นิรันดร์ ประดิษฐกุล แปรญัตติตัดมาตรา ๓ ทั้งมาตรา กับเหตุผลที่จะไม่แก้ไข
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแปรญัตติตัดมาตรา ๓ ทั้งมาตรา ก่อนอื่นขอขอบคุณ ๓ ครั้ง ๒ ครั้งแรกกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ขอบคุณท่าน ที่ท่านได้คัดผมไปอยู่ในกลุ่ม หรือบ้านเลขที่ ๕๗ ขอบคุณครั้งที่ ๒ ที่ท่านได้กรุณามีความเห็นให้ตัดผมออกไปจาก การอภิปราย และขอบคุณอย่างยิ่งในครั้งที่ ๓ ที่ท่านประธานรัฐสภาได้กรุณา ผมไม่มีสิทธิ ตั้งแต่เมื่อวาน ให้มีสิทธิในวันนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปี ๒๕๕๐ เดิมทีเดียว ส.ว. เท้าความนิดเดียวท่านประธาน ปี ๒๕๔๐ ก็มีวุฒิสภา ใช้มาได้ ๑๐ ปี ยกเลิกไป สั้น ๆ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้คลอดออกมาใช้บังคับ อีก ๓ วัน จะครบ ๖ ปี อายุยังไม่ถึง ฉบับที่แล้วคือ ๑๐ ปี ช่วงเกือบ ๖ ปีที่ผ่านมามีการแก้ไขแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ แก้ไขมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ และมาตรา ๙๘ ครั้งที่ ๒ แก้ไขมาตรา ๑๙๐ ผมเชื่อว่าการแก้ไขครั้งที่ ๓ ซึ่งก่อกําเนิดมาแล้วนั้นเป็นต้นเหตุของ การที่จะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๖ ๓ ฉบับนี้ เพราะเมื่อการแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ ท่านตั้งท้องมาตั้งนานแล้ว แต่ปรากฏว่าท่านไปสะดุดที่ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเหตุที่ผมเชื่อว่าการแก้ไขร่างครั้งนี้ ซึ่งถ้านับครั้งที่ ๓ ผ่านไปได้ ครั้งนี้จะ เป็นครั้งที่ ๔ ซึ่งจะมีแก้ไขหรือไม่แก้ไขไม่ทราบ ถ้าเกิดครั้งที่ ๓ ท่านมีการแก้ไข คือแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ซึ่งมันยังค้างวาระอยู่ คือวาระที่สาม ครั้งที่ ๔ นี้ก็มาจากเจตนารมณ์ในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยหรอกครับท่าน ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าปัจจุบันคือปี ๒๕๕๐ ได้มาจากการลงประชามติก็ควรที่จะให้ประชาชนผู้มีอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ใช้คําว่า สถาปนารัฐธรรมนูญ ได้ลงมติแก้ไขเสียก่อนว่าสมควรมีการ ประชามติเสียก่อนว่าควรมีการ แก้ไขหรือไม่ แล้วก็แนะนําอีกอันหนึ่ง หรือรัฐบาลจะใช้อํานาจในการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราจะเป็นการเหมาะสมของรัฐสภาที่จะดําเนินการดังกล่าวได้ วรรคสุดท้ายในประเด็นที่ ๒ คือการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ซึ่งค้างอยู่นั่นละจึงไปเป็นที่มาของ การแก้ไขรวบ ๓ ฉบับ กรณีการแก้ไขฉบับนี้สั้น ๆ ง่าย ๆ เหตุที่ผมแปรญัตติขอตัดออก ทั้งมาตรา ๓ คือ มาตรา ๒๑๑ และมาตรา ๒๑๒ ก็หมือนกับท่าน ส.ส. คนที่แล้ว ท่านอภิปราย มันก็ไม่มีความจําเป็นอะไรที่จะต้องไปแก้ แต่ถ้ามีความจําเป็นที่จะแก้ไขเป็น รายมาตราตามที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านแนะนํา มาตรา ๑๙๐ จะแก้ไขครั้งที่ ๒ ก็ได้ หรือ มาตรา ๖๘ ท่านจะแก้ไขครั้งที่ ๑ อีกก็ได้ ประทานโทษนะครับที่ก้าวล่วงไปตรงนั้นเพราะมัน เกี่ยวเนื่องกันกับการวินิจฉัยตรงนั้น แล้วก็การแก้ไขฉบับนี้ เมื่อมันดีอยู่แล้วก็ไม่จําเป็น ที่จะต้องไปแก้ไข เหตุที่มันดีอยู่แล้วก็เพราะว่าผมดูแล้ว การแก้ไข ๒ ครั้ง มันก็แก้ไขไปได้ ระดับหนึ่ง ถ้าจะแก้ไขนะครับ ผมว่าข้อแนะนําของศาลรัฐธรรมนูญวรรคแรกนั่นครับท่าน ไปขอประชามติ ได้ประชามติมาแล้วก็มาทําแบบสํารวจว่ามันควรจะแก้ไขทั้งฉบับอย่างไร เลยทีเดียว หรือท่านจะลงมติในวาระที่สามที่ค้างอยู่มันก็จบไปไปลงมติวรรคสามตรงนั้น แก้ไขครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๖ ตรงนี้มันก็ไม่จําเป็น การยกร่างขึ้นมาใหม่ในมาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๑๒ มันก็เป็นการสร้างภาระ อย่างน้อยที่สุดรัฐสภาเราก็ต้องมาวินิจฉัยวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม แล้วก็รอไปอีกระยะหนึ่ง แล้วก็ทูลเกล้าฯ ถวาย ดีไม่ดีอาจจะไป ศาลรัฐธรรมนูญอีก ตรงนี้มันสร้างภาระกับรัฐสภาเรา แล้วก็ยังสร้างภาระในกรณีซึ่งกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ไปสร้างภาระให้ กกต. กกต. ก็ต้องไปออกกฎหมายลูกประกอบ บางคนก็อภิปรายว่าสร้างภาระให้กับงบประมาณแผ่นดิน ก้าวล่วงไปนิดเดียวท่าน ผมพูดเนื้อ ๆ การแก้ไขให้ผู้สมัครไม่เว้นวรรคผมก็เกรงนะครับ อันนี้ไม่อยู่ในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ กระผมสงวนคําแปรญัตติไว้เหมือนกัน แล้วก็น่าจะมีโอกาสที่ได้พูด ตรงนี้ผมก็เห็นว่ามันไม่ จําเป็นอะไรที่จะต้องไปยกอันนั้น คนเขาครหานินทากันว่ามันเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน ผลประโยชน์ต่างตอบแทนนะท่าน ๒ ฉบับแรก ๑ ฉบับ หรืออะไรต่ออะไรแล้วแต่ มันเสียง ครหานินทาท่าน ผมไม่ได้ยืนยันอันนี้ แต่ด้วยความเคารพ ด้วยความเคารพในสมาชิกรัฐสภา ทุกท่าน ผมก็เห็นว่ากรณีลักษณะนี้มันเป็นข้อครหานินทาที่ควรจะรับฟัง สมควรอย่างยิ่งที่จะ มีการแก้ไขหรือมีการพิจารณาในทางที่มันจะสมควรดีกว่านี้ ผมมีเท่านี้ เนื้อ ๆ เท่านี้ครับ ขอบคุณท่านครับ