พุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยเสนอให้มีการเลือกตั้งบางส่วนและบางส่วนมาจากการสรรหา เพื่อให้มีความหลากหลายและไม่ผูกขาดทางการเมือง และเรียกร้องการคำตอบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 200 คน และวิธีการดำเนินการตามมาตรา 3
ขอบคุณท่านประธานครับ แผ่นสไลด์ที่เห็นอยู่ข้างบนนี้เป็นฐานความคิดและเป็นฐาน การเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ที่พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เข้ามาทําหน้าที่ อยู่ในสภาแห่งนี้ ผมอยากให้พี่น้องประชาชนได้ดูแผ่นสไลด์ที่ผมนําขึ้นมาให้ดี ๆ ครับ นี่คือฐานพื้นที่ของจํานวน ส.ส. ในแต่ละภูมิภาคที่เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๕๔ ดังนั้นถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญแล้วนําเสนอให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ ท่าน เลือกมาจากรายจังหวัดทั้งหมดตามที่กรรมาธิการได้เสนอมาในครั้งนี้ แล้วมีสัดส่วน ที่แตกต่างกันตามจํานวนประชากรที่ได้เขียนเอาไว้ จะเห็นว่าภาคเหนือ ภาคอีสาน จํานวนประชากรเยอะที่สุดครับ แล้วพื้นที่ฐานเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่แล้วถ้าเกิดมีการนะครับ ผมใช้คําว่า ถ้าเกิดมีการใช้ฐานการเมืองของพรรคการเมือง พรรคใดพรรคหนึ่ง ท่านจะเป็นว่าตัวเลข ๒๖๐ แล้วก็ตัวเลข ๑๖๐ บวกกับพรรคอื่น ๆ ก็จะเห็นว่าจากตัวเลขที่ท่านกรรมาธิการได้แก้มา ๒๐๐ คน แล้วใช้จํานวนประชากร ของภูมิภาคแต่ละภูมิภาคเพื่อแบ่งจํานวนการเลือกตั้งของ ส.ส. แต่ละจังหวัด เอาแผ่นนี้ ลงได้แล้วครับ ท่านทราบไหมครับ ท่านประธานและท่านประธานกรรมาธิการว่า ถ้าได้อิงฐานการเมืองตามปี ๒๕๕๔ ที่เลือกตั้งมานี่ สมาชิกวุฒิสภาที่มีการเลือกตั้งคราวหน้า ทั้ง ๒๐๐ คนนั้น แล้วใช้ฐานการเลือกตั้งแบบที่ผมได้นําเสนอเมื่อสักครู่นี้ สิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไรครับ ใน ๒๐๐ ท่านที่มีการเลือกตั้งเข้ามาจากทั้งประเทศตามที่ท่านต้องการ นั่นละครับ ถ้าใช้ฐานการเมืองของพรรคเพื่อไทยจะได้ทั้งหมด ๑๒๐ คนครับ นั่นก็หมายความว่าจาก ๒๐๐ คน ใช้ฐานการเมืองที่ท่านมีเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นญาติ หรือจะเป็นคนสนิท หรือใช้ฐานการเมืองของพรรคการเมืองของท่าน ท่านสามารถมีเสียง เกินครึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาในอนาคตครับ ผมจึงสันนิษฐาน แล้วก็อยากฝาก ท่านประธานแล้วก็ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่านี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานว่าทําไมต้อง เร่งรีบ ทําไมต้องมีการผลักดันกฎหมายการแก้รัฐธรรมนูญจํานวนและที่มาของสมาชิก วุฒิสภาให้แล้วเสร็จทัน ปี ๒๕๕๗ เพราะจะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่กําลังจะหมดอายุ ลงครับ แล้วมีการคิดไปถึงว่าถ้ามีการอ้างอิงฐานการเมืองเท่าที่ผมสันนิษฐานไว้นะครับ แน่นอนหลังการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๗ สมาชิกวุฒิสภาที่เราคิดว่าเป็นสภาอันทรงเกียรติ อีกหนึ่งสภาก็จะถูกครอบงําและมาจากฐานการเลือกตั้งของฝ่ายการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ผมนําเสนอไปนั้นเป็นเพียงสันนิษฐานและเป็นเพียงสิ่งที่มันเกิดขึ้น แล้วพยายามจะอธิบาย ให้ฟังว่าตัวเลข ๒๐๐ มันมาได้อย่างไร แล้วถ้าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภารายจังหวัด ตามประชากรภูมิภาคไหน จังหวัดไหน มีคนเยอะแค่ไหนก็ตามที่ผมได้นําเสนอไปแล้ว ก็คือภาคเหนือ ภาคอีสาน ซึ่งก็ทราบดีอยู่แล้วครับว่าเป็นพื้นที่ฐานเสียงทางการเมือง ของพรรคอะไร นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะนําเสนอให้เห็นว่าจาก ๒๐๐ คน ถ้าคิดคร่าว ๆ ประมาณ ๑๒๐ คน นี่ยังไม่นับบวกลบนะครับ ก็เกินครึ่งหนึ่งแล้ว อันนี้ใช่หรือไม่ นี่เป็นเหตุผลหรือเปล่าที่ท่านต้องพยายามแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้ เพราะท่านต้องการ จะเข้าไปมีเสียงส่วนใหญ่เกินครึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภา นี่คือเรื่องที่ ๑ ครับ ที่ผมตั้งคําถาม และผมเชื่อว่ามันน่าจะมีคําตอบ แล้วผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านก็สงสัยว่า เหตุการณ์เมื่อวานมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วผมถึงมาโยงได้ว่าวันนี้ตัวเลข ๒๐๐ กับฐานเสียง ของพรรคเพื่อไทยซึ่งมีมาก แล้วเกิดใช้อ้างอิงทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในครั้งหน้าอะไรจะเกิดขึ้น อาจเกิดการผูกขาดในสภาที่เราเรียกว่า วุฒิสภา ใช่หรือไม่
อีกเรื่องหนึ่งครับ นอกเหนือจากท่านไปแก้ตัวเลข ๒๐๐ จาก ๑๕๐ เป็น ๒๐๐ แล้วมีการเลือกตั้งอย่างเดียวโดยที่ไม่มีการสรรหา ผมจะพยายามแสดงให้เห็นในมาตรานี้ เช่นกัน เพราะมาตรานี้เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็น เพราะเนื่องจากผมแปรญัตติ ไว้ว่านอกจากให้มีการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งผมเสนอให้มาจากการเลือกตั้งแต่ เป็นการสรรหาตามกรอบวิชาชีพหรือสภาวิชาชีพต่าง ๆ ถามว่าทําไมผมถึงบอกว่าส่วนหนึ่ง ให้มีการเลือกตั้ง แน่นอนครับ ผมเข้าใจได้ว่าส่วนหนึ่งในการเข้ามาทําหน้าที่แทนพี่น้อง ประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงส่วนหนึ่ง แต่อย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ผมเกรง การผูกขาดทางการเมืองก็เลยเสนอทางออกให้กับกรรมาธิการเอาไปพิจารณาว่าถ้าอย่างนั้น ท่านจะเอา ๒๐๐ ไม่เป็นไร ๒๐๐ ก็ ๒๐๐ ครับแต่ท่านต้องตอบว่า ๒๐๐ มาจากฐาน ความคิดอะไร แต่ในมิติหรือในมุมมองของผมคือ๑๐๐ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็ไปกระจายตามประชากร แต่อีก ๑๐๐ น่าจะคัดสรร คัดเลือกมากจากสมาชิกที่มาจาก สภาทนายความ องค์กรสภาต่าง ๆ สภาวิชาชีพต่าง ๆ ที่มีความสําคัญ อย่างเช่นนะครับ ท่านประธาน สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ผมคิดว่าเรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาพวกเรา ทํางานกันในสภา แม้กระทั่งกรรมาธิการต่าง ๆ เป็นเรื่องปกติมาก ผมเชื่อว่าท่านประธาน ท่านกรรมาธิการก็ทราบดี เราต้องเชิญสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตัวแทนจาก สภาอุตสาหกรรมมาชี้แจงอยู่เป็นประจํา เพราะเราไม่สามารถที่จะไปรู้รายละเอียดในลึก ๆ ได้ว่าในภาคของเอกชน ในภาคของธุรกิจนั้นเมื่อเราออกกฎหมายไปแล้วเขาสามารถปฏิบัติ ได้หรือไม่ แล้วผมเชื่อว่าถ้าเกิดท่านบอกว่า ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้ง ท่านต้องยอมรับครับ นักธุรกิจที่เขาทําธุรกิจ ที่เป็นตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย หรือสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เขาจะอาความสามารถที่ไหนไปลงแข่งในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อชนะเข้ามาแล้วเป็นตัวแทน สมาชิกวุฒิสภา แล้วกลับเข้ามาทําหน้าที่ให้กับเรา เป็นไปไม่ได้ครับท่านประธาน เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเราถ้ามีการเลือกตั้งโดยตรง ฐานทางการเมืองของ แต่ละพรรคการเมืองก็มีไม่เท่ากัน นั่นคือเหตุผลที่ผมพยายามจะอธิบายว่าเลือกตั้ง โดยตรง ๑๐๐ เพื่อหาทางออกในการที่จะไม่ผูกขาดให้พี่น้องประชาชนเข้าใจได้ง่าย คืออีก ๑๐๐ ที่เหลือก็ไปคัดสรรให้เขาเลือกกันมาจากสภาวิชาชีพต่าง ๆ อย่างที่ ผมยกตัวอย่างไปแล้วครับ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็ให้เขาไป เลือกผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยทําหน้าที่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ในการกลั่นกรอง กฎหมายแต่ละฉบับ แล้วผมก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมาหรือ ยุคปัจจุบันที่เรานั่งกันอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ผมให้ความเคารพเกือบทุกท่าน แล้วผมเชื่อว่า หลาย ๆ ท่านมีความสามารถเป็นทหารเกษียณอายุแล้วก็ใช้องค์ความรู้ของท่านเข้ามา อภิปราย เมื่อสักครู่หลาย ๆ ท่านก็เป็นประโยชน์เหลือเกิน หลาย ๆ ท่านเป็นนักธุรกิจ หลาย ๆ ท่านมาจากสายงานหลากหลาย ก็เพราะพวกท่านเหล่านั้นได้มาจากวิธีการสรรหา ความหลากหลายในวิชาก็เป็นประโยชน์กับสภาแห่งนี้ในการออกกฎหมาย แต่ผมเชื่อนะครับ ผมไม่ได้ไปก้าวล่วงหรือไปดูถูกท่านสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานะครับ ผมบอกว่า ถ้าท่านเหล่านี้ต้องไปเลือกตั้งเข้ามา ผมเชื่อว่าท่านไม่ลงหรอกครับ เพราะท่านเชื่อว่าท่าน เข้ามาเพื่อทํางานให้กับประเทศชาติแล้วเหมือนใช้ความรู้ความสามารถที่ท่านมีเข้ามาท่าน ยินดี แต่ถ้าท่านไม่อิงฐานการเมือง แล้วท่านเข้าไปลงเลือกตั้งปกติแล้วหวังเพื่อจะเข้ามาช่วย ประเทศชาติตามรัฐธรรมนูญที่ท่านกําลังจะแก้นี้ไม่มีทางครับ ๒๐๐ ท่านที่เข้ามาผมเชื่อว่า มาจากฐานการเมืองเกือบทั้งหมด แล้วไหนล่ะครับผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วความแตกต่างระหว่าง วุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งมันจะต่างกันอย่างไรกับ ๒ สภา ถ้าอย่างนั้น ก็มีสภาเดียวครับท่านประธาน แล้วที่เหลือก็ให้ท่านประธานตั้งเป็นที่ปรึกษาวุฒิสภา หรือที่ปรึกษาท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ แต่ถ้าเรายืนยันว่าเรายังมีเจตนารมณ์ ที่จะตั้ง ๒ สภาเอาไว้เพื่อทําหน้าที่แตกต่างกันท่านต้องเดินตามนี้ ถ้าท่านเลือกตั้งทั้งหมด ท่านก็เหมือนมีสภาเดียวแน่นอน แล้วผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชน ด้วยว่า ผมขออนุญาตอีกนิดเดียวว่าหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่ใช่ให้คําที่ปรึกษาเฉย ๆ ไม่ใช่ช่วยกลั่นกรองกฎหมายเฉย ๆ นะครับ ท่านมีหน้าที่แม้กระทั่งคัดสรรผู้เข้ามาดํารง ตําแหน่งทางองค์กรอิสระซึ่งมีความสําคัญเป็นอย่างมาก ท่านมีหน้าที่ในการที่พินิจพิเคราะห์ ใช้ดุลยพินิจของแต่ละท่านเข้ามาทําการถอดถอนถ้าหากมีใครยื่นว่ารัฐมนตรีก็ดี ผู้ใดก็ตาม ทําผิด มีความทุจริต แล้วคิดว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นก็สามารถจะยื่นถอดถอนไปให้กับ ท่านสมาชิกวุฒิสภา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องยอมรับว่าคนที่จะมาทําหน้าที่และใช้ดุลยพินิจขนาดนี้ ให้ฐานเสียงพวก การเมืองด้วยกันเข้ามา ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ ให้การเมืองเข้ามาตัดสินถอดถอนนักการเมือง ด้วยกัน แล้วประชาชนจะไปพึ่งใครล่ะครับ แต่ถ้าได้ทําอย่างที่ผมบอกนี้ เราหาสมาชิก วุฒิสภาเลือกตั้งส่วนหนึ่งเพื่อจะได้เห็นว่ามาจากโดยตรง อีกส่วนหนึ่งมาจากวิชาชีพที่เรา คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แล้วท่านไม่ได้อิงฐานการเมืองมา แน่นอนท่านไม่ต้องตอบแทน ฐานการเมืองที่ท่านเข้ามาเพราะท่านมาด้วยความตั้งใจ ถ้าแบบนี้มีการถอดถอนเราก็เชื่อ ท่านได้ว่าท่านมีความเป็นกลาง ท่านใช้ดุลยพินิจของท่านเอง แล้วสิ่งที่ผมต้องเรียน ท่านประธานแบบนี้ว่าหน้าที่ของวุฒิสภายังมีอีกเยอะครับ แต่ผมแค่ยกตัวอย่างว่าการคัดสรร องค์กรอิสระ ผู้ที่จะเข้ามาบริหารองค์กรอิสระต่าง ๆ ต้องมีความน่าเชื่อถือ นั่นเป็นหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาที่ต้องมาคัดสรรกันแล้วถามว่าวันนี้องค์กรอิสระที่อยู่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ได้โดยที่ ปราศจากการเข้าไปเคลือบแคลงของนักการเมืองหรือเข้าไปวุ่นวายของนักการเมืองก็เพราะ สภาวุฒิสภาที่ทรงเกียรติเขาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เขาไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนครับ เขาก็ไม่ต้องไปใช้บุญคุณใครในการใช้ฐานเสียงของการเมือง เขาก็คิดว่าคนไหนดีสามารถ บริหารองค์กรนี้ได้ดี ท่านก็คัดสรรไปเป็นผู้บริหารองค์กรอิสระ ป.ป.ช. ก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ก็ต้องผ่านท่านสมาชิกวุฒิสภาทั้งนั้น แต่ที่ผมเน้นย้ํามากที่สุดคือการถอดถอนนักการเมือง ที่ทุจริต และมีการยื่นเข้ามาในสภาแห่งนี้ว่าให้ช่วยพินิจพิเคราะห์ในการถอดถอนผู้ที่ ดํารงตําแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ผมถามว่าถ้า ๒๐๐ คน มาจากการฐานการเลือกตั้งอย่างที่ท่านจะแก้กันนี้ นักการเมืองก็มาถอดถอนนักการเมือง แล้วมันจะรอดหรือครับ แล้วผมก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าฐานทางการคิดเรื่องจริง แล้วผมก็เอาตัวเลขการเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๔ มาว่าถ้าอิงฐานการเมือง อิงประชากร ของภาคเหนือและภาคอีสาน ฐานพรรคการเมืองพรรคไหนจะได้มากที่สุดในวุฒิสภา ก็เบ็ดเสร็จอย่างไรครับ ถอดถอนอย่างไรก็ไม่ได้ ถ้าเกิดนะครับ ผมขออนุญาตสันนิษฐาน ไม่ได้กล่าวหา เกิดรัฐบาลเป็นพรรคเดียวกัน ฐานของวุฒิสภาที่ใช้เป็นฐานเดียวกัน แล้วก็มีเกินกึ่งหนึ่ง เกินครึ่งหนึ่ง รัฐบาลก็เป็นของพรรคเดียวกัน แล้วประชาชน มายื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ แล้วท่านก็ถอดถอนกันเอง แล้วมันจะถอดถอนได้หรือครับ ความเป็นกลางมันอยู่ที่ไหนล่ะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนําเรียนนี้นอกจากจะไม่เห็นด้วย ในส่วนหนึ่ง ผมก็พยายามหาทางออกให้ท่านว่าจะเอา ๒๐๐ คน ก็ ๒๐๐ คน แต่ ๑๐๐ คน มาจาการเลือกตั้งโดยตรง อีก ๑๐๐ คน ท่านต้องไปคัดสรรมาจากผู้ที่คิดว่ามาจากตัวแทน ของสภาวิชาชีพต่าง ๆ ครับ แล้วผมก็ยังยืนยันว่าผมยังไม่เห็นความเสียหายของสมาชิก วุฒิสภาแบบสรรหาในปัจจุบันเลยครับ ผมไม่ได้เข้าข้างท่านโดยส่วนตัว แต่ผมมีความรู้สึกว่า ผมเคารพทั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และผมก็เคารพทั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหา เพราะทุกท่านก็ทําหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องตอบผม ว่าการที่ท่านจะเปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งอย่างเดียวสิ่งที่ผมสันนิษฐานเอาไว้ ผมไม่อยากใช้ คําว่า กล่าวหา นะครับ ว่าท่านต้องการจะอิงฐานการเมืองเพื่อจะได้เข้ามาถือเสียงข้างมาก เบ็ดเสร็จในสภาวุฒิสภานั้นเป็นจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ท่านต้องตอบผมว่าเหตุผลอะไร แล้วทําไม ต้องไปเปลี่ยน ทําไมต้องไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรานี้ ให้ต้องวุ่นวายกันแบบเมื่อวานนี้ ทําไม ต้องเร่งด่วนขนาดเมื่อวานนี้ต้องมีปัญหา ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่จะได้เข้าใจครับ ผมเชื่อว่าทุกคนอธิบายไม่ได้ว่าเรื่องเมื่อวานนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร แล้วผมก็ไม่ขออนุญาต ท่านประธานทบทวนอีกแล้ว ผมจะเสียเวลาสภาแห่งนี้ แต่มันเชื่อมโยงกับสิ่งที่ผมอภิปรายนี้ อย่างชัดเจนว่าเริ่มเห็นเค้ารางแล้ว ว่าความเร่งด่วนเพราะอะไร เป้าหมายที่เดินอยู่ข้างหน้า คืออะไร ตัวเลข ๒๐๐ บวกกับวิธีคิดในการที่จะเอาประชากรในแต่ละจังหวัด แล้วเป็น การเลือกตั้งทั้งหมด มันยึดโยงกับฐานการเลือกตั้งใช่หรือไม่ แล้วประจวบเหมาะกับปีหน้า สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่มาจากการเลือกตั้งโดยเฉพาะก็จะครบกําหนดลง ท่านก็ถึงต้อง เร่งอย่างไรครับ เพราะว่าปี ๒๕๕๗ มีการเลือกตั้งใหม่ แก้อันนี้ให้รวดเร็ว แล้วทั้งหมดก็จะ อยู่ในเบ็ดเสร็จ อยู่ในสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดใช่หรือไม่ มันก็เลยเริ่มเห็นเค้ารางความเป็นจริง ว่าสิ่งที่ผมสันนิษฐานมันเริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านเริ่มเข้าใจ เริ่มเห็นภาพตามผมแล้วว่าอะไรมันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ทําไมต้อง ดึงดันกันขนาดนั้น ผมเชื่อว่าส่วนตัวท่านประธานเองก็อาจจะไม่ได้ดื้อรั้นขนาดนั้นหรอกครับ แต่มันมีความจําเป็นที่จะต้องเร่งรีบด้วยสิ่งที่ผมบอกใช่หรือไม่ว่าปีหน้าต้องมีการเลือก ท่านก็พยายามจะแก้ไขปัญหาในเรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน เมื่อทยอยเลือกกันให้เสร็จ ๒๐๐ คนเป็นของฐานการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งหมด ทุกอย่างก็หมดครับ แล้วผมจําเป็นจริง ๆ ที่ต้องพูดซ้ําแล้วซ้ําเล่าว่าหน้าที่ของวุฒิสภา มีความสําคัญมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการถอดถอนผู้บริหารระดับสูงหรือผู้บริหารประเทศ ฉะนั้นถ้าท่านเข้าไปได้ทั้งหมดฐานการเมืองก็จะแก้ปัญหาให้ทุกอย่างไม่สามารถดําเนินการ ไปให้เป็นในเรื่องของความโปร่งใสได้ เพราะพวกเดียวกันถอดถอนกันเองเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ครับท่านประธาน ฉะนั้นผมเรียนท่านประธานครับสุดท้ายว่าทั้งหมดนี้ที่ผมได้นําเสนอไปนั้น นอกจากได้แปรญัตติไม่เห็นด้วยแล้วก็เสนอทางออกไว้ให้ท่านประธานกรรมาธิการได้ตอบว่า ทําไม ไม่ได้อิงเพราะอะไร แต่ดูจากแนวทางทั้งหมดแล้วมันทําให้เชื่อได้ว่าแล้วประกอบกับ เหตุการณ์เมื่อวานก็ยิ่งทําให้ผมรู้สึกว่าผมก็เสียใจ แล้วก็หาเหตุผลอื่นไม่ได้ก็เลยมีความ จําเป็นต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในครั้งนี้ กับสุดท้ายผมถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน กรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่านว่า ผมเข้าใจดีครับว่าท่านจะบอกว่าท่านรับวาระที่หนึ่ง ไปแล้วในเรื่องของการทําประชามติ แต่มันก็ไม่ผิดที่ผมจะถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการว่า เอาเป็นว่าสมมุติว่ามันผ่านวาระที่สอง วาระที่สามไปอย่างนี้ มันจะผิดหรือไม่ ถ้าท่านกลับไปถามประชาชนหน่อยว่า เขาเอาด้วยกับท่านไหม ประชาชน ทั้งประเทศเขาอยากเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คนที่มาจากทั้งจังหวัดหรือไม่ ท่านอย่าไป คิดแทนเขาสิครับ ท่านคิดแทนเขามากี่เรื่องแล้ว แล้วพอส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความก็มีปัญหา ทุกครั้ง นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านถามเจ้าของประเทศ ถามทุกจังหวัดนะครับว่า วันนี้ เขาคิดว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเขาพอใจหรือยัง แล้วท่านจะแก้ให้มี ๒๐๐ คนแล้วมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด โดยพี่น้องประชาชนต้องเป็นคนมาเลือกนะครับ แล้วนี่ยังไม่นับว่าต้องไป ใช้งบประมาณแล้วไปยุ่งเกี่ยวกับ กกต. ใช้เงินงบประมาณอีก ซึ่งก็เป็นเงินภาษีประชาชนอีก ท่านถามเขาหรือยัง ผมเชื่อครับว่าท่านจะได้แนวคิดมุมมองอีกหลากหลายมาก ถ้าท่านได้ไป ถามเขาว่าเขาพร้อมจะเลือกหรือเปล่า
และที่สําคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ท่านเขียนไว้ว่าพอท่าน แก้เป็น ๒๐๐ คน แล้วเลือกรายจังหวัด ท่านบอกว่าให้เอา ๒๐๐ คนนี่ไปเทียบกับประชากร ในแต่ละจังหวัด บางจังหวัดได้มาก ๒ คน บางจังหวัดได้คนเดียวเพราะน้อย ผมถามว่า ท่านถามเขาหรือยังว่าเขาอยากได้กี่คน สมมุติบางจังหวัดเขาบอกว่าเขาเลือกได้ ๓ คน เขาบอก จริง ๆ เขาอยากได้ ๕ คน บางจังหวัดเขาบอกเขาได้ ๒ คน เขาบอกเปล่า เขาอยากได้คนเดียว บางจังหวัดในทางกลับกัน อย่างกรุงเทพมหานคร วันนี้ถ้าเอาแบบเดิมบอกว่าได้ท่านเดียว ผมถามว่าสมมุติถ้าไปเฉลี่ยออกมาแล้ววันนี้กรุงเทพมหานครได้ ๒๐ กว่าคน ถามคนกรุงเทพมหานครหรือยังว่าเขาอยากได้กี่คน ท่านคิดแทนเขาหมดทุกอย่างเลยครับ ทั้งจํานวน ทั้งวิธีคิด ทั้งที่มา แล้วสุดท้ายท่านไปอ้างประชาชนท่านบอกว่า ประชาชนไปเลือกมา แล้ววันนั้นประชาชนทําอย่างไรครับ เจ้าของประเทศก็บอกว่า ก็เมื่อมาอย่างนี้แล้ว แก้ไข ไม่ได้แล้ว เขาก็ต้องไปใช้สิทธิของเขาครับ ฉะนั้นสิ่งที่ผมนําเรียนท่านประธานไปถึง ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธานกรรมาธิการด้วยความเคารพนะครับว่าท่านต้องมี คําตอบ แล้วก็ต้องมีคําตอบให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ผมถามทั้งหมดนี่มันเกี่ยวอะไร ทั้งหมดนี้ผมเกี่ยว อยู่เรื่องเดียว ท่านตอบผมให้ได้เท่านั้นเองว่ามันเกี่ยวกับเรื่องฐานการเมืองหรือไม่ ถ้ามันไม่ เกี่ยวกับฐานการเมือง เมื่อวานต้องไม่เกิดครับ ความเร่งด่วนไม่มี ผมเชื่อว่าท่านประธานก็ยัง เข้าใจว่าสถานการณ์เมื่อวานมันเดินต่อไปลําบาก มันก็เกิดขึ้น ถ้าบอกไม่เกี่ยวกับนักการเมือง ไม่เกี่ยวกับเรื่องฐานเสียงการเมือง ตัวเลข ๒๐๐ คนมาอย่างไร ท่านอธิบายให้ผมฟัง แล้วท่านระบุด้วยว่า ๒๐๐ คนนี้มาภายใต้ประชากรเฉลี่ยตามประชากรในรายจังหวัด ซึ่งผมก็ ไปดูแล้วอย่างไรครับว่าภาคเหนือ ภาคอีสานซึ่งก็เป็นฐานเสียงการเมืองของพรรคของท่านก็ มากที่สุดอยู่แล้ว แล้วผมก็เฉลี่ยว่า ๒๐๐ คน สมมุติว่ามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด วันนี้ เอาพื้นฐาน เอาตัวเลขท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๔ เอาฐานมาเทียบเคียงดูกับ ๒๐๐ ท่าน จะได้ประมาณร้อยกว่าท่าน ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งแน่นอน แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่า อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นของท่านอีกหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ กับสุดท้ายท่านต้องตอบว่าสมาชิก วุฒิสภาที่สรรหามาวันนี้เขาทําผิดอะไรครับ เขาทําหน้าที่บกพร่องตรงไหนถึงต้องไปแก้เขา ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ถ้าท่านบอกว่าประชาชนอยากเลือก ๒๐๐ คน ท่านถาม ประชาชนเมื่อไรครับ ก็เราคุยกันว่าให้ทําประชาพิจารณ์ ท่านก็บอกไม่ทําครับ นั่นคือสิ่งที่ ผมนําเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๓ ซึ่งรวมทั้งที่มาของท่านสมาชิกวุฒิสภาในอนาคต คุณสมบัติต่าง ๆ ที่จะมา แล้วผมก็เสนอทางออกว่าถ้า ๒๐๐ คน ก็แบ่งเป็น ๒ กลุ่มได้ไหม นี่คือวิธีนําเสนอของผม ผมถึงได้ขออนุญาตแปรญัตติเอาไว้ แล้วก็นําเสนอทางออกให้กับ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านกรรมาธิการได้มีคําตอบให้ผม ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ