จิรัฏฐ์ ตั้งคำถามงบกรมฝนหลวง ชี้โปรเจกต์ไม่คุ้ม-เสนอใช้แทนกักน้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘

จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ตั้งข้อสังเกตการเพิ่มงบประมาณและภารกิจของกรมฝนหลวง โดยเฉพาะการบริหารสนามบินตราดและการก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการที่พะเยาและบุรีรัมย์ พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็น ความคุ้มค่า และความเหมาะสมของโครงการต่าง ๆ ที่ใช้งบสูง เช่น แอปวิเคราะห์ฝน โครงการไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และการซื้อเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ รวมถึงตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพที่จำกัดของโครงการฝนหลวงในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และเสนอให้จัดสรรเงินงบประมาณไปยังการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำแทนเพื่อประโยชน์ที่คุ้มค่าและยั่งยืนมากกว่า

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ฉะเชิงเทรา

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนประชาชน จากพรรคประชาชน กรมฝนหลวงการบิน และการเกษตรปีนี้ได้งบเพิ่มจากปีก่อน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วไม่กี่ปีก่อนกรมฝนหลวง ได้อยู่ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเอง ปีนี้ได้ ๒,๗๑๕ ล้านบาท เหตุเป็นเช่นนี้ก็เพราะกรมฝนหลวง พยายามเพิ่มภารกิจให้ตัวเอง และรัฐบาลก็สนองให้เสมอ อย่างเช่น ๑ ตุลาคมปีที่แล้ว ครม. เห็นชอบให้กรมท่าอากาศยานมอบความรับผิดชอบในการบริหารจัดการสนามบินตราดให้กับ กรมฝนหลวง ซึ่งนี่ไม่ใช่ภารกิจหน้าที่ของกรมฝนหลวงแน่ ๆ ปีนี้จึงมีโครงการก่อสร้างเพิ่มขึ้น จำนวนมาก หนึ่งในนั้นก็คือการปรับปรุงผิวทางวิ่งทางขับที่สนามบินตราด จำนวน ๙๖.๙ ล้านบาท ย้ำอีกทีนี่ไม่ใช่ภาระหน้าที่อะไรของกรมฝนหลวงเลย งานก่อสร้างที่เหลือ อีก ๒ โครงการเป็นการสร้างศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์แรกอยู่ที่พะเยาเป็นอาคาร ๒ ชั้นที่ราคา แพงมาก ๒๙๙.๘ ล้านบาท ประกอบด้วยตัวอาคาร ๒ ชั้น ๕๖.๕ ล้านบาท แต่ครุภัณฑ์ Furniture ตบแต่งภายใน ๙๔.๓ ล้านบาทแล้ว เกือบสร้างอาคาร ๒ ชั้นได้อีกหลังเลยนะครับ แถมยังมีบ้านพักของผู้อำนวยการศูนย์อีก ๓ ล้านบาท และถ้าไปดูในรายละเอียดมีทั้ง โต๊ะทำงาน เก้าอี้ ผอ. นี่ก็ชุดละ ๑๓๐,๐๐๐ แถมซื้อ ๒ ชุดด้วยทั้ง ๆ ที่มี ผอ. แค่คนเดียว อีกที่หนึ่งก็คือศูนย์ที่บุรีรัมย์ เป็นอาคาร ๓ ชั้น ๒๒๔ ล้านบาท ค่าครุภัณฑ์ Furniture ตกแต่งภายใน ๑๖๐ ล้านบาท คือ Furniture ทีนี้ก็สร้างศูนย์ที่พะเยาได้ ๓ หลัง มีแถมบ้าน ผู้อำนวยการอีก ๓ ล้านบาท บ้านพักเจ้าหน้าที่ ๒๐ ห้อง ๕๘.๔ ล้านบาท นี่ตกห้องละ ๒.๙ ล้านบาทเลยนะครับ เว่อร์วังมาก งานปรับผังภูมิทัศน์ก็แพง ๓๗ ล้านบาท อันนี้ไม่แพง ได้อย่างไรไม่รู้ เพราะว่าแค่เสาไฟโซลาร์เซลล์ต้นละ ๖๘,๐๐๐ บาท คำถามคือเราเพิ่ม ศูนย์ปฏิบัติการไปแล้ว แต่จำนวนเครื่องบินเท่าเดิม และมันจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ได้อย่างไร

ในส่วนของงานไอซีทีมี ๒ โครงการ ปีนี้กรมฝนหลวงขอทำ App วิเคราะห์ ข้อมูลฝนหลวง ๗.๒ ล้านบาท ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาวิเคราะห์กันอย่างไร และทำไมต้องใช้ App ในการวิเคราะห์ ไม่รู้จะเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไร โครงการที่ ๒ Cyber Security ๖๕ ล้านบาท อันนี้พอถามเหตุผลความจำเป็นกรมฝนหลวงบอกว่าเว็บไซต์ แล้วก็ระบบ คอมพิวเตอร์ที่สำนักงานถูกโจมตีทางไซเบอร์เป็นหมื่น ๆ ครั้งต่อเดือน ซึ่งผมก็คาดการณ์ว่า มันน่าจะเป็นแค่ไวรัสหรือว่า Malware Ransomware ทั่ว ๆ ไป เหมือนที่คนใช้อินเทอร์เน็ต ทั่วโลกเขาเจอกันเป็นประจำ เพราะผมนึกไม่ออกว่าขโมยโจรมันจะไป Hack ข้อมูลฝนหลวง ไปทำหรืออะไร ข้อมูลกรมฝนหลวงก็ไม่ใช่ข้อมูลลับอะไร เปิดเผยได้อยู่แล้ว หน่วยงานอื่นๆ เขาทำ Cyber Security กัน ๔-๕ ล้านบาท ทำไมกรมฝนหลวงต้องทำสูงถึง ๖๕ ล้านบาททั้ง ๆ ที่ ข้อมูลหน่วยงานอื่นเขาสำคัญกว่าตั้งเยอะ ครุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นมาอีกในปีนี้ก็คือเครื่องตรวจ อากาศทางเคมีในชั้นบรรยากาศแบบเคลื่อนที่ติดบนหลังรถสำหรับตรวจวัด PM2.5 ในกรุงเทพฯ ๒๕๐ ล้านบาท ท่านประธานผมต้องตั้งคำถามครับ ทำไมเราต้องซื้อเครื่องนี้ ให้กรมฝนหลวง ทำไมเราไม่ซื้อให้กับกรมอุตุนิยมวิทยาแทน

อีกภารกิจหนึ่ง นี่เป็นอีกภารกิจหนึ่งที่กรมฝนหลวงกำลังให้ความสำคัญ มากเลย วันนี้การแก้ไขปัญหา PM2.5 แทบจะเป็นภารกิจหลักไปแล้ว ฝนกับฝุ่นหลักการ ของมันคือเมื่อเม็ดฝนมันตกลงมาแล้วมันไปกระทบหรือไปชนกับเม็ดฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ มันก็จะพาเม็ดฝุ่นตกลงพื้นไปด้วย แต่ PM2.5 มันเป็นฝุ่นที่เล็กมาก เรามองด้วยตาเปล่า ยังไม่เห็นเลย มันจะต้องพึ่งโชคชะตาฟ้าดินมาก ๆ เลยเพื่อจะให้เม็ดฝนที่มันตกลงมาไปชน กับเม็ดฝุ่นตรง ๆ ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายฉบับเลยที่บอกว่าฝนสามารถช่วยแก้ปัญหา ฝุ่น PM2.5 ได้น้อยมาก ๆ หากฝนตกตามปกติแบบต่อเนื่อง ๑ ชั่วโมง จากงานวิจัย หลายฉบับแสดงให้เห็นว่ามันสามารถลดปริมาณฝุ่นในอากาศได้ ๑.๔๕ เปอร์เซ็นต์ หรือบางฉบับอาจจะพูดไปถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยมาก ๆ อยู่ดี แต่ถ้าตกหนักจริง ๆ ตกหนักต่อเนื่องก็จะช่วยลดความเข้มข้นของฝุ่นละอองได้ ๘.๗ เปอร์เซ็นต์ หรือในบางฉบับ อาจจะไปถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราไม่ต้องหวังถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เราหวังแค่ให้การทำ ฝนเทียมมันเกิดฝนตกหยิม ๆ ได้ก็พอแล้ว ท่านประธาน ฝนเทียมเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์จริง พิสูจน์หลักการในทางวิทยาศาสตร์ได้แน่นอน แต่การทำเป็นรูปธรรมจริง ๆ ทำให้เกิดฝนจริง ๆ ในปริมาณมากมันยากมาก ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่บินมาหาเราเพื่อที่จะศึกษาเรื่องนี้ แต่พอกลับไปไม่มีประเทศไหนเขาเอากลับไปทำเลย นี่เป็นข้อมูลจากเว็บไซต์กรมฝนหลวงเอง เหตุผลก็เพราะอะไร เพราะว่าผลลัพธ์ของการทำฝนเทียมมันมีความไม่แน่นอนสูงมาก จนไม่คุ้มค่าที่จะทำ ประเทศอื่นเขาใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการไปเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำแทน หลายปีที่ผ่านมากรมอุตุนิยมวิทยาโลกได้รับทุนวิจัยจำนวนมากเลยจากประเทศสหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์เพื่อวิจัยเรื่องฝนเทียม แต่งานวิจัยที่ได้รับการยอมรับจริง ๆ ก็มีแค่การใช้ เครื่องพ่นกระแสลมร้อนซึ่งประเทศจีนทดลองทำที่อาจเพิ่มปริมาณน้ำฝนได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ผลลัพธ์ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ยังไม่มีความแน่นอน จึงไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนผลิตเครื่องยิงลมร้อน เยอะขนาดนั้น นิดเดียวท่านประธาน ถ้าเราดูสถิติปี ๒๕๖๗ คือปีที่แล้ว ปริมาณน้ำฝนที่ตก ลงมาบ้านเรา ๗๘๐,๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกรมฝนหลวงอ้างว่าปีที่แล้วสามารถทำฝนได้ ๑,๓๓๑ ล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าจริงอย่างที่กรมฝนหลวงว่าก็เป็นแค่ ๐.๑๗ เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอยู่แล้วเท่านั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่ตกลงมา ๑,๓๓๑ ล้านลูกบาศก์เมตร เราเก็บไว้ใช้ได้แค่ไหน เพราะปัญหาเดิมของเราก็คือเราไม่มีความสามารถในการจัดเก็บน้ำ ที่เป็นฝนตกลงมา เราเก็บได้ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ปีที่แล้วกรมฝนหลวงขึ้นบินไปโปรยสารเคมี บนฟ้าทั้งหมด ๒๒๗ วัน โดยช่วงเวลาที่ขึ้นบินถี่ ๆ ก็คือพฤษภาคมถึงตุลาคม อันนี้ต้อง ดอกจันไว้นิดหนึ่งว่านั่นเป็นช่วงฤดูฝน ในการขึ้นบิน ๒๒๗ วันกรมฝนหลวงอ้างว่ามีรายงานว่า ฝนตก ๒๑๙ วัน หรืออัตราความสำเร็จอยู่ที่ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ เราจะเชื่อ ก็ได้ถ้าเรายอมรับว่าในปีที่แล้วกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศผิดพลาดไปถึง ๒๑๙ วัน เราจะเชื่อแบบนั้นก็ได้ ผมเข้าใจถึงความตั้งใจและเจตนาที่ดีของหน่วยงานครับท่านประธาน แต่มันจะไม่ดีกว่าหรือถ้าเราเอาเงิน ๒,๗๐๐ ล้านบาทที่กรมฝนหลวงได้ไปเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ ที่เก็บได้จริง ๆ เก็บได้แน่ ๆ เห็น ๆ ไม่ต้องพึ่งความเชื่อ ไม่ต้องพึ่งความศรัทธา ฝากเป็น ข้อสังเกตไว้เพื่อบันทึกในที่ประชุม ขอบคุณครับ