เลาฟั้ง วิจารณ์งบเกษตรไร้ประสิทธิภาพ ชี้ไม่ช่วยเกษตรกรจริง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล หารือปัญหาการเกษตรที่รุนแรง โดยเฉพาะภาวะราคาผลผลิตที่ตกต่ำและข้อกังวลต่อการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งเน้นกิจกรรมอบรมมากกว่าการช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงจังในการยกระดับภาคการเกษตรท่ามกลางความล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปแนวทางสนับสนุนอย่างเร่งด่วนเพื่อตอบโจทย์ปัญหาภาคสนามและรองรับการแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติ

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมจะขอมีส่วนร่วม ในการอภิปราย ผมจะพูดถึงเฉพาะปัญหาการเกษตร จะมุ่งไปที่การพัฒนาเกษตรกร แล้วก็ ดูว่าสรุปแล้วงบประมาณของรัฐบาลที่กำหนดออกมาจะไปพัฒนาเกษตรกรได้อย่างที่ พูดเอาไว้หรือไม่

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ราคาสินค้าการเกษตรของเกษตรกรไทยเราถ้าไม่นับทุเรียนเราตกต่ำทุกอย่าง ตั้งแต่ ผักพืชหัว ผลไม้ อย่างเช่น ส้ม มังคุด ลำไย ลูกพลับ อันนี้ล่าสุด แล้วก็ข้าว ตอนนี้เหลืออยู่ที่ ตันละ ๕,๐๐๐ บาท เกษตรกรที่ปลูกข้าวเขาฝากถามมาว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ยังโพสต์ว่ารายงานสถานการณ์ข้าวยังดีอยู่ เขาสงสัยเลยอยากจะฝากถามสำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตรว่าคุณสำรวจผิดประเทศหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่เกษตรกรเขาอยากถาม ข้าวโพด จะตามมาเร็ว ๆ นี้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องตลก ชาวบ้านลงทุนลงแรง เขาขาดทุนเป็นหนี้เป็นสิน ยังไม่รู้ว่าจะเอาข้าวที่ไหนมากิน ยังไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาส่งลูกไปเรียน แต่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์และสหกรณ์ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับสถานการณ์ที่เกษตรเราเจออยู่ ท่านประธานครับ ถ้าเปรียบเกษตรกร ถ้าเกษตรกรทุกวันนี้เราถูกโจมตีอยู่ เปรียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นตัวละคร Superhero สักตัวหนึ่งที่จะมาช่วย ผมคิดว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปรียบเสมือนตัวนี้ล่ะ เจ้ากรูต (Groot) เจ้ากรูต (Groot) พูดอยู่คำเดียว พูดเป็นอยู่คำเดียว คือบอกว่า I am Groot แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ในขณะที่พรรคพวก เพื่อนฝูงถูกศัตรูมาโจมตี ไล่กระทืบ กระอักเลือดกันเป็นแถว แต่เจ้ากรูต (Groot) ยังนอน ไขว้ขาอยู่ ยังฟังเพลงเดินชิล ๆ อยู่เลย นี่คือสิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลัง เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ ท่านประธานครับ เป็นไปได้อย่างไรที่เกษตรกรบ้านเราตกต่ำได้เพียงนี้ ประเทศไทยเรา เราบอกเสมอว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม มีที่ดินผลิตอาหารเกินกว่า ๑๐๐ ล้านไร่ หรือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ เรามีครอบครัวเกษตรกรกว่า ๗ ล้าน ครอบครัว แล้วก็ประมาณ ๖๕ เปอร์เซ็นต์เป็นเกษตรกรที่ปลูกพืชผัก และที่สำคัญ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหน่วยงานระดับกรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสนับสนุน ช่วยเหลือเกษตรกร ๑๑ หน่วยงาน แต่ว่าทุกวันนี้เวลาเราเดินออกไปที่ปากซอย ไปที่ตลาดสด ไปที่ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้า ผัก ผลไม้ ที่เราพบเห็นอยู่แทบไม่ใช่ของ เกษตรกรคนไทย แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือเวลาเราไปซื้ออาหาร เรายังซื้อในราคาที่แพง แต่เกษตรกรรายย่อยเจ๊งขาดทุนกันย่อยยับ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมอยากจะให้ไปดู ภาพตัวอย่างคร่าว ๆ นี่คือภาพเปรียบเทียบเกษตรกรของไทยกับประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว ภาพซ้ายมือก็คือ แปลงเกษตรกรรมในประเทศจีน ส่วนขวามือก็คือแปลงของเกษตรกรของประเทศไทยเรา นี่เอง มันต่างกันโดยสิ้นเชิงของประเทศเพื่อนบ้านเขารัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ ทุกอย่าง เอาเทคโนโลยีมาให้ แต่ของเกษตรกรบ้านเรายังต้องใช้มือปลูก ต้องถือจอบขุดดิน ต้องหยอดปุ๋ยด้วยมือตัวเอง แล้วก็ต้องใช้แรงงานคนไปแบกมา แล้วเราจะไปสู้เขาได้อย่างไร เรื่องของการขนส่งโลจิสติกส์ เรื่องของการทำ Package เขาไปไกลแล้ว แต่ของไทยเรายังไป ไม่ถึงไหน

อันนี้ก็คือของไทยเรายังเป็นแบบนี้กันอยู่เลย นี่คือแปลงปลูกผักคะน้า ที่เจ้าของต้องยอมเอาไถทิ้งเลย ไม่ได้ขาย เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง แต่พอเรามาดูเฉพาะหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ เกษตรกรมีอย่างน้อย ๖ หน่วยงานนี้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เอาเฉพาะที่เกี่ยวข้องโดยตรง งบประมาณรวมกันกว่า ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอเรามาดูรายละเอียดแล้วถามว่า มีงบประมาณอะไรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งเสริม แล้วก็พัฒนาด้านการเกษตร อย่างน้อย มีประมาณสัก ๔ กิจการเหล่านี้ เผยแพร่ แล้วก็โฆษณาเรื่องของการวิจัยและพัฒนา ด้านการเกษตร ซื้อวัสดุการเกษตร แล้วก็อบรม สัมมนา สิ่งเหล่านี้คืองบประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาทเป็นเพียงแค่ ๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้นเอง แล้วสิ่งเหล่านี้จะไปช่วยเหลือได้อย่างไร แล้วยังไม่นับว่าวิธีการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้ทำมันไปอยู่ที่การวิจัยและพัฒนาพื้นที่แทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกษตรกร แล้วก็แทบจะเป็น กิจกรรมที่สำเร็จรูปเลยก็คืออบรม สัมมนา เสร็จแล้วก็ซื้อวัสดุเกษตรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปแจก เราทำแค่นี้ แล้วก็คาดหวังว่าจะไปยกระดับการแข่งขันให้กับเกษตรกร อย่างนี้มันแทบจะ เป็นไปไม่ได้

สภาพการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะไปส่งเสริมสนับสนุน เกษตรกรพูดได้เลยเรียกว่าเป็นเจ้าแห่งการอบรมและสัมมนา ๕-๖ หน่วยงานรวมกัน งบอบรม สัมมนา ประมาณ ๓๔๘ ล้านบาท ถามว่ามากขนาดไหน ๓๔๘ ล้านบาท กับการอบรมแล้วก็สัมมนา ผมเทียบง่าย ๆ เลยครับ เกือบเท่างบของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยด้านการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ แล้วก็เยอะกว่างบมหาวิทยาลัยราชภัฏ เชียงราย มากกว่างบของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หรือมากกว่างบของมหาวิทยาลัย ราชภัฏภูเก็ต ถ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่าการอบรมมันสำคัญขนาดนี้ผมก็แนะนำ ว่าให้ท่านไปตั้งมหาวิทยาลัยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยไหม ถ้างบมันเยอะขนาดนี้

เราพูดถึงการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน แล้วก็นี่แทบจะเป็น คำเดียวที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พูด ณ ขณะนี้เพื่อช่วยเกษตรกร แต่คำถามที่ผม อยากจะถามตัวโต ๆ คือในขณะที่เกษตรกรของเราต้องสู้กับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของ ต่างชาติเขา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำอะไร

คำถามข้อ ๑ ก็คือบรรดาโครงการ วิจัย อบรม สัมมนา แจกวัสดุการเกษตร เหล่านี้จะทำให้ความฝันยกระดับความสามารถของเกษตรกรเป็นจริงได้จริงหรือไม่

คำถามที่ ๒ คือพูดให้ถึงที่สุด หากตัดงบประมาณของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ที่จัดอบรม สัมมนาทั้งหมดจะกระทบต่อเกษตรกรไหม

และคำถามสุดท้ายก็คือจะต้องให้สถานการณ์มันเลวร้ายขนาดไหน กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ถึงจะยอมตื่นเสียที ขอบคุณมากครับ