จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของวิปฝ่ายค้าน และประธานสภา โดยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และเรียกร้องให้ประธานสภาใช้ดุลยพินิจและปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมมี ๒-๓ ประเด็นครับท่านประธาน ที่เกี่ยวเนื่องกับที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไป เมื่อสักครู่นี้
ประเด็นที่ ๑ มีผู้พาดพิงการปฏิบัติหน้าที่ของวิปฝ่ายค้านบอกว่า ในการประชุมวิป ๓ ฝ่าย วิปฝ่ายค้านก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขออนุญาตกราบเรียนกับ ท่านประธานเพื่อทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกครับว่า วิปฝ่ายค้านไม่ได้เข้าร่วมประชุมวิป ๓ ฝ่าย เมื่อวานที่ได้มีการนัดหมายประชุมจริงครับ แต่ที่ไม่เข้าร่วมประชุมเป็นมติของ วิปฝ่ายค้านร่วมกัน ที่ต้องมีมติที่จะไม่เข้าร่วมหารือและร่วมประชุมเพราะว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะในช่วงของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง ในขั้นวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ ปรากฏว่าพวกกระผมให้ความร่วมมือเข้าร่วมประชุม วิป ๓ ฝ่าย และได้มีข้อตกลงร่วมกันชัดเจนในเรื่องของการแบ่งสรรเวลาในการอภิปราย นั่นคือให้รัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง ฝ่ายค้าน ๑๕ ชั่วโมง แล้วก็ให้สมาชิกวุฒิสภา ๘ ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าเมื่อพวกกระผมอภิปรายมายังใช้สิทธิไม่ครบตามข้อตกลง ฝ่ายค้านได้ ๑๕ ชั่วโมง เพิ่งอภิปรายไปได้แค่ ๑๐ ชั่วโมงครึ่ง ก็มีสมาชิกวุฒิสภาและ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลยกมือ สนับสนุนให้ปิดการอภิปราย ซึ่งกระผมถือว่านี่คือการละเมิดข้อตกลงและเป็นการ เบี้ยวสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ เพราะฉะนั้นจึงมีความเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรในการที่จะ ไปร่วมประชุมหารือกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อวานที่ได้มีการนัดหมายประชุมวิป ๓ ฝ่าย ตรงนี้จึงเป็นที่มาและไม่ได้แปลว่าเมื่อวิปฝ่ายค้านไม่ได้เข้าร่วมหารือแล้วการประชุม จะประชุมต่อไปไม่ได้ ท่านประธานก็มีข้อบังคับและรัฐธรรมนูญกํากับอยู่ในการที่จะปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะประธานที่ประชุม พวกกระผมก็มีรัฐธรรมนูญและข้อบังคับกํากับเช่นเดียวกัน ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จึงกราบเรียนมาเพื่อทราบเป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่าน ส.ส. บุญยอด ได้ลุกขึ้นสอบถามท่านประธาน แล้วก็ ต้องการคําตอบ กรณีที่ท่านประธานได้ทําหนังสือเชิญประชุมสมาชิกรัฐสภาในการประชุม วันเดียวกัน เวลาเดียวกัน แต่มีหนังสือเชิญ ๒ ฉบับ ฉบับที่ ๑ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๖ กําหนดระเบียบวาระไว้ในเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วแค่การพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดียว คือฉบับที่เรากําลังจะพิจารณากันอยู่ในลําดับถัดไป นั่นก็คือเรื่อง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา แต่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ ๑๕ แล้ว ๑ วัน คือวันที่ ๑๖ สิงหาคม ได้มีการออกหนังสือเชิญประชุมสมาชิกรัฐสภาอีกฉบับหนึ่ง ระบุการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาเพิ่มเติม แต่คราวนี้ไม่ได้มีร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวนะครับ มา ๓ ฉบับ ทั้งเรื่องที่มาของ ส.ว. ทั้งเรื่องมาตรา ๑๙๐ แล้วก็ทั้งเรื่องแก้ไขมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่พวกกระผมกังวลก็คือว่าเป็นห่วงว่าการพิจารณาในวันนี้หรือวันถัดไปจนกระทั่ง จบสิ้นกระบวนการนี้จะมีการหยิบยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับขึ้นมาพิจารณาตามระเบียบ วาระที่เติมไปหรือไม่ ถ้าสมมุติว่าท่านประธานมีความประสงค์ที่จะให้พิจารณาเฉพาะร่างแรก คือร่างที่มาของสมาชิกวุฒิสภาถัดจากกระผมได้แสดงความเห็นแล้วขอความกรุณา ท่านประธานได้ยืนยันให้ที่ประชุมได้รับทราบด้วย
ประการสุดท้ายที่กระผมขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่ากรณีท่าน ส.ส. ธนา ชีรวินิจ ได้ลุกขึ้นอภิปรายท้วงติงท่านประธานเมื่อสักครู่ กรณีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของประธานในที่ประชุม ที่ท่านธนาได้ลุกขึ้นท้วงก็เพราะเหตุว่าท่าน เป็นห่วง เนื่องจากตัวของท่านประธานในที่ประชุมคือท่านประธานวุฒิสภาอาจจะมีเรื่อง การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับใน ๓ ฉบับ เกรงว่าการปฏิบัติหน้าที่ของท่านจะเป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ และเกรงว่าจะปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลางตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ จึงเป็นที่มาที่ท่านธนาได้ลุกขึ้นท้วงติง และพวกกระผมได้ท้วงติงมาตั้งแต่การพิจารณา ตอนขั้นรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ที่เกรงว่าการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง ความจริง ขออนุญาตนะครับ ที่จะกราบเรียนกับท่านประธานว่าแม้แต่เมื่อสักครู่ที่นับ ๑ แห่งการเริ่ม ปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธาน ก็ดูเหมือนว่าท่านประธานจะเริ่มส่อแววการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไม่เป็นกลางให้เห็นแล้ว ตรงไหนครับ ก็ตรงที่เริ่มต้นท่านประธานก็บอกว่าการแก้ รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ทําไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสิ้น ท่านประธานยืนยันได้ อย่างไรครับว่าการแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้โดยเฉพาะร่างที่เราจะพิจารณาเป็นไปเพื่อ ผลประโยชน์ของประชาชนทิ้งสิ้น พวกกระผมมีความเห็นแย้งและไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง ที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสิ้น และเพื่อนสมาชิกจะได้อภิปรายในลําดับ ถัด ๆ ไปเพื่อชี้ให้ท่านประธานเห็นว่ามันไม่ได้เป็นเพื่อประโยชน์ของประชานทั้งสิ้นอย่างที่ ท่านประธานกล่าวอ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเริ่มต้นไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยการปฏิบัติหน้าที่ประธานของท่านประธานตั้งแต่นับ ๑ เบื้องต้น ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ขอความกรุณาให้ท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจและใช้ความระมัดระวัง ในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าท่านประธานยังคิดว่าจะทําหน้าที่ประธานในที่ประชุมต่อไป ขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญให้เป็นกลางอย่างเคร่งครัด ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ