เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชวาล พลเมืองดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย วันนี้ผมต้องขอตั้งข้อสังเกตต่องบประมาณของ กระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นงบประมาณที่อยู่ในแผนบูรณาการร่วมกันกับ สกพอ. ในเขตพื้นที่ อีอีซี โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี ท่านประธานครับ งบที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้เป็นงบที่ไม่ได้ถูก ตัดลดในชั้นอนุกรรมาธิการหรือชั้นกรรมาธิการ ก็คือแผนบูรณาการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออกที่มีมูลค่า ๓,๖๓๙,๓๕๕,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นแผนงานที่เน้นไปกับการจ้างบริษัท ที่ปรึกษาเพื่อก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินและทางแยกต่างระดับในเกือบแทบจะทุกแยก ของพื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นตัวเลขเฉพาะจำนวนของงบประมาณในการจ้างบริษัทที่ปรึกษา ที่ขอมาในปีนี้กว่า ๒๗๖,๔๕๖,๓๐๐ บาท ซึ่งข้อสังเกตของผมอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ในหลาย ๆ จุดที่กรมทางหลวงจะไปสร้างสะพานข้ามแยกหรือที่เรียกว่าทางแยกต่างระดับ ทางกรมทางหลวง รวมไปถึง สกพอ. เองได้มีการประเมินถึงความจำเป็น ความเป็นไปได้ รวมถึงความคุ้มค่าเป็นไปในรูปแบบใด เพราะในหลาย ๆ จุดประชาชนในพื้นที่ต่างสะท้อนว่า ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องนำเงินหลายร้อยล้านถึงหลักพันล้านมาทำเลย เหมือนกับเอาเงิน ๒๗๐ กว่าล้านบาทมาผลาญกันเฉย ๆ ซึ่งผมก็ขอยกตัวอย่างโครงการในพื้นที่ผม อย่างใน จุดนี้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ปีที่แล้วกรมทางหลวงได้ของบสำหรับค่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษา สำรวจและออกแบบทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวง หมายเลข ๓๑๕ กับทางหลวง หมายเลข ๓๑๒๗ หรือว่าแยกมาบโป่ง ซึ่งท่านประธานครับถ้าท่านได้ขับรถไปบริเวณ แยกดังกล่าวทั้งสองริมฝั่งข้างทางท่านประธานก็จะเห็นป้ายคัดค้านโครงการก่อสร้างสะพาน ข้ามแยกเรียงรายตลอดเส้นทางดังรูปภาพตามสไลด์นี้เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เพราะว่าอะไรครับท่านประธาน ก็เพราะว่าในปีที่แล้วสภาเราได้ผ่านงบในปี ๒๕๖๘ ผูกพันกับงบปีนี้เพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษา ในวงเงินกว่า๑๙,๖๖๖,๑๐๐ บาท ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาเขาไปทำการศึกษา แล้วก็กลับมา รายงานว่าถ้าจะสร้างสะพานข้ามแยกก็จะต้องมีการเวนคืนที่ดินของชาวบ้านทั้งสองริมฝั่ง ข้างทางฝั่งละ ๑๐ เมตร นั่นหมายความว่าอย่างไรท่านประธาน นั่นหมายความว่าบ้านเรือน ร้านค้า ร้านอาหาร ตลาด รวมไปถึงศาลเจ้าที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวปุนเถ้าม้า มาบโป่ง ก็จะหายไปด้วย เพื่อแลกกับสะพานข้ามแยกพร้อมกับเศษเงินที่มาเวนคืนที่อยู่อาศัยของ ชาวบ้าน จึงทำให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่มีความวิตกกังวล จึงต้องรีบออกมาเรียกร้อง ต่อสู้เพื่อปกป้องรักษาที่อยู่อาศัยบ้านของตนเอง และเมื่อไปดูสภาพปัญหาของแยกมาบโป่งนี้ ผมในฐานะ สส. พื้นที่ รวมไปถึงคนในพื้นที่ก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารถติดจริง แต่บริเวณแยกนี้การจราจรจะหนาแน่นแค่เฉพาะเวลาเร่งด่วน คือช่วงเช้ากับช่วงเย็นที่พี่น้อง แรงงานเข้าออกนิคมอมตะ ไม่ถึงกับขนาดที่ติดสาหัสถึงขนาดรถเคลื่อนตัวไม่ได้ บวกกับถนน เส้น ชบ. ๓๐๒๓ ที่กำลังขยายช่องทางจราจรจาก ๒ ช่องทางเป็น ๔ ช่องทางกำลังจะ เสร็จแล้วก็จะช่วยบรรเทาปัญหาลงไปได้อีก ผมก็ไม่เข้าใจว่าบริเวณจุดนี้ทางกรมทางหลวง และ สกพอ. ไปใช้ข้อมูลตัวไหนในการประเมินถึงความจำเป็นที่ถึงขนาดต้องไปจ้างบริษัท ที่ปรึกษามาออกแบบกว่า ๑๙ ล้านบาทตรงนี้ด้วย
ที่ต่อมาก็คือแยกดอนหัวฬ่อที่มีการจ้างที่ปรึกษาเหมือนกัน วงเงิน ๒๙,๖๔๘,๙๐๐ บาท ซึ่งงบประมาณผ่านไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แล้วก็เป็นงบผูกพันมาถึงปีนี้ ด้วยเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ถ้าท่านผ่านไปท่านก็จะเห็นชาวบ้านขึ้นป้ายคัดค้าน ตลอดเส้นทางเช่นเดียวกัน เนื่องจากเดิมมีแผนว่าจะเวนคืนที่ดินชาวบ้านเป็นแนวยาว หลายกิโลเมตร เวนคืนเข้าไปฝั่งละ ๑๐ เมตรเช่นเดียวกันก็ทำให้ชาวบ้านไม่สบายใจ และต้องออกมาคัดค้าน เพราะมูลค่าที่ดินบริเวณนี้ราคาสูงมาก และถ้าถูกเวนคืนขึ้นมา เขาก็จะได้แค่เศษเงินค่าเวนคืน รวมถึงเศรษฐกิจในบริเวณนี้ก็จะได้รับผลกระทบ ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน แม้ว่าภายหลังหน่วยงานจะออกมาชี้แจงว่าไม่มีการเวนคืน แต่ก็ติดปัญหาอุปสรรคเชิงวิศวกรรมอีกมากมายที่สุดท้ายแล้วไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้จริง และไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย แต่ท่านใช้งบไปแล้วกว่า ๓๐ ล้านบาทเพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษา ไม่รู้ว่าเราจะต้องสิ้นเปลือง เสียค่าจ้างแพงขนาดนี้ไปเพื่ออะไร ผมก็ขอฝากประเด็นนี้ตั้งเป็นข้อสังเกตให้ไปพิจารณากันด้วย และที่ขอมาในปีงบประมาณนี้ก็คือค่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางแยก ต่างระดับจุดตัดทางหลวง หมายเลข ๓๑๒๗ กับทางหลวง หมายเลข ๓๔๖๖ หรือว่า แยกพานทอง ผมก็เป็นกังวลอย่างยิ่งในฐานะ สส. พื้นที่เพราะว่าจุดนี้เมื่อเทียบกับ ๒ จุด ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ถือว่าปัญหาน้อยกว่ามาก แต่การที่จะมาใช้งบประมาณไปกว่า ๒๐ ล้านบาทเพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำหรับการแก้ปัญหาในจุดนี้ และยังไม่รวมถึงถ้ามี การสร้างสะพานหรืออุโมงค์ก็จะมีการใช้งบประมาณอีกมากมายมหาศาล แถมชาวบ้าน บริเวณนั้นก็จะต้องถูกเวนคืนบ้าน เวนคืนที่ดินไม่รู้อีกกี่หลังเพื่อที่จะสร้างสะพาน ในการแก้ปัญหาทางแยกที่แทบไม่มีความจำเป็นเลย จะนำงบประมาณมากมายเหล่านี้ไปใช้ เยี่ยงนี้ได้อย่างไร ผมก็อยากจะขอให้เป็นข้อสังเกตว่าเหตุใดถึงเลือกที่จะสร้างทางข้าม ต่างระดับเพื่อแก้ปัญหารถติดที่แยกไฟแดง เหตุใดไม่ลองใช้เทคโนโลยีสัญญาณไฟแดง อัจฉริยะมาใช้ ทั้ง ๆ ที่ใช้งบประมาณถูกกว่า กระทบกับประชาชนในพื้นที่น้อยกว่า และน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย รวมไปถึงอยากจะตั้งข้อสังเกตไปที่หน่วยงานว่า ใช้หลักเกณฑ์อะไร ใช้ข้อมูลอะไรประเมินถึงความเป็นไปได้ก่อนหรือไม่ ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ต้นหรือไม่ในการพิจารณาตั้งโครงการเพื่อของบนี้ หรือเป็นงบที่ตั้งลงมาแบบ Top Down ตามความต้องการของส่วนกลางของกระทรวง เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่า หน่วยงานในพื้นที่จริง ๆ ที่ปฏิบัติการอย่างแขวงทางหลวงเขารู้ว่าจุดไหนสมควรทำ จุดไหน ไม่สมควรทำ แต่ที่มีโครงการแบบนี้ขึ้นมาก็เพราะหน่วยงานระดับพื้นที่ก็ไม่กล้าไปขัด ความต้องการของผู้บริหารกระทรวงหรือเปล่า ก็ขอฝากไว้เป็นข้อสังเกตกับการตั้ง งบประมาณในปีถัดไปไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ