อย่างไรไม่ได้เลยครับ และเมื่อประธานรัฐสภาบอกว่าองค์ประชุมไม่ครบแล้วท่านยังพูดต่อว่า ถ้าอย่างนั้นประชุมพรุ่งนี้เลย วันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ทําไม่ได้แล้ว เมื่อองค์ประชุมไม่ครบแล้วท่านทําอะไรไม่ได้ครับ การที่ท่านทําพิจารณาในวาระที่สอง หลังจากองค์ประชุมไม่ครบในวาระที่หนึ่งนั้น ผมถือว่าเป็นโมฆะ การพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๒) ต้องทําเป็น ๓ วาระ นอกจากนั้นท่านประธานครับ มันไปตอกย้ํา ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ข้อ ๙๒ ท่านประธานดูตามผมไปนะครับ ข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๙๒ บอกว่า ให้กระทําเป็นสามวาระ ตามลําดับ รัฐธรรมนูญเขียน เพียงว่าให้ทําเป็น ๓ วาระ แต่ข้อบังคับ ข้อ ๙๒ บอกว่า ให้กระทําเป็น ๓ วาระ และเพิ่ม ข้อความขึ้นมาหน่อยว่าตามลําดับ ที่บอกว่าต้องไปพิจารณาเป็น ๓ วาระตามลําดับ หมายความว่าเมื่อไม่ขาดจากวาระที่หนึ่งท่านจะพิจารณาในวาระที่สองในชั้นคณะกรรมาธิการ แปรญัตติไม่ได้เลยครับ ในชั้นกรรมาธิการไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อผมไปยื่น จริง ๆ แล้ว มีคนยื่น ๓ คนนะครับ มีผม ท่านชวน และท่านจุรินทร์ได้ไปยื่น ท่านปฏิเสธของผม ท่านทําเป็นหนังสือมานะครับ เมื่อท่านปฏิเสธไม่รับคําแปรญัตติของกระผม มันทําให้สมาชิกอย่างน้อยกระผมคนหนึ่ง ละครับเสียสิทธิ ผมไม่มีโอกาสไปชี้แจงต่อท่านว่าเหตุผลใดผมแปรญัตติมาตราเหล่านี้ผมไม่มี โอกาส เพราะท่านปฏิเสธคําแปรญัตติของกระผม ผมยืนยันท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และท่านประธานคงทราบครับ ว่าเรื่องนี้ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ และถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าท่านประธานรัฐสภาดําเนินการหลังจากองค์ประชุมไม่ครบ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีทางออกเป็นอย่างอื่นครับ นอกจากต้องวินิจฉัยว่าการพิจารณาทั้ง ๓ ร่างที่ผ่านมานั้นเป็นโมฆะ เหมือนกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตีความกฎหมายมาแล้ว หลายฉบับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องมาพิจารณากัน ผมไม่ตัดสิทธิ ท่านประธานนะครับถ้าท่านเห็นว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นพอจะมีเหตุผลรับฟังได้ ท่านก็กลับไป ย้อนขึ้นมาใหม่ พิจารณาใหม่ แต่ว่าถ้าท่านประธานจะกรุณา แต่ถ้าท่านประธานไม่เอาอย่างนั้น เดินหน้าวันนี้เลย เรื่องนี้ก็ต้องส่งไปตีความ ผมก็ฝากท่านประธานว่าเวลาเขาตีความสมาชิก ก็ต้องยื่นต่อประธานรัฐสภา ผมหวั่นเกรงว่าวันที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านลงลายมือชื่อ แล้วส่งไปยังประธานรัฐสภาบอกว่าการพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นโมฆะ ผมทํานาย ไว้ก่อนเลยครับ ผมทํานายไว้ล่วงหน้าเลยครับ ว่าท่านประธานรัฐสภาจะไม่รับส่งไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะผมถามสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหลายคนท่านประธาน ผมไม่อยาก เอ่ยชื่อเขา หลายคนที่เขาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเขาบอกว่าคุณนิพิฏฐ์ทําอย่างไรก็ได้ ให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความให้ได้ ถ้าส่งไปศาลรัฐธรรมนูญเมื่อไรเขายืนยันว่า ๓ ร่าง ที่ผ่านมานั้นเป็นโมฆะ ผมเลยพูดดักเสียก่อนว่าเวลาที่พรรคฝ่ายค้านลงลายมือชื่อเพื่อให้ ท่านประธานส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผมคิดว่าท่านประธานจะไม่ส่ง เพราะถ้าส่ง ศาลรัฐธรรมนูญแล้วมันจะเป็นโมฆะ แต่ว่าถ้าท่านประธานไม่ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผมบอกไว้เลยนะครับท่านประธานต้องเสี่ยงว่าท่านกระทําผิดกฎหมายครับ แล้วเราก็ต้อง เจอกันที่ศาลอีกครั้งหนึ่ง ผมเลยเรียนท่านประธานนะครับ ทบทวนเถอะครับ ถ้าท่านคิดว่า สิ่งที่ผมอภิปรายมามีเหตุผลที่ท่านจะย้อนไปรับคําแปรญัตติก็ทําเสีย แต่ว่าถ้าท่านจะเดินหน้า อย่างนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง ๓ ร่างต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ