อัศวิน ตั้งข้อสังเกตงบ 2,850 ล้าน ชี้ควรรวมศูนย์คลาวด์รัฐประหยัดกว่า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘

อัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ ตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณกว่า 2,850 ล้านบาทในโครงการ GDCC ของ สดช. โดยเสนอว่าการรวมศูนย์ความต้องการใช้คลาวด์ของหน่วยงานรัฐเพื่อเจรจาเช่าบริการจากเอกชนจะประหยัดและมีประสิทธิภาพมากกว่าการสร้างศูนย์ข้อมูลของรัฐเอง พร้อมทั้งวิพากษ์การเบี่ยงเบนงบของ DEPA ที่หันไปสนับสนุนโครงการที่ซ้ำซ้อนและไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลักในการพัฒนาสตาร์ทอัพยูนิคอร์น เรียกร้องให้สำนักงบประมาณคุมเข้มการจัดสรรงบให้สอดคล้องกับพันธกิจ และผลักดันความโปร่งใสในการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน

นายอัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ กรรมาธิการ ผมได้ขอสงวนความเห็น ในมาตรา ๑๖ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไว้ ผมจะกล่าวถึงแค่ ๒ หน่วยงาน เนื่องจากเวลาที่จำกัด

หน่วยงานแรกคือสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ หรือ สดช. งบประมาณปี ๒๕๖๙ ตั้งไว้ ๒,๘๕๐ ล้านบาท โดยกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จะอยู่ในโครงการเดียวคือโครงการพัฒนาบริการโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัย ด้านดิจิทัล ซึ่งก็คือ Cloud กลางภาครัฐ หรือ GDCC ของบประมาณมา ๒,๒๖๔ ล้านบาท GDCC เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๖๓ โดยวงเงินตั้งต้นคือ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะสร้างระบบ Cloud กลางให้กับหน่วยงานรัฐได้ใช้ร่วมกัน มันก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะว่าจะเป็นการลดการสร้าง Data Center แยกของแต่ละหน่วยงาน และในปี ๒๕๖๘ ปีที่ผ่านมา GDCC ได้งบประมาณ ในการขยายขนาดความจุไป ๑,๑๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๙ ได้รับความไว้วางใจได้รับอีก ๒,๘๕๐ ล้านบาท รวมแล้วก็เกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ซึ่งงบประมาณที่ได้รับมาก็จะไปขยายขนาดความจุ เจตนาของโครงการผมก็คิดว่าถือว่าดี ซึ่งรัฐบาลเองก็มีนโยบาย Cloud First Policy ที่ส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐพิจารณาใช้บริการ Cloud ก่อนที่จะลงทุนสร้างห้อง Server เป็นของตัวเอง อย่างไรก็ตาม Cloud กลางอย่าง GDCC ก็คือการสร้าง Server ของรัฐเอง แล้วแบ่งให้หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ มาขอใช้ แต่มันจะดีกว่าถ้า สดช. ในฐานะเจ้าของ GDCC ทำหน้าที่รวบรวมความต้องการใช้ Cloud จากทุกหน่วยงาน แล้วนำปริมาณที่รวมได้ไปต่อรองราคาเช่า Cloud จากผู้บริการเอกชน หรือว่า Public Cloud มันจะประหยัดงบประมาณได้มากกว่า ผมคิดว่าอย่างน้อยประหยัด ได้ครึ่งหนึ่ง มันจะมีประสิทธิภาพมากกว่าถ้ารัฐบาลจะไปทำเอง เพราะเราก็รู้ว่าทุกครั้ง ที่รัฐบาลจัดซื้อจัดจ้างราคามักจะสูงกว่าตลาด แล้วก็ประสิทธิภาพมักจะต่ำกว่าเสมอนะครับ

หน่วยงานที่ ๒ คือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือว่า DEPA งบรวมปีนี้ ๖๙๑,๓๑๘ ล้านบาท แล้วก็ได้งบกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ๔๖๐ ล้านบาท รวมแล้วปีนี้ ได้งบประมาณ ๑,๘๐๐ ล้านบาท DEPA เป็นหน่วยงานใหม่อายุ ๖-๗ ปี ซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่ประเทศเคยฝากความหวังไว้ เพราะว่าจะเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบปั้น Startup Unicorn ให้กับประเทศไทย จึงได้รับงบประมาณที่สูงขึ้นหลักพันล้านทุกปี ก็มีการให้ งบประมาณสร้างสำนักงาน DEPA ขนาดใหญ่ของตัวเองด้วย ทำเลดีด้วยอยู่ใจกลาง ลาดพร้าว และตอนนี้ก็กำลังสร้างอาคารสาขา ที่ชื่อ Thailand Digital Valley ที่อยู่ในพื้นที่ อีอีซี จังหวัดชลบุรี มูลค่าอาคารนี้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ตามกำหนดต้องเสร็จปีนี้ปี ๒๕๖๗ แต่ปัจจุบันมีความคืบหน้าแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และหยุดก่อสร้างเพราะว่าผู้รับเหมา ขาดสภาพคล่อง ก็คือไม่รู้ว่าอาคารนี้จะเป็นอาคารรัฐอีกแห่งหนึ่งหรือเปล่าที่จะสร้างไม่เสร็จ แล้วก็ต้องปล่อยทิ้งร้าง สูญงบประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาทไปหรือเปล่าฟรี ๆ จากที่หน่วยงานรัฐ ชอบของบประมาณในการมาสร้างอาคารเหลือเกิน จริง ๆ แล้วมีอีกมาตรการหนึ่งที่ผม แนะนำ เรียกว่า Capital Charge คือเมื่อหน่วยงานรัฐสร้างอาคารเสร็จแล้วจะต้องถูกหัก งบประมาณประจำปีคืนเข้ารัฐทุกปีจนกว่าจะครบมูลค่าการก่อสร้าง วิธีนี้จะทำให้หน่วยงาน ต้องคิดรอบคอบมากขึ้นในการตัดสินใจในการสร้างอาคารใหม่ของตัวเอง กลับมาที่ DEPA เดิมทีมีเป้าหมายใหญ่ในการปั้น Startup ระดับ Unicorn ให้เกิดขึ้นในประเทศ แต่โครงการ ที่ได้รับจัดสรรในปีนี้ หรือว่าขอเข้ามาในปีนี้มีโครงการ ๑ ตำบล ๑ ดิจิทัล หรือว่า OTOD ๑๑๔ ล้านบาท เอาไปช่วยเกษตรกรปลูกทุเรียน แล้วก็รัฐบาลจัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ในกิจกรรม OTOD ให้อีก ๔๖๐ ล้านบาท โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม Soft Power ไทย เพื่อเศรษฐกิจไทย หรือว่า OFOS อีก ๑๔๐ ล้านบาท และออกข่าวเมื่อปลายเดือนที่แล้ว DEPA เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการ ODOS Summer Camp หลักสูตร ระยะสั้น ๕-๖ สัปดาห์ที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา อายุไม่เกิน ๑๙ ปี รวม ๙๒๘ คน คือ DEPA มีครบทุก O ของรัฐบาลที่มี แต่ไม่มี O ไหนที่เป็นหน้าที่โดยตรงของ DEPA เลย แต่กับโครงการที่เป็นงานหลักของ DEPA ที่จะต้องปั้น Startup ของบมาแค่ ๑๕๕ ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ไม่ใช่ภารกิจของ DEPA คือเรื่องนี้ต้องตำหนิสำนักงบประมาณด้วย เพราะหน่วยงานของบประมาณเพื่อทำในสิ่งที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตัวเอง แต่สำนักงบประมาณ ก็อนุมัติให้ดำเนินการ ผลที่เกิดขึ้นคือเรื่องความซ้ำซ้อนกับงานของหน่วยงานอื่น สิ้นเปลือง งบประมาณโดยไม่จำเป็น และทำให้หน่วยงานนั้นละเลยหน้าที่หลักของตนเอง ดังนั้น ในปีงบประมาณหน้าผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสำนักงบประมาณจะพิจารณาโครงการต่าง ๆ โดยยึดตามภารกิจหลักของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด DEPA เป็นหน่วยงานที่พิเศษ มาก ๆ มีกฎหมายรองรับรูปแบบการทำงานที่ทันสมัยที่สุดของประเทศแล้ว ก็คือสามารถ ร่วมทุนกับเอกชนได้ โดยรับหุ้นของเอกชนเป็นการตอบแทน ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยงานเดียว ในประเทศที่มีอำนาจที่จะทำเช่นนี้ได้ ผมเข้าใจวัตถุประสงค์ของกฎหมายดี เพื่อช่วยให้บริษัท ขนาดเล็กสามารถระดมทุนได้ แต่ในฐานะกรรมาธิการผมได้ขอข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าที่ผ่านมา DEPA ได้นำเงินไปลงทุน บริษัทใดบ้าง แต่กลับไม่ได้รับเอกสารกลับมาจาก DEPA แบบนี้หมายความว่าปฏิเสธ ไม่ให้ตรวจสอบใช่หรือไม่ ด้วยความเคารพต่อเจ้าหน้าที่ DEPA ผมก็รู้จักหลายคนเห็นถึง ความตั้งใจ แต่ในฐานะกรรมาธิการผมจำเป็นต้องชี้ให้เห็นว่า DEPA กำลังหลงทิศหลงทาง ในพันธกิจหลักของตัวเอง ผมจึงขอสงวนความเห็นเพื่อปรับลดงบประมาณในส่วนที่ ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลัก และอยากให้ DEPA กลับไปโฟกัสที่การสร้างระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อปั้น Startup Unicorn ตามเป้าหมายแรกเริ่มที่ก่อตั้งมา ขอบคุณครับ