กมนทรรศน์ ตั้งข้อสังเกตงบกรมโลกร้อน ชี้ซ้ำซ้อน ไม่คุ้มค่า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘

กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในส่วนการจ้างที่ปรึกษาและการโฆษณาที่มีลักษณะซ้ำซ้อน ขาดตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน และไม่คุ้มค่า จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับพันธกิจของกรมและเสนอให้พิจารณาตัดลดงบประมาณบางส่วนเพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น

นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ระยอง

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๑ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายในฐานะผู้แปรญัตติร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ในส่วนของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่ากรมโลกร้อน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เดิมทีกรมนี้คือกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๖ เพื่อที่จะสะท้อนบทบาท แล้วก็พันธกิจใหม่ที่เน้นการรับมือ และปรับตัวกับวิกฤติโลกร้อนอย่างเต็มตัว ดิฉันยอมรับว่าภารกิจของกรมนี้มีความสําคัญ ต่อประเทศไทยในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าหน้าที่หลักของกรมนี้ก็คือ การป้องกันและการรับมือกับปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของยุค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตทุกพื้นที่บนโลกแห่งนี้ และดิฉันก็เข้าใจดีว่าภารกิจของกรมโลกร้อน เป็นภารกิจในเรื่องเร่งด่วนไม่สามารถรอได้ และเป็นภารกิจที่จะต้องทำต่อเนื่อง แต่เมื่อเรา มองไปดูที่ตัวเลขงบประมาณก็ต้องตั้งคําถามอย่างจริงจังว่าเราใช้งบประมาณเหล่านี้ได้ อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้วหรือยัง ในปี ๒๕๖๗ กรมโลกร้อนได้รับการจัดสรรงบประมาณอยู่ที่ ๕๓๙.๔๐ ล้านบาท หลังจากนั้นในปี ๒๕๖๘ ก็เพิ่มขึ้นเป็น ๖๖๙.๒๐ ล้านบาท และแน่นอนที่สุดปี ๒๕๖๙ ก็เพิ่มขึ้นไปอีกเป็น ๗๙๔.๑๒ ล้านบาท ในระยะเวลา ๓ ปี งบประมาณของกรมโลกร้อนเพิ่มขึ้นกว่า ๒๕๔ ล้านบาท หรือว่าคิดเป็น ๔๗ เปอร์เซ็นต์ ของงบเดิม ดิฉันไม่ปฏิเสธความจำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณกับภารกิจอันยิ่งใหญ่แบบนี้ แต่จะต้องมีคำตอบให้กับประชาชนว่านำงบประมาณไปใช้กับอะไร ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่ และคุ้มค่ากับเงินภาษีของพี่น้องประชาชนหรือเปล่า ท่านประธานคะ ดิฉันได้ศึกษา ในงบประมาณปี ๒๕๖๙ ของกรมโลกร้อนก็พบว่างบประมาณถูกจัดสรรเป็นงบบุคลากร จํานวน ๑๘๘ ล้านบาท งบดําเนินงานประมาณ ๑๐๕ ล้านบาท งบลงทุนก็อีกประมาณ ๘๗ ล้านบาท และก้อนที่ใหญ่ที่สุดที่ดิฉันไม่พูดถึงไม่ได้ในการอภิปรายครั้งนี้คืองบรายจ่าย อื่น ๆ จํานวน ๔๐๘ ล้านบาท โดยในหมวดรายจ่ายอื่น ๆ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดิฉันจะยกตัวอย่าง อย่างเช่นส่วนที่ ๑ ค่าจ้างที่ปรึกษา จํานวน ๖๒.๔๕ ล้านบาท มีการตั้งงบ จ้างที่ปรึกษาทั้งไทยและต่างประเทศมากกว่า ๑๐๐ คน จาก ๑๙ รายการ ซึ่งหลาย ๆ รายการก็มีลักษณะงานคล้ายคลึง หรือถ้าเราดูแล้วเหมือนจะซ้ำซ้อนกับทั้งงานของตัวเอง แล้วก็หน่วยงานอื่นในกระทรวงเดียวกันด้วย บางโครงการดิฉันคิดว่าควรจะใช้บุคลากร ของกรมเองที่มีความรู้ความสามารถมาดําเนินการมากกว่าที่จะไปจ้างที่ปรึกษาที่เป็น บุคคลภายนอก หรือบางโครงการก็อาจจะสามารถดําเนินการในปีงบประมาณถัดไปได้ คําถามคือการจ้างที่ปรึกษาจํานวนมากขนาดนี้สมเหตุสมผลแล้วหรือไม่ ประชาชนได้อะไร จากการลงทุนจ้างที่ปรึกษากว่า ๖๒.๔๕ ล้านบาทนี้ ดิฉันขอหยิบยกรายการค่าใช้จ่ายการจ้าง ที่ปรึกษา ๒ รายการ ก็คือรายการตามเอกสารแนบที่ ๑๒ และ ๑๔ โดยรายการที่ ๑๒ เป็นการจัดทำแผนและเก็บข้อมูลเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วนรายการที่ ๑๔ จะเป็นการจัดทำตัวชี้วัด แล้วก็รวบรวม Best Practice ซึ่งทั้ง ๒ โครงการนี้ มีลักษณะงานที่ต่อเนื่องกันโดยตรง คําถามคือว่าเรารวมงานและทำเป็นโครงการเดียวได้ไหม เพราะว่าการทำแผนย่อมต้องมีตัวชี้วัดเป็นตัวประกอบ แล้วก็การกำหนดตัวชี้วัดก็ต้องอ้างอิง จากข้อมูลและบริบท ดังนั้นการปฏิบัติงานในพื้นที่ การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์สามารถ ทำไปพร้อมกันได้ โดยเราสามารถใช้ทีมงาน แล้วก็ที่ปรึกษาชุดเดียวกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน ของการทำงาน และใช้งบประมาณซึ่งมีการตั้งเป็นงบว่าจ้างที่ปรึกษารวมกันทั้งหมด ๙ ล้านบาท ถ้าเรารวมกันเป็นโครงการเดียวก็สามารถประหยัดงบประมาณไปได้กว่าครึ่ง หรือถ้าใช้บุคลากรของกรมเองมาดําเนินงานเราก็ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวน ๙ ล้านบาทนี้เลยนะคะ นอกจากที่จะยังมีการจ้างที่ปรึกษาในเรื่องการทำงานลงพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีการจ้าง ที่ปรึกษาในส่วนอื่น ๆ ยกตัวอย่างอย่างเช่น การส่งเสริมการดำเนินงานกิจกรรมของเครือข่าย อาสาสมัครในการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นี่เป็นแค่ไม่กี่รายการ ที่ดิฉันยกขึ้นมาให้เห็นถึงความไม่จำเป็น แล้วก็ความซ้ำซ้อนของกรมที่เราคิดว่าสามารถที่จะ ตัดลดงบประมาณลงไปได้ ดิฉันขอเรียนผ่านท่านประธานว่าดิฉันไม่ได้หมายความว่าจะอยาก ให้ตัดในเรื่องของการจ้างที่ปรึกษาทั้งหมด แต่ว่าอยากจะให้เราจ้างที่ปรึกษาตามความจำเป็น ตามความเหมาะสม แล้วก็คุ้มค่ากับภารกิจที่ทำ

ในส่วนที่ ๒ อีกส่วนหนึ่งที่อยากชี้ให้เห็นก็คืองบโฆษณาประชาสัมพันธ์มูลค่า ๑๘.๘ ล้านบาท ซึ่งงบตรงนี้ก็จะเป็นการจ้างผลิตสื่อทีวี สื่อออนไลน์ แล้วก็จ้าง Influencer เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ แล้วก็เข้าใจในปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็พบว่าวัตถุประสงค์ในแต่ละโครงการเหมือนกันเลยค่ะ วัตถุประสงค์ซ้ำซ้อนกันทั้งของตัวเอง แล้วก็หน่วยงานอื่นด้วย นอกจากนี้โครงการลักษณะนี้ ยังขาดตัวชี้วัด ผลลัพธ์ที่เป็นเชิงพฤติกรรมที่ชัดเจน มีเพียงตัวชี้วัดที่เป็นยอดเข้าถึงหรือว่า ยอดวิว ซึ่งไม่สามารถวัดผลการรับรู้ แล้วก็การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ได้ ที่สำคัญไม่ได้สะท้อนความคุ้มค่าของเม็ดเงินงบประมาณที่ลงทุนไปเลย ยกตัวอย่างโครงการ ในงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งหมดมีอยู่ ๖ รายการ เป็นโครงการที่จะผลิต แล้วก็เผยแพร่สื่อ สร้างความตระหนักรู้ แล้วก็ปรับตัวในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในรายการ ดิฉันก็จะขอตัดไป ๒ รายการ มูลค่า ๘.๘ ล้านบาท เพื่อไม่ให้มีการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันค่ะ

ท่านประธานคะ งบค่าที่ปรึกษา แล้วก็งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ของ กรมโลกร้อนเพียง ๒ ส่วนนี้รวมกันแล้วก็มูลค่ากว่า ๘๑ ล้านบาท ซึ่งงบประมาณทุกบาท ทุกสตางค์ของกรมควรถูกใช้ไปอย่างตรงเป้าหมายและสอดคล้องกับพันธกิจหลักของกรม ก็คือการป้องกัน แล้วก็รับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุด ดังนั้นดิฉันขอตัดลดงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้เสนอแปรญัตติไว้ โดยเฉพาะในส่วนที่ซ้ำซ้อน ขาดความคุ้มค่า และประเมิน ประสิทธิภาพไม่ได้ เพื่อให้เงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าสูงสุด ขอบพระคุณค่ะ