ภัสริน รามวงศ์ หารือเกี่ยวกับงบประมาณลงทุนของกรมเจ้าท่า โดยเฉพาะโครงการ Smart Pier ที่เน้นการปรับปรุงท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อยกระดับการเดินเรือสาธารณะ เสริมความปลอดภัย ความสะดวก และส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของงบประมาณกับปริมาณผู้ใช้จริง รวมถึงปัญหาท่าเรือที่สร้างเสร็จแต่ไม่เปิดใช้งาน พร้อมเรียกร้องให้เปิดใช้ทันที ออกแบบให้สอดคล้องกับต้นทุนการดูแลรักษา และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นประโยชน์สาธารณะแทนการลงทุนเพื่อความหรูหราหรือกลุ่มเฉพาะ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ บางซื่อ ดุสิต กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนค่ะ ก็ขอมีส่วนร่วมอภิปราย ในมาตรา ๑๕ โดยขอลงรายละเอียดในส่วนของกรมเจ้าท่าค่ะ กรมเจ้าท่าก็เป็นหนึ่ง ในหน่วยงานที่มีงบประมาณลงทุนจำนวนมาก งบประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นงบ ลงทุนสูงถึง ๓,๒๐๐ กว่าล้านบาท สูงถึงร้อยละ ๗๗ เพื่อลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับระบบโครงข่ายคมนาคมทางน้ำทั่วประเทศ รวมไปถึงท่าเทียบเรือ ที่จอดเรือ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
วันนี้ดิฉันพาไปดูงบของ กรมเจ้าท่า งบลงทุนใน ๒ ก้อนนี้ซึ่งเป็นงบลงทุนสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบโครงข่าย สาธารณะทางน้ำของประชาชน เช่นท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ของกรมเจ้าท่ามีโครงการ Smart Pier หรือว่าปรับปรุงก่อสร้างเพื่อพัฒนาสิ่งอำนวย ความสะดวกบริเวณท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ปี ๒๕๖๙ มีทั้งสิ้น ๒ โครงการ เพื่อปรับปรุง ท่าเรือ ๑๓ แห่งในกรุงเทพฯ แล้วก็นนทบุรี ใช้งบประมาณรวมกัน ๒๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งหากหารก็เฉลี่ยตกท่าละราว ๑๕ ล้านบาทเศษ ดิฉันขอสนับสนุนโครงการนี้ที่กรมเจ้าท่า มีการปรับปรุงเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีสภาพทรุดโทรม ท่าเรือทั้งหลายที่ประชาชน ใช้งานมาเป็นจำนวนมากแล้วให้ดีขึ้น ปี ๒๕๖๗ กรมเจ้าท่าท่านก็เผยว่ามีผู้โดยสารที่ใช้ เกี่ยวกับสัญจรโดยทางน้ำราว ๗,๒๖๔,๐๐๐ คน หรือตกวันละ ๒๐,๐๐๐ คนต่อวัน แล้วก็มี แนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมากทุกปี หลังจากโควิดการปรับปรุงท่าเรือก็จะเป็นการช่วยเพิ่มขยาย ศักยภาพ แล้วก็การสัญจรทางน้ำได้มากขึ้น แล้วก็หากมีการปรับปรุงท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ดี มีความปลอดภัย สะอาด สะดวก มีที่นั่งคอย มีห้องน้ำมีร่มเงากันแดดฝนก็จะย่อม เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนหลายคนตัดสินใจในการใช้โดยสารทางน้ำ แล้วก็ ช่วยลดค่าครองชีพ ประหยัดเวลา ส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ ให้เข้มแข็งด้วยค่ะ แต่ว่าจากการทำงบประมาณ โครงการ Smart Pier ก็มีข้อน่าสังเกตหลายประเด็นค่ะ
ประเด็นที่ ๑ กรมเจ้าท่ามีโครงการในลักษณะเดียวกันกับโครงการ Smart Pier มาก่อน แล้วก็ทยอยปรับปรุงท่าเรือต่าง ๆ ทั่วแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็มีหลายโครงการ ที่ก่อสร้างเสร็จแล้วแต่ก็ปิด ปิดร้างเป็นเวลานาน เช่น ท่าเรือบางโพ ท่าเรือราชินี ท่าเรือ พายัพ กรณีของท่าเรือบางโพนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็เป็นผู้มาเปิดด้วยตัวเอง แต่ว่า ห้องพักคอยที่ก่อสร้างใหม่ไม่เคยเปิดใช้งานเลยมากกว่า ๒ ปี จนมาถึงตอนนี้ห้องน้ำ ของท่าเรือบางแห่งก็ไม่เคยเปิดใช้งานเลย มีแอร์ติดไว้แต่ก็ไม่เคยเปิด เพราะด้วยเหตุผลว่า ไม่มีงบค่าไฟ ไม่มีเงินจ้างแม่บ้านทำความสะอาด อุปกรณ์เสื่อมสภาพ ปั๊มน้ำเสียต้องซ่อมใหม่ กลายเป็นสิ้นเปลืองซ้ำซ้อน ซึ่งมาดูรายละเอียดในกรอบแบบก่อสร้างปีนี้ก็มีการติดตั้ง เครื่องปรับอากาศเช่นกัน ดิฉันก็ขอฝากไปยังกรมเจ้าท่า แล้วก็กระทรวงคมนาคมว่า สร้างเสร็จแล้วก็ต้องเปิดทันทีละ แล้วก็ออกแบบให้เหมาะสมกับงบดูแลรักษาที่มีจริง ติดแอร์ แล้วก็ควรเปิดแอร์ด้วย เสียพลังงานสร้างมาแล้วไม่ใช่ปล่อยทิ้งร้างให้คนมางัดมาแงะ ขโมยของ ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตก็หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกค่ะ
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการประเมินราคากลาง แล้วก็การตั้ง งบประมาณที่สูงเกินจำเป็น ไม่สัมพันธ์กับลักษณะการใช้งานของท่าเรือ โครงการ Smart Pier ในปีนี้ใช้ลักษณะการรวมโครงการปรับปรุงท่าเรือหลายท่าเรือเข้าไว้เป็นโครงการเดียว ซึ่งถ้าหากไม่เปิดเข้าไปดูในรายละเอียดก็จะไม่ทราบว่ามีการปรับปรุงอะไรบ้าง ดิฉันขอตั้ง คำถาม การกระจายงบประมาณในการพัฒนาท่าเรือโครงการนี้เฉลี่ยงบประมาณต่อท่าเรือ ตกท่าเรือละ ๑๕ ล้านบาท แต่ก็จะมีบางท่าเรือที่ได้รับงบประมาณมากกว่าท่าเรืออื่น ที่ดิฉัน สงสัยที่สุดคือท่าเรือที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุด ๓ อันดับแรกใน ๑๓ ท่าเรือกลับเป็นท่าเรือ ราชวงศ์ ท่าเรือสี่พระยา ท่าเรือพรานนก ท่าเรือวังหลัง ซึ่งได้งบประมาณเพียง ๑๐ ล้านบาทเศษ แต่กลับเป็นท่าเรือที่มีผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันมากที่สุด ๓ อันดับแรกใน ๑๓ ท่าเรือที่ปรับปรุง นอกจากนี้กรมเจ้าท่าก็เอางบประมาณไปลงโครงการปรับปรุงท่าเรือที่อยู่ใกล้ ได้แก่ ท่าเรือ สะพานกรุงธน ท่าเรือวัดเทพนารี ท่าเรือวัดเทพากร โดยเฉพาะ ๒ ท่าเรือหลังที่ประเมินราคา ก่อสร้างประมาณท่าเรือละ ๑๕ ล้านบาท ท่าเรือทั้ง ๓ ท่านี้อยู่ห่างกันไม่ถึง ๓๐๐ เมตร และปัจจุบันมีท่าเรือสะพานซังฮี้ที่มีเรือโดยสารจอด ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตต่อหลักการและ เหตุผล แล้วก็ประโยชน์ในการใช้วงเงินงบประมาณสูงถึง ๑๕ ล้านบาทในการปรับปรุงท่าเรือ ที่เรือโดยสารไม่เคยจอดเลยว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินสมควรหรือไม่ ยังไม่นับถึงการออกแบบ ที่แต่ละท่าก็มี Design ที่ต่างกันด้วย ๑๕ ล้านบาทเหมือนกัน บางท่าดู Inter ทันสมัย บางท่า ดูเหมือนศาลาคนเศร้า แล้วก็ที่น่าตกใจเมื่อดิฉันเข้าไปดูรายละเอียดถึงกับตะลึงว่าราคา ประเมินราคากลางท่าเรือ ๑๐ ใน ๑๓ แห่งมีการติดระบบกล้องวงจรปิดหรือซีซีทีวี งบประมาณท่าเรือเฉลี่ย ๘๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑ ล้านบาท ดิฉันขอแจงออกมาดังนี้ กล้อง Outdoor 2MP ราคาไม่รวมค่าติดตั้งอันละ ๒๔,๐๐๐ บาท UPS 2KVA อันละ ๒๒๐,๐๐๐ บาท จอมอนิเตอร์ ๒๒ นิ้วพร้อมสาย HD เคเบิล ราคาชุดละ ๓๐๘,๐๐๐ บาท แถมแต่ละโครงการรายการราคากลางก็ไม่เท่ากันอีก น่าสงสัยการประเมินมูลค่าโครงการมาก แล้วก็งบลงทุนก้อนที่ ๒ โครงการท่าเรือรัฐสภาและโรงเก็บเรือ วงเงิน ๑๕๐ ล้านบาท ลักษณะก็คล้าย ๆ โรงลิเก เป็นท่าเรือ ๒ ฝั่ง ฝั่ง สส. แล้วก็ฝั่ง สว. มีโรงเก็บเรือ ๑ หลัง ฝั่งละ ราว ๕๑ ล้านบาท โรงเก็บเรือ ๑๑ ล้านบาท แล้วก็ค่าเครื่องจักรชั่วคราวอีก ๒๘ ล้านบาท ดิฉันเข้าใจว่าโครงการนี้หลักการแล้วก็เหตุผลอยากจะให้รัฐสภาขอให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมเจ้าท่าเป็นผู้สร้างเพื่อรองรับการเดินทางของสมาชิก สส. สว. ตลอดจนแขกบ้านแขกเมือง ทั้งในและต่างประเทศมาเยี่ยมเยือน แต่เมื่อเทียบกับงบปรับปรุงท่าเรือ ๑๓ แห่ง ซึ่งประชาชนใช้ทุกวัน ท่าเรือรัฐสภาแห่งเดียวกลับมีงบประมาณก่อสร้างเกือบ ๔ เท่า ท่าเรือรัฐสภาปีนี้ดิฉัน ก็ไม่แน่ใจว่าใครจะใช้มากน้อยเท่าไร หรือว่าท่านมีการคำนวณแนวโน้มที่ทั้ง สส. และ สว. จะ มาใช้ท่าเรือโรงลิเกนี้อย่างไรบ้าง และที่สำคัญปัจจุบันรัฐสภาก็มีโป๊ะเรือแล้วก็มีผู้ใช้บริการอยู่ แล้ว มีท่าเรืออยู่ตรงฝั่ง สว. แล้วก็ท่าเรืออยู่ตรงฝั่ง สส. ตรงเกียกกายนี้ แล้วก็มีการเฉลี่ยใช้ วันละเกือบ ๖๐๐ คน เป็นอันดับที่ ๑๘ จาก ๔๖ ท่าเรือที่เก็บข้อมูลในปี ๒๕๖๗ รัฐสภา ในฐานะสภานิติบัญญัติที่พิจารณางบประมาณของหน่วยงานอื่น ควรเป็นตัวอย่างในการใช้ งบประมาณอย่างสมเหตุสมผล เน้นประโยชน์สาธารณะของประชาชน ไม่ใช่เพื่อความสบาย ของผู้มีตำแหน่งด้วย แต่วันนี้เราก็เห็นงบประมาณลงทุนที่เป็นของคนไทยทุกคน ก้อนมหาศาลนี้ทุ่มไปกับท่าเรือสุดหรูที่รัฐสภา เพียงแค่ค่าตกแต่งยอดเจดีย์ราคากลางปาไป เกือบเจดีย์ละเกือบ ๑๐ ล้านบาท แต่ขณะที่อีกฝั่งของแม่น้ำเป็นท่าเรือเกียกกายตรงนี้เอง เป็นสนิมเกรอะกรัง ไม่มีร่มเงา ห่วงยางชำรุด บางแห่งพื้นวัสดุลื่นหลุดออกมา ทุกคนต้อง ก้าวย่างอย่างระวัง ความปลอดภัยในชีวิตประจำวันแทบไม่มี เงินลงทุนคือเงินที่ลงไปแล้วก็ หวังว่าจะได้อะไรกลับมา ดิฉันก็ขอตั้งคำถามว่าเงินที่ลงกับรายละเอียดสุดหรูอย่างยอดเจดีย์ละ ๑๐ ล้านบาท แล้วก็ท่าเรือติดแอร์ที่สุดท้ายไม่เคยได้เปิดการใช้งานก็จะยังสร้างต่อไปเรื่อย ๆ หรือไม่ เราจะได้อะไรกลับมาบ้าง ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มกันกี่คน แล้วก็ทำให้ผู้โดยสาร ทางเรือมีความสะดวกสบาย ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ หรือจะช่วยลดต้นทุนการเดินทาง ให้กับประชาชนอย่างไรบ้าง ดิฉันยืนยันอีกครั้งว่าดิฉันเห็นด้วยกับการใช้จ่ายลงทุนในการ ปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็จำเป็น แต่ว่าการบริหารงานลงทุนต้อง คุ้มค่า มุ่งเน้นที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ ใช้งานได้จริง มีหน่วยงานที่กำลังมาดูแลกำกับ ให้ช่วยให้ภาพชีวิตของคนดีขึ้น ถ้าไม่ช่วยสร้างรายได้ต้องช่วยลดภาระการใช้จ่ายของ ประชาชนด้วย หรือเพิ่มความสะดวกสบายให้กับชีวิตของคน จากตัวอย่างนี้งบประมาณของ กรมเจ้าท่า แล้วก็กระทรวงคมนาคมสามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ เกิดความ คุ้มค่าได้มากกว่านี้ เฉือนตัดรายละเอียดส่วนที่ฟุ่มเฟือยออกไป ไม่เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชน แต่ว่าก็ยังคงสาระของโครงการไว้ได้ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ