สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๙๐ คน
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านสมาชิก ทุกท่านครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุมจำนวน ๒๕๒ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุม และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

- ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ผมขอเชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจำที่ครับ

จากการประชุม ครั้งที่ ๑๑ เป็นพิเศษ เมื่อวันพุธที่ ๑๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ ที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่สอง โดยพิจารณาตั้งแต่ ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วเรียงลำดับมาตราจนถึงมาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานในกำกับ โดยคณะกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติได้อภิปราย มาถึงที่เราจะต่อในวันนี้ ซึ่งเมื่อคืนนี้ก็ได้ปิดการประชุม ซึ่งผมก็จะดำเนินการต่อ ในการประชุมในวันนี้ วันนี้เราจะต่อด้วยมีผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ซึ่งผมจะเริ่มตั้งแต่ คุณศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ เชิญครับ

นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ พิษณุโลก 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดพิษณุโลก อำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ อำเภอวัดโบสถ์ พรรคประชาชน วันนี้ขอร่วมอภิปรายพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๙ วันนี้ผมลุกขึ้นมาอภิปรายในฐานะผู้แทนราษฎรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ การใช้งบประมาณแผ่นดิน เพราะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ เป็นหยาดเหงื่อแรงงานของพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ในขณะที่ตอนนี้ประชาชน ประสบปัญหาข้าวยากหมากแพง ประชาชนทั้งประเทศหนี้สินครัวเรือนมีมากล้นพ้นตัว ทั้งหนี้เกษตรกร พ่อค้าแม่ขาย ประชาชนทั่วไป รวมถึงข้าราชการเองก็หนี้สินเยอะ ต่างคน ต่างต้องประหยัดรายจ่าย รัดเข็มขัดกันอย่างหนักทั่วประเทศ แต่การพิจารณาการใช้จ่าย เงินภาษีของภาครัฐกลับมีการใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับโครงการที่ไม่จำเป็น จ่ายซ้ำซ้อน แล้วก็จ่ายไม่คุ้มค่ามีมากมายหลายโครงการ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

หนึ่งในโครงการที่ผมอยากจะ หยิบยกขึ้นมาพิจารณาเป็นโครงการของกรมปศุสัตว์ ชื่อโครงการว่าโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ด้านอาหารสัตว์และวัตถุอันตราย และเชื่อมโยงข้อมูลกับ National Single Window หรือที่รู้จักกัน NSW ที่เราเรียกกัน Application นี้ชื่อว่า DLD NSW3 ของกรมปศุสัตว์ที่ใช้วงเงินสูงถึง ๑๘,๐๕๒,๕๐๐ บาท ท่านประธานครับ ผมและทีมงานได้ทำการศึกษาข้อมูลตรวจสอบตัวเลข แล้วก็ทดสอบระบบอย่างละเอียด สิ่งที่พบคือทำให้ผมต้องตั้งคำถามใหญ่ ๆ เลยว่าคุ้มค่าไหมกับงบประมาณก้อนนี้ ผมพาไป ทำความรู้จักกับ App นี้หน่อย Application DLD NSW3 เปิดใช้งานตั้งแต่ตุลาคม ปี ๒๕๖๔ แล้วก็มีการ Update ล่าสุด ๓๑ สิงหาคม ปี ๒๕๖๖ ผ่านมาแล้ว ๒ ปีในการ Update ข้อมูล ปรากฏว่ามียอดดาวน์โหลดระบบ iOS แค่ ๓๑๕ ครั้ง ระบบ Android ดาวน์โหลดไปแค่ ๘๒ ครั้งเท่านั้นเอง ผมก็เลยลองโหลดมาดู โหลดมาแล้วก็ลงทะเบียนดูปรากฏว่า App บอกว่า ต้องรอเจ้าหน้าที่รับรอง ผมก็รอ พอเวลาผ่านไปหลายวันก็ยังไม่มีเมล์ตอบกลับมา ปรากฏว่าพอกดเข้าอีกครั้งก็เข้าไม่ได้ ก็เลย Reset รหัสผ่านใหม่ก็ขึ้นทางด้านขวา 404 Not Found แจ้งว่าระบบ App นี้ได้ย้ายไปที่ระบบเว็บไซต์แล้ว ผมก็งงเลยครับ ท่านประธาน ท่านเขียนของบประมาณในระบบที่ท่านย้ายไปแล้วทำไมครับ นอกจากนี้ ผมจะพาไปรู้จัก Application อื่น ๆ ของกรมปศุสัตว์ที่เหลือมีหลาย Application ด้วยกัน อันแรกเลยคือ DLD 4.0 ของปศุสัตว์ไทย เป็น Application สำหรับเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ องค์ความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์ แจ้งเหตุ แล้วก็ขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการปศุสัตว์ต่าง ๆ อันนี้ก็เหมือนเป็น App ประชาสัมพันธ์ของกรมปศุสัตว์ มียอดดาวน์โหลดหลักหมื่น หมื่นกว่า ๆ โดยใน App นี้ไม่ได้มีฟังก์ชันอะไร ทุกอย่างที่เข้าไปก็คือไป Link กับเว็บไซต์ ก็ต้องไปอ่านต่อ ในเว็บ

อันที่ ๒ Application DLD e-Register ตัวนี้ก็เข้าใจว่าเป็น Application ที่สำหรับไว้ลงทะเบียนซึ่งแยกกัน ลงทะเบียนแล้วก็ต้องไปดาวน์โหลด App อื่นต่อ App นี้ มียอดการดาวน์โหลดหลักพัน ๑,๐๐๐ กว่าครั้ง เปิดใช้งานมาตั้งแต่ ๑๙ ธันวาคม ปี ๒๕๖๗ ซึ่ง App อื่นเปิดมาก่อน แล้วท่านให้ลงทะเบียน App นี้เพิ่งปีที่แล้วให้ลงทะเบียนได้ จริง ๆ ใช้งานก็คือปีนี้เท่านั้นเอง นี่คือ e-Register นะครับ

Application ถัดไป eMove นี่เปิดใช้งานตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ยอดดาวน์โหลด ก็หลักพัน แล้วก็ไม่มีปุ่มลงทะเบียน ก็เข้าใจว่าจะต้องลงทะเบียนด้วย App อื่นอีกแล้ว ถึงจะเข้ามา Login ในนี้ได้ อันนี้ก็จะเป็นระบบการทำงานเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ต่าง ๆ ผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้เราบันทึกต้นทางการตรวจผ่านด่านต่าง ๆ ซึ่งก็มี ยอดดาวน์โหลดแค่ ๑,๐๐๐ กว่าครั้งนะครับ

Application ถัดไปเป็น App DLD Televet ก็คือเป็น App เขาเรียกว่า บริการสัตวแพทย์ทางไกล เปิดเมื่อ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ ยอดดาวน์โหลดก็ ๕๐๐ กว่าครั้ง แล้วพอเข้าไปก็ใช้งานไม่ได้ ยิ่งไปอ่านใน Review ยิ่งหนักกว่านี้นะครับ

App ถัดไปหน้าตาเหมือน App เมื่อสักครู่นี้ทุกอย่างเลย แต่แยกออกมาเป็น DLD Televet Government ก็เข้าใจว่าเฉพาะเจ้าหน้าที่ ซึ่งคุณจะแยก App ออกมาทำไม มันสามารถอยู่ใน App เดียวกันได้ก็แยกออกมา แล้วฟังก์ชันต่าง ๆ แทบจะทั้งหมด หน้าตา ทั้งหมดเหมือนกันหมดเลย ยอดดาวน์โหลดก็ ๑๐๐ กว่าครั้งเอง ไม่มีปุ่มลงทะเบียน เหมือนเดิม

App ถัดไป DLD e-Smart Surveillance อันนี้เป็น Application ที่เป็น การประชาสัมพันธ์ แล้วก็การกระจายข่าวเกี่ยวกับการระบาดของโรคในสัตว์ ก็คือโรคระบาด ในสัตว์จะมาประชาสัมพันธ์ที่นี่ ยอดดาวน์โหลด ๐ ครั้ง ตอนนี้น่าจะ ๑ ครั้งแล้ว เพราะว่า ผมโหลดไปแล้ว ไม่สามารถหาข้อมูลได้ ตอนนี้โรคระบาดต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีแจ้งใน App นี้

App ถัดไป DLD LIMS เป็น Application ที่ใช้งานเพื่อส่งตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบผลการทดลองในห้องปฏิบัติการต่าง ๆ อันนี้ยอดดาวน์โหลด ๑๐ กว่าครั้ง เปิดใช้งานตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ ยอดดาวน์โหลดหลักสิบ แล้วเข้าไปก็เหมือนเดิมไม่มีลงทะเบียน ใช้งานไม่ได้นะครับ

Application ถัดไปเป็น ESmartPlus ESmartPlus นี้ก็ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ ยอดดาวน์โหลดก็ ๑๐ กว่าครั้งนะครับ

App ที่ผมพูดมาของบริษัททั้งหมด รวม ๙ Application นี้ยอดดาวน์โหลด รวมกันไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ ครั้งในตลอดหลายปีที่ผ่านมา แล้วก็ยังมีฟังก์ชันที่ซ้ำซ้อนกัน แทบทั้งหมดอย่าง Televet แล้วก็ Televet Government แต่มีการพัฒนา App แยกกัน แล้ว App ที่มียอดใช้งานจริงต่ำมาก อย่างเช่น Smart Surveillance ผ่านมา ๔ ปีไม่มียอด ดาวน์โหลดเลยครับ ที่สำคัญฟังก์ชันทั้งหมดที่ผมพูดมานี้ทุก App ๘-๙ App มีฟังก์ชันเหล่านี้ อยู่ในเว็บไซต์ของกรมปศุสัตว์อยู่แล้วแบบ One Stop Service ทำไมต้องทำ Application ออกมาแยกต่างหากซึ่งใช้งานได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วก็ยอดผู้ใช้งานน้อย ในเว็บไซต์ มีความสะดวกสามารถเข้าผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ได้ ผ่านโทรศัพท์มือถือก็ได้ ใช้ได้ ทุกแพลตฟอร์มไม่ต้องแยก iOS ไม่ต้องแยก Android ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านลองนึกภาพเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ถ้าท่านไปถาม เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ว่าจะใช้บริการของกรมปศุสัตว์ผ่านเว็บไซต์หรือผ่านอะไรดี ท่านเป็น เจ้าหน้าที่ท่านจะแนะนำเกษตรกรให้โหลด ๘-๙ App เมื่อสักครู่หรือให้เข้าเว็บไซต์ไปเลย อันไหนง่ายกว่ากัน ท่านประธานครับ ผมไม่ได้คัดค้านการพัฒนาระบบหรือว่าคัดค้าน การใช้งบ แต่ผมคัดค้านการใช้งบลงทุนแบบลงทุนหนักแต่ผลลัพธ์เบา เพราะเราดูแลเงิน ของประชาชน การตรวจสอบ การปล่อยให้โครงการแบบนี้ผ่านไปได้เท่ากับระบบตรวจสอบ ของสภาไม่มีคุณภาพ

สุดท้ายผมอยากให้ท่านผู้ทรงเกียรติที่นั่งอยู่ในห้องนี้ถ้าท่านเป็นเกษตรกร ท่านใช้บริการของกรมปศุสัตว์ท่านเองลองนึกว่าจะเลือกโหลด ๘-๙ App เมื่อสักครู่นี้ หรือว่า เข้าเว็บไซต์ที่มีทุกอย่างให้ใช้ที่เดียว ถ้าท่านเห็นแก่การใช้งบประมาณ เห็นแก่เงินภาษี ของพี่น้องเกษตรกรอย่างสิ้นเปลืองแบบนี้ก็อย่าปล่อยให้โครงการนี้ผ่านไปได้ ดังนั้น ผมขอเสนอให้ตัดงบประมาณโครงการนี้ และให้กรมปศุสัตว์พัฒนาระบบเดิมให้เข้มแข็ง ให้ใช้งานได้จริง ไม่ต้องทำระบบที่มันซ้ำซ้อนแล้วก็สิ้นเปลืองงบประมาณแบบนี้ ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ครับ

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ลำพูน 🔗

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน เขต ๑ จากพรรคประชาชน วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายงบประมาณของปี ๒๕๖๙ ในมาตรา ๑๔ ขอสไลด์เลย นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

วันนี้ผมจะมาอภิปรายเรื่องของ งบประมาณขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. ที่มี ๒ โครงการที่ผมมองว่า ไม่ได้ตอบโจทย์ให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยทั้งประเทศ และเสี่ยงต่อการใช้เงินภาษี อย่างไม่คุ้มค่า ได้แก่ โครงการตลาดกลางที่จังหวัดพะเยา แล้วก็โครงการล้งแห่งชาติ

เริ่มที่โครงการตลาดกลางที่จังหวัดพะเยา ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ อ.ต.ก. ได้ของบประมาณทั้งหมด ๘๔,๖๒๓,๕๐๐ บาท เพื่อสนับสนุนการตลาดให้กับเกษตรกร แต่เกือบครึ่งหนึ่ง หรือ ๔๑,๓๒๑,๕๐๐ บาท ถูกเทไปในพื้นที่พื้นที่เดียวนั่นคือจังหวัดพะเยา และถ้าดูภาพรวมของโครงการนี้ ถ้าแล้วเสร็จจะใช้งบประมาณสูงถึง ๑๖๘,๑๖๙,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ผมถามตรง ๆ ตรงนี้เลยว่าทำไมต้องลงไปที่จังหวัดพะเยา ทำไม ต้องกระจุกงบประมาณไปที่จังหวัด ๆ เดียว และในเมื่อภาษีของพี่น้องประชาชนเป็นของ คนทั้งประเทศ และภาคเหนือตอนบนมีถึง ๘ จังหวัด แต่กลับทุ่มงบประมาณหลายสิบล้านบาท ไปที่ตลาดกลางเพียงจังหวัดเดียว แล้วผมลองมาดูเรื่องของข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปที่ประเทศลาวของจังหวัดพะเยาต่ำกว่าจังหวัดเชียงราย และจังหวัดน่านมากกว่า ๓ เท่า และสินค้าเกษตรหลักที่ประเทศลาวนำเข้าจากประเทศไทย ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเปลือก ผลไม้สด จังหวัดพะเยามีส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่า ๘ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับการค้าชายแดนของภาคเหนือ และระบบเส้นทางโลจิสติกส์หลัก อยู่ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พื้นที่ห้วยโก๋น จังหวัดน่าน ไม่ใช่ที่พะเยา ระยะทาง จากจังหวัดพะเยาไปชายแดนไกลกว่าทำให้ต้นทุนในการขนส่งสูงกว่า แล้วคำถามคือ ใครได้ประโยชน์จากการเลือกที่จังหวัดพะเยา หรือว่าการเลือกนี้เป็นการเลือกเพราะว่า เหตุผลทางด้านเศรษฐกิจจริง ๆ หรือครับ หรือว่าเป็นเพราะว่าการเลือกเพราะว่าเหตุผล ทางด้านการเมืองครับ และถ้าสร้างพื้นที่ของตลาดกลางที่ภาคเหนือจริง ๆ มันต้องเป็น การกระจายหลายพื้นที่ หลายจังหวัดเชื่อมโยงกันด้วยระบบโลจิสติกส์ และการขนส่งเย็น หรือว่า Cold Chain ไม่ใช่ปักเสาหลักกองเดียวแล้วบอกว่านี่คือโครงการเพื่อพี่น้อง ทั้งภูมิภาคครับ นี่คือพื้นที่ที่จะสร้างโครงการตลาดกลางที่จังหวัดพะเยาของบประมาณ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๘ ใช้งบประมาณไปประมาณ ๓๒ ล้านบาทถึงปัจจุบันอย่างที่ท่านเห็น ผมถ่าย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาครับ ถ้าโครงการนี้สำเร็จก็จะเสี่ยงกับการเป็นตลาดผูกขาด เกษตรกรจังหวัดอื่นต้องแบกภาระ ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายเกษตรกรก็ต้องขายสินค้าให้กับพ่อค้าคนกลางในราคาถูก อยู่ดี แต่ถ้าโครงการนี้ไม่สำเร็จหรือว่าพลาดไปก็จะกลายเป็นตลาดร้าง และเงินภาษีของ พี่น้องประชาชนหลายร้อยล้านบาทก็จะถูกเททิ้งลงคลองเหมือนเดิม

ท่านประธานครับ ต่อไปผมจะพาท่านประธานไปที่โครงการที่ ๒ ก็คือ โครงการล้งแห่งชาติ อ.ต.ก. ตั้งงบประมาณ ๑๑,๖๑๒,๐๐๐ บาท เพื่อศึกษาต้นแบบ การสร้างล้งแห่งชาติ โดยให้รัฐวิสาหกิจทำที่เป็นล้ง แทนที่จะส่งเสริมให้เอกชนเป็นผู้ทำ ท่านประธานครับ คำว่า ล้ง ในสายตาของเกษตรกรไทยมันไม่ได้เป็นคำที่สวยหรู แต่กลับกลายเป็นคำที่เหมือนกับการถูกกดราคา การถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ และวันนี้ รัฐจะทำตัวเป็นล้งแห่งชาติโดยให้ อ.ต.ก. ทำหน้าที่เป็นเอกชน นี่คือการออกแบบที่ผม กล้าพูดตรงนี้เลยว่าเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ที่ยังไม่ได้เริ่ม เพราะอะไรหรือครับ เพราะเรารู้ อยู่แล้วว่ารัฐวิสาหกิจมีขั้นตอนการอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า แล้วก็ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีทักษะในเรื่องของตลาดเชิงพาณิชย์ทำให้เมื่อขายสินค้าแล้วก็ยังไม่ได้มูลค่า เต็มจำนวน แล้วโครงการก็ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐเป็นหลัก ถ้าถูกตัดงบประมาณ โครงการนี้ก็จะหยุดชะงักทันที เทคโนโลยีการปรับตัวให้เข้ากับตลาดก็ทำได้ช้า เพราะติดขั้นตอนการอนุมัติของระบบราชการ เมื่อตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ แต่ตลาดกลางล้งของชาติต้องรอขั้นตอนการอนุมัติทีละขั้นตอนอยู่เลย นี่คือเป็นสูตรสำเร็จที่ จะมองว่าการบริหารนี้แพ้ตั้งแต่ที่เรายังไม่เริ่มสู้เลย ผมขอเสนอ Model ทางออกดังนี้ เราไม่ได้ต้องการล้งแห่งชาติที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ผูกขาด แต่เราต้องการระบบ ตลาดกลางที่มีความโปร่งใส ให้ล้งและโรงคัดบรรจุของไทยได้มีการจดทะเบียน มีมาตรฐาน มีการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ออกกฎหมายให้กับล้งต่างชาติให้ถือหุ้นได้ไม่เกิน ๔๙ เปอร์เซ็นต์ รัฐสนับสนุนสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือว่าล้งท้องถิ่นโดยระบบสินเชื่อ และเทคโนโลยีต่าง ๆ จัดทำรายงานตลาดกลางแบบราคา Real-Time ให้กับเกษตรกรไทย รู้ราคาก่อนที่จะตัดสินใจการขาย สร้างฐานข้อมูลล้งแห่งชาติให้มีการตรวจสอบว่าล้งอยู่ที่ไหน และมีมาตรฐานหรือเปล่า ทำแพลตฟอร์มกลางเชื่อมระหว่างเกษตรกร ล้ง ผู้ส่งออก เพื่อให้เกิดการซื้อขายโดยตรงเพื่อลดปัญหาพ่อค้าคนกลาง ท่านประธานครับ ทั้งตลาดกลาง ที่จังหวัดพะเยาและล้งแห่งชาติคือโครงการที่ไม่ได้ตอบโจทย์ให้กับพี่น้องเกษตรกรไทย ทั้งประเทศ และเสี่ยงต่อการกระจุกงบประมาณ เสี่ยงการผูกขาด และเสี่ยงที่สุดคือ เสี่ยงการล้มเหลวของโครงการ

ผมจึงขอเสนอตรงนี้ว่าขอให้ตัดลดงบประมาณทั้ง ๒ โครงการนี้ทันที และให้รัฐบาลนำเงินไปสร้างกับโครงการที่มีการครอบคลุมตรงจุด และตอบโจทย์ให้กับ พี่น้องเกษตรกรไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่โครงการที่ดูดีบนกระดาษ แต่ใช้ประโยชน์จริงในชีวิต ของเกษตรกรไทยเหมือนปัจจุบันนี้ไม่ได้ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ขอเชิญคุณกิตติภณ ปานพรหมมาศ ครับ

นายกิตติภณ ปานพรหมมาศ นครปฐม 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม กิตติภณ ปานพรหมมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๔ พรรคประชาชนครับ ผมขอเริ่มจากคำถามว่าจะมีใครเชื่อไหมว่าการอบรมของโครงการ ต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะช่วยการแก้ปัญหาของเกษตรกรได้จริงหรือไม่ ในปีนี้หากวันนี้เกษตรกรคนหนึ่งต้องตื่นเช้าขึ้นมาเปิด Check ราคายาง ราคาข้าวโพด หรือชาวนาที่เปิด Check ราคาข้าวและพบว่ายังตกต่ำอยู่ ขณะที่ราคาปุ๋ย ราคาน้ำมัน ราคาต้นทุนกลับสวนทาง และยังต้องมาเจอกับข่าวการนำเข้าผัก ผลไม้ ข้าวโพด หรือหมู จากต่างประเทศ ในปีนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งงบประมาณในการอบรมสัมมนาอยู่ที่ ๒๓๓ ล้านบาท ในปีนี้ผมขอเสนอให้มีการตัดงบประมาณโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สินค้าเกษตร หรือ ศพก. ภายใต้ของกรมส่งเสริมการเกษตร งบประมาณ ๕๖ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่างโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวอย่างของความไร้ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการวัดผลของงบประมาณของหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการจัดงบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของภาคเกษตรของประเทศ ที่มีทั้งปัญหาราคาเกษตรตกต่ำ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น มีปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้น รวมถึง การแข่งขันไม่ได้เนื่องจากถูกทดแทนจากสินค้านำเข้าทั้งผักและผลไม้ และล่าสุดปัญหา การเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โครงการนี้ ศพก. เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ตั้งใจเป็น ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรในระดับตำบล โดยใช้เกษตรกรต้นแบบถ่ายทอด องค์ความรู้ ผ่านมา ๑๐ ปีมีศูนย์หลักอยู่ประมาณ ๘๘๒ ศูนย์ และเครือข่ายกว่า ๔,๙๐๐ ศูนย์ แล้วก็ใช้งบประมาณจำนวนมากจากหลากหลายหน่วยงานตลอดหลายปีที่ผ่านมาผ่านกับ ศพก. นี้ แต่กลับเป็นโครงการที่ความตั้งใจดีมาก แต่ไม่เห็นผล ในปีงบประมาณปีนี้ ก็อย่างที่บอกคือตั้งเอาไว้ ๕๖ ล้านบาท มีเป้าหมายคือนำเกษตรกรผู้นำ ๘,๘๒๐ ราย ขับเคลื่อนผ่านศูนย์ที่ว่านี้ก็คือ ๘๘๒ ศูนย์ และอบรมเกษตรกรอีก ๑๖,๐๐๐ ราย โดยประมาณ ฟังดูเหมือนจะครอบคลุม แต่โครงการนี้ก็ยังใช้จ่ายเหมือนเดิม คือเงินส่วนใหญ่ ไปกับค่าอบรม สัมมนา เบี้ยเลี้ยง และค่าเดินทาง ค่าวัสดุต่าง ๆ รวมถึงปรับปรุงสถานที่ มากกว่าการลงทุนที่ตัวเกษตรกรเพื่อเพิ่มความสามารถจริง ๆ

คำถามที่สำคัญคือเราใช้เงินกับโครงการนี้แล้วได้อะไรขึ้นมาในเชิงผลลัพธ์ หากเรานับศูนย์ที่เปิดขึ้นจำนวนศูนย์หรือจำนวนผู้อบรม แต่ไม่ได้ผูกงบประมาณนี้กับตัวชี้วัด ต่าง ๆ เช่น ผลผลิตต่อไร่ที่ต้องเพิ่มขึ้นเท่าไร ต้นทุนต่อหน่วยต้องลดลงกี่บาท รวมถึง รายได้สุทธิของครอบครัวเกษตรกรต้องเพิ่มขึ้นเท่าไร ต่อให้ทำกิจกรรมมากเพียงใด แต่หาก ไม่วัดผลพวกนี้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าโครงการนี้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้จริงหรือไม่ นอกจากยังมีปัญหาหลากหลาย ทั้งปัญหาซ้ำซ้อนหลายกรม หลายศูนย์ ทำงานถ่ายทอด องค์ความรู้คล้ายกัน งบกระจายเป็นหย่อม ๆ ไม่มีการบูรณาการ เกษตรกรก็ได้เพียงเอกสาร เล่มสวย ๆ กลับบ้าน พร้อมสถานที่ที่จัดสวยงาม แต่ความจริงแล้วสิ่งที่ต้องการก็คือ เมล็ดพันธุ์ที่ทนแล้ง เครื่องมือที่ลดต้นทุน ตลาดรับซื้อมาตรฐานกลับไม่มี ท่านประธานครับ ผมขอยกประเด็นเสริมสั้น ๆ สัก ๒ ข้อ หมายถึงว่าโครงการนี้ไม่เหมาะสมกับการใช้ งบประมาณก็คือ

๑. การไม่ฟังความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร เกษตรกรอยากให้ช่วยลด ต้นทุนราคาปุ๋ย ราคายา และเพิ่มราคาสินค้าให้มากขึ้น แต่กลับไปจัดอบรมที่ไม่ตอบโจทย์ เป็นการเกาไม่ถูกที่ ปัญหาหลักไม่ได้รับการแก้ไข แต่ใช้งบประมาณไปกับสิ่งที่เกษตรกร ไม่ต้องการ

๒. การขาดแคลนเครื่องจักรและการแก้ไขปัญหาแบบไม่ครบวงจร เหมือนตอนที่รัฐบาลสั่งห้ามเผาตอซังข้าว แต่ไม่มีมาตรการรองรับเรื่องฟาง ฟางกองเต็มทุ่ง ให้ฟรีก็ไม่มีคนเก็บเพราะเครื่องอัดฟางก็มีไม่มากพอ แล้วก็ทำงานกันเต็มศักยภาพแล้ว หากจะใช้เงินเราควรแก้ไขปัญหาจากตรงนี้ก่อน ไม่ใช่ไปทุ่มกับเวทีที่เกษตรกรไม่ได้อะไร ขึ้นมากับโครงการที่มีค่าใช้จ่าย ๕๖ ล้านบาทในปีนี้ ๒๕ ล้านบาทไปเป็นค่าการจัดสัมมนา ค่าอาหาร ค่าอาหารว่าง ค่าที่พัก ค่ายานพาหนะ อีก ๕.๓ ล้านบาทเป็นเบี้ยเลี้ยง และค่าเดินทางของข้าราชการ ๑.๒ ล้านบาท ใช้ประชาสัมพันธ์ และ ๑๓ ล้านบาท เป็นค่าวัสดุ สำนักงาน ๑๐.๘ ล้านบาทเป็นวัสดุการเกษตร ถามจริง ๆ เราจัดงบประมาณกันแบบนี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างไร

เป้าหมายของการพัฒนาโครงการนี้คือเพื่อเครือข่ายหรือว่าเพื่อผลผลิต ของรายได้ของเกษตรกรกันแน่ ที่สำคัญโครงการแบบนี้ไม่ทัน แล้วก็ไม่ตอบโจทย์ เชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นรุนแรงมากขึ้นทุกปี ทั้งราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวน วิกฤตการณ์ สภาพอากาศต่าง ๆ และความเสี่ยงจากสินค้านำเข้าราคาถูก

ดังนั้นผมขอให้ตัดงบของโครงการ ศพก. ในปีนี้ และทบทวนโครงการใหม่ ให้ชัดเจนว่าปีหน้าจะสร้างผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้นอย่างวัดผลได้อย่างไร ไม่ใช่สร้างเพียง กิจกรรม กำหนดให้ชัดเจนเลยว่าผลผลิตแต่ละชนิดต้องเพิ่มไร่ละกี่เปอร์เซ็นต์ ต้นทุน ต่อหน่วยต้องลดกี่บาท รายได้สุทธิของเกษตรกรต้องเพิ่มขึ้นเท่าไร พอเอาเข้าจริง ๆ แล้ว ถึงแม้จะตัดโครงการนี้ของ ศพก. ก็ยังมีโครงการอื่น ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในงบอบรมมูลค่ากว่า ๒๐๐ ล้านบาทของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนกว่า ที่จะช่วยเกษตรกรได้เช่นกัน

สุดท้ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรพาเกษตรกรให้รอดจากปัญหา ไม่ใช่แค่พาไปอบรมแล้วกลับมาพร้อมกับเอกสารอีก ๑ ปึกเอาไว้จุดไฟเผาเพียงเท่านั้น ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ครับ

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมจะขอมีส่วนร่วม ในการอภิปราย ผมจะพูดถึงเฉพาะปัญหาการเกษตร จะมุ่งไปที่การพัฒนาเกษตรกร แล้วก็ ดูว่าสรุปแล้วงบประมาณของรัฐบาลที่กำหนดออกมาจะไปพัฒนาเกษตรกรได้อย่างที่ พูดเอาไว้หรือไม่

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ราคาสินค้าการเกษตรของเกษตรกรไทยเราถ้าไม่นับทุเรียนเราตกต่ำทุกอย่าง ตั้งแต่ ผักพืชหัว ผลไม้ อย่างเช่น ส้ม มังคุด ลำไย ลูกพลับ อันนี้ล่าสุด แล้วก็ข้าว ตอนนี้เหลืออยู่ที่ ตันละ ๕,๐๐๐ บาท เกษตรกรที่ปลูกข้าวเขาฝากถามมาว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ยังโพสต์ว่ารายงานสถานการณ์ข้าวยังดีอยู่ เขาสงสัยเลยอยากจะฝากถามสำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตรว่าคุณสำรวจผิดประเทศหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่เกษตรกรเขาอยากถาม ข้าวโพด จะตามมาเร็ว ๆ นี้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องตลก ชาวบ้านลงทุนลงแรง เขาขาดทุนเป็นหนี้เป็นสิน ยังไม่รู้ว่าจะเอาข้าวที่ไหนมากิน ยังไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาส่งลูกไปเรียน แต่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์และสหกรณ์ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับสถานการณ์ที่เกษตรเราเจออยู่ ท่านประธานครับ ถ้าเปรียบเกษตรกร ถ้าเกษตรกรทุกวันนี้เราถูกโจมตีอยู่ เปรียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นตัวละคร Superhero สักตัวหนึ่งที่จะมาช่วย ผมคิดว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปรียบเสมือนตัวนี้ล่ะ เจ้ากรูต (Groot) เจ้ากรูต (Groot) พูดอยู่คำเดียว พูดเป็นอยู่คำเดียว คือบอกว่า I am Groot แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ในขณะที่พรรคพวก เพื่อนฝูงถูกศัตรูมาโจมตี ไล่กระทืบ กระอักเลือดกันเป็นแถว แต่เจ้ากรูต (Groot) ยังนอน ไขว้ขาอยู่ ยังฟังเพลงเดินชิล ๆ อยู่เลย นี่คือสิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลัง เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ ท่านประธานครับ เป็นไปได้อย่างไรที่เกษตรกรบ้านเราตกต่ำได้เพียงนี้ ประเทศไทยเรา เราบอกเสมอว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม มีที่ดินผลิตอาหารเกินกว่า ๑๐๐ ล้านไร่ หรือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ เรามีครอบครัวเกษตรกรกว่า ๗ ล้าน ครอบครัว แล้วก็ประมาณ ๖๕ เปอร์เซ็นต์เป็นเกษตรกรที่ปลูกพืชผัก และที่สำคัญ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหน่วยงานระดับกรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสนับสนุน ช่วยเหลือเกษตรกร ๑๑ หน่วยงาน แต่ว่าทุกวันนี้เวลาเราเดินออกไปที่ปากซอย ไปที่ตลาดสด ไปที่ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้า ผัก ผลไม้ ที่เราพบเห็นอยู่แทบไม่ใช่ของ เกษตรกรคนไทย แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือเวลาเราไปซื้ออาหาร เรายังซื้อในราคาที่แพง แต่เกษตรกรรายย่อยเจ๊งขาดทุนกันย่อยยับ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมอยากจะให้ไปดู ภาพตัวอย่างคร่าว ๆ นี่คือภาพเปรียบเทียบเกษตรกรของไทยกับประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว ภาพซ้ายมือก็คือ แปลงเกษตรกรรมในประเทศจีน ส่วนขวามือก็คือแปลงของเกษตรกรของประเทศไทยเรา นี่เอง มันต่างกันโดยสิ้นเชิงของประเทศเพื่อนบ้านเขารัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ ทุกอย่าง เอาเทคโนโลยีมาให้ แต่ของเกษตรกรบ้านเรายังต้องใช้มือปลูก ต้องถือจอบขุดดิน ต้องหยอดปุ๋ยด้วยมือตัวเอง แล้วก็ต้องใช้แรงงานคนไปแบกมา แล้วเราจะไปสู้เขาได้อย่างไร เรื่องของการขนส่งโลจิสติกส์ เรื่องของการทำ Package เขาไปไกลแล้ว แต่ของไทยเรายังไป ไม่ถึงไหน

อันนี้ก็คือของไทยเรายังเป็นแบบนี้กันอยู่เลย นี่คือแปลงปลูกผักคะน้า ที่เจ้าของต้องยอมเอาไถทิ้งเลย ไม่ได้ขาย เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง แต่พอเรามาดูเฉพาะหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ เกษตรกรมีอย่างน้อย ๖ หน่วยงานนี้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เอาเฉพาะที่เกี่ยวข้องโดยตรง งบประมาณรวมกันกว่า ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอเรามาดูรายละเอียดแล้วถามว่า มีงบประมาณอะไรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งเสริม แล้วก็พัฒนาด้านการเกษตร อย่างน้อย มีประมาณสัก ๔ กิจการเหล่านี้ เผยแพร่ แล้วก็โฆษณาเรื่องของการวิจัยและพัฒนา ด้านการเกษตร ซื้อวัสดุการเกษตร แล้วก็อบรม สัมมนา สิ่งเหล่านี้คืองบประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาทเป็นเพียงแค่ ๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้นเอง แล้วสิ่งเหล่านี้จะไปช่วยเหลือได้อย่างไร แล้วยังไม่นับว่าวิธีการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้ทำมันไปอยู่ที่การวิจัยและพัฒนาพื้นที่แทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกษตรกร แล้วก็แทบจะเป็น กิจกรรมที่สำเร็จรูปเลยก็คืออบรม สัมมนา เสร็จแล้วก็ซื้อวัสดุเกษตรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปแจก เราทำแค่นี้ แล้วก็คาดหวังว่าจะไปยกระดับการแข่งขันให้กับเกษตรกร อย่างนี้มันแทบจะ เป็นไปไม่ได้

สภาพการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะไปส่งเสริมสนับสนุน เกษตรกรพูดได้เลยเรียกว่าเป็นเจ้าแห่งการอบรมและสัมมนา ๕-๖ หน่วยงานรวมกัน งบอบรม สัมมนา ประมาณ ๓๔๘ ล้านบาท ถามว่ามากขนาดไหน ๓๔๘ ล้านบาท กับการอบรมแล้วก็สัมมนา ผมเทียบง่าย ๆ เลยครับ เกือบเท่างบของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยด้านการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ แล้วก็เยอะกว่างบมหาวิทยาลัยราชภัฏ เชียงราย มากกว่างบของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หรือมากกว่างบของมหาวิทยาลัย ราชภัฏภูเก็ต ถ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่าการอบรมมันสำคัญขนาดนี้ผมก็แนะนำ ว่าให้ท่านไปตั้งมหาวิทยาลัยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยไหม ถ้างบมันเยอะขนาดนี้

เราพูดถึงการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน แล้วก็นี่แทบจะเป็น คำเดียวที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พูด ณ ขณะนี้เพื่อช่วยเกษตรกร แต่คำถามที่ผม อยากจะถามตัวโต ๆ คือในขณะที่เกษตรกรของเราต้องสู้กับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของ ต่างชาติเขา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำอะไร

คำถามข้อ ๑ ก็คือบรรดาโครงการ วิจัย อบรม สัมมนา แจกวัสดุการเกษตร เหล่านี้จะทำให้ความฝันยกระดับความสามารถของเกษตรกรเป็นจริงได้จริงหรือไม่

คำถามที่ ๒ คือพูดให้ถึงที่สุด หากตัดงบประมาณของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ที่จัดอบรม สัมมนาทั้งหมดจะกระทบต่อเกษตรกรไหม

และคำถามสุดท้ายก็คือจะต้องให้สถานการณ์มันเลวร้ายขนาดไหน กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ถึงจะยอมตื่นเสียที ขอบคุณมากครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณศนิวาร บัวบาน ครับ

นางสาวศนิวาร บัวบาน แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จากที่ดิฉันได้ขอสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๑๔ งบประมาณรายจ่าย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้นั้น ดิฉันขอปรับลดงบประมาณในส่วนของโครงการ ๑ อำเภอ ๑ แปลงเกษตรอัจฉริยะ ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่าที่มี วงเงินงบประมาณสูงถึง ๓,๓๐๐ ล้านบาท คือสูงที่สุดของกรมการข้าวเลยค่ะท่านประธาน ดิฉันลองไล่เรียง Timeline ของโครงการ ๑ อำเภอ ๑ แปลงเกษตรอัจฉริยะที่ทำแล้ว ทำอยู่ แล้วก็ทำต่อ มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ พบความเอ๊ะหลายประการเลยค่ะ

เอ๊ะแรก โครงการนี้มีการขยายวงเงินงบประมาณตลอดทั้งโครงการทุกปี เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๖๖ บอกโครงการ ๘ ปี พอมาปี ๒๕๖๗ ขยายระยะเวลาเป็น ๙ ปี ปีถัดไปเพิ่มเป็นอีก ๑๐ ปี จนมาปีนี้บอกว่าจะทำทั้งหมด ๑๑ ปี จะสิ้นสุดในปี ๒๕๗๒ ส่งผลให้วงเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าหน่วยงาน ขยายระยะเวลาโครงการแบบนี้ทุกปีจุดจบมันจะไปอยู่ที่ตรงไหนคะ จะวัดผลลัพธ์ที่ได้จาก โครงการนั้นได้อย่างไรคะ แล้วหน่วยงานบอกว่าตัวชี้วัดของโครงการคือระบบข้อมูล ข้าวอัจฉริยะได้รับการพัฒนา คือท่านจะพัฒนาระบบไปเรื่อย ๆ ทุกปีอย่างนี้หรือคะ

เอ๊ะที่ ๒ ปีที่แล้วกรมของบไปปรับปรุงระบบเครือข่ายส่วนภูมิภาค ๓๑ ล้านบาท พอมาปีนี้ก็ของบไปเพิ่มประสิทธิภาพระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ส่วนภูมิภาคอีก ๒๙ ล้านบาท เกือบ ๓๐ ล้านบาท ย้ำนะคะ ระบบเครือข่ายส่วนภูมิภาค เหมือนกันค่ะ แค่เปลี่ยน Wording ข้างหน้าจากปรับปรุงเป็นเพิ่มประสิทธิภาพเท่านั้น คำชี้แจงนี้เหมือนกันเด๊ะ คือแบบนี้ก็ได้หรือคะ

เอ๊ะที่ ๓ ค่ะท่านประธาน ปีที่แล้วผู้ชนะการเสนอราคารายการปรับปรุงระบบ เครือข่ายส่วนภูมิภาคเป็นรายเดียวกันกับผู้ที่ชนะการเสนอราคารายการพัฒนาระบบ อัจฉริยะสนับสนุนการตัดสินใจด้านการบริหารจัดการข้าวของประเทศ ๒๔ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ ซึ่งดิฉันเองเคยอภิปรายขอให้ตัดงบโครงการนี้ไปเมื่อ ๒ ปีที่แล้วเนื่องจาก ความไม่โปร่งใส ท่านประธานอาจคิดว่าก็ไม่เห็นแปลกที่ผู้ชนะการประมูลจะเป็นรายเดียวกัน แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นค่ะท่านประธาน คือเมื่อทีมงานของดิฉันค้นข้อมูลลึกลงไปจึงพบว่า ที่มาของการกำหนดราคากลางราคาอ้างอิงมาจาก ๓ บริษัท แต่ตอนเสนอราคาจริง ๆ มีเพียง ๒ บริษัท แล้ว ๒ บริษัทนี้ก็ยื่นเป็นคู่เทียบเหมือนกันทุกปี ยิ่งไปกว่านั้นในแบบ สขร. ๑ หรือแบบสรุปผลการดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างในรอบเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ ไม่ได้มีระบุราคา ที่เสนอของผู้เสนอราคาแต่ละรายด้วย คือเกิดเฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว แล้วก็ไม่มี การอัปโหลดข้อมูลสัญญาจ้างขึ้นเว็บไซต์ของกรมการข้าว ใน TOR ระบุเฉพาะเจาะจงมาก ค่ะท่านประธาน ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีผลงานที่สัญญามีมูลค่าไม่น้อยกว่า ๗,๓๐๐,๐๐๐ บาท คือดิฉันเลยขอตั้งข้อสังเกตว่าถ้าล็อกสเปกขนาดนี้จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทใด บริษัทหนึ่งหรือเปล่าคะ นอกจากนั้นบริษัทคู่เทียบ ดิฉันขอเรียกว่าบริษัทดีก็แล้วกันนะคะ ดูแล้วไม่ค่อยมีความน่าเชื่อถือเท่าไร ทุนจดทะเบียน ๑ ล้านบาท แต่เสนอรับงานหลักสิบล้านบาท ในขณะที่บริษัทเอ็นซึ่งเป็นบริษัทผู้ชนะการประมูล มีทุนจดทะเบียนสูงถึง ๕๐ ล้านบาท มิหนำซ้ำบริษัทเอพอไปดูออฟฟิศเป็นบ้านพักอาศัย ส่วนเอกสารที่จดทะเบียนจะเป็นอีก ที่หนึ่งซึ่งเป็นห้องเช่า คือดูแล้วแทบไม่มีความน่าเชื่อถือเลยค่ะท่านประธาน ยิ่งไปกว่านั้น กรรมการบริหารบริษัทเอ็นซึ่งเป็นบริษัทผู้ชนะการประมูลมีประวัติเข้าเรียนในหลายหลักสูตร เพื่อหา Connection อีกทั้งยังเคยเรียนหลักสูตรเดียวกันกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์อีกด้วย มันจะบังเอิญไปหรือเปล่าคะท่านประธาน จะเป็นไปได้ไหมว่าด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้บริษัทเอ็นชนะการประมูลมาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ด้วย e-Bidding ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย คือที่ดิฉันร่ายยาวนี้ไม่ใช่ว่าไม่เกี่ยวกับงบปี ๒๕๖๙ ที่เรากำลังพิจารณา กันอยู่วันนี้ แต่ดิฉันกำลังแสดงถึงความห่วงกังวลในเรื่องของความไม่โปร่งใส แล้วก็ ความทับซ้อนของโครงการในแต่ละปี เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเกิดประโยชน์สูงที่สุด ดิฉันจึงขอยืนยันการสงวนคำแปรญัตติให้ตัดรายการเพิ่มประสิทธิภาพระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ส่วนภูมิภาค ๒๙.๙๙๙๘ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๐.๐๕ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณรายจ่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งน้อยกว่าที่ท่านได้แปรญัตติไว้ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่าซ้ำซ้อนกันกับการปรับปรุงระบบเครือข่ายภูมิภาค ๓๑ ล้านบาทที่หน่วยงานเพิ่งของบประมาณมาเมื่อปีที่แล้ว ขอบคุณท่านประธานค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณอำนาจ วิลาวัลย์ ครับ

นายอำนาจ วิลาวัลย์ ปราจีนบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ อำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ ปราจีนบุรี พรรคภูมิไทย ผมได้ขอเสนอตัด งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลง ๑ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ งบประมาณ ๖๓,๒๑๙,๔๐๑,๒๐๐ บาท ผมขอเสนอตัดลดลง ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมจะขอพูด ในหน่วยงานของกรมการข้าวงบประมาณ ๓,๘๘๙,๕๘๗,๕๐๐ บาท

หน้าที่หลักของกรมการข้าว

๑. วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตสูง คุณภาพดี

๒. ผลิตและรับรองเมล็ดข้าวพันธุ์ข้าวคุณภาพ

๓. ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตข้าว พัฒนาเครื่องมือและวิธี ปลูกข้าวที่ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่า

๔. อนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุ์ข้าว รวบรวมอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ข้าว พื้นเมือง ส่งเสริมการใช้พันธุ์ข้าวท้องถิ่นในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

๕. พัฒนาระบบการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการแปรรูปข้าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สนับสนุนการสร้าง Brand และขายตลาดในและต่างประเทศ

๖. จัดทำข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์ข้าว รวบรวมสถิติการผลิต การบริโภค การส่งออก วิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตัดสินใจ

ภารกิจทั้ง ๖ นี้ผมไม่แน่ใจว่ากรมการข้าวได้ทำแล้วบรรลุความสำเร็จถึงไหน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันราคาข้าวไม่เคยตกต่ำขนาดนี้ ท่านประธานครับ ตอนนี้ชาวนา ขายข้าวได้เอาอย่างสูงสุดเลย ๕,๕๐๐ บาทต่อ ๑ ตัน สวนทางกับราคาปุ๋ย ราคายา ราคาพันธุ์ข้าว ค่าแรง ค่าน้ำมัน ทุกอย่างขึ้นหมด ขึ้นแบบไม่มีลง ท่านประธานครับ การปลูกข้าวผมได้ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวนาหลายพื้นที่ว่าปลูกข้าวปีนี้เป็นอย่างไร ชาวนาตอบ เป็นเสียงเดียวกันว่าขาดทุน ท่านประธานครับ ผมได้สอบถามชาวนาว่าหากการปลูกข้าว ๑ ไร่ ลงทุนเท่าไร ชาวนาบอกเอาอย่างที่ไม่ต้องจ้างใครเลย ทำเองทุกอย่างจะใช้ต้นทุนประมาณ ๔,๕๐๐-๔,๗๐๐ บาท ราคาข้าวตันละ ๕,๕๐๐ บาท ถ้าคิดผลผลิตของชาวนาต่อ ๑ ไร่ เอาอย่างสูงสุดเลยได้ ๗๐๐ กิโลกรัมต่อ ๑ ไร่ จะคิดสัดส่วนแล้วชาวนาจะได้เงินจาก การขายข้าว ๓,๘๕๐ บาทต่อ ๑ ไร่ ขาดทุนแล้ว ๘๐๐-๑,๐๐๐ บาทต่อ ๑ ไร่ แบบนี้ชาวนา จะอยู่ได้อย่างไร กับชาวนาบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ใจร้ายกับเกษตรกรชาวนามาก ไม่หันดูแล พี่น้องชาวนา เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ท่านรัฐมนตรีของเรา ท่านรัฐมนตรีเบนซ์น้องชายผมได้ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ท่านให้ความหวังกับพี่น้องชาวนาไว้ว่าท่านจะชดเชยราคาข้าวนาปีไร่ละ ๑,๕๐๐ บาท ๒๐ ไร่ ชาวนาฝากผมมาทวงถามว่าท่านรัฐมนตรีได้คุยกับ นบข. หรือยัง ท่านประธานครับ ผมขอฝากท่านประธานถึงท่านคณะรัฐมนตรี ไม่อยากให้รัฐบาลทิ้งชาวนาและพี่น้อง เกษตรกรประเทศไทย ประเทศเราเป็นเมืองเกษตร ผมฝากถึงคณะกรรมการนโยบาย และบริหารข้าวแห่งชาติ ท่านต้องอยู่ข้างเกษตรกร ท่านต้องยืนข้างชาวนา ท่านต้องคิด เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพราะเหตุผลที่ตั้งองค์กรของท่านขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือชาวนา วันนี้ท่านยืนอยู่ข้างรัฐบาล ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมได้ยินข่าวว่าได้มีการประชุม นโยบายข้าวว่าจะให้ชาวนาไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ข้าวนาปี ๑,๐๐๐ บาท ข้าวนาปรัง ๑,๐๐๐ บาท ตามมติของ นบข. แล้วก็จะเสนอ ครม. ต่อไปนะครับ จึงอยากฝากท่านประธานประสานไปยัง ครม. ประสานไปยังท่านรัฐมนตรีเลยว่าให้ท่าน ได้เร่งรัดจ่ายเงินเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อเขาจะได้เอาไปต่อทุน เอาไปใช้หนี้ที่มีอยู่ หนี้ค่าปุ๋ย หนี้ค่ายา แต่ก่อนชาวนาบอกว่าไปเอาปุ๋ยกับร้านขายปุ๋ยก่อนได้เลย เพราะว่า ร้านปุ๋ยปล่อยให้ก่อนได้ แล้วก็รอชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็เอาเงินไปให้กับร้านค้า แต่ทุกวันนี้ร้านค้าไม่ยอมให้ เพราะว่าอะไร เพราะรู้ว่าอย่างไรก็ขาดทุน อย่างไรชาวนา ไม่มีโอกาสที่จะเอาเงินมาใช้หนี้ได้ก็จะไม่ให้ชาวนาเชื่อปุ๋ย เชื่อยา อันนี้เป็นความเดือดร้อน ของพี่น้องชาวนาอย่างยิ่งเลยครับ

แล้วอีกอย่างหนึ่งพี่น้องชาวนา เกษตรกรเป็นรากฐานของพีระมิด เป็นรากฐานของสามเหลี่ยม สามเหลี่ยมฐานรากคือเกษตรกร พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน แล้วก็บนยอดก็คือผู้ที่บริหาร ผู้ที่มีอันจะกิน เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี พวกนี้ก็จะอยู่ชั้นบน ท่านอย่าไปกลับหัวสามเหลี่ยมลง อย่าไปเอาหัวลง แล้วก็ดูแลจากหัว ไปหาล่างไม่ได้ ต้องดูแลข้างล่างขึ้นมาหาข้างบน อย่ากลับสามเหลี่ยม อย่ากลับพีระมิดพวกเรา

ท่านประธาน สุดท้ายนี้ผมขอฝากไว้ การเมืองที่ดีต้องทำให้ประชาชนพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพิ่มทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน นักการเมืองที่ดีต้องอย่าลืมว่าเราเป็นเพียงผู้รับใช้ ไม่ใช่เจ้านายประชาชน ผู้นำที่ดีต้องเสียสละ ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณราชิต สุดพุ่ม ครับ

นายราชิต สุดพุ่ม นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายราชิต สุดพุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ในมาตรา ๑๔ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ การจัดทำงบประมาณในปีต่อ ๆ ไปได้บรรลุเป้าหมายยิ่งขึ้น

ประการที่ ๒ ก็เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณในปี ๒๕๖๙ บรรลุ เป้าหมายทันต่อเวลาและทันต่อเหตุการณ์ โดยผมจะมุ่งเน้นไปเรื่องของปัจจัยการผลิตคือ ของเรื่องดิน โดยนำเอากรมพัฒนาที่ดินและกรมชลประทานมาในการอภิปราย ท่านประธานครับ คำแถลงงบประมาณของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาก็ให้ความสำคัญในต้นทุนการผลิต และการผลิตสินค้าตาม Agri-Map ถ้าไปดูคำแถลงของท่านพิชัย ชุณหวชิร ท่านรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และรับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอนที่แถลงเรื่องภาษีตอบโต้ หรือ Reciprocal Tariff ว่าเราจะพยายามเรื่องเกษตรจะให้ปรับ Demand Supply ให้มันใกล้เคียงกัน และมีการ นำเข้าสินค้าเกษตรบางตัว และที่สำคัญท่านพูดว่าต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรไทยสูงกว่า ที่อื่น สาเหตุสำคัญก็มาจากดินเสื่อม ผมคิดว่าเรื่องนี้ผมเห็นด้วย และผมคิดว่ามีความจำเป็น ที่จะต้องดูแล แล้วก็เร่งรัด ถ้าเราไปดูกรมพัฒนาที่ดินก็จะพูดได้สวยหรูว่ากรมพัฒนาที่ดินเอง มีวิสัยทัศน์เป็นองค์การอัจฉริยะทางดิน มีหน้าที่ในการสำรวจวิเคราะห์และจำแนกดินให้กับ เกษตรกร และที่สำคัญเป็นศูนย์กลางข้อมูลอัจฉริยะทางดินของประเทศ และเมื่อเราไปดู งบประมาณในปี ๒๕๖๙ เพิ่มมาจากปี ๒๕๖๘ ๕๐๐ ล้านบาท ก็มีงบประมาณทั้งสิ้น ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท มี ๑๐ แผนงาน จะเห็นว่าแผนงาน ๒ แผนงานเท่านั้นที่แก้ปัญหา เกี่ยวกับเรื่องดิน แต่ ๒ แผนงานนี้ก็ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น ๖๗ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ทั้งหมดก็คือ ๓,๔๘๑ ล้านบาท ถ้าเราไปดูรายละเอียดในแผนงาน ๑๐ แผนงาน แล้วก็ ๒ แผนงานที่สำคัญนี้ก็จะพบว่า การแก้ปัญหาเรื่องดิน เรื่องการพัฒนาที่ดิน การแก้ปัญหาเรื่องดินเสื่อมนั้นเป็นการแก้ปัญหา แบบองค์รวม ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนค่อนข้างน้อย ผมเองก็อยากให้ทางกรมพัฒนาที่ดิน ได้คิดใหม่ ได้แก้ปัญหา ได้พัฒนา แล้วก็ทำดินเสื่อมให้เป็นดินเหมาะสม ให้เป็นการแก้ปัญหา แบบพุ่งเป้า ท่านจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้ในการรักษาโรคกับคนจะไม่ค่อยรักษาแบบองค์รวมเลย เป็นที่ไหนก็ไปตรงนั้น ดินก็เหมือนกัน ท่านจะปลูกอะไร ดินตรงไหน ท่านก็สามารถมุ่งตรงไป ได้เลย การทำงานแบบพุ่งเป้าแบบหลักวิทยาศาสตร์ อันที่ ๑ ต้องมีการวิเคราะห์ดิน อันที่ ๒ ต้องมาดูว่าพืชที่จะปลูกต้องการธาตุอาหารอะไร ประการที่ ๓ จะต้องดูว่าสิ่งแวดล้อม ในการปลูกนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือท่านต้องให้เกษตรกร มีความต้องการวิเคราะห์ดินของตัวเอง ผมเลยเสนออย่างนี้ว่า ๑๐ แผนงานของกรมพัฒนาที่ดิน ผมอยากให้มีจัดทำแผนงานขึ้นมาใหม่ ก็คือแผนงานการตรวจวิเคราะห์ดิน ปุ๋ย ที่พุ่งเป้าไปที่ ชนิดพืชที่ปลูกเลย โดยมีหลักการอย่างนี้ว่าอันที่ ๑ ท่านต้องสร้างห้องปฏิบัติการให้เพียงพอ ในประเทศที่จะให้เกษตรกรไปตรวจ ขณะนี้ในประเทศไทยมีที่ตรวจดินแค่ ๑๓ แห่ง ทั้งประเทศ เรามี ๗๖ จังหวัด เพราะฉะนั้นท่านต้องทำให้เพียงพอ ประการที่ ๒ ท่านต้องให้ เกษตรกรไปตรวจดินได้เลย เพื่อให้มีความถูกต้อง เที่ยงตรง แม่นยำ ไม่ใช่ส่งวันนี้เดือนหนึ่ง ก็ไม่รู้จะได้ผลตรวจไหม หรือว่าเอาของนายราชิตไปแล้วไปได้ของนายสมบัติกลับมาอย่างนี้ ไม่ได้ ต้องมีความเที่ยงตรง แม่นยำ ที่จะทำ ประการต่อมาท่านต้องพัฒนาหมอดินขึ้นมา นักวิชาการขึ้นมาเพื่อให้ดูสภาพแวดล้อมช่วยกัน ประการที่ ๓ ต้องมีทฤษฎีว่าท่านจะปลูกพืช อะไร พืชนั้นต้องการธาตุอาหารอะไร แล้วก็ประการที่ ๔ ท่านต้องไปตรวจว่าในพืช ที่ท่านปลูกมีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านตรวจได้ทั้ง ๔ อย่างนี้แล้ว กรมพัฒนาที่ดินก็จะมีใบสั่งยามาให้ท่าน ก็คือเป็นใบสั่งปุ๋ยว่าอันที่ ๑ ท่านต้องใส่หรือไม่ อันที่ ๒ ถ้าท่านใส่แล้วท่านจะใส่ปุ๋ยอะไร ผมว่าอย่างนี้มันจะเกิดผลประโยชน์โดยตรง เป็นการดูแลการปรับสภาพดิน ดินเสื่อมให้เป็นการพัฒนาที่ดินแบบพุ่งเป้า เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราจะต้องรีบเร่งทำ แล้วก็กรมพัฒนาที่ดินเองจะต้องปรับวิธีคิด ให้มาดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาดินเสื่อมและพัฒนาที่ดิน ที่สำคัญเกษตรกรไทยจะมีการลด ต้นทุน จะไม่มีการใช้ปุ๋ยโดยคาดเดา ไม่ใช้ปุ๋ยแบบสอบถามคนอื่น ผลผลิตต่อไร่ก็จะสูงขึ้น แก้ปัญหาโดยใช้หลักวิชาการ และที่สำคัญเมื่อรายได้สูงขึ้นคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น

ประการที่ ๒ ที่ผมจะขอเร่งรัดของทางกรมชลประทาน ขณะนี้โครงการ บรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ชาวนครเรียกว่า คลองเลี่ยงเมืองนั้นขณะนี้ดำเนินการไปได้น้อยมาก ผมเองได้ติดตามในห้องประชุมนี้ไป ๒ ครั้ง ครั้งแรกที่ ๒๗ สิงหาคมดำเนินการไปได้ ๓๙ เปอร์เซ็นต์ พอครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๙ มกราคมดำเนินการไปได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านเชื่อไหม ๕ เดือนทำไปเพิ่มแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ณ วันนี้วันที่ ๑๔ สิงหาคมทำไปได้ ๔๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลา ๘ เดือนเพิ่มขึ้นแค่นี้ ท่านประธานครับ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำรินี้ เป็นพระเมตตา เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่รัชกาลที่ ๙ ทำเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง ชาวนครศรีธรรมราช ผมคิดว่าทุกส่วนราชการควรที่จะรับใส่เกล้า แล้วก็ดำเนินการให้รวดเร็ว เรามีเป้าหมายว่าจะให้เสร็จภายในปี ๒๕๗๐ ผมขออนุญาตนิดเดียวว่าขณะนี้เรามีสัญญา ทั้งสิ้น ๗ สัญญา แต่ที่สำคัญขณะนี้ แล้วก็ทางหน่วยงานรับมาเองว่าจะไม่เสร็จภายใน ปี ๒๕๗๐ ก็คือการทำถนน การทำสะพานข้ามคลอง ๕ จุด เพราะฉะนั้นถ้าท่านดำเนินการ สร้างสะพานไม่เสร็จภายในปี ๒๕๗๐ โดยจะไปสร้างให้เสร็จภายในปี ๒๕๗๒ โครงการนี้ ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ผมก็ขอฝากไปทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝากไปทาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านได้ช่วยประสานงานกันให้เรียบร้อย แล้วงานนี้ ในปี ๒๕๗๐ ขอให้เสร็จสมบูรณ์ ทั้งถนน ทั้งน้ำอะไรต่าง ๆ จะได้แก้ปัญหาให้กับคนนคร ก็ต้องขอฝากไว้ผ่านท่านประธาน แล้วก็ฝากไปยังกรรมาธิการคราวหน้าเวลาพิจารณา งบประมาณก็ขอให้ท่านได้ดูการบริหารงบประมาณเหล่านี้เพื่อในการจัดทำงบประมาณ ปีต่อไปด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะกรรมการพัฒนาสตรี กลุ่มสตรี จากอำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว นำโดย คุณขวัญเรือน เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งกำลังฟังการประชุมอยู่ชั้นบน ขอต้อนรับทุกท่าน ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ครับ

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมขอแปรญัตติให้ปรับลดวงเงินงบประมาณ ในมาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงจำนวนร้อยละ ๐.๕ เนื่องด้วยสำนักงาน เศรษฐกิจการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีข้อบกพร่อง ในการดำเนินงานโดยเฉพาะในด้านการประเมินปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ของประเทศไทยที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมาก ท่านประธานครับ จากข้อมูล เชิงประจักษ์ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ ๗ ล้านไร่ โดยมีผลผลิต เฉลี่ยอยู่ที่ ๙๐๐-๑,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นปริมาณ ๖.๗ ล้านตัน แต่สำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตรกลับรายงานผลผลิตเพียง ๔.๗-๕ ล้านตัน ซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริงเกือบ ๒ ล้านตัน ความคลาดเคลื่อนนี้นำไปสู่การตัดสินใจของรัฐในการอนุญาตให้นำเข้าธัญพืชทดแทน อาทิ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์และอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรหรือข้าวโพด อย่างรุนแรง และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศไทย โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ราคา ข้าวโพดตกต่ำ โรงงานอาหารสัตว์หลายแห่งหยุดรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเป็นเวลานาน ทั้งที่ผลผลิตเกษตรกรกำลังเก็บเกี่ยวเกิดจากการนำเข้าข้าวสาลีในระหว่างที่เกษตรกรกำลัง เก็บเกี่ยวจึงเกิดปัญหา ณ วันนี้วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘ ข้าวโพดสดราคาตกต่ำที่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือกิโลกรัมละ ๕.๘๐-๖ บาท ราคาที่เกษตรกรควรจะอยู่ได้ที่ ๗.๒๐ บาท หรือ ๗.๕๐ บาทต่อกิโลกรัม ถ้า ๕.๘๐-๖ บาทนั้นเกษตรกรเขาอยู่ไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานครับ ราคาตกต่ำขนาดนี้วันนี้เรายังไม่มีมาตรการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรเลย นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากการเปิดตลาดการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน ๓ ล้านตันตามเงื่อนไขข้อตกลงการค้า ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงอาจส่งผลให้เกษตรกร จำนวนมากต้องเลิกอาชีพนี้ กระทบไปยังเศรษฐกิจในภาคชนบททั้งด้านการขนส่ง แรงงาน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อาทิปั๊มน้ำมันที่เคยมีรายได้จากการขนส่งผลผลิตในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ความผิดพลาดในการประเมินผลผลิตทางการเกษตรยังส่งผลกระทบต่อการวางแผนการผลิต ส่งเสริมการนำเข้า ส่งออก รวมถึงตลาดสินค้าเกษตรในรอบปีต่อไป ดังนั้นผมเห็นว่า หากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรทำงานแบบนี้ ให้ข้อมูลที่ผิดพลาดทำให้เกิดความเสียหาย แบบนี้ ผมจึงขอเสนอตัดงบประมาณดังกล่าว และขอให้หน่วยงานโดยเฉพาะกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานครั้งนี้ให้ถูกต้อง เที่ยงตรง เพื่อบังเกิดผลดี ต่อประเทศชาติ กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาที่เคารพครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณนิพนธ์ คนขยัน ครับ

นายนิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้เสนอแปรญัตติปรับลด ๒ เปอร์เซ็นต์ของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ ๖๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใจจริง ไม่อยากปรับหรอก แต่ทำไมต้องปรับ โดยเหตุผลดังประการต่อไปนี้ ประชากรส่วนใหญ่ ในประเทศเป็นภาคเกษตรกร ภาคเกษตรกรรม หากสินค้าเกษตรมีราคาพี่น้องเกษตรยิ้ม มีรายได้ และเศรษฐกิจทุกอย่างจะหมุนไปโดยอัตโนมัติ ดังนั้นวันนี้พี่น้องเกษตร รอความหวังเรื่องราคาเกษตร สิ่งที่ผมอยากนำเรียนแล้วได้ปรับลดงบประมาณดังต่อไปนี้ ไปทำอะไร อยากเสนอให้ปรับแล้วให้แปรญัตติไปทำสิ่งดังต่อไปนี้ครับ ฝากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง วันนี้ยางพาราราคาอยู่ที่ ๓๑ บาทกว่า เมื่อวานนี้ที่บึงกาฬยางพาราก้อนถ้วย พักคืน แต่ถ้ามีการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพาราจะมีราคาดีขึ้น ขออนุญาตเอ่ยนาม วันนี้การยางแห่งประเทศไทย โดยท่านดอกเตอร์เพิก เลิศวังพง ประธานบอร์ดการยาง แห่งประเทศไทยรักษาการผู้ว่าการยาง รองผู้ว่าการยาง สุขทัศน์ ต่างวิริยกุล ได้พูดคุยกัน ตลอดว่าต้องแปรรูป จากวันนี้มีการนำแนวคิดจะทำล้อรถยนต์ ล้อรถจักรยานยนต์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ รอแล้วรออีก อยากฝากว่ามันติดขัดตรงไหน ระเบียบอะไรต้องแก้ ท่านประธานครับ บ้านผมเขาพูดกัน บ้านอื่นไม่ทราบ ตอนยางพารากิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ล้อรถยนต์ก็เส้นละ ๕,๐๐๐ บาท ยางพารากิโลกรัมละ ๓๐ บาท ๒๐ บาท ล้อรถยนต์เส้นละ ๕,๐๐๐ บาท อันนี้มันก็สะเทือนในพี่น้องเกษตรกร ดังนั้นก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธาร ชินวัตร เกษตรเป็นหัวใจหลักของพี่น้องเกษตรกรจริง ๆ สิ่งไหนที่มันขัดต่อระเบียบ อย่างเช่น วันนี้ยางเครปที่เกษตรกรทำเองได้ในอดีตเยอะ ชุมนุมสหกรณ์ สหกรณ์ทำ แต่ทราบข่าวว่า ภาษีออกเกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ยาง TOR ซึ่งเป็นภาครัฐนายทุนใหญ่ บริษัทใหญ่ทำ ภาษีออก ๐ เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านมองมุมกลับว่าทำไมเวลาเกษตรกรทำภาษีแพงเหลือเกิน เวลานายทุนไม่มีภาษี มันก็ติดขัด ดังนั้นวันนี้ฝากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝากกระทรวงพาณิชย์ ขอโทษทำไมต้องพาณิชย์ มันต้องเลือกราคาสินค้ามันจะมาด้วยกัน ฝากท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เอาจริงเอาจังสักที เรื่องเกษตรซึ่งเป็นทุกข์ของพี่น้อง เชื่อว่าทุกภาคจากเพื่อนสมาชิก ไม่อยากพูดซ้ำ ปุ๋ยก็แพง อะไรก็แพง แต่ของเกษตรถูก อยากให้พี่น้องเกษตรได้ลืมตาอ้าปากเสียทีว่าคนส่วนใหญ่ เป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่ต่อรองอะไรไม่ได้ในเรื่องสินค้าเกษตร อยากให้เอาจริงเอาจัง เสียที ดังนั้นวันนี้กรมส่งเสริมการเกษตรมีหน้าที่ส่งเสริม ส่งเสริมอะไร ส่งเสริมสหกรณ์ ให้สถาบันเกษตรกรแข็งแรงแข็งแกร่ง ฝากบางที่เอาบึงกาฬนั่นละให้ส่งเสริมจริง ๆ หน่อย ข้าราชการส่งเสริมบางคน อย่าไปส่งเสริมแต่นายทุนเขามากนัก เวลานี้เงินภาษีกินจากใคร กินจากพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วประเทศ แต่เวลาส่งเสริมอยากให้ส่งเสริมภาคเกษตร สิ่งไหนที่เกษตรกรทำด้วยกลุ่มของตัวเอง ด้วยสถาบันตัวเองต้องส่งเสริมอย่างจริงจัง ท้ายสุดนี้ยางเถื่อนเป็นปัญหาหนึ่งในการที่ให้ยางพาราตกต่ำ ผู้มีอำนาจช่วยกันร่วมไม้ร่วมมือ สกัดกั้นอย่าให้ยางเถื่อนเข้ามา กราบขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูง ไม่ติดใจครับ แต่แปรญัตติเพื่อให้ไปส่งเสริมสิ่งที่พี่น้องร้องเรียนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สงขลา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธาน มาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับได้ยื่นคำของบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ไว้ ๖๓,๒๑๙ ล้านบาท คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณปรับลด ๒๘๐ ล้านบาท ผมเองในฐานะเป็นสมาชิกขอปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ คือขอลดไป ๓,๑๖๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ในรอบปีที่ผ่านมาผมเองรู้สึกผิดหวังกับปัญหา สินค้าเกษตรตกต่ำ เพื่อน สส. หารือในสภาแห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาราคาสินค้าเกษตร ตกต่ำในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นยาง ปาล์ม ทุเรียน ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ลำไย เกือบทุกชนิดครับท่านประธาน ผมก็เลยอยากถามท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา งบประมาณที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ว่าท่านเห็นและได้ยินเหมือนพวกผมหรือเปล่า กรมวิชาการเกษตร งบประมาณ ๑,๘๗๙ ล้านบาท ปรับลดไป ๕๕ ล้านบาท ๒. กรมส่งเสริมการเกษตร งบประมาณตั้งไว้ ๑,๙๐๓ ล้านบาท ปรับลดไป ๒ ล้านบาท ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ หน่วยงานคือเป็นตัวหลักในการให้ความรู้ขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ผมไม่แปลกใจว่าทำไมผลสัมฤทธิ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ๒ หน่วยงานนี้ดูแลไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที เพราะอะไร เพราะ ๒ หน่วยงานรวมกันแล้วงบประมาณ ๓,๗๐๐ ล้านบาท ถ้าผมตัดอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าผมใจดำกับเกษตรกรมาก ถ้างบประมาณปี ๒๕๖๙ ทั้ง ๒ หน่วยงาน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้ดี โดยเฉพาะสินค้าเกษตรหลัก ผมอยากให้ความเป็นธรรมกับ ๒ หน่วยงานนี้ด้วย คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงบประมาณช่วยพิจารณาเพิ่มงบให้เขาหน่อย เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะให้เกษตรกร ได้ลืมตาอ้าปากได้ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะปัญหาสิ่งหนึ่งที่ผมจะนำเรียนก็คือ การส่งออกทุเรียน วันนี้กรมวิชาการเกษตรที่ผมนำเรียนต้องปรับปรุงวิธีการทำงาน ในการตรวจสอบสารปนเปื้อนในทุเรียนส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน มาดูเป็นลำดับครับ

๑. ให้กรมวิชาการเกษตรทำงานให้มันเร็วหน่อยครับท่านประธาน ระยะเวลา ในการตรวจสอบสารตกค้างให้ลดระยะเวลาให้เหลือน้อยลง

๒. มีมาตรฐานเดียวกันทุกด่าน และเพิ่มช่องทางในการตรวจสอบ โดยเฉพาะ จะให้ภาคเอกชนมาตรวจสอบแทนหน่วยงานของรัฐก็จะช่วยได้ด้วย

๓. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ให้ชาวสวนผู้ส่งออกทุเรียนได้ระบายสินค้า ได้ทันเวลา ท่านประธานรู้ไหมว่าทุเรียนเมื่อโดนล็อกตู้ ไม่มีใครแก้ปัญหาได้เพราะฉะนั้น กรมวิชาการเกษตรท่านต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับพี่น้องชาวสวนทุเรียน ท่านประธาน ปี ๒๕๖๗ ปีที่แล้วไทยส่งออกทุเรียนอันดับ ๑ มูลค่า ๑,๕๗๐,๕๖๐ ล้านบาท เท่ากับอะไร เท่ากับเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเลยครับ แต่ปีนี้ปี ๒๕๖๘ ในระยะเวลาเดียวกัน ส่งออกทุเรียนเหลือ ๗๒,๘๘๗ ล้านบาท ครึ่งหนึ่ง เกิดจากสาเหตุการส่งออก เกิดจากสาเหตุ การซื้อขายภายใน ปีที่แล้วบ้านผมขายได้กิโลกรัมละ ๑๓๐ บาท เมื่อวานซืนที่บ้านขายได้ ๖๕ บาท นี่คือเหตุผลที่ราคาตกต่ำ งบประมาณปี ๒๕๖๙ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องวางแผนแก้ปัญหาทุเรียนในระยะยาว

ท่านประธานครับ อีกหน่วยงานหนึ่งคือกรมปศุสัตว์ ผมเองไม่ค่อยได้อภิปราย แต่ลงพื้นที่เหมือนท่านประธานครับ พี่น้องที่เลี้ยงวัว เลี้ยงกระบือ บอก สส. ทำไมราคาตก ท่านประธานปรากฏว่ากรมปศุสัตว์ตั้งงบประมาณไว้ค่อนข้างเยอะถ้าเทียบกับหน่วยงานอื่น คือ ๒,๔๒๑ ล้านบาท ปรับลดเท่าไร กรรมาธิการปรับลด ๗๐๐,๐๐๐ บาท ปรับแบบน่ารัก ๗๐๐,๐๐๐ บาท เป็นหน่วยงานรับงบประมาณที่ถูกกรรมาธิการปรับลดน้อย เพราะฉะนั้น มีคนกล่าวกับผมก่อนที่ผมมา ท่าน สส. ท่านกล่าวในสภาได้เลย นี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปศุสัตว์ไทย โอ้โฮ ท่านประธาน ค่อนข้างรุนแรง หมายถึงอะไร โค กระบือ เป็นการฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ เพราะฉะนั้นปัญหารุมเร้าปศุสัตว์ไทย ๑. การนำเข้าเนื้อสดจากประเทศ เพื่อนบ้าน ที่บ้านผมคือประเทศมาเลเซีย และเนื้อเถื่อนใส่ตู้คอนเทนเนอร์ มาส่งในใจกลาง กรุงเทพมหานครแบบ Delivery ๒. การนำเข้าโค กระบือ ตัวเป็น ๆ จากชายแดน แบบผิดกฎหมาย และไม่ผ่านด่านกักกันสัตว์เพื่อตรวจโรค ๓. มาตรการภาษีทรัมป์นำเข้าโค สุกร ภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งผลกระทบกับผู้เลี้ยงปศุสัตว์ในประเทศ ท่านประธาน ปรากฏว่า คนที่เลี้ยงโค เลี้ยงกระบือ บอกว่า สส. ในรอบ ๑๐๐ ปีรัฐบาลสั่งห้ามนำส่งออกโค กระบือ ที่เป็นตัวเมียไปยังต่างประเทศเด็ดขาด แต่ปัจจุบันทราบว่ามีการส่งออกกระบือตัวเมียไปยัง ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเวียดนามและประเทศมาเลเซีย โดยการไปซื้อขายที่ตลาด ซื้อขาย และจูงไปยังประเทศตัวเอง ๒. กรรมาธิการได้สอบถามกรมปศุสัตว์หรือไม่ว่า โค กระบือจากตลาดภาคอีสานเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ระยะทาง ๑,๕๐๐ กิโลเมตร อนุญาตถูกต้องหรือไม่ ปีหนึ่งเป็นแสนตัวต้องผ่านตะเข็บชายแดน ผ่านแม่น้ำแนวธรรมชาติ วัวกับควายเดินทางจากอีสานไปประเทศมาเลเซียได้อย่างไร ๓. ขอให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์คิดถึงประโยชน์ของชาติและประชาชนให้มาก ๆ ๔. เกษตรกรไทยถูกปัญหา รุมเร้าจากภายในและภายนอกประเทศ ข้อสุดท้ายครับท่านประธาน ข้อตกลงระหว่าง ประเทศในเรื่องของการค้า ในเรื่องของภาษี เหลือเชื่อไปกระทบกับวัวกับควาย ไปกระทบวัว ควายในประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคนไทยปศุสัตว์ได้รับผลกระทบหมด ผมเลยขอปรับลด งบประมาณของกรมปศุสัตว์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ตั้งไว้ ๒,๔๒๑ ล้านบาท ขอลดไป ๑๒๑ ล้านบาท คงเหลือ ๒,๓๐๐ ล้านบาท ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะครูและนักเรียน โรงเรียนท่าหลวงวิทยานุกูล อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอีกคณะหนึ่งขอต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลบ้านหมอ ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนโรงเรียนบ้านหมอพัฒนานุกูล จังหวัดสระบุรี ขอต้อนรับทั้ง ๒ คณะ ขอบคุณที่ให้ความสนใจมาเยี่ยมชมสภาและฟังการประชุมสภาในวันนี้ ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ครับ

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในวันนี้ผมขออภิปรายในมาตรา ๑๔ ของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ซึ่งผมได้ขอปรับลดไว้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ในประเด็นเรื่องของการปรับลดนั้นผมไม่ได้ ติดใจในเรื่องการปรับลด แต่ผมมีเรื่องจะฝากถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เรื่องแรก คือเรื่องของกรมชลประทาน ซึ่งปัจจุบันนี้ได้รับงบประมาณ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นกรมที่ดูแลพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศในเรื่องของ แหล่งน้ำ พี่น้องเกษตรกรก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ของกรมชลประทาน เพียงแต่ว่ามีพี่น้องเกษตรกรฝากมาว่าในช่วงหลังจากได้งบประมาณแล้ว คาดว่าจะมีเรื่องของ การซ่อมคลอง คันคลอง ที่เป็นคลองคอนกรีต คลองที่เป็นคลองด่าน พี่น้องก็จะฝากว่าในช่วง ฤดูแล้งนั้นที่มีการหยุดน้ำขอให้ท่านได้เร่งรัดซ่อมในช่วงเวลาสั้น ๆ ใช้เวลาแค่เพียงไม่นานนัก ในการเร่งรีบในการซ่อมคลองที่เป็นคลองดาดคอนกรีต เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรในช่วง หน้าแล้งก็จะรอคอยการใช้น้ำในการทำการเกษตร ช่วงประมาณสักกุมภาพันธ์ มีนาคมนี้ เพราะเหตุผลที่เวลาเกษตรกรถามไปที่ชลประทานแล้วเขามักจะได้คำตอบว่าอยู่ระหว่าง ซ่อมคลอง ก็เข้าใจว่าคลองก็จำเป็นต้องบำรุงรักษา เพียงแต่ว่าขอให้เร่งรีบในเรื่องของ การซ่อมคลอง

อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในคลองส่งน้ำ ก็ขอให้ท่านได้ ดำเนินการเก็บวัชพืช เพราะช่วงนี้เดี๋ยวจะฝนตกหนักจะได้ระบายน้ำได้ทัน มีพวกสาหร่าย มีพวกหญ้าที่ตกเป็นตะกอนด้วยอยู่ในคลองส่งน้ำ

และอีกเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของประตูระบายน้ำที่กรมชลประทานเคยสร้างไว้ บางแห่งเป็น ๑๐๐ ปี ใช้เป็นเวลานาน ประตูก็เสียแล้ว ก็ฝากทางหน่วยงานให้ดำเนินการ ซ่อมแซม โดยเฉพาะที่ตำบลท่าราบ อำเภอเมืองราชบุรี

แล้วยังฝากถึงอีกเรื่องหนึ่งก็คือคลองส่งน้ำมีโครงข่ายอยู่แทบจะทั่วประเทศ ผมได้เห็นถนน ๔ เลนที่คลองชลประทานหัวหินมาชะอำที่เป็นเส้นทางที่ลดการจราจรแออัด ของเพชรเกษม สาย ๔ เส้นนั้นเป็น ๔ เลนที่อยู่บนคันคลองชลประทานมีความสำคัญมาก เพราะการท่องเที่ยวของหัวหินนั้นมีความเจริญและมีความเติบโตเป็นอย่างมาก ก็อยากจะ ฝากท่านได้ยินยอมให้กับกรมทางหลวงชนบทนั้นได้ไปทำถนน ๔ เลนอีกฝั่งหนึ่งของคันคลอง ที่อำเภอหัวหิน เพื่อการจราจรจะได้สะดวกนะครับ

เรื่องต่อไปคือเรื่องของกรมประมงที่มีงบถึง ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งช่วงนี้ เป็นช่วงที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นข้าวยากหมากแพง อาจจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ประชาชน ไม่สามารถหาพวกปู พวกปลา พวกกุ้ง พวกหอย อะไรสักอย่างในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ ก็อยากจะฝากกรมประมงให้เร่งดำเนินการปล่อยพันธุ์ปลา พันธุ์กุ้ง พันธุ์อะไรที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนได้ปล่อยลงแม่น้ำลำคลองเยอะ ๆ โดยเฉพาะที่เป็น ห้วยหนองคลองบึง หรือเป็นอ่างเก็บน้ำ หรือเหนือเขื่อนอะไรก็แล้วแต่ ก็ขอให้ได้เพิ่ม การปล่อยปลาไปอีกจำนวนมาก ๆ เลยเพื่อเอาไว้ให้พี่น้องประชาชนได้ดำเนินการที่จับมา ในการบริโภคนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของกรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งขณะนี้มีปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องนมโรงเรียนของสหกรณ์โคนม แล้วก็แหล่งผลิตนมของโรงเรียนต่าง ๆ เนื่องจากว่าในปีนี้ มีการทำสัญญาเรื่องนมโรงเรียนล่าช้าไปประมาณเกือบ ๆ เดือน ทำให้นมค้าง Stock อยู่ที่ แหล่งผลิตนม เช่นสหกรณ์หลาย ๆ แห่งทั่วประเทศ ในเรื่องนี้ก็ฝาก อยากจะให้ในปีถัดไป ขอให้ท่านได้แจ้งให้ท้องถิ่นได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างก่อนที่โรงเรียนจะเปิด เพื่อนมเหล่านี้ ได้กระจายไปสู่กับเด็กนักเรียนได้ทั่วถึงและทันเวลาในการที่จะไปใช้ดื่มนมของนักเรียน แล้วถ้าเป็นไปได้ในปีนี้ที่ล่าช้าไปขอให้ท่านได้ประสานกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่า นมที่เราได้จัดซื้อล่าช้าไปนั้นให้ดำเนินการส่งให้เด็กนักเรียนไปดื่มในวันเสาร์ อาทิตย์ ได้หรือไม่ เพียงใด เพื่อลด Stock ของโรงงานนมที่มีนมค้าง Stock อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ดำเนินการในเรื่องนมที่เป็น ส่วนอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับโรงเรียนไปช่วยจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. มาแล้วส่วนหนึ่ง ก็ฝากไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ ท่านรองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ขออนุญาตอภิปรายเพราะว่าได้ยื่นแปรญัตติลดงบประมาณ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในมาตรา ๑๔ ลง ๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมติดใจอยู่ ๒ กรม ก็คือกรมการข้าวกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพราะอะไรครับ ผมอยู่ที่อุบลราชธานี ที่อุบลราชธานีมีนาที่เป็นแปลงทดลองวิจัยเรื่องพันธุ์ข้าว ตอนผมเด็ก ๆ แล้วก็แถวนั้นก็มีการปลูกข้าวหอมมะลิ พออายุโตขึ้นข้าวหอมมะลิความหอมมันลดลง ผลผลิตก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นก็แปลกใจ แล้วมาในสภาก็มีการพูดถึงพันธุ์ข้าวบ่อย ๆ ท่านประธานครับ ผมไปเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ที่กาฬสินธุ์ ตอนเย็นทำงานเสร็จเดินหมดแรงกลับไปที่พักได้กิน ข้าวหอมมะลิ เดินตามกลิ่นเลย ข้าวอะไรนะทำไมมันหอมจัง ปรากฏว่าเป็นข้าวหอมจริง ๆ อยู่ที่กาฬสินธุ์ หลังจากนั้นก็เลยกินข้าวหอมมะลิมาตลอด ท่านประธานครับ ที่ผมสนใจก็คือ เรื่องพันธุ์ข้าว พันธุ์ข้าวที่เรามีอยู่ท่านประธานทราบไหมว่าการวิจัยพันธุ์ข้าวใช้เวลา ๕-๑๐ ปี แต่เวลาของบประมาณใช้เวลาสั้นประมาณ ๑-๒ ปี ทำให้ไม่เห็นผลว่าพันธุ์ข้าวมันได้ผล ขนาดไหนเพราะมันไม่คาบเกี่ยวกัน ท่านประธานครับ ข้าวหอมมะลิที่เขาติดใจกันเพราะว่า มีคุณภาพคือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะมะลิพันธุ์ ๑๐๕ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาก แต่ทำอย่างไรถึงจะเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงพันธุ์ให้ทนต่อโรค แมลง หรือว่าศัตรูพืช และสภาวะโลกร้อน ท่านประธานครับ ทางการแพทย์ถ้าเราไปทานพวก Wheat ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ มันจะมีโปรตีนชนิดหนึ่งเรียกว่า Gluten กินเข้าไปในลำไส้แล้วอาจจะมี เขาเรียกปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันทำปฏิกิริยากับโปรตีนชนิดนี้ แล้วก็ไปเกาะที่ผนังลำไส้ทำให้ลำไส้ เกิดดูดซึมอาหารไม่ได้จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด เรอบ่อย น้ำหนักลด มีผื่นคันที่ตัว ก็ได้ เขาเรียกว่า Celiac Disease เพราะฉะนั้นถ้าพวกที่มีปัญหาแพ้ Gluten เขาต้องทาน แป้งที่เป็นข้าว เราก็คงจะขายข้าวได้ดีขึ้น ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้พันธุ์ข้าวของไทย ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ชนิด เยอะมากครับ แต่เมื่อสักครู่ผมถามท่าน สส. คุณพ่อของ คุณสุดารัตน์ สส. อุบลราชธานีบอกว่าเราวิจัยแล้วไปอยู่บนหิ้งบ้าง อะไรต่าง ๆ จริง ๆ แล้ว พันธุ์ข้าวของไทยที่เป็นที่นิยมของต่างประเทศก็มีอยู่ ๒-๓ พันธุ์ ก็คือข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ แล้วก็ข้าวปทุมธานี แล้วก็ชัยนาท ท่านประธานทราบไหมว่าพันธุ์ที่ชาวบ้านนิยมปลูก มากที่สุดก็คือข้าว กข 95 พันธุ์ข้าวไม่พอขาย ไม่พอที่ชาวนาจะซื้อ แล้วปีหนึ่ง ๆ มีพันธุ์ข้าว ที่ผลิตได้ประมาณ ๙๕,๐๐๐ ตัน ชาวนาก็ต้องไปซื้อ แต่พ่อค้าไปซื้อได้มากกว่าอีกครับ ท่านประธานครับ การที่จะเพิ่มผลผลิตมันต้องขึ้นอยู่ที่พันธุ์ แล้วก็อยู่ที่ปุ๋ย อยู่ที่ดิน อยู่ที่น้ำ แล้วก็ต้องหาตลาดให้เขาด้วย การจะช่วยชาวนาได้ต้องเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน แล้วก็ใช้ปุ๋ย ๒๐-๑๐-๒๐ ซึ่งเป็นสูตรที่เมื่อสักครู่ท่าน สส. ภูมิพัฒน์ก็บอกว่าไปพิมพ์ผิดก็มีในซอง ที่ทางการส่งไปผิดสูตร ก็ไม่สมควร แล้วการใส่ปุ๋ยต้องใส่ถูกที่ถูกสูตรและถูกเวลาด้วยครับ ข้าวเวียดนามเขามีการเพิ่มผลผลิตเยอะแยะ ก็มีการเขาเรียกว่าลักลอบเข้ามาปลูก ในประเทศไทยโดยหวังว่าจะทำให้มีการเพิ่มผลผลิต แต่เป็นข้าวที่คุณภาพไม่ดี เมื่อสักครู่ ท่าน สส. กุ่ยก็ได้บอกผมอย่างนั้น แล้วก็พรรคเพื่อไทยเองก็ได้มีการเห็นความสำคัญ ในเรื่องพันธุ์ข้าว ได้มีการตั้งกลุ่มผู้ผลิตพันธุ์ข้าวขึ้น โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นเกษตรกรมีที่นา แล้วก็เป็นสมาชิก ตั้งกลุ่มผู้ผลิตพันธุ์ข้าวโดยเหตุผลที่ว่าแทนที่จะปลูกแล้วขายผลผลิต ก็ผลิตเป็นพันธุ์ข้าว แล้วเอาไปขายคืนให้กรมการข้าวหรือกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อให้ราคามันดีขึ้น เช่นแทนที่ จะขายได้ ๑๐ บาทก็ขายได้ ๒๐ บาท ซึ่งเป็นการช่วยชาวนา ท่านประธานครับ ผมยังคิด อยากจะทำพันธุ์ข้าวเลยว่า เอ๊ะ ทำไมพันธุ์ข้าวเมืองไทยมันเปลี่ยนไปเยอะแยะเต็มไปหมด น่าจะหาสักแปลงหนึ่ง แล้วก็ควบคุมอย่างที่ว่าปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้ผลผลิตดีขึ้น แล้วลองดู สิว่ามันจะเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน ชาวนา เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ แต่ไม่แข็งแรง ผุพังหมด มีหนี้สินเยอะแยะ ทางรัฐบาล ก็มีการช่วยเหลือชาวนาเป็นระยะ ๆ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่ท่านประธานคงได้รับฟังว่า มีการปรึกษาหารือท่านเป็นประจำ โดยเฉพาะผมหวังว่าการที่มีพันธุ์ข้าวที่ดี โดยเฉพาะ พันธุ์ข้าวหอมมะลิของเราก็จะได้เป็นประโยชน์กับชาวนามากขึ้น เพราะฉะนั้นผมก็ให้กำลังใจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ที่ลด ๑ เปอร์เซ็นต์ก็คือท่านไปตัดอย่างอื่นเถอะ แล้วก็ เอาพันธุ์ข้าวนี้ไปให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่มีน้ำท่วมต้องแจกให้ชาวนาฟรี แล้วก็ที่สำคัญ อีกอันหนึ่งก็คือเวลาแจกพันธุ์ข้าวให้มากก็ไม่ดี ต้องให้พอความเหมาะสมกับครัวเรือนนั้น ๆ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล ข้ามไปก่อนนะครับ ต่อไปเป็นสมาชิกที่จะขออภิปราย แล้วก็ ท่านอภิปรายเนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข ท่านก็อภิปรายได้เฉพาะที่กรรมาธิการแก้ไข ท่านละ ๕ นาที ท่านแรกขอเชิญคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ฉะเชิงเทรา 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนประชาชน จากพรรคประชาชน กรมฝนหลวงการบิน และการเกษตรปีนี้ได้งบเพิ่มจากปีก่อน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วไม่กี่ปีก่อนกรมฝนหลวง ได้อยู่ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเอง ปีนี้ได้ ๒,๗๑๕ ล้านบาท เหตุเป็นเช่นนี้ก็เพราะกรมฝนหลวง พยายามเพิ่มภารกิจให้ตัวเอง และรัฐบาลก็สนองให้เสมอ อย่างเช่น ๑ ตุลาคมปีที่แล้ว ครม. เห็นชอบให้กรมท่าอากาศยานมอบความรับผิดชอบในการบริหารจัดการสนามบินตราดให้กับ กรมฝนหลวง ซึ่งนี่ไม่ใช่ภารกิจหน้าที่ของกรมฝนหลวงแน่ ๆ ปีนี้จึงมีโครงการก่อสร้างเพิ่มขึ้น จำนวนมาก หนึ่งในนั้นก็คือการปรับปรุงผิวทางวิ่งทางขับที่สนามบินตราด จำนวน ๙๖.๙ ล้านบาท ย้ำอีกทีนี่ไม่ใช่ภาระหน้าที่อะไรของกรมฝนหลวงเลย งานก่อสร้างที่เหลือ อีก ๒ โครงการเป็นการสร้างศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์แรกอยู่ที่พะเยาเป็นอาคาร ๒ ชั้นที่ราคา แพงมาก ๒๙๙.๘ ล้านบาท ประกอบด้วยตัวอาคาร ๒ ชั้น ๕๖.๕ ล้านบาท แต่ครุภัณฑ์ Furniture ตบแต่งภายใน ๙๔.๓ ล้านบาทแล้ว เกือบสร้างอาคาร ๒ ชั้นได้อีกหลังเลยนะครับ แถมยังมีบ้านพักของผู้อำนวยการศูนย์อีก ๓ ล้านบาท และถ้าไปดูในรายละเอียดมีทั้ง โต๊ะทำงาน เก้าอี้ ผอ. นี่ก็ชุดละ ๑๓๐,๐๐๐ แถมซื้อ ๒ ชุดด้วยทั้ง ๆ ที่มี ผอ. แค่คนเดียว อีกที่หนึ่งก็คือศูนย์ที่บุรีรัมย์ เป็นอาคาร ๓ ชั้น ๒๒๔ ล้านบาท ค่าครุภัณฑ์ Furniture ตกแต่งภายใน ๑๖๐ ล้านบาท คือ Furniture ทีนี้ก็สร้างศูนย์ที่พะเยาได้ ๓ หลัง มีแถมบ้าน ผู้อำนวยการอีก ๓ ล้านบาท บ้านพักเจ้าหน้าที่ ๒๐ ห้อง ๕๘.๔ ล้านบาท นี่ตกห้องละ ๒.๙ ล้านบาทเลยนะครับ เว่อร์วังมาก งานปรับผังภูมิทัศน์ก็แพง ๓๗ ล้านบาท อันนี้ไม่แพง ได้อย่างไรไม่รู้ เพราะว่าแค่เสาไฟโซลาร์เซลล์ต้นละ ๖๘,๐๐๐ บาท คำถามคือเราเพิ่ม ศูนย์ปฏิบัติการไปแล้ว แต่จำนวนเครื่องบินเท่าเดิม และมันจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ได้อย่างไร

ในส่วนของงานไอซีทีมี ๒ โครงการ ปีนี้กรมฝนหลวงขอทำ App วิเคราะห์ ข้อมูลฝนหลวง ๗.๒ ล้านบาท ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาวิเคราะห์กันอย่างไร และทำไมต้องใช้ App ในการวิเคราะห์ ไม่รู้จะเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไร โครงการที่ ๒ Cyber Security ๖๕ ล้านบาท อันนี้พอถามเหตุผลความจำเป็นกรมฝนหลวงบอกว่าเว็บไซต์ แล้วก็ระบบ คอมพิวเตอร์ที่สำนักงานถูกโจมตีทางไซเบอร์เป็นหมื่น ๆ ครั้งต่อเดือน ซึ่งผมก็คาดการณ์ว่า มันน่าจะเป็นแค่ไวรัสหรือว่า Malware Ransomware ทั่ว ๆ ไป เหมือนที่คนใช้อินเทอร์เน็ต ทั่วโลกเขาเจอกันเป็นประจำ เพราะผมนึกไม่ออกว่าขโมยโจรมันจะไป Hack ข้อมูลฝนหลวง ไปทำหรืออะไร ข้อมูลกรมฝนหลวงก็ไม่ใช่ข้อมูลลับอะไร เปิดเผยได้อยู่แล้ว หน่วยงานอื่นๆ เขาทำ Cyber Security กัน ๔-๕ ล้านบาท ทำไมกรมฝนหลวงต้องทำสูงถึง ๖๕ ล้านบาททั้ง ๆ ที่ ข้อมูลหน่วยงานอื่นเขาสำคัญกว่าตั้งเยอะ ครุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นมาอีกในปีนี้ก็คือเครื่องตรวจ อากาศทางเคมีในชั้นบรรยากาศแบบเคลื่อนที่ติดบนหลังรถสำหรับตรวจวัด PM2.5 ในกรุงเทพฯ ๒๕๐ ล้านบาท ท่านประธานผมต้องตั้งคำถามครับ ทำไมเราต้องซื้อเครื่องนี้ ให้กรมฝนหลวง ทำไมเราไม่ซื้อให้กับกรมอุตุนิยมวิทยาแทน

อีกภารกิจหนึ่ง นี่เป็นอีกภารกิจหนึ่งที่กรมฝนหลวงกำลังให้ความสำคัญ มากเลย วันนี้การแก้ไขปัญหา PM2.5 แทบจะเป็นภารกิจหลักไปแล้ว ฝนกับฝุ่นหลักการ ของมันคือเมื่อเม็ดฝนมันตกลงมาแล้วมันไปกระทบหรือไปชนกับเม็ดฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ มันก็จะพาเม็ดฝุ่นตกลงพื้นไปด้วย แต่ PM2.5 มันเป็นฝุ่นที่เล็กมาก เรามองด้วยตาเปล่า ยังไม่เห็นเลย มันจะต้องพึ่งโชคชะตาฟ้าดินมาก ๆ เลยเพื่อจะให้เม็ดฝนที่มันตกลงมาไปชน กับเม็ดฝุ่นตรง ๆ ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายฉบับเลยที่บอกว่าฝนสามารถช่วยแก้ปัญหา ฝุ่น PM2.5 ได้น้อยมาก ๆ หากฝนตกตามปกติแบบต่อเนื่อง ๑ ชั่วโมง จากงานวิจัย หลายฉบับแสดงให้เห็นว่ามันสามารถลดปริมาณฝุ่นในอากาศได้ ๑.๔๕ เปอร์เซ็นต์ หรือบางฉบับอาจจะพูดไปถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยมาก ๆ อยู่ดี แต่ถ้าตกหนักจริง ๆ ตกหนักต่อเนื่องก็จะช่วยลดความเข้มข้นของฝุ่นละอองได้ ๘.๗ เปอร์เซ็นต์ หรือในบางฉบับ อาจจะไปถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราไม่ต้องหวังถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เราหวังแค่ให้การทำ ฝนเทียมมันเกิดฝนตกหยิม ๆ ได้ก็พอแล้ว ท่านประธาน ฝนเทียมเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์จริง พิสูจน์หลักการในทางวิทยาศาสตร์ได้แน่นอน แต่การทำเป็นรูปธรรมจริง ๆ ทำให้เกิดฝนจริง ๆ ในปริมาณมากมันยากมาก ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่บินมาหาเราเพื่อที่จะศึกษาเรื่องนี้ แต่พอกลับไปไม่มีประเทศไหนเขาเอากลับไปทำเลย นี่เป็นข้อมูลจากเว็บไซต์กรมฝนหลวงเอง เหตุผลก็เพราะอะไร เพราะว่าผลลัพธ์ของการทำฝนเทียมมันมีความไม่แน่นอนสูงมาก จนไม่คุ้มค่าที่จะทำ ประเทศอื่นเขาใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการไปเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำแทน หลายปีที่ผ่านมากรมอุตุนิยมวิทยาโลกได้รับทุนวิจัยจำนวนมากเลยจากประเทศสหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์เพื่อวิจัยเรื่องฝนเทียม แต่งานวิจัยที่ได้รับการยอมรับจริง ๆ ก็มีแค่การใช้ เครื่องพ่นกระแสลมร้อนซึ่งประเทศจีนทดลองทำที่อาจเพิ่มปริมาณน้ำฝนได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ผลลัพธ์ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ยังไม่มีความแน่นอน จึงไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนผลิตเครื่องยิงลมร้อน เยอะขนาดนั้น นิดเดียวท่านประธาน ถ้าเราดูสถิติปี ๒๕๖๗ คือปีที่แล้ว ปริมาณน้ำฝนที่ตก ลงมาบ้านเรา ๗๘๐,๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกรมฝนหลวงอ้างว่าปีที่แล้วสามารถทำฝนได้ ๑,๓๓๑ ล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าจริงอย่างที่กรมฝนหลวงว่าก็เป็นแค่ ๐.๑๗ เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอยู่แล้วเท่านั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่ตกลงมา ๑,๓๓๑ ล้านลูกบาศก์เมตร เราเก็บไว้ใช้ได้แค่ไหน เพราะปัญหาเดิมของเราก็คือเราไม่มีความสามารถในการจัดเก็บน้ำ ที่เป็นฝนตกลงมา เราเก็บได้ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ปีที่แล้วกรมฝนหลวงขึ้นบินไปโปรยสารเคมี บนฟ้าทั้งหมด ๒๒๗ วัน โดยช่วงเวลาที่ขึ้นบินถี่ ๆ ก็คือพฤษภาคมถึงตุลาคม อันนี้ต้อง ดอกจันไว้นิดหนึ่งว่านั่นเป็นช่วงฤดูฝน ในการขึ้นบิน ๒๒๗ วันกรมฝนหลวงอ้างว่ามีรายงานว่า ฝนตก ๒๑๙ วัน หรืออัตราความสำเร็จอยู่ที่ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ เราจะเชื่อ ก็ได้ถ้าเรายอมรับว่าในปีที่แล้วกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศผิดพลาดไปถึง ๒๑๙ วัน เราจะเชื่อแบบนั้นก็ได้ ผมเข้าใจถึงความตั้งใจและเจตนาที่ดีของหน่วยงานครับท่านประธาน แต่มันจะไม่ดีกว่าหรือถ้าเราเอาเงิน ๒,๗๐๐ ล้านบาทที่กรมฝนหลวงได้ไปเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ ที่เก็บได้จริง ๆ เก็บได้แน่ ๆ เห็น ๆ ไม่ต้องพึ่งความเชื่อ ไม่ต้องพึ่งความศรัทธา ฝากเป็น ข้อสังเกตไว้เพื่อบันทึกในที่ประชุม ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ขอเชิญคุณปทิดา ตันติรัตนานนท์ ครับ

นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขออภิปรายร่วมในมาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรปี ๒๕๖๙ เป็นจำนวนเงิน ๖๓,๒๑๙.๔๐ ล้านบาท แต่วันนี้ดิฉันขอโฟกัสไปยังกรมชลประทานซึ่งได้รับการจัดสรร งบประมาณเป็นจำนวนเงินถึง ๔๐,๕๕๘.๔๕ ล้านบาท แล้วเราก็จะย่อยลงไปอีก เราไปอยู่ใน หมวดแผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งได้รับ การจัดสรรงบประมาณไปถึง ๓๗,๖๓๗.๗๒ ล้านบาท ถ้าเราดูเงินงบประมาณจำนวนขนาดนี้ เราก็ต้องมองว่าวันนี้ประเทศไทยของเราน่าจะมี การบริหารจัดการน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่พอดิฉันไปดูในรายละเอียดปลีกย่อยลงไป เราจะเห็นว่าในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ที่ดิฉันอยู่ เราได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณลงไป จำนวน ๘๒๘ ล้านบาท ในการจัดสรรงบประมาณแจ้งว่าครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมจำนวน ๓.๑ ล้านไร่ แล้วเราก็มาดูย่อยลงไปอีกว่าในการจัดสรรเงินงบประมาณลงไปที่จังหวัดสุรินทร์ มูลค่า ๘๒๘ ล้านบาท ในพื้นที่ชายแดนของดิฉันเอง ตั้งแต่อำเภอบัวเชด อำเภอกาบเชิง อำเภอพนมดงรัก อำเภอสังขละ ที่ดิฉันพูดอ้างอิงไปถึงการอภิปรายเมื่อวานนี้ว่าทำอย่างไร ให้คนชายแดนได้มีความแข็งแรง เราก็รู้สึกแปลกใจมากขึ้นไป ในพื้นที่ ๔ อำเภอที่ดิฉัน ได้พูดถึงเมื่อสักครู่หนึ่งเราได้รับการจัดสรรงบประมาณลงไปแค่ ๔ โครงการ เป็นมูลค่า งบประมาณแค่ ๕๐ ล้านบาท ในพื้นที่ ๔ อำเภอที่ดิฉันได้พูดถึงคือพื้นที่ต้นน้ำทั้งหมด เป็นพื้นที่ต้นน้ำตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก เราคาดหวังว่าในการจัดทำงบประมาณควรจะ เป็นการจัดทำงบประมาณตั้งแต่ต้นน้ำ ก็คือพื้นที่ต้นทางตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก แต่งบประมาณทั้งหมดที่จัดสรรลงไปกลับไปอยู่ปลายน้ำ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าบุคลากร ในการจัดทำงบประมาณมีความเข้าใจในระบบการจัดการน้ำบ้างหรือไม่ เพราะฉะนั้นวันนี้ ดิฉันอยากจะฝากไปถึงสำนักงบประมาณ ฝากไปถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการจัดทำ งบประมาณในครั้งต่อไป ท่านควรจะพิจารณาตามลักษณะของพื้นที่ ไม่ใช่คิดไปเองว่า ในการจัดสรรงบประมาณไปแล้วจะแก้ปัญหาน้ำได้ ท่านไปจัดการปัญหาท้ายน้ำ มันไม่สามารถ แก้ปัญหาได้ ต้นน้ำเราก็ยังเกิดความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำเหมือนเดิม ปลายน้ำก็รับน้ำ น้ำก็ยังท่วมเหมือนเดิม เราไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มรูปแบบ แล้วก็ดิฉันมองไป อีกจุดหนึ่ง คือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แผนงานยุทธศาสตร์การบริหารจัดการที่ดินและ ทรัพยากรดิน งบประมาณจริง ๆ อาจจะมองว่าน้อยนิดมาก ๑,๕๐๗,๖๐๐ บาท ถึงแม้จะมองว่า เป็นงบประมาณที่น้อยมาก แต่ดิฉันก็เกิดข้อสงสัยว่ากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชื่อกรมก็มี ความชัดเจนคือตรวจบัญชี แล้วท่านจะไปมีหน้าที่อะไรในการบริหารจัดการที่ดินแล้วก็ ทรัพยากรดิน เราก็ไม่แน่ใจว่าในกระทรวงอื่น ๆ จะมีงบประมาณลักษณะอย่างนี้แอบแฝง ไปอยู่มากมายขนาดไหน เพราะฉะนั้นวันนี้ดิฉันจึงมองว่าการจัดทำงบประมาณ ถ้าเรายังทำ งบประมาณในลักษณะเดิมอย่างนี้ทุกปี ดิฉันก็มองว่าปัญหาที่เรามีอยู่น่าจะไม่มีการแก้ไข อะไรเลย ก็ขออนุญาตฝากเรียนไปถึงสำนักงบประมาณ ไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ให้ท่าน ช่วยตรวจสอบ แล้วก็ดูความถูกต้อง ความเป็นจริงของการทำงบประมาณเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน เพราะทุกครั้งที่เราลงไปเราจะเห็นว่าป้ายที่ติดตาม โครงการต่าง ๆ เขียนชัดเจนว่างบประมาณเหล่านี้เกิดจากเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ดิฉันก็อยากให้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนของเราได้รับการใช้จ่ายอย่างถูกต้อง ตรงตาม วัตถุประสงค์ และเกิดประโยชน์สูงสุดให้กับพี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล ครับ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล อ่างทอง 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดอ่างทองครับ ผมต้อง ขอบคุณท่านประธาน ขออนุญาตรบกวนเวลาสภาสั้น ๆ ใน ๒ ประเด็นในการพิจารณาของ งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยากจะตั้งคำถามถึงท่านประธานฝากไปยัง ท่านกรรมาธิการใน ๒ กรมหลัก ก็คือกรมการข้าวซึ่งได้รับพิจารณาจัดสรรงบประมาณไปถึง ๓,๘๐๐ กว่าล้านบาท ในไส้ใน ๓,๘๐๐ กว่าล้านบาท ก้อนใหญ่ก็คือแผนยุทธศาสตร์ การเกษตรสร้างมูลค่า ได้รับจัดสรรงบประมาณไปประมาณ ๓,๓๐๐ ล้านบาท ผมก็ไปดูไส้ในว่าในกรมการข้าวเขาของบประมาณมา ๓,๓๐๐ กว่าล้านบาทมันเป็น เรื่องอะไรบ้าง ก็คงไม่แปลกใจถ้าหากว่าใน ๓,๓๐๐ กว่าล้านบาทมันเอาไปเพื่อที่จะไปพัฒนา เอาไปปรับปรุงพันธุ์ข้าว หรือเอาไปช่วยในการลดต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกร เพราะว่าวันนี้ เสียงของพี่น้องเกษตรกรชาวนาดังทั้งแผ่นดินแล้ว แต่แปลกใจไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสมาชิก ที่ช่วยกันสะท้อนปัญหา หารือต่อราคาสินค้าทางการเกษตรที่มันตกต่ำ หรือแม้กระทั่ง ในการพิจารณางบประมาณวาระที่หนึ่งหรือวาระที่สองในวันนี้ เพื่อนสมาชิกเกือบครึ่งหนึ่ง ที่อภิปรายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็พูดถึงเรื่องของราคาสินค้าทางการเกษตรที่มัน ตกต่ำ ก็อดถามไม่ได้ว่าในกรมการข้าวท่านได้รับจัดสรรงบประมาณไป ๓,๓๐๐ กว่าล้านบาท แต่พอมาดูไส้ใน ใน ๓,๓๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ในโครงการผลิต และกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งถ้าตามเรื่องดูจากชื่อโครงการแล้วมันก็ควรที่จะเป็นการไป ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อที่จะเอาไปปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ข้าว หรือไปยกระดับพัฒนาสายพันธุ์ ข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ เพื่อให้มันต้านทานกับโรค ไม่ว่าจะเป็นศัตรูพืช หรือไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา สายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่มันจะช่วยลดในการใช้น้ำในการปลูก หรือเป็นสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่จะไปสร้าง มูลค่าเพิ่มให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ แต่แปลกใจในงบ ๑,๙๐๐ ล้านบาท เกือบ ๑,๗๐๐ ล้านบาท เป็นงบครุภัณฑ์ที่ดินแล้วก็สิ่งก่อสร้าง เอาไปซื้อรถบรรทุก ค่าสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เท่ากับเหลือ เนื้องานจริง ๆ ที่จะไปลงเป็นเม็ดงานเพื่อที่จะเอาไปทำเมล็ดพันธุ์ข้าวเหลือเพียงแค่หลัก ไม่กี่ร้อยล้านบาทเท่านั้นเอง คำถามผมก็คือทางกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วได้สอบถาม กรมการข้าวถึงการใช้เงินงบประมาณ ๓,๓๐๐ กว่าล้านบาท ตรงนี้หรือเปล่าว่าสรุปสุดท้าย เงินตรงนี้มันจะไปลงถึงพี่น้องเกษตรกรในการยกระดับ ปรับปรุง พัฒนาพันธุ์ข้าวได้อย่างไร แล้วก็ต้องบอกกับท่านประธานในช่วงปีที่ผ่านมานั้นพี่น้องเกษตรกรชาวนาในหลายจังหวัด อ่างทองบ้านผมก็มี ได้รับจัดสรรพันธุ์ข้าว ให้พี่น้องเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนแล้วก็ซื้อพันธุ์ข้าว จากทางกรมการข้าวในราคาถูก แต่ปริมาณมันไม่ได้สอดคล้องกับจำนวนที่ชาวบ้านเขาปลูก เลยครับ ไม่ได้สอดคล้องทั้งในแง่ของจำนวนรายของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับ ไม่สอดคล้อง ทั้งในแง่ของปริมาณต่อรายที่ได้รับ ทางเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดเขาก็ทำได้แต่เพียงแค่ เอาไปเฉลี่ย เอาไปเกลี่ย เอาไปแบ่ง คนหนึ่งได้ไม่กี่ถังครับท่านประธาน ตรงนี้ทั้ง ๆ ที่ได้รับ เงินงบประมาณไป ๓,๓๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็อยากที่จะเห็นเม็ดเงินงบประมาณตรงนี้ ลงไปถึงพี่น้องเกษตรกรชาวนาให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย ให้มันเห็นผลของการทำงาน ในการยกระดับปรับปรุงคุณภาพพันธุ์ข้าว ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต ในการแจกจ่ายพันธุ์ข้าวให้มากขึ้นในปีนี้ ต้องถามกรรมาธิการว่าได้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ และกรมการข้าวทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตอบเราว่าอย่างไร

กรมที่ ๒ กรมชลประทาน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ได้รับเงินจัดสรรไปเป็นอันดับ ต้น ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับจัดสรร งบประมาณ ๖๒,๐๐๐ ล้านบาท เป็นของกรมชลประทาน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ที่กรมชลประทาน เราอยากเห็นอะไร พี่น้องประชาชน พี่น้อง เกษตรกรทั้งประเทศนั้นอยากจะเห็นการจัดการ แล้วก็แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำที่เราได้รับ เงินงบประมาณเป็นหมื่นล้านบาทแบบนี้ทุกปี ปีที่แล้วผมก็จำได้ผมก็ลุกขึ้นพูด ปีก่อนหน้านี้ ผมก็ลุกขึ้นพูดเรื่องชลประทาน ได้รับเงินงบประมาณปีหนึ่งหลักหลายหมื่นล้านบาท ช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้รับเงินไปเป็นหลักหลายแสนล้านบาท หลักหลายล้านล้านบาทแล้ว ถามว่าเงินงบประมาณตรงนี้ได้นำลงไปเพื่อที่จะเอาไปแก้ไขปัญหาให้มันเกิดความยั่งยืน เพื่อที่จะสร้างแหล่งน้ำให้กับพี่น้องเกษตรกรได้มากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงการแก้ไขปัญหา เรื่องของน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเราก็รู้แล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้ พื้นที่ทางภาคเหนือเกิดน้ำท่วม เดี๋ยวอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าพื้นที่ทางจังหวัดอุบลราชธานี ก็จะเกิดน้ำท่วม อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ไล่มาตั้งแต่นครสวรรค์ มาอุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ลงมาถึงปทุมธานีก็จะเกิดปัญหาเรื่องของน้ำท่วม แผนของการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำอย่างยั่งยืนได้มีการจัดสรรงบประมาณตรงนี้ไปในการแก้ไข ปัญหา แล้วก็สร้างระบบสร้างแหล่งน้ำให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืนด้วยหรือไม่ ก็รบกวนท่านประธานฝากไปยังท่านกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงใน ๒ ประเด็นของ ๒ กรม กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณนพพล เหลืองทองนารา ครับ

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก คนพรหมพิรามครับ วันนี้ผมเองขออนุญาตที่จะได้พูดถึงในส่วนของ มาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งตามที่ทางคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไข ผมเองก็จะขอพูดในส่วนตรงนี้ แต่ในสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้แก้ไขมาผมก็เห็นสอดคล้องด้วย ผมขอพูดในภาพรวม ๆ ในส่วนของกรมชลประทานก่อน ของกรมชลประทานถือว่า กรมชลประทานเป็นกรมหนึ่งที่ค่อนข้างจะโชคดี แล้วก็เป็นกรมที่ทุกคนให้ความเอาใจใส่ เป็นกรมที่มีแต่งบจะเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ แต่ว่าในเนื้อในบางทีพวกเราจำเป็นที่จะต้องขอ ตัดทอนลง โดยเฉพาะในส่วนของประสิทธิภาพในการทำงานของทางกรมชลประทาน ยกตัวอย่างเช่นเอาแค่เรื่องของแผนการส่งน้ำ จริง ๆ แล้วแผนการส่งน้ำทำไมไม่เชื่อเกษตรกร บ้างเลย เกษตรกรต้องการที่จะให้แผนการส่งน้ำในฤดูนาปีได้มีความยืดหยุ่น มิใช่ว่าจะใช้ หลักเดิม เพราะทุกครั้งที่กรมชลประทานดำเนินการออกมาในเรื่องของแผนการส่งน้ำ นั่นก็คือว่าจะต้องให้กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าฤดูฝนก่อน แล้วท่านถึงจะมีการกำหนด แผนส่งน้ำในฤดูนาปีออกมา แต่ว่าในบางครั้งในแต่ละพื้นที่มันที่ลุ่มที่ต่ำ อย่างปีนี้เห็นได้ ชัดเลย ทางกรมอุตุนิยมวิทยาเอย ทาง GISTDA เอย ทางกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศเอย เขาเองเขาก็บอกว่าปีนี้ฝนจะมาไว แต่กรมชลประทานก็ยังยึดจากเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เข้าในเรื่องของแผนยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งท่านเองถือว่า ท่านทำไม่ประสบความสำเร็จเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็เห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการที่ตัดลด ของกรมชลประทานไป

๒. ในส่วนของกองทุนจัดรูปที่ดินของกรมชลประทาน ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ที่อยู่ในกรมชลประทานที่มีการแก้ไข เพราะว่าในเรื่องของประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน เพราะว่าทุกวันนี้จริง ๆ แล้วทางกองทุนจัดรูปที่ดินมีส่วนสำคัญในการที่จะทำให้ พี่น้องเกษตรกรนั้นประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในเรื่องของค่าน้ำมันในการจะสูบน้ำเข้านา สูบน้ำออกนา เพราะว่ากองทุนจัดรูปที่ดินจะเป็นการทำคูคลองไปถึงหัวไร่ปลายนาของพี่น้อง แต่ทุกวันนี้ประสิทธิภาพที่ท่านวางไว้ทั้งตามแผนยุทธศาสตร์ก็ตามว่าท่านกำหนดไว้กี่ปี ท่านจะมีพื้นที่ที่กองทุนจัดรูปที่ดินจะเข้าไปดูแลเฉลี่ยแล้วปีหนึ่งหลายหมื่นไร่ แต่ว่า ในความเป็นจริงที่ท่านได้ทำท่านทำได้น้อยมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่าท่านใช้เงิน ไม่ได้ประสิทธิภาพตามที่ได้มีการกำหนดไว้นะครับ

๓. ในส่วนของกรมการข้าว ผมเองอยากจะขอฝากถึงกรมการข้าวเมล็ดพันธุ์ ที่มีสมาชิกหลายท่านพูดไปแล้วว่าท่านทำได้ไม่เท่ากับสิ่งที่เกษตรกรนั้นต้องการ แต่อีก สิ่งหนึ่งพวกเราสงสัยว่าทำไมเมล็ดพันธุ์ของกรมการข้าวไปปรากฏอยู่ในร้านค้าเอกชนที่ขาย เมล็ดพันธุ์พืช แล้วที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็ฝากถึงกรมวิชาการเกษตรด้วยว่าในเมล็ดพันธุ์ที่ขาย อยู่ตามร้านค้ามีจำนวนไม่น้อยที่เมล็ดพันธุ์นั้นไม่ได้คุณภาพ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่เป็นแผนงาน ของท่านที่ทางกรรมาธิการได้มีการแก้ไขท่านจะไปโทษกรรมาธิการไม่ได้ว่าทำไมถึงมาตัด ของท่าน ท่านต้องมองย้อนดูในประสิทธิภาพของท่านเองนะครับ

และสุดท้ายในเวลาที่เหลืออยู่นี้ผมอยากจะขอกล่าวถึงสำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรท่านต้องพึงสำนึกไว้ให้ดี นั่นก็คือว่าในสิ่งที่เป็น ตัวเลขที่เป็นผลรวม ผลเฉลี่ยของผลผลิตแต่ละตัว ๆ ทุกวันนี้ท่านใช้ตรงไหนมาคำนวณ เพราะว่าในความเป็นจริงทั้งที่มีหน่วยงานอื่นได้มีการสอบถาม ได้มีการยืนยันแล้ว ไม่ต้อง อะไร อย่างข้าวโพดที่เห็นกันชัด ๆ ตามข้างกระสอบปุ๋ย ข้างกระสอบของเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ก็บอกว่าสามารถเพาะปลูกได้ต่อไร่จะได้ผลผลิต ๑,๐๐๐ กว่ากิโลกรัมทั้งนั้น แต่พูดถึงว่า ผลผลิตเฉลี่ยของท่านยังอยู่ที่ ๗๐๐ เพราะฉะนั้นถ้าตัวเลขของท่านเป็นตัวเลขที่ผิดพลาดไป ผู้บริหารรัฐบาลเขาก็จะได้ตัวเลขที่ผิด ๆ แล้วก็จะได้มีการกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดด้วย เพราะฉะนั้นแล้วท่านถือว่าเป็นตัวจักรสำคัญในการที่จะมีการกำหนดนโยบายในการแก้ไข สินค้าเกษตร เพราะฉะนั้นขอให้ท่านได้ปรับปรุงในเรื่องของผลผลิตทางการเกษตรเฉลี่ยต่อไร่ ด้วยเถอะครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายไชยา พรหมา รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการอภิปรายในวาระที่สอง ของมาตรา ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีการปรับลดงบประมาณ ที่ผมไม่ได้แปรญัตติในมาตรานี้ไว้ เนื่องจากเป็นกระทรวงที่สำคัญที่ดูแลปากท้องของพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ของประเทศ ที่ผมใช้เวลาของสภาแห่งนี้ขึ้นมาอภิปรายก็เพราะว่าตอนนี้พี่น้องเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา เดือดร้อนมาก ผลผลิตทางการเกษตรต้องเรียนกับท่านกรรมาธิการ งบประมาณเลยว่าตกต่ำทุกตัว รวมถึงท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีที่อยู่ในสภาแห่งนี้ด้วย โดยเฉพาะเขตอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีของผมพี่น้องเกษตรกรชาวนาตอนนี้เดือดร้อน มาก ๆ ลงพื้นที่ตอนนี้พี่น้องเกษตรกรชาวนาบ่นกันมาก สมัยก่อนช่วง ๔ ปีสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะได้โครงการประกันรายได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท หมายความว่าเราไม่ได้ประกันราคา ไม่ได้ไปแทรกแซงกลไกราคาข้าวในตลาด แต่ว่าเราใช้ โครงการประกันรายได้ หมายความว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าขายข้าวได้เกวียนละ ๗,๐๐๐ บาท ก็ไปรับรัฐบาลผ่าน ธ.ก.ส. ๓,๐๐๐ บาท แต่ตอนนี้ข้าวราคาเกวียนหนึ่ง ๕,๐๐๐ กว่าบาทเอง แล้วถามว่า ๔,๐๐๐ กว่าบาทไปรับกับใคร เกษตรกรไม่มีรายได้เพิ่มเติมเลย เพราะว่า โครงการประกันรายได้ไม่มีในสมัยนี้ที่รัฐบาลเราไม่ได้มีงบประมาณในการที่จะไปช่วย เกษตรกรชาวนา ฉะนั้นตอนนี้ขายข้าวได้เกวียนละ ๕,๐๐๐ กว่าบาท พี่น้องเกษตรกร ตอนนี้ได้บ่นกันมากเลยต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นไม่ว่าปุ๋ย ยา ค่าแรง แต่ว่าราคาข้าวได้ ๕,๐๐๐ กว่าบาท ๖,๐๐๐ บาท บางรายบอกผมว่าได้ ๕,๑๐๐-๕,๒๐๐ บาทก็มี ตอนนี้ถามว่า เศรษฐกิจมันแย่เพราะอะไร เศรษฐกิจมันแย่เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรไม่มีเงิน แล้วถามว่า แล้วเราจะทำให้เศรษฐกิจดีได้อย่างไร ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็อยู่บนบัลลังก์ เป็นกรรมาธิการงบประมาณด้วย ทั้งรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เกษตรกรไม่มีเงิน ไม่ว่าจะเป็นชาวนาข้าว ชาวไร่มัน มันเมื่อก่อนตันหนึ่ง ๓,๐๐๐ กว่าบาท ตอนนี้เหลือตันละ ๖๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ตอนนี้ชาวไร่ชาวนารายได้ไม่มี ท่านทำอย่างไรก็ได้ ให้เกษตรกรมีเงิน เศรษฐกิจมันดีขึ้นมาเอง แต่ถ้าทำให้เกษตรกรไม่มีเงิน ไม่มีทางเลย ที่เศรษฐกิจจะดีขึ้นได้ ผมมาอภิปรายตรงนี้ก็เพราะว่าอยากจะเห็นกรรมาธิการงบประมาณ มีการเอางบที่รีดไขมันจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ มาเติมให้กระทรวงต่าง ๆ ท่านดู กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ ๒๐ ล้านบาท วันนี้ก็มีข่าวดีคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ท่านอรรถกรประกาศช่วยค่าผลผลิตตันหนึ่ง ๑,๐๐๐ บาท ทราบว่าจะให้ทั้งนาปีแล้วก็นาปรัง ก็ต้องขอบคุณด้วย แต่ไม่พอ ไร่หนึ่งหรือเกวียนหนึ่งได้ ๑,๐๐๐ บาท แล้วอีก ๓,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาท ไปรับกับใคร วันนี้ทุกอย่างมันขึ้นหมด ก็คิดว่าทางกรรมาธิการงบประมาณจะนำงบประมาณที่รีดไขมันต่าง ๆ มาให้กับกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เพื่อมาอุดหนุนราคาข้าว ช่วยปัจจัยการผลิตให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวนา เกวียนหนึ่งอีก ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ได้ไหม รวมกับที่ประกาศไปเมื่อ ๒-๓ วันนี้ อีก ๑,๐๐๐ บาท รวมกันได้สัก ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท ก็จะทำให้เกษตรกรชาวนา ลืมตาอ้าปากได้ เพราะว่าเขตจังหวัดราชบุรีโดยเฉพาะอำเภอบ้านโป่งของผมท่านประธาน เขตอุตสาหกรรมมี เขตเกษตรกรรมมี แล้วก็เขตเกษตรกรรมปลูกข้าวเป็นหลัก แล้วก็มีชาวไร่อ้อยบ้าง แต่ว่า ตอนนี้ราคาข้าวตกต่ำมากพี่น้องเกษตรกรบ่นกันมาก ลงพื้นที่บ่นทุกวัน ฝากท่านที่เป็น ท่านรัฐมนตรีด้วย แล้วก็เป็นกรรมาธิการงบประมาณด้วย ฝากดูครับ วันนี้ท่านทำ งบประมาณอย่างนี้มาแล้วแก้ไขไม่ทัน ก็ฝากท่านไปดูงบประมาณที่จะสามารถมาช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรชาวนาได้จากส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็นงบกลาง ก็อาจจะเข้าใจว่าถ้าท่าน ไม่สามารถที่จะใช้แปรญัตติมาลงให้กับชาวนาได้กลัวผิด มาตรา ๑๔๔ หรือไม่ อย่างไร ก็ฝากท่านกรรมาธิการช่วยชี้แจงผมด้วยเราจะได้ไปช่วยชี้แจงพี่น้องเกษตรกรชาวนาว่าเงินที่ มีอยู่ ที่เรารีดไขมันมาไม่สามารถนำมาช่วยเกษตรกรชาวนาได้เพราะอะไร กลัวผิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ หรือไม่ แล้วท่านจะใช้งบประมาณจากตรงไหนมาช่วยพี่น้อง เกษตรกรชาวนาเพิ่มเติม ก็ขอให้ท่านได้ช่วยชี้แจงในโอกาสนี้ด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ

นายขจิตร ชัยนิคม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุดรธานี ท่านประธานครับ ในงบประมาณมาตรานี้ มาตรา ๑๔ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอยู่ทั้งหมดปรับแล้วบวกเข้าไป ๒๐ ล้านบาท รวมเป็นทั้งหมด ๖๓,๒๑๙ ล้านบาท จะพูดอย่างไร ไม่ว่าจะท่านกรรมาธิการหรือระบบทั้งระบบ รัฐบาลทั้งรัฐบาลแก้ปัญหา ไม่ได้หรอก เพราะว่างบประมาณนี้มันใช้ระบบเดิม ๖๓,๑๑๙ ล้านบาท เป็นค่าบุคลากร ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงเงินเดือนข้าราชการและเงินบุคลากรทั้งหมด เฉพาะในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คูณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ออกมาเป็น ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำอย่างไร เหลือนิดเดียว ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะไปแก้ปัญหาของเกษตรกรทั้งหมดไม่ได้ ยิ่งมีสภาวะผลกระทบจากโรคเข้ามาอีกแก้ไม่ได้หรอก ระบบงบประมาณแบบเดิม ๆ ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไร ต้องทำแบบปฏิวัติ ปฏิวัติเลย เปลี่ยนรูปแบบเยอะ ๆ ซึ่งผมเสนอความเห็นไว้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผมเคยพูดกับ ชาวนาที่อุดรธานี ผมเคยพูดกับชาวสวนที่จันทบุรี ผมบอกว่าถ้าไม่มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเดือดร้อนไหม เขาบอกเขาไม่เดือดร้อน ผมไปเดินดูชาวสวน ชาวนา ไม่มีอะไรได้รับจาก ข้าราชการเลย ราคาตกเขาก็เรียกร้องว่าตกก็ไม่ได้ เงินไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ที่จะช่วยชาวนา ก็ไม่มีสตางค์ ไม่มีเงิน ถ้าสมมุติว่ายุบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งหมดไม่ต้องมีข้าราชการ ได้ไหม ได้ ได้เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาให้ทำอะไรก็ได้หมดถ้าจะช่วยชาวนา เอาคนที่ไหน ไปประสานงาน ก็ อบต. ท้องถิ่นก็ไปประสานงานสิถ้ามีงบประมาณ ถ้าอย่างนี้ที่ผมพูดแก้ได้ แต่ท่านบอกทำไมพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก็ไม่ทำก็เป็นไปไม่ได้ มาพูดอยู่นี่ ๒ วัน ๒ คืน ก็แก้ไม่ได้ เพราะมันอยู่ในระบบเดิม ไม่ว่ากรรมาธิการจะอธิบายอย่างไรระบบโครงสร้างเดิม มันยังอยู่ไม่ยอมแก้ไข ต้องปฏิวัติระบบการจัดงบประมาณถึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ท่านประธานครับ ผมพยายามช่วยเหลือเกษตรกร ท่านทราบไหมครับ เพียงแต่บอกว่าจะให้ ชาวนาใช้หัวไร่ปลายนารวมกันได้ ๑,๒๐๐ ไร่ต่อกลุ่ม แล้วจะตั้งโรงงาน ผมประสานโรงงาน จากประเทศจีนมาแล้วเขาพร้อมที่จะมาตั้ง ทำโรงงาน ๑ โรงงาน ๑,๒๐๐ ไร่ หญ้าเนเปียร์ ปลูกตามหัวไร่ปลายนา ถ้าไปประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วไม่มีทุนที่จะให้ เกษตรกร กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรที่จะให้เกษตรกรฟรีรายละ ๗๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่มีทุนให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีกองทุนอยู่ ๒ กองทุนก็ไม่สามารถใช้ในการที่ให้เกษตรกร ปลูกหญ้าเนเปียร์คนละ ๑๐ ไร่ คนละ ๒ ไร่ ก็ทำแค่นี้เพื่อที่จะเปลี่ยนหญ้าเนเปียร์เป็น Wood Pellet ซึ่งเป็นที่ต้องการของโรงงานปูนซีเมนต์ แล้วก็เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ ประเทศจีนสามารถที่จะ Group ซินเจียง Group สามารถที่จะเอาทุนมาตั้งโรงงาน แล้วก็ ส่งผลิตภัณฑ์ไปใช้หนี้แทนก็ได้ แต่ผมทำอยู่นี่ ๒ ปีราชการยังไม่สามารถที่จะช่วยอะไรได้เลย กองทุนช่วยเหลือเกษตรกร ๒ กองทุนที่อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บอกว่ามีเงินเหลือ เป็นหมื่น ๆ ล้านบาท เกษตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปประสานยังไม่สามารถเข้าถึง เงินกองทุนนี้ได้เลย อย่าไปพูดถึงการแก้ปัญหาอื่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ต้องเปลี่ยนโครงสร้าง ทั้งหมดถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ ขอบคุณมากครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุดท้ายท่านสิริน สงวนสิน ครับ

นายสิริน สงวนสิน กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สิริน สงวนสิน ผู้แทนชาวกรุงเทพมหานครครับ ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังมาวัน ๒ วันนี้ เห็นทุกกระทรวงเลยมีขอจะทำเว็บไซต์บ้าง ขอจะทำ Application บ้าง แต่ละกระทรวง ก็ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาททั้งนั้นเลย ท่านประธานรู้ไหมสมัยนี้จะทำเว็บไซต์ จะทำเอไอ แทบจะไม่ต้องมีการลงทุนอะไรด้วยซ้ำ ถ้าจะต้องลงทุน ๑๐ ล้านบาทผมก็คิดว่ามันเป็น การหาเงินเข้ากระเป๋าชัด ๆ อันนี้ผมไม่อยากจะกล่าวหา แต่ว่าผมคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงนะ ผมจะพูดตรง ๆ ก็ได้ อย่างสมมุติว่าวันนี้เราจะทำ App เกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลอากาศ ใช่ไหม จริง ๆ ก็เข้าไปที่ Google Cloud ดู แล้วก็เข้าไปหา Vertex AI ใช่ไหม เขาก็จะบอก เลยว่าคุณต้องการวิเคราะห์ด้านทรัพยากรทางอากาศใช่ไหมครับ เขาคงจะแนะนำให้ใช้ พวก API ของ Satellite API ของ Meter Data แล้วก็มันน่าจะ State Forward มาก ๆ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินถึง ๗ ล้านบาท ยิ่งเราทำเป็นข้อมูล Public อย่างนี้ไม่ได้มีข้อมูล อะไรที่เป็นความลับใช่ไหม มันก็ไม่มีความต้อง Log In ไม่ต้องใช้อะไรที่มันเป็น Complex จริง ๆ ผมว่ามันทำง่ายมากเลย แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่จะพูดเกี่ยวกับกระทรวงนี้ เมื่อสักครู่ เห็นท่าน สส. รัฐบาลพูดเกี่ยวกับเรื่องข้าวเวียดนามกับข้าวไทยใช่ไหมครับ จริง ๆ เมล็ดพันธุ์ เวียดนามเขาโตดีกว่าไทยมาก แล้วก็ค่อนข้างแข็งแรงมากกว่า อย่างของไทยไร่ของเรา ต่อ ๑ เอเคอร์ เราโตได้ประมาณ ๒.๙ ตันต่อ ๑ เอเคอร์ แต่ของเวียดนามอยู่ที่ ๕.๕ ตัน ต่อ ๑ เอเคอร์ ท่านประธานรู้ไหมเพราะอะไรครับ เพราะว่าข้าวเขามีการพัฒนา และถึง คนไทย Import ของเวียดนามเข้ามาข้าวโตดีไม่มีที่ติ แต่สุดท้ายชาวนาก็ลำบากอยู่ดีครับ ชาวนาลำบากเพราะว่าโดนโรงสีกดราคา แล้วโรงสีกดราคาว่าอย่างไรรู้ไหมท่านประธาน เขาก็จะบอกว่าค่าเมล็ดพันธุ์นี้ยังไม่ถูกการขึ้นทะเบียนโดยกรมการข้าว เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้ว ถ้าอยากจะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดขั้นตอนการจดทะเบียนข้าวทุกวันนี้ ใช้เวลาเกือบ ๖ ปีกว่าจะผ่าน ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันจะนานขนาดนั้น จริง ๆ แล้วที่มันนาน ขนาดนั้นเป็นเพราะว่าเรามีเจ้าสัว มีคนที่เขาขายเมล็ดข้าวอยู่แล้วหรือเปล่าถึงไม่อยากจะไป รบกวนการทำมาหากินของเขา แต่จริง ๆ ถ้าสมมุติว่าอยากจะทำให้มันง่ายช่วยปล่อย เมล็ดพันธุ์ข้าวให้มัน Free Trade ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปกรรมาธิการจะได้ชี้แจง ขอเชิญกรรมาธิการครับ

นายธเนศ เครือรัตน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ธเนศ เครือรัตน์ กรรมาธิการ ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการฝึกอบรม สัมมนา ขออนุญาตตอบคำถาม

ท่านแรกคือท่านศนิวาร บัวบาน เรื่องโครงการ ๑ อำเภอ ๑ แปลงเกษตร อัจฉริยะของกรมการข้าว ๑ อำเภอ ๑ แปลงเกษตรอัจฉริยะของกรมการข้าวได้เสนอตั้ง งบประมาณไว้ประมาณ ๒๐๗ ล้านบาทเศษ เพื่อเป็นการพัฒนาระบบการปลูกข้าว โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ และขยายพื้นที่การใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ในการผลิตข้าว รวมถึงการสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการข้าวด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรแม่นยำสูงจากส่วนภูมิภาคเข้าสู่ส่วนกลาง การส่งเสริมการพัฒนากระบวนการ ผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะสูงครบวงจร การเพิ่มผลิตข้าวให้กับเกษตรกร โดยพื้นที่ เป้าหมายมีจำนวน ๕๐ จังหวัดใน ๑๐๐ อำเภอ ส่วนประเด็นที่ผู้อภิปรายได้มีความสงสัย ในเรื่องความโปร่งใสของหน่วยงานซึ่งก็อยู่นอกเหนือหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่จะเข้าไป ตรวจสอบ คงต้องให้เป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบโดยตรงเข้าไปตรวจสอบในประเด็นที่ท่านศนิวาร ได้มีข้อเคลือบแคลงสงสัย กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างก็จะต้องเป็นไปตามระเบียบของ กระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ อันนี้เป็นของ ท่านศนิวาร

แล้วอีกท่านหนึ่ง ขออนุญาตท่านประธานผ่านไปถึงท่านกิตติภณ ปานพรหมมาศ ในเรื่องโครงการ ศพก. ของกรมส่งเสริมการเกษตร ในคณะอนุกรรมาธิการฝึกอบรม สัมมนา ได้มีข้อสังเกตว่าการฝึกอบรม สัมมนา ที่ไม่มีการฝึกภาคปฏิบัติควรปรับเปลี่ยนรูปแบบ การฝึกอบรม สัมมนา เป็นรูปแบบออนไลน์เพื่อให้เกิดความประหยัดและความคุ้มค่า ในการใช้จ่ายงบประมาณ แต่โครงการ ศพก. ของกรมส่งเสริมการเกษตรนั้นเป็นโครงการ อบรมที่ต้องมีภาคปฏิบัติจึงต้องใช้งบประมาณในการจัด การดำเนินงานโครงการศูนย์เรียนรู้ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการยกระดับภาคเกษตรกร ทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับ ศักยภาพและบริบทพื้นที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากเกษตรกรต้นแบบและการสนับสนุนบริการวิชาการอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตเกิดจากการดำเนินการใน ๓ มิติสำคัญคือ ๑. การลดต้นทุนการผลิต ๒. การเพิ่ม ผลผลิต ๓. การพัฒนาและมูลค่าเพิ่ม ส่วนที่ท่านกรรมาธิการได้สอบถามถึงความคุ้มค่า ของโครงการ ในโครงการมีการวัดผลสำเร็จ โครงการนี้ได้กำหนดตัวชี้วัดทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพดังนี้ครับ เชิงปริมาณเกษตรกรเป้าหมายจำนวน ๘,๘๒๐ ราย ได้รับ การถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนา เชิงคุณภาพร้อยละ ๗๕ ของเกษตรกรที่เข้าร่วมสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่ได้ติดตามและประเมินผลก็มีการเพิ่มขึ้น ของผลผลิต มีการลดต้นทุนต่อหน่วย และมีรายได้สุทธิ โดยพบว่าเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ประมาณ ๑๘,๓๒๗ บาทต่อปีต่อราย ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของโครงการในการยกระดับ ขีดความสามารถการแข่งขันของเกษตรกร และการส่งเสริมพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ กรรมาธิการได้ชี้แจงครบถ้วนแล้ว ต่อไปจะเป็นการลงมตินะครับ

นายธีระชัย แสนแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธาน ขอชี้แจงหน่อยครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านธีระชัยครับ

นายธีระชัย แสนแก้ว กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ท่าน สส. และคณะกรรมาธิการผู้สงวนคำแปรญัตติ ได้มีการอภิปรายไว้เยอะแยะ ถ้าหากว่าไม่ตอบมันก็จะเหมือนว่าเป็นการรวบรัดจนเกินไป ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกระทรวงใหญ่และเป็นกระทรวง ที่เป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่สามารถสร้างมูลค่ารายได้ให้กับประเทศชาติอย่างมากมาย ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพืช ในแต่ละชนิดมันก็มีองค์ประกอบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาเรื่องอะไรก็แล้วแต่ มีคำจำกัดความที่เราได้พูดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เยอะแยะ รวมทั้งผมด้วย เกษตรกรคือ กระดูกสันหลังของชาติ บางท่านก็บอกว่าเป็นกระดูกสันหลังผุ ๆ บางท่านก็บอกว่าเกษตรผลิต พาณิชย์ขาย และหลาย ๆ เรื่องมันเป็นองค์ประกอบทั้งหมดก็ไม่พ้น รัฐบาลนั่นละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการได้รับผิดชอบเกี่ยวกับ เรื่องงบประมาณนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งงบประมาณมา ๖๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งก็เป็นงบประมาณที่ได้ตั้งเพิ่มขึ้นมาพอสมควร เนื่องจากว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงใหญ่ มีหลายหน่วยงานที่คอยดูแลรับผิดชอบพี่น้องเกษตรกรในแต่ละด้าน ทั้งหมดเกือบ ๒๐ หน่วยงาน เพราะฉะนั้นเราพยายามในการที่จะปรับลดงบประมาณเพื่อให้ มันมีความจำเป็นจริง ๆ ในคณะกรรมาธิการ และมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อที่จะดูแล ในเรื่องนี้ กระผมอยากจะขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าที่ท่านกรรมาธิการ ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ซึ่งท่านได้อภิปรายคนแรกเมื่อคืนนี้ ผมอยากจะตอบคำถามของท่านว่า เกี่ยวกับกรณีประเด็นคำถามงบประมาณจัดซื้อครุภัณฑ์ในแผนยุทธศาสตร์และเกษตร สร้างมูลค่าจำนวน ๗,๓๘๗,๒๐๐ บาทนั้น คำชี้แจงก็คือว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รับจัดสรรงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ นี้ภายใต้แผนยุทธศาสตร์สร้างมูลค่าเพิ่มประสิทธิภาพ ในการจัดการสารสนเทศของเกษตร และบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ งบลงทุนครุภัณฑ์ จำนวน ๗,๓๘๗,๒๐๐ บาท เพื่อเป็นเครื่องมือในการสำรวจประโยชน์ในการจัดทำข้อมูลที่ สามารถอ้างอิงในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ รวมถึงบูรณาการข้อมูลพื้นที่เพื่อข้อมูลให้ถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งปัจจุบันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายในการทำพื้นที่แปลงใหญ่ ถ้าพื้นที่แปลงใหญ่ที่รวมเกษตรกรมารวมเป็นแปลงเดียวกันแล้วมันจะสามารถสำรวจได้อย่าง แม่นยำแล้วก็มั่นคงต่อไป ในกรณีที่มีรายได้เพิ่ม ปริมาณ คุณภาพ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการขายให้เป็นราคาดีได้ ท่านประธานที่เคารพ ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ที่ ท่านวิโรจน์ได้ถามมานั้น ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ๑ ชุด จำนวน ๑,๑๑๐,๒๐๐ บาท เป็นเครื่อง คอมพิวเตอร์ Notebook พร้อมชุดโปรแกรมสำหรับงานประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียม เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ขนาดใหญ่ และอุปกรณ์ประกอบด้วยครุภัณฑ์สำรวจ ๑ ชุด จำนวน ๖,๒๗๗,๐๐๐ บาท เป็นอากาศยานขับเคลื่อนเหมือน Drone ท่านประธานรู้จัก Drone ไหม กำลัง Hot เดี๋ยวนี้ นี่ล่ะก็สอบถามท่านวิโรจน์ไว้นะครับ

ประการที่ ๒ ท่านชุติมา คชพันธ์ ซึ่งเป็นกรรมาธิการเช่นเดียวกัน ก็ได้มี การถกเถียงกันคุยกันอยู่ในที่ประชุมแล้ว ท่านก็ได้สอบถามในที่ประชุมแห่งนี้ที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องโครงการเพิ่มประสิทธิภาพขยายระบบเตือนภัยเชิงพื้นที่เพื่อลดความเสี่ยงผลกระทบ ต่อกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จากความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศด้วยเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตและปัญญาประดิษฐ์เอไอ จำนวน ๓๕ ล้านบาท มีราคาไม่สมเหตุสมผล ท่านครับ โครงการนี้เพิ่มประสิทธิภาพถ้าผมจำได้เขาเสนอตั้งงบประมาณมา ๓๕ ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยพื้นที่ชายฝั่งเกี่ยวกับปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงจาก มาตรฐานโดยเทคโนโลยีดิจิทัลให้ทันสมัยในการเชื่อมโยง แจ้งข้อมูลเตือนให้กับเกษตรกร แล้วก็สามารถลดความเสี่ยงต่อตรงนี้ได้ และทางคณะกรรมาธิการก็ได้มีการปรับลดจาก ๓๕ ล้านบาท ปรับลดจำนวนดังกล่าว ๘,๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท คงเหลืออยู่ ๒๖ ล้านบาทเศษ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ

และในส่วนท่านเลาฟั้งในงานอบรมสัมมนาที่ท่านได้อภิปรายจำนวนเงิน ๓๔๘ ล้านบาท ๖ หน่วยงานนั้น ในส่วนนี้ก็เยอะเกินความเป็นจริงหรือไม่ ในส่วนงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ นั้นในการฝึกอบรม สัมมนา ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี ๖ หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงาน สศก. กรมพัฒนาที่ดิน ทั้งหมดรวม ๓๕๕,๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ๆ และลดลงจากปีที่แล้วปี ๒๕๖๘ จำนวน ๑๔๘,๗๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ลดลง ๒๙ เปอร์เซ็นต์ โดยในงบประมาณปี ๒๕๖๙ รัฐบาลได้มีนโยบายในการปรับลดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม เกือบทุกคณะ และตรงนี้ก็ปรับลงเหลือเยอะเลยทีเดียว ซึ่งมันมีรายละเอียดอยู่ในตรงนี้ อยู่แล้ว

แล้วก็ท่านณรงเดช อุฬารกุล โครงการสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวของกรมการข้าว ขอรับจัดงบประมาณเพิ่มทุกปี แต่ทำไมผลผลิตก็เท่าเดิม โครงการผลิตและกระจาย เมล็ดพันธุ์ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ งบประมาณจำนวน ๑,๙๑๑ ล้านบาทเศษ ๆ นั้น กำหนด เป้าหมายผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีจำนวน ๑๐๔,๐๐๐ กว่าตัน เพื่อดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว คุณภาพดีให้เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าว วิจัย และพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวให้ตรงกับความต้องการ ของตลาด ในปี ๒๕๖๖ ดำเนินการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวจำนวน ๑๑๕,๕๖๖ ตัน เป้าหมาย ๙๕,๐๐๐ ตัน และปี ๒๕๖๗ จำนวน ๙๔,๑๓๗ ตัน เป้าหมาย ๙๘,๙๖๐ ตัน และในปี ๒๕๖๘ เป้าหมายจำนวน ๑๓๔,๐๐๐ กว่าตัน อันนี้ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือมันก็ต้องมีเป้าหมาย การกระทำมีเป้าหมาย ถ้าถดถอยก็คงไม่มีใครทำ

แล้วก็ท่านณัฏฐ์ชนน ท่านตั้งประเด็นคำถามที่ได้ฟังอยู่สักครู่นี้เกี่ยวกับ การต้องห้ามที่ทำให้การส่งออกทุเรียนถูกแล้วครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ทุเรียน ที่ส่งออกไปทางด่าน ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ ก่อนวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ ถูกตีกลับจากจีน และตกค้างอยู่ที่ด่านฝั่งไทยตั้งแต่วันที่ ๑๐-๑๕ มกราคม มีความเสียหาย ไปแล้ว ๑๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๕ ล้านบาทต่อตู้ทุเรียน ในปี ๒๕๖๙ ได้เสนอตั้งงบประมาณ คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่กรมวิชาการเกษตรได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการ ยกระดับสินค้ามูลค่าสูง ก็คือเราจะต้องมีเครื่องตรวจ ตรวจสอบสารแคดเมียมตกค้าง ปนเปื้อน หลาย ๆ เรื่อง ไม่ใช่เฉพาะทุเรียนอย่างเดียวเวลาเราส่งออก ถ้าไม่มีคุณภาพ เขาเอาคืนเลยทุกเรื่อง ในตัวนี้ก็เหมือนกัน เครื่องอย่างนี้มันต้องมีความจำเป็นที่ต้องซื้อมา เพื่อที่จะวัดคุณภาพ

แล้วก็สุดท้ายจากเพื่อนสมาชิกที่ได้มีการพูด ได้มีการสอบถามที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของกรมชลประทาน ความคืบหน้าก่อสร้างสะพานยนต์ ๕ แห่ง โครงการบรรเทา อุทกภัยนครศรีธรรมราช ก็คือว่าโครงการบรรเทาอุทกภัยนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจาก โครงการพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช งบประมาณโครงการ ๙,๕๘๐,๐๐๐ บาทนั้น ครม. ขยายเวลาโครงการต่อไปอีกจนถึงปี ๒๕๗๐ สรุปรวมความก็คือว่าทำไปแล้วประมาณร้อยละ ๔๖ งานยังเหลืออีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนดประมาณ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ผลงานล่าช้าคือผู้รับจ้างทิ้งงาน ผู้รับจ้างทิ้งงานตอนนี้ทางกรมชลประทานกำลังดำเนินการหาผู้รับจ้างใหม่ เหมือนกัน เกือบทุกกรม ณ เวลานี้ เดี๋ยวกระทรวงต่อ ๆ ไปถ้าพูดถึงการทิ้งงานของผู้รับจ้างต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้พูดมานี้นั้นท่านสมาชิกประมาณ เกือบ ๒๐ ท่านได้กรุณาสอบถามด้วยความเป็นห่วง ทั้งแปรญัตติ ทั้งไม่ได้แปรญัตติ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการพยายามทำเต็มที่ และมีการปรับลดงบประมาณของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ลงมาเยอะอยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นงบเพิ่มเพราะเป็นกระทรวงใหญ่ แต่เราก็ปรับมาประมาณเกือบ ๓๐๐ ล้านบาท ถ้าเป็นตัวเลขที่ปรับลดทั้งภาพรวมทั้งหมด และมีการแปรเพิ่มไปให้กรมฝนหลวง เพราะฉะนั้นตัดกรมฝนหลวง ๑๕ ล้านบาท แล้วก็ แปรเพิ่มมาอีก ๒๐ ล้านบาท ผมก็เห็นใจเพราะว่าเรามีการพูดคุยกันในคณะกรรมาธิการ บอกว่ากรมฝนหลวงเป็นกรมที่เราจะต้องดำเนินการในการแก้ไขปัญหาส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้อง กับเรื่อง PM2.5 เพราะฉะนั้นผมก็ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการทั้งเสียงข้างมาก ข้างน้อย และพี่น้องเพื่อนสมาชิกทุกท่านด้วย ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

กรรมาธิการ ไม่มีชี้แจงอะไรแล้วนะครับ

นายธีระชัย แสนแก้ว กรรมาธิการ

ขอยืนยันตามมติคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่ได้ลงมติมาแล้ว ขอเพื่อนสมาชิกทั้งหลายอยู่ในสภายืนยันตามนั้น ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นการลงมติครับ

(นายวิทยา แก้วภราดัย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานผมประท้วงครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านวิทยาครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

ผมคิดว่าจะต้องแก้ไขคำชี้แจง ของคณะกรรมาธิการนิดหนึ่ง โครงการพระราชดำริคลองเลี่ยงเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่ใช่ ๙,๘๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมดโครงการงบประมาณ ๙,๘๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่ท่านอ่านเมื่อสักครู่นี้น่าจะคลาดเคลื่อน แล้วก็งานที่ล่าช้าเป็นไปอย่างที่ท่านว่า ถูกต้องแล้วครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านธีระชัยครับ

นายธีระชัย แสนแก้ว กรรมาธิการ

ขออภัยด้วย อ่านตัวเลขผิดนะครับ

นายราชิต สุดพุ่ม นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ผม ราชิต สุดพุ่ม เมื่อสักครู่นี้ที่ตอนที่ผมได้อภิปรายเรื่องโครงการพระราชดำริที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และเมื่อสักครู่นี้ท่านกรรมาธิการได้บอกว่าเรื่องสะพาน ๕ แห่ง ผมนำเรียนบอกว่าสะพาน ๕ แห่งเป็นสะพานที่ป้องกันที่ขุดเพื่อให้น้ำไหลผ่าน แล้วก็จะเสร็จภายในปี ๒๕๗๒ แล้วโครงการนี้ดำเนินการเสร็จภายในปี ๒๕๗๐ เพราะฉะนั้นผมอยากให้มาพร้อมกัน เพราะว่าสะพานคนละสัญญากัน แต่ว่าต้องขออภัยว่าที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ระบบเสียงไม่ดี ต้องขออภัย ระบบเสียงไม่ดี ผมอยากฟังให้ท่านช่วยตอบอีกครั้ง เมื่อสักครู่นี้ผมไม่ได้ยิน ขอโทษจริง ๆ ครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญทาง กรรมาธิการครับ

นายณรงเดช อุฬารกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ขออนุญาตครับ ณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ติดใจคำตอบ ของท่านกรรมาธิการ พอดีเมื่อคืนผมอภิปรายเป็นคนสุดท้ายเรื่องกรมการข้าว ผมติดใจ เรื่องโครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว เนื่องจากเมื่อคืนผมสอบถามว่าในโครงการนี้ ขอเงินงบประมาณ ๑,๙๐๐ ล้านบาท เพื่อไปผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ๑๕๐,๐๐๐ ตัน ซึ่งขอมา อย่างนี้ตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว ปีนี้ก็ขอเท่าเดิม ๑,๙๐๐ ล้านบาท คำถามคือก็ว่าเขาขอมาเพื่อไป ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ๑๕๐,๐๐๐ ตัน แต่ท่านไม่ได้เพิ่มเงินในเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิต และขยายพันธุ์พืชเลย แล้วท่านจะเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวมาจากไหน เพื่อนำเอาไปคัดเมล็ดพันธุ์ ในโครงการดังกล่าว ดังนั้นโครงการนี้จะไม่สามารถดำเนินการได้โดยตามเป้าหมาย ไม่ทราบว่า ท่านกรรมาธิการได้สอบถามทางกรมการข้าวหรือเปล่าว่าจะเอาเมล็ดพันธุ์ข้าว จากไหนมาคัดในโครงการนี้ ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญกรรมาธิการครับ

นายธีระชัย แสนแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ ท่าน ได้สอบถามเมื่อสักครู่นี้ ผมคิดว่าให้ไปถามฝ่ายบริหารดีกว่า เพราะว่าเราเป็น คณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล อยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นขัดข้อง หมองใจอะไรก็คอยตั้งกระทู้หรือทำอะไรก็แล้วแต่ไปทางฝ่ายบริหาร เราไม่สามารถที่จะ ตอบได้ ณ เวลานี้ เอาไว้ให้ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อน ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

กรรมาธิการ ยืนยันนะครับ

นายณรงเดช อุฬารกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ถ้าอย่างนั้น ในประเด็นนี้เข้าใจว่าทางคณะกรรมาธิการก็คงไม่ได้สอบถามให้ครบถ้วน อย่างไรผมก็ติดใจ ในประเด็นนี้ ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็บันทึกไว้ เป็นข้อสังเกตนะครับ

นายราชิต สุดพุ่ม นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ ผม ราชิต ครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายราชิต สุดพุ่ม นครศรีธรรมราช

ผมขออนุญาตอย่างนี้ว่าท่านเป็น กรรมาธิการงบประมาณก็จริง แต่งบประมาณจะสำเร็จได้นอกจากอนุมัติเงินแล้วมันต้องดู การบริหารด้วย เพราะฉะนั้นการที่ขุดคลองเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขัง แล้วก็ไปทำสะพาน มันต้องสอดคล้องกัน แล้ว ๕ สะพานนี่เป็น ๕ สัญญา เวลาอีก ๒ ปี เราอนุมัติทำไมเราไม่มอง ภาพรวม ทั้งเงิน ทั้งการบริหาร มันต้องไปด้วยกันผลประโยชน์ถึงจะเกิดกับประเทศชาติครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

รับทราบ ผมว่าเดี๋ยวเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ดูแลเรื่องนี้คงมา Standby ที่สภาอยู่ ก็รับข้อสังเกตของท่านสมาชิกไป กรรมาธิการจะชี้แจงต่อ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงประเด็นที่ยังมีข้อสงสัยถกเถียงนะครับ

ในประเด็นแรกของกรมการข้าว เราไม่ได้ซักถามลึกขนาดที่ว่าจะมีข้าวที่เป็น แม่พันธุ์เท่าไร แต่ว่าเขายืนยันในผลผลิต สิ่งที่เขาของบประมาณมาเขายืนยันตามผลผลิต ที่เขาได้ขอ เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่จะต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามที่ได้มี คำของบประมาณเข้ามา

ส่วนในเรื่องของโครงการที่นครศรีธรรมราช ผมเรียนอย่างนี้ว่าเราพิจารณา งบประมาณเฉพาะตัวเม็ดเงินที่เข้าสู่กรรมาธิการ เรามีการสอบซักถามในเรื่องของโครงการ ที่เกี่ยวเนื่องถูกต้อง แต่กลไกในการตั้งงบประมาณไม่ได้อยู่ที่คณะกรรมาธิการ ซึ่งขณะนี้ ผมเชื่อ ก็อย่างที่ท่านประธานได้เรียนต่อที่ประชุมว่ามีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์รับฟังอยู่ แล้วข้อสังเกตของท่านในการที่จะให้ผลผลิตของมันก็คือทั้งสะพานกี่ตัว ของท่าน ๕ ตัวเสร็จพร้อมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนสูงสุด เขาก็คงรับฟังอยู่ และคงหาวิธีการในการดำเนินการต่อไป แต่ในขั้นตอนของกรรมาธิการนี้เราดำเนินการ แต่เพียงเฉพาะในส่วนที่มีคำของบประมาณเข้ามาพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของเราเท่านั้น ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณนะครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกได้เข้ามา เดี๋ยวเรา จะมีการลงมตินะครับ

(นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เนื่องจาก มาตรานี้มีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามเป็น ๒ คำถาม ก็คือคำถามแรกนั้นจะถามท่านสมาชิกว่า ท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าหากว่าที่ประชุมเห็นด้วยให้มีการแก้ไข ก็จะถามมติต่อว่าท่านจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย และผู้ที่แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ เป็น ๒ คำถาม เชิญท่านสมาชิกนะครับ กำลังทยอยเข้ามา ท่านเข้ามาแล้วขอความกรุณาท่านเสียบบัตรแล้วแสดงตนนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ก่อนลงมตินั้น ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ

นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ชลบุรี

๔๐๘ แสดงตนครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๔๐๘ นะครับ

นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ นครราชสีมา

๓๗๕ แสดงตนครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๓๗๕ นะครับ

นายคุณากร มั่นนทีรัย นนทบุรี

๐๔๐ แสดงตนครับ

นายสมดุลย์ อุตเจริญ เชียงใหม่

๓๘๘ แสดงตนครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๐๔๐ ๓๘๘ นะครับ

นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ พิษณุโลก

ท่านประธาน ๓๗๙ แสดงตนครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๓๗๙ ครับ ท่านสมาชิกเข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตรแสดงตนนะครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับ คณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมเยี่ยมชมรัฐสภา

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ เพชรบุรี

ท่านประธานคะ ๑๖๙ แสดงตนค่ะ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวสักครู่ ขอต้อนรับคณะที่เข้าร่วมเยี่ยมชมสภาผู้แทนราษฎรในโครงการเยี่ยมชมรัฐสภา ๓๖๐ องศา เรียนรู้ระบบงานรัฐสภากับประธานคณะกรรมาธิการ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ซึ่งจัดโดย สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ ประจำประเทศไทย สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับ ขอบคุณมากครับ ท่านใด ยังไม่แสดงตนเชิญครับ แสดงตนครบถ้วนหรือยังครับ ท่านสมาชิกกำลังเข้ามาอยู่ ผมขอปิด การแสดงตน เจ้าหน้าที่ส่งผลเลยครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๓๙๒ ท่าน แล้วก็ที่ได้ขานชื่อ บวกอีก ๖ ท่าน

ครบองค์ประชุม ต่อไปผมจะถามมติว่าท่านสมาชิกท่านเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่มี การแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นควรให้มี การแก้ไข หมายถึงให้คงไว้ตามร่างเดิมกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงคะแนน เรียบร้อยแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๒๙ ท่าน เห็นด้วย ๓๘๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน

เป็นอันว่า ที่ประชุมให้ความเห็นชอบให้มีการแก้ไขนะครับ ต่อไปผมจะถามมติว่าท่านเห็นด้วยกับ การแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ก่อนลงคะแนนผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ ขอเชิญ ท่านสมาชิกเสียบบัตรแสดงตนอีกครั้งหนึ่งครับ

(นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เสียบบัตร แสดงตนนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ไม่มีท่านใด ออกไปไหนนะครับ แสดงตนครบถ้วนหรือยังครับ ท่านใดที่มีปัญหาเรื่องบัตรท่านใช้สิทธิ ในการเอ่ยชื่อและเลขประจำตัวท่าน ใช้สิทธิกันครบแล้วนะครับ ผมขออนุญาตปิดการแสดงตน เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๙๒ ท่าน

ครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไปผมจะถามมติว่าสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงคะแนน ครบถ้วนแล้วนะครับ ผมปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๓๔ ท่าน เห็นด้วย ๒๕๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๓๕ ท่าน งดออกเสียง ๔๔ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๔ ท่าน

ดังนั้น ผลของมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ต่อไปเชิญ เลขาธิการมาตราต่อไป เชิญครับ

นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๑๕ กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็นครับ ท่านแรกท่านชิตวัน ชินอนุวัฒน์ เชิญครับ

นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ อำเภอเมืองเชียงราย จากพรรคประชาชน และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายงบการจัดสรรงบประมาณของกรมท่าอากาศยานภายใต้กระทรวงคมนาคม ขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ปีประมาณ ๒๕๖๙ กรมท่าอากาศยาน ได้รับงบประมาณ ๕,๓๔๙ ล้านบาท ร้อยละ ๘๘.๔๔ เป็นงบลงทุน ซึ่งคิดเป็น ๔,๗๓๐ ล้านบาท สะท้อนถึงนโยบายพัฒนาท่าอากาศยานอย่างต่อเนื่องทั้งโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัย และการยกระดับสู่สากล ตั้งเป้าเพิ่มขีดจำกัดในการรองรับผู้โดยสารโดยรวม ๕๔ ล้านคน และรับรองมาตรฐานสนามบินสาธารณะไม่น้อยกว่า ๗ แห่ง ก็ถือว่าเป็นเป้าหมาย เชิงยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับภารกิจหลักในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทั่วประเทศ หลายสนามบินในความรับผิดชอบมีอัตราการใช้เกินศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นที่กระบี่ใช้เที่ยวบิน สูงถึงร้อยละ ๑๔๐ ต่อวัน อุดรธานี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ที่มีการใช้งานสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความจำเป็นในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการให้เพียงพอ แต่ในทางการกลับกันสนามบินบางแห่งมีอัตราการใช้งานที่ต่ำมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เบตง แพร่ แม่ฮ่องสอน แต่ยังได้รับงบลงทุนที่สูงอยู่เมื่อเทียบกับปริมาณผู้โดยสารจริง จึงเกิด คำถามเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณโดยเฉพาะภายใต้ข้อจำกัด ของการคลังว่าเราควรจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดมูลค่าและประโยชน์สูงสุด การวิเคราะห์งบประมาณรายสนามบินครับ เมื่อเราเทียบความสามารถรองรับและอัตรา การใช้งานจริงพบว่ามีความไม่สมดุลอยู่หลายกรณี เช่น ท่าอากาศยานตรัง ๔๕๕ ล้านบาท พิษณุโลก ๒๘๖ ล้านบาท ชุมพร ๒๘๖ ล้านบาท ตรังและชุมพรมีการใช้เที่ยวบินเพียง ร้อยละ ๖๓.๓๖ และร้อยละ ๑๔.๗๙ ตามลำดับ ส่วนพิษณุโลกใช้เที่ยวบินร้อยละ ๙๑.๑๔ แต่มีผู้โดยสารเพียงร้อยละ ๑๔.๘๓ เท่านั้น ของขีดความสามารถ สะท้อนให้เห็นการจัดเตรียมในภาวะเกินความจำเป็น ขณะที่สนามบิน ที่มีภาระงานสูง เช่นกระบี่ใช้เที่ยวบินเกินความสามารถร้อยละ ๑๔๐.๙๘ ผู้โดยสาร ร้อยละ ๕๒.๗๔ แต่ได้รับงบประมาณเพียง ๓๒๒ ล้านบาทเท่านั้น ทั้งที่เป็นสนามบิน ระดับนานาชาติ หรือกรณีอย่างเช่น ขอนแก่น อุดรธานี ก็ใช้เที่ยวบินเกินร้อยละ ๘๕ ผู้โดยสารร้อยละ ๕๐ แต่ได้รับงบประมาณที่ต่ำกว่าสนามบินที่ใช้งบประมาณน้อย ไม่ว่าจะเป็นที่สกลนครหรือชุมพร สนามบินขณะนี้หลายแห่งไม่ว่าจะเป็นลำปาง แพร่ ระนอง เบตง เลย ใช้เที่ยวบินต่ำกว่าร้อยละ ๓๐ ผู้โดยสารต่ำกว่าร้อยละ ๑๐ บางแห่งต่ำกว่า ร้อยละ ๓ เลยด้วยซ้ำ แต่ยังได้รับงบประมาณอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นแพร่ ๙๑ ล้านบาท ลำปาง ๘๙ ล้านบาท แม่สอด ๘๗ ล้านบาท หรือหัวหินมีการใช้งานเพียงแค่ร้อยละ ๒.๖ แต่ได้รับการปรับลดงบประมาณเพียงเล็กน้อยทั้งที่บางส่วนมันยังไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำครับ ผมจึงขอเสนอปรับลดโครงการในสนามบินที่ไม่จำเป็น เช่นที่หัวหินซื้อเครื่องเอกซเรย์ ๒ เครื่อง และโครงการตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมบนลู่วิ่งที่สนามบินพิษณุโลก ทั้ง ๆ ที่ ICAO ยังไม่ได้บังคับให้ลด FOD ในทุกสนามบิน แต่เพียงให้มีระบบตรวจสอบสิ่งแปลกปลอม กำจัดบนลู่วิ่งทันทีที่เราพบเห็นเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าเราสามารถใช้งบประมาณนี้อย่างประหยัดได้ รวมแล้วผมขอเสนอปรับลดในส่วนนี้ทั้งหมด ๓๕ ล้านบาท

สุดท้ายนี้การจัดสรรงบประมาณกรมท่าอากาศยานในปี ๒๕๖๙ แม้จะ สะท้อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความไม่สมดุลระหว่างศักยภาพที่ใช้งานจริง กับงบลงทุน สนามบินใช้งานต่ำกลับได้งบสูง สนามบินภาระเยอะกลับได้งบน้อย จึงควร ทบทวนแผนการลงทุน ปรับลดงบส่วนที่ยังไม่จำเป็นเพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ได้จริง ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า รถเครนในประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหากฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน และเป็นกฎหมาย ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการทางวิศวกรรมการผลิตรถเครนเลย เชื่อไหมครับท่านประธาน รถเครนที่ผลิตจากโรงงานตามมาตรฐานอุตสาหกรรมมีมาตรฐานความปลอดภัยถูกต้อง ครบถ้วนทุกอย่าง สามารถวิ่งใช้งานบนท้องถนนได้ทั่วโลก ทั้งที่ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา แต่ปรากฏว่าต้องมาถูกตำรวจไทยจับด้วยข้อหาน้ำหนักเกินบนท้องถนน ของประเทศไทยนี่ละครับ ทั้ง ๆ ที่รถเครนเหล่านี้ไม่ได้มีการดัดแปลงใด ๆ เลย มาจาก โรงงานแท้ ๆ ออกมาจากโรงงานปุ๊บวิ่งปั๊บถูกจับทันที มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ประเทศอื่น ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เขาจัดรถเครนให้อยู่ในกลุ่มรถเฉพาะกิจซึ่งได้รับ อนุญาตให้มีน้ำหนักรวมเกินกว่ารถบรรทุกทั่วไป เนื่องจากรถเครนนี่หน้าที่ของรถเครนก็คือ เคลื่อนย้ายตนเองไปยังพื้นที่ปฏิบัติงานหรือ Site งาน จากนั้นก็จะอยู่ในพื้นที่ทำงานนั้น จนกว่างานจะแล้วเสร็จ ไม่ได้มีลักษณะหน้าที่ขนถ่ายสินค้าแล้ววิ่งส่งสินค้าไปมา แบบรถบรรทุกทั่วไป แต่กฎหมายของประเทศไทยกลับจัดให้รถเครนไปอยู่ในหมวดเดียว กับรถบรรทุก ทำให้รถเครนต้องถูกจับด้วยข้อหาบรรทุกน้ำหนักเกิน ทั้ง ๆ ที่รถเครน ไม่ได้บรรทุกอะไรเลย ไม่ได้มีการดัดแปลงอะไรเลย เดิม ๆ แท้ ๆ ออกจากโรงงาน กลับผิดกฎหมายเสียอย่างนั้น นี่มันเรื่องอะไรกันกับประเทศไทย ยกตัวอย่างง่าย ๆ กับรถที่ กรมทางหลวงชนบทกำลังจะซื้อ รถบรรทุกหกล้อปัจจุบันกฎหมายกำหนดน้ำหนักรวมไม่เกิน ๑๕ ตัน แต่พอรถเครนโดยธรรมชาติของมันติดตั้งอุปกรณ์ครบชุดตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเครน ขาเหยียบ น้ำหนักถ่วง และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้งานก็จะมี น้ำหนักเกิน ๑๕ ตันอยู่แล้ว ประมาณสัก ๑๖ ตันเศษ ๑๗ ตันบ้างตั้งแต่ออกจากโรงงานเลย หมายความว่าอย่างไร พอวิ่งออกมาใช้งานก็พร้อมถูกตำรวจทางหลวง Seal ทันที แล้วจะให้ ทำอย่างไร จะให้เขาเอาไปดัดแปลงเอาน้ำหนักถ่วงออกหรือครับ ถ้าเอาน้ำหนักถ่วงออก เกิดอะไรขึ้นท่านประธานรู้ไหมครับ เวลาไปยกของหนัก ๆ เพลาหน้าก็จะลอยเสี่ยงต่อ การพลิกคว่ำอีก น้ำหนักถ่วงสำคัญมาก ๆ เพราะว่าเครนเอาไว้ยกของหนัก สุดท้ายรถเครน ที่ควรต้องใช้เพื่อการยกของกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการไถ แต่หากไม่ยอมให้ไถ หากไม่ยอมจ่ายค่าไถสูงถึง ๗๐,๐๐๐ บาท ก็จะถูกตำรวจบางนายทำสำนวนริบรถทันที ทั้ง ๆ ที่รถเครนไม่ใช่ราคาถูก ๆ คันหนึ่งเกือบ ๔ ล้านบาท และถ้าเป็นสเปกที่สูงกว่านั้น ราคาอาจแตะเป็นหลัก ๑๐ ล้านบาท สิ่งที่น่าเศร้าก็คือว่าอะไรรู้ไหมครับ เวลาเกิดภัยพิบัติ อย่างนี้ อย่างตึก สตง. ถล่มอย่างนี้หน่วยงานราชการไปขอความช่วยเหลือจากสมาคม ผู้ประกอบการรถเครน บอกกับเขาว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ให้เอารถเครนออกมาช่วยหน่อย แล้วไปกระซิบกระซาบบอกเขาว่าคราวนี้ยกเว้นไม่จับ แต่เดี๋ยวพ้นภัยพิบัติไปแล้วเดี๋ยวค่อย ว่ากันใหม่ ดูสิครับ มีหน้าไปกระซิบกระซาบบอกเขาอย่างนั้น ปัญหานี้มีสาเหตุมาจาก ประกาศผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน และผู้อำนวยการ ทางหลวงสัมปทาน รวมถึงประกาศกรมทางหลวงที่ คค ๐๖๔๓/๕๓๐ เรื่อง หลักเกณฑ์ การขออนุญาตให้ยานพาหนะเดินบนทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวง สัมปทาน ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๘ ซึ่งทั้งอธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมทางหลวง ชนบท และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต่างก็ทราบกันดี แต่แทนที่จะเร่งแก้ไขกฎหมาย และจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ทางอย่างสมเหตุสมผลเอารายได้เข้ารัฐ กลับปล่อยให้เกิด การรีดไถอย่างไม่จบไม่สิ้น ท่านประธานครับ เข้าท่อนฮุกเลย ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ กรมทางหลวงชนบทมีแผนจัดซื้อรถเครน ๖ ล้อ พร้อมเครนยกไม่น้อยกว่า ๑๐ ตันเมตร จำนวน ๒ คัน คันละ ๓.๗๘ ล้านบาท รวมงบประมาณ ๗.๕๖ ล้านบาท ซึ่งหากยังไม่มี การแก้ไขกฎหมาย หมายความว่าอย่างไร ก็เท่ากับว่ากรมทางหลวงชนบทกำลังซื้อครุภัณฑ์ ที่ผิดกฎหมายมาใช้งาน ผมทราบมาว่าตอนนี้ผู้ประกอบการรถเครนหลายรายเขาทนไม่ไหว เขากำลังระดมอาสาสมัครพลเมืองดีไปเฝ้าตามแขวงทางหลวงและหน่วยงานราชการต่าง ๆ การไฟฟ้าต่าง ๆ เมื่อไรรถเครนของกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบทออกมาวิ่ง บนทางหลวงเมื่อไร พลเมืองดีเหล่านี้ อาสาสมัครเหล่านี้จะชี้ให้ตำรวจจับ คราวนี้ท่านอธิบดี กรมทางหลวง ท่านอธิบดีกรมทางหลวงชนบทรับผิดชอบไหว ตำรวจไม่จับก็ไม่ได้ ก็ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่อีก กฎหมายที่ลักลั่นแบบนี้ปล่อยเอาไว้ได้อย่างไร ดังนั้นผมจึงขอเสนอ ให้ปรับลดงบประมาณ ตัดเลยดีกว่าในการจัดซื้อรถเครนของกรมทางหลวงชนบทจำนวน ๒ คัน มูลค่า ๗.๕๖ ล้านบาท ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ออกไปก่อน และให้กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทตลอดจนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมด้วย ไปแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวกับรถเครนให้สอดคล้องกับโลกใบนี้เหมือนกับที่ประเทศอื่น ๆ เขาทำกัน เสียก่อน เพื่อไม่ให้รถเครนที่ผลิตตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม กลายเป็นของผิดกฎหมายเพียงเพราะว่ากฎหมายของประเทศไทยเราล้าหลัง และไม่สมเหตุสมผล ไม่คำนึงถึงหน้าที่การใช้งานของรถเครน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับ ผู้ประกอบการที่ประกอบวิชาชีพโดยสุจริต แถมยังเป็นการเปิดช่องให้มีการขูดรีด รีดไถ ผู้ประกอบการที่ทำอาชีพโดยสุจริตอย่างไม่เป็นธรรม และเมื่อไรก็ตามที่กฎหมายแก้ไข เรียบร้อยแล้วในปีถัดไปจึงของบประมาณก้อนนี้กลับมาใหม่ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ครับ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ ในมาตรา ๑๕ ของกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานในกำกับ ผมสงวนความเห็นไว้ ๔ กรม ก็คงเป็นเรื่องรายงานของผู้สอบบัญชีนั่นล่ะ แล้วก็มันเป็นเรื่องที่ แปลกประหลาด ท่านสมาชิกอาจจะมองไปข้างหน้า มองอุปกรณ์ควรถูกใช้ ไม่ใช้อย่างไร บังคับกฎหมายอย่างไรนั่นก็เป็นประโยชน์ด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งก็คือข้อมูล History Record ก็คือข้อมูลทางบัญชีมันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในหน่วยงานที่ผมจะพูด หน่วยงานแรกก็อาจจะเยอะสักหน่อย เพราะว่า สตง. เขาเขียนมาหลายหน้า ผมพยายาม จะย่อให้มากที่สุด

ผมเริ่มเลยที่กรมการขนส่งทางบก ความเห็นอย่างมีเงื่อนไขเขาบอกว่า ปี ๒๕๖๗ กรมการขนส่งทางบกยังคงแสดงยอดคงเหลือติดลบของหน่วยเบิกจ่าย จำนวน ๒.๐๙ ล้านบาท คือเงินฝากธนาคาร เงินฝากธนาคารทุกคนเรามี แต่มันต้องเป็นยอดเดบิต คำว่าติดลบคือเครดิต อันนี้ไม่ต้อง ๒ ล้านบาท ๑ บาทก็ผิด อันนี้ถือว่าเป็นการแสดง ข้อเท็จจริงที่ขัด แล้วก็เป็นสาระสำคัญในการตรวจสอบบัญชี

ต่อมาในเรื่องของเจ้าหนี้เงินโอนรายการเงินอุดหนุนระยะสั้นของปี ๒๕๖๗ เจ้าหนี้ก็ควรจะเป็นยอดเครดิต อันนี้แสดงเป็นยอดติดลบ ๓๒ ล้านบาท แล้วก็ไม่มีหลักฐาน ให้ตรวจสอบด้วย คำว่ายอดเจ้าหนี้ควรจะอยู่เครดิต ถ้าติดลบก็แสดงว่าอยู่เดบิต หรืออยู่ทาง ด้านซ้าย ทาง T Account ถ้าพูดถึงนักบัญชีเขาคงจะเข้าใจ

กระผมขออนุญาตอธิบาย อีกรายการหนึ่งคือเงินรับฝากระยะสั้น เงินประกันอื่น ก็แสดงยอดคงเหลือติดลบ ๓๐,๐๐๐ บาท สตง. นี่เขารายละเอียด พอรายการมันสลับข้างกัน เขาก็จำเป็นต้องรายงาน เพราะเวลาเขาปิดงบให้มันดุล เดบิตเท่ากับเครดิต มันเกิดปัญหา

รายการต่อมาหนี้สินระยะยาว มีรายการถูกฟ้อง ๗ คดี ๑๖ ล้านบาท แต่ไม่บันทึกเป็นหนี้สิน สถานะการเงินมันก็จะมีปัญหา อันนี้หมายถึงในหมวดของส่วนที่เป็น การรายงานที่ขัดต่อข้อเท็จจริง เป็นสาระสำคัญ

ต่อมาอีกหมวดหนึ่งคือ ข ไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสม อย่างเพียงพอมีอะไรบ้าง เขาอธิบายว่าเขาทำรายงานงบเทียบยอดเงินฝากธนาคาร ณ วันสิ้นงวด จากยอดคงเหลือกับระบบ GFMIS เขาบอกกระทบยอดไม่ได้ นี่เราใช้ระบบปัจจุบันไปเอไอ ไปนู้นไปนี่ แต่ว่าของกรมการขนส่งทางบกเพิ่งมีระบบที่ตรวจทะเบียน ตรวจโน่นตรวจนี่ แต่ว่า สตง. รายงานขึ้นมาอย่างนี้ โดยบอกว่าในปี ๒๕๖๗ กรมการขนส่งทางบกไม่สามารถ หาสาเหตุผลแตกต่างจากยอดคงเหลือในระบบ GFMIS จำนวน ๔ แห่ง ๒๓๐.๐๕ ล้านบาท สตง. ก็ไม่รู้จะตรวจจะปรับปรุงให้ได้อย่างไร ก็ต้องรายงานขึ้นมา และรายงานนี้ก็คงจะต้อง ไปถึงรัฐมนตรี รัฐมนตรี ๒ วันผมไม่เคยเห็นมานั่งฟัง มานั่งอยู่ข้างบน มานั่งตอบ มันเป็น หน้าที่ตามกฎหมาย เดี๋ยวผมจะพูดในมาตราต่อไปว่ารัฐมนตรีทำไมต้องมีหน้าที่ แล้วเดี๋ยวผมจะกล่าวหาด้วยว่าผิดจริยธรรมหรือไม่ เกือบทุกกระทรวงเลยไม่เคยมา ปล่อยให้เรากรรมาธิการเสียงข้างมากเป็นคนตอบสมาชิก แล้วถึงเวลาผ่านวาระที่สาม ขอบคุณท่านสมาชิกที่ผ่านงบให้ มีแค่นั้น

ต่อมาครับท่านประธาน ในการตรวจสอบงบเทียบยอดเงินฝากธนาคารกับ GFMIS อีกก็ไม่มีหลักฐานให้ตรวจสอบอีก ๑ แห่ง ๑.๑๙ ล้านบาท ต่อมาหมายเหตุ ๑๐ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ จำนวนไม่มาก ๘,๓๐๖.๖๖ ล้านบาท สตง. ไม่สามารถหาหลักฐาน การสอบบัญชีที่เหมาะสมได้ เรื่องอย่างนี้มันไม่ควรจะเกิดในกรมการขนส่งทางบก แล้วก็มา ข้อ ๓ เขาก็ยังอธิบายเพิ่มมาอีกเป็นหน้ารายงานที่ ๔ เป็นเรื่องระหว่างกรมการขนส่งทางบก แสดงบัญชีเจ้าหนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยอดคงเหลือสูงกว่าบัญชีเงินฝากคลังและบัญชี ที่เกี่ยวข้อง ๑๗ แห่ง ๓๙๓ ล้านบาท ผมไม่เข้าใจว่าเอางบประมาณไปแล้วทำบัญชีได้อย่างไร ทำไมมันเกิดผิดพลาด ผมขอเวลาอีกหน่อยนะครับท่านประธาน ต้องขออภัยที่เลยกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ไป ก็ขอพูดในกระทรวงคมนาคมแทนเพราะมันเป็นสาระสำคัญ รายการที่ ๖๗ แสดงยอดคงเหลือค้างนานเกินกว่า ๑ ปี ๘ แห่ง ๑๓๕ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นปัญหา ผมไม่รู้ว่า ระบบ Aging ลูกหนี้ตั้งอย่างไรของหน่วยงาน แล้ว สตง. เขาก็ตรวจสอบไม่ได้ ยังมีอีกหลาย รายการของกรมการขนส่งทางบก ผมเอาไว้แค่นี้ก่อน เพราะว่าออดมันดัง ผมจะไปอีก ๓ กรมครับ

กรมเจ้าท่ามีอยู่ ๓ รายการ ยอดก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไร หมายเหตุ ๖ อาคาร อุปกรณ์สุทธิวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ ๔,๐๓๘.๑๙ ล้านบาท เป็นรายการที่สำรวจจัดทำ รายละเอียดของสิ่งล่วงล้ำลำน้ำทั่วประเทศ ๙๑๐ ล้านบาท เอาไปเป็นค่าใช้จ่าย ไม่เป็น ทรัพย์สิน มันก็ไม่ตรงกับมาตรฐานการบัญชี อีกอันหนึ่งสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ก็เรื่องการจัดทำ แผนที่เหมือนกัน แล้วอธิบายเพิ่มว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ ฉบับที่ ๓๑ เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เรื่องอย่างนี้ก็เกิดในชั้นที่อธิบายภาพผมก็ถามแล้ว แต่ว่าคำชี้แจง ยังไม่ได้ชัด ท่านประธานแล้วก็สมาชิกในห้องนี้ไม่ได้รับทราบ ผมถึงเอามาพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมารายการสุดท้ายของกรมเจ้าท่า ค่าใช้สอย ๑,๒๒๘.๕๒ ล้านบาท มีค่าจ้างที่ปรึกษาจัดทำแผนที่ซึ่งควรจะเป็นสินทรัพย์ ท่านเอาไปลงเป็นค่าใช้จ่าย ผมก็ไม่รู้ว่า เวลาของบประมาณท่านเขียนเป็นค่าดำเนินงานหรืองบลงทุนด้วยซ้ำไป ก็ฝากท่านลอง ย้อนกลับไปดูรายละเอียดงบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่ขอ เวลาขอขอเป็นงบดำเนินงาน งบลงทุน งบบุคลากร หรืองบสัมมนาอะไร แต่เวลาลงบัญชี สตง. เขาก็รายงานขึ้นมาอย่างนี้

ท่านประธานครับ มาถึงกรมทางหลวง กรมทางหลวงรายการเดียวครับ จากการตรวจสอบ ณ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ หมายเหตุ ๖ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ มียอดคงเหลือ ๙๔,๙๔๖.๘๗ ล้านบาท เป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ ๗๗,๕๓๒.๑๖ ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานไม่สามารถหาเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบได้ ไม่น้อย ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และกรมทางหลวงมีทั้งงบปกติของหน่วย มีทั้งงบแผนบูรณาการแล้วก็ไม่เคยแยก ผมถาม ทุกครั้งเฉพาะกรมทางหลวงอันเดียว ยอดเป็นหลายหมื่นล้านบาท

อันสุดท้ายกรมทางหลวงชนบทมีอยู่ ๒ รายการที่น่าสนใจ คือสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐานแสดงมูลค่าสูงไป จำนวน ๒,๕๔๕ ล้านบาท ท่านเอาอะไรมาบันทึกบัญชี ของบไปแล้วเงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เอามาบันทึกบัญชีสูงไปเอามาจากไหน ถามง่าย ๆ แค่นี้ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะตอบหรือกรรมาธิการเสียงข้างมากจะตอบ หรือว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ ข้างหลังสำนักงบประมาณจะตอบ เขียนมาให้กรรมาธิการก็ว่าไว้ แต่ผมว่ารัฐมนตรีไม่เคยรับรู้ เรื่องนี้ตามกฎหมายวิธีงบประมาณหรือกฎหมายวินัยการเงินการคลังด้วยซ้ำไป ข้อ ๒ อันสุดท้าย หมายเหตุ ๗ สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน ก่อสร้างเสร็จแล้ว งานระหว่างก่อสร้าง ๒,๑๖๗.๘๑ ล้านบาท แต่ไม่โอนไปเป็นบัญชีถนนและสะพาน เมื่อไม่โอนงานระหว่างก่อสร้าง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Work in Process หรือ WIP มันก็ Depreciation ไม่ได้ ตัดค่าเสื่อมไม่ได้ เมื่อตัดค่าเสื่อมไม่ได้ ผลกำไรขาดทุนมันก็สูงไป ค่าเสื่อมสะสมก็ต่ำไป เขาก็อธิบายมาหมด แต่ว่าผมไม่อ่านให้ฟังทั้งหมดหรอก เพราะว่า อ่านไปแล้วมันก็จะฟังแล้วยืดยาวไป

แต่อันนี้ผมพยายามจะสรุปให้ฟังสั้น ๆ ว่าทั้ง ๔ หน่วย ที่ผมขอปรับลด ในรายงานเอกสารหน้า ๗๕ ก็ด้วยเหตุผลทางบัญชีตามที่ได้กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ สมาชิกทุกท่านทราบก็ยังขอปรับลดด้วยเหตุผลนี้ต่อไป ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภัณฑิล น่วมเจิม เชิญครับ

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย พรรคประชาชน ก็ขอร่วมอภิปรายในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ผมสงวน คำแปรญัตติขอตัดลดงบประมาณในมาตรา ๑๕ กรมท่าอากาศยาน ก็มีเพื่อนสมาชิกพูดไป แล้วบางส่วน ท่านชิตวันนะครับ แต่ผมก็ต้องขอออกตัวไว้อีกครั้งหนึ่ง ก็อยากจะมาแชร์ให้ เพื่อน ๆ สมาชิกรับทราบว่าในกรรมาธิการงบประมาณเกิดอะไรขึ้น แล้วก็เข้าใจว่า เพื่อน ๆ สมาชิกก็คงอาจจะไม่ค่อยถูกใจนักในสิ่งที่ผมจะพูด เดี๋ยวจะมีสไลด์นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

๑ จังหวัด ๑ สนามบิน ของมันต้องมี อันนี้ไม่ใช่นโยบายของพรรค ไม่ใช่นโยบายของผม แต่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะมาเตือนสติ ฝ่ายบริหารว่าทุกครั้งที่เราสร้างสนามบินอยากจะมีกันมากนัก ไปวิ่งงบประมาณจังหวัดฉัน จะต้องมี เดี๋ยวคนก็จะมาหาว่าผมเป็นพวกถ่วงความเจริญไม่อยากให้มีสนามบิน แต่มีแล้ว มันมีค่าใช้จ่ายตามมา งบที่มีปัจจุบันยังทำของเดิมให้มีมาตรฐานได้ยังไม่พอเลย แล้วเปิด สนามบินใหม่นี้จะไปปักป้ายมันไม่จบ มันมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามมา เรื่องด้วยความปลอดภัย ของ ICAO หรือองค์การการบินพลเรือนมันมีข้อบังคับ กฎ ระเบียบอะไรต่าง ๆ มากมาย ต้นทุนเวลามันมีสนามบินภูมิภาคขึ้นมาเราลงทุนไปแล้ว ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่าย ระยะยาวในการที่จะดูแลมันตามมานะ ๓๐-๕๐ ล้านบาท แล้วต้นทุนค่าโดยสารที่แท้จริงอยู่ที่ ประมาณ ๘๐๐-๑,๕๐๐ บาท เราก็งงบางทีขายตั๋วกันถูก ๆ นี่มันคือการอยากจะเอาลูกค้า เข้ามาครั้งแรก แต่สุดท้ายแล้วถ้าเผื่อมันไม่ยั่งยืนจริง ๆ ไม่ Sustain อยู่ไม่ได้ เพราะว่าต้นทุน ค่าโดยสารมันไม่ได้ถูก ซึ่งสุดท้ายแล้วรัฐก็ต้องเข้าไปอุดหนุนเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ต้อง รับผิดชอบต่อเนื่องในระยะยาว งบของกรมท่าอากาศยานไปอยู่ที่งบลงทุน ๘๘ เปอร์เซ็นต์ เยอะมากเลย น่าสงสารมากเขาต้องไปตัดหญ้ากันเอง งบดำเนินงานก็เหลือน้อยมาก ข้าราชการก็มาบ่นให้ฟังหลังไมค์ เพราะอะไรครับ มีสรุปจากทาง PBO อาจจะตัวเล็กนิดหนึ่ง ผมยกตัวอย่างแค่บางท่าอากาศยาน ผมเห็นแล้วผมก็ เอ๊ะ ท่าอากาศยานหัวหินวงเงิน ๒๒๔ ล้านบาทกับ ๗ โครงการ ต้องทำเรื่องความปลอดภัย Runway ต้องไปขอซื้อ เครื่องเอกซเรย์เพิ่ม ๗ รายการ เป็นมูลค่า ๒๒๔ ล้านบาท ผมก็ไป Check ว่ามี Flight จากไหนไปหัวหิน ปรากฏมีแค่เชียงใหม่ไปหัวหิน เครื่องเล็กด้วยวันเว้นวัน พูดแค่นี้ก็คงรู้แล้วว่าค่าโดยสาร มันจะเก็บได้สักเท่าไร แม่ฮ่องสอนก็ระงับปิดไปก็ยังขอเงินเข้ามา สนามบินมันมีค่าใช้จ่าย ต่อให้ไม่มี Flight ก็ต้อง Maintenance ๑๓๕ ล้านบาท ๙ โครงการ ต้องซื้อรถแทรกเตอร์ ต้องซื้อเครื่องตัดหญ้า ต้องซื้อป้อม รปภ. หมดไปอีก ๑๕๓ ล้านบาท นครราชสีมา เพชรบูรณ์ ร้างแล้วไม่มีการดำเนินการก็ยังต้องขอค่าใช้จ่ายมา ของบประมาณทุกปี สนามบินร้างยังต้อง มีภาระงบที่ต้องได้รับการจัดสรรทุกปี ยิ่งสร้างสนามบินก็เท่ากับเราต้องมีภาระค่าใช้จ่าย ผูกพัน ค่าไฟ ค่าดูแลทางวิ่ง ค่าคน ค่ารักษาความปลอดภัย คิดให้ดี ๆ ก่อนจะไปสร้าง สนามบิน ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐทั้งนั้น ลำพังแค่ค่า Passenger Service Charge ค่าธรรมเนียมบริการผู้โดยสารไม่พอ ค่าบริการลงจอดก็ไม่พอ ความสามารถในการพึ่งพิง ตัวเองไม่มี ขนาดนี่เก็บถูกกว่า AOT แล้วยังไม่รอดเลย ผมก็เรียกร้องกรมท่าอากาศยาน ผมว่าถ้าคิดว่ามันจะ Freeze จริง ๆ สนามบินนั้นในเชิงพาณิชย์แล้วมันจะมีคนมาใช้บริการ จริงเก็บเลยค่า PSC ค่า Landing Free แล้วดูสิว่าสนามบินนั้นจะรอดหรือเปล่าถ้าไม่มี เงินอุดหนุน มันมีความต้องการจริงเลยหรือทุกครั้งที่เราจะสร้างสนามบิน หรือมันมีธง ในการศึกษาความเป็นได้ทุกครั้ง ถ้าเผื่อแน่จริงไปขอเลยเอกสาร Letter of Intent จากสายการบินว่าจะมีเที่ยวบินมาลง มีความต้องการจริง ๆ ศึกษาความต้องการ วิเคราะห์ ความต้องการมันต้องประกอบทั้งข้อมูลเชิงประชากร รายได้การท่องเที่ยว พฤติกรรม การเดินทาง หลายสนามบินอยู่ใกล้กันมาก ความจริงมันมีเกณฑ์ ๙๐ นาที หรือต้องขับรถ หรือระยะทางต้องกี่ร้อยกิโลเมตร และเมื่อมีสนามบินก็ต้องมีแผนการเชื่อมโยงโครงข่าย คมนาคมไม่ให้มันอยู่ Stand Alone โดยลำพัง เพราะว่าจริง ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ ระบบถนน แล้วก็ระบบราง ไม่ใช่สนามบิน อันนี้มันสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น ปัจจุบันอัตรา การใช้งานยังต่ำมาก ยกตัวอย่างอย่างนี้ สนามบินแม่ฮ่องสอน สนามบินหัวหิน อัตราการใช้ ผู้โดยสาร ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือถ้าเผื่อพื้นที่ของ Terminal จุได้ ๑๐๐ คน มีคนไปใช้อยู่ ๒-๓ คน เบตง แพร่ หลายครั้งอ้างว่า Runway มันสั้นต้องสร้างให้มันยาวขึ้น จะได้รองรับเครื่องที่มันใหญ่ขึ้น ผมขอถามจริง ๆ เครื่องบินยังไม่เต็มเลย คุณจะไปลงทุนเพิ่ม คิดอย่างไรครับ มันต้องวิเคราะห์ ขีดความสามารถในการรองรับเป็นอย่างไร อัตราการใช้งานจริง เป็นอย่างไร ก็คือ Capacity Utilization มันไม่ Balance ไม่สมดุลกัน ศักยภาพยังไม่มีเลย ถ้าเผื่อเป็นเอกชนไม่มีใครไปลงทุนเพิ่ม อัตราการใช้งานต่ำขนาดนี้ชะลอเถอะครับ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐานควรจะทำเรื่องการตลาดหรือสายการบินให้เขามาลงก่อนดีไหม ไม่ใช่ วาดฝันมีแต่ภาพสวยงาม Render ออกมา ของมันต้องมี ของมันต้องอยากได้ก็สร้างถลุงงบ กันเข้าไป สร้างสนามบินหนึ่ง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท ยังเดินหน้าต่อ ลองดูในงบปี ๒๕๖๙ มีอะไรบ้าง สนามบินสตูลพับไปแล้วปีที่แล้ว ปีนี้เอากลับขึ้นมาอีก ค่าจ้างออกแบบก่อสร้าง ทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดเครื่องบิน มันห่างจากหาดใหญ่ประมาณ ๑๐๐ กว่ากิโลเมตรเอง นั่งรถไม่เกิน ๙๐ นาทีแต่จะเอาให้ได้ ผมเสนอตัดทั้งโครงการอย่าไปศึกษาเลย ศึกษาไป ท่าอากาศยานเขาก็มาบอกผมหลังไมค์ว่าอย่าเลยครับท่าน ต้องไปบอกฝ่ายนโยบาย ฝากบอกทางรัฐบาลอย่าหาทำเลยครับ ถัดมาพัทลุงก็จะเอาด้วย ทำอีไอเอแล้วลุยต่อจะสร้าง ศึกษาว่าผลกระทบมีอะไรบ้าง แล้วก็ยังจะออกแบบต่อ ๔๐ กว่าล้านบาท สุดท้าย สร้างสนามบินยังไม่พอ ต้องมีการตกแต่งอัตลักษณ์อาคารผู้โดยสาร ผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจคืออะไร ท่านทำเข้าใจครับ ถ้าเผื่อเราร่ำรวยมีเงินเหลือเฟือเราอยากจะทำ เหมือนดูไบอลังการใหญ่โตสร้างให้มันมีความมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรม แต่ถามเถอะ สร้างพวกศาลาพวกนี้แล้วมันทำให้ผู้โดยสารเพิ่มหรือครับ ขอตัดลดทั้งหมด ปีหน้า อย่ากลับมาแบบนี้ สร้างสนามบิน สร้างอะไรพวกนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ขอบคุณมากครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชวาล พลเมืองดี ครับ

นายชวาล พลเมืองดี กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชวาล พลเมืองดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย วันนี้ผมต้องขอตั้งข้อสังเกตต่องบประมาณของ กระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นงบประมาณที่อยู่ในแผนบูรณาการร่วมกันกับ สกพอ. ในเขตพื้นที่ อีอีซี โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี ท่านประธานครับ งบที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้เป็นงบที่ไม่ได้ถูก ตัดลดในชั้นอนุกรรมาธิการหรือชั้นกรรมาธิการ ก็คือแผนบูรณาการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออกที่มีมูลค่า ๓,๖๓๙,๓๕๕,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นแผนงานที่เน้นไปกับการจ้างบริษัท ที่ปรึกษาเพื่อก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินและทางแยกต่างระดับในเกือบแทบจะทุกแยก ของพื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นตัวเลขเฉพาะจำนวนของงบประมาณในการจ้างบริษัทที่ปรึกษา ที่ขอมาในปีนี้กว่า ๒๗๖,๔๕๖,๓๐๐ บาท ซึ่งข้อสังเกตของผมอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ในหลาย ๆ จุดที่กรมทางหลวงจะไปสร้างสะพานข้ามแยกหรือที่เรียกว่าทางแยกต่างระดับ ทางกรมทางหลวง รวมไปถึง สกพอ. เองได้มีการประเมินถึงความจำเป็น ความเป็นไปได้ รวมถึงความคุ้มค่าเป็นไปในรูปแบบใด เพราะในหลาย ๆ จุดประชาชนในพื้นที่ต่างสะท้อนว่า ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องนำเงินหลายร้อยล้านถึงหลักพันล้านมาทำเลย เหมือนกับเอาเงิน ๒๗๐ กว่าล้านบาทมาผลาญกันเฉย ๆ ซึ่งผมก็ขอยกตัวอย่างโครงการในพื้นที่ผม อย่างใน จุดนี้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ปีที่แล้วกรมทางหลวงได้ของบสำหรับค่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษา สำรวจและออกแบบทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวง หมายเลข ๓๑๕ กับทางหลวง หมายเลข ๓๑๒๗ หรือว่าแยกมาบโป่ง ซึ่งท่านประธานครับถ้าท่านได้ขับรถไปบริเวณ แยกดังกล่าวทั้งสองริมฝั่งข้างทางท่านประธานก็จะเห็นป้ายคัดค้านโครงการก่อสร้างสะพาน ข้ามแยกเรียงรายตลอดเส้นทางดังรูปภาพตามสไลด์นี้เลยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เพราะว่าอะไรครับท่านประธาน ก็เพราะว่าในปีที่แล้วสภาเราได้ผ่านงบในปี ๒๕๖๘ ผูกพันกับงบปีนี้เพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษา ในวงเงินกว่า๑๙,๖๖๖,๑๐๐ บาท ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาเขาไปทำการศึกษา แล้วก็กลับมา รายงานว่าถ้าจะสร้างสะพานข้ามแยกก็จะต้องมีการเวนคืนที่ดินของชาวบ้านทั้งสองริมฝั่ง ข้างทางฝั่งละ ๑๐ เมตร นั่นหมายความว่าอย่างไรท่านประธาน นั่นหมายความว่าบ้านเรือน ร้านค้า ร้านอาหาร ตลาด รวมไปถึงศาลเจ้าที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวปุนเถ้าม้า มาบโป่ง ก็จะหายไปด้วย เพื่อแลกกับสะพานข้ามแยกพร้อมกับเศษเงินที่มาเวนคืนที่อยู่อาศัยของ ชาวบ้าน จึงทำให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่มีความวิตกกังวล จึงต้องรีบออกมาเรียกร้อง ต่อสู้เพื่อปกป้องรักษาที่อยู่อาศัยบ้านของตนเอง และเมื่อไปดูสภาพปัญหาของแยกมาบโป่งนี้ ผมในฐานะ สส. พื้นที่ รวมไปถึงคนในพื้นที่ก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารถติดจริง แต่บริเวณแยกนี้การจราจรจะหนาแน่นแค่เฉพาะเวลาเร่งด่วน คือช่วงเช้ากับช่วงเย็นที่พี่น้อง แรงงานเข้าออกนิคมอมตะ ไม่ถึงกับขนาดที่ติดสาหัสถึงขนาดรถเคลื่อนตัวไม่ได้ บวกกับถนน เส้น ชบ. ๓๐๒๓ ที่กำลังขยายช่องทางจราจรจาก ๒ ช่องทางเป็น ๔ ช่องทางกำลังจะ เสร็จแล้วก็จะช่วยบรรเทาปัญหาลงไปได้อีก ผมก็ไม่เข้าใจว่าบริเวณจุดนี้ทางกรมทางหลวง และ สกพอ. ไปใช้ข้อมูลตัวไหนในการประเมินถึงความจำเป็นที่ถึงขนาดต้องไปจ้างบริษัท ที่ปรึกษามาออกแบบกว่า ๑๙ ล้านบาทตรงนี้ด้วย

ที่ต่อมาก็คือแยกดอนหัวฬ่อที่มีการจ้างที่ปรึกษาเหมือนกัน วงเงิน ๒๙,๖๔๘,๙๐๐ บาท ซึ่งงบประมาณผ่านไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แล้วก็เป็นงบผูกพันมาถึงปีนี้ ด้วยเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ถ้าท่านผ่านไปท่านก็จะเห็นชาวบ้านขึ้นป้ายคัดค้าน ตลอดเส้นทางเช่นเดียวกัน เนื่องจากเดิมมีแผนว่าจะเวนคืนที่ดินชาวบ้านเป็นแนวยาว หลายกิโลเมตร เวนคืนเข้าไปฝั่งละ ๑๐ เมตรเช่นเดียวกันก็ทำให้ชาวบ้านไม่สบายใจ และต้องออกมาคัดค้าน เพราะมูลค่าที่ดินบริเวณนี้ราคาสูงมาก และถ้าถูกเวนคืนขึ้นมา เขาก็จะได้แค่เศษเงินค่าเวนคืน รวมถึงเศรษฐกิจในบริเวณนี้ก็จะได้รับผลกระทบ ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน แม้ว่าภายหลังหน่วยงานจะออกมาชี้แจงว่าไม่มีการเวนคืน แต่ก็ติดปัญหาอุปสรรคเชิงวิศวกรรมอีกมากมายที่สุดท้ายแล้วไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้จริง และไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย แต่ท่านใช้งบไปแล้วกว่า ๓๐ ล้านบาทเพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษา ไม่รู้ว่าเราจะต้องสิ้นเปลือง เสียค่าจ้างแพงขนาดนี้ไปเพื่ออะไร ผมก็ขอฝากประเด็นนี้ตั้งเป็นข้อสังเกตให้ไปพิจารณากันด้วย และที่ขอมาในปีงบประมาณนี้ก็คือค่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางแยก ต่างระดับจุดตัดทางหลวง หมายเลข ๓๑๒๗ กับทางหลวง หมายเลข ๓๔๖๖ หรือว่า แยกพานทอง ผมก็เป็นกังวลอย่างยิ่งในฐานะ สส. พื้นที่เพราะว่าจุดนี้เมื่อเทียบกับ ๒ จุด ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ถือว่าปัญหาน้อยกว่ามาก แต่การที่จะมาใช้งบประมาณไปกว่า ๒๐ ล้านบาทเพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำหรับการแก้ปัญหาในจุดนี้ และยังไม่รวมถึงถ้ามี การสร้างสะพานหรืออุโมงค์ก็จะมีการใช้งบประมาณอีกมากมายมหาศาล แถมชาวบ้าน บริเวณนั้นก็จะต้องถูกเวนคืนบ้าน เวนคืนที่ดินไม่รู้อีกกี่หลังเพื่อที่จะสร้างสะพาน ในการแก้ปัญหาทางแยกที่แทบไม่มีความจำเป็นเลย จะนำงบประมาณมากมายเหล่านี้ไปใช้ เยี่ยงนี้ได้อย่างไร ผมก็อยากจะขอให้เป็นข้อสังเกตว่าเหตุใดถึงเลือกที่จะสร้างทางข้าม ต่างระดับเพื่อแก้ปัญหารถติดที่แยกไฟแดง เหตุใดไม่ลองใช้เทคโนโลยีสัญญาณไฟแดง อัจฉริยะมาใช้ ทั้ง ๆ ที่ใช้งบประมาณถูกกว่า กระทบกับประชาชนในพื้นที่น้อยกว่า และน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย รวมไปถึงอยากจะตั้งข้อสังเกตไปที่หน่วยงานว่า ใช้หลักเกณฑ์อะไร ใช้ข้อมูลอะไรประเมินถึงความเป็นไปได้ก่อนหรือไม่ ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ต้นหรือไม่ในการพิจารณาตั้งโครงการเพื่อของบนี้ หรือเป็นงบที่ตั้งลงมาแบบ Top Down ตามความต้องการของส่วนกลางของกระทรวง เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่า หน่วยงานในพื้นที่จริง ๆ ที่ปฏิบัติการอย่างแขวงทางหลวงเขารู้ว่าจุดไหนสมควรทำ จุดไหน ไม่สมควรทำ แต่ที่มีโครงการแบบนี้ขึ้นมาก็เพราะหน่วยงานระดับพื้นที่ก็ไม่กล้าไปขัด ความต้องการของผู้บริหารกระทรวงหรือเปล่า ก็ขอฝากไว้เป็นข้อสังเกตกับการตั้ง งบประมาณในปีถัดไปไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นสมาชิกที่ได้ขอแปรญัตติไว้ ขอเชิญท่านภัสริน รามวงศ์ ครับ

นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ บางซื่อ ดุสิต กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนค่ะ ก็ขอมีส่วนร่วมอภิปราย ในมาตรา ๑๕ โดยขอลงรายละเอียดในส่วนของกรมเจ้าท่าค่ะ กรมเจ้าท่าก็เป็นหนึ่ง ในหน่วยงานที่มีงบประมาณลงทุนจำนวนมาก งบประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นงบ ลงทุนสูงถึง ๓,๒๐๐ กว่าล้านบาท สูงถึงร้อยละ ๗๗ เพื่อลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับระบบโครงข่ายคมนาคมทางน้ำทั่วประเทศ รวมไปถึงท่าเทียบเรือ ที่จอดเรือ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

วันนี้ดิฉันพาไปดูงบของ กรมเจ้าท่า งบลงทุนใน ๒ ก้อนนี้ซึ่งเป็นงบลงทุนสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบโครงข่าย สาธารณะทางน้ำของประชาชน เช่นท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ของกรมเจ้าท่ามีโครงการ Smart Pier หรือว่าปรับปรุงก่อสร้างเพื่อพัฒนาสิ่งอำนวย ความสะดวกบริเวณท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ปี ๒๕๖๙ มีทั้งสิ้น ๒ โครงการ เพื่อปรับปรุง ท่าเรือ ๑๓ แห่งในกรุงเทพฯ แล้วก็นนทบุรี ใช้งบประมาณรวมกัน ๒๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งหากหารก็เฉลี่ยตกท่าละราว ๑๕ ล้านบาทเศษ ดิฉันขอสนับสนุนโครงการนี้ที่กรมเจ้าท่า มีการปรับปรุงเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีสภาพทรุดโทรม ท่าเรือทั้งหลายที่ประชาชน ใช้งานมาเป็นจำนวนมากแล้วให้ดีขึ้น ปี ๒๕๖๗ กรมเจ้าท่าท่านก็เผยว่ามีผู้โดยสารที่ใช้ เกี่ยวกับสัญจรโดยทางน้ำราว ๗,๒๖๔,๐๐๐ คน หรือตกวันละ ๒๐,๐๐๐ คนต่อวัน แล้วก็มี แนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมากทุกปี หลังจากโควิดการปรับปรุงท่าเรือก็จะเป็นการช่วยเพิ่มขยาย ศักยภาพ แล้วก็การสัญจรทางน้ำได้มากขึ้น แล้วก็หากมีการปรับปรุงท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ดี มีความปลอดภัย สะอาด สะดวก มีที่นั่งคอย มีห้องน้ำมีร่มเงากันแดดฝนก็จะย่อม เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนหลายคนตัดสินใจในการใช้โดยสารทางน้ำ แล้วก็ ช่วยลดค่าครองชีพ ประหยัดเวลา ส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ ให้เข้มแข็งด้วยค่ะ แต่ว่าจากการทำงบประมาณ โครงการ Smart Pier ก็มีข้อน่าสังเกตหลายประเด็นค่ะ

ประเด็นที่ ๑ กรมเจ้าท่ามีโครงการในลักษณะเดียวกันกับโครงการ Smart Pier มาก่อน แล้วก็ทยอยปรับปรุงท่าเรือต่าง ๆ ทั่วแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็มีหลายโครงการ ที่ก่อสร้างเสร็จแล้วแต่ก็ปิด ปิดร้างเป็นเวลานาน เช่น ท่าเรือบางโพ ท่าเรือราชินี ท่าเรือ พายัพ กรณีของท่าเรือบางโพนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็เป็นผู้มาเปิดด้วยตัวเอง แต่ว่า ห้องพักคอยที่ก่อสร้างใหม่ไม่เคยเปิดใช้งานเลยมากกว่า ๒ ปี จนมาถึงตอนนี้ห้องน้ำ ของท่าเรือบางแห่งก็ไม่เคยเปิดใช้งานเลย มีแอร์ติดไว้แต่ก็ไม่เคยเปิด เพราะด้วยเหตุผลว่า ไม่มีงบค่าไฟ ไม่มีเงินจ้างแม่บ้านทำความสะอาด อุปกรณ์เสื่อมสภาพ ปั๊มน้ำเสียต้องซ่อมใหม่ กลายเป็นสิ้นเปลืองซ้ำซ้อน ซึ่งมาดูรายละเอียดในกรอบแบบก่อสร้างปีนี้ก็มีการติดตั้ง เครื่องปรับอากาศเช่นกัน ดิฉันก็ขอฝากไปยังกรมเจ้าท่า แล้วก็กระทรวงคมนาคมว่า สร้างเสร็จแล้วก็ต้องเปิดทันทีละ แล้วก็ออกแบบให้เหมาะสมกับงบดูแลรักษาที่มีจริง ติดแอร์ แล้วก็ควรเปิดแอร์ด้วย เสียพลังงานสร้างมาแล้วไม่ใช่ปล่อยทิ้งร้างให้คนมางัดมาแงะ ขโมยของ ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตก็หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกค่ะ

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการประเมินราคากลาง แล้วก็การตั้ง งบประมาณที่สูงเกินจำเป็น ไม่สัมพันธ์กับลักษณะการใช้งานของท่าเรือ โครงการ Smart Pier ในปีนี้ใช้ลักษณะการรวมโครงการปรับปรุงท่าเรือหลายท่าเรือเข้าไว้เป็นโครงการเดียว ซึ่งถ้าหากไม่เปิดเข้าไปดูในรายละเอียดก็จะไม่ทราบว่ามีการปรับปรุงอะไรบ้าง ดิฉันขอตั้ง คำถาม การกระจายงบประมาณในการพัฒนาท่าเรือโครงการนี้เฉลี่ยงบประมาณต่อท่าเรือ ตกท่าเรือละ ๑๕ ล้านบาท แต่ก็จะมีบางท่าเรือที่ได้รับงบประมาณมากกว่าท่าเรืออื่น ที่ดิฉัน สงสัยที่สุดคือท่าเรือที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุด ๓ อันดับแรกใน ๑๓ ท่าเรือกลับเป็นท่าเรือ ราชวงศ์ ท่าเรือสี่พระยา ท่าเรือพรานนก ท่าเรือวังหลัง ซึ่งได้งบประมาณเพียง ๑๐ ล้านบาทเศษ แต่กลับเป็นท่าเรือที่มีผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันมากที่สุด ๓ อันดับแรกใน ๑๓ ท่าเรือที่ปรับปรุง นอกจากนี้กรมเจ้าท่าก็เอางบประมาณไปลงโครงการปรับปรุงท่าเรือที่อยู่ใกล้ ได้แก่ ท่าเรือ สะพานกรุงธน ท่าเรือวัดเทพนารี ท่าเรือวัดเทพากร โดยเฉพาะ ๒ ท่าเรือหลังที่ประเมินราคา ก่อสร้างประมาณท่าเรือละ ๑๕ ล้านบาท ท่าเรือทั้ง ๓ ท่านี้อยู่ห่างกันไม่ถึง ๓๐๐ เมตร และปัจจุบันมีท่าเรือสะพานซังฮี้ที่มีเรือโดยสารจอด ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตต่อหลักการและ เหตุผล แล้วก็ประโยชน์ในการใช้วงเงินงบประมาณสูงถึง ๑๕ ล้านบาทในการปรับปรุงท่าเรือ ที่เรือโดยสารไม่เคยจอดเลยว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินสมควรหรือไม่ ยังไม่นับถึงการออกแบบ ที่แต่ละท่าก็มี Design ที่ต่างกันด้วย ๑๕ ล้านบาทเหมือนกัน บางท่าดู Inter ทันสมัย บางท่า ดูเหมือนศาลาคนเศร้า แล้วก็ที่น่าตกใจเมื่อดิฉันเข้าไปดูรายละเอียดถึงกับตะลึงว่าราคา ประเมินราคากลางท่าเรือ ๑๐ ใน ๑๓ แห่งมีการติดระบบกล้องวงจรปิดหรือซีซีทีวี งบประมาณท่าเรือเฉลี่ย ๘๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑ ล้านบาท ดิฉันขอแจงออกมาดังนี้ กล้อง Outdoor 2MP ราคาไม่รวมค่าติดตั้งอันละ ๒๔,๐๐๐ บาท UPS 2KVA อันละ ๒๒๐,๐๐๐ บาท จอมอนิเตอร์ ๒๒ นิ้วพร้อมสาย HD เคเบิล ราคาชุดละ ๓๐๘,๐๐๐ บาท แถมแต่ละโครงการรายการราคากลางก็ไม่เท่ากันอีก น่าสงสัยการประเมินมูลค่าโครงการมาก แล้วก็งบลงทุนก้อนที่ ๒ โครงการท่าเรือรัฐสภาและโรงเก็บเรือ วงเงิน ๑๕๐ ล้านบาท ลักษณะก็คล้าย ๆ โรงลิเก เป็นท่าเรือ ๒ ฝั่ง ฝั่ง สส. แล้วก็ฝั่ง สว. มีโรงเก็บเรือ ๑ หลัง ฝั่งละ ราว ๕๑ ล้านบาท โรงเก็บเรือ ๑๑ ล้านบาท แล้วก็ค่าเครื่องจักรชั่วคราวอีก ๒๘ ล้านบาท ดิฉันเข้าใจว่าโครงการนี้หลักการแล้วก็เหตุผลอยากจะให้รัฐสภาขอให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมเจ้าท่าเป็นผู้สร้างเพื่อรองรับการเดินทางของสมาชิก สส. สว. ตลอดจนแขกบ้านแขกเมือง ทั้งในและต่างประเทศมาเยี่ยมเยือน แต่เมื่อเทียบกับงบปรับปรุงท่าเรือ ๑๓ แห่ง ซึ่งประชาชนใช้ทุกวัน ท่าเรือรัฐสภาแห่งเดียวกลับมีงบประมาณก่อสร้างเกือบ ๔ เท่า ท่าเรือรัฐสภาปีนี้ดิฉัน ก็ไม่แน่ใจว่าใครจะใช้มากน้อยเท่าไร หรือว่าท่านมีการคำนวณแนวโน้มที่ทั้ง สส. และ สว. จะ มาใช้ท่าเรือโรงลิเกนี้อย่างไรบ้าง และที่สำคัญปัจจุบันรัฐสภาก็มีโป๊ะเรือแล้วก็มีผู้ใช้บริการอยู่ แล้ว มีท่าเรืออยู่ตรงฝั่ง สว. แล้วก็ท่าเรืออยู่ตรงฝั่ง สส. ตรงเกียกกายนี้ แล้วก็มีการเฉลี่ยใช้ วันละเกือบ ๖๐๐ คน เป็นอันดับที่ ๑๘ จาก ๔๖ ท่าเรือที่เก็บข้อมูลในปี ๒๕๖๗ รัฐสภา ในฐานะสภานิติบัญญัติที่พิจารณางบประมาณของหน่วยงานอื่น ควรเป็นตัวอย่างในการใช้ งบประมาณอย่างสมเหตุสมผล เน้นประโยชน์สาธารณะของประชาชน ไม่ใช่เพื่อความสบาย ของผู้มีตำแหน่งด้วย แต่วันนี้เราก็เห็นงบประมาณลงทุนที่เป็นของคนไทยทุกคน ก้อนมหาศาลนี้ทุ่มไปกับท่าเรือสุดหรูที่รัฐสภา เพียงแค่ค่าตกแต่งยอดเจดีย์ราคากลางปาไป เกือบเจดีย์ละเกือบ ๑๐ ล้านบาท แต่ขณะที่อีกฝั่งของแม่น้ำเป็นท่าเรือเกียกกายตรงนี้เอง เป็นสนิมเกรอะกรัง ไม่มีร่มเงา ห่วงยางชำรุด บางแห่งพื้นวัสดุลื่นหลุดออกมา ทุกคนต้อง ก้าวย่างอย่างระวัง ความปลอดภัยในชีวิตประจำวันแทบไม่มี เงินลงทุนคือเงินที่ลงไปแล้วก็ หวังว่าจะได้อะไรกลับมา ดิฉันก็ขอตั้งคำถามว่าเงินที่ลงกับรายละเอียดสุดหรูอย่างยอดเจดีย์ละ ๑๐ ล้านบาท แล้วก็ท่าเรือติดแอร์ที่สุดท้ายไม่เคยได้เปิดการใช้งานก็จะยังสร้างต่อไปเรื่อย ๆ หรือไม่ เราจะได้อะไรกลับมาบ้าง ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มกันกี่คน แล้วก็ทำให้ผู้โดยสาร ทางเรือมีความสะดวกสบาย ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ หรือจะช่วยลดต้นทุนการเดินทาง ให้กับประชาชนอย่างไรบ้าง ดิฉันยืนยันอีกครั้งว่าดิฉันเห็นด้วยกับการใช้จ่ายลงทุนในการ ปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็จำเป็น แต่ว่าการบริหารงานลงทุนต้อง คุ้มค่า มุ่งเน้นที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ ใช้งานได้จริง มีหน่วยงานที่กำลังมาดูแลกำกับ ให้ช่วยให้ภาพชีวิตของคนดีขึ้น ถ้าไม่ช่วยสร้างรายได้ต้องช่วยลดภาระการใช้จ่ายของ ประชาชนด้วย หรือเพิ่มความสะดวกสบายให้กับชีวิตของคน จากตัวอย่างนี้งบประมาณของ กรมเจ้าท่า แล้วก็กระทรวงคมนาคมสามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ เกิดความ คุ้มค่าได้มากกว่านี้ เฉือนตัดรายละเอียดส่วนที่ฟุ่มเฟือยออกไป ไม่เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชน แต่ว่าก็ยังคงสาระของโครงการไว้ได้ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน ผม เอกราช ขอหารือท่านประธาน ๑ นาทีครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ว่าอย่างไรครับ

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จอจาน เอกราช ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ เมื่อวาน ท่านณัฐวุฒิก็ได้สอบถามหารือกับท่านประธาน เนื่องจากท่านกรรมาธิการตั้งหลายท่าน แล้วก็มีประธานและรองประธานตั้ง ๑๐ กว่าท่าน แต่ในขณะนี้เมื่อดูไปมีนั่งอยู่ไม่กี่ท่านเอง เพื่อนสมาชิกอภิปรายสิ่งที่เป็นประโยชน์ ท่านภัสรินก็พูดเรื่องท่าเรือซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เรานี่สภา แล้วเดี๋ยวเพื่อนสมาชิกก็จะได้อภิปรายที่เป็นประโยชน์ อยากให้มารับฟัง คือเข้าใจว่า มีการถ่ายทอดกระจายเสียง เพื่อนสมาชิกหลายคนก็รับประทานอาหารและฟังอยู่ แต่ว่า อย่างน้อยท่านกรรมาธิการน่าจะมีความตั้งใจจริงใจมารับฟังเพื่อนสมาชิกสักนิดหนึ่ง ในการตอบคำถาม ท่านผู้นำฝ่ายค้านก็นั่งอยู่ตรงนี้ ขอบพระคุณท่านประธานมากครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมว่า ทางกรรมาธิการเองก็มีฝ่ายที่รับฟังเรื่องนี้อยู่แล้ว แล้วช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่รับประทานอาหาร ก็อาจจะผลัดเปลี่ยนกันไปรับประทานอาหาร ผมคิดว่าทางกรรมาธิการเองก็มีผู้ที่ Follow ในเรื่องนี้อยู่แล้ว รับทราบนะครับ ทางกรรมาธิการก็เดี๋ยวขึ้นมาก็แล้วกันถ้าเสร็จภารกิจแล้ว ต่อไปเชิญท่านปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ ครับ

นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ นนทบุรี 🔗

เรียนประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน ปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี เขต ๒ ตำบลสวนใหญ่ ตลาดขวัญ บางกร่าง บางศรีเมือง และบางรักน้อยค่ะ ดิฉันขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ขอพูดในส่วน ของงบประมาณกรมเจ้าท่า ซึ่งมีข้อสังเกตและข้อกังวลเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโครงการ สำคัญอย่างโครงการพัฒนาท่าเรือ Smart Pier ดิฉันตระหนักดีว่าเป้าหมายของโครงการนี้คือการยกระดับการคมนาคมทางน้ำให้ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี Smart Pier ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีเพราะมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และเชื่อมโยงการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอีกด้วย แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณแล้ว ดิฉันเห็นว่ามีการใช้งบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริงของท่าเรือแต่ละแห่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่คุ้มค่า และการใช้งบประมาณอย่างสูญเปล่าในที่สุด ท่านประธาน โครงการ Smart Pier ทั้ง ๗ แห่งนี้ได้รับงบประมาณแห่งละ ๑๕ ล้านบาท ซึ่งดิฉันจะขอ พูดถึงท่าเรือทั้ง ๓ แห่งในตำบลสวนใหญ่ คือท่าเรือพิบูลสงคราม ๑ ท่าเรือพิบูลสงคราม ๒ และท่าเรือวัดเขมาภิรตาราม ดิฉันอยากให้ท่านประธานและสมาชิกทุกท่านได้พิจารณาว่า การจัดสรรงบประมาณดังกล่าวได้ผ่านการวิเคราะห์ความต้องการที่แตกต่างกันของ แต่ละท่าเรืออย่างรอบด้านแล้วจริงหรือไม่ ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตจากสภาพความเป็นจริงที่ว่า ท่าเรือพิบูลสงคราม ๑ หรือปัจจุบันชาวบ้านจะเรียกกันว่าท่าเรือแตงโม และท่าเรือ พิบูลสงคราม ๒ ไม่มีเรือมาจอดท่ามานานแล้ว ไม่ได้มีการใช้ท่าเรือ ๒ แห่งนี้ในการสัญจร ทางเรือ และท่าเรือ ๒ แห่งนี้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ หากกรมเจ้าท่าจะมีแผนในการปรับปรุงให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะ ท่านมีแผนอย่างไรในการที่จะ ให้ประชาชนกลับมาใช้ท่าเรือ ๒ แห่งนี้เหมือนเดิม ในส่วนของท่าเรือวัดเขมาภิรตาราม ดิฉัน เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะปรับปรุงให้เป็นท่าเรือ Smart Pier เพราะท่าเรือนี้ทั้งผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนสตรีนนทบุรี โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม โรงเรียนกลาโหมอุทิศ และพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงใช้สัญจรเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันนี้ท่าเรือมีลักษณะ เหมือนเป็นท่าเรือชั่วคราว มีการชำรุดบ่อยครั้ง เวลาซ่อมปรับปรุงก็จะสร้างความเดือดร้อน ให้กับนักเรียนเป็นอย่างมาก หากได้รับการปรับปรุงให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะจะเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานคะ น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ท่าเรือนนทบุรี ที่อยู่ในตำบลสวนใหญ่เหมือนกัน เป็นท่าเรือที่สำคัญและมีผู้ใช้บริการหลักหมื่นคนต่อวัน เป็นศูนย์กลางการเดินทางที่เชื่อมต่อการคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำเข้าด้วยกัน มีเรือ ข้ามฟากระหว่างท่าเรือนนทบุรีไปยังท่าเรือบางศรีเมือง ร่นระยะเวลาการเดินทางระหว่าง ตำบล มีรถประจำทางหลายสาย เช่น สาย ๓๒ ๖๓ ๖๔ ๙๗ ๑๑๔ ๑๑๗ ๑๗๕ ๒๐๓ ๕๔๕ และสายอื่น ๆ ด้วย น่าเสียดายที่ท่าเรือแห่งนี้กลับไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็น Smart Pier ในงบประมาณปี ๒๕๖๙ นี้ การจัดสรรงบประมาณในลักษณะนี้ชี้ให้เห็นว่ากรมเจ้าท่าไม่ได้ให้ ความสำคัญของการใช้งานจริงในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด ทำให้ประชาชนขาดโอกาส ในการได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง นอกจากประเด็น เรื่องการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงแล้ว ดิฉันขอตั้ง ข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสของเกณฑ์การคัดเลือกท่าเรือเข้าร่วมโครงการอีกด้วย ดิฉัน สงสัยว่ากรมเจ้าท่าใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณาท่าเรือแต่ละแห่งเข้าร่วมโครงการ Smart Pier และเหตุใดท่าเรือที่มีศักยภาพสูงอย่างท่าเรือนนทบุรีจึงถูกมองข้ามไป เพราะปัจจุบันท่าเรือนนทบุรีมีผู้สัญจรเป็นจำนวนมากในแต่ละวันกลับไม่มีสิ่งอำนวย ความสะดวก ห้องน้ำชำรุดใช้งานไม่ได้มานานแล้ว มีคนไร้บ้านเข้ามาอาศัยหลับนอน ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในด้านความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ รวมถึงด้านความสะอาด และสุขอนามัยด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นดิฉันเห็นว่าควรปรับปรุงท่าเรือนนทบุรี และท่าเรือวัดเขมาภิรตารามเป็นท่าเรือ Smart Pier หรือท่าเรืออัจฉริยะในงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ นี้ ส่วนท่าเรือพิบูลสงคราม ๑ และท่าเรือพิบูลสงคราม ๒ ควรปรับปรุงให้เป็น ท่าเรือที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย เปิดเส้นทางให้เรือมาจอดท่าก่อน ให้ประชาชนได้ใช้ เส้นทางก่อนค่อยพิจารณาทำเป็นท่าเรือ Smart Pier ในอนาคตก็ได้ ท่านประธานคะ ดิฉัน ยิ่งกังวลใหญ่เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิก คุณภัสรินก็ได้พูดถึงการสร้างท่าเรือแล้วใช้งานไม่ได้ หากการจัดสรรงบประมาณในโครงการ Smart Pier ในครั้งนี้ใช้งบประมาณที่ไม่สอดคล้อง กับสภาพใช้งานจริงของท่าเรือแต่ละแห่งจะนำไปสู่ความไม่คุ้มค่า และการใช้งบประมาณ อย่างสูญเปล่า กรมเจ้าท่าควรศึกษาความคุ้มค่าและสำรวจความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในแต่ละ พื้นที่อย่างรอบด้านก่อนจัดสรรงบประมาณ และจัดลำดับความสำคัญของแต่ละท่าเรือ ตามความจำเป็น ไม่ใช่ตามกรอบงบประมาณที่ตั้งไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ ท่านประธานคะ การใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์คือ ความรับผิดชอบของรัฐบาลที่มีต่อประชาชน การจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงจุดจึงเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารประเทศ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านจะพิจารณาการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้ อย่างรอบคอบ คำนึงถึงความคุ้มค่าเป็นสำคัญ เพื่อให้เงินภาษีของพี่น้องประชาชน ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานค่ะ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ครับ

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายงบของกระทรวงคมนาคม

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ต้องบอกอย่างนี้ว่า Highlight ของปีนี้ของกระทรวงคมนาคมก็คือตึกกระทรวงคมนาคม มูลค่ากว่า ๓,๘๓๒ ล้านบาท เป็นงบผูกพัน ๓ ปี ปีนี้เบิกเป็นปีแรกก็ ๕๗๔ ล้านบาท เดี๋ยวผมจะพาทัวร์ว่าตึกนี้ เป็นอย่างไรบ้าง อันนี้ตึกทั้งหมด ๒๒ ชั้น ๑๑๕,๐๐๐ ตารางเมตร นี่ครับความสวยงาม ใช้ที่ดิน ๑๘.๗๕ ไร่ รู้ไหมครับ ตึกสกายไนน์ของประกันสังคมที่ดินกี่ไร่ ๓.๕ ไร่ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ตารางเมตรเท่ากัน ก็เรียกว่าผลาญที่ดินมากกว่าปกติ ๕-๖ เท่า มีบ่อน้ำครับ บ่อน้ำนี้ก็น่าจะสัก ๔-๕ ไร่ เอาทำบ่อไว้เฉย ๆ ๔-๕ ไร่ ที่ดินก็ไม่ถูก วาละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ตรงแถวนั้น

อันนี้เราจินตนาการเผื่อเราเป็นรัฐมนตรีขึ้นมาเป็นอย่างไรบ้าง นี่ครับ โรงรถสวย ๆ เข้าตึก หรือว่าท่านรัฐมนตรีนั่งเฮลิคอปเตอร์มาทำงานก็ได้ ลงข้างบนสวย ๆ เหมือนกัน เดี๋ยวไปดูล็อบบี้สวยงาม เป็น Atrium ใหญ่โต เดี๋ยวแวะซื้อกาแฟ Starbucks นิดหนึ่งก่อนไปทำงาน มีที่นั่งเล่นเม้าท์มอยนิดหนึ่ง นี่ครับลิฟต์ อันนี้ลิฟต์ธรรมดานะครับ ลิฟต์เจ้าหน้าที่ ท่านรัฐมนตรีมีลิฟต์วีไอพี มีของตัวเองต่างหาก โถงลิฟต์วีไอพีส่วนตัว ไปห้องทำงาน นี่สวยงามเป็น Feel นักธุรกิจพันล้าน ห้องอาหาร อันนี้ห้องอาหารแบบ ธรรมดาของเจ้าหน้าที่ สวยงามนะครับห้องอาหารของเจ้าหน้าที่ ห้องอาหารวีไอพีครับ นี่เรา ต้องแยกเกรดกัน เราจะเป็นเจ้ากระทรวงก็ต้องแยกเกรดกับเจ้าหน้าที่ เราจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ต้องแยกห้องอาหาร และที่ตลกคือทุกห้องของรัฐมนตรีมีห้องอาหารส่วนตัวอยู่แล้ว แต่ก็ยัง จะทำห้องอาหารวีไอพีกลางมาเพิ่มอีก ๑ อัน นี่ห้องประชุม เดี๋ยวเขาหาว่าไม่ทำงาน ทำงานบ้าง ทำงานแล้วไปไหนต่อ นี่เราไปเริ่มจากมุมซ้ายบน ไป Pantry Pantry ไปนั่งรอ รอทำอะไร รอเดี๋ยวเข้า Fitness ก่อนจะ Fitness ต้องทำอย่างไร ลงมาซ้ายล่าง ห้อง Locker แต่งตัวก่อน สักพักหนึ่งไปข้างล่าง Fitness เราไปอะไร Weight Training อันนั้นเป็น ห้อง Weight Training เดี๋ยวขึ้นไปข้างบนต่อ ข้างบนคืออะไร Cardio Weight เราไม่ได้ ต้อง Cardio ด้วย เสร็จปุ๊บอย่างไรต่อ ลงมาล่างสุดเลย ปฏิบัติธรรมต่อ ไปปฏิบัติธรรมเก๋ ๆ เดี๋ยวจิตใจเราไม่สงบ ปฏิบัติธรรมเสร็จปุ๊บไปไหนต่อ ชั้นเดียวกัน ไปดูวิวกระทรวง วิวจาก ตึกกระทรวงเห็นสถานีกลางบางซื่อ วิวนึกว่าอยู่โรงแรมโรสวูดครับท่านประธาน สวยงามมาก นี่หาความรู้ ต้องหาความรู้ห้องสมุด ห้องสมุดใหญ่โต นี่เห็นไหมห้องสมุดสวยงาม ใหญ่โตมาก ไม่มีใครใช้ ปกติแล้วกระทรวงไม่มีใครใช้ห้องสมุด เสร็จปุ๊บอย่างไรต่อ มี Auditorium ๓๐๐ ที่นั่ง ไว้ทำอะไร TED Talk เผื่อท่านรัฐมนตรีจะมี Speech เล็ก ๆ น้อย ๆ กับ เจ้าหน้าที่ทั้งหลาย มี TED Talk นิดหนึ่ง นี่มีห้องแถลงข่าว รู้ไหมกี่ที่นั่งห้องแถลงข่าว ประมาณ ๑๒๐ ที่นั่งได้ ปกติสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรียังแค่ ๕๐ ที่นั่ง สัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรี ๑๒๐ ทำเผื่อไว้สำหรับตึกถล่มหรือสะพานถล่มดีครับ นี่ห้องอบรม ก็ต้องบอกว่านอกจาก ฟังก์ชันที่เว่อร์วังแล้วในภาพรวมอาคารนี้ก็ ๒๒ ชั้น ๑๑๕,๐๐๐ ตารางเมตร เป็นพื้นที่ สำนักงาน ๖๗,๐๐๐ พื้นที่จอดรถอีก ๔๗,๐๐๐ ต้องบอกว่า ๓ เหตุผลที่ทำไมควรตัด ทั้งโครงการนี้ทิ้งเลยครับ ต้องบอกอย่างนี้ว่าโครงการนี้ถึงแม้ว่าจะบอกว่าค่าก่อสร้าง ๓,๘๐๐ ล้านบาท แต่อย่าลืม มูลค่าที่ดิน ๑๘.๗๕ ไร่ คืออีก ๒,๒๕๐ ล้านบาทที่เราเสียไปในการสร้างตึกนี้ Forever ไปตลอด บวกค่าควบคุมงาน บวกค่าปรับปรุงต่าง ๆ รวมกันแล้วก็ต้องบอกว่า ๕,๘๐๐ นี่คือ เงินเฉย ๆ ไม่รวมดอกเบี้ย นี่แค่เงินต้น เขาบอกปัจจุบันเขาจ่ายค่าเช่าเท่าไร หน่วยงานที่จะ มาอยู่ปัจจุบันจ่ายค่าเช่าแค่ ๕๙ ล้านบาท นั่นหมายความว่าอะไร เช่าที่เดิมปัจจุบัน ๑๐๐ ปี ยังถูกกว่าสร้างตึกนี้ใหม่ เหตุผลที่ ๒ ไม่มีหน่วยงานไหนย้ายกันมา ท่านรัฐมนตรีบอก โอ้โฮ มี ๒๒ หน่วยงาน จินตนาการมีบุคลากร ๘๐,๐๐๐ คนจะได้ประโยชน์กับตึกนี้ ไม่จริงครับ ท่านรัฐมนตรีเอาที่ไหนมาพูด ย้ายมาแค่ ๕ หน่วยงานที่ Confirm เท่านั้น และนอกนั้นไม่ย้าย และไม่อยู่ในแผนการย้าย ผมย้ำกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบก รฟท. รฟม. ขสมก. อีก ๑๗ หน่วยงานภายใต้กระทรวงคมนาคมไม่ย้าย แล้วก็จะไม่ย้าย ถ้าจะย้ายคือจะสร้างตึกใหม่แยกออกไปต่างหาก ไม่ใช่จะมาอยู่ตึกนี้ ใหญ่เกินความจำเป็น ระเบียบของสำนักงบประมาณมีอยู่แล้วว่าตึกควรสร้างใหญ่เท่าไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ไม่มีใครทำตาม ของเดิมหน่วยงานจริง ๆ ใช้อยู่แค่ ๑๘,๐๐๐ ก่อนหน้านี้ส่งเอกสารตัวสีเขียว ๆ ให้ผมตอนแรกส่งมาบอกว่า สทร. ใช้ ๑๑,๗๐๐ ผมไปตรวจสอบแล้วใช้แค่ ๑,๙๐๐ เอง ปัจจุบันนี้ แต่ว่ารวมกันจริง ๆ ใช้แค่ ๑๘,๐๐๐ แต่มาขออาคารเฉพาะพื้นที่สำนักงาน ๖๗,๐๐๐ ใหญ่กว่าเดิม ๓.๕ เท่า เรามาพิสูจน์ว่าความเป็นจริงต้องใช้เท่าไร อันนี้หนังสือจาก กรมการขนส่งทางรางเขาบอกเองว่าตอนปี ๒๕๖๘ เขามีพนักงาน ๑๑๘ คน เขาใช้พื้นที่ ๓,๔๐๐ ปี ๒๕๖๙ เขามีพนักงาน ๑๙๔ คน เขาใช้พื้นที่ ๔,๒๐๐ ปี ๒๕๗๐ เขาจะมี พนักงาน ๒๐๔ คน เพราะว่ากรมการขนส่งทางรางเป็นกรมใหม่ก็ต้องขยายขึ้นมา ก็ต้องขยายเป็นกรมที่มีบทบาทมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นจะใช้พื้นที่ ๔,๒๐๐ ตารางเมตร เฉลี่ยต่อคนคือ ๒๐.๙ ตารางเมตร ท่านอธิบดีพิเชษฐ์เซ็นเรียบร้อย ยืนยัน Confirm ว่า หน่วยงานความเหมาะสมของตัวเองอยู่ที่ ๒๐.๙ ตารางเมตรต่อ ๑ คน แล้วถามว่าสร้างมา ทำไม ๖๓ ตารางเมตรต่อคน ผลาญเล่นหรือครับ ขนาด ChatGPT ยังรู้ว่าตึกขนาดนี้ มีพนักงานอยู่ ๑,๐๐๐ คน ควรมีอาคารใหญ่แค่ ๒๒,๐๐๐ ไปสร้างทำไมเป็นแสน แล้วดู พนักงานมีเท่าไร ๑,๐๐๐ คน ที่จอดรถเท่าไร ๑,๐๐๐ คัน พนักงาน ๑ คนต่อที่จอดรถ ๑ คัน ไม่นั่งขนส่งมวลชนสาธารณะกันเลยหรือครับ พนักงานทุกคนมีรถกันหมดเลยหรือครับ ล้างผลาญกันถึงที่สุดครับ ถ้าท่านอยากรู้ว่าอาคารนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ผมแนะนำไปถาม ท่านนายกรัฐมนตรี ๔ คน อดีตนายกรัฐมนตรี ๓ คน คุณพ่อ คุณอา และเพื่อนคุณพ่อครับ หรือไม่ก็ถามท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันครับ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกรรมาธิการห้องใหญ่ผมถาม จริง ๆ เถอะ ท่านได้ดูรายละเอียดเหล่านี้ไหม ถ้าเกิดใครบอกก็ดูมาเถียงเลย เดี๋ยวผมให้ดูเลย BOQ มี ๔๐๐ หน้า แบบมีอีก ๕๐๐ หน้า ไม่ดูแบบ มีธงอยู่แล้วว่าจะให้โครงการนี้ผ่าน ปรับลดเล็กน้อยพอเป็นพิธี แต่ไม่เคยดูความเหมาะสมครับ เรียกว่าไม่มีสามัญสำนึกเลย ในการของบประมาณ หน่วยงานด้วยนะครับ ถ้าโครงการเหมาะสมต้องใช้เงินประมาณแค่ ๑,๒๐๐ ล้านบาท แต่ขอมา ๓,๘๐๐ ล้านบาท ไม่นับมูลค่าที่ดินที่เสียไปจะสามารถประหยัด เงินได้ ๒,๖๐๐ ล้านบาท แต่แบกตึกกันทั้งพรรค ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แบกกันเต็มที่ เมื่อสักครู่ท่านพูดถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กันไป จ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา จ่ายไร่ละ ๑,๐๐๐ ท่านคิดดูถ้าเกิดเอา ๒,๖๐๐ ล้านบาท จ่ายเงินชาวนาจะจ่ายเงินได้กี่ไร่ ๒,๖๐๐,๐๐๐ ไร่ ช่วยชาวนาเกษตรกรได้เพิ่มเติม แต่ไม่ทำ ล้างผลาญกันสุด ๆ นี่เลยเป็นเหตุผลที่ผม ขออนุญาตเสนอปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ๓ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๕,๕๕๘ ล้านบาท ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภคมน หนุนอนันต์ ครับ

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนประธานสภาค่ะ ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน ในส่วนมาตรา ๑๕ กระทรวงคมนาคม ดิฉันจะขออภิปรายของสำนักงาน สนข. ในโครงการศึกษาจัดเตรียม เอกสารคัดเลือกเอกชนลงทุนโครงการเชื่อมอ่าวไทยกับอันดามันหรือที่คนทั้งประเทศรู้จักกัน ในชื่อของ Land Bridge งบประมาณ ๑๕,๔๐๐,๐๐๐ บาท แน่นอนว่าโครงการนี้ เป็นงบผูกพันตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ปรับลดไม่ได้ แต่จะไม่ให้ดิฉันพูดเลยก็คงไม่ได้ เพราะดิฉัน ดูเอกสารเพิ่มเติมที่ทาง สนข. ส่งมาให้กับกรรมาธิการชัดเจนว่าโครงการนี้ไม่บรรลุ วัตถุประสงค์แม้แต่ข้อเดียวค่ะ วัตถุประสงค์บอกว่าเพื่อจัดทำเอกสารและสัญญาสำหรับคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการ โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน พร้อมจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภาพรวม และร่างกฎหมายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ความตั้งใจที่พิมพ์ลงเอกสาร ดีค่ะ ชวนให้ฝันถึงโครงการแห่งอนาคต แต่หากย้อนดูข้อเท็จจริงเราจะพบว่าภาพฝันนี้ ไม่ได้ถูกสร้างบนความจริงทางเศรษฐกิจเลย มันถูกสร้างบนกระดาษ และประชาสัมพันธ์ ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ ในขณะที่รายงานการศึกษาของหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานก็ยืนยันว่า โครงการ Land Bridge ไม่คุ้มค่า แม้แต่รายงานของกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการ Land Bridge เองก็ให้ความชัดเจนเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุนไม่ได้ ขณะเดียวกันที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านเดินทางไป Road Show โครงการ Land Bridge ในต่างประเทศ สุดท้ายกลับมาบอกได้เพียงว่านักลงทุนต่างชาติสนใจ ไม่มีมากกว่านั้นค่ะ ทำไมดิฉันถึงกล้า ฟันธงแบบนี้ เพราะในที่ประชุมสภาแห่งนี้ดิฉันได้ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านรัฐมนตรีมนพร ดิฉันถามว่านายกรัฐมนตรี ๒ ท่านที่ไปเชิญชวน นักลงทุนทั้งโตเกียว ซานฟรานซิสโก และดาวอส รัฐบาลมีการติดตามข้อมูลตัวเลขและ รายชื่อของนักลงทุนเอาไว้หรือไม่ หากมีการเปิดประมูลแล้วจะมีนักลงทุนเข้าร่วมลงทุน มากน้อยแค่ไหน คำตอบในวันนั้นท่านรัฐมนตรีช่วยบอกกับดิฉันว่า Dubai World และ China Harbour เขาสนใจร่วมศึกษาความเป็นไปได้ ปัจจุบันต้องรอผลการศึกษาผลกระทบ ทางสิ่งแวดล้อมก่อนตั้งคณะทำงาน และตัดสินใจร่วมกันว่าจะมีการประมูลร่วมกันหรือไม่ ท่านประธานคะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยค่ะ ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรเลย เพราะ Dubai World เคยขอศึกษามาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ผลการศึกษาเขาบอกว่าเอกชนลงทุนเองไม่ได้ มันไม่คุ้มค่า รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุน แต่ถ้าจะให้แกะ Keyword สำคัญในคำตอบวันนั้น ท่านรัฐมนตรีตอบกับดิฉันว่าเมื่อผลศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรืออีเอชไอเอ ออกมาแล้วก็จะได้ลุ้นขั้นตอนต่อไปว่านักลงทุนเขาสนใจจะเอาด้วยหรือไม่ ท่านก็เลยรีบ ลักไก่อีเอชไอเอออกมาเลย ทำไมดิฉันต้องบอกแบบนี้ เพราะเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๘ สนข. จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ ๓ ต่อรายงานอีเอชไอเอท่าเรือน้ำลึกชุมพร ระนอง ข้อมูลกว่า ๑,๓๐๐ หน้า แต่เปิดให้ประชาชนเข้าดูเพียง ๑๕ วัน กำหนดขอบเขตการศึกษา เพียง ๕ กิโลเมตรทั้งที่โครงการมันใหญ่ถึง ๖,๐๐๐ ไร่ และตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์สำคัญ ละเลย การประเมินผลกระทบของมรดกโลก และทราบว่าท่านเชิญประชาชนเพียง ๓ ตำบลเท่านั้น ให้เข้าร่วม ทั้งที่มันควรที่จะครอบคลุมทุกอำเภอที่ได้รับผลกระทบ เห็นไหมว่าสภาพความ เป็นจริงกับวัตถุประสงค์ของโครงการมันไปคนละทางเลย นี่ยังไม่นับว่ารัฐบาลกำลังเร่งวาง หมากใหญ่และมีอำนาจมากกว่านั่นคือร่างกฎหมายเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ถ้า SEC ลุล่วงจะครอบคลุมทั้ง Land Bridge โครงการก่อสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ในภาคใต้เป็น กลไกรวบอำนาจโดยตั้งคณะกรรมการพิเศษพร้อมยกเว้นกฎหมายอย่างน้อย ๆ ๑๖ ฉบับ ทั้งผังเมือง สิ่งแวดล้อม การเวนคืน การจัดซื้อจัดจ้าง เห็นอย่างนี้แล้ว SEC ไม่ใช่เครื่องมือ การพัฒนา แต่คือเครื่องมือการตัดตอนและตัดเสียงทักท้วงปิดประตูการมีส่วนร่วมของ ประชาชน ดิฉันถามตรง ๆ วันนี้ SEC หรือ Land Bridge มันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยัน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้วหรือยังคะ เผยแพร่ผลการศึกษาต่อสาธารณะ รับฟังความ คิดเห็นทุกภาคส่วนแล้วหรือยัง และถ้าความคุ้มค่าอีเอชไอเอยังไม่ชัดรัฐบาลดันทุรัง เดินหน้าต่อหรือคะ เรามีบทเรียนจากอีอีซี ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้มันพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่โฆษณา กับความเป็นจริงมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากอีอีซีจะไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจ ภาคตะวันออกถูกยกระดับประเทศให้เป็นประเทศรายได้สูงตามเป้าแล้ว แต่โครงการยังทิ้ง ปัญหามากมายให้กับคนในพื้นที่ ทั้งหมดที่กล่าวมาดิฉันไม่ได้จะขวางการพัฒนาในภาคใต้ ดิฉันเป็นคนใต้อยากเห็นการพัฒนาในภาคใต้ แต่การพัฒนาไม่ว่าภาคไหน ๆ ท่านต้อง มองเห็นโอกาสของประชาชนอย่างเท่าเทียมกันค่ะ อย่าใช้คนในพื้นที่เป็นเพียงต้นทุนเพื่อ ต่อยอดให้กับนายทุนที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ ถ้ารัฐบาลยังมองว่า SEC คือโอกาส แต่เลือกใช้ วิธีการเหมือนอีอีซีผิดตั้งแต่คิดค่ะ วันนี้เงิน ๑๕ ล้านบาท สั้น ๆ ที่จะต้องให้ท่านเตรียมในการศึกษามันไม่มีทางเกิดขึ้นเป็นจริงเลยค่ะ ท่านจะเกาให้หนังถลอกทั้งตัวมันก็ไม่หายคัน เพราะปัญหาคือโครงการ Land Bridge มันไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ท่านจะเตรียมเอกสารอย่างไรให้นักลงทุนเขาสนใจคะ

สุดท้ายการศึกษาเตรียมเอกสารการคัดเลือกเอกชนการลงทุนในโครงการ Land Bridge มันผูกพันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ เสียเงินไปแล้ว ๓๔ ล้านบาท และผูกพัน ในปีงบประมาณ ๒๕๗๐ อีก ๑๑ ล้านบาท รวม ๆ ต้องเสียให้กับโครงการศึกษาจัดเตรียม เอกสารเพื่อให้ลงทุนเพื่อให้เอกชนเข้ามาลงทุนในโครงการ Land Bridge ๔๕ ล้านบาท เงิน ๔๕ ล้านบาทกับการลงทุนที่ผูกพันขนาดนี้และมองไม่เห็นผลลัพธ์เลย ดิฉันคิดว่า เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุจริง ๆ ขอบคุณค่ะ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะนักกีฬาซอฟต์บอล รุ่นอายุไม่เกิน ๑๒ ปี ทีมชาติไทย จากโรงเรียนตาเนินราษฎร์วิทยาคาร อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งนำโดยท่าน สส. เชิงชาย ชาลีรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับ อีกคณะหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และครู ผู้ควบคุมโรงเรียนธัญบุรี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ขอต้อนรับด้วยความยินดียิ่ง ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสรพัช ศรีปราชญ์ ครับ

นายสรพัช ศรีปราชญ์ สระบุรี 🔗

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สรพัช ศรีปราชญ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอแก่งคอย เฉพาะตำบลห้วยแห้ง จากพรรคประชาชน วันนี้ผมขออภิปรายแสดง เหตุผลที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติโดยขอปรับลดงบประมาณในส่วนของกระทรวงคมนาคม ที่ตั้งไว้ให้ปรับลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ กระทรวงคมนาคมถือว่าเป็นกระทรวง ที่ได้รับงบประมาณในแต่ละปีที่สูงมาก เนื่องจากกระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่มีหน้าที่ให้บริการ ดูแลโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้แก่พี่น้องประชาชน ทุกวันนี้พบปัญหาสำคัญที่กระทบ ต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างชัดเจน แต่กลับไม่ได้รับการแก้ไข อย่างจริงจัง

อย่างแรกเลยครับ ผมคิดว่าปัญหาที่พี่น้องประชาชนพบเจอกันประจำ นั่นก็คือปัญหาไฟส่องสว่างริมทางที่ไม่สามารถใช้งานได้เป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้ง ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ต้องดูอื่นไกลเลยครับ ผมมาประชุมสภา ขับรถกลับจังหวัดสระบุรีบ้านผม เดินทางด้วยถนนพหลโยธิน ถนนหมายเลข ๑ ของท่านนี่ล่ะ ผ่านปทุมธานี ผ่านพระนครศรีอยุธยา ก็พบเห็นปัญหาแล้วว่าไฟฟ้าไม่ติด ตัวผมเอง ทั้งประสานงานหน่วยงาน ปรึกษาหารือในสภาแห่งนี้ ทั้งตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี แต่สุดท้าย แล้วแก้ไขไปได้ไม่เท่าไรก็จบลงด้วยคำว่างบหมด งบประมาณมีจำกัด แค่ถนนหมายเลข ๑ ท่านยังดูแลไม่ได้ ไม่ต้องไปคิดถึงถนนหมายเลข ๒ ๓ ๔ เลยครับ ก็ดูแลไม่ได้เหมือนกัน ท่านประธานที่เคารพ หากถามสาเหตุว่าเหตุใดไฟถึงไม่ติด ทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวง คมนาคมคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าสายไฟถูกขโมย หม้อแปลงถูกขโมยบ้าง รู้สาเหตุกัน ทั้งนั้น แต่ไม่คิดจะแก้ไข เดี๋ยวมีคำตอบมาอีกว่าแจ้งตำรวจไปแล้ว แจ้งฝ่ายปกครองไปแล้ว แต่ผมขอถามว่ามีการติดตามผลหรือไม่ จับได้กี่ราย แล้วผู้กระทำผิดต้องรับโทษอย่างไร หากจับไม่ได้ท่านจะแก้ไขการลักขโมยนี้อย่างไร ผมได้มีโอกาสถามกระทู้ถึงท่านรัฐมนตรี ในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งท่านก็ให้คำตอบกลับมาว่ามีวิธีที่จะแก้ไขโดยจะทำแบบนั้นแบบนี้ไป แต่สุดท้ายแล้วการลักขโมยสายไฟก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี ไม่ได้มีมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และยังคงเพิกเฉยต่อปัญหานี้ นั่นเป็นเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจนต้องนำมาสู่การตั้งงบ แก้ไขซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ มันไม่ใช่เงินในกระเป๋าของท่าน ผมเชื่อว่าถ้าบ้านท่านถูกขโมยขึ้น ท่านไม่นิ่งเฉยกันแบบนี้แน่นอน ไฟฟ้าส่องสว่างที่ควรปกป้องชีวิตประชาชนกลับกลายเป็น เสาเหล็กไร้ค่าเรียงรายอยู่ข้างทาง รอเพียงข่าวอุบัติเหตุเกิดขึ้นอีกครั้ง นี่หรือคือ ความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของประชาชน ท่านประธานครับ แน่นอนเดี๋ยวก็ต้องมี การชี้แจงว่าเห็นความสำคัญ จะทำอย่างนั้นจะทำอย่างนี้ แต่ความจริงใจในการแก้ไขปัญหา มันไม่ได้วัดกันที่คำพูดครับ ความจริงใจในการแก้ไขปัญหามันดูได้จากการจัดสรรงบประมาณว่ามีการจัดสรรไปเพื่อแก้ไข เรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น หากไปดูงบประมาณของกรมทางหลวง มีการขอ งบประมาณก่อสร้างถนนใหม่ขึ้นอีกหลายโครงการ ในขณะที่โครงการเก่ายังสร้างไม่เสร็จ นอนนิ่งอยู่กลางทางเป็นเดือนเป็นปี หลายโครงการล่าช้าจนหญ้าขึ้นก็มี ไม่ใช่ว่าผม ไม่เห็นด้วยกับการสร้างถนนใหม่ ต้องออกตัวก่อนเดี๋ยวจะหาว่าผมขวางความเจริญ แต่การสร้างกับการซ่อมมันต้องมีความ Balance กัน จัดงบสอดคล้องตามความเป็นจริง แต่กรมทางหลวงยังขอโครงการก่อสร้างใหม่มาอีก เป็นทั้งโครงการปีเดียวและโครงการ ผูกพันหลายปี มูลค่ารวมมากกว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ของเดิมที่ก่อสร้างอยู่มีโครงการ ล่าช้ากว่ากำหนดถึง ๑๐๐ กว่าโครงการ นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีความสามารถ ที่จะบริหารงานก่อสร้างให้เสร็จสิ้นตามเวลาที่กำหนดได้ แล้วจะมาขอโครงการใหม่ขึ้นอีก ท่านจะมีศักยภาพที่จะบริหารงานก่อสร้างให้เสร็จตามเวลาได้จริง ๆ หรือครับ การขอ งบประมาณเพื่อสร้างถนนสายใหม่จำนวนหลายโครงการทั้งที่โครงการเดิมอยู่ในปัจจุบัน ยังล่าช้าจำนวนมาก และหลายโครงการไม่แล้วเสร็จตามแผนจะส่งผลให้เกิดความสูญเปล่า ทางงบประมาณและทรัพยากร การไม่แก้ไขปัญหาความล่าช้าเดิม ผมจึงมองว่าไม่สอดคล้อง กับหลักการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ผมขอประกาศตรงนี้เลยว่า ถ้ากระทรวงคมนาคมยังละเลยปัญหาพื้นฐานอย่างไฟทาง และความปลอดภัยของประชาชน แบบนี้ แล้วหันไปผลักดันแต่โครงการใหม่เพื่อใช้งบประมาณมหาศาล ที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกท่านศุภณัฐได้อภิปรายไปแล้วจะมีก่อสร้างตึกใหม่ ผมขอเสนอให้ตัด ไปเลยจนกว่ากระทรวงจะเห็นว่าโครงการเดิมเสร็จจริง ปัญหาเดิมได้รับการแก้ไขจริง ไม่ใช่ ปล่อยให้ประชาชนอยู่ในความมืดแล้วเดินหน้าแต่แผนในกระดาษกันแบบนี้ งบประมาณนี้ ไม่ใช่ของกระทรวง แต่เป็นของประชาชน และวันนี้ผมจะยืนหยัดเพื่อให้เงินทุกบาท ทุกสตางค์ใช้เพื่อความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของคนไทย ไม่ใช่สร้างเพื่อสร้าง โครงการใหม่บนซากปัญหาเก่าแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมขอปรับลดงบประมาณในส่วนของ กระทรวงคมนาคมที่ตั้งไว้ให้ปรับลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ครับ ท่านขอใช้สิทธิที่จะไม่อภิปรายในมาตราอื่น เชิญครับ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ ในวาระที่สอง ตามมาตรา ๑๕ กระทรวงคมนาคม ตามที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ด้วยเวลาที่จำกัด ผมขอยกตัวอย่างด้วยค่าก่อสร้างอาคาร ที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ หรือเรียกสั้น ๆ ว่าตึกคมนาคม เพื่อแสดงให้เห็นว่า งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงนี้ยังสามารถปรับลดได้อีกมาก หากกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่ช่วยกันแบกไปเรื่อย แต่มาช่วยกันพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลว่าเราควรปรับลดเพื่อประหยัดเงิน และเอาเงินที่ประหยัดได้ไปใช้ในสิ่งที่ก่อให้เกิดกับประชาชนได้มากกว่า

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ตึกคมนาคมคือรายการ ที่ผมให้คำจำกัดความไว้ว่าที่สุดแห่งปีงบ ๒๕๖๙ ดังที่อภิปรายไว้ในวาระที่หนึ่ง นี่ให้ QR Code ไว้ด้วยไปย้อนชมกันได้ ส่วนวันนี้เราจะมาตรวจการบ้านกันว่ากรรมาธิการปล่อยผ่านมาถึง จุดนี้ได้อย่างไร ทำไมจึงปรับลดเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไมไม่ตัดออกทั้งหมดเพื่อให้ หน่วยงานนำกลับไปออกแบบมาใหม่ให้มันถูกต้องครบถ้วน และมีราคาที่สมเหตุสมผล ตึกคมนาคมตั้งงบมา ๓,๘๓๒ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๓.๘ ล้านบาทต่อจำนวนข้าราชการที่จะ มาอยู่ในตึก ๑ คน แพงกว่าตึก สตง. ที่ใครก็รู้ว่าแพงแล้วก็ด่าว่าแพง ซึ่งก็แพงจริง แต่คิดเป็น ๑.๑ ล้านบาทต่อคน ตึกคมนาคมนี่ล่อไป ๓.๘ เทียบกับ ๑.๑ แพงกว่าตึก สตง. ๓ เท่ากว่า เมื่อเทียบต่อหัวข้าราชการที่จะมาอยู่ คือสร้างอย่างโอ่อ่า ไม่เห็นหัวประชาชน ใช้งบ แบบล้างผลาญเกินจำเป็นไปมาก ออกแบบกันมานี่อย่างกับห้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี คือเป็นตึกใหญ่ มี Void ตรงกลางเปิดโล่งให้คนนี้สามารถเดินเล่นรอบ ๆ ได้ แต่ไม่ค่อย มีประโยชน์อะไรในแง่ของสถานที่ราชการ คือมันโอ่อ่าอลังการเกินไปมาก ย้ำว่านี่คือสถานที่ ราชการ เดี๋ยวบางท่านจะดูแต่ภาพแล้วนึกว่าเป็นห้างหรู ด้วยแบบที่ของบกันมาในปีนี้ มีพื้นที่ใช้สอยมากถึง ๑๑๕,๑๙๖ ตารางเมตร สำหรับข้าราชการ ๙๒๘ คนจาก ๔ หน่วยงาน อันได้แก่ ๑. สำนักปลัด ๒. กรมการขนส่งทางราง ๓. สถาบันวิจัยระบบราง ๔. เอสอาร์ที แอสเสท ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการรถไฟ พื้นที่ตึกนี้คิดเป็น ๑๒๔ ตารางเมตรต่อข้าราชการ ๑ คน มากกว่าตึกเดิมของกระทรวงที่ใช้กันอยู่ที่ ๒๑ ตารางเมตรต่อคน พูดง่าย ๆ แบบไม่ต้อง Drama ว่าตึกเดิมท่านจะอ้างว่ามันเบียด มันเก่าอะไรผมก็เข้าใจว่าข้าราชการ ก็คงอยากจะขยับขยาย แต่จาก ๒๑ เป็น ๑๒๔ ตารางเมตรต่อคน นี่มันเกินไปมาก แล้วก็ ไม่ต้องมาอ้างว่าที่เฉลี่ยต่อหัวมันกว้างใหญ่ไพศาลนี่เป็นเพราะห้องประชุมมันเยอะ ผมก็ทราบครับว่ามันเยอะ เยอะไปมาก แล้วก็ใหญ่มากด้วย ถึงได้บอกให้ตัดออกไปบ้าง เอาเท่าที่จำเป็นพอ หากบางวัน ย้ำว่าแค่บางวันที่ต้องใช้ห้องประชุมใหญ่หลายห้องก็ไป แบ่งเช่าโรงแรมได้ทำแบบที่หน่วยงานอื่นเขาทำกัน ไม่ต้องมาแถว่าทุกการประชุมจะต้องมา จัดในตึกนี้ แถแบบที่ท่านรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้ในวาระที่หนึ่ง พื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ๖ เท่าต่อคนนี่มันเกินไป พื้นที่โล่งแต่แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็มีอยู่เพียบตามแบบที่ส่งมาให้ กรรมาธิการได้พิจารณา หรือท่านยังไม่ได้ดู ความโอ่อ่าของตึกนี้มีตัวอย่างให้ดูเพียบ นี่ห้อง Auditorium สุด Wow เจาะชั้น ๙ ทะลุขึ้นไปชั้น ๑๐ มีพื้นที่ ๖๓๑ ตารางเมตร คือใหญ่กว่า Auditorium ของ สตง. แบบเท่าตัว แถมใหญ่กว่า IMAX ของไอคอนสยามอีก นี่ห้องสมุด สุดอลังการ ๔๐๐ ตารางเมตร ทำเป็น Co-Working Space อย่างดี แล้วก็มีอีกเพียบ ในแต่ละชั้น ส่วนนี่ห้องท่านรัฐมนตรี แถมพื้นที่ให้ทั้งชั้นหรือมีห้องเกียรติคุณ มีห้อง War Room มีห้องสำหรับทีมงานต่าง ๆ มากมาย คืออยู่กันแบบโอ่อ่ามาก แต่ประชาชนจ่าย นี่ลานนั่งเล่นแบบสุด Chill ก็มีอยู่ริมสระชั้น ๕ ย้ำว่านี่ตึกราชการ ไม่ใช่ห้างหรู แล้วก็ไม่ใช่ โรงแรมหรูด้วย กระทรวงคมนาคมร่ำรวย ร่ำรวยจากเงินภาษีของประชาชน รับงบลงทุน เยอะที่สุดในประเทศ อยู่สบายแบบฉ่ำ ๆ กันมานาน และตอนนี้ก็อยากอยู่แบบโอ่อ่า ในตึกใหม่ที่ฟุ่มเฟือยกว่าทุกกระทรวงอื่น ภาพซ้ายนี่ลานจอด เดี๋ยวงบซื้อ ฮ. ก็คงตามมา จากข้อสังเกตข้อ ๑ โอ่อ่า อลังการเกินไปมาก คราวนี้มาดูข้อสังเกตที่ ๒ กันครับ ยัดไส้ด้วย โต๊ะ เก้าอี้ ที่แพงเว่อร์ นี่โต๊ะตัวละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๒ ตัวในห้องสมุดสุดอลังการ ดูหน้าตาโต๊ะ รหัส T14 คือมันทำจากหินอัคนีภูเขาไฟฟูจิหรืออย่างไร ทำไมตั้งราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท หน้าตาอย่างนี้ ส่วนนี่เก้าอี้สตูล รหัส SO24 ใน BOQ ระบุไว้ว่า ๒ ชุด ๑๑๑,๐๐๐ บาท ส่วนในแบบก็แสดงตำแหน่งที่ตั้ง แล้วก็หน้าตาตามภาพ หน้าตาอย่างนี้ ถามจริง ๆ เถอะครับ ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ๑๑๑,๐๐๐ บาทนี่นะ คือหากไม่ผิดก็แพงเว่อร์ครับ ผมว่า ท่านประธานจะต้องตอบ หรือท่านจะตอบว่าราคากำลังแซบเหมาะสมแล้ว นี่ก็ผิดเป็นแน่ โต๊ะรหัส T7 ตัวละ ๘,๙๐๐ บาท หน้าตาเหมือน ๆ กันเปลี่ยนขนาดนิดหนึ่งใส่รหัส T14 เข้าไป แต่ Up ราคาจาก ๘,๙๐๐ บาท เป็น ๒๐๐,๐๐๐ บาท ราคาต่างกัน ๒๒ เท่า คือไม่ผิด ก็แพงเว่อร์ใช่ไหมครับ แล้วก็มีอีกหลายรายการซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้อสังเกตที่ ๓ แบบไม่สอดคล้องกับ BOQ แต่ก็ผ่านการกลั่นกรองกันมาแบบมึน ๆ เช่น นี่เก้าอี้รหัส CH7 ในแบบระบุ ๑,๖๙๙ ชุด แต่ใน BOQ ระบุ ๑,๔๓๘ ชุด ตกลงจะสั่งกี่ชุดกันแน่ ความผิดพลาด ที่แบบสถาปัตย์ระบุไม่ตรงกับ BOQ ก็ยังมีอีกเพียบ แต่ก็ปล่อยผ่านกันมา ไหนบอกพิจารณา กันมาแบบรอบคอบแล้วอย่างไรครับ อันที่จริงสำนักงบประมาณก็เคยบอกไว้ว่าหากแบบและ BOQ มันไม่สอดคล้องต้องกลับไปทำ มาใหม่ให้เรียบร้อยก่อนจึงจะของบประมาณได้ นี่หากเป็นกระทรวงอื่นที่ไม่มีรัฐมนตรี มาหนุนหลังรับรองว่าอดแน่ ตั้งงบมาแบบนี้อดแน่ และยิ่งหากเป็น อปท. องค์การปกครอง ส่วนท้องถิ่นด้วยแล้วผมว่าสำนักงบประมาณตัดออกไปเองก่อนเลย ภาพนี้แสดงว่า มีการแก้แบบไปบ้าง แต่ลืมแก้ BOQ ให้มันสอดคล้องกัน แต่นี่ก็ผ่านการกลั่นกรองกันมา แบบมึน ๆ อนุกรรมาธิการ กรรมาธิการทำงานกันมาอย่างไร จากตัวอย่างที่ได้แสดงไป ไม่ว่าจะเป็นข้อสังเกตที่ ๑ โอ่อ่าอลังการเกินไปมาก ข้อสังเกตที่ ๒ ยัดไส้ด้วยโต๊ะ เก้าอี้ ที่แพงเว่อร์ ข้อสังเกตที่ ๓ แบบไม่สอดคล้องกับ BOQ แต่ก็ผ่านการกลั่นกรองกันมา แบบมึน ๆ ล้วนนำไปสู่ข้อสังเกตที่ ๔ ที่สำคัญ ควรกลับไปออกแบบมาใหม่ ไม่ใช่แค่ลดราคา พอเป็นพิธี ผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการก่อสร้าง ได้ช่วยชี้แจงหน่อยว่าทำไมปรับลดแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่โอ่อ่าเกินไปเห็น ๆ แล้วก็ อย่างที่บอกตอนต้นเมื่อเทียบกับตึก สตง. ที่ทุกคนก็ด่าว่าแพงแล้วนี้ ต่อให้ปรับลดไป ๕๐ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบต่อหัวแล้วก็ยังแพงกว่าตึก สตง. แล้วก็แพงกว่าทุกตึกราชการในปีนี้ คือรายการนี้ฉาวที่สุดแห่งปี จะผลาญงบเพื่อใคร จะแบกเพื่อใคร ทำไมท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการไม่ฟังตัวแทนจากพรรคประชาชนที่ช่วยกันเรียกร้องให้หน่วยงานกลับไป ออกแบบมาใหม่ให้ราคามันสมเหตุสมผล ปรับฟังก์ชันการใช้งานไม่ให้หรูหราเกินหน้าเกินตา หน่วยงานอื่น ลดจำนวนห้องประชุมที่เกินจำเป็นลง เอาห้อง Auditorium แบบ IMAX ออก ออกแบบใหม่ไม่ ต้องมี Void ตรงกลาง แค่นี้ก็ประหยัดได้เป็นพันล้านแล้วครับ เรื่องนี้ควรให้ สำนักปลัดกระทรวงคมนาคมนำแบบและ BOQ กลับไปทบทวนแล้วค่อยมาขอใหม่ในปีหน้า ด้วยราคาที่เหมาะสม แล้วไม่ต้องมาแถเรื่องของความยากลำบากในการอยู่ที่ตึกเก่าด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่าปัญหานี้มีมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว รวมถึงสัญญาเช่าที่ดินจากสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ยังเหลืออยู่จนปี ๒๕๗๓ โน่น สร้างช้าไปอีก ๑ ปีก็เสร็จทัน Sure ครับ สร้างตึกแบบนี้ไม่ได้ยากอะไร มีหลายบริษัทที่ทำได้ถ้าไม่ไปล็อกกัน ๒-๓ ปีก็เสร็จ ประเด็นมันอยู่ที่ตึกใหม่ตามแบบและ BOQ ที่ของบมาในปีนี้มันโอ่อ่าเกินไป และแพง เกินไปมาก มากเกินกว่าจะใช้วิธีปรับลดเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบพอเป็นพิธีแบบที่กรรมาธิการ ทำกันมาครับ

สุดท้ายผมขอขอบคุณเพื่อนอนุกรรมาธิการก่อสร้างในส่วนของเสียงข้างน้อย ที่พยายามสู้จนถึงขั้นลงมติซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยในระดับอนุกรรมาธิการ แล้วก็ขอขอบคุณ เพื่อนกรรมาธิการในส่วนของเสียงข้างน้อยที่หลายคนชี้ให้เห็นความฉาวโฉ่ของตึกนี้ แต่เมื่อเสียงข้างมากลากกันมาเรื่อยจนถึงสภาใหญ่ในวันนี้โดยไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่จะอธิบาย ผมก็คงต้องขอบอกว่าติดใจอยู่ครับ และขอให้สภาลงมติเพื่อปรับลดงบประมาณของ กระทรวงคมนาคมเพิ่มเติมตามที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เชิญครับ

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สงขลา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา พรรคภูมิใจไทยครับ ฝากเจ้าหน้าที่กำลังมอนิเตอร์บันทึกให้ชัด ๆ เดี๋ยวผมพยายามพูดให้ช้า ๆ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะอภิปรายกระทรวงเจ้าสัว โดยเฉพาะกรมเศรษฐี มาตรา ๑๕ งบประมาณของ กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานในกำกับ เสนอคำของบประมาณในปีนี้ ๑๘๕,๒๖๑ ล้านบาท กรรมาธิการปรับลดไปแค่ ๗๙๕ ล้านบาท ผมเองวันนี้ขอเสนอปรับ ๕ เปอร์เซ็นต์ ผมค่อนข้างพอใจครับท่านประธาน ทั้ง ๒ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงคมนาคม ก็คือกรมทางหลวงและทางหลวงชนบท มาดูกันครับ

๑. กรมทางหลวง ตั้งงบประมาณไว้ ๑๒๓,๔๑๑ ล้านบาท คิดเป็นเท่าไรครับ ๖๖.๖๒ เปอร์เซ็นต์ของคมนาคม กรรมาธิการปรับลดไปแค่ ๕๕๒ ล้านบาท กรมต่อไป กรมทางหลวงชนบท ตั้งงบประมาณไว้ ๕๐,๒๖๙ ล้านบาท คิดเป็น ๒๗.๑๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ๒ หน่วย กรมทางหลวงกับกรมทางหลวงชนบทมารวมกัน เป็นงบประมาณ ทั้งหมด ๑๗๓,๖๘๐ ล้านบาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของกระทรวง คมนาคมได้ไปเท่าไร ๙๓.๗๕ เปอร์เซ็นต์ จะให้ผมไม่เรียกเจ้าสัวได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เหลือให้กับหน่วยงานอื่นในสังกัดกระทรวงคมนาคม ๑๑,๕๘๑ ล้านบาท เหลือเท่าไร ๖.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิดผมไปตัด ๕ เปอร์เซ็นต์มันจะเหลือสักเท่าไร นี่คือตัวเลขของ งบประมาณในเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่มีตัวเลขแบบพิสดาร

เรื่องต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้สร้างความเสียหายปีละ หลายพันล้านบาท เราต้องตั้งงบประมาณไปอุดรูโจร ผมพูดไม่ผิด ตั้งงบประมาณไปอุดรูโจร ผมขอฝากประเด็นสำคัญไปยังกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท คือปัญหาเล็ก ๆ ครับ ปัญหาไฟส่องสว่างแนวทางหลวงและทางหลวงชนบทดับ มันเกิดจากสาเหตุอะไรครับ สายไฟหาย ฟิวส์เสีย หม้อแปลงเสีย และหม้อแปลงถูกขโมย ที่สำคัญสายไฟโดนขโมย ดูเป็น เรื่องเล็ก แต่หน่วยงานของรัฐต้องตั้งงบประมาณในการไปแก้ไขในปีหนึ่งหลายพันล้านบาท ยกตัวอย่าง เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมเดินทางกลับบ้านไปที่สงขลา ไปร่วมงานศพที่วัดสะท้อน ปรากฏว่าพอไปถึงงานศพมีชาวบ้านมาสะกิด สส. ไฟส่องสว่างดับ ปรากฏว่าเป็นไฟส่องสว่าง ที่แยกสะท้อน หมายเลข ๔๐๘ จากแยกไฟแดงประมาณ ๒ กิโลเมตร เขาบอกว่าดับมา ๒ อาทิตย์ ผมคิดว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เป็นผมคนเดียวที่เจอ เพื่อน สส. คงได้รับการร้องเรียน จากประชาชนเหมือนผม ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย บังเอิญผมไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ไปเจอกับเอกอัครราชทูต คำแรกที่ผมถามท่านเอกอัครราชทูตว่าคนไทยก่อคดีอะไรสำคัญ ครับท่านทูต ท่านทูตบอกว่าคดีขโมยสายไฟครับ ปรากฏว่าวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๗ คนไทย ๔ คนร่วมกับคนประเทศเวียดนามไปตัดสายทองแดงในประเทศญี่ปุ่นไปขายได้เท่าไรครับ ๑๐๐ ล้านเยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๒๐ ล้านบาท แต่สร้างมูลค่าความเสียหายกับ ประเทศญี่ปุ่นเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ผมจะนำเรียน

ต่อไปก็คือโครงการของกรมทางหลวงชนบท โครงการศึกษาความเหมาะสม ของทางหลวงและทางหลวงชนบทมีทุกปีครับ ปี ๒๕๖๖ ปรากฏว่าทางหลวงชนบท ตั้งงบประมาณ ๓๐ ล้านบาทเพื่อที่จะศึกษาวงแหวนรอบเมืองนาทวี ท่านประธานที่เคารพ ขั้นตอนต่อไปกรมทางหลวงต้องเสนอพระราชกฤษฎีกาเพื่อเวนคืนที่ดินต่อไปเพื่อจ่ายเงิน ชดเชยค่าอาสินในแนวที่สำรวจไว้ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ ๒ ปี แล้วก็ตั้งงบประมาณ ก่อสร้างถนนแนววงแหวนรอบเมืองระยะทางประมาณ ๒๑ กิโลเมตร ท่านประธานครับ โครงการนี้ถ้าเกิดขึ้นช้ามันจะส่งผลอย่างไรครับ ๑. การซื้อขายของพี่น้องประชาชนทำไม่ได้ ๒.จะปลูกพืชทดแทนในแนวเขตที่กันไว้ ๑๐๐ กว่าไร่ พี่น้องประชาชนก็ไม่สามารถที่จะทำได้ และไม่มั่นใจที่จะไปทำ ๓. ไม่สามารถจะพัฒนาที่ดินดังกล่าวและที่ดินรอบข้างได้ ๔. มูลค่า การก่อสร้างเพิ่มขึ้น ค่าครุภัณฑ์เพิ่มขึ้นทุกปี ท่านประธานครับ ก็เลยฝากไปยัง ๒ หน่วยงาน กระทรวงคมนาคมก็คือกรมทางหลวงและทางหลวงชนบทนะครับ

เรื่องที่ ๑ สรุปก็คือเรื่องไฟฟ้าดับในพื้นที่สร้างความเสียหายให้กับ ประเทศชาติ โดยเฉพาะงบประมาณของแผ่นดินที่เรากำลังพิจารณา

๒. ก็คือเรื่องของการเดินหน้าโครงการถนนเลี่ยงเมืองนาทวีให้แล้วเสร็จ โดยเร็ว

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปีงบประมาณ ๒๕๗๐ พี่น้องคงได้ฟังข่าวดีจาก กระทรวงคมนาคม แต่อย่างไรเสียผมเองก็ยังมีความตั้งใจว่าจะขอปรับลดงบประมาณของ กระทรวงคมนาคม ปี ๒๕๖๙ ๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ขอบคุณครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ครับ

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมขอร่วมอภิปรายในมาตรา ๑๕ ของกระทรวงคมนาคม เดิมขอตัดไว้ ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นเรื่องที่จะขอฝากไปถึงกระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะกรมทางหลวง ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาท่านได้รับงบประมาณในการก่อสร้างทางยกระดับ บรมราชชนนี ๔ ตอน เป็นเงินประมาณสัก ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการหาผู้รับจ้าง ก็คาดว่าคงจะเซ็นสัญญาเร็ว ๆ นี้ ปลายปีก็จะเริ่ม ดำเนินการก่อสร้างทางยกระดับนี้แล้ว ก็ฝากกรมทางหลวงว่าในระหว่างที่ท่านจะเริ่ม การก่อสร้างทางยกระดับสายบรมราชชนนีนี้ก็ฝากท่านได้ดำเนินการปรับปรุงถนน Motorway M81 จากบางใหญ่ไปกาญจนบุรีซึ่งปัจจุบันนี้เปิดให้ใช้ในช่วงวันศุกร์บ่าย ๓ โมง ถึงวันจันทร์ประมาณ ๙ โมงเช้าเป็นการใช้ชั่วคราวก่อนที่อยู่ระหว่างดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ ขอให้ได้เปิด Motorway นี้ได้เต็มรูปแบบเพื่อลดปริมาณการจราจรในการก่อสร้างทาง สายบรมราชชนนีอันนี้ ส่วนถนน Motorway เมืองกาญจนบุรี M81 นั้น ปัจจุบันนี้ถ้ามาจาก ภาคใต้แล้วที่จะเข้า Motorway ได้มีเพียงแยกมาลัยแมนที่เดียว ซึ่งกรมทางหลวงไม่เชื่อม ทางเข้าไว้ให้เพียงพอ โดยเฉพาะรถที่มาจากภาคใต้ โดยเฉพาะตรงแยกสระกะเทียมยังไม่มี ตรงแยกศีรษะทองยังไม่มี ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้การจราจรนั้นระบายแบ่งเบาไปได้น้อย และถ้าเป็นไปได้ทาง Motorway เมืองกาญจน์นี้ถ้าท่านยกเลิก Motorway เป็นทางหลวง พิเศษธรรมดาจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับนนทบุรี นครปฐม กาญจนบุรี หลายแสนล้านบาท ยกตัวอย่างถนนราชพฤกษ์ท่านดูได้ว่าเป็นอย่างไร ท่านเก็บเงินก็คงได้ไม่เท่าไร เพราะว่า Motorway นี้ไปเพียงจังหวัดกาญจนบุรีเพียงแค่จังหวัดเดียว

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องของการสร้างทางของกรมทางหลวง โดยเฉพาะที่ผ่าน ย่านชุมชน และท่านก็ไปทำท่อระบายน้ำ ทำทางเท้าเอาไว้เป็นเวลานานหลายปีแล้ว ปัจจุบันนี้ ทางเท้าของท่านทรุดโทรมเป็นหลุม เป็นแอ่ง กระเบื้องหลุดบ้างอะไรก็แล้วแต่ ให้ท่านได้ ตรวจสอบในส่วนของทางเท้านี้ด้วย

แล้วก็เรื่องปรับปรุงทางสะพานข้ามแยกตามระดับ ถ้าท่านงบยังไม่เพียงพอ ทางแยกที่เป็นจุดตัด ๔ เลนท่านสามารถขยายช่วงทางแยกให้เป็น ๘ เลนฝั่งละประมาณ ๕๐๐ เมตร ก็จะช่วยแบ่งเบาเรื่องการจราจรได้เป็นอย่างดี วงแหวนกาญจนาภิเษกของท่านนั้น ปัจจุบันนี้แออัดมาก ท่านยังไม่มีแนวคิดที่จะสร้างวงแหวนใหม่อีก ผมว่าท่านต้องเตรียมการ ในเรื่องนี้แล้ว

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อสักครู่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายถึงเรื่องสายไฟและหม้อแปลงหาย ปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมกันอย่างมากที่มีผู้ขโมยลักหม้อแปลงในสายทางของกรมทางหลวง และทางหลวงชนบท โดยใช้รถที่มีลักษณะคล้ายรถการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่เป็นสีเดียวกัน และไปถอดในเวลากลางวันด้วย ก็ฝากทางหมวดการทางซึ่งมีหน้าที่ดูสายทางแล้วได้ดูแล ตรวจสอบบุคคลเหล่านี้ที่ทำเนียนเหมือนไปซ่อมไฟแล้วลักหม้อแปลงนี้ไป ซึ่งราคาลูกละ เป็นแสน ขณะนี้กำลังระบาดทั่วประเทศ

ในส่วนของกรมทางหลวงชนบทท่านได้สร้างถนนสะพานยกระดับข้ามคลอง มหาสวัสดิ์ช่วงบรมราชชนนีไปนครอินทร์ ซึ่งได้สร้างเสร็จแล้ว ปรากฏว่ารถไปแออัดกัน ที่หน้าห้างเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ และหน้าห้างคริสตัล ฝากท่านไปดูแลการจราจร แก้ไข เปิดช่องทางเข้าทางหลักเพิ่มให้ด้วย เมื่อเช้าผมได้พูดถึงถนน ๔ เลนบนคันคลองชลประทานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็อยากจะฝากทางกรมทางหลวงชนบทว่าถนน ๔ เลนในชลประทานนั้นมีความสำคัญ อย่างยิ่ง โดยเฉพาะที่หัวหินที่มาชะอำเป็น ๔ เลนแล้ว ก็ฝากท่านไปดูว่าอีกฝั่งหนึ่งยังมีพื้นที่ ว่างอยู่ไปสร้างถนน ๔ เลนเพิ่มเติมขึ้นมาน่าจะได้ดี แล้วก็ยังฝากท่านเรื่องถนน ๔ เลน บนคันคลองทั่วประเทศที่มีอยู่ให้เป็นถนน ๔ เลยทั้ง ๒ ฝั่งข้างละ ๒ เลน โดยใช้คลองส่งน้ำ เป็นเกาะกลางก็จะช่วยแบ่งเบาการจราจร และไม่ต้องไปเวนคืนที่ดินเพิ่มขึ้นมาด้วย ก็ขอฝาก ท่านไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านเอกราช อุดมอำนวย อยู่ไหม ผ่านไปก่อนไหมครับ อาจจะทำธุระอยู่ เชิญท่านยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ครับ

นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน กาญจนบุรี 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี อำเภอท่ามะกา อำเภอพนมทวน พรรคภูมิใจไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายในวาระที่สอง ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ในมาตรา ๑๕ สัดส่วน ของกระทรวงคมนาคมที่ท่านณัฏฐ์ชนนบอกว่าเป็นกระทรวงเศรษฐีครับ เนื่องจากประเด็น ที่ผมจะอภิปราย ผมได้รับทราบรับรู้จากกรณีในช่วงที่เกิดปัญหารบกันระหว่างชายแดน ของไทย-กัมพูชาที่ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพี่น้องภาคการเกษตร ได้รับผลกระทบจากการใช้ Drone บินเพื่อการเกษตร ซึ่งไม่ใช่แค่เพียง ๔ จังหวัดที่มีปัญหา ชายแดน แต่ปัญหานั้นก็คือการที่ไม่ให้ใช้ Drone บินในภาคการเกษตรซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ จังหวัดกาญจนบุรี แต่เป็นผลกระทบของเกษตรกรไทยที่ใช้ Drone ทั้งประเทศ ท่านประธาน ปัจจุบันเกษตรกรไทยนั้นกำลังเผชิญหน้ากับต้นทุนการผลิตที่สูงและมีรายได้หรือว่าผลผลิต ที่ต่ำตามที่เพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพูดกันมาโดยตลอด และพี่น้องประชาชน ก็พูดกันมาตลอด ผมยังอยากจะให้พี่น้องประชาชนนั้นได้ Phone In เข้ามาพูดให้ผู้บริหาร ได้ฟังเช่นเดียวกันครับ ผมจึงขอเป็นตัวแทนว่าวันนี้เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับกระทรวงคมนาคม เพราะว่า Drone คือเครื่องมือที่จะทำให้ช่วยลดต้นทุนของการผลิตได้กับพี่น้องเกษตรกร เพราะ Drone ถือว่าเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ Drone เพื่อการเกษตร แล้วถามว่า มันเกี่ยวข้องอะไรกับกระทรวงคมนาคม เกี่ยวครับ เพราะกระทรวงคมนาคมเป็นผู้กำกับดูแล และอนุญาตการนำ Drone บินนั่นเอง เพราะฉะนั้นในช่วงที่เกิดสงครามได้สั่งระงับ อันนี้ เกษตรกรเข้าใจ สิ่งที่ผมได้รับทราบว่าไม่ให้ Drone บินหลังจากนั้น นั่นก็คือว่าเกษตรกร มีปัญหากับส่วนข้าราชการกับการใช้ Drone ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิต ของเขา นั่นก็เพราะว่า Drone นั้นใช้เพียงแค่ Drone สามารถลดต้นทุนของเขา ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของแรงงาน และยังจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่อง ของการใช้ปุ๋ยยาถึง ๒๐ และ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่สำคัญเร็วกว่าการใช้แรงงานคน แต่ปัจจุบันปัญหาที่เกิดคืออะไร ผมอยากจะฝากถึงกระทรวงคมนาคมว่าปัญหาที่เกิดคือ กระทรวงคมนาคมที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการใช้ Drone ในทางเกษตร ที่บอกไม่ให้ ความสำคัญอย่างไร คมนาคมไม่เคยให้การสนับสนุนในเรื่องของความรู้ในเรื่องของความรู้ ในเรื่องของการฝึกทักษะของการใช้เทคโนโลยีกับเกษตรกรยุคใหม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เป็นปัญหานั่นก็คือว่าพี่น้องชาวเกษตรกรจะต้องขออนุญาตการใช้ Drone เพื่อที่จะบิน ในการให้ปุ๋ย ให้ยา ท่านครับ การขออนุญาตนั้นต้องขอเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตหรือว่า CAA ถามหน่อยว่า ถ้าเกษตรกรตาสีตาสาหรือผู้ที่กำลังฝึก Drone บินแล้วเป็นเกษตรกรไม่มีความรู้เรื่องของ การที่จะเข้าสู่ระบบเขาจะทำได้อย่างไร เขาจะต้องตกเป็นจำเลยในเรื่องของกฎหมาย และ ๒. ถ้าเกิดผู้ที่รับจ้างขออนุญาตแล้ว ท่านประธานทราบหรือไม่ว่าเขาใช้เวลา ๗-๑๕ วัน กว่าระบบจะตอบ คำโบราณเขาบอกว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ กว่าเกษตรกรจะได้รับอนุญาต จากการบิน Drone เพื่อที่จะให้ปุ๋ย ให้ยา ลดต้นทุนในการเกษตร บางทีไร่นาเขา พืชผลเขา อาจจะเหี่ยว อาจจะตายไปแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงขอให้ทางกระทรวงคมนาคม ผมจะฝากถึงแนวทางว่าให้กระทรวงคมนาคมได้พิจารณาดังนี้

๑. ขอให้จัดตั้งระบบ One Stop One Service สำหรับการขออนุญาต Drone เพื่อการเกษตร ให้เกษตรกรติดต่อได้ที่เดียวครับ และได้รับคำตอบอย่าเกิน ๓ วัน

๒. ขอให้สนับสนุนงบประมาณจัดอบรมและออกใบอนุญาตบังคับ Drone ให้แก่เกษตรกรโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่าย

๓. ขอบูรณาการฐานข้อมูลระหว่าง กพท. กสทช. และกรมวิชาการเกษตร เพื่อจะลดการยื่นเอกสารที่ซ้ำซ้อน

๔. ขอสนับสนุนประกันภัย Drone สำหรับเกษตรกรรายย่อยโดยผ่านกองทุน ของภาครัฐ

ใน ๔ ประการที่ผมได้นำเสนอไปหวังว่าในกระทรวงคมนาคมจะนำไป พิจารณา เพราะผมไม่อยากให้เกษตรกรนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและตกเป็นจำเลย เพราะในสิ่งที่ ปฏิบัติอาจจะไม่รู้และเข้าไม่ถึง

และท้ายที่สุดนี้ผมเองก็ขออนุญาตตัดลดงบประมาณในส่วนที่ผมได้นำเสนอ ๑ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่านณัฏฐ์ชนนบอกว่ากระทรวงคมนาคม ในส่วนของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทใช้ไปประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว ตัดสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ ของส่วนอื่น ๆ เอามาทำในสิ่งที่ควรทำเถอะ โดยเฉพาะขอให้ฟังเสียงของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่นถนนสภาพยังเสียหายเพิ่งจะ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านถากออก รื้อออก ทำแล้วทำอีก แต่สิ่งที่ผมหรือเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้พูดไปว่า ขอให้ทำในสิ่งที่ควรทำ ผมยกตัวอย่าง เช่น ขอไฟแดงบริเวณถนนสาย ๓๒๓ ทางเข้าวัดดงสัก ผมพูดมานานหลายครั้งยังไม่เห็นทำสักที ไฟที่ดับแล้วดับอีก ถนนเส้นสีสะท้อนแสงเพื่อที่จะ ลดอุบัติเหตุ พูดแล้วพูดอีก พวกเราพูดกันอยู่ตลอด สิ่งเหล่านี้ท่านยังไม่ทำ เพราะฉะนั้น ผมจึงขอตัดลดงบประมาณเพื่อที่จะเอามาทำในสิ่งที่ควรทำ และท้ายที่สุดนี้ผมก็ยังยืนยัน ขอตัดลด ๑ เปอร์เซ็นต์เพื่อที่จะให้เอามาสนับสนุนในภาคของการเกษตรที่เกี่ยวกับคมนาคม และเป็นหัวใจของคนไทยทั้งประเทศคือเกษตรกรไทย ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณวิรัช พิมพะนิตย์ ครับ

นายวิรัช พิมพะนิตย์ กาฬสินธุ์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย เขต ๑ ในมาตรา ๑๕ ผมจะขอร่วมอภิปรายงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ท่านสมาชิกหลายท่านพูดถึง เรื่องงบประมาณของกระทรวงคมนาคม กระทรวงคมนาคมมีงบที่ขอมา ๑๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และกรมท่าอากาศยานของบมาอีก ๔,๙๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ จังหวัดกาฬสินธุ์กับจังหวัดมหาสารคามมีโครงการร่วมกันเพื่อต้องการท่าอากาศยาน ชื่อท่าอากาศยานสารสินธุ์ เป็นความหวังของคน ๒ จังหวัด กาฬสินธุ์มี สส. ๖ ท่าน มหาสารคามมี สส. ๖ ท่าน รวม ๒ จังหวัดมีประชากรกว่า ๒ ล้านคน ท่านประธานที่เคารพครับ คอย คอย คอย รัฐมนตรีก็ได้มาตอบกระทู้ ได้มาตอบข้อซักถาม บอกว่าเห็นความสำคัญของงบประมาณ เห็นความสำคัญของท่าอากาศยาน ผมอยาก กราบเรียนว่าท่านสมาชิกหลายท่านบอกว่ามันไม่คุ้มค่าในการทำสนามบิน ใช่ครับ ในกรณี ที่ทำเพราะคิดว่าตัวเองอยากจะทำ แต่ที่กาฬสินธุ์กับมหาสารคามเป็น ๒ จังหวัดที่ สส. ประชุมกันแล้วมีประชาชนร่วมประชุมกันเขาคอยมา ท่านประธานที่เคารพ พื้นที่ตรงนี้ แต่ก่อนที่ทำไว้เพื่อจะทำศาลากลางหลังใหม่ ๑,๘๖๘ ไร่ ซึ่งสามารถจะเป็นพื้นที่ที่สามารถ จะรองรับสนามบินได้ ห่างจากกาฬสินธุ์ ๙ กิโลเมตร ห่างจากมหาสารคาม ๒๕ กิโลเมตร ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านผู้มีอำนาจ ผ่านท่านรัฐมนตรีที่ดูแล วันนี้อย่าคิดเหมือนคนอื่น คนจังหวัดใหญ่ ๆ ด้วยความเคารพ คนกรุงเทพมหานครมีรถไฟฟ้าชั้นบน มีทางด่วนมีอะไร แต่คนบ้านนอกพวกผมจะให้นั่งรถเมล์โดยสารอย่างเดียว ถ้าผมเก็บสตางค์ได้จองตั๋วได้ ก็ให้ผมได้มีโอกาสนั่งเครื่องบินบ้าง ท่านประธานที่เคารพ วันนี้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต้องดูถึง ความจำเป็น ดูถึงความเป็นธรรม หลาย ๆ ท่านบอกว่าท่าอากาศยานต่าง ๆ ปีนี้ไม่ได้รับ งบประมาณ เพราะปีก่อนโน้นให้สำรวจมา พอได้ที่เสร็จแล้วปีนี้ท่านรัฐมนตรีว่าจะให้ งบประมาณ ๔๐ กว่าล้านบาทเพื่อออกแบบ แต่ก็ไม่ได้ ผมก็ยังบอกว่ารัฐมนตรีเอาอะไรคิด วันนี้รัฐมนตรีต้องคิดให้หน่อยว่าวันนี้อย่ามองถึงภาพรวม อย่ามองว่าจังหวัดเบตงทำไมไม่คุ้ม ก็เพราะพวกท่านลงทุนกันไปเยอะ กาฬสินธุ์ถ้าทำลงทุนไม่ต้องมาก มีที่อยู่แล้วค่าเวนคืนที่ดิน ๓๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ค่าออกแบบแล้วก็ทำ ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท มีลานวิ่ง มีอาคาร ไม่ต้องมากมายก็สามารถจะรองรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างคน ๒ จังหวัด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม มีมหาวิทยาลัยสารคาม มีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มีราชภัฏ เพราะฉะนั้นวันนี้ ที่ผมเสนอตัดงบของกระทรวงคมนาคม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อยากตัดจริง ๆ แต่ก็คงตัดยาก แต่ก็อยากจะทำ วันนี้สิ่งหนึ่งที่กระทรวงคมนาคมต้องทำคือกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ที่บริการ ทางน้ำ ทางอากาศ และทางบกให้ประชาชน สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำคือคนทุกคนจะต้องได้ สิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้ทัดเทียมกัน ไม่ว่าเขาจะเป็นคนต่างจังหวัดเขาก็มี ๑ สิทธิ ๑ เสียงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นควรตัดงบประมาณของกระทรวงคมนาคมทั้งหมด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เอามาตั้งทำสนามบินให้ผม

ผมกราบเรียนอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องมอเตอร์ไซค์รับจ้างในคนกรุงเทพฯ ผมประเภทใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้างมาก ลองดู ลองให้ความเป็นธรรมสำหรับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กับประชาชนดู ท่านทราบไหมว่าจาก อ.ต.ก. ไปหมอชิตระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ๕๐ บาท เพราะฉะนั้นวันนี้มันมากจนเกินไปแล้ว หรือเราอยู่ใกล้กับ กรมการขนส่งทางบกด้วย ท่านจิรุตม์ก็จะเกษียณอยู่แล้ว อธิบดีใหม่ก็จะมาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ Clear หน่อยให้เขาอยู่ได้ ประชาชนอยู่ได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผมถูกตัด เวลาเป็นคนแรกจาก ๗ นาทีให้เป็น ๕ นาที เพราะอะไร เพราะว่าอยากให้เสร็จตามกำหนด ไม่เป็นอะไร ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ผมก็กราบเรียนท่านว่าผมจึง ขอเสนอให้กระทรวงคมนาคมคิดถึงความจำเป็น ไม่ใช่คิดถึงว่ามีใครไปกระทุ้ง มีใครไปต่อว่า ตรงนี้ไม่สำคัญ ให้ดูความจำเป็น ถ้าตรงไหนไม่จำเป็นไม่ต้องทำก็ได้สนามบิน กราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่เคารพครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณจุติ ไกรฤกษ์ ครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติครับ กระผมมีคำถามที่ติดตามมาตั้งแต่ วาระแรก ต้องบอกว่าผมเป็นแฟนคลับท่านสมาชิกสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผมติดใจ เรื่องการใช้งบประมาณ

ข้อ ๑ ผมอยากจะถามกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณว่าท่านได้ถามเรื่องส่วยทางหลวงที่รถบรรทุกน้ำหนักเกินหรือไม่ เพราะนั่นคือ สาเหตุที่ทำให้ถนนชำรุดเร็วกว่าที่ควรจะเป็น แล้วงบประมาณในการซ่อมแซมปีหนึ่ง หลายหมื่นล้านบาท ฉะนั้นถ้าเผื่อต้นเหตุสามารถกำจัดได้เราก็จะไม่ต้องเสียงบประมาณมาก ขนาดนี้ ก็จะถามกรรมาธิการว่าท่านได้ถามเรื่องนี้หรือไม่

เรื่องที่ ๒ คือกรมท่าอากาศยาน กรมท่าอากาศยานนั้นก็มีร้านค้าที่ในอดีต ผมถามว่าในอดีตรัฐบาลชุดก่อน ๆ ก็บอกว่าให้คนท้องถิ่น SMEs มาทำในท้องถิ่นของ สนามบิน ก็ปรากฏว่าทำมา ๑๐ กว่าปี วันนี้ผมไม่ทราบว่านโยบายใหม่หรืออย่างไร ท่านกรรมาธิการถามหรือไม่ว่าการบริหารท่าอากาศยานนั้นวันนี้คนท้องถิ่นทุกจังหวัด ไม่ได้รับการต่อสัญญา ผมไม่ได้ทำธุรกิจนี้ แล้วผมก็เรียนตรง ๆ ว่ามีผลกระทบกับในท้องถิ่นเยอะ เพราะว่าท้องถิ่นนั้นให้นักศึกษามาฝึกงาน ท้องถิ่นนั้นมี Supply Chain เป็นคนท้องถิ่น อีกเยอะ เมื่อร้านค้าในสนามบินถูกยกเลิกไป ถูกทดแทนด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่ ก็ทำให้ คนท้องถิ่นนั้นที่เคยขายแซนวิช เคยขายขนมไทย เคยขายมะพร้าว กล้วยหอม ก็พลอย ขายไม่ได้ด้วย เพราะว่าบริษัทยักษ์ใหญ่นั้นเขาขายสินค้าคนละประเภท แล้วราคาสินค้า ที่ขายให้กับคนเดินทางก็ขึ้นราคาอย่างน้อย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนครับ กรมท่าอากาศยาน ก็จะบอกว่าได้รับผลตอบแทนเยอะ แต่ว่าในขณะเดียวกันท่านฆ่า SMEs ในแต่ละจังหวัด ก็อยากจะถามว่ากรรมาธิการนี้ได้ถามวิธีการบริหารนี้หรือไม่ นโยบายนี้ท่านเห็นชอบในการ ให้เปลี่ยนแปลงหรือไม่

เรื่องของส่วยทางหลวงนั้นก็อยากจะให้ทราบว่าเกิดมาไม่ถึงปีเมื่อตอนที่ถนน ในกรุงเทพฯ ทรุด แล้วก็รถบรรทุกน้ำหนักเกิน ๓๐ กว่าตัน ติดที่ถนนสุขุมวิท แล้วอยากจะ ถามว่าบริษัทนั้นถูกปรับ ถูกยกระดับ จ่ายค่าชำรุดไปบ้างแล้วหรือยัง

อีกเรื่องที่ผมตามมาคือเรื่องของประมาณ ผมถามนอกจากท่านกรรมาธิการ วิสามัญแล้ว ผมจะถามสำนักงบประมาณซึ่งเป็นต้นน้ำ คณะกรรมาธิการนั้นได้รายงานสภาว่า มีข้อยกเว้นตึกคมนาคม ข้อยกเว้นโดยสำนักงบประมาณ ก็จะถามว่าข้อยกเว้นนั้น ใช้กับกระทรวงอื่นหรือไม่ หรือใช้แค่กระทรวงเดียว เพราะนี่จะเป็นมาตรฐานสำคัญของ สำนักงบประมาณว่าท่านนั้นมีธรรมาภิบาลในการพิจารณางบประมาณหรือไม่ โปร่งใส มาตรฐานเท่าเทียม คำนึงถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าหรือไม่ สิ่งที่เราได้ทราบก็คือว่า ตึกใหม่นี้พื้นที่มากกว่าเดิม ๓ เท่า ตึกใหม่ค่าก่อสร้างต่อหน่วยก็แพงกว่า ในขณะเดียวกัน ก็ตอบโจทย์ว่าข้าราชการมีอยู่ ๑,๐๑๘ คน มีที่จอดรถ ๑,๑๐๐ คัน ผมถามว่าจำเป็นหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่ ผมอยากจะถามคณะกรรมาธิการวิสามัญด้วยว่าสำนักงบประมาณรายงาน ท่านว่าอย่างไร ท่านอย่าลืม ผมพูดเสมอว่าเราต้องกู้มาถึง ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วงบนี้ เป็นงบผูกพันปีแรก ๓,๘๐๐ กว่าล้านบาท ก็อยากถามว่าตรงนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร นโยบายมีทางเลือกเสมอ ผมบอกท่านประธานได้ว่างบ ๓,๘๐๐ ล้านบาทนี้ถ้าชะลอแค่ ปีเดียว เอาเงินนี้ไปสร้างซ่อมบ้านให้กับคนกลุ่มเปราะบาง คนพิการ คนแก่ ท่านจะสามารถ ซ่อมบ้านได้ถึง ๙๕,๐๐๐ หลังคาเรือน ในขณะเดียวกันถ้าท่านไม่ใช้งบตรงนี้ไป วันนี้เรามีอยู่แล้วว่าสภาได้พูดถึงว่า กยศ. กู้เงิน เพื่อเรียนหนังสือขอไป ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ให้มา ๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเผื่อท่านให้เด็กกู้ คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านจะได้นักเรียนเรียนหนังสือ ๓๘๐,๐๐๐ คน จึงอยากจะถาม สำนักงบประมาณ ถามคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณว่า ความจำเป็น ความคุ้มค่า ที่เปรียบเทียบอย่างนี้ว่าระหว่างคนสูงอายุ คนจน ๙๕,๐๐๐ ครอบครัว กับข้าราชการ ๑,๐๑๘ คน อันไหนประเทศจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน ระหว่างทุนการศึกษา ๓๘๐,๐๐๐ ทุนที่ให้เด็กนั้นสามารถเรียนต่อไปได้ กับสร้างตึกชะลอไปเพียงแค่ปีเดียว อันไหน จะคุ้มค่า อันไหนจะมีความจำเป็นมากกว่ากัน เพราะผลของการตัดสินอันนี้ก็จะเป็น สัญลักษณ์ของสำนักงบประมาณ จะเป็นสัญลักษณ์ของคณะกรรมาธิการและสภาชุดนี้ว่า เราให้ความสำคัญกับคนจนหรือคนรวย เราให้ความสำคัญอยู่กับคนที่จำเป็น คนที่จนที่สุด หรือว่าคนที่สบายอยู่แล้ว นอกจากนั้นไม่ต้องพูดถึง ศูนย์แพทย์ฉุกเฉินซึ่งช่วยเหลือชีวิตคน งบประมาณจัดสรรไม่พอ เอาไปให้เขาเขาจะช่วยให้คนมีชีวิตต่อยืนได้อีก ผมถามว่าอย่างนี้ คุ้มค่ามากกว่าหรือไม่ ผมกำลังถามถึงธรรมาภิบาลในการจัดสรรงบประมาณปีนี้ว่า คณะกรรมาธิการนั้นได้พิจารณาประเด็นเหล่านี้ครบถ้วนหรือไม่ พร้อมที่จะชะลอโครงการนี้ ไปปีหน้าหรือไม่เพื่อประโยชน์ของคนจน คนเปราะบาง คนอายุมาก ๙๕,๐๐๐ ครอบครัว หรือเพื่อเด็กมีเงินเรียนหนังสือต่อไป ๓๘๐,๐๐๐ คน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด ก็จะกราบเรียนไว้ ว่าจำเป็นที่จะต้องได้รับคำตอบจากคณะกรรมาธิการว่าท่านได้พิจารณาด้วยความรอบคอบ ด้วยธรรมาภิบาล แล้วก็สำนักงบประมาณก็กรุณาเขียนคำตอบให้กับคณะกรรมาธิการด้วยว่า ที่ท่านยกเว้นระเบียบว่าตึกอาคารใหม่ที่ Over เกินความจำเป็นทำไมถึงได้อนุมัติให้ผ่าน แล้วตึกหลายตึกวันนี้ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลชนบทไม่มีสตางค์สร้าง แล้วเราใช้เงินผิดประเภท ถูกต้องตามโจทย์ความทุกข์ยากของประชาชนหรือไม่ วันนี้ก็ขออนุญาตอย่าได้คิดผมผิด ผมขอพูดแทนประชาชนทั้งประเทศ ผมไม่ใช่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ผมเป็นสภาผู้แทนราษฎร อยากจะฟังว่าวันนี้เราตัดสินใจว่าเราจะให้ประชาชนมาก่อน ประเทศไทยต้องมาก่อน หรือความสุขของคนเพียงส่วนน้อยต้องมาก่อน กราบขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณทศพร เสรีรักษ์ ครับ

นายทศพร เสรีรักษ์ แพร่

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย เมื่อก่อนหน้าผมก็มีหลายท่านพูดถึง เรื่องสนามบินที่จำเป็น ที่ไม่จำเป็น มีการพูดถึงสนามบินที่จังหวัดแพร่ คนที่อยู่นอกพื้นที่ บางทีมันยาก นึกภาพไม่ออกหรอกว่าแต่ละที่แต่ละจังหวัดมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ผมเรียนให้ทราบว่าที่สนามบินจังหวัดแพร่มีมานานหลายสิบปี แล้วก็มีเครื่องบินบินมา โดยตลอด มามีปัญหาเกิดขึ้นก็ตอนโควิด หลังจากระงับการบินปิดสนามบินช่วงโควิด พอหลังจากนั้นก็เริ่มมีปัญหาทำให้ไม่มีเครื่องบินบินไปลงอีกเลย ผมคงไม่ลงลึกไปในปัญหา มากกว่านี้เพื่อเป็นการประหยัดเวลา แต่สรุปว่าต้องมีการขยาย Runway ของสนามบินแพร่ จาก ๑,๕๐๐ เมตรเป็น ๑,๘๐๐ เมตร ผมไม่อยากให้มีเหตุการณ์เหมือนกับสายการบินเจจู ที่เกาหลีใต้ที่ Runway สั้นแล้วลื่นไถลจนเกิดอุบัติเหตุ แล้วก็มีผู้เสียชีวิตเป็นร้อย ๆ คน สนามบินแพร่ ปี ๒๕๖๘ ได้งบประมาณสำรวจอสังหาริมทรัพย์ ๑๓ ล้านบาท แต่สิ่งที่ผม ได้ยินมาตลอด ได้คุยกับชาวบ้านตลอดก็คือว่าตกลงกันไม่ได้สักทีเรื่องราคาที่ดินที่จะเวนคืน บ้านช่องห้องหอที่เขาอยู่มาเป็นสิบ ๆ ปี ทางผู้รับผิดชอบก็อยากจะจ่ายถูก ๆ ชาวบ้านก็รู้สึกว่าไม่คุ้ม ปี ๒๕๖๘ นี้ได้งบประมาณสำรวจอสังหาริมทรัพย์ ๑๓ ล้านบาท แต่เท่าที่ทราบยังไม่มี ผู้รับจ้างคู่สัญญาเลย การเวนคืนอะไรก็ยังไม่มีการเกิดขึ้นเลย ทำไมถึงล่าช้ามาก ๆ ครับ ถึงแม้ว่าปี ๒๕๖๙ จะตั้งงบประมาณ ๘๐ ล้านบาท ผูกพันไปปี ๒๕๗๐ ๑๖๐ ล้านบาท ปี ๒๕๗๑ ๑๖๐ ล้านบาท แต่มันไม่ได้เริ่มสร้างเสียทีถ้ายังไม่เวนคืน เพราะฉะนั้นผมขอตัด งบประมาณของกระทรวงคมนาคม เอาจากตึกก็ได้ ๓,๘๓๒ ล้านบาท เอาส่วนหนึ่งไปเพิ่ม ค่าเวนคืนที่ดินให้พี่น้องประชาชนที่ต้องอพยพโยกย้ายออกไปจากการยอมให้ใช้พื้นที่ ในการขยาย Runway เพื่อจะได้เวนคืนเร็ว ๆ แล้วก็สร้าง Runway ให้เสร็จเร็ว ๆ เพื่อประโยชน์แก่พี่น้อง ไม่ใช่เพียงแต่ชาวจังหวัดแพร่ แต่ว่าเพื่อชาวไทยทั้งประเทศ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นสมาชิกที่จะขออภิปราย เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข มี ๓ ท่าน หลังจากนั้น จะให้กรรมาธิการตอบต่อไป ท่านละ ๕ นาที ขอเชิญท่านฐิติมา ฉายแสง ครับ

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง จังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขออภิปรายในหมวด งบประมาณของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีโครงการ ๑ โครงการที่ดิฉันขอพูดถึง ก็คือว่าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ตรงถนนสาย ๓๔ ซึ่งเรียกว่าเป็นสะพาน เทพหัสดินค่ะ สะพานนี้ได้งบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วผูกพัน ๓ ปี ปัญหาที่ดิฉัน อยากจะพูดถึงก็คือว่าสะพานแห่งนี้เป็นปราการด่านแรกจากปากอ่าวเข้าแม่น้ำบางปะกง แล้ว สะพานนี้มีปัญหาตรงที่ว่าสร้างมานานแล้ว หลายปีแล้ว เขามีทั้งหมด ๔ สะพานด้วยกัน ก็ สร้างปีนั้นปีนี้ก็ว่ากันไป ๔ สะพานนี้ ๒ สะพานวิ่งไปจากกรุงเทพฯ วิ่งไปชลบุรี อีก ๒ สะพาน ก็ ชลบุรีกลับกรุงเทพฯ ๔ สะพานนี้ตรง ๒ สะพานตรงกลางมันมีทางยกระดับบูรพาวิถี คร่อมอยู่ แต่ ๒ สะพานด้านข้างไม่มีเลย ทีนี้อยากจะปรึกษากับท่านประธานว่าดิฉันอยากจะ ขออนุญาตนำภาพขึ้นนำเสนอนะคะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ว่าสะพานเทพหัสดินเป็นสะพานอย่างที่ ดิฉันบอกมีมานานแล้ว นี่เป็นภาพที่มีทางยกระดับคร่อมอยู่ ดังนั้นงบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท คือการทำอะไร คือการขยายขึ้น สร้างสะพานใหม่ให้สูงขึ้น เขาก็สร้างสูงได้แค่ ๖.๙๐ เมตร จาก ๕.๗๐ เมตร สะพานนี้มีความสูงแค่เพียง ๕.๗๐ เมตรเท่านั้นเอง ต่ำเตี้ยมากจนเป็น อุปสรรคในการเดินเรือมาโดยตลอดเลย วันนี้ดิฉันอยากจะขอให้ท่านประธานและสภาแห่งนี้ ช่วยกันพิจารณาเถอะว่าเราปล่อยแบบนี้ไม่ได้ เอาละ ๕.๗๐ เมตร เขาจะทำเพิ่มสูงขึ้นคือ ๖.๙๐ เมตร เพราะเขาบอกว่ามันติดทางยกระดับทำได้แค่นี้ ดิฉันกำลังจะบอกว่าสะพานนี้ เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือมาโดยตลอดหลายสิบปีมาก จนกระทั่งเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ เข้าไม่ได้ เรือท่องเที่ยวไม่ได้ พี่น้องประชาชนบ่นอุบมานานหลายสิบปี จึงเห็นว่าแม่น้ำบางปะกง เป็นแม่น้ำที่เงียบมาก ไม่เหมือนแม่น้ำเจ้าพระยาเลย แม่น้ำเจ้าพระยามีเรือมากมาย เยอะแยะไปหมด แม่น้ำบางปะกงไม่มีเลย เป็นเพราะด่านประการแรกนี้ล่ะที่กั้นทำให้เรือต่าง ๆ เข้ามาไม่ได้

ทีนี้กรมทางหลวงก็จะบอกกับท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการก่อสร้างนี่ล่ะ บอกว่ามันติดขัด มันติดทางยกระดับ มันทำสูงขึ้นไม่ได้ ดิฉันกำลังบอกว่าจริง ๆ แล้วมันมี สะพาน ที่ดิฉันบอกมันมี ๔ สะพาน ๒ สะพานด้านข้างนี้ที่เป็นทางคู่ขนานมันเป็นแบบนี้ มันไม่มีทางยกระดับมาคร่อมเลย เพราะฉะนั้นทำสูงขึ้นได้ไหม ทำสูงขึ้นได้ จะสร้างสะพาน ทั้งทีควรจะทำสูงเพื่อให้เรือใหญ่ ๆ อย่างที่ดิฉันบอกลอดผ่านสะพานได้ ดิฉันถามเจ้าท่าฉะเชิงเทรา ถามหอการค้า ถามผู้ประกอบการอู่ต่อเรือ ถามพี่น้องประชาชน ไม่มีใครเห็นด้วยกับโครงการนี้เลยที่จะทำสะพานสูงแค่เพียง ๖.๙๐ เมตร เพราะเขาต้องการ สะพานที่สูงเป็นเท่าตัวเลยเป็น ๑๐ เมตรด้วยกันเพื่อที่ประโยชน์ดังที่บอกมา แต่แล้ว กรมทางหลวงก็จะสร้างแค่เพียง ๖.๙๐ เมตร ด้วยอ้างเหตุผลว่ามันติดสะพาน ดิฉันขอเสนอ ภาพต่อไปเลยค่ะ ท่านประธานดูภาพ อันนี้คือสะพานบารมีโสธรที่สร้างใหม่เพิ่งเปิดไป เมื่อไม่กี่เดือนนี้เองยังสูงตั้ง ๙ เมตร แล้วดูภาพต่อไป ภาพต่อไปนี้ภาพเปรียบเทียบว่าซ้ายมือ คือสะพานเทพหัสดินที่มันต่ำเตี้ยแบบนั้นมันถึงเป็นอุปสรรคในการเดินเรือ มันเป็นอุปสรรค ในการที่จะทำความเจริญเข้าสู่ฉะเชิงเทราก็ดี อีอีซีก็ดี แล้วดูภาพทางขวามือเป็นภาพของ สะพานบารมีโสธรที่สูงมากขนาดนั้น เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะพิจารณาในการที่จะสร้าง ท่านต้องทำความเจริญให้กับบ้านเมือง ไม่ใช่ว่ามาเป็นอุปสรรคมาสร้างให้สะพานแห่งนี้ กลายเป็นอนุสาวรีย์ ท่านรู้ไหมว่าแม่น้ำบางปะกงเคยมีเขื่อนทดน้ำบางปะกงเมื่อปี ๒๕๔๒ สร้างเขื่อนทดน้ำแล้วพอปิด ปิดปุ๊บตลิ่งพังหมดเลย ๑๐ กิโลเมตร บ้านเรือนเสียหาย เต็มไปหมดนั่น หมายความว่าอะไร ไม่ได้ศึกษาอย่างแท้จริงว่าปัญหามันจะคืออะไร อันนี้ ก็เช่นเดียวกันไม่ได้ศึกษาเลยหรือว่าจังหวัดฉะเชิงเทราเขาเงียบเหงากันจะตายอยู่แล้ว แล้วยังจะสร้างต่ำ ๆ แบบนี้อีกได้อย่างไร ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่ว่าเราจะต้องพิจารณาว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามาอ้างว่าติดทางยกระดับ ถ้ามาอ้างว่าจะต้องเวนคืนมากขึ้น ขอเวนคืน ถ้าจะต้องเวนคืนกันเป็นร้อยล้านพันล้านก็ต้องยอม ถามว่าเพราะอะไร เพราะถ้ามี การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีเรือท่องเที่ยวเข้ามา มีเรือขนส่งสินค้า มันเกิดเงินเข้าสู่พื้นที่ เผลอ ๆ ปี ๒ ปีได้คุ้มทุนไปแล้ว คุณสามารถขยายได้ คุณต้องทุบสะพานตรงกลางที่มี ทางยกระดับคร่อมอยู่ออก ออกแล้วคุณต้องยกระดับสะพานที่ด้านข้างที่ไม่มีอะไร ขวางเลยขึ้นมาสูง ๑๐ เมตรให้เหมือนกับสะพานอื่น ให้เหมือนสะพานสมัยใหม่ จะปล่อย แบบนี้ไม่ได้ ท่านประธานคะ เราต้องใช้งบประมาณให้คุ้มค่า ถ้าคุณทำแบบนี้อย่าทำดีกว่า เพราะฉะนั้นดิฉันขอเสนอว่าต้องเปลี่ยนแบบให้ได้ ถ้าเปลี่ยนแบบไม่ได้ก็ตัดเลยงบประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทที่ท่านจะมีในครั้งนี้ในปีนี้เพราะเป็นงบประมาณผูกพัน ๓ ปี ๓๐๘ ๘๕๐ ๘๕๐ ตัดออกเลย เพราะอะไร เพราะคุณกำลังสร้างอุปสรรคให้กับจังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่สามารถมีความเจริญได้ คุณจะทำร้ายคนฉะเชิงเทราต่อไปได้อย่างไร คุณจะทำร้ายอีอีซี ต่อไปได้อย่างไร ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการท่านอย่าฟังแต่กรมทางหลวงอย่างเดียว ท่านต้องรู้ถึงศักยภาพของจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งสามารถสร้างจีดีพีได้มากกว่านี้ แต่ท่านจะทำ แบบนี้อย่าทำดีกว่า เพราะฉะนั้นท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการก่อสร้างอย่าถูกหลอก อีกเลย ขอบคุณค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณทิสรัตน์ เลาหพล ครับ

นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล ผู้แทนประชาชนบางแค หนองแขม พรรคประชาชน ท่านประธานคะ ดิฉันต้องการพูดลงในรายละเอียดการเสนอคำของบประมาณปี ๒๕๖๙ ตามมาตรา ๑๕ ของกระทรวงคมนาคมค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

กระทรวงได้เสนอคำขอ งบประมาณในปี ๒๕๖๙ นี้เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑๘๔,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ดิฉันขออภิปราย ในฐานะสมาชิก ซึ่งดิฉันเห็นว่ามีกรรมาธิการตัดลดมานั้นยังสามารถปรับลดลงได้อีก เนื่องจากว่ามีหลาย ๆ โครงการที่ดิฉันเห็นว่ามีความซ้ำซ้อนและไม่คุ้มค่าต่องบประมาณ ดิฉัน ขอเริ่มต้นไปที่กรมทางหลวงชนบท หรือ ทช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของแผนงาน ยุทธศาสตร์พัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ ดิฉันไม่มีข้อกังขาในเจตนาอันดี ของ ทช. ที่ต้องการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุและยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน เพราะความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ดิฉัน กลับพบประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความซ้ำซ้อนในการตั้งมาตรฐาน และการกระจุกตัว ของโครงการ ซึ่งอาจทำให้เงินภาษีของประชาชนไม่ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร ท่านประธานคะ หากเราเปิดดูเอกสารประกอบงบประมาณจะพบว่ามีถนนทางหลวงชนบท อยู่เส้นหนึ่งที่ดูเหมือนจะได้รับงบประมาณด้านความปลอดภัยบนถนนมากกว่าเส้นอื่น ๆ ทั่วประเทศ นั่นคือถนนสาย นบ. ๓๐๒๑ หรือเส้นราชพฤกษ์-บางกรวย เมืองนนทบุรี และปากเกร็ด เฉพาะในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ นี้ถนนราชพฤกษ์เส้นเดียวที่ได้รับงบประมาณ ด้านความปลอดภัย รวมเป็นเงิน ๑๙๕ ล้านบาท ผ่าน ๓ โครงการใหญ่ที่อยู่ในกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ ในกิจกรรมปรับปรุงจุดเสี่ยงอันตรายตั้งงบไว้ ๙๕ ล้านบาท ในกิจกรรมอำนวย ความปลอดภัยทางถนนตั้งไว้ ๕๐ ล้านบาท และในกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย ก็ตั้งงบไว้อีก ๕๐ ล้านบาท เหตุใดจึงต้องตั้งโครงการสำหรับถนนเส้นเดียวแยกกันถึง ๓ โครงการ ภายใต้ชื่อกิจกรรมที่แตกต่างกัน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยเหมือนกัน ลักษณะการตั้งงบเช่นนี้สุ่มเสี่ยงอย่างที่จะเกิดความซ้ำซ้อนในเนื้องานทั้งที่ก็มีงบสำหรับ บำรุงรักษาถนนเส้นนี้ไปแล้ว ๔๐๐ ล้านบาท

ลองมาดูอีกกรมหนึ่ง กรมทางหลวงในแผนงานยุทธศาสตร์เดียวกันกับ ทช. ผลผลิตที่ ๒ การบำรุงรักษาและบริหารจัดการโครงข่ายทางหลวงและสะพาน มีกิจกรรม ปรับปรุงภูมิทัศน์และสถาปัตยกรรมทางหลวง ถนนมีทั้งหมด ๑๙ เส้น บวกกับโครงการ ที่ราคาต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาทอีก ๒ โครงการ รวมแล้ว ๔๓๘ ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ไปกับ การปลูกต้นไม้บนเกาะกลางถนน ดิฉันไม่ปฏิเสธว่าการปลูกต้นไม้ช่วงแรก ๆ นั้นทำให้ ภูมิทัศน์บนท้องถนนสวยงามขึ้น แต่ทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้วใช่ไหมว่าการปลูกต้นไม้ ต้องได้รับการดูแล ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย และการตัดแต่งกิ่ง เพราะถ้าหากไม่ได้รับ การตกแต่งกิ่งก็มีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ตัวอย่างตามสไลด์เลยค่ะ ดิฉันอยากตั้งคำถามว่าถ้าหากโครงการเหล่านั้นหมดค้ำประกันไปแล้ว ไม่มีคนดูแล แล้วหลังจากนั้นท่านก็ต้องจัดตั้งงบประมาณเพื่อมาดูแลต้นไม้เหล่านั้นอีกใช่หรือไม่ เช่นเดียวกับ ทช. ในผลผลิตที่ ๓ การเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับความปลอดภัย บนทางหลวงมีวงเงินรวมกว่า ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงพัฒนาถนน เพื่อความปลอดภัยเช่นเดียวกัน ทั้งที่ก็มีตั้งงบสำหรับการก่อสร้างและซ่อมแซมไว้อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีงบในส่วนพัฒนาทางและสะพานสนับสนุนด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ งบแผนบูรณาการอีอีซี ทั้งที่ทั้ง ๒ กรมได้เสนอคำขอไว้แล้วยังมีงบตามแผนส่งเสริม การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ และงบอุดหนุนท้องถิ่นอีกที่กระจาย เม็ดเงินลงไปทั่วทุกพื้นที่ ซึ่งของบเข้ามาเพื่อนำไปใช้สร้าง ซ่อม ปรับปรุง พัฒนาถนนหนทาง และรวมถึงสะพานต่าง ๆ ได้อีกสารพัด ท่านประธานคะ คนที่ใช้รถใช้ถนนอยู่เป็นประจำ คงไม่มีใครอยากจะปฏิเสธกับการเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน แต่งบประมาณท่านที่ตั้ง มานั้นมันคุ้มค่าจริงหรือไม่ แล้วมันแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้มากแค่ไหน ดิฉันหวังว่า เพื่อนสมาชิกทุกท่านจะเห็นด้วยกับการปรับลดนี้ เพื่อให้เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ ที่มาจากพี่น้องคนทำงานทั้งประเทศถูกใช้อย่างคุ้มค่า และช่วยรักษาชีวิตความปลอดภัย ได้อย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านยอดชาย พึ่งพร ครับ

นายยอดชาย พึ่งพร ชลบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายยอดชาย พึ่งพร ผู้แทนราษฎรของพี่น้องชาวพัทยา เทศบาลเมืองหนองปรือ ผู้แทน เมืองท่องเที่ยวระดับโลก พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในฐานะสมาชิก ในการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ในวาระที่สอง หลังจากก่อนหน้านี้ ผมได้อภิปรายในวาระแรกไปแล้ว ในวาระที่สองนี้ผมจะขออภิปรายถึงกระทรวงคมนาคม ในปีงบประมาณนี้กระทรวงคมนาคมได้รับจัดสรรงบประมาณไปถึงกว่า ๒๖๑,๒๙๒ ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ ๓๐,๖๖๖ ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วปี ๒๕๖๘ มานิดหน่อย งบลงทุนอยู่ที่ ๒๓๐,๖๒๖ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๘ มาเหนาะ ๆ ๑๖,๗๕๙ ล้านบาท หรือ ๗.๘๔ เปอร์เซ็นต์ ยิ้มแฉ่งกันไปเลยทีเดียว ทีนี้ผมจะขอพูดถึงกรมทางหลวงในฐานะที่ผมถือว่าเป็นผู้ประสบภัย ที่ปีนี้ขอมา ๑๓๑,๙๓๒ ล้านบาท ในชั้นพิจารณาวาระหนึ่งถูกตัดไป ๕๕๒ ล้านบาท เหลือ ๑๒๓,๔๑๑ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่ผมบอกว่าทำไมผมถึงเป็นผู้ประสบภัย กรมทางหลวงรับผิดชอบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือ Motorway และเส้น Motorway สาย ๗ กรุงเทพฯ ชลบุรี พัทยา อู่ตะเภา ซึ่งผมใช้เดินทางมาประชุมสภาในทุกสัปดาห์ งบประมาณขนาดนี้แต่พื้นที่ขนาดนั้น พื้นถนนขนาดนั้น ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถนน Motorway เส้นนี้ซ่อมตลอดเวลา ซ่อมไม่เสร็จสักที หรือว่าถนนนั้นไม่มีคุณภาพ วันหยุดยาว ๆ นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวที่พัทยา โดยใช้ Motorway สาย ๗ นี้ก็ดันชอบปิดในวันที่เป็นวันหยุดยาว ปิดช่องจราจร ปิดทำไม มาซ่อมแซมอะไรกันวันนี้ ทำไมไม่ไปหาวันอื่น วันว่าง ๆ ตอนกลางคืนในการซ่อมถนน มันทำลายบรรยากาศในการท่องเที่ยว ผมอายนักท่องเที่ยวครับท่านประธาน อีกอย่างหนึ่ง ขอสไลด์หน่อยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

จุดแจ้งสัญญาณ SOS ขอความช่วยเหลือ หรือรถเสียหรืออื่น ๆ ตลอด ๒ ข้างทางได้ไปตรวจ Check กันบ้างหรือเปล่า ล่าสุดผมลองไป ใช้ดูใช้ไม่ได้ ผมก็ได้แจ้งทางต้นสังกัดไปแล้ว ผมใช้เวลาไม่มากนะครับท่านประธานเพราะเดี๋ยว จะกระทบกระเทือนต่อเวลาเยอะ ทั้งหมดนี้ที่ผมกล่าวมาผมอภิปรายถึงกรมทางหลวง กระทรวงมหาดไทย เพียงแค่จะบอกว่างบประมาณขนาดนี้ทำถนนให้มันดี ๆ ให้มันใช้ นาน ๆ หน่อย จะได้เอางบประมาณไปลงทุนทำอย่างอื่นบ้าง เช่นไปสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มันเจริญหูเจริญตา ที่มันได้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ของภารกิจกรมทางหลวง ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คณะกรรมาธิการตอบครับ

นายพัฒนา สัพโส กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม พัฒนา สัพโส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสกลนคร ในฐานะกรรมาธิการ ในมาตรา ๑๕ มีเพื่อนสมาชิกให้ความสนใจค่อนข้างเยอะ ทั้งสมาชิกจากฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ก่อนที่ผมจะตอบ ผมก็ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้ใช้เวทีแห่งนี้ในการที่จะ แสดงออกถึงความสำคัญของงบประมาณ แต่ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านทราบว่าในการ พิจารณางบประมาณในชั้นกรรมาธิการเรามีระยะเวลาค่อนข้างสั้น ยิ่งผมเองเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการที่ดิน สิ่งก่อสร้างก็ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุรเชษฐ์ ท่านเอง ก็ให้เกียรติเอ่ยนามผม แล้วก็จะให้ผมตอบให้ได้ ผมตอบทุกท่านเลยวันนี้ในมาตรา ๑๕ ผมเองนั่งบันทึกในสิ่งที่ทุกท่านกังวล อาจจะรบกวนเพื่อนสมาชิกขอใช้เวลา แต่จะพยายาม ให้สั้นที่สุด เพื่อจะได้ให้ความกระจ่างกับสภาแห่งนี้ เพราะว่าแม้แต่สื่อมวลชนเองก็มี เพื่อนสมาชิกบางท่านไปออกรายการโทรทัศน์ แต่ก็พูดไม่หมด มันทำให้หน่วยงานเอง ก็เสียหาย แล้วก็เพื่อนกรรมาธิการก็เสียหาย แต่น้อมรับ ความเห็นต่างน้อมรับ ผมจะเริ่มต้น ในการชี้แจงประเด็นคำถามของเพื่อนสมาชิก

ท่านแรกเลยที่ท่านหลายท่านที่พูดเรื่องสนามบินเรื่องความคุ้มค่า ไม่คุ้มค่า ผมก็จะตอบของท่านแรก พอดีผมไม่ได้บันทึกชื่อ แต่ผมเชื่อว่าความคุ้มค่า ไม่คุ้มค่า สุดท้ายแล้วท้ายที่สุดสายการบินเขาเป็นคนเลือก ผมเชื่อว่ากรมท่าอากาศยานเขาก็เป็น กรมใหญ่ เขามีประสบการณ์ในการบริหารจัดการในเรื่องสนามบิน เพราะฉะนั้นผมถึงเกริ่น แต่แรกแล้วว่าเรามีเวลาพิจารณาน้อย เรื่องความสำคัญเราก็ต้องถาม ในชั้นอนุกรรมาธิการ ผมเองในฐานะประธานผมต้องเปิดโอกาสให้อนุกรรมาธิการทุกท่านถามอยู่แล้ว สาระสำคัญ เข้าหลักเกณฑ์สำนักงบประมาณ ๙ ข้อไหม ถ้าไม่เข้า ถ้าจะปรับลดต้องเข้าหลักเกณฑ์ ในการปรับลด ถ้าราคาสุดท้ายแพงเกินจริงเราก็ต้องเสนอปรับลด นั่นคือวิธีการและหลักการ เรื่องดุลยพินิจความเหมาะสมนี่ผมเชื่อว่าทุกท่านในสภาแห่งนี้เกือบ ๕๐๐ ท่านมีความเห็น ไม่ตรงกันหรอก อันนี้คือคำตอบในฐานะที่ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการ ท่านจะบอกว่า ตรงโน้นตรงนี้เหมาะสม ตรงนี้ดีกว่า ตรงนี้ไม่ดีกว่า วันนี้มันพูดไม่ได้

และท่านที่ ๒ ท่านวิโรจน์ ผมน้อมรับเลย เรื่องนี้ผมติดตามอยู่ท่านวิโรจน์ ผมต้องชื่นชมท่านจริง ๆ เพราะเรื่องนี้มันต้องไปแก้พระราชบัญญัติเกี่ยวกับเรื่อง กรมทางหลวงนี่ล่ะครับ เรื่องรถเครน เป็นประเด็นที่กรมทางหลวงเองต้องเป็นการบ้าน แต่ว่า ที่ท่านวิโรจน์เสนอปรับลดที่กรมทางหลวงเสนอคำขอมาขอซื้อรถเครนมันคนละประเด็นกัน แต่ว่ามีสาระมีประโยชน์มีแน่นอน ผมต้องขอบคุณท่านวิโรจน์เลยเรื่องนี้ แต่ว่าถ้าจะให้ผม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการบอกว่าจะต้องปรับลดงบประมาณรถเครนที่กรมทางหลวง เป็นคนเสนอคำขอขึ้นมา แล้วคนเสนอตั้งคือสำนักงบประมาณ ผมก็เชื่อว่ามันไม่มีเหตุผล เพียงพอ ซึ่งกฎหมายยังไม่ได้แก้ไข แต่ว่าหน่วยงานเองทำคำขอขึ้นมาเราไม่พิจารณาให้ อันนี้ ก็ต้องขอบคุณท่านวิโรจน์

และท่านที่ ๓ ท่านเรืองไกร ขออนุญาตท่านกรรมาธิการผู้อาวุโสเลย ผมเอง ความรู้เรื่องบัญชีค่อนข้างน้อย และเวลาก็น้อยด้วย แต่ผมมีเอกสารที่จะเอาให้ท่าน ผมให้เขา ทำคำชี้แจงมา มันจะเสียเวลาสภาแห่งนี้ ผมเชื่อว่าของท่านเรืองไกรเป็นประโยชน์นะครับ

ต่อไปท่านภัณฑิล น่วมเจิม ขออภัยถ้าอ่านผิด ภาพรวมท่านบอกว่าก่อสร้าง สนามบินไม่คุ้ม ก็อย่างที่ผมได้ตอบไปแล้ว ก็ฝากหน่วยงานก็แล้วกัน ต่อไปทำคำขอ งบประมาณเรื่องสนามบินต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน

ต่อด้วยท่านชวาล พลเมืองดี ท่านคัดค้านข้ามสะพานข้ามทางแยก อย่างไรเสียก็ฝากเป็นข้อสังเกตในเรื่องประเด็นความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม

แล้วก็ท่านภัสริน รามวงศ์ ท่านฝากของกรมเจ้าท่า ท่านแนะนำ ในการดำเนินการบริหารจัดการเรื่องราคา เรื่องราคาท่านภัสรินท่านไม่ต้องเป็นห่วง เรามีหน่วยงานหลังจากเราพิจารณาวาระที่สาม ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณออกไป บังคับใช้ ก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างเขาต้องมีคณะกรรมการกำหนดราคากลาง มีคณะกรรมการกำหนด TOR มีคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ มีหน่วยงานที่เขาไปดำเนินการ เรื่องราคาอยู่แล้ว ท่านภัสรินท่านสบายใจได้ แต่อย่างไรเสียผมฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจาก ข้อเสนอแนะของสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติของกรมเจ้าท่า ท่านภัสริน

แล้วก็ต่อไปท่านปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ ผมพยายามอ่านทั้งชื่อ และนามสกุลเพื่อเป็นการให้เกียรติ ถ้าอ่านผิดต้องกราบขออภัย ท่านก็แสดงความคิดเห็น เรื่องกรมเจ้าท่าอีกเช่นกัน ในเรื่องการคุ้มค่ากับภารกิจที่เสนอคำขอเข้ามาหรือไม่ อันนั้นคือ สิ่งที่ทางท่านปัญญารัตน์เป็นห่วง ก็คงจะต้องฝากเป็นข้อสังเกต อำนาจหน้าที่ของ กรรมาธิการคงไม่มีความคิดเห็น แล้วก็จะไปพิจารณาว่าสิ่งที่มันคุ้มหรือไม่คุ้ม ซึ่งเวลาผม บอกท่านแต่แรกแล้วว่าเราเวลาน้อย ในการพิจารณาก็คงจะดูความเหมาะสม เข้าหลักเกณฑ์ สำนักงบประมาณไหม แล้วก็เรื่องราคาสูงเกินกว่าราคาท้องตลาดหรือไม่ อันนั้นก็คือสิ่งที่เป็น คำตอบกับท่านปัญญารัตน์นะครับ

ส่วนท่านศุภณัฐเดี๋ยวผมจะไปตอบตอนท้าย รวมกับท่านสุรเชษฐ์ แล้วก็ ท่านจุติด้วย ทั้ง ๓ ท่านขออนุญาตเอ่ยนาม

แล้วท่านต่อไปท่านภคมน หนุนอนันต์ ที่บอกว่าเรื่องของ สนข. ในโครงการ เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน ก็คือ Land Bridge ซึ่งท่านบอกว่าปรับลดไม่ได้ ซึ่งอนุกรรมาธิการ ก็ยืนยันกับท่านเห็นบอกว่าเป็นงบผูกพันเราปรับลดไม่ได้อยู่แล้ว แต่เป็นข้อสังเกตที่ดี ก็ฝาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงคมนาคมที่ท่านภคมนท่านเป็นห่วงเป็นใย ผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น

แล้วก็ต่อด้วยท่านสรพัช ศรีปราชญ์ ท่านบอกว่าถนนของกระทรวงคมนาคม สรุปภาพรวมของท่านสรพัชก็คือการบริหารจัดการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กรรมาธิการ แต่ว่าอย่างไรเสียก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมทางหลวง ซึ่งท่านสรพัชท่านเองก็ได้ให้คำแนะนำหลาย ๆ ประเด็น

ท่านต่อไป ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ก็เป็นประเด็นฝาก แนะนำมากกว่า แล้วก็เร่งรัด อย่างไรก็ฝากภารกิจที่ท่านณัฏฐ์ชนนไม่ว่าจะเป็นเสนอแนะในพื้นที่ การแก้ปัญหาไฟดับ การเร่งรัดก่อสร้างถนนอะไรต่าง ๆ พวกนี้ซึ่งเป็นภารกิจ แล้วก็ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน ซึ่งกรรมาธิการเราเองก็คงไม่ใช้เหตุผลอันนี้ในการที่จะมาเสนอ ปรับลดในชั้นของกรรมาธิการ ก็เรียนท่านณัฏฐ์ชนน แต่ว่าภารกิจทุกอย่างเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชน

ท่านต่อไป ท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ท่านเองบอกว่าให้ยกเลิกถนน แล้วก็ เสนอแนะปรับปรุงอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ผมเชื่อว่าภารกิจของท่านเกชาที่ท่านได้อภิปรายไป ก็เป็นประโยชน์ ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันก็แล้วกันเพราะว่าคงเกินอำนาจหน้าที่ของ กรรมาธิการ

และท่านต่อมาเรื่อง Drone ของท่านยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ก็ฝากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าก็คงไม่ตรงประเด็นกับทางกรรมาธิการเรา อาจจะไปเกี่ยวข้องกับ กรมการบินพลเรือนหรือไม่ของกระทรวงคมนาคม ก็ฝากไว้ในเรื่องการอนุญาต เท่าที่ผม นั่งฟังก็คงจะมีประเด็นสำคัญอยู่ในเรื่องการขออนุญาต

ท่านทศพร ท่านก็คงฝากเรื่องสนามบิน ซึ่งเป็นความเป็นห่วงเป็นใย ของสมาชิก

แล้วก็ท่านฐิติมา สำคัญเลย ผมเชื่อว่าขณะนี้กรมทางหลวงเองกำลังออกแบบ นะครับท่านฐิติมา ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมเชื่อว่าสิ่งที่ท่านฐิติมาถือว่าทำการบ้านมาดี มีภาพ ให้ดู ๙ เมตร กับ ๖.๙๐ เมตร ที่กรมทางหลวงเองที่สำนักออกแบบตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ ผมเชื่อว่าปรับเปลี่ยนได้เพื่อประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ถ้ากระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง ถ้าได้ยิน ถ้าท่านมอนิเตอร์อยู่ฟังอยู่วันนี้ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกโดยเฉพาะท่านฐิติมาท่านตาม เรื่องนี้มานานแล้ว แล้วจะก่อเกิดประโยชน์กับพี่น้องฉะเชิงเทรา อย่างไรเสียคณะกรรมาธิการ เราก็เห็นความจำเป็นของสะพานคงจะไม่ไปปรับลดอย่างที่ท่านฐิติมาต้องการ บอกถ้าทำ ไม่ได้เสนอปรับลดไปเลยถึงแม้จะเป็นงบผูกพัน แต่ผมเชื่อว่างานของกรมทางหลวงมันเป็น งานที่จ่ายต่อหน่วย มันสามารถแก้ไขและปรับปรุงได้เพราะไม่ใช่สัญญา Lump Sum อันนี้ ผมยืนยันกับท่านฐิติมา เชื่อว่ากรมทางหลวงเองท่านคงจะนำไปปรับปรุงแก้ไข เพราะมันผ่าน ชั้นสำนักงบประมาณไปแล้ว ขั้นตอนนี้ก็คงไม่เกี่ยวกับสำนักงบประมาณ

แล้วก็ท่านทิสรัตน์ เลาหพล ท่านบอกงบกระจุกตัว ขาดแคลน เพิ่มความ ปลอดภัยพวกนี้ก็คงจะเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ

ท่านยอดชาย การซ่อมถนนก็เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมรวมกันไว้ ๓ ท่าน เพราะเป็นประเด็น Highlight ที่ทุกท่านเอง แม้แต่สื่อมวลชนเองวันนี้ก็ให้ความสนใจ และบางท่านถ้านั่งฟังเลยแล้วก็ จะสรุปว่าบอกว่าอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมมันแพงหรือไม่ แพง ผมตอบเลย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการบอกว่าแพง แต่แพงนี่มันมีเหตุ เพราะว่าผมจะอภิปราย อย่างนี้ก่อน ตอบท่านอย่างนี้ก่อนแล้วกันว่าในการที่เราจะก่อสร้างอะไร ยกตัวอย่างเราจะก่อสร้างบ้าน ผัวเมียคู่หนึ่งท่านแต่งงานกันท่านคงไม่สร้างบ้านห้องเดียว แน่นอน ท่านจะต้องสร้าง ๓-๔ ห้องเผื่อลูกเผื่อหลานในอนาคต อันนั้นผมเชื่อว่าเป็นแนวทาง ของหน่วยงานที่เขาน่าจะออกแบบในการบริหารจัดการคน จัดการพื้นที่ต่าง ๆ เพราะฉะนั้น อันนี้คือคำตอบว่าทำไมพื้นที่ต้องใหญ่เกินจริง ถ้าท่านบอกผมว่าคน ๑,๐๐๐ คน ท่านจะใช้ แค่ไม่กี่หมื่นตารางเมตรนี่มันพูดได้ ใช้พื้นที่เท่าเดิม ท่านเองก็เคยเดินทางไปกระทรวง คมนาคม พื้นที่จอดรถก็ไม่มี พื้นที่ใช้สอยอะไรต่าง ๆ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นผมก็เรียนทั้ง ๓ ท่านว่าความจำเป็นในเรื่องเชิงพื้นที่ จำเป็นเพราะว่าเราออกแบบเพื่ออนาคต แล้วก็สิ่งที่ มันแพงท่านทั้ง ๓ ท่าน เพราะว่าผมได้รับการชี้แจงจากหน่วยงานว่าการออกแบบอาคาร กระทรวงคมนาคมใหม่แห่งนี้มันมีมาตรฐานอยู่ ๒ อย่าง ๑. มาตรฐานอาคารเขียว แล้วก็ มาตรฐาน LEED ซึ่งมาตรฐาน LEED เป็นมาตรฐานของอาคารประหยัดพลังงานของ สหรัฐอเมริกา และอาคารเขียวเป็นมาตรฐานของอาคารประหยัดพลังงานของไทย เพราะฉะนั้นแล้วในการที่เราจะสร้างให้มันได้มาตรฐานในอาคารประหยัดพลังงานของ ๒ มาตรฐาน มันต้องมีราคาสูง ที่เราปรับลดไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ยังนั่งคุยกันอยู่เลยว่าถ้าเราจะ ไปปรับถึง ๒๐ นี้เราจะดำเนินการได้ไหม นั่นคือความเป็นห่วงเป็นใยตัวเลขถึงออกมาที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐๐ กว่าล้านบาท ผมเชื่อว่าก็เป็นการปรับลดอาคารที่สูงมากเป็น ประวัติการณ์ ที่ลงมติที่ท่านสุรเชษฐ์บอกว่าถึงขั้นกับลงมติ ท่านพูดแล้วมันดูดีดูงาม และเพื่อนสมาชิกฟังอาจจะไม่เข้าใจ เราลงมติครั้งแรกบอกว่าเห็นด้วยกับการที่จะยืนยัน โครงการนี้หรือไม่ อันนี้ยืนยันได้ลงมติ แต่เรื่องราคานี้เราเห็นพ้องต้องกันเพราะไม่มีใคร เห็นแย้งในเรื่องปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมขอชี้แจงว่าทุกพรรคการเมืองนั่งอยู่ในห้อง อนุกรรมาธิการแห่งนั้น เสนอมาตัวเลข ๒๐ ต่าง ๆ แต่สรุปสุดท้ายมามีความเหมาะสมที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอันนี้คือคำตอบ ผมก็อาจจะใช้เสียงดังไปบ้างต้องขอโทษ เพื่อนสมาชิกและท่านประธานครับ สุดท้ายผมยืนยันว่ามาตรา ๑๕ ผมยืนตามกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านกรรมาธิการ ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ จะขอชี้แจงเพิ่มเติม เชิญครับ

นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลา ของสภาสักครู่หนึ่ง ไม่นานครับ แต่ผมขอไล่เลียงตอบคำถาม และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คำถามและคำตอบที่ผมกำลังจะอภิปรายนั้นเป็นคำตอบที่พี่น้องประชาชนสมควรที่จะได้รับรู้ รับทราบกันครับ

ก่อนอื่นผมขอตอบท่านจุติ ไกรฤกษ์ ก่อน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านถามถึง เรื่องของส่วยรถบรรทุก แล้วก็โครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการรถบรรทุก ปีนี้ กรมการขนส่งทางบกก็ได้มีการของบประมาณโครงการพัฒนาระบบกำกับดูแลการขนส่ง สินค้าด้วยรถบรรทุกผ่านระบบดิจิทัลกว่า ๒๓ ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว แต่อันนี้เป็นเบื้องต้น เขาจะพูดถึงเรื่องของการจ่ายค่าธรรมเนียมแล้วก็การออกใบอนุญาตแบบออนไลน์ ซึ่งสำหรับ ตัวผมเองในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของผมก็มีปัญหาเรื่องของรถบรรทุก โดยเฉพาะ รถบรรทุกหนีด่าน รถบรรทุกเข้าชุมชน ซึ่งก็เป็นปัญหาเดือดร้อน ซึ่งทางผมเองในฐานะ กรรมาธิการก็ได้ฝากข้อสังเกตไปให้กับหน่วยงานเรียบร้อยแล้วว่าท่านควรจะมีการพัฒนา ระบบตัวนี้ให้รถบรรทุกมีระบบจีพีเอสโดยการเสียบบัตร คือถ้าเสียบบัตรถึงจะสามารถวิ่งได้ และที่สำคัญคือเมื่อเสียบบัตรจีพีเอสนี้แล้วก็สามารถที่จะรู้ว่าน้ำหนักที่บรรทุกอยู่นั้นบรรทุก เท่าไรบ้าง ซึ่งก็จะสามารถทำให้การตรวจสอบกำกับดูแลสามารถทำได้ดีมากขึ้น แล้วก็ ที่สำคัญเป็นการที่จะไม่ให้ผู้ที่ตั้งใจจะกระทำความผิดสามารถที่จะไม่กระทำความผิด เกิดขึ้นได้

คำถามถัดมาซึ่งเป็นคำถามใหญ่ที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้ถามมา นั่นคืองบก่อสร้างตึกของสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ผมต้องขอยืนยันกับท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่าในห้องกรรมาธิการงบประมาณผมได้มีการอภิปรายโครงการนี้ กว่า ๒๐ นาทีเพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้มันแพงเกินไปมาก มันโอ่อ่าเกินไปมาก แล้วผม ขอมาเสริมเพิ่มเติม แล้วก็ตอบคำถามของท่านเพื่อนสมาชิกและผู้แปรญัตติที่ถามขึ้นมา

เรื่องแรกคือช่องทะลุอาคาร ช่องทะลุนี้ท่านเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ท่านทราบ ไหมว่าช่องทะลุนี้เปิดทะลุกลางอาคาร ๑๕ ชั้น ตั้งแต่ชั้น ๘ ถึงชั้น ๒๒ ผมถามจริง ๆ เถอะ นี่มันคือวิธีการออกแบบห้างสรรพสินค้าหรือเปล่าครับ เวลาเราไปห้างใหญ่ ๆ ใช่ไหมครับ เซ็นทรัลเวิลด์ ไอคอนสยาม เราจะเห็นว่าเราสามารถอยู่ชั้นบนแล้วมองลงไปชั้นล่างได้ เราก็จะเห็นมีนิทรรศการสินค้าต่าง ๆ นี่มันคือวิธีการออกแบบห้าง ที่สำคัญตึกสำนักงาน ปลัดกระทรวงคมนาคมมีการทำสวนไว้ตรงกลางตึกเวลารัฐมนตรีอยู่ชั้นบนสุด ชั้น ๒๒ มองลงมาเห็นสวนสวย ๆ ด้านล่างได้ด้วย

ประเด็นถัดมาในเรื่องของที่จอดรถ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ที่จอดรถ ๑ ต่อ ๑ คน คืออาคารนี้มีการเขียน TOR มาว่าเพื่อที่จะรองรับผู้ที่จะมาใช้งาน ๑,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็มีที่จอดรถ ๑,๐๐๐ กว่าคันด้วย ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่ตั้งคำถามว่า นี่กระทรวงคมนาคมจริงไหมครับ กระทรวงคมนาคมมีการออกนโยบายมาเยอะแยะมากมาย บอกว่าจะให้พี่น้องประชาชนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะเพื่อที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายก็ดี เพื่อที่จะ รักษ์สิ่งแวดล้อมก็ดี แต่นี่ท่านกะจะให้คนที่มาทำงานในกระทรวงคมนาคมจะต้องเอารถยนต์ ส่วนตัวกันมาทุกคนเลยหรือครับ ที่สำคัญมากกว่านั้นตำแหน่งที่จะมีการตั้งอาคารใหม่นั้น อยู่ติดกับสถานีกลางบางซื่อ นี่แทบจะเป็นฮับที่ใหญ่ที่สุดของการคมนาคมของประเทศเราแล้ว มีทั้งรถไฟหลากหลายสาย มีรถเมล์หลากหลายสาย ที่จะเดินทางมาที่นี่ แต่เหตุไฉนทำไมตึกนี้ ต้องมีการสร้างที่จอดรถที่เท่ากับจำนวนของผู้ที่จะมาใช้งาน ที่สำคัญคือกระทรวงคมนาคม

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เดี๋ยว ๆ ผมขอ คือจริง ๆ ท่านทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ เป็นกรรมาธิการ สิ่งที่ท่านอภิปรายน่าจะเป็นตอนที่ท่าน สงวนความเห็น แต่ตอนนี้เป็นตอนที่ตอบสมาชิกหรือกรรมาธิการอื่น ๆ ทีนี้ท่านใช้เวลา มันไม่ตรงกับที่เราได้คุยกันไว้ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านว่าควรจะตอบประเด็น ไม่ใช่ ท่านมาอภิปรายสงวนความเห็น เพราะกรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้พูดจบแล้ว สมาชิก ที่แปรญัตติก็หมดแล้ว ท่านก็ต้องเป็นประเด็นที่ท่านตอบ แต่ผมฟังดูเหมือนกับว่า ท่านอภิปรายสงวนความเห็นในที่ประชุมกรรมาธิการที่ท่านไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ซึ่งคิดว่าคงไม่ตรงกับประเด็น ขอความกรุณา ท่านก็คงจะฟังเราอภิปรายไป หลายมาตราแล้ว กรุณาสรุปได้ครับ

นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมจะตอบให้ตรงประเด็น สิ่งที่ผมต่อไปคือการยืนยันว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกและผู้แปรญัตติที่ได้ อภิปรายมานั้นเป็นเรื่องจริง แล้วผมจะตอบเพิ่มเติมในเรื่องของกรณีที่ผู้ชี้แจงจากหน่วยงาน ได้มาชี้แจงในห้องกรรมาธิการเพื่อให้เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบ ประเด็นนั้นผมต่อเนื่องครับ คือท่านผู้ชี้แจงมาชี้แจงว่าอาคารเก่ามันเก่ามากแล้ว แล้วก็ ที่สำคัญคือเวลามีประชุมกันมารวมกันเยอะ ๆ ไม่สามารถที่จะมีที่จอดรถเพียงพอ แต่ท่านครับ ท่านเป็นกระทรวงคมนาคม ท่านไม่สามารถแก้ปัญหาที่จอดรถไม่เพียงพอ ได้จริง ๆ ใช่ไหมครับ นี่คือสิ่งที่หน่วยงานที่ชี้แจงได้มาตอบให้ผมฟัง ที่สำคัญมากกว่านั้น ก็ต้องบอกว่าหน่วยงานที่เข้ามาชี้แจงก็ได้ตอบมาว่าจริง ๆ อาคารจะมีการประหยัดพลังงานด้วย เป็นอย่างที่ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งก่อสร้างได้ว่ามา ผมก็ขอฝากเป็น ข้อสังเกตของทุกท่านว่าการจะทำให้อาคารประหยัดพลังงานต้องใช้งบประมาณเยอะ ก็จริงครับ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อประหยัดพลังงานเท่านั้น แต่มันยังมีการออกแบบอาคารด้วย จะออกแบบอย่างไรให้อาคารนั้นใช้พลังงานทดแทน ให้มากที่สุด จะออกแบบอย่างไรให้มีระบบหมุนเวียนของน้ำประปา แล้วก็ที่สำคัญคือ จะออกแบบอาคารอย่างไรให้สามารถที่จะลดการใช้พลังงานในอาคารให้มากที่สุด ไม่ต้องเปลืองค่าน้ำ ค่าไฟ มากที่สุด แต่ใช้พลังงานที่มีอยู่แล้ว เช่นแสงอาทิตย์ที่จะเข้ามา หรือพลังงานไหลเวียนของลมในอาคาร ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องติดตามกันต่อว่าอาคารนี้จะทำอาคารประหยัดพลังงาน และมีมาตรฐาน LEED ในระดับ Platinum ได้จริงหรือไม่ เพราะว่าการออกแบบอาคาร ที่ออกมานั้นเป็นอาคารที่ใหญ่เกินไปมาก อย่างที่ผมบอกมีการเปิดช่องเปิดทะลุ ๑๕ ชั้น นั่นหมายถึงอาจจะต้องใช้พลังงานแอร์ที่เพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้ และท่านประธานครับ ผมขออนุญาตฝากเป็นข้อสังเกต เป็นสิ่งที่ทางหน่วยงานได้มาตอบผม รวมถึงท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการก็ได้บอกมาว่าการสร้างตึกนี้เป็นการสร้างเพื่อเผื่อในอนาคต ผมถาม ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่านอย่างตรงไปตรงมา แนวโน้มในอนาคตของประเทศ ที่เจริญแล้วเขา กำลังทำการกระจายอำนาจหรือเปล่า เขากำลังต้องกระจายข้าราชการ การบริการพี่น้องประชาชนให้ไปสู่ท้องถิ่น ให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้ารับการบริการ ของภาครัฐได้อย่างรวดเร็วและใกล้ชิดหรือเปล่า แต่สิ่งที่เรากำลังทำเรากำลังจะทำให้ ระบบราชการเรามันใหญ่เทอะทะเกินไปหรือเปล่า และที่สำคัญท่านผู้ชี้แจงก็มาบอกผมว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่มีการคิดมานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว แต่คำถามนี้ผมต้องถามต่อไป ถึงท่านรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงว่าถ้าหากท่านเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนจริง ๆ ท่านไม่เห็นหรือว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มันสิ้นเปลืองภาษีของพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง และท่านไม่สามารถที่จะกำกับดูแลข้าราชการและหน่วยงานของท่านได้หรือว่าโครงการนี้ ควรจะไปปรับลดแล้วค่อยมาขอใหม่อย่างที่มันประหยัดงบประมาณ ท่านประธานประเด็น สุดท้ายจริง ๆ ครับ ๒ วันที่ผ่านมานี้ท่านเพื่อนสมาชิกทุกท่านอภิปรายกันเยอะแยะมากมาย ว่าตอนนี้เรามีวิกฤติหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติของราคาพืชผลผลิตตกต่ำ ชาวนาที่ พระนครศรีอยุธยาบ้านผมก็บ่นกับผมทุกครั้งที่เจอหน้ากันว่าราคาข้าวมันตกต่ำต้องการที่จะ มีการชดเชยเยียวยาไป ท่านประธานครับ มีการพูดถึงว่าตอนนี้เราเจอวิกฤติชายแดนที่ พ่อแม่พี่น้องที่อยู่บริเวณชายแดนนั้นต้องประสบพบเจอกับการอพยพ ที่สำคัญพี่น้องทหารกล้า ที่อยู่ชายแดนด้านหน้ายังต้องการยุทโธปกรณ์อีกมากมายในการปกป้องอธิปไตยของบ้านเรา งบประมาณเหล่านี้สามารถเอาไปให้พวกท่านได้ทั้งนั้น แต่เหตุไฉนทำไมเราถึงได้มีการ ก่อสร้างตึกแบบนี้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยโดยพี่น้องประชาชน ถูกตั้งข้อสงสัยว่างบประมาณที่ลงไปนั้น มันจำเป็นจริง ๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมต้องเรียนตรงไปตรงมาผ่านท่านประธานถึง เพื่อนสมาชิก ถ้าหากท่านคิดว่าตอนนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนเยอะแยะมากมาย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีงบประมาณจากภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือชดเชยเยียวยา ผมก็หวัง เป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะลงมติไม่เห็นชอบกับโครงการนี้ และทำให้กระทรวงคมนาคมต้องไป จัดการกับตึกคมนาคมนี้ใหม่ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

เมื่อสักครู่ทาง ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจง แล้วผมก็ยังติดใจอยู่ แล้วก็ไม่ได้ตอบคำถามด้วย ผมทวนสั้น ๆ ง่าย ๆ เมื่อสักครู่ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการที่รับผิดชอบเรื่องนี้ได้ตอบว่าแพง แต่มีเหตุผลใช่ไหมครับ โดยอ้างว่าก็สร้างไว้เผื่อลูกเผื่อหลาน อันนี้ผมก็งง แล้วกระทรวงอื่น เขาเข้าไม่เป็นแบบนี้หรือครับ แล้วก็จริง ๆ นโยบายของรัฐบาลจริง ๆ ควรจะลดขนาดด้วย ไม่ใช่ว่าสร้างตึกใหญ่แล้วก็หาทางบรรจุคนมาเพิ่ม คิดไม่ออกจะเพิ่มอะไรก็บอกว่า เดี๋ยวเผื่อลูกเผื่อหลานเดี๋ยวจะสร้างหน่วยงานใหม่เพื่อมาอยู่ในตึก ผมว่ามันไม่ใช่ แล้วมันก็ ไม่ได้แตกต่างจากกระทรวงอื่นที่เวลาเขาสร้างตึกกันเขาก็ต้องมีมาตรฐาน รวมถึงการชี้แจง เรื่องของท่านอาคารเขียว แล้วก็เรื่องของ LEED อาคารพลังงาน ผมก็ถามว่าถ้าจะใช้ บรรทัดฐานนี้ แล้วกระทรวงอื่น แล้วตึกอื่น ๆ ล่ะครับ คือฟังไม่ขึ้นเลย แต่จริง ๆ ท่านตอบมา ก็เห็นตรงกันว่ามันแพง มันแพงเกินไปมาก คำแรกมาท่านก็ยอมรับว่ามันแพงเกินไปมาก แล้วมันแพงกว่าอาคาร สตง. ที่ทุกคนก็ด่าว่าแพงแบบ ๓ เท่ากว่า คือต่อให้ปรับลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์มันก็แพงเกินไปมากอยู่ดี ผมถึงบอกว่ามันต้องปรับออก เพราะมันไม่ใช่ว่า จะหยิบชั้นโน้นชั้นนี้ หยิบห้องโน้นห้องนี้ออก แต่ว่ามันต้องไปปรับแบบใหม่ แล้วในแบบ ก็อย่างที่ผมแสดงให้ดูมี Error อยู่มากมาย ไม่ได้สอดคล้องกันระหว่างแบบกับ BOQ ผมอยากให้ใช้มาตรฐานเดียวกันกับกระทรวงอื่น และถ้าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่ รับรองว่าสำนักงบประมาณไม่ให้ผ่านมาแน่นอน ขอบคุณท่านประธาน ผมติดใจนะครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตท่านประธาน ใช้สิทธิพาดพิงครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญสั้น ๆ หน่อย นะครับ

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ก็ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ เพราะมีการตอบคำถามของท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการ รวมถึงกระทั่งมีการพูดถึงการทำงานในอนุกรรมาธิการ และอาจทำให้ คนอื่นเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งประโยคหนึ่งก็คือท่านบอกว่าหน่วยงานมีการสร้างตึกใหญ่ เพราะน่าจะออกแบบเผื่อลูกเผื่อหลานเพื่อที่จะรองรับคนที่เข้ามาอยู่ในหน่วยงานมากยิ่งขึ้น ผมก็เลยต้องถามย้ำกับท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการว่าในห้องอนุกรรมาธิการเราได้มี การถามหน่วยงานหรือว่าหน่วยงานจะเพิ่มจำนวนข้าราชการเพิ่มถึง ๓ เท่าถึงต้องสร้างตึก ใหญ่กว่าเดิมถึง ๓ เท่า เรามีการจดบันทึกชวเลข ผมจำได้ว่าเราไม่มีการยืนยันจากหน่วยงานว่า จะมีการขยายหน่วยงานเพิ่มจำนวนข้าราชการเพิ่มขึ้นถึงเยอะขนาดนี้ แล้วถ้าเกิดเรา ไม่ได้ถามคำถามนี้ และท่านไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงข้อนี้แปลว่าท่านตกหล่นในสาระสำคัญที่ใช้ ในการประกอบการพิจารณาในการโหวต ก็ขอให้มีการบันทึกในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อสักครู่ ท่านวรวัจน์ใช่ไหม เชิญครับ

นายยอดชาย พึ่งพร ชลบุรี

ท่านประธานขออนุญาตครับ ยอดชาย ๒๙๐ นะครับ เมื่อสักครู่นี้ขอแก้คำอภิปรายที่บอกว่ากรมทางหลวง กระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตแก้เป็นกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวรวัจน์ครับ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ที่ผมจะอภิปราย จริง ๆ แล้วอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเรียนแล้วก็ ถามไปถึงกรรมาธิการด้วยถาม ถามความจริงใจของกรรมาธิการด้วย วันนี้งบประมาณ ของถนนซึ่งควรจะอยู่ในกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้รับงบประมาณมากเป็นอันดับที่ ๕ ของประเทศอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่ามีถนนไปปรากฏอยู่ในงบจังหวัดค่อนข้างจะมาก ผมสอบถามไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านบอกว่าไม่เกี่ยวกับทางคมนาคมเลย เป็นเรื่องการตั้งงบประมาณของจังหวัดเอง ผมก็ถามท่านกรรมาธิการหลายท่าน ถามกับ สส. หลายท่าน ถามกับประชาชนหลายท่านว่าโครงการเหล่านั้นเป็นโครงการที่จำเป็นหรือไม่ หลายท่านก็บอกว่าไม่จำเป็น แต่ไม่จำเป็นกรรมาธิการบอกว่าจะไม่ให้ตั้งก็ยังตั้ง บอกว่า จะตัดก็ไม่ตัด ผมต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าบางปีจังหวัดผมทั้งจังหวัดมีถนน อย่างเดียวเลย และจนถึงปัจจุบันนี้โครงการถนนเป็นกับครึ่งหนึ่งของโครงการทั้งหมดของ จังหวัด ผมต้องเรียนถามท่านประธาน เรียนถามถึงสำนักงบประมาณ เรียนถามไปถึง สภาพัฒน์ว่าประชาชนในจังหวัดพวกเราไม่ต้องทำมาหากินหรือ ไม่ต้องมีอาชีพหรือ มีแต่ถนนใช่ไหมครับ ท่านกรรมาธิการกรุณาตอบผมหน่อยว่าจะจำกัดให้อยู่เฉพาะของ คมนาคมได้หรือไม่ครับ อย่าไปงอกเอาถนนเข้าไปอยู่ในส่วนของมหาดไทยหรือเป็นงบ ของผู้ว่า ผมเชื่อว่าท่านก็ทราบนี่คือปัญหา แต่ท่านไม่กล้าตัด ท่านไม่กล้าปรับลด แล้วท่าน ยังปล่อยโครงการเหล่านี้เกิดอยู่ทุกปี ๆ ถึงเวลาแล้วหรือยัง งบประมาณปี ๒๕๗๐ ถ้าท่าน ตอบผมแล้วตั้งเป็นมาตรฐานว่ามิต้องการให้เกิดโครงการไปอยู่ในจังหวัด ให้จังหวัดเป็นเรื่อง ของการพัฒนาอาชีพ ให้จังหวัดเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องรายได้ของพี่น้องประชาชน เก็บเฉพาะโครงการถนนไว้ในกระทรวงคมนาคมได้หรือไม่ ผมถามท่านรัฐมนตรีท่านมนพร ท่านบอกว่าไม่เกี่ยว ไม่ต้องการให้ไป ผมเรียนถามกรรมาธิการครับ ถ้ายังปล่อยให้เป็น งบปี ๒๕๗๐ ท่านจะตัดทิ้งไหม ถ้าท่านตอบผมว่าไม่เห็นความจำเป็นเหมือนที่ท่านพูดจริง ผมคิดว่าการปรากฏถนนเข้าไปในส่วนของจังหวัดจะไม่เกิด ต้องเรียนถามไปทางกรรมาธิการว่า ความตั้งใจที่แท้จริงของท่านคืออะไร ขออนุญาตสอบถามครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญกรรมาธิการ

นายพัฒนา สัพโส กรรมาธิการ

ท่านประธาน พัฒนา สัพโส กรรมาธิการ เสียงข้างมากนะครับ ก็ตอบประเด็นสุดท้ายที่ท่านเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ท่านที่ได้ตั้งประเด็น คำถามก็คือท่านบอกว่าที่ดินราคาแพง เราคงจะไม่ก่อสร้างอาคารแล้วก็ไปรออีก ๑๐ ปี ข้างหน้าเราถึงจะก่อสร้างอีก เพราะฉะนั้นถ้าที่ดินราคาแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคาร สป. ที่บางซื่อเราต้องดำเนินการครั้งเดียวให้แล้วเสร็จ ผมเชื่อหลาย ๆ ท่านในกรรมาธิการ เป็นสถาปนิก เป็น Engineer ผมเชื่อว่าถ้าเราก่อสร้างในครั้งเดียวมันจะคุ้มกับการลงทุน มากกว่า ทางกระทรวงคมนาคมเองก็เล็งเห็นเรื่องวัตถุประสงค์ในการดำเนินการ แล้วก็ ผมเองเรียนท่านศุภณัฐในเรื่องที่ผมตั้งประเด็นคำถามนอกรอบ ไม่ได้บันทึกในการประชุม เรื่องที่ออกแบบนี้ เพราะต้องเผื่อในอนาคต อันนี้ก็กราบเรียนท่านศุภณัฐแล้วก็ยืนยันตาม มาตรา ๑๕ ตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอบคุณมากครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากเป็นการพิจารณาในวาระที่สอง ก็มีทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

ท่านประธานครับ ขออนุญาต ขอคำตอบหน่อยได้ไหมว่าเรื่องถนนจะจำกัดอยู่ตรงนั้นได้ไหมครับ ผมอยากทราบจาก กรรมาธิการครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เดี๋ยว ๆ ได้ ๆ ฟังผมสักนิดหนึ่ง เนื่องจากเรากำลังพิจารณาวาระที่สอง ซึ่งก็มีกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เมื่อได้มีการชี้แจงแล้วก็คิดว่าน่าจะได้มีมติ กรรมาธิการจะ ตอบเพิ่มเติมใช่ไหม เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณ กรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ตอบคำถามของท่านวรวัจน์ ผมต้องเรียนด้วยความเคารพครับ เป็นข้อคิดเห็นซึ่งไม่ต่างจาก กรรมาธิการ มีการอภิปรายในชั้นกรรมาธิการอยู่หลายครั้งในเรื่องของงบกลุ่มจังหวัด ที่มีงบลักษณะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่จำนวนมาก ในชั้นอนุกรรมาธิการที่มีการพิจารณา นำข้อเสนอปรับลดก็มีการปรับลดในส่วนนี้เข้ามาที่กรรมาธิการชุดใหญ่ แล้วก็มีการปรับลด งบประมาณลงไปจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเรารู้ถึงข้อจำกัดครับ ในประเด็นแรก การปรับลด เมื่อปรับลดเสร็จงบประมาณที่จะลงไปยังกลุ่มจังหวัดและจังหวัดก็จะลดน้อยลง และเราไม่สามารถที่จะแปรญัตติกลับไปยังจังหวัดได้เพราะติดมาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นจะเป็นความเสียหายที่เกิดกับประชาชนอยู่ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้โครงการ เราก็ปรับลดแต่เพียงบางส่วน ในเรื่องนี้คงจะมีการอภิปรายกันในรายละเอียดเมื่อถึง มาตรา ๒๘ จังหวัดและกลุ่มจังหวัดอีกครั้งหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นผมอยากจะฝากท่านสมาชิก ให้ไปดูข้อสังเกตของกรรมาธิการในเล่มที่ ๑ หน้า ๒๑๙ ข้อ ๑.๑๐ เรื่องของจังหวัด และกลุ่มจังหวัดควรลดสัดส่วนของโครงการที่มีหน่วยงานกลางเป็นเจ้าภาพอยู่แล้ว เป็นข้อสังเกตที่พวกเราได้พบในการประชุม แล้วก็บันทึกไว้เป็นข้อสังเกตที่หน่วยงานจะต้อง รับไปปฏิบัติในการใช้งบประมาณปี ๒๕๕๙ นี้ ซึ่งตรงกันกับสิ่งที่ท่านได้ห่วงใย ทางกรรมาธิการก็รับทราบถึงประเด็นของท่านสมาชิกและดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ กรรมาธิการครับ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวรวัจน์ หรือเปล่า เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมก็นั่งติดตามการอภิปรายของท่านกรรมาธิการ แล้วก็เพื่อนสมาชิกอยู่ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ว่าวันนี้ผมเข้าใจว่าวิปทั้ง ๒ ฝ่ายมีการตกลงกันว่า เราจะพยายามพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ให้จบภายในพรุ่งนี้ แต่ตอนนี้เรายังอยู่ที่มาตรา ๑๕ อยู่เลย โดยลักษณะของการชี้แจง อันนี้ผมไม่ได้ว่าใคร แต่ว่าผมเชื่อว่าทั้ง ๒ ฝ่ายบางครั้ง บางท่านอาจจะเป็นการอภิปรายลักษณะเหมือนกับการให้ความเห็นในวาระที่หนึ่ง ดังนั้นเอง ด้วยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๙ ก็อยากจะให้ท่านประธานได้ให้ความกรุณากำชับให้มันเร็วกว่านี้ ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรี คืองบประมาณของเรามีทั้งหมด ๔๐ มาตรา ขณะนี้วันที่ ๒ ก็เลยไป ครึ่งหนึ่งแล้ว เราก็มาอยู่ที่มาตรา ๑๕ กำลังจะขึ้นมาตรา ๑๖ เพราะฉะนั้นก็อยากให้วิป ได้ประสานทั้งสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติ สงวนความเห็น แล้วก็ผู้ตอบ ถ้าจะให้เสร็จ ในวันพรุ่งนี้ วันนี้เราควรจะไปถึงสักมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ แล้วพรุ่งนี้ก็น่าจะเสร็จภายใน เที่ยงคืนหรือหลังเที่ยงคืนเล็กน้อยได้ ถ้าเผื่ออยู่อย่างนี้วันนี้ไม่ถึงมาตรา ๒๕ พรุ่งนี้คิดว่า คงไปดึกมากอาจจะเสนอต่อ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่านสมาชิกทั้งหลาย เพราะว่าวาระที่สองขึ้นอยู่กับว่าท่านจะอภิปราย ทุกมาตรา หรือว่าท่านจะอภิปรายเฉพาะมาตราที่ท่านเห็นว่าสำคัญก็แบ่ง ๆ ให้ช่วยกัน อภิปราย เพราะอย่างไรก็ต้องมีการลงมติ จะตามเสียงข้างมากหรือตามเสียงข้างน้อย หรือตามที่ผู้แปรญัตติ มันก็ต้องจบตรงนั้น เพราะเป็นวาระที่สองแล้ว ขอบคุณมากครับ ผมให้ข้อสังเกตครับ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ

ท่านประธาน ผม เรืองไกร ครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ คือฟังแล้วผมก็สะดุดนิดหน่อย ทั้งท่านสมาชิก ที่ถามขึ้นมา แล้วก็ท่านรองประธานได้ตอบไป ตอนนี้เรากำลังพูดถึงมาตราที่เกี่ยวกับ กระทรวงคมนาคม แล้วท่านก็พูดเลยไปถึงมาตรา ๒๘ งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด แล้วท่านรองประธานก็อ้างมาตราไปด้วย ผมอยากให้ถอนเรื่องนี้ออกคำพูดเหล่านี้ พอผม อ่านข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้วให้สภาพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คำปรารภ และพิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา ท่านกระโดดไปกระโดดมาผมว่าเดี๋ยวมันจะมีปัญหา อันนี้ด้วยความเคารพและด้วยความหวังดี ผมนั่งอ่านข้อบังคับคู่ขนานไปกับการฟัง ข้อ ๑๓๑ ผมว่ามันน่าจะมีปัญหาก็อยากจะขอ ให้ท่านถอนคำพูดที่เกี่ยวกับงบจังหวัด กลุ่มจังหวัดออกไปเสียจะได้ไม่ต้องบันทึกครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเรืองไกรครับ ขอบคุณท่านมากครับ แต่เราไม่ได้พิจารณาในมาตรา ๒๘ เป็นการพูดต่อเนื่องกันเท่านั้นเอง ท่านถามถึงมาตรา ๑๕ แล้วไปเกี่ยวดองกับมาตรา ๒๘ ท่านรองประธานก็พูดไป ไม่ถึงกับว่า เราข้ามมาตรา มันมีการพูดต่อเนื่องหรืออ้างอิง อันนี้ผมก็นั่งฟังอยู่ เพราะเป็นเรื่องถนน มันก็มีหลายกระทรวง สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการต้นกล้ารัฐสภา ประจำปี ๒๕๖๘ กิจกรรม School In Parliament ซึ่งกำลังเข้ามาฟังอยู่ข้างบน ขอต้อนรับ ทุกท่าน ขอบคุณที่ให้ความสนใจมาฟังการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผมก็อย่างที่ได้กล่าวถึงว่าเรามีความตั้งใจตกลงร่วมกันว่าจะให้เสร็จ ในวันพรุ่งนี้ ๓ วัน แต่ว่าขณะนี้กำลังอยู่ในมาตรา ๑๕ กำลังจะขึ้นไปเป็นมาตรา ๑๖ เพราะฉะนั้นพยายามอภิปรายให้กระชับ ตอบให้กระชับ แล้วก็ถ้าหากว่ามีสมาชิกอภิปราย ในประเด็นเดียวกันที่เราตั้งใจจะอภิปรายท่านก็เว้นไว้ไปอภิปรายในมาตราอื่นบ้างก็ได้ เพราะว่าบางทีก็ซ้ำกัน เราสงวนคำแปรญัตติในมาตราเดียวกันก็ซ้ำกันบ้าง ถ้าท่านจะเว้นไว้ เพื่อให้มันได้บรรลุเป้าหมายที่เราต้องการ วิปช่วยประสานด้วยนะครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรานี้กรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมก็ต้องถามจากที่ประชุมก่อนว่าเห็นควร ให้มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นควรแก้ไขหรือจะถามต่อไปว่าจะเห็นแก้ไขตามกรรมาธิการ เสียงข้างมาก หรือตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวน คำแปรญัตติ ก่อนที่จะถามความเห็นลงมติก็ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิกครับ ท่านที่อยู่ข้างนอกกรุณาเข้ามาเพื่อลงมติมาตรา ๑๕ ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตร กดแสดงตนด้วยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

๓๔๗ แสดงตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๓๔๗ แสดงตน เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนบ้างครับ

นายบุญแก้ว สมวงศ์ ยโสธร

๑๙๕ แสดงตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๑๙๕ นะครับ เชิญครับ ที่กำลังเข้ามากรุณาแสดงตนด้วยนะครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนบ้างครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ท่านประธานครับ ยังมีหลายท่าน ที่กำลังเดินทางมาจากห้องอาหาร กรุณารอสัก ๕ นาทีครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ได้ครับ

นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง สุโขทัย

ท่านประธานครับ ๙๙ แสดงตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เจ้าหน้าที่จดด้วย คงไม่มีใครเข้ามาแล้ว ถ้าแสดงตนทุกท่านแล้ว ปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีมาแสดงตน ๓๙๒ ท่าน บวกกับอีก ๓ ท่าน เป็น ๓๙๕ ท่าน

ครบองค์ประชุม ก็จะถามมติว่าเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ท่านผู้ใดเห็นว่าเห็นควรแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดต้องการ งดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกท่านใด ยังไม่ได้ลงมติบ้าง ลงมติทุกท่านแล้วนะครับ แสดงผลได้ มีสมาชิกมาลงมติ ๔๐๕ ท่าน เห็นด้วย ๓๗๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒๓ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๕ ท่าน

เพราะฉะนั้น ที่ประชุมเห็นด้วยให้มีการแก้ไข ก็จะถามต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ เสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ก็ขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิก ที่เข้ามาในห้องแล้วกรุณาเสียบบัตรกดแสดงตนด้วยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

แสดงตนทุกท่าน แล้วนะครับ มีท่านผู้ใดยังไม่ได้แสดงตนบ้าง ถ้าไม่มีก็ปิดการแสดงตน มีผู้แสดงตน ๓๙๖ ท่าน

ถือว่า ครบองค์ประชุม ก็จะถามมติว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ถ้าเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผู้แปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงมติทุกท่านแล้ว ถ้าลงมติทุกท่านแล้ว แสดงผลครับ มีผู้มาลงมติ ๔๐๘ ท่าน เห็นด้วย ๒๔๘ ท่าน คือเห็นด้วย กับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วย คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ๑๓๓ ท่าน งดออกเสียง ๒๓ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๔ ท่าน

เพราะฉะนั้น ที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก จบมาตรา ๑๕ เชิญเลขาธิการ ต่อครับ

นายกฤษณะ จ้วงสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๑๖ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานในกำกับมีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ขออนุญาต ขอหารือสักครู่ครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญคุณปกรณ์วุฒิ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านประธานผมจะบอกว่าทางฝ่ายค้านเอง ได้ให้ความร่วมมือเป็นองค์ประชุม แล้วก็แสดงตนกันอยู่ตลอดตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ แล้วผมก็เห็นว่าฝั่งรัฐบาลจริง ๆ องค์ประชุมก็ครบเกือบตลอด แต่มาตราเมื่อสักครู่นี้ถ้าดูดี ๆ ฝั่งรัฐบาลน่าจะเหลือองค์ประชุมอยู่ประมาณ ๒๔๘ ท่านแล้ว ถ้ากลับไปอีกสัก ๒-๓ ท่าน ผมก็ไม่รู้จะแบกต่อได้หรือเปล่า ก็ฝากฝั่งรัฐบาลดูแลองค์ประชุมกันดี ๆ เห็นบอกว่าไม่ต้อง มายืมจมูกฝ่ายค้านหายใจ ถึงเวลาแล้วอาจจะต้องมาอ้อนวอนขอให้พวกผมต่อลมหายใจ ดูแลกันเองดี ๆ ด้วย ขอบคุณครับ

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ ผมขอขอบคุณทางฝ่ายค้านที่เป็นห่วง ผมคิดว่ารัฐบาลของเรา มีความมั่นคงรับผิดชอบเกี่ยวกับองค์ประชุม เรามีจมูกของเราหายใจ ไม่จำเป็นต้องไปพึ่ง จมูกใคร ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่เป็นอะไร เราอย่าไปนั่นไป เพราะว่างบประมาณเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการให้มันเสร็จ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ขออนุญาตนิดเดียวครับ ขอบคุณท่านอดิศรที่ยืนยันจะได้รู้ว่าอยู่ด้วยตัวเองได้ พวกผมจะได้ ไม่ต้องแสดงตนให้นะครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ที่ประชุมไม่ควร จะใช้เสียง ผมคิดว่าเราร่วมมือกันด้วยดีมาโดยตลอด ขอให้ทุกท่านได้ร่วมมือกัน ทุกคนต่างก็ มีหน้าที่ช่วยปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อประชาชนจะได้มีงบประมาณใช้ ตอนนี้ ก็เป็นมาตรา ๑๖ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น แล้วก็มีผู้แปรญัตติสงวน คำแปรญัตติ แล้วก็สมาชิกก็จะขออภิปรายด้วย ผมอยากให้ได้ใช้เวลาอย่ามากจนเกินไป เพื่อเราจะได้ไปมาตราอื่น ๆ ต่อไป ต่อไปเชิญกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ท่านอัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ เชิญครับ

นายอัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ กรรมาธิการ ผมได้ขอสงวนความเห็น ในมาตรา ๑๖ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไว้ ผมจะกล่าวถึงแค่ ๒ หน่วยงาน เนื่องจากเวลาที่จำกัด

หน่วยงานแรกคือสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ หรือ สดช. งบประมาณปี ๒๕๖๙ ตั้งไว้ ๒,๘๕๐ ล้านบาท โดยกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จะอยู่ในโครงการเดียวคือโครงการพัฒนาบริการโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัย ด้านดิจิทัล ซึ่งก็คือ Cloud กลางภาครัฐ หรือ GDCC ของบประมาณมา ๒,๒๖๔ ล้านบาท GDCC เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๖๓ โดยวงเงินตั้งต้นคือ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะสร้างระบบ Cloud กลางให้กับหน่วยงานรัฐได้ใช้ร่วมกัน มันก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะว่าจะเป็นการลดการสร้าง Data Center แยกของแต่ละหน่วยงาน และในปี ๒๕๖๘ ปีที่ผ่านมา GDCC ได้งบประมาณ ในการขยายขนาดความจุไป ๑,๑๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๙ ได้รับความไว้วางใจได้รับอีก ๒,๘๕๐ ล้านบาท รวมแล้วก็เกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ซึ่งงบประมาณที่ได้รับมาก็จะไปขยายขนาดความจุ เจตนาของโครงการผมก็คิดว่าถือว่าดี ซึ่งรัฐบาลเองก็มีนโยบาย Cloud First Policy ที่ส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐพิจารณาใช้บริการ Cloud ก่อนที่จะลงทุนสร้างห้อง Server เป็นของตัวเอง อย่างไรก็ตาม Cloud กลางอย่าง GDCC ก็คือการสร้าง Server ของรัฐเอง แล้วแบ่งให้หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ มาขอใช้ แต่มันจะดีกว่าถ้า สดช. ในฐานะเจ้าของ GDCC ทำหน้าที่รวบรวมความต้องการใช้ Cloud จากทุกหน่วยงาน แล้วนำปริมาณที่รวมได้ไปต่อรองราคาเช่า Cloud จากผู้บริการเอกชน หรือว่า Public Cloud มันจะประหยัดงบประมาณได้มากกว่า ผมคิดว่าอย่างน้อยประหยัด ได้ครึ่งหนึ่ง มันจะมีประสิทธิภาพมากกว่าถ้ารัฐบาลจะไปทำเอง เพราะเราก็รู้ว่าทุกครั้ง ที่รัฐบาลจัดซื้อจัดจ้างราคามักจะสูงกว่าตลาด แล้วก็ประสิทธิภาพมักจะต่ำกว่าเสมอนะครับ

หน่วยงานที่ ๒ คือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือว่า DEPA งบรวมปีนี้ ๖๙๑,๓๑๘ ล้านบาท แล้วก็ได้งบกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ๔๖๐ ล้านบาท รวมแล้วปีนี้ ได้งบประมาณ ๑,๘๐๐ ล้านบาท DEPA เป็นหน่วยงานใหม่อายุ ๖-๗ ปี ซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่ประเทศเคยฝากความหวังไว้ เพราะว่าจะเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบปั้น Startup Unicorn ให้กับประเทศไทย จึงได้รับงบประมาณที่สูงขึ้นหลักพันล้านทุกปี ก็มีการให้ งบประมาณสร้างสำนักงาน DEPA ขนาดใหญ่ของตัวเองด้วย ทำเลดีด้วยอยู่ใจกลาง ลาดพร้าว และตอนนี้ก็กำลังสร้างอาคารสาขา ที่ชื่อ Thailand Digital Valley ที่อยู่ในพื้นที่ อีอีซี จังหวัดชลบุรี มูลค่าอาคารนี้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ตามกำหนดต้องเสร็จปีนี้ปี ๒๕๖๗ แต่ปัจจุบันมีความคืบหน้าแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และหยุดก่อสร้างเพราะว่าผู้รับเหมา ขาดสภาพคล่อง ก็คือไม่รู้ว่าอาคารนี้จะเป็นอาคารรัฐอีกแห่งหนึ่งหรือเปล่าที่จะสร้างไม่เสร็จ แล้วก็ต้องปล่อยทิ้งร้าง สูญงบประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาทไปหรือเปล่าฟรี ๆ จากที่หน่วยงานรัฐ ชอบของบประมาณในการมาสร้างอาคารเหลือเกิน จริง ๆ แล้วมีอีกมาตรการหนึ่งที่ผม แนะนำ เรียกว่า Capital Charge คือเมื่อหน่วยงานรัฐสร้างอาคารเสร็จแล้วจะต้องถูกหัก งบประมาณประจำปีคืนเข้ารัฐทุกปีจนกว่าจะครบมูลค่าการก่อสร้าง วิธีนี้จะทำให้หน่วยงาน ต้องคิดรอบคอบมากขึ้นในการตัดสินใจในการสร้างอาคารใหม่ของตัวเอง กลับมาที่ DEPA เดิมทีมีเป้าหมายใหญ่ในการปั้น Startup ระดับ Unicorn ให้เกิดขึ้นในประเทศ แต่โครงการ ที่ได้รับจัดสรรในปีนี้ หรือว่าขอเข้ามาในปีนี้มีโครงการ ๑ ตำบล ๑ ดิจิทัล หรือว่า OTOD ๑๑๔ ล้านบาท เอาไปช่วยเกษตรกรปลูกทุเรียน แล้วก็รัฐบาลจัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ในกิจกรรม OTOD ให้อีก ๔๖๐ ล้านบาท โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม Soft Power ไทย เพื่อเศรษฐกิจไทย หรือว่า OFOS อีก ๑๔๐ ล้านบาท และออกข่าวเมื่อปลายเดือนที่แล้ว DEPA เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการ ODOS Summer Camp หลักสูตร ระยะสั้น ๕-๖ สัปดาห์ที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา อายุไม่เกิน ๑๙ ปี รวม ๙๒๘ คน คือ DEPA มีครบทุก O ของรัฐบาลที่มี แต่ไม่มี O ไหนที่เป็นหน้าที่โดยตรงของ DEPA เลย แต่กับโครงการที่เป็นงานหลักของ DEPA ที่จะต้องปั้น Startup ของบมาแค่ ๑๕๕ ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ไม่ใช่ภารกิจของ DEPA คือเรื่องนี้ต้องตำหนิสำนักงบประมาณด้วย เพราะหน่วยงานของบประมาณเพื่อทำในสิ่งที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตัวเอง แต่สำนักงบประมาณ ก็อนุมัติให้ดำเนินการ ผลที่เกิดขึ้นคือเรื่องความซ้ำซ้อนกับงานของหน่วยงานอื่น สิ้นเปลือง งบประมาณโดยไม่จำเป็น และทำให้หน่วยงานนั้นละเลยหน้าที่หลักของตนเอง ดังนั้น ในปีงบประมาณหน้าผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสำนักงบประมาณจะพิจารณาโครงการต่าง ๆ โดยยึดตามภารกิจหลักของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด DEPA เป็นหน่วยงานที่พิเศษ มาก ๆ มีกฎหมายรองรับรูปแบบการทำงานที่ทันสมัยที่สุดของประเทศแล้ว ก็คือสามารถ ร่วมทุนกับเอกชนได้ โดยรับหุ้นของเอกชนเป็นการตอบแทน ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยงานเดียว ในประเทศที่มีอำนาจที่จะทำเช่นนี้ได้ ผมเข้าใจวัตถุประสงค์ของกฎหมายดี เพื่อช่วยให้บริษัท ขนาดเล็กสามารถระดมทุนได้ แต่ในฐานะกรรมาธิการผมได้ขอข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าที่ผ่านมา DEPA ได้นำเงินไปลงทุน บริษัทใดบ้าง แต่กลับไม่ได้รับเอกสารกลับมาจาก DEPA แบบนี้หมายความว่าปฏิเสธ ไม่ให้ตรวจสอบใช่หรือไม่ ด้วยความเคารพต่อเจ้าหน้าที่ DEPA ผมก็รู้จักหลายคนเห็นถึง ความตั้งใจ แต่ในฐานะกรรมาธิการผมจำเป็นต้องชี้ให้เห็นว่า DEPA กำลังหลงทิศหลงทาง ในพันธกิจหลักของตัวเอง ผมจึงขอสงวนความเห็นเพื่อปรับลดงบประมาณในส่วนที่ ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลัก และอยากให้ DEPA กลับไปโฟกัสที่การสร้างระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อปั้น Startup Unicorn ตามเป้าหมายแรกเริ่มที่ก่อตั้งมา ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณเรืองไกรครับ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธาน ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ ในมาตรา ๑๖ ผมมีนิดเดียว คือทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมามาตราที่เรียงกันมาผมมักจะถึงรายงานผู้สอบบัญชีที่มีเงื่อนไข แต่ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมงบไม่ได้มีปัญหา แต่ในหมายเหตุ มีเรื่องที่แปลกที่จะต้องสงวนความเห็นแล้วก็ขอปรับลดตามที่ระบุไว้แค่ ๑๑๔,๑๐๐ บาท ก็ไม่ใช่เงินเยอะอะไรหรอก แต่ว่าเพื่อให้เห็นแล้วก็ได้นำมาเรียนท่านประธานและที่ประชุม ให้รับทราบ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในหมายเหตุ ๑๒ เจ้าหนี้อื่น ระยะสั้นมันมีรายการที่แปลกก็คือว่าในปี ๒๕๖๗ มีเจ้าหน้าที่อื่นบุคคลภายนอก ๕,๔๖๕,๙๔๔,๓๘๕.๕๖ คือ ๕,๔๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็เขาอธิบายไว้ในหน้าถัดไปว่า เจ้าหนี้อื่นบุคคลภายนอก ๕,๗๖๕ ล้านบาทเศษนี้ประกอบด้วย ค่าไฟฟ้า ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายในโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ) อันนี้หลายท่านคงคุ้น แล้วก็อธิบายต่อว่า และโครงการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (โครงการ Big Rock) ซึ่งในปี ๒๕๖๗ ได้มีการจัดประเภทรายการใหม่จากค่าสาธารณูปโภคค้างจ่ายและค่าใช้จ่าย ค้างจ่ายอื่น บุคคลภายนอกโอนมาเป็นเจ้าหนี้อื่น พออ่านอย่างนี้ก็ต้องกลับไปดูในหน้า ก่อนหน้านี้ก็คือว่าค่าสาธารณูปโภคค้างจ่ายในปี ๒๕๖๖ มีอยู่ ๑,๖๔๑ ล้านบาทเศษ ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายอื่นบุคคลภายนอกมี ๔,๑๑๕ ล้านบาทเศษ ตรงนี้ผมนำขึ้นมากล่าว ทั้ง ๆ ที่คิดว่าผู้สอบบัญชีไม่ได้มีเงื่อนไข แต่สำหรับผมผมเห็นข้อสังเกตว่าโครงการของรัฐ ตั้งเป็นเจ้าหนี้ก็แสดงว่าไม่ได้จ่ายสตางค์ แล้วงบประมาณที่เคยขอไปเอาไปไหน เงิน ๕,๐๐๐- ๖,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เดี๋ยวให้กรรมาธิการเสียงข้างมากหรือว่าคนที่จดรายละเอียด ข้างหลังชี้แจ้งขึ้นมา แล้วรัฐมนตรีรู้เรื่องนี้หรือเปล่า เพราะว่าท่านก็จัดทำงบประมาณ ผ่าน ครม. แล้วก็เป็นหน้าที่พวกเรา แล้วท่านก็คงไม่ได้ฟังก็ฝากตรงนี้ไว้ก็ยังคิดว่าการขอปรับลด จำนวน ๑๑๔,๑๐๐ บาทก็ยังติดใจอยู่ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปก็เป็นผู้ที่แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ๒ ท่าน เชิญคุณกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง วันนี้ขออนุญาตมาอภิปรายในมาตรา ๑๖ กระทรวง DE หรือกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนะครับ ซึ่งโครงการหรือหน่วยงานที่เราจะขออนุญาตพูดถึงก็คือสำนัก สคส. ย่อว่า PDPC ก็คือ เป็นสำนักที่เอาไว้คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทีนี้โครงการที่เราสนใจหรือ อ.เอทสนใจ อยากที่จะให้พ่อแม่พี่น้องในประเทศไทยทุกคนได้เข้าใจว่าโครงการนี้มีชื่อว่า The Eagle Eye ซึ่งก็แปลว่าตาพญาอินทรีย์ แค่ชื่อก็ไม่ธรรมดาแล้ว เรามาดูกันว่าตาพญาอินทรีย์คืออะไร มันคือเป็นการที่มีโครงการเอามาดูแล เอามาดูแลเรื่องเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิป้องกัน ไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลมันหายไปไหน และเป็นการทำเชิงรุก เราจึงเรียกว่าตาพญาอินทรีย์ ถามว่ามีงบประมาณปีนี้เท่าไร คำตอบประมาณ ๕๕ ล้านบาท แล้วก่อนหน้านี้ ปี ๒๕๖๗ มีไหม ตอบมีครับ มี ๑๒ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ มีไหม มีครับ อีกประมาณ ๘ ล้านบาท ๗ ล้านบาท สรุปแล้วปีนี้อีก ๑๕ ล้านบาท ไม่พอ ยังมีค่าที่เป็นครุภัณฑ์อีกประมาณ ๔๐ ล้านบาท ปีนี้จัดเต็มมากครับ ตาพญาอินทรีย์ ถามว่าทำอะไร เป้าหมายประมาณสัก ๗-๘ เป้าหมาย เอาไว้ค้นหา เอาไว้ยกระดับ เอาไว้เพิ่มขีดความสามารถ เอาไว้เข้าร่วมให้คน เข้ามาเยอะ ๆ สร้าง DPO คือ Digital Projector Officer เป็นบุคคลที่เอามาช่วยกันป้องกัน ข้อมูลไม่ให้มันสูญหาย สร้าง Network ต่าง ๆ ขออนุญาตหยุดไว้แค่นี้ก่อน นี่คือหลักการ ของเขา แล้วเขาทำอยู่ ๓ กิจกรรม คือ ๑. เอามาสร้างศูนย์เฝ้าให้มันดีขึ้น ก็คือศูนย์เฝ้าระวัง ๒. เอามาติดตามและวิเคราะห์ข้อมูล และ ๓. เอามายกระดับข้อมูล ยกระดับการส่งเสริม ให้มันแข็งแกร่งมากขึ้น ๕๕ ล้านบาท ทีนี้เราไปดูต่อว่าแล้ว PDPC เขาของบประมาณปีนี้ ขอไปเท่าไร คำตอบเขาขอประมาณ ๒๓๙ ล้านบาท The Eagle Eye ขอไป ๒๓๙ ล้านบาท เฉพาะโครงการเดียว ๕๕ ล้านบาท อ.เอทก็ไปดูว่าแล้วเขาทำอย่างอื่นบ้างไหมนอกจาก จะเป็นตาพญาอินทรีย์ เขาทำกิจกรรมอื่น ๆ ประมาณ ๘ อย่าง ก็คือปรับปรุงประมาณ ๕-๖ ล้านบาท ซ่อมเสริม ส่งเสริม PDPA อีกประมาณ ๕ ล้านบาท มีนะครับ อาสา เมื่อวานนี้เราบอกว่าอาสามีทุกโครงการ มาอีกแล้วครับ อาสานี้เขาเรียกว่า PDPA Man เท่ห์มากครับ PDPA Man อีกประมาณ ๑ ล้านบาท มีการบังคับให้กฎหมาย ปรับปรุง กฎหมายอีกเกือบ ๕ ล้านบาท ทำเรื่องของการประเมิน มีตัวชี้วัดอีก ๓.๔ ล้านบาท มีการพัฒนาบุคลากรอีกประมาณ ๕ ล้านบาท จัดทำอุปกรณ์ต่าง ๆ จัดทำการพัฒนาศูนย์ อีกประมาณ ๑๕ ล้านบาท ทำ Network ที่ดีขึ้นอีกประมาณ ๗ ล้านบาท และที่สำคัญ ทำแพลตฟอร์มอีกแล้ว แพลตฟอร์มนี้มีทุกโครงการ เมื่อวานนี้ อ.เอทเพิ่งอภิปรายไป กระทรวง กระทรวงการคลังก็มี กอ.รมน. ก็ยังมีการทำแพลตฟอร์ม นี่แพลตฟอร์มเขาอีก ๑๙ ล้านบาท รวม ๆ กันอีกประมาณ ๖๗ ล้านบาท ที่ทำไม่ได้ต่างอะไรกันเลยกับ The Eagle Eye โครงการตาพญาอินทรีย์ อ.เอทก็เลยมองว่า ๕๕ ล้านบาทนี้มันจะเละเทะ หรือเปล่า ก็เลยมาดูว่ามี Model ถ้าไม่มี Model ไม่ได้ ก็เลยขออนุญาตมาดูที่ Model คำว่า Eye แปลว่า ตา E ตัวแรกครับ อ.เอท ขอใช้คำว่า Eccentric Eccentric แปลว่ามันเพี้ยน หรือเปล่า มันประหลาดหรือเปล่า ปกติท่านก็ทำอยู่แล้ว ๖๗ ล้านบาท ท่านมาขออีก ๕๕ ล้านบาทเพื่อไปทำโครงการแบบเดียวกัน ต้องเพี้ยนแน่ ๆ ๒. ก็คือตัว Y Y คือ Yummy Yummy แปลว่าอะไร เอร็ดอร่อยเลย ไม่แน่ว่าโครงการนี้อีก ๕๕ ล้านบาท ท่านจะมีการกินกันอย่างเอร็ดอร่อยหรือเปล่า อันนี้เป็นคำถาม และ E สุดท้ายมันคือคำว่า Empty Empty แปลว่าอะไร แปลว่าว่างเปล่า เพราะสุดท้ายแล้วท่านก็ยังไม่สามารถที่จะ ควบคุมได้ ภาครัฐทำข้อมูลรั่ว โรงพยาบาลเอกชนก็ทำข้อมูลรั่ว บริษัทเอกชนอีกหลายบริษัท ก็รั่ว ทุกวันนี้ที่เรามีอะไรครับ Call Center ก็มาจากปัญหาท่าน และยังมีอีกอย่างหนึ่งครับ World ID ที่มีการทำโดย Tools for Humanity บริษัทนี้เป็นการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ PDPA ก็ยังไม่สามารถที่เข้ามา Check ได้ เห็นไหมว่ามีปัญหาแน่นอน และนี่คือสิ่งที่เรา เรียกว่า The Eagle Eye ตาพญาอินทรีย์ อ.เอทกลัวว่ามันจะเป็นตาปลา แล้วมันสร้าง ความเจ็บปวด ความรวดร้าว และสร้างความอับอายให้กับงบประมาณของประเทศไทยครับ ฝากไว้ด้วยครับ Respect

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณเอกราช อุดมอำนวย ครับ

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ สำหรับรายการของมาตรานี้ผมได้ติดตามมาตั้งแต่การประชุมในครั้งที่แล้ว ก็คือ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ก็คือจะเป็นเรื่องของโครงการหนึ่งที่ชื่อว่าแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาคมนาคมและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมอุตุนิยมวิทยาเขาจัดซื้อแล้วก็ ปรับปรุงในส่วนของที่สูงจำนวนมาก ขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมพาไปดูโครงการต่าง ๆ ก่อนนะครับที่ผูกพันมาระยะยาวตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ มาจนถึงปีนี้ ก็คือเช่นโครงการตรวจหา อากาศอัตโนมัติแบบ Wind Shear ซึ่งมูลค่าทั้งโครงการจะอยู่ประมาณ ๒๔๒ ล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดหาให้กับสนามบินดอนเมือง แล้วก็สนามบินเชียงราย แล้วก็เป็นโครงการจัดหา เครื่องตรวจอากาศอัตโนมัติ AWOS ซึ่งมูลค่าโครงการจะอยู่ที่ ๑๐๗ ล้านบาท แล้วก็จัดหา ไปที่สนามบินนราธิวาส สนามบินระนอง สนามบินเลย โดย ๒ โครงการเป็นโครงการ ผูกพันงบประมาณ โดยในปีนี้การจัดหาเครื่องตรวจอากาศอัตโนมัติระบบ Wind Shear ที่ท่าอากาศยานอุบลราชธานีใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๙๐ ล้านบาท ผูกพันไปจนถึงปี ๒๕๗๐ อันนี้พอเข้าใจได้ เพราะว่าค่อนข้างที่จะมีการจราจรทางอากาศที่มาก แต่ว่าอยากให้ ที่ประชุมสภาได้ตัดออกก็คือรายการจัดหาเครื่องมือการตรวจอากาศอัตโนมัติ AWOS แบบเคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ของกองเครื่องมืออุตุนิยมวิทยา ซึ่งงบประมาณทั้งสิ้น ๓๗ ล้านบาท แล้วก็จะผูกพันไปจนถึงปี ๒๕๗๐ นี่ก็จะเห็นชัดเจน แล้วก็คำของบประมาณ ในเรื่องของการปรับปรุงเครื่องมือการตรวจอากาศการบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ๓๙๕ ล้านบาทที่ผูกพันงบประมาณยาว ๆ ไปจนถึงปี ๒๕๗๑ ที่สำคัญคำขอปรับปรุง ในเรื่องของการซ่อมเครื่องมือตรวจอากาศอัตโนมัติ AWOS ที่สนามบินพิษณุโลกขอ ๓๐ ล้านบาทผูกพันไปจนถึงปี ๒๕๗๐ ราคาในการปรับปรุงเกือบเท่า ๆ กันเลย เรียกได้ว่า มีงบประมาณที่ซื้อของใหม่ แล้วก็มีงบประมาณที่ปรับปรุง กลายเป็นว่าเครื่องที่ปรับปรุง ตั้งคำของบประมาณเหมือนซื้อของใหม่เลย ผมก็เลยไม่เข้าใจว่าทำไมเกิดแบบนี้ขึ้นได้ ดังนั้น ผมก็เข้าใจว่าในข้อกำหนดของ ICAO เขาบอกว่าให้กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงาน ที่รับผิดชอบในการพยากรณ์อากาศ เป็นเหมือนปัจจัยพื้นฐานที่เวลาเราวิ่งบนถนนต้องมีไฟ มีระบบความปลอดภัยอะไรแบบนี้ใช่ไหมครับ เพื่อให้การบินพลเรือนมีมาตรฐานเดียวกัน ทั้งประเทศ แต่แบบนี้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าสนามบินไม่ว่าจะเป็น ของ AOT ของกองทัพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือว่าแม้กระทั่งกองการบิน หรือว่า ของกระทรวงมหาดไทย หรืออะไรก็ตามที่มีสนามบินของตัวเองก็จะขอคำของบประมาณ ประเภทอย่างนี้ซื้อไว้ในหน่วยของตัวเอง ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่า มันไม่ทับซ้อนกัน ไม่ใช่ว่าสนามบิน ๑ สนามบินมีทั้ง ๕ หน่วยงานติดไปอยู่ด้วยกันแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเพื่อประโยชน์ในการจัดการงบประมาณควรจะใช้ข้อมูลสารสนเทศ จากแหล่งเดียว แล้วก็เก็บเป็นรายได้หรือว่าค่าข้อมูล หรือว่าการเชื่อมโยงข้อมูลอะไรก็ได้ ที่ให้เอกชนใช้ ไม่ควรที่จะติดซ้ำซ้อนแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมในฐานะที่ติดตาม เรื่องเครื่องตรวจอากาศมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ผมยังคิดว่าผมเจอเครื่องนี้ก็ไม่สบายใจ จึงขอปรับลด งบประมาณในส่วนนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นสมาชิกขออภิปรายท่านละ ๕ นาที ท่านแรกขอเชิญคุณชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ครับ

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง 🔗

เรียนท่านประธาน ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดระยอง อำเภอบ้านค่าย ปลวกแดง วังจันทร์ วันนี้ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายงบประมาณวาระที่สอง ในมาตรา ๑๖ งบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ ดิจิทัล โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม Soft Power ไทยเพื่อเศรษฐกิจไทย หรือ OFOS นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประการแรกก็ต้องขอชื่นชมที่ได้มี การริเริ่มในการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับภาคเอกชนในการที่จะเริ่มพัฒนาองค์การเกม ไปด้วยกันระหว่างภาครัฐและเอกชน แต่ว่าเพื่อให้เป้าหมายในการพัฒนาวงการเกมเป็นไป ได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ต้องเข้าใจกระบวนการพัฒนาเป้าหมายของการพัฒนา และทราบถึงความคาดหวังของรัฐบาลในส่วนของการตั้งงบประมาณและอุดหนุนครั้งนี้

จากการตั้งงบประมาณในครั้งนี้มีการใช้งบประมาณในส่วนของการสนับสนุน การลงทุนร่วมกับเอกชนแบ่งเป็น ๓ ส่วนใหญ่ด้วยกัน ๑. การส่งเสริมดิจิทัล Startup ซึ่งย่อยเป็น ๔ ส่วนได้แก่ ๑. การร่วมลงทุนในการพัฒนา Character ระดับ Idea ธุรกิจ มีเป้าหมายพัฒนาทั้งหมด ๓๐ ราย ใช้งบประมาณ ๑๕ ล้านบาท ๒. ร่วมลงทุนให้ผู้พัฒนา และผลิตเกมระดับเริ่มต้น มีเป้าหมายพัฒนา ๕ ราย ใช้งบประมาณ ๕ ล้านบาท ๓. ร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาและผลิตเกมระดับเติบโต มีเป้าหมายพัฒนา ๕ ราย ใช้งบประมาณ ๕ ล้านบาท และ ๔. ร่วมลงทุนในผู้พัฒนาและผลิต Animation ระดับเติบโต มีเป้าหมาย พัฒนา ๕ ราย ใช้งบประมาณ ๕ ล้านบาทเช่นเดียวกัน ซึ่งในส่วนของงบประมาณครั้งนี้ เป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยลงทุนในสัดส่วน ๕๐ ต่อ ๕๐ สิ่งที่เราต้อง ตั้งคำถามจากตรงนี้ในการร่วมลงทุนด้วยกันก็คือ Output และ Outcome ที่รัฐจะได้จาก การลงทุนครั้งนี้คืออะไร ตรงส่วนนี้ผมคิดว่าอยากให้ทางอนุกรรมาธิการได้มีการชี้แจง ให้คลายข้อสงสัยในการตั้งงบประมาณตรงส่วนนี้ด้วย ผมอยากทราบว่ารัฐบาลคาดหวัง หรือต้องการให้ทิศทางในการลงทุนเติบโตไปในทิศทางใด การเริ่มต้นและการเดินทาง ไปในทางสายนี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่อย่างไรก็ดีเราเองควรจะเข้าใจ เรื่องนี้พวกอย่างเท่า ๆ กันด้วย

นอกจากนี้มีอีก ๒ ส่วนครับ คือการส่งเสริมผู้ผลิต Digital Content ไทย ขายตลาดต่างประเทศ มีเป้าหมายทั้งหมด ๓๐ ราย ใช้งบประมาณ ๔.๕ ล้านบาท ก็เหมือนเดิม Output Outcome วิธีการเลือกในการที่จะเลือกผู้ประกอบการตามการลงทุนนี้ คืออะไร รัฐบาลต้องการอะไรในการลงทุนครั้งนี้ คาดหวังให้วงการเกมพัฒนาไปสู่ตลาดสากล และการแข่งขันอย่างไร การลงทุนในภาคส่วนที่ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านเกม และ e-Sports ในระดับภูมิภาค ซึ่งในการตีความหมายนี้ก็คือในอาเซียน ส่วนนี้รัฐจะร่วม ลงทุนทั้งหมด ๔๐ ล้านบาท ผลักดันให้เกิดมหกรรมเกมระดับภูมิภาค ในส่วนนี้ ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นการสร้าง Event ในประเทศ ก็อยากทราบว่าคาดหวังให้ประเทศไทย และวงการเกมได้อะไรจากงานนี้ ผมเข้าใจดี ผมเป็น Gamer ผมเป็นคนที่เล่นเกม ผมไป Event เกมอยู่เสมอ ๆ ทั้งงานแข่งแล้วก็งานโชว์เกม ก็อยากจะทราบว่ากำหนดเป้าหมาย และในทิศทางของวงการเกมที่จะเข้ามาสู่ใน Event ครั้งนี้อย่างไร และการเติบโตไป ในการจัดแข่งเล็งเอา Tournament ไหนเข้ามาบ้าง

จากการตั้งงบประมาณที่มีการลงทุนในภาคธุรกิจร่วมกัน ความทะเยอทะยาน ในการสร้าง Event ต่าง ๆ เราเห็นว่างบประมาณจะใช้ไปทำอะไรบ้าง แต่ก็อย่างที่ผมถามมา ตั้งแต่ต้น คือยังไม่เห็นว่างบเหล่านี้เมื่อใช้เสร็จแล้วรัฐบาลและวงการเกมที่มา Join กันครั้งนี้ เราได้อะไรกลับมาบ้างเราอยากเห็น เพราะเชื่อเหลือเกินวงการเกมเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นเด็ก ๆ เข้ามา ซึ่งก็คงจะโดนตั้งคำถามเดียวว่าจะไปเล่นเกมทำไม ทำไมถึงได้ใช้ชีวิตอยู่กับการ เล่นเกมขนาดนั้น คนรุ่นใหม่กับพวกเราจะได้เข้าใจกันมากขึ้นด้วย ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าท่าน ตอบให้ชัดเจนเป็นประโยชน์ต่อการเดินหน้าโครงการนี้ในอนาคตด้วย

นอกจากการพัฒนาธุรกิจที่ตั้งคำถามถึง Output Outcome แล้ว ในส่วน ของการพัฒนาคนที่ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องขยายความให้ดี ดูตัวเลขที่อยู่ในสไลด์ จำนวน ๑,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐ คนตรงนี้ ผมคิดว่าต้องตั้งคำถามเรื่องนี้อย่างชัดเจน งบประมาณพบว่า มีการตั้งเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็ก เยาวชน นักศึกษาในอุตสาหกรรม Digital Content เพื่อต่อยอดในการประกอบอาชีพในอนาคตโดยใช้งบประมาณ ๒๑.๗๓๘ ล้านบาท มีการพัฒนาทักษะหลายทักษะ แต่ต้องถามจริง ๆ อันนี้เอาตัวเลขมาจากไหน ๑,๐๐๐ คน มันเป็นตัวเลขไหน ทำไมต้อง ๑,๐๐๐ คน ตั้งเป้าไว้ ๑,๐๐๐ คนนี้มีสถานะเป็นผู้เข้าไปสู่ การอบรมแล้ว เข้าไปอยู่ในวงการตรงจุดใดบ้าง แล้วมันเป็นจุดที่วงการเกมขาดแคลนจริง ๆ หรือเปล่า ผมเองเห็นด้วยที่รัฐจะช่วยพัฒนาคนเข้าไปอยู่ในวงการเกม แต่ต้องพูดกัน จริง ๆ ว่าเรารู้จักวงการนี้ดีพอหรือยัง หรือ DEPA รู้จักเรื่องนี้ดีพอหรือยัง ผมเข้าใจว่า คงทำงานร่วมกันมาสักระยะหนึ่ง แต่คิดว่าถ้าเกิดท่านได้ชี้แจงเรื่องนี้ให้กับเพื่อนสมาชิก ในสภาได้เห็นความจำเป็นและความสำคัญเรื่องนี้ได้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิก ในการลงมติครั้งนี้ด้วยว่าการเติบโตของรัฐและวงการเกมไปด้วยกันมันจะไปทิศทางใด และเราได้ Benefit อะไรที่จะทำให้ทั้งรัฐและเอกชนได้มีการ Join แล้วร่วมมือไปด้วยกัน ท่านประธานครับ ภายใต้กรอบงบประมาณที่ผมขอไปผมเห็นความพยายามในการพัฒนา วงการเกม เห็นความพยายามในการอัดฉีดงบประมาณร่วมกับภาคเอกชน เห็นความ ทะเยอทะยานในการสนับสนุนให้เกิดงาน Event เกมระดับภูมิภาคในประเทศของเรา ตลอดจนเห็นความพยายามในการสนับสนุนบุคลากรให้มีความชำนาญมากขึ้น แต่เราก็ต้องเริ่มต้นด้วยคำถามทั้งหมดที่ผมถามไปว่าการตั้งงบประมาณครั้งนี้ตอบโจทย์จริง เห็นผลจริง และเป็นประโยชน์จริง ๆ ต่อประเทศ แล้วเราจะได้ก้าวไปในทิศทางนี้ร่วมกัน เพราะว่าในฐานะ Gamer อย่างที่ผมบอกไปผมอยากเห็นวงการนี้เติบโตขึ้นในประเทศ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นสมาชิกท่านสุดท้ายที่จะอภิปราย ขอเชิญท่านภูริวรรธก์ ใจสำราญ ครับ

นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงิน ลาดพร้าว จรเข้บัว พรรคประชาชน ท่านประธานครับ อุตสาหกรรมเกมในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว มีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ในช่วงปี ๒๕๖๖ เป็นต้นมามันก้าวกระโดดจาก ๑๐ เป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันในขณะที่มันเติบโตอยู่ แต่ว่ามันมีปัญหาที่หลายด้าน ยกตัวอย่างเช่นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกมแต่ก่อนเราเคยมี ๙๐ ราย แต่ในปัจจุบันนั้น คนนี้เป็น Publisher สัญชาติไทยนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าผู้ประกอบการต่างประเทศ เข้ามาแทรกแซง ในขณะเดียวกันปัญหาแรงงานสร้างสรรค์ของเกมก็ยังคงมีต่อเนื่อง DEPA ทำเรื่องของการสร้างสรรค์ส่งเสริมการเรียนรู้หรือ OFOS อย่างที่ เพื่อนสมาชิกผมได้พูดไป ปี ๒๕๖๗ ใช้ไป ๑๘๕ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ใช้ไป ๑๓๙ ล้านบาท และปีล่าสุดปี ๒๕๖๙ ของบประมาณไปที่ ๑๔๐ ล้านบาท อย่างไรก็ดีพอเรามาดูที่ เอกสารแนบท้ายงบประมาณฝึกอบรม สัมมนา แล้วก็เงินอุดหนุน ในนั้นเขาจะพูดถึง ผลสัมฤทธิ์เอาไว้ ซึ่งหลังจากที่เราอ่านนั้นมันดูไม่ชัดเจน เช่น มูลค่าของอุตสาหกรรม Digital Content ไทยเพิ่มมากขึ้นไม่น้อยกว่า ๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เขียนเอาไว้เลยว่า Lead Income นั้นมาจากด้านใด มาจากด้านเกม Character Publisher หรือว่าเกมแพลตฟอร์ม เป็นต้น หรือผลสัมฤทธิ์ที่ว่าด้วยเกิดมูลค่าเจรจาธุรกิจมูลค่าไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ล้านบาท ไม่มี การระบุสัดส่วนว่าเป็นการเจรจาธุรกิจอย่างเดียว หรือเป็นการเซ็นสัญญาด้วย เพราะหากจะ เขียนว่าเป็นการเจรจาธุรกิจอย่างเดียวท่านใส่ตัวเลขเข้ามาเท่าไรก็ได้ แต่ถ้าไม่มีการปิด Deal หรือว่ามีการเซ็นสัญญา การทำโครงการแบบนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา หรือผลสัมฤทธิ์ ที่ว่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น ๒๐๐ ล้านบาท ก็ไม่มีการแบ่งสัดส่วนอีกเช่นกันว่ามาจาก Game Animation หรือ Character หากจะบอกว่าเติบโตจากการส่งออกแบบเกม Development ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าที่ผ่านมาการส่งออกส่วนใหญ่จะเป็นการ Outsourcing ที่รายได้มีเพียงแค่ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เรามาดู OFOS ผลักดันเป้าหมายได้ขนาดไหน เขากระจายหลักสูตรออกมา เป็นการพัฒนาเด็ก เยาวชน นักศึกษาในอุตสาหกรรม Digital Content เพื่อประกอบอาชีพ ในอนาคต มีการยกระดับทักษะนักออกแบบ Character ยกระดับทักษะเกม ยกระดับ Animation แต่หลังจากที่เราเปิดวงเสวนากับกลุ่มตัวแทนผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ รายเล็ก ด้านเกม รวมไปถึงพนักงานบริษัทเกม นักศึกษาที่จบใหม่ว่ารู้จัก Course OFOS หรือเปล่า ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่นั้นบอกมาว่าไม่รู้จักเลย

ประการต่อมาบริษัทนั้นมองเห็นว่าหลักสูตรต่าง ๆ ที่ออกมานั้นมัน Outdate ไปแล้ว หากในเอกสารจะเขียนว่ามันเป็นการ Upskill หรือการยกระดับมันก็อาจจะไม่ใช่ เพราะว่าเทคโนโลยีทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปเร็วมาก ท่านเขียนว่าการใช้ Unity Tech หลาย ๆ บริษัทตอนนี้ไม่ได้ใช้กันแล้วก็ยังคงมีมาอยู่บ้าง แต่รวม ๆ แล้วผู้ประกอบการมองว่าเรียน เสร็จก็ไม่พร้อมทำงาน มันไม่ครบวงจร เรียนออกมาก็เป็นเหมือนเป็ด ซึ่งต้องอาศัยการฝึกต่อ จริงอยู่ว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวนั้นไม่สูง แต่หากจะต้องหยุดเวลาไปเพื่อไปเรียน ก็อาจจะไม่คุ้ม นักเรียนที่เข้ามาเรียนเองก็วัดผลได้ไม่ชัดเจน

ต่อมาการใช้งบประมาณ ๔๐ ล้านบาท เป็นโครงการผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางระดับ e-Sport ระดับภูมิภาค ผ่านมหกรรมเกม e-Sport ระดับนานาชาติ ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็น Gamescom Asia ที่เข้ามาจัด ด้านบวกกับ Thailand Game Show ซึ่งมหกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ที่ผ่านมานั้นเป็นการเอา Content ของ Publisher นอกประเทศ เข้ามาจัดการเป็นส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการพัฒนาเกมไทย หรือ Publisher สัญชาติไทย โอกาสนั้นสัดส่วนน้อยมาก ผู้ประกอบการ Publisher ในสัญชาติไทย ผันออกไปทำเองหมด เพราะว่ามหกรรมเหล่านี้ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นั้นค่อนข้างที่จะสูง การตอบรับนั้น ไม่ดีถ้าหากเปรียบเทียบกับการทำเอง เพราะฉะนั้นในขณะเดียวกันก็มีข้อสังเกตว่ามหกรรม เกมแบบนี้ของทางฟากกระทรวงวัฒนธรรม อย่างเช่น Thai Game Festival งบประมาณ ๓๖ ล้านบาทก็มีเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่ประสานความรับผิดชอบอย่าง THACCA ที่ทุกวันนี้ยังคงเป็นเสือกระดาษ Soft Power อยู่ หรือ TGA ก็ต้องเป็น ผู้กำหนดทิศทางควบคุมไม่ให้งบประมาณที่ถูกใช้นั้นมันซ้ำซ้อน รวม ๆ แล้วงบประมาณ ของ DEPA นั้นต่อการช่วยผลักดันอุตสาหกรรมเกมไปได้ถึงไหน ก็อาจจะบอกว่าไม่ชัดเจน ปัจจุบัน OFOS ก็เน้นในเรื่องของทักษะแรงงาน แล้วก็การร่วมทุนในการผลักดันเกม แต่เอาจริง ๆ แล้วถ้าหากจะตัดงบ OFOS ก็ควรจะตัดงบออกไป หันมาพัฒนาหลักสูตร หันมาพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ในสถานศึกษาให้เขาออกมาแล้วพร้อมทำงานได้ทันทีมันจะดีกว่า หรือในขณะเดียวกันแบบที่เราเสนอเป็นคูปองการเรียนรู้ นั่นคือสิ่งที่มันตอบสนองกับสิ่งที่ ผู้เรียนแต่ละคนนั้นต้องการมากกว่า ซึ่งหากไม่ตัดงบเราก็ควรจะหันมาเน้นในเรื่องของ คุณภาพหลักสูตรแล้วก็ตัวชี้วัดที่ชัดเจนมากกว่านี้ ขอบคุณมากครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ มาตรานี้กรรมาธิการจะตอบไหม เชิญครับ

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ต้องขอขอบพระคุณ ท่านผู้อภิปราย ไม่ว่าจะเป็นผู้สงวนก็ดี หรือว่าผู้ที่สงวนไว้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคม มาตรา ๑๖ เราตั้งงบประมาณไว้มี ๘ หน่วยรับงบประมาณ งบประมาณประมาณ ๔,๕๘๑ ล้านบาท เพื่อดำเนินกิจกรรมตามแผนนโยบายระดับชาติ แล้วก็กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาระบบดิจิทัลเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น กรรมาธิการขอขอบพระคุณ ท่านที่อภิปรายเมื่อครู่นี้ว่าทุกคำถามของท่าน ทุกข้อเสนอของท่านเราก็จะนำไปสู่กระบวนการ ปรับปรุงการใช้งบประมาณให้ดีขึ้นต่อไป ขอกราบขอบพระคุณ ขอยืนยันตามกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ กรรมาธิการครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามจาก ที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นว่าควรจะมีการแก้ไขก็จะถามต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือของกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ก่อนที่จะลงมติก็ต้องตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้ามาเพื่อแสดงตน ท่านเข้ามาก็เสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ท่านสมาชิกที่อยู่ ข้างนอกหรือติดอยู่ห้องกรรมาธิการช่วยตามมาด้วยครับ ท่านที่เข้ามาแล้วเสียบบัตร กดปุ่มแสดงตนด้วยครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

๕๗ แสดงตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านที่เข้ามา ได้เสียบบัตรแสดงตนทุกท่านหรือยังครับ เชิญครับ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ถ้าท่านขานชื่อแล้ว อย่าไปกดบัตรต่อนะครับ ยังมีไหม ท่านที่เพิ่งเข้ามาแสดงตนหรือยัง ทุกท่านแสดงตนแล้ว นะครับ มีไหมที่ยังไม่ได้แสดงตน ถ้าทุกท่านแสดงตนแล้วแสดงผลด้วยครับ มีผู้มาแสดงตน ๒๖๕ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๒๖๗ ท่าน

ครบองค์ประชุม ผมก็จะถามมติจากที่ประชุมว่าเนื่องจากมาตรา ๑๖ กรรมาธิการแก้ไข ก็จะถามว่า ท่านสมาชิกเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าควรมีการแก้ไขกรุณา กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกเห็นว่าไม่ควรแก้ไขกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใด เห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

๕๗ เห็นด้วยครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เห็นด้วยนะครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนครับ ลงคะแนนทุกท่านแล้ว ถ้าลงคะแนนทุกท่านแล้ว แสดงผลด้วยครับ มีสมาชิกมาลงมติ ๔๐๒ ท่าน เห็นด้วย ๓๗๘ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๗๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒๓ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน

ที่ประชุมนี้ เห็นด้วยว่าควรมีการแก้ไข ต่อไปก็จะถามเป็นคำถามที่ ๒ ว่าเห็นด้วยให้มีการแก้ไขตาม กรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวน ความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ก่อนการลงคะแนนก็ขอตรวจสอบองค์ประชุม อีกครั้งหนึ่งนะครับ

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

กรุณาเสียบบัตร แสดงตนอีกครั้งครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ท่านสมาชิก แสดงตนทุกท่านแล้ว มีอีกไหมที่ยังไม่ได้แสดงตน

นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

๕๗ แสดงตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

แสดงตนครับ มีไหมครับ ถ้าหากไม่มีแล้วก็แสดงผลด้วยครับ มีผู้มาแสดงตน ๒๕๕ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๒๕๖ ท่าน

ก็จะถามว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือผู้แปรญัตติ ท่านผู้ใดเห็นว่า ควรแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมากกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นว่าควรจะแก้ไขตาม กรรมาธิการที่สงวนความเห็น หรือผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดต้องการงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

๕๗ เห็นด้วยครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จดไว้นะครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนบ้างครับ ลงคะแนนทุกท่านแล้วนะครับ ลงคะแนนทุกท่านแล้ว กรุณาแสดงผลด้วยครับ จำนวนผู้มาลงมติ ๓๙๕ ท่าน เห็นด้วย ๒๔๙ ท่านบวก ๑ ท่าน เป็น ๒๕๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒๖ ท่าน งดออกเสียง ๑๙ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน

เพราะฉะนั้น ที่ประชุมนี้เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะประชาชนเขตราชเทวีที่เข้ามาฟังอยู่ชั้นบน ขอต้อนรับ ขอขอบคุณทุกท่านนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านเลขาธิการมาตราต่อไปนะครับ

นางบุณฑริกา ชุณหะนันทน์ ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๑๗ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมก็จะให้ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้อภิปรายก่อน เชิญท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ แต่เดิมโครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์องค์ความรู้ เรื่องไม้มีค่าเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธี บรมราชาภิเษก โครงการนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ให้ดำเนินการก่อสร้างด้วยกรอบวงเงิน ๒,๔๕๖ ล้านบาท โดยผูกพันงบประมาณตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗-๒๕๖๐ ควรจะต้องจบไปตั้งนานแล้ว แต่เดิมโครงการนี้กำหนดพื้นที่ก่อสร้าง เดิมอยู่ที่หอประชุมกองทัพบกที่เขตดุสิตบนเนื้อที่ประมาณ ๑๙ ไร่ แต่ต่อมาโครงการที่ ควรจะจบกลับไม่จบ ได้มีการย้ายพื้นที่ก่อสร้างไปยังเขตวังทองหลางบนที่ดิน ๗๙ ไร่ ๒ งาน ๖๐.๙ ตารางวา และเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๑ ครม. ก็มีมติเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพัน ข้ามปีงบประมาณของโครงการนี้เป็น ๖,๒๘๔ ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพัน ข้ามปีงบประมาณออกไปจนถึงปี ๒๕๖๖ และจนถึงปัจจุบันก็ยังคงขยายระยะเวลาก่อหนี้ ออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการผูกพันข้ามปีงบประมาณเท่านั้น แต่ยังบานปลาย จนไม่อาจคาดได้ว่าจะสิ้นสุดในปีงบประมาณใด เนื่องจากโครงการนี้ทำไมผมต้องพูดผมต้องอภิปราย เพราะโครงการนี้จัดสร้าง เพื่อเฉลิมพระเกียรติ การพิจารณาด้านการจัดการงบประมาณจึงควรต้องยึดหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมี ภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขแล้วผมไม่อาจจะเข้าใจได้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับ โครงการนี้ ผมเคยสอบถามไปยังสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งก่อสร้างว่าการใช้งบประมาณขนาดมหึมา แบบไม่จบไม่สิ้น บานปลายต่อเนื่องในลักษณะนี้ในอนาคตยังจะกล้านำพื้นที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ไปใช้จัดนิทรรศการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างไร แต่ผมก็ไม่ได้รับคำตอบ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ขอสไลด์ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

สำนักงานปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้แจ้งวงเงินที่ต้องใช้ในโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ ระยะที่ ๓ ผมย้ำนะครับ โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ของโครงการพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่าเป็นจำนวนเงิน ๔๐๑,๖๕๗,๑๐๐ บาท โดยการปรับปรุงภูมิทัศน์ครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๓๐ ไร่ หรือประมาณ ๔๘,๐๐๐ ตารางเมตร งบ ๔๐๑,๖๕๗,๑๐๐ บาท แบ่งออกเป็นงบงานระบบ ประกอบอาคารและงานระบบภายนอก ๑๐๕,๕๑๕,๗๒๘ บาท และงบงานระบบต่อเนื่อง จากระยะที่ ๒ อีก ๒๘,๕๓๔,๖๘๐ บาท เมื่อนำงบที่เกี่ยวข้องกับระบบทั้ง ๒ ส่วนนี้ ออกไปจะพบว่างบสำหรับการปรับภูมิทัศน์อย่างเดียวเพียว ๆ ถูกจัดสรรเอาไว้สูงถึง ๒๖๗,๖๐๖,๖๙๒ บาท ผมเอามาหารเฉลี่ย เฉลี่ยสูงถึง ๕,๕๗๕ บาทต่อตารางเมตร นี่งบปรับปรุงภูมิทัศน์ ๕,๐๐๐ กว่าบาทต่อตารางเมตร ผมเอามาเทียบให้ดู โดยปกติงานปรับ ภูมิทัศน์หรืองานภูมิสถาปัตย์รอบโครงการมักจะมีต้นทุนต่ำกว่านี้มากอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเลย ที่ทุกคนรู้จักกันดีคือโครงการสวนเบญจกิติ งบประมาณที่ใช้ก็เพียงแค่ ๒,๐๐๐ บาท ต่อตารางเมตรเท่านั้น งานที่หรูหราที่สุดอย่างไรก็ไม่ควรเกิน ๓,๐๐๐ บาทต่อตารางเมตร นี่หรือหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้นงบประมาณ ๕,๕๗๕ บาทต่อตารางเมตร ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ของโครงการนี้ผมจึงจำเป็นต้องตั้งคำถาม และชวนเพื่อนสมาชิก ต้องตั้งคำถามร่วมกันว่าไหนคือความพอประมาณ ไหนคือความมีเหตุผล ไหนคือภูมิคุ้มกัน ที่ดีตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณแบบขาดดุล และการตั้ง งบประมาณแบบขาดดุลต้องมีภาระดอกเบี้ยจ่าย แต่กลับนำเงินมาใช้กับโครงการที่สุรุ่ยสุร่าย ในลักษณะนี้ แทนที่จะนำไปพัฒนาประเทศแก้ไขปากท้อง ไปดูแลสวัสดิการให้กับประชาชน งบปรับปรุงภูมิทัศน์แบบนี้ไม่สามารถอธิบายได้บนพื้นฐานของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้เลยแม้แต่น้อย หากยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีบนเงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรมที่เราเรียกกันว่า ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข อัตรา ๓,๐๐๐ บาทต่อตารางเมตรก็ถือว่าแพงที่สุดแล้ว งบปรับปรุงภูมิทัศน์ อย่างไรก็ตามควรอยู่ที่ ๑๔๔ ล้านบาท ผมเอามารวมกับงานระบบ ๑๓๔,๐๕๐,๔๐๘ บาท งบ รวมของโครงการนี้ทั้งหมดที่สมเหตุสมผลและพอจะเป็นไปได้จึงควรอยู่ที่ ๒๗๘,๐๕๐,๔๐๘ บาท ไม่ใช่ ๔๐๑,๖๕๗,๑๐๐ บาทอย่างที่สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมเสนอมาไม่ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเลย หรือยึดแต่ปากเท่านั้น ดังนั้น งบที่ขอตั้งในปี ๒๕๖๙ จำนวน ๖๐,๒๔๘,๖๐๐ บาท ซึ่งเป็นการก่อหนี้ผูกพันในปีแรก ในอัตราร้อยละ ๑๕ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๘ และจะมีการผลักภาระ ไปยังปีงบประมาณ ๒๕๗๐ อีก ๓๔๑,๔๐๘,๕๐๐ บาท จึงไม่สมเหตุสมผลเลยครับ และขัดต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างชัดเจน โดยควรปรับลดงบประมาณของโครงการนี้ในปี ๒๕๕๙ ลง ๑๘,๕๔๑,๐๓๙ บาท ให้เหลือเพียง ๔๑,๗๐๗,๕๖๑ บาท เมื่อสักครู่ผมคำนวณแบบสมเหตุสมผล อ้างอิงตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในชั้นกรรมาธิการกลับปรับลดเพียงแค่ ๗,๒๒๙,๘๐๐ บาท เท่านั้น ผมจึงจำเป็นต้องขอให้สภาแห่งนี้ปรับลดงบโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ระยะที่ ๓ ของโครงการพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่าเพิ่มเติมอีก ๑๑,๓๑๑,๒๓๙ บาท เพื่อให้การจัดสรร งบประมาณสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเพื่อให้โครงการจัดสร้าง พิพิธภัณฑ์องค์ความรู้เรื่องไม้มีค่าเพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน เป็นประโยชน์ของแผ่นดิน สมชื่อจริง ๆ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้รับเหมาไม่กี่ราย ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ครับ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ มาตรา ๑๗ ผมสงวนความเห็นไว้ ๔ หน่วย ซึ่งก็มาจาก พยานหลักฐานของงบปี ๒๕๖๗ เหมือนเดิม เริ่มที่กรมทรัพยากรน้ำก็ต้องเอาออก รายงานความเห็นแบบมีเงื่อนไขในหมายเหตุ ข้อ ๗ สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานสุทธิ ๒๔,๘๖๘,๘๖๑,๗๐๖.๒๔ บาท ในจำนวนดังกล่าวหน่วยงานได้รวมสินทรัพย์รอการโอน ที่ต้องโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๑ และแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ ๒ ซึ่งกำหนดให้กรมทรัพยากรน้ำถ่ายโอนภารกิจ การก่อสร้างและบำรุงรักษาแหล่งน้ำที่มีปริมาตรกักเก็บน้ำน้อยกว่า ๒ ล้านลูกบาศก์เมตร ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นสินทรัพย์รอการโอนจึงไม่เข้าเกณฑ์การรับรู้ เป็นสินทรัพย์โครงการพื้นฐาน ก็หมายความว่าสินทรัพย์โครงการพื้นฐาน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ควรจะอยู่ที่กรมทรัพยากรน้ำ ควรไปอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากรายงานหน้านี้ ก็แสดงว่าทรัพย์สินอยู่ผิดที่ผิดทาง เห็นหลายปีก็อภิปรายกันเรื่องนี้ แล้วก็บอกว่าท้องถิ่นเอง ก็ไม่รู้จะรับโอนไปอย่างไร มีการดูแลรักษาหรือไม่ อันนี้ที่พอฟังความมาได้ แต่แผนต่าง ๆ มันก็คือกฎ การไม่ทำมันจะทำถูกต้องได้อย่างไร อันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าบรรดา สส. ที่อยู่ใน พื้นที่ท่านจะไปติดตามให้มีการรับโอนให้เหมือนกับโรงพยาบาล เหมือนกับอันนี้หรือเปล่า เพราะว่าการที่ยังแสดงบัญชีอยู่ในกรมทรัพยากรน้ำมันก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ ฉบับที่ ๑๗ ซึ่ง สตง. บอกว่าถ้าปรับปรุงให้ถูกต้องมันกระทบฐานะการเงินรายการสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งก็เป็นจำนวนที่มาก และขณะนี้ยังไม่สามารถระบุจำนวนเงิน ของข้อผิดพลาดดังกล่าวได้ เดี๋ยวกรรมาธิการเสียงข้างมากคงตอบแทนรัฐมนตรี เพราะรัฐมนตรีก็คงไม่ได้มา

ต่อไปกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในหมายเหตุ ข้อ ๗ มีที่ดินอาคารอุปกรณ์สุทธิ ๑๙,๘๖๔,๙๕๔,๖๗๕.๙๓ บาท ก็ลักษณะเดียวกัน ก็คือเป็นการรวมสินทรัพย์รอการโอน ที่ต้องโอนให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยมีวัตถุประสงค์ที่ทราบตั้งแต่ต้นว่าเมื่อดำเนินการก่อสร้าง แล้วเสร็จจะต้องดำเนินการส่งมอบสินทรัพย์ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น จึงไม่เข้าเกณฑ์รับรู้เป็นที่ดินอาคารและอุปกรณ์ เนื่องจากหน่วยงานก็คือกรมทรัพยากร น้ำบาดาลไม่ได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต หรือศักยภาพในการให้บริการเพิ่มขึ้น จากการใช้ทรัพย์สินนั้น คำนี้เป็นภาษาบัญชี ภาษาตามที่มาตรฐานการบัญชีเขาแปลมาจาก ภาษาอังกฤษ แล้วก็บอกว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ ฉบับที่ ๑๗ เหมือนกัน สตง. ก็ไม่สามารถระบุจำนวนเงินที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขได้ ก็มีเงื่อนไข เพราะฉะนั้น ทั้ง ๒ รายการยอดเงินไม่ใช่น้อย ๆ อันแรกก็ ๒๔,๐๐๐ อันหลังก็ ๑๙,๐๐๐ เกือบ ๆ จะ ๒๐,๐๐๐

หน่วยต่อไปกรมป่าไม้ ก็มีเงื่อนไขเป็น ๒ กรณี กรณีหนึ่งคือแสดงข้อมูล ที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ก็คือเรื่องของกรมป่าไม้ได้รับเงินสนับสนุนจาก กทอ. คือกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ พลังงาน แล้วก็เอาเงินนี้ไปเข้าฝากธนาคารเบิกจ่ายส่งคืนรายได้ดอกเบี้ยและเงินเหลือจ่าย จากการยกเลิกโครงการให้กองทุนไปแล้ว แต่หน่วยงานมิได้บันทึกรายการเกี่ยวกับรายการ เคลื่อนไหวดังกล่าว คือรับมาแล้ว คืนแล้ว แต่ไม่บันทึกบัญชี อ่านได้ลักษณะเช่นนั้น แล้ว สตง. ก็ให้ความเห็นช่วยเหลือนะ บอกว่า สตง. ไม่สามารถระบุจำนวนเงินข้อผิดพลาดได้ เนื่องจากหน่วยงานอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ก็ฝากกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือรัฐมนตรีไปดูสิ ปลัดท่านเดิมท่านก็ไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีไปแล้ว คนที่ดูอยู่ปัจจุบันนี้ท่านจะไปแก้ไขอย่างไร แล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากจะตอบผมได้ มากน้อยแค่ไหน เหมือนอย่างเมื่อสักครู่ผมถามไม่หมด แต่ท่านบอกว่าท่านจะตอบได้หมด ผมก็ยังแปลกใจอยู่นะครับ

ต่อไปอีกอันหนึ่งของกรมป่าไม้ก็ลักษณะเดียวกัน ก็คือได้รับเงินสนับสนุนจาก กทอ. ของกรมพัฒนาทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ชื่อย่อ พพ. ก็ไปซื้อครุภัณฑ์ แล้วครุภัณฑ์ ดังกล่าวก็ตรวจรับใช้งานแล้ว แต่ไม่บันทึกบัญชี ก็เลยสรุปไม่ได้ว่าครุภัณฑ์ที่ตรวจรับไป มีเท่าไร จะตัดค่าเสื่อมอย่างไร แล้ว สตง. ก็ช่วยอีกบอกว่าหน่วยงานอยู่ระหว่างตรวจสอบ แล้วรวบรวมหลักฐานการได้มาและการตรวจรับงานครุภัณฑ์ ท่านประธานครับ นี่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ วันนี้ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘ มันล่ามาพอสมควรแล้ว อย่างไร ก็เสียงข้างมาก หรือรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่จะช่วยตอบอย่างไรก็สุดแล้วแต่นะ

อีกข้อหนึ่ง ข้อ ข ไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสม อย่างเพียงพอ หมายเหตุ ข้อ ๔ เงินสดรายการเทียบเท่าเงินสด ๑,๕๑๗,๙๘๐,๙๑๖.๗๗ บาท หน่วยงานไม่สามารถจัดหาเอกสารประกอบยอดยกมางวดปีก่อน ๆ ยอดยกมาภาษาพวกผม เรียกว่า EF คือ Balance Forward จำนวน ๒๒,๑๙๓,๔๙๙.๖๙ บาท อันนี้ สตง. บอก เคยแสดงความเห็นไว้แล้วของปี ๒๕๖๖ แต่ก็ยังไม่แก้ไข ก็ยังเหมือนเดิมก็รายงานต่อไป ข้อผิดพลาดทำได้อย่างสม่ำเสมอดีสำหรับหน่วยงาน

อันสุดท้าย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็แสดงความเห็น แบบมีเงื่อนไขในหมายเหตุ ข้อ ๙ คือที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ของปี ๒๕๖๗ ๗,๙๓๗,๔๓๕,๒๓๕.๖๗ บาท ในจำนวนดังกล่าวมีอยู่ ๘๙๑,๕๓๙,๖๑๘.๙๐ บาท เป็นงาน ระหว่างก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่ปี ลองทายสิครับ ปี ๒๕๕๓-๒๕๖๐ แต่นี่รายงาน ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ ผมว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมต่าง ๆ ที่พูดมาน่าจะ Engineer เยอะ แต่ตัวเลขท่านสู้นักบัญชีอย่างผมไม่ได้ ผมงงว่าปี ๒๕๕๓- ๒๕๖๐ แล้วรายงาน ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ ยังค้าง แล้วก็โอนไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไร แล้วก็ หน่วยงานก็ยังไม่ได้โอนเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอีก ๑๙๒,๗๐๘,๔๒๒.๑๘ บาท ดังนั้นจึงไม่สามารถหาเอกสารหลักฐานการส่งมอบงานเพื่อนำมาแยกราคาทุน สินทรัพย์ หรือค่าใช้จ่าย รวมถึงวันที่งานแล้วเสร็จพร้อมใช้งานของงานระหว่างก่อสร้างที่แล้วเสร็จได้ ทำให้ไม่ทราบจำนวนผลกระทบของค่าเสื่อมราคาค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง อ่านถึงตรงนี้แล้ว ก็ยิ่งย้อนกลับมาถึงรายงานเวลาเราเข้าห้องกรรมาธิการในภาพรวม ก็รายงานทุกปี เบิก ๕ ปี ล่วงหน้า ๕ ปีที่ผ่านมาเรียบร้อยดี PO ออก งบใช้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอมาดูจากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีไม่เป็นไปตามนั้น นี่ก็แสดงว่าเอางบไปใช้ ใช้ก็ใช้ไป ตรวจรับก็ตรวจไป แต่การลงทะเบียนพัสดุครุภัณฑ์หรืออาคาร หรือจะเป็นสะพาน เป็นเขื่อน เป็นอะไร ผมว่าใช้ไม่ได้ ผมใช้คำนี้เลยจากที่ดูมาหลาย ๆ หน่วย ระบบ New GFMIS Thai กรมบัญชีกลาง ท่านควรจะประสานงานกับหน่วยรับงบประมาณ แล้วก็ สตง. ว่ามันจะแก้ไขอย่างไร จะปล่อยอย่างนี้ต่อไปอีกเป็นอย่างนี้ทุกปีหรือเปล่า ปีหน้าถ้าผม มีโอกาสผมก็คงพูดซ้ำซากเหมือนกับปีนี้อีก อันนี้ก็ฝากไว้เป็นข้อคิดว่างบประมาณแผ่นดิน ใช้ไปแล้วมันต้องตรวจสอบได้ พวกท่านไปช่วยกันดู แล้วการตรวจสอบพวกนี้ถ้ามันเป็นแค่ ข้อผิดพลาดทางบัญชีผมไม่ว่าหรอก แต่ผมห่วงว่ามันเป็นการทุจริตคอร์รัปชันของคนที่มี อำนาจอนุมัติ คนที่ตรวจรับ คนที่ขยายสัญญา คนที่ไม่เรียกหลักประกัน หรือคนที่ จ่ายล่วงหน้าแล้วเป็นเงินทอนหรือไม่ อย่างนี้ฝากพวกท่านไปช่วยกันตรวจสอบด้วยแล้วกัน ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายฉลาด ขามช่วง รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปมีผู้แปรญัตติทั้งหมด ๙ ท่าน ท่านแรกขอเชิญคุณกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ครับ

นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ระยอง 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๑ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายในฐานะผู้แปรญัตติร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ในส่วนของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่ากรมโลกร้อน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เดิมทีกรมนี้คือกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๖ เพื่อที่จะสะท้อนบทบาท แล้วก็พันธกิจใหม่ที่เน้นการรับมือ และปรับตัวกับวิกฤติโลกร้อนอย่างเต็มตัว ดิฉันยอมรับว่าภารกิจของกรมนี้มีความสําคัญ ต่อประเทศไทยในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าหน้าที่หลักของกรมนี้ก็คือ การป้องกันและการรับมือกับปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของยุค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตทุกพื้นที่บนโลกแห่งนี้ และดิฉันก็เข้าใจดีว่าภารกิจของกรมโลกร้อน เป็นภารกิจในเรื่องเร่งด่วนไม่สามารถรอได้ และเป็นภารกิจที่จะต้องทำต่อเนื่อง แต่เมื่อเรา มองไปดูที่ตัวเลขงบประมาณก็ต้องตั้งคําถามอย่างจริงจังว่าเราใช้งบประมาณเหล่านี้ได้ อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้วหรือยัง ในปี ๒๕๖๗ กรมโลกร้อนได้รับการจัดสรรงบประมาณอยู่ที่ ๕๓๙.๔๐ ล้านบาท หลังจากนั้นในปี ๒๕๖๘ ก็เพิ่มขึ้นเป็น ๖๖๙.๒๐ ล้านบาท และแน่นอนที่สุดปี ๒๕๖๙ ก็เพิ่มขึ้นไปอีกเป็น ๗๙๔.๑๒ ล้านบาท ในระยะเวลา ๓ ปี งบประมาณของกรมโลกร้อนเพิ่มขึ้นกว่า ๒๕๔ ล้านบาท หรือว่าคิดเป็น ๔๗ เปอร์เซ็นต์ ของงบเดิม ดิฉันไม่ปฏิเสธความจำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณกับภารกิจอันยิ่งใหญ่แบบนี้ แต่จะต้องมีคำตอบให้กับประชาชนว่านำงบประมาณไปใช้กับอะไร ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่ และคุ้มค่ากับเงินภาษีของพี่น้องประชาชนหรือเปล่า ท่านประธานคะ ดิฉันได้ศึกษา ในงบประมาณปี ๒๕๖๙ ของกรมโลกร้อนก็พบว่างบประมาณถูกจัดสรรเป็นงบบุคลากร จํานวน ๑๘๘ ล้านบาท งบดําเนินงานประมาณ ๑๐๕ ล้านบาท งบลงทุนก็อีกประมาณ ๘๗ ล้านบาท และก้อนที่ใหญ่ที่สุดที่ดิฉันไม่พูดถึงไม่ได้ในการอภิปรายครั้งนี้คืองบรายจ่าย อื่น ๆ จํานวน ๔๐๘ ล้านบาท โดยในหมวดรายจ่ายอื่น ๆ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดิฉันจะยกตัวอย่าง อย่างเช่นส่วนที่ ๑ ค่าจ้างที่ปรึกษา จํานวน ๖๒.๔๕ ล้านบาท มีการตั้งงบ จ้างที่ปรึกษาทั้งไทยและต่างประเทศมากกว่า ๑๐๐ คน จาก ๑๙ รายการ ซึ่งหลาย ๆ รายการก็มีลักษณะงานคล้ายคลึง หรือถ้าเราดูแล้วเหมือนจะซ้ำซ้อนกับทั้งงานของตัวเอง แล้วก็หน่วยงานอื่นในกระทรวงเดียวกันด้วย บางโครงการดิฉันคิดว่าควรจะใช้บุคลากร ของกรมเองที่มีความรู้ความสามารถมาดําเนินการมากกว่าที่จะไปจ้างที่ปรึกษาที่เป็น บุคคลภายนอก หรือบางโครงการก็อาจจะสามารถดําเนินการในปีงบประมาณถัดไปได้ คําถามคือการจ้างที่ปรึกษาจํานวนมากขนาดนี้สมเหตุสมผลแล้วหรือไม่ ประชาชนได้อะไร จากการลงทุนจ้างที่ปรึกษากว่า ๖๒.๔๕ ล้านบาทนี้ ดิฉันขอหยิบยกรายการค่าใช้จ่ายการจ้าง ที่ปรึกษา ๒ รายการ ก็คือรายการตามเอกสารแนบที่ ๑๒ และ ๑๔ โดยรายการที่ ๑๒ เป็นการจัดทำแผนและเก็บข้อมูลเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วนรายการที่ ๑๔ จะเป็นการจัดทำตัวชี้วัด แล้วก็รวบรวม Best Practice ซึ่งทั้ง ๒ โครงการนี้ มีลักษณะงานที่ต่อเนื่องกันโดยตรง คําถามคือว่าเรารวมงานและทำเป็นโครงการเดียวได้ไหม เพราะว่าการทำแผนย่อมต้องมีตัวชี้วัดเป็นตัวประกอบ แล้วก็การกำหนดตัวชี้วัดก็ต้องอ้างอิง จากข้อมูลและบริบท ดังนั้นการปฏิบัติงานในพื้นที่ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์สามารถ ทำไปพร้อมกันได้ โดยเราสามารถใช้ทีมงาน แล้วก็ที่ปรึกษาชุดเดียวกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน ของการทำงาน และใช้งบประมาณซึ่งมีการตั้งเป็นงบว่าจ้างที่ปรึกษารวมกันทั้งหมด ๙ ล้านบาท ถ้าเรารวมกันเป็นโครงการเดียวก็สามารถประหยัดงบประมาณไปได้กว่าครึ่ง หรือถ้าใช้บุคลากรของกรมเองมาดําเนินงานเราก็ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวน ๙ ล้านบาทนี้เลยนะคะ นอกจากที่จะยังมีการจ้างที่ปรึกษาในเรื่องการทำงานลงพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีการจ้าง ที่ปรึกษาในส่วนอื่น ๆ ยกตัวอย่างอย่างเช่น การส่งเสริมการดำเนินงานกิจกรรมของเครือข่าย อาสาสมัครในการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นี่เป็นแค่ไม่กี่รายการ ที่ดิฉันยกขึ้นมาให้เห็นถึงความไม่จำเป็น แล้วก็ความซ้ำซ้อนของกรมที่เราคิดว่าสามารถที่จะ ตัดลดงบประมาณลงไปได้ ดิฉันขอเรียนผ่านท่านประธานว่าดิฉันไม่ได้หมายความว่าจะอยาก ให้ตัดในเรื่องของการจ้างที่ปรึกษาทั้งหมด แต่ว่าอยากจะให้เราจ้างที่ปรึกษาตามความจำเป็น ตามความเหมาะสม แล้วก็คุ้มค่ากับภารกิจที่ทำ

ในส่วนที่ ๒ อีกส่วนหนึ่งที่อยากชี้ให้เห็นก็คืองบโฆษณาประชาสัมพันธ์มูลค่า ๑๘.๘ ล้านบาท ซึ่งงบตรงนี้ก็จะเป็นการจ้างผลิตสื่อทีวี สื่อออนไลน์ แล้วก็จ้าง Influencer เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ แล้วก็เข้าใจในปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็พบว่าวัตถุประสงค์ในแต่ละโครงการเหมือนกันเลยค่ะ วัตถุประสงค์ซ้ำซ้อนกันทั้งของตัวเอง แล้วก็หน่วยงานอื่นด้วย นอกจากนี้โครงการลักษณะนี้ ยังขาดตัวชี้วัด ผลลัพธ์ที่เป็นเชิงพฤติกรรมที่ชัดเจน มีเพียงตัวชี้วัดที่เป็นยอดเข้าถึงหรือว่า ยอดวิว ซึ่งไม่สามารถวัดผลการรับรู้ แล้วก็การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ได้ ที่สำคัญไม่ได้สะท้อนความคุ้มค่าของเม็ดเงินงบประมาณที่ลงทุนไปเลย ยกตัวอย่างโครงการ ในงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งหมดมีอยู่ ๖ รายการ เป็นโครงการที่จะผลิต แล้วก็เผยแพร่สื่อ สร้างความตระหนักรู้ แล้วก็ปรับตัวในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในรายการ ดิฉันก็จะขอตัดไป ๒ รายการ มูลค่า ๘.๘ ล้านบาท เพื่อไม่ให้มีการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันค่ะ

ท่านประธานคะ งบค่าที่ปรึกษา แล้วก็งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของ กรมโลกร้อนเพียง ๒ ส่วนนี้รวมกันแล้วก็มูลค่ากว่า ๘๑ ล้านบาท ซึ่งงบประมาณทุกบาท ทุกสตางค์ของกรมควรถูกใช้ไปอย่างตรงเป้าหมายและสอดคล้องกับพันธกิจหลักของกรม ก็คือการป้องกัน แล้วก็รับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุด ดังนั้นดิฉันขอตัดลดงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้เสนอแปรญัตติไว้ โดยเฉพาะในส่วนที่ซ้ำซ้อน ขาดความคุ้มค่า และประเมิน ประสิทธิภาพไม่ได้ เพื่อให้เงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าสูงสุด ขอบพระคุณค่ะ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ผู้แปรญัตติท่านต่อไปคุณวีรนันท์ ฮวดศรี เชิญครับ

นายวีรนันท์ ฮวดศรี ขอนแก่น 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคประชาชน ขอร่วมอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ในฐานะผู้แปรญัตติ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดี๋ยวขอสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในมาตรา ๑๗ ภาพรวมของงบประมาณ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ตั้งไว้ที่ ๑๘,๓๗๒,๐๐๗,๓๐๐ บาท โดยกรรมาธิการได้ตัดปรับลดไปที่ ๔๕๙,๒๘๗,๖๐๐ บาท ซึ่งก็คือที่เข้าวาระที่สองนี้ก็อยู่ที่ ๑๗,๐๑๗,๙๑๒ ล้านบาทเศษ แต่ว่าผมมาดูในรายละเอียดแล้วก็ยังสามารถปรับลดได้อีก หลายรายการ หลายตัวโครงการ จึงเสนอปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ ๑๖,๕๓๔ ล้านบาทเศษ พอมาดูในรายละเอียดโครงการก็จะพบว่าเป็นโครงการที่เป็นเบี้ยหัวแตกจำนวนมาก ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมจะขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัด ๆ โครงการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับยานพาหนะของกรมควบคุมมลพิษเสนอ ตั้งงบประมาณที่ ๙,๗๑๗,๙๐๐ บาท ซึ่งในชั้นอนุกรรมาธิการมีการปรับลดไปแค่ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ผมเสนอให้ตัดโครงการนี้ทิ้งไปเลย เพราะว่าถ้ามาไล่ดูในไส้ในแล้วก็ยังเป็นเบี้ยหัวแตกอีก เช่นเดิม พอเรามาดูที่วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ดีมาก ๆ ครับ

๑. เพื่ออะไร เพื่อกำหนดให้กำกับดูแล ควบคุมการใช้กฎหมายกับรถควันดำ

๒. เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพและศักยภาพของเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุม มลพิษให้บังคับใช้กฎหมายกับยานพาหนะให้ระบายมลพิษ หรือว่าเราเรียกสั้น ๆ ว่าควันดำ ออกสู่สิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือ

๓. เพื่อติดตามประเมินผลสถานการณ์แนวโน้มการป้องกันแก้ปัญหา ฝุ่นละอองที่เกิดจากการใช้ยานพาหนะ

สไลด์ถัดไปพอมาดูที่รายการจัดหาครุภัณฑ์จะพบว่าเครื่องมือตรวจจับควันดำ ระบบวัดความทึบแสงมีอยู่ทั้งหมด ๑๖ เครื่อง ๆ ละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๖,๔๐๐,๐๐๐ บาท เครื่องมือวัดความเร็วรอบรถยนต์ทั้งหมด ๒๕ เครื่อง ๆ ละ ๖๐,๐๐๐ บาท รวม ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท และอุปกรณ์เทียบเครื่องวัดเสียงทั้งหมด ๑๕ เครื่อง ๆ ละ ๒๓,๕๐๐ บาท รวม ๓๕๒,๕๐๐ บาท รวมรายการจัดหาครุภัณฑ์ของโครงการนี้ทั้งหมด ๘,๒๕๒,๕๐๐ บาท ท่านประธานที่เคารพ ผมจะเรียนกับท่านประธานกับทางกรรมาธิการอย่างนี้ เราก็ต่างทราบกันดีว่ากรมควบคุม มลพิษนั้นเป็นเพียงเสือกระดาษ ไม่มีอำนาจเพิ่มเติมในการลงโทษ หรือว่าไม่มีอำนาจเต็ม ในการลงโทษ มีเขี้ยวมีเล็บแต่กัดไม่เจ็บ เพราะอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายอยู่ที่ปกครอง แล้วก็ส่วนท้องถิ่น ทีนี้ในห้องประชุมของอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์และไอซีที ซึ่งทางประธาน คณะอนุกรรมาธิการเองก็มีดำริให้ตัดโครงการดังกล่าวนี้ทิ้งเพราะเป็นโครงการเบี้ยหัวแตก แต่ว่าโครงการนี้ก็เข้ามาวาระที่สองให้เราพิจารณาในวันนี้

วัตถุประสงค์ที่ทางกระทรวงที่ทางกรมเขียนมาดีมาก ผมก็เข้าใจ ความปรารถนาดีของเจ้าหน้าที่ของข้าราชการ แต่ว่าสุดท้ายแล้ววิธีการดำเนินการต้องไป สุ่มตรวจจับอยู่ดี ตัวเจ้ากรมที่มาตอบในชั้นอนุกรรมาธิการเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ ในประเด็นนี้สุดท้ายถ้าสภาพวกเราผ่านงบประมาณนี้ไป แล้วคำถามตัวใหญ่ ๆ ของผมคือว่า แล้วพวกเราก็คือกระทรวงมีกำลังคนเพียงพอที่จะไปตั้งด่านตรวจจับหรือว่าสุ่มตรวจจับ ทั้งประเทศหรือครับ ไหนจะอุปกรณ์ที่จัดหามาเพียงไม่กี่เครื่อง แต่จะไปดักจับรถยนต์ที่วิ่งกัน อยู่ทั้งประเทศ ถ้าจะให้ใช้งานจริง ๆ ผมว่าลำพังแค่ขอนแก่นบ้านผมกับร้อยเอ็ด บ้านท่านประธานท่านก็ทำไม่ไหวแล้วครับ หรือรัฐบาลและหน่วยงานราชการจะลงมือทำกัน จริง ๆ ผมว่ารถเมล์ของ ขสมก. ทั้งหมด หรือรถบรรทุกที่วิ่งอยู่ในทั้งประเทศก็คงไม่ได้วิ่งครับ เพราะอะไรครับ เพราะค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับยานพาหนะ ท่านประธานทราบไหมว่าตั้งไว้อยู่ที่เท่าไร ๑,๔๖๕,๔๐๐ บาท ผมขอถามอีกครั้งว่าค่าใช้จ่ายนี้ จะไปเพียงพออะไรกับการจัดการดำเนินการปัญหาที่มันยิ่งใหญ่ระดับประเทศขนาดนี้ แล้วระยะเวลาการดำเนินการทั้งหมด ๘ ปี ก็คือตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ยาวไปจนถึงปี ๒๕๗๒ วงเงิน รวมทั้งหมดประมาณ ๒๘,๓๐๐,๓๐๐ บาท แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นรูปธรรมว่าจะดำเนินการ แก้ไขปัญหามลพิษจากยานพาหนะตามชื่อโครงการอย่างไร แบบไหน ผมฝาก เรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านให้ช่วยกันตัดงบประมาณนี้เถอะครับ ตัดโครงการนี้ทิ้งเถอะก่อนที่เราจะผลาญงบประมาณแผ่นดินของประเทศไปมากกว่านี้ เพื่อความประหยัดงบประมาณ เพื่อประโยชน์ประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณอย่าง เต็มที่ แล้วก็ลดภาระทางการคลังของประเทศเรา และที่สำคัญเดี๋ยวมีคนเอาคลิปไปตัดต่อ หรือไปลงเพียงบางส่วนว่าที่ผมอภิปรายมาผมไม่ได้มีเจตนาจะตัดงบแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 แต่ว่าตัดงบที่เป็นเบี้ยหัวแตกจากรัฐราชการไทยที่กำลังผลาญภาษี ที่กำลังใช้ภาษีไม่ถูกจุด ในการแก้ปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องอย่างยั่งยืน โดยที่รัฐบาลจะปล่อยปละละเลยไม่ยอมตัด งบประมาณในส่วนนี้ครับ

สุดท้ายผมยังมีเสนอทางเลือกให้ท่านประธาน แล้วก็ทางกรรมาธิการที่ยั่งยืน ให้แก่รัฐบาลและประเทศนี้คือให้รีบพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดในวาระที่สอง วาระที่สาม เพื่ออะไรครับ เพื่อติดอาวุธให้กับหน่วยงานท้องถิ่นน่าจะเป็นการแก้ปัญหาฝุ่น PM ได้ดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าในการแก้ปัญหามลพิษ หรือว่ามลภาวะจากรถยนต์ ที่ท่านตั้งโครงการเพื่อของบนี้ ผมจึงขอยืนยันว่าขอเสนอตัดงบในของกระทรวงทรัพยากร มาตรา ๑๗ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณสรพัช ศรีปราชญ์ เชิญครับ

นายสรพัช ศรีปราชญ์ สระบุรี 🔗

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สรพัช ศรีปราชญ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอแก่งคอย เฉพาะตำบลห้วยแห้ง จากพรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขออภิปราย แสดงเหตุผลที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติโดยขอปรับลดงบประมาณในส่วนของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ตั้งไว้ให้ปรับลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ การเรียนออนไลน์ในยุคปัจจุบันมีจุดเด่นที่สำคัญที่สุดก็คือความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่ หมู่บ้านชายแดน ขอเพียงมีอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงความรู้ในมาตรฐานเดียวกันได้ แต่วันนี้ที่ผมต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เพราะว่ามันมี ความซ้ำซ้อนในการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการที่เรียกว่า MNRE MOOC ซึ่งเป็น ระบบการเรียนออนไลน์ของกระทรวง เปิดไปดูมีรายวิชาอยู่เพียง ๑๔ รายวิชาเท่านั้น เป็นรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมจริง ๆ เพียง ๙ รายวิชา อีก ๕ รายวิชาเป็น Course พัฒนาตนเอง ท่านประธานที่เคารพก่อนอื่นผมคงต้องเรียนก่อนว่าประเทศไทยมีระบบ การเรียนออนไลน์ที่เป็นแบบเปิดขนาดใหญ่อยู่แล้ว นั่นก็คือ Thai MOOC ดำเนินการโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบบนี้มีความพร้อมทางด้าน เทคโนโลยี บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทีมงานพัฒนา และที่สำคัญคือมีฐานผู้เรียนจริงจำนวนมาก เป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยรู้จักและใช้งานอย่างต่อเนื่อง คำถามของผมคือเหตุใดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงต้องใช้งบประมาณของประชาชนสร้างแพลตฟอร์ม ใหม่อีก ระบบที่ทำหน้าที่แทบจะเหมือนกันทุกประการเพียงเพราะต้องการมีชื่อโครงการ ของตัวเองเท่านั้นหรือ ทั้งที่สามารถนำเนื้อหาทั้งหมดไปอยู่ในระบบที่มีอยู่แล้วได้ทันที ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่เพียงแค่เป็นเรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง การใช้งบประมาณของรัฐที่ยังคงทำงานแบบต่างคนต่างทำขาดการบูรณาการ ขาดการ ประสานงานระหว่างกระทรวง ซึ่งผลลัพธ์เราก็มี โครงการซ้ำซ้อนมากมาย และสุดท้าย ผู้ที่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็คือประชาชนผู้เสียภาษี ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ผมขอถาม ตรง ๆ ว่าถ้า Thai MOOC เปิดสอนวิชาด้านสิ่งแวดล้อมได้ เหตุใดจึงต้องสร้าง MNRE MOOC ขึ้นมาอีก ๑ ระบบ ต้องจ้างทีมงานใหม่ ซื้อ Server ใหม่ ทำการลงทะเบียนใหม่อีก พัฒนาเว็บไซต์ใหม่ ทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินกี่ล้านบาท และคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับ การเพิ่มหมวดวิชาในระบบเดิม ท่านประธานครับ โครงการนี้ถูกเบิกจ่ายไปแล้วในปี ๒๕๖๘ ถึง ๗ ล้านกว่าบาท ปีนี้มาของบไปปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพอีกเกือบ ๓ ล้านบาท นี่ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษาระบบที่คิดเป็นร้อยละ ๑๕ ของค่าพัฒนาระบบ ที่ปีนี้ขอเข้ามา ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท มันเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะพัฒนาเพียงปีนี้ปีเดียวเพราะการให้ความรู้ มันหยุดพัฒนาไม่ได้ นี่จึงเป็นค่าใช้จ่ายผูกพันที่ต้องใช้ไปทุก ๆ ปีหากโครงการนี้ยังดำเนินการ อยู่แบบนี้ ผมขอเรียนให้ท่านประธานทราบว่า MNRE MOOC นี้ไม่เพียงซ้ำซ้อนอย่างเดียว เท่านั้น แต่ยังไม่ได้รับความนิยมเลยแม้แต่น้อย ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะชี้ให้ชัดว่า มีผู้ลงทะเบียนและใช้งานจริงน้อยมากเมื่อเทียบกับ Thai MOOC ที่มีผู้เรียนหลายแสนคน ต่อปี แพลตฟอร์มที่เป็นที่รู้จักมีความน่าเชื่อถือและมีเนื้อหาหลากหลาย และยังดึงดูดผู้ใช้ มากกว่าแพลตฟอร์มที่เพิ่งสร้างใหม่และจำกัดเนื้อหาอยู่เพียงด้านเดียว ผลลัพธ์คืออะไรครับ ท่านประธาน ผลลัพธ์ก็คือเงินภาษีของประชาชนถูกใช้ไปสร้างระบบที่คนไม่ค่อยเข้าใช้ และไม่สามารถแข่งกับระบบเดิมที่มีอยู่แล้วได้ ท่านประธานครับ ปัญหานี้ร้ายแรงกว่าที่คิด และเมื่อมีคนเข้าใช้น้อยระบบก็เปรียบเสมือนเว็บไซต์ร้างที่แม้มีอยู่จริง แต่ไม่ได้สร้าง การเรียนรู้จริงในสังคม งบประมาณที่ลงไปไม่ได้ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ตั้งใจไว้ ผมคิดว่า เงินก้อนนี้สามารถนำไปใช้ในเรื่องที่สำคัญกว่าและเร่งด่วนกว่าของกระทรวงได้ เช่น การฟื้นฟูป่า การแก้ไขปัญหามลพิษ PM2.5 หรือการจัดการขยะพลาสติกที่เป็นปัญหา สิ่งแวดล้อมใหญ่ของประเทศอยู่ขณะนี้ แต่กลับถูกใช้ไปกับโครงการที่ขาดประสิทธิภาพ แบบนี้ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผมขอเสนออย่างตรงไปตรงมาว่าโครงการ MNRE MOOC ควรถูก บูรณาการเท่ากับ Thai MOOC ไม่จำเป็นต้องมีระบบแยก เพียงเปิดหมวดสิ่งแวดล้อม ในระบบเดิม ใช้ทีมงานเดิม ใช้ Server และระบบลงทะเบียนที่มีอยู่ก็สามารถประหยัด งบประมาณได้มหาศาล และยังเพิ่มการเข้าถึงได้ง่ายก็เพราะประชาชนคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มเดิม อยู่แล้ว การทำเช่นนี้ไม่เพียงลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนเท่านั้น แต่ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียน ทั่วประเทศได้เข้าถึงความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมได้จริง ท่านประธานครับ การบริหารงบประมาณ ไม่ใช่เพียงใช้ให้หมด แต่ต้องใช้ให้คุ้ม และต้องคุ้มที่สุดสำหรับประชาชนผู้เสียภาษี การทำ โครงการซ้ำซ้อนเพราะขาดการประสานงานระหว่างกระทรวงไม่เพียงแต่ทำให้เสียเงิน แต่ยัง เสียโอกาสที่จะทำสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ ดังนั้นในมาตรานี้ผมยืนยันตัดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่าผมจะไม่ยอมให้การใช้เงินซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพดำเนินการ ต่อไปโดยไม่มีการตรวจสอบ ขอบคุณครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปครับ ขอเชิญท่านนิพนธ์ คนขยัน เชิญครับ

นายนิพนธ์ คนขยัน บึงกาฬ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ มาตรา ๑๗ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม งบประมาณ ที่ผมขอปรับลดวันนี้ ๒ เปอร์เซ็นต์ จากจำนวน ๑๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหตุผลที่ปรับลด เนื่องจากวันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับชีวิตและ ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ดิน น้ำ ป่าไม้ อากาศ ทะเล และสิ่งแวดล้อม ต้องให้ ความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นไหมครับ น้ำท่วม ภัยแล้ง และอื่น ๆ การจัดการทรัพยากรจะต้องขึ้นอยู่กับข้าราชการ พนักงานลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมเคย พูดตลอดทำดีต้องมีรางวัล เป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ข้าราชการที่ทำดี การแต่งตั้งข้าราชการเพื่อเลื่อนระดับต่าง ๆ ก็พูดอีกต้องมองที่คน คนดีทำงาน เพื่อประเทศชาติ ประชาชน ไม่ใช่มองที่ว่าใครมีเส้นมีสาย มีโอกาสแล้วก็ได้เลื่อนขั้น ตำแหน่งต่าง ๆ วันนี้ฝาก โดยเฉพาะผมพูดตลอดในสภาแห่งนี้การซื้อขายตำแหน่ง ขออย่าได้ มีการซื้อขายตำแหน่ง ฝากถึงใครครับ ท่านรัฐมนตรีที่กำกับ ท่านปลัดกระทรวงที่กำกับ ท่านอธิบดีกรมต่าง ๆ ช่วยดูว่าวันนี้ขวัญกำลังใจลูกน้องผู้ปฏิบัติหน้าที่นี่ทำดีต้องมีรางวัลครับ และสิ่งหนึ่งที่อยากสะท้อนให้เห็นว่าที่ปรับลดวันนี้ ท่านประธานครับ บ้านผมติดแม่น้ำ สงคราม ปีนี้อายุ ๖๖ ปีแล้ว แม่น้ำสงครามหน้านี้ท่วม หน้าแล้งไม่มีน้ำครับ และท้ายที่สุด วันนี้น้ำที่มีอยู่มากมายท่วม หน้าแล้งไม่มีน้ำ ผมคิดว่ากรมนี้ต้องดูแลเรื่องน้ำด้วยครับ จะทำอย่างไรให้น้ำในดินมี หรือน้ำบนดินมี สิ่งสำคัญวันนี้แม่น้ำสงครามติดกับหนองเลิง อันกว้างใหญ่เกือบ ๑๐,๐๐๐ ไร่ เป็นไปได้ไหมหน้าแล้งเก็บกักน้ำเอาน้ำมาเติม อันนี้ ผมไม่ทราบ ต้องฝากเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะวันนี้หนองเลิง หนองบึงกาฬ วัชพืช จอก แหน เต็มหมดครับ สิ่งแวดล้อมอยากฝากให้ไปดูว่าจะทำอย่างไรในการกำจัดวัชพืชเหล่านี้เพื่อให้น้ำสะอาด บริสุทธิ์และสวยงาม บึงกาฬมีภูลังกา ถ้ำนาคา เขตบึงโขงหลง ถ้ำนาคี เขตอำเภอบ้านแพง หากเป็นไปได้การส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งภูลังกาอยู่ในเขตอุทยาน เป็นไปได้ไหม ภูลังกา มีกระเช้าเหมือนภูกระดึง งบที่แปรญัตติ งบที่เสนอปรับลดก็ฝากกรมนี้ล่ะไปพิจารณาว่า จะทำอย่างไรให้ความสุขในการส่งเสริมการท่องเที่ยว จะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนได้มี ชีวิตที่ดี

ท้ายที่สุดนี้ก็ฝากถึง ๙ กระทรวง ดังที่ผมกราบเรียนมาว่าข้าราชการดีมีรางวัล สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทำเถอะครับ เพื่อความสุขของคนในชาติครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปครับท่านนิติพล ผิวเหมาะ เชิญครับ

นายนิติพล ผิวเหมาะ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิติพล ผิวเหมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ วันนี้ ผมมีประเด็นในการอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณนะครับ เป็นวาระที่สำคัญเพราะว่าเป็นเรื่อง ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิได้รู้ เพราะนี่คือโครงการที่ใช้เงินของพวกเราทุกบาททุกสตางค์ครับ มีโครงการเมื่อขุดเข้าไปลึก ๆ เจออยู่ ๑ โครงการที่ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ นั่นคือโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นค่าใช้จ่ายในการติดตั้งหัวหาดเทียม ผสมผสานในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โครงการนี้ทำที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีสาระสำคัญอยู่ ๓ เรื่องท่านประธาน ๓ เรื่องสำคัญมาก ๆ ที่ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า โครงการนี้ไม่ใช่ไขมันที่แทรกอยู่ในงบประมาณ แต่นี่คือมะเร็งร้ายที่แทรกอยู่ในการทำ งบประมาณ

เรื่องแรก โครงการนี้ซ้ำซาก เลี่ยงอีไอเอ และที่สำคัญที่สุดเอื้อประโยชน์ให้กับ รัฐมนตรีเองหรือเปล่า ไปดูกันในประเด็นแรกที่ผมบอกว่ามันซ้ำซากซ้ำซ้อน โครงการนี้อยู่ที่ หาดปราณบุรีที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถ้าหลายท่านยังไม่เคยไปเที่ยวที่หาดนี้ลอง Search ใน Google Map ไปก็ได้ Search ไปเลยว่าหาดปราณบุรี เปิดเข้าไปท่านจะเห็นเลยว่า แผ่นดินปุ๊บแล้วก็จะเป็นทะเล เราไม่มีชายหาดอยู่แล้วในพื้นที่ตรงนั้น เขาสร้างกำแพง กันคลื่นยาวตลอดทั้งแนวไปแล้ว สร้างกำแพงกันคลื่นไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น นั่นหมายความว่าอะไร มันจะไม่มีการกัดเซาะต่อไปแล้ว พอไม่มีการกัดเซาะแล้วโครงการนี้ ที่จะทำเข้ามาเป็นโครงการที่ยื่นเข้าไปในพื้นที่ทะเล ยกตัวอย่างอาจจะนึกภาพไม่ออก เหมือนที่จังหวัดระยองก็จะมีเหมือนเป็นแนวหิน ไปวางแนวหินเป็นเส้น ๆ เอาไว้ในพื้นที่ ที่ล้ำออกไปจากพื้นที่ทะเล เป็นโครงการที่จะทำไว้อีกทำไม นี่คือโครงการที่ซ้ำซ้อน แล้วก็ ซ้ำซากจะทำทำไม

และเหตุผลต่อไปที่ผมบอกว่ามันเลี่ยงอีไอเอ เพราะว่าอะไร เพราะว่าเลี่ยง การตรวจสอบครับท่านประธาน ถ้ามั่นใจว่าการทำหัวหาดเทียม ถ้าท่านมองว่าเป็นเรื่องที่ จำเป็นจะต้องทำทั้งที่มีกำแพงกันคลื่นยาวตลอดทั้งแนวอยู่แล้วยังจะต้องทำอีก เพราะฉะนั้น ต้องทำอีไอเอ ถ้าโครงการนี้ดีจริงจะกลัวทำไมกับการทำอีไอเอ ถ้าโครงการนี้เป็นโครงการ จำเป็นที่ต้องทำจริง ๆ จะกลัวการตรวจสอบทำไม มันไม่มีเหตุผลอื่นเลยที่เราจะมองไปได้ว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่เร่งด่วนมาก ๆ ถ้าไม่ทำหาดปราณบุรีจะหายไปตลอดกาลแล้ว คือผมก็ไม่ได้เป็นคนที่ยึดติดกับหลักการว่าต้องทำตามขั้นตอนทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่สามารถ แก้ไขปัญหาได้ ถ้าในเมื่อเรามองว่าปัญหาของหาดปราณบุรีมันจะเกิดการกัดเซาะ ๆ ไปตลอด เราจะสูญเสียแผ่นดินไป ถ้าต้องทำอะไรสักอย่างแล้วสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยที่ ไม่ผิดกฎหมายก็ทำได้ แต่ในโครงการนี้ที่ผมบอกไปแล้วว่ามีแนวกำแพงกันคลื่นไปตลอด ชายหาดอยู่แล้ว แต่เลี่ยงที่จะทำอีไอเอ เลี่ยงที่จะถูกการตรวจสอบในการที่จะทำโครงการ แบบนี้ อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ เลย ไปคุยกับจะเป็นนักวิชาการหรือจะเป็น นักอนุรักษ์ หรือแม้แต่ชาวบ้านทั่วไปเขาก็งงว่าทำไมอยากทำก็ทำขึ้นมาทั้งที่มันมีกำแพง กันคลื่นอยู่แล้ว ก็เลยดูไปอีกว่าแล้วหาดปราณบุรีตรงนี้ แล้วบริเวณที่จะทำหัวหาดเทียม มันอยู่ตรงไหน พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าติดกัน คาบเกี่ยวกันอยู่กับ ๒ เทศบาลตำบล อยู่ในพื้นที่ แต่ตัวโครงการทำอยู่ที่เทศบาลตำบลปากน้ำปราณ เดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็คือ เทศบาลตำบลปราณบุรี ซึ่งบังเอิญว่าเทศบาลตำบลปราณบุรี นายกเทศมนตรี นามสกุล เดียวกับรัฐมนตรี แต่ไม่เป็นอะไรถือว่ามันเฉียด ๆ ไปเพราะโครงการนี้ไม่ได้ทำเทศบาลตำบลนี้ ไปทำที่เทศบาล ปากน้ำปราณซึ่งเป็นพื้นที่ที่ติดกันนั่นล่ะ ก็เลยเอะใจขึ้นมาว่าแบบนี้จะเป็นการเอื้อประโยชน์ ให้กับตัวรัฐมนตรีเองหรือไม่ ซึ่งนี่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ แต่สาระสำคัญที่ผมได้พูดมา ทั้งหมดมันอยู่ที่ว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ซ้ำซ้อน มันซ้ำซากจะทำอีกทำไมในเมื่อมี การแก้ไขปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งในบริเวณนั้นอยู่แล้ว แต่ไปทำโครงการที่ไม่มี ความจำเป็นแบบนี้ขึ้นมาอีก นี่คือมะเร็งร้ายของการทำงบประมาณเลย นี่คือมะเร็งร้าย ที่ผลาญเงินของพี่น้องประชาชนของพวกเราทุกคน แล้วนี่คือการเลี่ยงการทำอีไอเอ เราเจอ กับเรื่องแบบนี้มามากมายกับการเลี่ยงทำอีไอเอ หรือแม้กระทั่งอย่างโครงการที่ผมเคย อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างโครงการ Land Bridge ทำอีเอชไอเอก็ยังทำตาม กระบวนการ ถึงแม้ว่าผมจะเคยอภิปรายติงไปแล้วว่า โอ้โฮ กว่าจะมีผลรายงานออกมา มันช่างบีบหัวใจเหลือเกินกับการที่จะต้องมานั่งอ่านเอกสารอีเอชไอเอว่ามันกระทบหรือไม่ กระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าโครงการนั้นเขายังทำเลย แล้วโครงการนี้พื้นที่ไม่ได้ต้องการ ตัวหัวหาดเทียมผสมผสานหรืออะไรก็ตามทีแบบนี้แล้วยังจะทำขึ้นมาอีกทำไม ผมก็เสนอให้ ตัดโครงการนี้ เพราะนี่คืองบประมาณที่ใช้เงินภาษีของพวกเราทุกคน ขอบพระคุณครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ผู้แปรญัตติต่อไปคุณเกียรติคุณ ต้นยาง เชิญครับ

นายเกียรติคุณ ต้นยาง นนทบุรี 🔗

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม เกียรติคุณ ต้นยาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้ง ที่ ๗ อำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย พรรคประชาชน วันนี้ต่อญัตติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ผมขอปรับลดไว้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของหน่วยงานกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานในกำกับ ขอภาพสไลด์ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

หน่วยงานที่ผมปรับลดมีอยู่ ๒ หน่วยงาน ก็คือสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานทั้งหมดนี้เป็นหน่วยงานที่กำกับ ดูแล บริหารจัดการการจัดเก็บขยะ การกำจัดขยะ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล ทั้งเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร ทั่วประเทศไทย RDF คืออะไรครับ RDF หมายถึงเชื้อเพลิงที่ได้ จากการนำขยะมูลฝอยมาผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น การคัดแยก การบด การอบแห้ง และการอัดเพื่อให้ได้วัสดุที่สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง โดยทั่วไป RDF นี้จะถูกนำไปใช้ เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงผลิตพลังงานเพื่อทดแทนเชื้อเพลิง Fossil บางส่วน นั่นก็คือโรงงานกำจัดขยะที่นำขยะมูลฝอยไปทำเป็นเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานของกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานในกำกับบริหารจัดการโดยส่งมอบต่อให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของกระทรวงมหาดไทยผ่านหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้นผมจึงจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องตัดงบประมาณหน่วยงานนี้ซึ่งมันซ้ำซ้อนและไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นประโยชน์เพราะอะไร มาดู RDF นี่ครับ ปัญหาของ RDF คืออะไร คือต้นทุน ในการดำเนินงานที่สูง คุณภาพเชื้อเพลิงไม่สม่ำเสมอ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันนี้ชัดเจน ไม่มีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หมายถึงการจัดเก็บขยะจากบ้านเรือนไม่มีการคัดแยกขยะ ไม่มีการแบ่งประเภทขยะ และสุดท้ายโรงงานที่ผลิตก็ไม่มีปลายทางที่จะเอาไปขายเพื่อให้เกิด กำไรคุ้มต้นทุนของเขา เอาสไลด์ลงได้เลยนะครับ จากการที่ สผ. และกรมควบคุมมลพิษ ตั้งหน้าตั้งตาทำ RDF แบบนี้มา ๑๐ กว่าปี แต่แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับ พี่น้องประชาชน กลับมีแต่โทษเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของควันจากการผลิตที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ทำให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ ใกล้บ่อขยะ ใกล้โรงงาน RDF มีปัญหาสุขภาพ โรคเกี่ยวกับระบบทางลมหายใจ โรคปอด โรคผิวหนังผื่นคัน เด็กเล็ก ๆ ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง แม้กระทั่งคนหนุ่มคนสาว อย่างผม อย่างท่านประธานไปอยู่ใกล้ ๆ ไม่เกิน ๑ เดือนกลับมาไม่สบายแน่นอน เพราะฉะนั้นเมื่อท่านยังดำรงคงอยู่ยืนยันในระบบ RDF ผมก็เลยไม่เห็นด้วยที่จะต้องให้ท่าน ทำต่อไป แต่ถ้าท่านสามารถกลับตัวกลับใจเลิกระบบ RDF เสีย มาทำระบบที่มันสมบูรณ์กว่า ที่มันดีกว่า เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ปีหน้าผมไม่ตัดงบท่านแน่ แต่เท่าที่ผ่านมา ๑๐ กว่าปีที่ผมดูแล้วมันไม่มีประโยชน์เลย เพราะฉะนั้นเงินภาษีของพี่น้องประชาชนทุกบาท ทุกสตางค์ต้องคุ้มค่า หยาดเหงื่อแรงงานของพี่น้องประชาชนกว่าจะหามาได้แต่ละบาท แต่ละร้อยแต่ละพัน ทุกวันนี้มันยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก เพราะฉะนั้นน้ำตาของ พี่น้องประชาชน หยาดเหงื่อของพี่น้องประชาชนผมทนกับระบบ RDF ไม่ได้จึงจำเป็นต้องตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมพูดมาทั้งหมดท่านประธานสงสัยว่าข้อมูลแค่นี้หรือที่จะตัดงบเขาถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ได้ ผมกราบเรียนเชิญท่านประธาน ถ้าท่านประธานมีโอกาสไปพื้นที่ผมที่ ตำบลคลองขวาง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี มันมีบ่อขยะที่เป็นตัวอย่างดี ๆ ในหลาย ๆ ๑๐ บ่อในประเทศไทย เนื้อที่บ่อขยะนี้กว่า ๘๐๐ ไร่ รองรับขยะของคนจังหวัดนนทบุรีวันละ ๒,๕๐๐ ตันต่อวัน แต่ท่านประธานทราบไหมครับ มันถูกกำจัดได้แค่ ๑,๖๐๐ ตันต่อวัน เท่านั้น นั่นหมายความว่ายังมีขยะตกค้างอยู่วันละ ๙๐๐ ตัน แล้วในพื้นที่กว่า ๘๐๐ ไร่นั้น มีโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะชีวมวล จากขยะมูลฝอย ซึ่ง ๓ เดือนเปิดที ๔ เดือนก็ปิดไป เพราะมันมีปัญหาเรื่องระบบ มันมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม การเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ส่งควัน และกลิ่นเหม็นทำให้พี่น้องคนอำเภอไทรน้อยของผม เจ็บป่วย ต้องรักษาตัวโรงพยาบาล เป็นโรคดังที่กล่าวข้างต้นคือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางลมหายใจ เด็กเล็ก ๆ ไปโรงเรียนก็เป็น ผื่นคัน บ้านช่องทุกวันนี้เช้าเย็นจะเปิดประตูรับลมเย็น ๆ อากาศสบาย ๆ เปิดหน้าต่างรับลม เย็น ๆ อากาศสบาย ๆ ก็ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่ามันมีปัญหาเรื่องมลพิษจากโรงไฟฟ้า ที่อยู่ทุกวันนี้ หนำซ้ำซ้ำเติมไปกว่านี้ปัจจุบันกำลังก่อสร้างอีก ๑ โรง และ ๑ โรงที่ว่านี้ก็ไม่รู้ จะผลิตไฟฟ้าหรือจะผลิตมลพิษเพิ่มอีก มีโรง ๑ ไม่พอ ยังมีโรง ๒ อีกหรือครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้หยุดเลย หยุดวันนี้มันยังไม่สาย เพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน ถ้าท่านประธานไปกับผม ถ้าท่านประธานกลับมาผมตัดแค่ ๑๐ ผมว่าท่านตัดเกิน ๑๐ แน่นอน ขอบคุณครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านทรงยศ รามสูต เชิญครับ

นายทรงยศ รามสูต น่าน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทยนะครับ ผมได้ขอแปรญัตติในส่วนของมาตรา ๑๗ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงิน ๑๘,๓๗๒ กว่าล้านบาท ในกลุ่มแรกก็คือในกลุ่มของ กรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ๑,๖๑๖ กว่าล้านบาท กรมป่าไม้ ๒,๘๖๑ กว่าล้านบาท แล้วก็กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ๖,๕๘๔ ล้านบาท ใน ๓ กลุ่มนี้ จริง ๆ ผมก็ เข้าใจในกรมต่าง ๆ เหล่านี้บุคลากรไม่เพียงพอควรจะเพิ่ม แต่ผมมาดูจากผลงาน Output ที่ออกมาแล้วบางอย่างไม่ได้เน้นในเรื่องความสำคัญ ที่ผมจะพูดตรงนี้ก็คือในเรื่องของ One Map ซึ่ง One Map เป็นโครงการที่สามารถ ๑ ต่อ ๔,๐๐๐ ถ้าออกมาเราจะรู้เลยว่า พื้นที่ที่มันทับซ้อนเป็นของใคร พอรู้ว่าเป็นของใครเราก็จะสามารถที่จะดำเนินกฎระเบียบ ของหน่วยงานนั้น ๆ กฎหมายของกรมนั้น ๆ เอามาใช้ และชาวบ้านที่เขาถือครองสิทธิอยู่ เขาจะรู้ว่าเขาจะมีสิทธิทำอะไรตรงนั้นได้ แต่ปัญหาที่ผมจะต้องตัดตรงนี้ก็คือว่าที่ผ่านมา ในโครงการ One Map ๗ กลุ่ม

กลุ่มแรกมีการอนุมัติจาก ครม. ไปเมื่อ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ๓ ปีกว่าแล้ว ในกลุ่มของภาคตะวันออก ปัจจุบันนี้อนุมัติไป ๔ กลุ่มแล้ว กลุ่มที่ ๕ นี่รอ ครม. อนุมัติ กลุ่มที่ ๖ ภาคเหนือฝั่งตะวันตก กลุ่มที่ ๗ ภาคเหนือฝั่งตะวันออก ซึ่งปรากฏว่าปัญหา ที่เกิดขึ้นก็คือว่าหลังจาก ครม. อนุมัติปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือพื้นที่ทับซ้อนในส่วนนี้ จะประกาศใช้ได้มันจะต้องมีแผนที่แนบท้ายกฤษฎีกา ซึ่งก็ผ่านมา ๓ ปีกว่าแล้วถึงจะมี การอนุมัติ อย่างไรก็ตามหน่วยงานต่าง ๆ ต้องไปตกลงทำแผนที่แนบท้าย แล้วปรากฏว่า หน่วยงานหลักส่วนใหญ่มันจะมีปัญหาตรงอื่นก็คือจะเป็นกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรืออาจจะมีส่วนอื่น ๆ ตกลงกันไม่ได้สักที ฉะนั้นผมก็อยากจะฝาก ตรงนี้ว่าอยากให้พิจารณาในการจัดทำแผนที่แนบท้าย พอดีผมเป็นอนุกรรมาธิการข้อสังเกต ของงบประมาณชุดนี้ก็ได้เขียนไปในภาพรวมของงบประมาณ แล้วก็ภาพรวมของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยว่ามันต้องเร่งแก้ไขปัญหาตรงนี้ เพราะถ้าแก้ไข ปัญหาตรงนี้ได้มันก็จะสามารถแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของทั่วประเทศได้

กลุ่มที่ ๒ ที่ผมอยากจะฝากก็คือในส่วนของงบประชาสัมพันธ์ในการดูแล เพราะว่าในอดีตมันมีปัญหาก็คือว่าหลังจากสำนักงบประมาณออกระเบียบว่าเวลาเราจะทำ โครงสร้างพื้นฐานหรือจะทำก่อสร้างอะไรในเขตป่าจะต้องได้รับหนังสือจากหน่วยงานนั้น ๆ แต่ปรากฏว่าตามมติ ครม. ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ตอนนั้นมีเรื่องยื่นไป ๑๓๐,๐๐๐ กว่าเรื่อง พิจารณาแค่ ๓,๐๐๐ กว่าเรื่อง พอตั้งกรรมาธิการมาดูแลก็ขอบคุณรัฐบาลได้มีการพิจารณาว่า จะสามารถยื่นคำขอใหม่ได้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ๑๘๐ วัน ซึ่งมันจะหมดเขต ในวันที่ ๒๔ สิงหาคมนี้ ซึ่งปรากฏว่าการประชาสัมพันธ์นี้ก็ยอมรับว่าบาง อบต. หรือส่วนราชการในหลาย ๆ พื้นที่บางทียังไม่ทราบเรื่องเลย แต่บางหน่วยงานบางพื้นที่ ก็ทราบ คราวนี้พอเขายื่นคำขอเข้ามาที่ผมอยากจะปรับลดก็คือว่าก็ขอมาบางตำบล ก็ไม่มีปัญหา อบต. ทำได้ แต่หลาย อปท. ล่าช้าทำไม่ได้ติดโน่นติดนี่ เพราะฉะนั้นผมก็ อยากจะฝากให้หน่วยงานในงบที่ได้ไปทำไม่ได้ผมก็จะตัดว่าควรจะพิจารณาอนุโลม ในการที่จะก่อสร้าง อนุมัติให้เขาไปก่อน เพราะว่าในเขตป่าไม่ได้มีการบุกรุกเพิ่มควรจะ อนุมัติ ก็ฝากนะครับ นี่คือในส่วนแรกที่ผมขอตัดในส่วนของ ๓ กรมนี้นะครับ

ส่วนกรมสุดท้ายก็ส่วนของกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งปรากฏว่ามีงบอยู่ ๒,๗๑๕ ล้านกว่าบาท ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่ผมดูแล้วมันเป็นงบสร้างส่วนใหญ่ แต่คราวนี้ งบในการที่จะไปดูแลซ่อมแซมแทบไม่มี ผมยกตัวอย่างเพื่อน สส. ท่าน สส. พิมพ์พิชชา ท่านบอกว่าที่บึงหนองพยอม ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ พิษณุโลก ตั้งแต่ ก่อสร้างมาเกิน ๕ ปีแล้วปรากฏทำมาท่ออยู่สูงอะไรอยู่สูง ได้แต่น้ำฝน ถ้าน้ำไม่ท่วมห่าใหญ่ ไม่เข้าหนอง แล้วก็ตั้งแต่ทำมากรมก็ไม่เคยไปดูแล เหมือนสร้างเสร็จแล้วก็ปล่อยเป็น อนุสาวรีย์แล้วแต่น้ำจะมาไม่มา เพราะฉะนั้นก็จะฝากว่าไม่ใช่สร้างอย่างเดียว คุณจะต้องไป ดูแลด้วย ส่วนตรงที่คุณจะสร้าง อย่างเช่นท่าน สส. รชตะฝากมาขุดลอกบึงมะเริง ตำบลบ้านเก่า อำเภอด่านขุนทด ของโคราช เนื้อที่ ๑๘๐ กว่าไร่ควรจะทำแก้มลิงเข้ามาสำรวจเรียบร้อยแล้ว ไม่ทำสักที ก็อยากจะฝากอะไรที่ควรทำก็ควรทำ อันไหนที่ทำไปแล้วก็ควรจะไปดูแล ก็ฝากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นจากข้อมูลที่ได้พูดมาก็อยากจะให้ปรับลด ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ของกระทรวงนี้ ขอบคุณครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปผู้แปรญัตติ เชิญคุณเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล ครับ

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมได้ยื่นแปรญัตติในมาตรานี้ เอาไว้ โดยผมจะพูดเฉพาะโครงการปลูกป่า โครงการปลูกป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แล้วก็กรมป่าไม้ ขอสไลด์มาด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ คือผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าปลูกป่าทำไม เพื่ออะไร แล้วก็ใครเป็นคน ได้ประโยชน์ คือพอเราพูดถึงเรื่องของโครงการปลูกป่า ผมคิดว่าในข้อเท็จจริงแล้วไม่มีใคร ปฏิเสธว่าเราจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ป่า เพียงแต่ว่าโครงการที่มันมีอยู่มันสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้ จริงหรือเปล่า อันนี้คือเป็นปัญหา แล้วก็เป็นสิ่งที่ผมติดตามแล้วก็ตั้งข้อสังเกตตั้งข้อสงสัยมาโดยตลอด เดี๋ยวผมจะพาไปดู เป็นเรื่อง ๆ ไป ท่านประธานครับ โครงการปลูกป่าอาจจะเรียกว่ามีการซอยเป็นโครงการ ๆ ย่อย ๆ ไป แล้วก็จะใช้ชื่อต่างกันบ้าง แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลสรุปแล้วก็คือเป็นโครงการปลูกป่า แล้วก็เพาะกล้า ในปีหนึ่ง ๆ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำโครงการ เกี่ยวกับการปลูกป่าบำรุงรักษาป่า ปีหนึ่งก็ไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านไร่ และในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ นี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ตั้งงบประมาณเฉพาะการปลูกป่า และเพาะกล้าเอาไว้รวมกันประมาณ ๑,๖๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ พื้นที่ป่าของ ประเทศไทยเราเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เรามีสถิติพื้นที่ป่าต่อประเทศที่ค่อนข้างน้อย อย่างเช่นถ้าเราเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งเขามีมากกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ยิ่งสวีเดนเขามีประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศไทยเรามีแค่ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ การที่เราระบุว่าเรามีพื้นที่ ป่าน้อย เรื่องนี้ผมคิดว่ามันก็ยังมีคำถามอยู่ แล้วก็ยังสงสัยว่ามันมีนัยอะไร เพราะเวลาเราไปดู จริง ๆ พื้นที่ประเทศไทยเรามีพื้นที่สีเขียวมากกว่า ๓๑ เปอร์เซ็นต์ที่ปรากฏ แต่ข้อสงสัย ก็คือว่าทำไมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถึงระบุพื้นที่ป่าน้อยกว่าพื้นที่ สีเขียวที่มีอยู่จริง เพื่ออะไร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศนโยบาย ที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ โดย ณ ขณะนี้เราจำเป็นต้องเพิ่มอีกอย่างน้อย ๗๕ ล้านไร่ หากดูย้อนหลังไป ๑๐ ปี ในแต่ละปีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการปลูกป่า เพาะกล้า ฟื้นฟูป่า ปีหนึ่ง ๆ ก็ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท หากนับแค่ ๑๐ ปี ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อดูโดยผิวเผินแล้วมันก็ เหมือนกับว่าจะดี แต่ว่าปรากฏการณ์ที่เราเห็นมันย้อนแย้งแล้วก็มีปัญหาอยู่ อย่างที่เราเห็นอยู่ ว่าสถิติพื้นที่ป่าของเราลดลงตามลำดับ แม้กระทั่งปีนี้ก็ลดลงจากปีที่แล้ว นอกจากพื้นที่ป่า เราลดลงตามลำดับแล้ว ยังปรากฏว่ามีการทุจริต ปรากฏว่ามีข่าวเกี่ยวกับการทุจริตในการ ปลูกป่าเป็นรายปีเลย ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ก็ปรากฏข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการ ทุจริตการปลูกป่ามาโดยตลอด รวมทั้งเรื่องของการทุจริตเกี่ยวกับการเพาะกล้า ประมาณสัก ๖-๗ ปีที่ผ่านมาเกือบทุกปีก็จะมีปัญหา มีข่าวคราวเกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับการทุจริต เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ยังไม่สามารถจะแก้ได้ แล้วก็มีข้อมูลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผลการตรวจสอบแปลงปลูกป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ตรวจสอบ โดย สตง. สตง. พบว่าการปลูกป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อัตราการรอดตายน้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นประมาณ ๕๖ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่า อัตราการตายของต้นไม้ที่ปลูกน้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์มีมากถึง ๕๖ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่า ส่วนใหญ่แล้วนะครับ

อันที่ ๒ คือพบว่าบางแปลงไม่พบกล้าประเภทไม้ที่ระบุเอาไว้ หรือที่หลายคน พูดเป็นภาษาติดปากว่าปลูกป่าทิพย์นั่นล่ะครับ

อันที่ ๓ คือแปลงปลูกป่าที่อ้างว่าถูกชาวบ้านบุกรุก มีแปลงปลูกป่าที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อ้างว่าถูกชาวบ้านบุกรุก แต่พอสาวไปดูจริง ๆ แล้ว ปรากฏว่าเป็นพื้นที่ที่ไปยึดที่ชาวบ้านมาปลูกป่า

แล้วประการที่ ๔ ที่ สตง. พบก็คือแปลงปลูกป่าประมาณ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม เป็นป่าสมบูรณ์อยู่แล้วแต่ก็ยังเอาต้นกล้าไปปลูก ปลูกไปมันก็ ไม่โตเพราะว่ามันเป็นป่าที่สมบูรณ์อยู่แล้ว ต้นกล้าที่เล็กมันก็ตายไป

มาถึงโครงการปลูกป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ผมอยากให้ดูเป็นข้อสังเกต กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตั้งงบประมาณ ในการปลูกป่าแล้วก็บำรุงป่าเพาะกล้าเอาไว้ประมาณ ๘๐๔ ล้านบาท ข้อสังเกตก็คือว่า เป็นการปลูกแล้วก็บำรุงป่าสวนป่าหวาย ๔๓๘ ล้านบาท คำถามก็คือว่าทำไมถึงปลูก เยอะแยะมากมายขนาดนี้ แล้วก็ปลูกหวายด้วย ทำไมต้องเป็นหวาย

แล้วก็อีกประเภทหนึ่งที่อยากจะให้สังเกตก็คืออันสุดท้าย บำรุงป่าใช้สอย ๒๙ ล้านบาท เป็นคำถามก็คือว่าในเขตอนุรักษ์กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูแลพื้นที่ป่าในเขตอนุรักษ์ห้ามไม่ให้มีการใช้พื้นที่ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะทำให้มีป่าใช้สอยในเขตอุทยานได้อย่างไร อันนี้ก็ยัง เป็นปัญหาอยู่

มาถึงกรมป่าไม้ กรมป่าไม้ตั้งงบประมาณไว้ ๘๓๐ ล้านบาท ข้อสังเกตก็คือ งบประมาณส่วนใหญ่เอาไปทำการเพาะชำกล้าไม้ประมาณ ๖๐๐ กว่าล้านบาท เราจะ สังเกตเห็นว่ากรมป่าไม้เป็นส่วนใหญ่ไม่ได้ไปปลูกป่าแล้ว แต่ว่าไปเพาะกล้าไม้แทน อันนี้ เป็นสิ่งที่น่าสังเกต

และประการสุดท้ายผมอยากจะย้ำอย่างนี้ว่าระบบนิเวศของประเทศไทยเรา เป็นระบบนิเวศที่ไม่ต้องปลูกป่า เพราะเราเป็นระบบนิเวศแบบเขตร้อนชื้น ต้นไม้โตเองได้ ตามธรรมชาติ และเราก็ไม่ได้มีป่าเสื่อมโทรมจริง ถ้าหากอยากจะให้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คุณเพียงแค่ไปทำหน้าที่ดูแลไม่ให้พื้นที่ถูกบุกรุก ไม่ให้เกิดไฟป่า แล้วป่าก็จะฟื้นฟูในส่วนของมันเอง เพราะฉะนั้นมันไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องไปเอางบประมาณก้อนมหาศาลไปปลูกป่า แทนที่คุณจะไปปลูกป่า คุณเอาเงิน ก้อนนี้ไปใช้กับการป้องกันพื้นที่เหล่านั้นไม่ให้มีการบุกรุกป่า แบบนี้มันถึงจะเพิ่มพื้นที่ป่า ได้จริง เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอให้ปรับลด ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปผู้แปรญัตติคนสุดท้าย เชิญคุณศนิวาร บัวบาน ครับ

นางสาวศนิวาร บัวบาน แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จากที่ดิฉันได้ขอสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๑๗ งบประมาณรายจ่ายของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้นั้น ดิฉันขอปรับลดงบประมาณในส่วนของ โครงการปรับปรุงและตกแต่งภายในอาคารสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นโครงการผูกพันใหม่ ๒ ปี วงเงินเกือบ ๒๔๐ ล้านบาท นี่แค่ปรับปรุง แล้วก็ตกแต่งอาคารนะคะท่านประธาน แต่มูลค่าโครงการนี้คือครึ่งหนึ่งของมูลค่าตึก ทั้งตึกเลยค่ะ ถ้าหากดูไส้ในของงบเกือบ ๒๔๐ ล้านบาทนี้จะพบว่าหนักไปที่งานระบบ ขอสไลด์ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ซึ่งใช้งบสูงถึง ๑๖๔ ล้านบาท มีทั้งระบบห้องประชุม ระบบเครือข่ายสื่อสาร ระบบควบคุมการเข้าออกอาคาร ส่วนที่เหลือ ก็จะเป็นงานครุภัณฑ์ ชุดสำนักงาน ๕๑ ล้านบาท แล้วก็งานตกแต่งภายในอีก ๒๓ ล้านบาท คือดิฉันจะขอเน้นไปที่งานระบบ ซึ่งก็ประกอบไปด้วยอุปกรณ์รายการที่ทั้งเว่อร์วังอลังการ แล้วก็ราคาสูงกว่าอาคารสำนักงานทั่วไป

เริ่มจากรายการแรก อาคารนี้ สผ. Claim ว่าเป็นอาคารสีเขียว แน่นอนว่า อาคารเขียวก็ต้องประหยัดพลังงาน สผ. ก็เลยขอจัดซื้อโซลาร์เซลล์ ซึ่งโซลาร์เซลล์ขอจัดซื้อ มาทั้งหมด ๓๖๐ ชุด ราคา ๓.๑๗ ล้านบาท ตกชุดละ ๘,๘๐๐ กว่าบาท ขณะที่ราคาตลาด คือดิฉันหาราคาตลาดมาจากยี่ห้อชั้นนำตกแผงละ ๒,๗๕๐ บาทเท่านั้น ถูกกว่าราคา ที่ขอมาถึง ๓ เท่าตัว

ต่อไปรายการที่ ๒ สผ. ขอทำ LED Wall คือจะเป็นจอแอลอีดีติดผนัง แล้วก็ แสดงภาพเหมือนอย่างที่เราเคยเห็นในห้างสรรพสินค้า คือถ้าคิดจากราคาตลาดจะตก ตารางเมตรแล้วประมาณ ๕๒,๕๐๐ บาทสำหรับความละเอียด P2 ซึ่งเป็นความละเอียด ที่เหมาะสม ซึ่งทางหน่วยงานของบมาทั้งหมด ๑.๘ ล้านบาท คือถ้าเกิดเราคิดว่าเพดานห้อง สูง ๓ เมตรจะสามารถติดจอแอลอีดีได้ยาวถึงประมาณ ๑๑.๔ เมตร หรือตีเป็นประมาณ ความยาว ๑ รถเมล์ แต่ถ้าเกิดเราเอามาติดตามแนวตั้งจะสูงประมาณตึก ๔ ชั้น แต่ว่า สผ. ขอมาติดห้องประชุมทั้งหมด ๓ ห้อง นั่นแสดงว่าถ้าเราติดตามแนวตั้งจะเทียบเท่ากับตึกสูง ๑๒ ชั้นเลยค่ะท่านประธาน

ต่อไปรายการที่ ๓ เมื่อสักครู่บอกว่าตึกนี้เป็นตึกประหยัดพลังงานใช่ไหม แต่หน่วยงานกลับขอป้ายโฆษณาดิจิทัลมา ๑๐ ป้าย คือไม่ได้ระบุสเปกใด ๆ เขียนมาเปล่า ๆ แต่ก็ไม่เปลือย เพราะขอตู้ครอบมาด้วย งบไม่มากไม่น้อยเลย จอละ ๖๘,๐๐๐ ตู้ครอบ ๕๒,๐๐๐ บาท บวกซอฟต์แวร์อีก ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท รวมชุดละ ๑๓๑,๐๐๐ บาท แต่ราคา ตามท้องตลาดทั่วไปจอ Touch Screen ประกอบมาพร้อมตู้ พร้อมซอฟต์แวร์ครบเครื่อง ราคาไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ บาทด้วยซ้ำ ถูกกว่าที่หน่วยงานขอมาเกือบ ๓ เท่าตัว

รายการต่อไป รายการนี้เหมือนไม่ได้คุยกันมาก่อน เป็นระบบบันทึก ผู้มาติดต่อกับระบบควบคุมการเข้าออกอาคารที่ใช้ Server Spec เดียวกันเป๊ะ แต่ราคา ดันไม่เท่ากัน สเปกในงานระบบเข้าออกอาคารขอมา ๒๕๔,๐๐๐ บาท ในขณะที่ งานผู้มาติดต่อขอมา ๕๘๔,๐๐๐ บาท ราคาตามท้องตลาดขายอยู่แค่ประมาณ ๑๐๒,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้น คือรวม ๒ เครื่องจะแพงกว่าราคาทั่วไปประมาณ ๔ เท่าตัว คือดิฉันก็ไม่เข้าใจว่ามีความจำเป็นขนาดไหนที่ทางอาคารจะต้องติดตั้งระบบบันทึกผู้เข้ามา ติดต่อด้วย เพราะว่า Security นี่คือจะต้องสูงขนาดนั้นเลยหรือคะ

ลองมาดูอีกสักรายการ แน่นอนว่าอาคารสำนักงานก็ต้องมี Wireless Access Point หรือว่าคล้าย ๆ กับ Router ตามบ้านเรือนที่เราใช้อยู่กัน แต่ของ สผ. ที่ขอมานี้เป็นสเปกเทพ ปล่อย WiFi ๖ กิกะเฮิรตซ์ได้ ๑ เครื่องนี้มันสามารถเชื่อมต่อ ได้พร้อมกันอย่างน้อย ๒๐๐ อุปกรณ์ สผ. ของบมา ๑๑๕ เครื่อง เครื่องละ ๕๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่ราคาตามท้องตลาดประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท คือถ้าเกิดคิดง่าย ๆ ถ้าเชื่อมต่อระบบ พร้อมกัน ๑๑๕ เครื่อง ก็แสดงว่าเราจะต้องสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์พร้อมกันได้ ๒๓,๐๐๐ เครื่องเลยทีเดียว ในความเป็นจริงแล้วท่านจะต่อคอมพิวเตอร์พร้อมกัน ๒๐,๐๐๐ กว่าเครื่องเลยหรือคะ

คือเหล่านี้เป็นแค่บางรายการที่ดิฉันหยิบยกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น ก็ยังมีอีก หลายรายการที่ไม่ได้หยิบยกขึ้นมานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่อง Scan ใบหน้าเครื่องละ ๗๒,๐๐๐ บาท ติดมันทุกประตู รวม ๑๓๐ กว่าบาน หรือแม้แต่เสาตั้งกล้องอ่านทะเบียนรถ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท บวกกล้องอีก ๘๐,๐๐๐ บาท ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตว่าเกือบทุกรายการ ที่ทางหน่วยงานขอมาคือปรับปรุงตกแต่งภายในอาคารมันมีความจำเป็น มีความคุ้มค่า หรือว่ามีมูลค่าสูงเกินความจริงหรือไม่ จริง ๆ แล้ว สผ. ควรเน้นไปที่ภารกิจหลักของ หน่วยงาน การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อีไอเอ อีเอชไอเอ คือท่านจะทำ อย่างไรให้ผลการศึกษามันออกมาเป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่มาเน้นสิ่งปลูกสร้างที่เว่อร์วังอลังการ ซึ่งแทบไม่ได้มีส่วนช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานแบบนี้ ด้วยความที่โครงการนี้ เป็นโครงการผูกพันใหม่ ๒ ปี วงเงินเกือบ ๒๔๐ ล้านบาท ซึ่งเท่าที่ดิฉันได้พิจารณา โดยละเอียดพบว่าหลายรายการที่หน่วยงานขอมาราคาสูงกว่าราคาตลาดกว่า ๒ เท่าตัว จึงเสนอให้ปรับลดงบประมาณลงครึ่งหนึ่ง ปีนี้เป็นปีแรก หน่วยงานของบมา ๔๖.๕๕๒๑ ล้านบาท แล้วก็ได้ถูกปรับลดไปแล้วในชั้นกรรมาธิการ ๒.๒๓๓๘ ล้านบาท ดิฉันจึงขอแปรญัตติปรับลด เพิ่มอีก ๒๐ ล้านบาท เนื่องจากงบประมาณที่ขอมาไม่สมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง ขอบคุณท่านประธานค่ะ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ มีผู้แปรญัตติเพิ่มเติม ขอเชิญคุณประมวล พงศ์ถาวราเดช ๗ นาที เชิญครับ

นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประจวบคีรีขันธ์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ผมใช้เวลานิดเดียวท่านประธาน ผมกราบเรียนเรื่องการตัดงบ ปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ผมกราบเรียนว่าหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ โครงการในการแก้ไขปัญหา เขื่อนกั้นตลิ่งหรือเขื่อนกั้นชายหาด เพราะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดที่ยาวตั้งแต่ หัวหินจนถึงบางสะพานน้อย ซึ่งมีความยาว ๒๗๐ กิโลเมตร และทุกอำเภอติดทะเล ทุกอำเภอติดประเทศพม่า เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนชี้แจงว่าปัญหาอุปสรรคในการกัดเซาะ ชายฝั่งของประจวบคีรีขันธ์มีมาอย่างเป็นเวลายาวนาน เพราะฉะนั้นโครงการหลาย ๆ โครงการ มีทั้งประชาชนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะว่า เมื่อเราไปทำเขื่อนกั้นชายฝั่งก็อาจจะกระทบกับพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะ ทช. ซึ่งเป็นผู้ดูแล พื้นที่ชายฝั่งตลอดแนวของประเทศไทยก็พยายามแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่าง ซึ่งผมกราบเรียน ข้อเท็จจริงนิดหนึ่งว่าท่านสมาชิกผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่านซึ่งอภิปรายถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมกราบเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงนิดหนึ่งว่าการไปทำเขื่อนกั้นชายฝั่งที่เทศบาลปากน้ำปราณบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งผมเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ผมกราบเรียนข้อเท็จจริงว่า เทศบาลปากน้ำปราณบุรีไม่ได้อยู่ติดกับเทศบาลปราณบุรี มีเทศบาลตำบลปราณบุรีกั้นอยู่อีก ช่วงหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนข้อเท็จจริงกับท่านผู้อภิปรายว่าเทศบาล ๒ เทศบาล มันไม่ได้อยู่ติดกัน และผมคิดว่าพวกเราในฐานะที่เป็นผู้แทนเพื่อต้องการแก้ปัญหาให้ พี่น้องประชาชนในประเทศชาติ ในเรื่องที่เขื่อนชายฝั่งโดนกัดเซาะทั่วประเทศ เมื่อก่อนเรามี อีไอเอ เข้าไปทำอีไอเอ แล้วต่างค้างท่อเยอะ แล้วเราก็ยกเลิกอีไอเอ แล้วตอนหลังก็มาทำ อีไอเออีก ปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งมีมา เป็นเวลายาวนาน เมื่อมีงบประมาณลงไปก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยและเห็นด้วย ผมในฐานะที่เป็น ผู้แทนก็พยายามดูงบประมาณเพื่อต้องการที่จะตัดให้มันลดลงมาเท่าที่ควร แต่ให้ผลประโยชน์ กับชาวบ้านด้วย เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานไปถึงผู้อภิปรายว่าข้อเท็จจริงของ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เทศบาลปราณบุรีไม่ได้อยู่ติดกับเทศบาลปากน้ำปราณ มีเทศบาล ตำบลปราณบุรีกั้นอยู่อีกเทศบาลหนึ่ง ขอบคุณท่านประธานครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปมาตรานี้มีการแก้ไข มีสมาชิกใช้สิทธิอภิปรายอยู่ ๓ ท่าน ท่านที่อยู่ข้างนอกเตรียมมา ลงคะแนนนะครับ ท่านแรกดอกเตอร์ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เชิญครับ ๕ นาทีนะครับ

นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ นครพนม

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายงบประมาณของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ดีที่สุด โดยตัด งบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น งบเปิดงานจัดงาน Event ดูงานต่างประเทศ อบรม สัมมนา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องเป็นเจ้าภาพบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้แก่เกษตรกรมีน้ำพอเพียง ไม่ท่วมซ้ำซาก ไม่แล้งซ้ำซาก ประเทศไทยของเรานี้แปลกมาก ท่านประธาน น้ำท่วมก็ท่วมทุกปีในฤดูฝน หน้าแล้งก็แล้งทุกปี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจะต้องใช้งบประมาณกี่แสนล้านก็ต้องกู้เงินมาแก้ปัญหา ไม่ใช่ให้บ้านเรือน ที่สวนไร่นาน้ำท่วมเสียหายหลายแสนล้านบาททุกปี ต้องมีน้ำประปาไม่ขุ่น ไหลแรง น้ำดื่มที่มี คุณภาพดีให้แก่ชาวบ้าน มีเครื่องผลิตน้ำดื่ม RO อย่างดี มีน้ำดื่มฟรี ไม่ต้องเสียเงินซื้อ น้ำดื่ม ถังละ ๑๒ บาท ๒๐ ลิตร มีไฟฟ้าโซลาร์เซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ มีแท็งก์น้ำ ถังเก็บกักน้ำ ขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำให้ทุกหมู่บ้าน มีสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและส่งน้ำทางท่อ สูบน้ำจาก แม่น้ำโขง แม่น้ำสงคราม แม่น้ำอูน จากแม่น้ำสายหลักและสายรองทั่วประเทศ ส่งไปตาม ท่อส่งน้ำไปสู่สวน สู่ไร่นาให้แก่เกษตรกร ที่สำคัญที่สุดกระทรวงต้องพัฒนาอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร ถ้ำ ภูเขา ทะเล เกาะ แก่ง ล้วนแล้ว เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลโดยที่เราจะใช้เงินงบประมาณไปก่อสร้างหลายแสนล้านก็ทำไม่ได้ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอิทธิพลทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทย และต่างประเทศไม่อยากมาเที่ยวประเทศเรา เช่นเราไปเที่ยวเกาะต่าง ๆ ในประเทศไทย จะมี Mafia เก็บเงินค่าขึ้นเกาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติคนละ ๕๐๐ บาท คนไทยต้องจ่าย ๒๐๐ บาท โดยไม่มีใบเสร็จรับเงิน ทางกระทรวงและหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องรีบดำเนินการดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องการรีดไถ จากนักท่องเที่ยว ต้องพัฒนาอุทยานแห่งชาติทุกแห่งทั่วประเทศเป็นแหล่งท่องเที่ยว ระดับโลก ยกตัวอย่าง เช่น อุทยานแห่งชาติภูลังกาที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เป็นภูเขายาวไปถึงอำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ที่มีน้ำตกตาดขาม น้ำตกตาดโพธิ์ ถ้ำนาคี นาคา มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวทั่วประเทศ และหลายประเทศมาเที่ยวจำนวนมาก กระผมต้องขอขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้เห็น ความสำคัญของธรรมชาติที่สวยงาม ให้มีการก่อสร้าง Canopy Walkway ทางเดินลอยฟ้า เดินชมวิวธรรมชาติ และต่อไปขอให้รัฐบาลได้อนุมัติก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าเพื่อให้ นักท่องเที่ยวทั่วโลก เด็กและผู้สูงอายุได้ขึ้นไปเที่ยวชมวิวบนยอดภูลังกา ที่สำคัญที่สุดของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ผู้บริหารระดับสูงต้องลงพื้นที่ไปเหลียวแล ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ของข้าราชการที่อยู่ห่างไกล และการต่อยอดให้ แหล่งท่องเที่ยวให้ทันสมัย นำรายได้เข้าประเทศมหาศาล ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ร่ำรวย เหมือนประเทศอื่น ๆ มีการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจาก หลาย ๆ ประเทศ เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมาชิกที่ประสงค์อภิปราย คุณองค์การ ชัยบุตร เชิญครับ

นายองค์การ ชัยบุตร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน คนมุกดาหาร ท่านประธาน วันนี้ขออนุญาตอภิปรายมาตรา ๑๗ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ท่านประธาน ผมเอง มีความสงสัยและมีข้อสงสัยในส่วนของกรมนี้อยู่ เพราะว่ารายได้ส่วนหนึ่งกรมนี้มีรายได้ นอกงบประมาณปีหนึ่งหลายพันล้านบาท แต่ท่านก็มาของบประมาณรายจ่ายประจำปี ตัวเลขประมาณ ๖,๕๐๐ กว่าล้านบาท ทำไมผมถึงมีข้อสงสัยว่าอุทยานแต่ละแห่ง มีค่าแรกเข้า เด็กก็ประมาณ ๔๐-๖๐ บาท ถ้าผู้ใหญ่เป็นคนไทยก็ประมาณ ๔๐-๑๒๐ บาท แต่ละแห่งเก็บไม่เท่ากัน แต่ถ้าเป็นคนต่างประเทศก็จะอยู่ประมาณที่ ๑๐๐-๓๐๐ บาท แต่เป็นผู้ใหญ่ก็ประมาณ ๒๐๐-๖๐๐ บาท อันนี้คืออัตราแรกเข้าแต่ละอุทยานไม่เท่ากัน ในอุทยานก็จะมีหอประชุม มีที่สัมมนา แล้วก็มีร้านสวัสดิการ ล้วนแต่เป็นรายได้ที่ต้อง รายงานเข้ากระทรวง แต่ผมสอบถามหลายท่านในส่วนของกรรมาธิการที่ได้ติดตามก็บอกว่า ในส่วนหนึ่งก็ตอบไม่ค่อยได้ ไม่ตรงไปตรงมา ก็แสดงว่าท่านใช้งบประมาณนอกงบประมาณ ที่เป็นรายได้ของอุทยานไม่ตรงไปตรงมา และส่วนหนึ่งอาจจะมีการรั่วไหลบ้างตามที่ผมเข้าใจ ก็เลยอยากจะอภิปรายว่างบประมาณปีหนึ่ง ๆ ที่ท่านทำได้ ท่านมีระบบจัดเก็บอย่างไร มีระบบ e-Ticket อะไรของท่านก็ว่าไป แต่บ้านผมอุทยานเล็ก ๆ ๓ อุทยานที่มุกดาหาร สอบถามเบื้องต้นเดือนหนึ่งตกประมาณเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขนาดหน้าฝน อันนี้แสดงว่า อุทยานใหญ่ ๆ ทั่วประเทศก็มีรายได้มหาศาล อันนี้ไม่ได้ส่งคลังด้วย และท่านยังมาขอ งบประมาณเพิ่มในส่วนนี้อยู่ ส่วนหนึ่งก็ยอมรับว่าท่านได้จัดสรรงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ทั้งหมดไปให้ท้องถิ่น ท้องถิ่นก็มีปัญหาอีกเพราะว่าอุทยานไม่ได้อยู่ท้องถิ่นใด ท้องถิ่นหนึ่ง ถามไปถามมาบางที่ก็บอกว่าเอาเข้าส่วนกลางของจังหวัด บางที่ก็บอกว่าเอาให้ท้องถิ่นไปเลย บางท้องถิ่นไม่มีรถเก็บขยะท่านประธาน อบต. บ้านนอก เงิน ๕ เปอร์เซ็นต์เอาไปไหน ก็ไม่กล้าถามลึกลงไปเพราะว่าเป็นสิทธิของท้องถิ่นเขาที่จะบริหารจัดการ แสดงว่า งบประมาณส่วนนี้ถ้าอุทยานจะจัดสรรเพิ่มไปให้ท้องถิ่นก็จะเป็นเรื่องยินดีมาก ในส่วน สส. เองก็ได้แต่ภาวนาว่าเห็นงบประมาณแล้วก็มีข้อสงสัยว่าปีหนึ่งไม่ได้น้อย ๆ ท่านประธาน ท่านยังมาของบประมาณปกติอย่างที่กรรมาธิการหลาย ๆ ท่านได้พูดไว้ ผมเองก็อยากจะ ขออนุญาตที่ประชุมและผ่านไปที่กรรมาธิการว่าผมขออนุญาตปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ท่านประธานครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป คุณฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล เชิญครับ

นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ภูเก็ต 🔗

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๓ อำเภอถลาง และตำบลกะทู้ พรรคประชาชน ท่านประธานวันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ของ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. ของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเห็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง จากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ที่ทาง สผ. นั้นได้รับจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น ๑,๑๘๕ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณ ที่เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๘ ถึง ๒.๔๔ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๕.๒๙ ล้านบาทนั้นมีความเห็นว่า งบประมาณบางส่วนยังคงมีลักษณะการใช้จ่ายที่อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอาจมี การซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาตัดลด งบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็น หรือสามารถดำเนินการได้อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ มากขึ้น ท่านประธาน ด้วยงบประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท พี่น้องประชาชนทางบ้าน คงคิดว่าด้วยงบประมาณขนาดนี้หน่วยงานคงมีประสิทธิภาพในการทำงาน หน่วยงาน ที่กำกับดูแลการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือที่เราทุกคนรู้จักกันในนาม อีไอเอคงมีการจัดการโครงการที่ไม่ดำเนินการตามรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือมีการพิจารณาเล่มรายงานอีไอเอที่ละเอียดมากกว่านี้ และมีข้อมูลเชิงลึก แต่ไม่เลยครับ ไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะพัฒนาปรับปรุงระบบการพิจารณาอนุมัติ การควบคุม การลงโทษใด ๆ ที่เป็นปัญหาทั่วประเทศ อย่างที่เพื่อนสมาชิกในที่ประชุมแห่งนี้หลาย ๆ ท่านได้รับเรื่อง ร้องเรียนมาจากประชาชนในพื้นที่ เช่น การก่อสร้างคอนโดที่ล่าสุดทั้งในจังหวัดภูเก็ต และที่บางซื่อแห่งนี้ที่ไม่มีมาตรการควบคุมถูกต้อง หรือบางโครงการมีการเลี่ยงการทำอีไอเอ เช่นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

ประเด็นที่ ๑ งบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม สัมมนา ผมขอ ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของงบประมาณจำนวนนี้ ถึงความจำเป็นและความคุ้มค่า ของการฝึกอบรม สัมมนา ที่กระจายอยู่ในหลายโครงการ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เรามีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย ซึ่งสามารถจัดการประชุมหรือฝึกอบรมในรูปแบบ ออนไลน์ได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหารได้อย่างมหาศาล

ประเด็นที่ ๒ งบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษา งบประมาณ สำหรับค่าจ้างที่ปรึกษานั้นรวมทั้งสิ้น ๓๕ ล้านบาท และเพิ่มขึ้นถึง ๑๑.๑๑ เปอร์เซ็นต์ จากปี ๒๕๖๘ เป็นประเด็นที่มีความกังวลอย่างยิ่งว่าทาง สผ. นั้นซึ่งเป็นหน่วยงานที่มี บุคลากรผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ควรใช้ศักยภาพของบุคลากรภายในให้เกิดประโยชน์ สูงสุดก่อน การจ้างที่ปรึกษาในวงเงินที่สูงเช่นนี้อาจบ่งชี้ถึงการขาดประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการบุคลากรภายใน หรือการจ้างงานที่ปรึกษาในภารกิจที่บุคลากรของทาง สผ. สามารถดำเนินการเองได้ นอกจากนี้การจ้างที่ปรึกษาควรมีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไป ไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาหรือจัดทำรายงานที่อาจไม่ได้ถูกนำไป ปฏิบัติจริง โครงการยกระดับกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการติดตาม ตรวจสอบระยะที่ ๒ งบประมาณก้อนนี้ที่น่าสนใจ ขอสไลด์ขึ้นด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

งบประมาณก้อนนี้ใช้งบประมาณถึง ๖ ล้านบาทที่ใช้ระยะเวลาเพียง ๙ เดือน เพราะระยะที่ ๑ อย่างที่เราเห็นว่าผลสัมฤทธิ์ ที่ผ่านมา ผมก็ไม่แน่ใจว่าการทำแบบสำรวจนี้ไปสำรวจมาที่ไหน ที่มีประชาชน ในกลุ่มตัวอย่าง ๒,๑๒๙ คน มีความเชื่อมั่นและยอมรับต่อระบบอีไอเอของประเทศไทย ท่านลองง่าย ๆ มาที่สภาแห่งนี้ แล้วท่านจะรู้ว่าผลสำรวจแห่งนี้ไม่เป็นความจริง ก็เลย อยากจะตัดงบประมาณก้อน ๖ ล้านบาทนี้เพื่อที่ว่าปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีผลสัมฤทธิ์เชิงรูปธรรม ใด ๆ ยังมีปัญหาที่ผู้บริหารเองก็ยังไม่สามารถหาทางออกได้ และตั้งข้อสังเกตเรื่องจำนวน บุคลากรที่มีประสิทธิภาพที่จะมาแบ่งเบาภาระงานของข้าราชการในปัจจุบัน ตอนนี้ต้องไปดู กันว่าทาง สผ. ติดขัดตรงไหน ไม่ว่าเรื่องข้อกฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ หรือจำนวนบุคลากร และท่านไปเพิ่มเติมตรงนั้นให้หน่วยงานมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ขอบคุณครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ มาตรา ๑๗ มีผู้อภิปรายครบถ้วนนะครับ ต่อไปขอเชิญกรรมาธิการตอบชี้แจง เชิญกรรมาธิการครับ

นายธเนศ เครือรัตน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธเนศ เครือรัตน์ กรรมาธิการ ขออนุญาตท่านประธานตอบท่านสมาชิก ท่านกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ในส่วนของมาตรา ๑๗ งบประมาณรายจ่ายกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงเรื่องกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม เรียนท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกอย่างนี้ว่าเรื่องงบประมาณในการจ้าง ที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวนเงิน ๑๔ ล้านบาทนั้น คือทางหน่วยรับงบประมาณ ได้เข้ามาชี้แจงที่คณะอนุกรรมาธิการฝึกอบรมและสัมมนาในเรื่องความจำเป็นในการใช้ งบประมาณ เพราะว่าเรื่องที่จะดำเนินการนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และหน่วยงานเองก็มีเอกสารชี้แจงชัดเจน มีตัวชี้วัดชัดเจน และมีรายละเอียดที่ให้ กรรมาธิการ จนทางคณะอนุกรรมาธิการได้เรียนไปทางหน่วยรับงบประมาณว่าเป็นตัวอย่าง ที่น่าจะดีที่สุดที่เข้ามาชี้แจงงบประมาณของคณะอนุกรรมาธิการฝึกอบรมและสัมมนานะครับ ทางกรรมาธิการจึงขอยืนยันตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็จะนำเอกสาร รายละเอียด ต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้เวลานานในการอธิบาย เดี๋ยวจะนำเอกสารฝากท่านชิตวันไปให้ ท่านกมนทรรศน์ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญกรรมาธิการเพิ่มเติมครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ กรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ จะขออนุญาตชี้แจงให้เพื่อนกรรมาธิการ ที่สงวนคำแปรญัตติ และท่านที่ได้แสดงความคิดเห็น ทั้งหมดมีอยู่ ๑๕ ท่าน ในส่วนที่ผม จะขออนุญาตตอบได้ เสียดายเนื่องจากว่าเรามี ๔๑ มาตรา ขณะนี้เราถึงมาตรา ๑๗ นะครับ ผมจะขออนุญาตว่าบางเรื่องจะขออนุญาตเอาคำชี้แจง แล้วก็คำตอบที่ทางสำนักงบประมาณ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่นี่กับเราทั้งหมด มีหน่วยงานอยู่ที่นี่กับเราทั้งหมด แล้วก็บางอันจะเป็นคำตอบ ที่มีประโยชน์สำหรับพวกเรา อย่างที่ท่านธเนศ เครือรัตน์ ขออภัยเอ่ยนามนะครับ จะได้ฝาก เป็นเอกสารส่งไปให้ท่านเพื่อที่ท่านจะได้ช่วยกันตรวจสอบต่อไป อย่างไรก็ตามสำหรับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ในมาตรา ๑๗ มีทั้งหมดเฉพาะงานพื้นฐานและงานยุทธศาสตร์ ๑๒ หน่วยงาน และงบประมาณทั้งหมด เป็นเงินอยู่ ๑๘,๓๗๒,๐๐๗,๓๐๐ บาท อย่างไรก็ตามจากการทำงานของกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการเราได้ปรับลดไปทั้งหมด ๙ หน่วยงาน เป็นงบประมาณอยู่ ๔๕๙,๒๘๗,๖๐๐ บาท คิดไปแล้วเป็นเงินอยู่ร้อยละ ๒.๕ ของงบประมาณทั้งหมดครับ

อย่างไรก็ตามผมอยากจะขอทำความเข้าใจและเรียนท่านสมาชิกที่เคารพ ทั้งหมดว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นกระทรวงที่งบไม่เยอะ แต่เนื่องจากว่าขณะนี้ทุกท่านทราบดีว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยแล้ง อยู่ ๆ ก็น้ำท่วม อยู่ ๆ ก็มีไฟป่า อยู่ ๆ ก็จะมีฝุ่นละออง PM2.5 และที่สำคัญก็คือขณะนี้เริ่มจะมีเรื่องคลื่นความร้อน เรื่องน้ำท่วมฉับพลัน และที่สำคัญคือ มีสารพิษตกเข้ามาในแม่น้ำลำคลองที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างที่ทราบนะครับ อย่างไรก็ตามผมจะขออนุญาตตอบประเด็นบางเรื่องที่คิดว่าเป็นประเด็นสำคัญที่อยากให้ ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกได้รับรู้ร่วมกัน ส่วนที่เหลือไม่ใช่ไม่สำคัญ แต่เนื่องจาก อย่างที่เรียนว่าเราจะต้องเดินหน้าไปให้ถึงอีกหลาย ๆ มาตรา ๔๑ มาตรา ก็เกรงว่าเราจะต้อง ใช้เวลานาน

เรื่องแรกจะขออนุญาตตอบท่านสรพัช ศรีปราชญ์ ที่ได้กรุณาถามเกี่ยวกับ เรื่องค่าใช้จ่ายโครงการปรับปรุง เพิ่มเติมประสิทธิภาพการทำงานระบบการเรียนรู้ออนไลน์ ขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในสำนักงานปลัด อันนี้เราได้ปรับลดในชั้นกรรมาธิการลงไปถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือเงินอยู่ประมาณ ๑,๓๐๗,๐๕๐ บาท สาเหตุที่ต้องปรับลดเราเหลือไว้ เพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาระบบ MA และสิ่งสำคัญก็คือว่าเราต้องการที่จะให้มีการถ่ายทอด องค์ความรู้อย่างไร้ขีดความสามารถเพื่อที่จะให้มีการเรียนรู้ในระดับข้าราชการในกระทรวงเอง ตลอดจนถึงมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่จะต้องเข้ามารับรู้ในเรื่องทักษะเหล่านี้ด้วย เอกสาร รายละเอียดทั้งหมดจะส่งต่อให้ท่านด้วยนะครับ

ขออนุญาตตอบของท่านวีรนันท์ ฮวดศรี ที่ได้กรุณาถามเกี่ยวกับเรื่อง โครงการตรวจสอบบังคับใช้กฎหมายกับยานพาหนะ ๘,๙๑๐,๐๗๙ ล้านบาท โครงการ ทั้งหมดผมเรียนว่าจริง ๆ แล้วเราได้ปรับลดไป ๘๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากรายละเอียด ทั้งหมดเหลือโครงการทั้งหมดอยู่ ๘,๙๐๐,๐๐๐ บาทเศษ สาเหตุที่ต้องปรับลดก็เนื่องจากว่า เราได้ Check แล้วบางอันมันมีการซ้ำซ้อนกัน แต่สิ่งสำคัญที่ท่านวีรนันท์ได้เป็นห่วงเกี่ยวกับ เรื่องการปล่อยควันดำในเขตเมืองก็ดี หรือว่าหมอกควันฝุ่นละอองในปี ๒๕๖๘ นี้ก็ดีเราจะมี การแก้ไขระบบเกี่ยวกับมลพิษในด้านฝุ่นละอองทั้งหมด โดยที่เราจะเคร่งครัดตามนโยบาย ของรัฐบาล เพื่อที่จะป้องกัน PM2.5 ในเขตเมือง และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีการตรวจสอบจับกุมกับกรมการขนส่งทางบก กับตำรวจ มีการร่วมมือกันเพื่อที่จะ ดำเนินการเหล่านี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย

ท่านเลาฟั้งขออนุญาตย่อ ๆ เล่าให้ท่านฟังว่าท่านได้ติดใจเกี่ยวกับ งบประมาณการปลูกป่า การบำรุงป่าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรียนท่านว่าทั้งหมดจริง ๆ แล้วเราจะมีงบในวงเงินอยู่ ๑,๘๐๔ ล้านบาทเศษ แต่ว่าได้ลดลง จากปีที่แล้ว ๘ ล้านบาทเศษ สาเหตุที่จะต้องตั้งงบประมาณ ๗ ปี เป็นเพราะว่าขณะนี้ป่าไม้ ในเมืองไทยมีอยู่ทั้งหมดเหลือแค่ ๑๐๑ ล้านไร่เศษ ทั้ง ๆ ที่เรามีพื้นที่อยู่ประมาณ ๓๒๓ ล้านไร่ แต่เนื่องจากว่างบประมาณที่เราจะต้องเพิ่มเติมเรามีการตั้งเป้าหมายไว้ว่า พื้นที่ป่าอย่างน้อย ๆ เราได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ แต่ในขณะนี้เรามีแค่ ๓๑.๑๔๗ ของพื้นที่แค่นั้นเอง รายละเอียดต้องเรียนว่าเราจะต้องครบเป้าหมายต้องใช้เวลาอีก ระยะหนึ่ง สาเหตุที่ต้องใช้เวลาถึง ๑๐ ปีเนื่องจากว่าขณะนี้การปลูกป่านอกจากปลูกแล้ว ยังต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องตามหลักวิชาการ สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือว่ารายจ่าย ทั้งหมดมันไม่ใช่เป็นงบอย่างเดียว เรายังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในการที่จะทำ CSR เพื่อปลูกป่าร่วมกับทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยนะครับ

อย่างที่ผมนำเรียนว่ากระทรวงทรัพยากรเป็นกระทรวงที่จะต้องดูแล เรื่องธรรมชาติ เรื่องดูแลที่จะเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนถึงเรื่องชายฝั่ง ตลอดจนถึง เรื่องทรัพยากรธรรมชาติที่เราจะต้องทำขึ้นมาใหม่ ก็ขออนุญาตว่ารายละเอียดที่ทาง สำนักงบประมาณกับหน่วยงานได้เตรียมไว้ให้พวกเราก็เดี๋ยวจะขออนุญาตมอบฝากไปให้ ทุกท่านที่ได้สอบถามมานะครับ

ส่วนกรรมาธิการที่สงวนคำแปรญัตติมีท่านเรืองไกรกับท่านวิโรจน์นะครับ จะขออนุญาตให้ท่านอนุรักษ์ จุรีมาศ ได้เป็นผู้ตอบแทน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอนุรักษ์ จุรีมาศ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม อนุรักษ์ จุรีมาศ พรรคชาติไทยพัฒนา จากร้อยเอ็ด ขอตอบคำถาม ๓ ท่าน

สำหรับท่านเรืองไกรคงไม่ตอบ ท่านอธิบายท่านเป็นผู้รู้เรื่องงบการเงิน ก็ขอขอบคุณมากที่ท่านได้ชี้แจงให้พวกเราได้ทราบนะครับ

สำหรับคำตอบของคุณนิติพล ผิวเหมาะ ก็เรียนว่ากรณีการติดตั้ง หัวหาดเทียมผสมผสานไม่ต้องทำอีไอเอตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอยู่แล้ว รายละเอียดเดี๋ยวผมส่งเอกสารให้ นะครับ

สำหรับคำตอบของท่านกรรมาธิการวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผมขอสรุปสั้น ๆ ว่า ทำไมมันถึงแพง เหตุผลวงเงินงบประมาณที่โครงการนี้สูงเนื่องจากในส่วนการก่อสร้าง อาคารพิพิธภัณฑ์ระยะที่ ๒ มันแพงเพราะค่าตกแต่งสถาปัตยกรรม ค่าตกแต่งภายใน ระบบสาธารณูปโภค เป็นค่าตกแต่งสถาปัตยกรรมซึ่งกรมศิลปากรได้ใช้ระยะเวลา ในการออกแบบอย่างละเอียดถี่ถ้วนในลักษณะของสถาปัตยกรรมไทยและงานวิจิตรศิลป์ ชั้นสูง โดยภายในอาคารจะประดับตกแต่งด้วยงานไม้วิจิตรศิลป์ซึ่งเป็นไม้ของกลางที่มีมูลค่า สูงสุดในคดีที่ยึดมาในคดีถึงที่สุดแล้วจำนวน ๖ ชนิด ได้แก่ ไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน ไม้แดง ไม้มะค่าโมง และไม้พยุง รายละเอียดต่าง ๆ ที่ท่านได้ซักถามเราได้บรรจุไว้ในข้อสังเกต อยู่แล้ว ขอขอบคุณกรรมาธิการ ขอยืนยันตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอขอบพระคุณครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ กรรมาธิการชี้แจง ยังมีท่านสมาชิกสงสัยอยู่นะครับ

นายนิติพล ผิวเหมาะ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ใช้สิทธิพาดพิงครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านนิติพลครับ

นายนิติพล ผิวเหมาะ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม นิติพล ผิวเหมาะ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง ในประเด็นแรกนะครับ ก็ต้องขอบพระคุณท่านประมวล ขออนุญาตที่เอ่ยนาม แต่ว่า ไม่เสียหาย เพราะว่าท่านก็ได้กรุณาพูดถึงพื้นที่จริง แล้วก็วันข้างหน้าก็อยากจะมีการทำงาน ร่วมกัน และประเด็นที่ทางท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงเมื่อสักครู่เดี๋ยวผมก็จะรอในรายละเอียด ส่วนที่เป็นเพิ่มเติมในเอกสาร แต่ว่าประเด็นที่ผมติดใจ แล้วก็ได้บอกในเบื้องต้นเอาไว้ว่า โครงการทำหัวหาดเทียมแน่นอนว่าไม่ต้องทำอีไอเอ แต่คำถามที่ผมถามไปเพราะว่าต้องการ เลี่ยงการทำอีไอเอหรือเปล่า ซึ่งไม่มีความชัดเจนเลย จะทำหัวหาดเทียมเป็นแบบไหน อย่างไรก็ไม่มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้เดี๋ยวผมรอดูในรายละเอียดแล้วกัน แล้วก็หวังว่าในอนาคตก็จะไปลงพื้นที่กับทางท่านประมวล แล้วก็กับทางท่านรัฐมนตรี หรือว่าตัวแทนเพื่อที่จะได้เข้าใจในรายละเอียดของโครงการนี้อย่างแท้จริง แต่ว่าในเบื้องต้น ที่ไม่เห็นรายละเอียดอะไรเลยของโครงการนี้ไม่ว่าในชั้นกรรมาธิการต่าง ๆ ก็ยังต้องติดใจอยู่ ในประเด็นนี้ด้วย ขอบพระคุณครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ กรรมาธิการเดี๋ยวส่งเอกสารให้นะครับ ต่อไปเนื่องจากมาตรานี้ มาตรา ๑๗ คณะกรรมาธิการ มีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณี ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้แก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ต่อไปผมขอถามมติที่ประชุมจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุม เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ

(นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิก พร้อมแล้วนะครับ ขอให้ใช้สิทธิเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน เชิญครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ท่านที่อยู่ ห้องอาหารเชิญนะครับ ท่านที่เข้ามาแล้วโปรดใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตน เชิญทุกท่านครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

๐๕๗ แสดงตน ท่านประธานครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๐๕๗ แสดงตน ท่านใดยังไม่ใช้สิทธิ เชิญครับ ท่านใดบัตรชำรุดขานชื่อได้ เชิญครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ขอความกรุณาท่านได้รอสักครู่ ทราบว่าสมาชิกกำลังออกจากห้องอาหารกันมา ยังเหลืออีกหลายท่านครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วน ผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผล มีจำนวน ผู้เข้าประชุม ๒๖๑ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๒๖๒ ท่าน

เป็นอันว่า มีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม ต่อไปผมขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไข คือคงไว้ตาม ร่างเดิมโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

๐๕๗ เห็นด้วยครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๐๕๗ นะครับ ท่านสมาชิกลงคะแนนครบถ้วนนะครับ ไม่มีท่านผู้ใดเพิ่มเติม ผมขอปิด การลงคะแนน ขอเชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๘๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๗๐ บวก ๑ เป็น ๓๗๑ ท่าน ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๓ ท่าน

เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นควรให้มีการแก้ไข ต่อไปเมื่อที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไข ผมขอถามมติ จากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ก่อนลงมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งครับ

(นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ไม่มีผู้ใด ลงคะแนนเพิ่มเติม ผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๒๖๒ ท่าน

เป็นอันว่า มีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

๐๕๗ เห็นด้วยครับ

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๐๕๗ เห็นด้วย เชิญครับ ท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนน ลงคะแนนครบถ้วนนะครับ ผมขอปิด การลงคะแนน ขอเชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้ลงมติจำนวน ๓๙๐ ท่าน เห็นด้วย ๒๕๔ บวก ๑ เป็น ๒๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒๖ ท่าน งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน