สุรศักดิ์ ศรีอรุณ อภิปรายโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องการแปรญัตติขัดหลักการ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

สุรศักดิ์ ศรีอรุณ อภิปรายโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องการแปรญัตติขัดหลักการ โดยชี้แจงว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้นเชื่อมโยงกับประชาชนผ่านองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรและทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจในสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิหรือแก้ไขคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการเนื่องจากมองว่าขัดต่อหลักการเดิมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และขอขอบคุณประธานคณะกรรมาธิการที่เสนอให้ยกเว้นข้อบังคับการประชุม เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสามารถอภิปรายเพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตย

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นหนึ่งในผู้แปรญัตติที่ถูกกล่าวหาว่าแปรญัตติขัดต่อ หลักการ ในความเห็นของกระผมนั้นผมคิดว่าคําแปรญัตติของผมนั้นไม่ได้ขัดกับหลักการ เพราะในหลักการนั้นก็ไม่ได้เขียนห้ามนะครับว่าไม่ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหา ตามวิธีการที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วตามข้อเท็จจริงท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาท่านก็ได้กรุณาชี้แจงแล้ว สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น จําเป็นจะต้องได้รับการคัดเลือกจากสมาคมหรือองค์กรที่ ไม่ได้แสวงกําไร กรรมการสรรหามีทั้งหมด ๗ ท่าน ถ้าเผื่อท่านประธานอยากจะเป็นสมาชิก วุฒิสภา ท่านประธานไปสมัครโดยตรงไม่ได้นะครับ การที่จะสมัครเข้ารับการสรรหานั้น จําเป็นจะต้องผ่านองค์กร องค์กรหรือสมาคมบางสมาคมประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้ ความสามารถจํานวนมาก กว่าจะได้รับการอนุมัติหรือคัดเลือกจากที่ประชุมนั้นก็ไม่ง่าย นะครับ เรื่องนี้ผมคงจะไม่มีความจําเป็นต้องชี้แจง เพียงแต่ว่าผมต้องอธิบายเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนได้ทราบว่าข้อกล่าวหาที่ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนนั้น อันนี้ไม่ถูกต้องนะครับ คลาดเคลื่อน ขอให้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการลองไปสมัครเข้ารับการสรรหาด้วยตัวเอง ท่านคงจะทราบ นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเหตุผลอันนี้ผมเห็นว่าสิ่งที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก ๒ ทาง ทางหนึ่งคือเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน เพื่อไม่ให้มีฐานคะแนนเสียงอยู่อิงกับพรรคการเมืองมากนัก อีกซีกหนึ่ง ก็จะผ่านการเลือกตั้งทางอ้อม แต่บังเอิญไปใช้คําว่า สรรหา แล้วก็มีคนไปขยายความในทาง ที่ผิด ที่ผ่านมาท่านประธานก็ยังไม่ได้ชี้ชัดนะครับว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้น ทําอะไรที่ผิด ทําอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนบ้าง เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปตัดสิทธิไม่ให้มีสมาชิกสภาที่ได้รับการเลือกตั้งทางอ้อม ผ่านสมาคมและองค์กร ซึ่งก็เชื่อมโยงกับประชาชนอยู่จํานวนมากนั้น ผมคิดว่าไม่เหมาะสม ที่ผ่านมาท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งและการสรรหาที่เราอยู่ ปัจจุบันนี้ ผมยืนยันว่าได้ทําหน้าที่ไปตามที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้ คือกําหนดให้ เป็นการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน และจากประสบการณ์การทํางานในสภาของผม ๔ ปีกว่า นะครับ ผมพบด้วยตัวเองครับว่าทั้ง ๒ ซีกนั้นถ่วงดุลกันโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าน ร่างกฎหมายก็ดี หรือว่าการคัดเลือกบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง หรือถอดถอนบุคคลออกจาก การดํารงตําแหน่ง ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่จะครอบงําอีกฝ่ายหนึ่งให้เห็นคล้อยตามนะครับ ผมเคยพูดในสภาแห่งนี้บ่อยครั้งว่า อดีตประธานวุฒิสภา ๒ ท่าน ก่อนท่านที่แล้วนะครับ ก็เคยเปรยว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นไม่มีความเป็นเอกภาพ มีอยู่ ๑๕๐ พรรคการเมือง สิ่งที่มีอยู่ ๑๕๐ พรรคการเมืองผมว่ามันเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย เราต้องการ ความคิดที่หลากหลายนะครับ อันนี้เป็นเหตุผลนะครับ ผมมีความเชื่อบริสุทธิ์ใจว่า สิ่งที่ผม แปรญัตตินั้นไม่ขัดต่อหลักการ ผมไม่ควรจะเสียสิทธิที่ไม่ได้รับการอภิปรายให้พี่น้อง ประชาชนได้ทราบ ท่านประธานครับ ถ้าสมมุติว่ากล่าวหาผมว่าแปรญัตติผิดหลักการนะครับ ร่างของคณะกรรมาธิการที่ไปแก้ไขนี้นะครับก็ยิ่งผิดหลักการมากกว่าผมอีก เพราะว่า ในหลักการไม่ได้บอกให้ท่านไปแก้คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น แต่เดิมในมาตรา ๑๑๕ (๕) การกําหนดบุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้าม เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ใน (๕) ความเดิมนะครับ ไม่เป็น บุพการี คู่สมรสหรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ท่านกรรมาธิการได้ไปตัดข้อความนี้ออก ผมก็ไปตรวจดูในหลักการและเหตุผล ไม่มีนะครับว่าให้ไปแก้คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมก็อยู่ในสภานี้น้อยกว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาบางท่านนะครับ แต่ผมคิดว่าเราจะต้อง แยกแยะให้ชัดเจน คําว่า หลักการ กับ เหตุผล นั้นมีความแตกต่างกัน เมื่อเริ่มต้นชี้แจง ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้บอกต่อสาธารณชนว่าหลักการมี ๒ ข้อ ผมอ่านดูแล้วไม่เห็นมี ๒ ข้อ มีอยู่ข้อเดียว ส่วนเหตุผลนั้นไปอยู่อีกข้อหนึ่ง เรื่องนี้มีความสําคัญ ในการที่เราเขียน กฎหมายก็ดี หรือผ่านร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ใหญ่ของประเทศชาติ เราจําเป็น จะต้องมีความรอบคอบอย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ท่านประธานครับ นอกจากแก้ในมาตรา ๑๑๕ (๕) แล้วนะครับ มาตรา ๑๑๕ (๙) ก็มีการแก้ไขด้วย ข้อความเดิม ลักษณะต้องห้ามก็คือ ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ซึ่งมิใช่ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แต่พ้นจากตําแหน่งดังกล่าวมาแล้ว ไม่เกินห้าปี ทั้งหมดนี้ก็ไม่อยู่ในหลักการครับ เพราะฉะนั้นเมื่อกรรมาธิการได้แก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ตรงกับหลักการ ก็ควรจะให้สิทธิพวกกระผมรวมทั้งสมาชิกรัฐสภา อีก ๕๗ ท่านได้มีสิทธิอภิปราย เพราะฉะนั้นผมขอเรียนว่าท่านประธานก็คงจะได้กรุณา วินิจฉัยโดยไม่จําเป็นต้องลงมตินะครับ

อีกประการหนึ่ง ผมขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ นะครับ ท่านได้บอกกับผมตอนปลายแปรญัตติว่าท่านจะเสนอในรายงานนี้เพื่อให้มี การยกเว้นข้อบังคับการประชุม เพื่อเปิดสิทธิให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ที่ลงชื่อแปรญัตติไว้ ได้มีโอกาสให้ข้อมูลอภิปรายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความเข้าใจ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการที่จะพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยให้ได้มาตรฐาน ขอขอบคุณครับท่านประธาน