สรพัช ศรีปราชญ์ วิพากษ์การจัดสรรงบประมาณให้โครงการ MNRE MOOC ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ซ้ำซ้อนกับ Thai MOOC พร้อมเสนอให้รวมเข้ากับระบบเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐ
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สรพัช ศรีปราชญ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอแก่งคอย เฉพาะตำบลห้วยแห้ง จากพรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขออภิปราย แสดงเหตุผลที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติโดยขอปรับลดงบประมาณในส่วนของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ตั้งไว้ให้ปรับลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ การเรียนออนไลน์ในยุคปัจจุบันมีจุดเด่นที่สำคัญที่สุดก็คือความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่ หมู่บ้านชายแดน ขอเพียงมีอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงความรู้ในมาตรฐานเดียวกันได้ แต่วันนี้ที่ผมต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เพราะว่ามันมี ความซ้ำซ้อนในการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการที่เรียกว่า MNRE MOOC ซึ่งเป็น ระบบการเรียนออนไลน์ของกระทรวง เปิดไปดูมีรายวิชาอยู่เพียง ๑๔ รายวิชาเท่านั้น เป็นรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมจริง ๆ เพียง ๙ รายวิชา อีก ๕ รายวิชาเป็น Course พัฒนาตนเอง ท่านประธานที่เคารพก่อนอื่นผมคงต้องเรียนก่อนว่าประเทศไทยมีระบบ การเรียนออนไลน์ที่เป็นแบบเปิดขนาดใหญ่อยู่แล้ว นั่นก็คือ Thai MOOC ดำเนินการโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบบนี้มีความพร้อมทางด้าน เทคโนโลยี บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทีมงานพัฒนา และที่สำคัญคือมีฐานผู้เรียนจริงจำนวนมาก เป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยรู้จักและใช้งานอย่างต่อเนื่อง คำถามของผมคือเหตุใดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงต้องใช้งบประมาณของประชาชนสร้างแพลตฟอร์ม ใหม่อีก ระบบที่ทำหน้าที่แทบจะเหมือนกันทุกประการเพียงเพราะต้องการมีชื่อโครงการ ของตัวเองเท่านั้นหรือ ทั้งที่สามารถนำเนื้อหาทั้งหมดไปอยู่ในระบบที่มีอยู่แล้วได้ทันที ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่เพียงแค่เป็นเรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง การใช้งบประมาณของรัฐที่ยังคงทำงานแบบต่างคนต่างทำขาดการบูรณาการ ขาดการ ประสานงานระหว่างกระทรวง ซึ่งผลลัพธ์เราก็มี โครงการซ้ำซ้อนมากมาย และสุดท้าย ผู้ที่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็คือประชาชนผู้เสียภาษี ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ผมขอถาม ตรง ๆ ว่าถ้า Thai MOOC เปิดสอนวิชาด้านสิ่งแวดล้อมได้ เหตุใดจึงต้องสร้าง MNRE MOOC ขึ้นมาอีก ๑ ระบบ ต้องจ้างทีมงานใหม่ ซื้อ Server ใหม่ ทำการลงทะเบียนใหม่อีก พัฒนาเว็บไซต์ใหม่ ทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินกี่ล้านบาท และคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับ การเพิ่มหมวดวิชาในระบบเดิม ท่านประธานครับ โครงการนี้ถูกเบิกจ่ายไปแล้วในปี ๒๕๖๘ ถึง ๗ ล้านกว่าบาท ปีนี้มาของบไปปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพอีกเกือบ ๓ ล้านบาท นี่ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษาระบบที่คิดเป็นร้อยละ ๑๕ ของค่าพัฒนาระบบ ที่ปีนี้ขอเข้ามา ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท มันเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะพัฒนาเพียงปีนี้ปีเดียวเพราะการให้ความรู้ มันหยุดพัฒนาไม่ได้ นี่จึงเป็นค่าใช้จ่ายผูกพันที่ต้องใช้ไปทุก ๆ ปีหากโครงการนี้ยังดำเนินการ อยู่แบบนี้ ผมขอเรียนให้ท่านประธานทราบว่า MNRE MOOC นี้ไม่เพียงซ้ำซ้อนอย่างเดียว เท่านั้น แต่ยังไม่ได้รับความนิยมเลยแม้แต่น้อย ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะชี้ให้ชัดว่า มีผู้ลงทะเบียนและใช้งานจริงน้อยมากเมื่อเทียบกับ Thai MOOC ที่มีผู้เรียนหลายแสนคน ต่อปี แพลตฟอร์มที่เป็นที่รู้จักมีความน่าเชื่อถือและมีเนื้อหาหลากหลาย และยังดึงดูดผู้ใช้ มากกว่าแพลตฟอร์มที่เพิ่งสร้างใหม่และจำกัดเนื้อหาอยู่เพียงด้านเดียว ผลลัพธ์คืออะไรครับ ท่านประธาน ผลลัพธ์ก็คือเงินภาษีของประชาชนถูกใช้ไปสร้างระบบที่คนไม่ค่อยเข้าใช้ และไม่สามารถแข่งกับระบบเดิมที่มีอยู่แล้วได้ ท่านประธานครับ ปัญหานี้ร้ายแรงกว่าที่คิด และเมื่อมีคนเข้าใช้น้อยระบบก็เปรียบเสมือนเว็บไซต์ร้างที่แม้มีอยู่จริง แต่ไม่ได้สร้าง การเรียนรู้จริงในสังคม งบประมาณที่ลงไปไม่ได้ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ตั้งใจไว้ ผมคิดว่า เงินก้อนนี้สามารถนำไปใช้ในเรื่องที่สำคัญกว่าและเร่งด่วนกว่าของกระทรวงได้ เช่น การฟื้นฟูป่า การแก้ไขปัญหามลพิษ PM2.5 หรือการจัดการขยะพลาสติกที่เป็นปัญหา สิ่งแวดล้อมใหญ่ของประเทศอยู่ขณะนี้ แต่กลับถูกใช้ไปกับโครงการที่ขาดประสิทธิภาพ แบบนี้ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผมขอเสนออย่างตรงไปตรงมาว่าโครงการ MNRE MOOC ควรถูก บูรณาการเท่ากับ Thai MOOC ไม่จำเป็นต้องมีระบบแยก เพียงเปิดหมวดสิ่งแวดล้อม ในระบบเดิม ใช้ทีมงานเดิม ใช้ Server และระบบลงทะเบียนที่มีอยู่ก็สามารถประหยัด งบประมาณได้มหาศาล และยังเพิ่มการเข้าถึงได้ง่ายก็เพราะประชาชนคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มเดิม อยู่แล้ว การทำเช่นนี้ไม่เพียงลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนเท่านั้น แต่ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียน ทั่วประเทศได้เข้าถึงความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมได้จริง ท่านประธานครับ การบริหารงบประมาณ ไม่ใช่เพียงใช้ให้หมด แต่ต้องใช้ให้คุ้ม และต้องคุ้มที่สุดสำหรับประชาชนผู้เสียภาษี การทำ โครงการซ้ำซ้อนเพราะขาดการประสานงานระหว่างกระทรวงไม่เพียงแต่ทำให้เสียเงิน แต่ยัง เสียโอกาสที่จะทำสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ ดังนั้นในมาตรานี้ผมยืนยันตัดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่าผมจะไม่ยอมให้การใช้เงินซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพดำเนินการ ต่อไปโดยไม่มีการตรวจสอบ ขอบคุณครับ