เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องและปัญหาในโครงการปลูกป่าของกรมอุทยานและกรมป่าไม้ โดยชี้ว่ามีการใช้งบประมาณจำนวนมากในกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น การเพาะกล้าและการปลูกป่าในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ทั้งที่ธรรมชาติสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ พร้อมเสนอให้ยุติการใช้งบประมาณสูงในกิจกรรมดังกล่าว และปรับแนวทางไปเน้นการป้องกันการบุกรุกป่าและไฟป่าแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอนุรักษ์อย่างแท้จริง
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมได้ยื่นแปรญัตติในมาตรานี้ เอาไว้ โดยผมจะพูดเฉพาะโครงการปลูกป่า โครงการปลูกป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แล้วก็กรมป่าไม้ ขอสไลด์มาด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ คือผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าปลูกป่าทำไม เพื่ออะไร แล้วก็ใครเป็นคน ได้ประโยชน์ คือพอเราพูดถึงเรื่องของโครงการปลูกป่า ผมคิดว่าในข้อเท็จจริงแล้วไม่มีใคร ปฏิเสธว่าเราจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ป่า เพียงแต่ว่าโครงการที่มันมีอยู่มันสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้ จริงหรือเปล่า อันนี้คือเป็นปัญหา แล้วก็เป็นสิ่งที่ผมติดตามแล้วก็ตั้งข้อสังเกตตั้งข้อสงสัยมาโดยตลอด เดี๋ยวผมจะพาไปดู เป็นเรื่อง ๆ ไป ท่านประธานครับ โครงการปลูกป่าอาจจะเรียกว่ามีการซอยเป็นโครงการ ๆ ย่อย ๆ ไป แล้วก็จะใช้ชื่อต่างกันบ้าง แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลสรุปแล้วก็คือเป็นโครงการปลูกป่า แล้วก็เพาะกล้า ในปีหนึ่ง ๆ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำโครงการ เกี่ยวกับการปลูกป่าบำรุงรักษาป่า ปีหนึ่งก็ไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านไร่ และในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ นี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ตั้งงบประมาณเฉพาะการปลูกป่า และเพาะกล้าเอาไว้รวมกันประมาณ ๑,๖๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ พื้นที่ป่าของ ประเทศไทยเราเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เรามีสถิติพื้นที่ป่าต่อประเทศที่ค่อนข้างน้อย อย่างเช่นถ้าเราเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งเขามีมากกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ยิ่งสวีเดนเขามีประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศไทยเรามีแค่ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ การที่เราระบุว่าเรามีพื้นที่ ป่าน้อย เรื่องนี้ผมคิดว่ามันก็ยังมีคำถามอยู่ แล้วก็ยังสงสัยว่ามันมีนัยอะไร เพราะเวลาเราไปดู จริง ๆ พื้นที่ประเทศไทยเรามีพื้นที่สีเขียวมากกว่า ๓๑ เปอร์เซ็นต์ที่ปรากฏ แต่ข้อสงสัย ก็คือว่าทำไมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถึงระบุพื้นที่ป่าน้อยกว่าพื้นที่ สีเขียวที่มีอยู่จริง เพื่ออะไร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศนโยบาย ที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ โดย ณ ขณะนี้เราจำเป็นต้องเพิ่มอีกอย่างน้อย ๗๕ ล้านไร่ หากดูย้อนหลังไป ๑๐ ปี ในแต่ละปีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการปลูกป่า เพาะกล้า ฟื้นฟูป่า ปีหนึ่ง ๆ ก็ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท หากนับแค่ ๑๐ ปี ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อดูโดยผิวเผินแล้วมันก็ เหมือนกับว่าจะดี แต่ว่าปรากฏการณ์ที่เราเห็นมันย้อนแย้งแล้วก็มีปัญหาอยู่ อย่างที่เราเห็นอยู่ ว่าสถิติพื้นที่ป่าของเราลดลงตามลำดับ แม้กระทั่งปีนี้ก็ลดลงจากปีที่แล้ว นอกจากพื้นที่ป่า เราลดลงตามลำดับแล้ว ยังปรากฏว่ามีการทุจริต ปรากฏว่ามีข่าวเกี่ยวกับการทุจริตในการ ปลูกป่าเป็นรายปีเลย ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ก็ปรากฏข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการ ทุจริตการปลูกป่ามาโดยตลอด รวมทั้งเรื่องของการทุจริตเกี่ยวกับการเพาะกล้า ประมาณสัก ๖-๗ ปีที่ผ่านมาเกือบทุกปีก็จะมีปัญหา มีข่าวคราวเกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับการทุจริต เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ยังไม่สามารถจะแก้ได้ แล้วก็มีข้อมูลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผลการตรวจสอบแปลงปลูกป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ตรวจสอบ โดย สตง. สตง. พบว่าการปลูกป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อัตราการรอดตายน้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นประมาณ ๕๖ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่า อัตราการตายของต้นไม้ที่ปลูกน้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์มีมากถึง ๕๖ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่า ส่วนใหญ่แล้วนะครับ
อันที่ ๒ คือพบว่าบางแปลงไม่พบกล้าประเภทไม้ที่ระบุเอาไว้ หรือที่หลายคน พูดเป็นภาษาติดปากว่าปลูกป่าทิพย์นั่นล่ะครับ
อันที่ ๓ คือแปลงปลูกป่าที่อ้างว่าถูกชาวบ้านบุกรุก มีแปลงปลูกป่าที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อ้างว่าถูกชาวบ้านบุกรุก แต่พอสาวไปดูจริง ๆ แล้ว ปรากฏว่าเป็นพื้นที่ที่ไปยึดที่ชาวบ้านมาปลูกป่า
แล้วประการที่ ๔ ที่ สตง. พบก็คือแปลงปลูกป่าประมาณ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม เป็นป่าสมบูรณ์อยู่แล้วแต่ก็ยังเอาต้นกล้าไปปลูก ปลูกไปมันก็ ไม่โตเพราะว่ามันเป็นป่าที่สมบูรณ์อยู่แล้ว ต้นกล้าที่เล็กมันก็ตายไป
มาถึงโครงการปลูกป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ผมอยากให้ดูเป็นข้อสังเกต กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตั้งงบประมาณ ในการปลูกป่าแล้วก็บำรุงป่าเพาะกล้าเอาไว้ประมาณ ๘๐๔ ล้านบาท ข้อสังเกตก็คือว่า เป็นการปลูกแล้วก็บำรุงป่าสวนป่าหวาย ๔๓๘ ล้านบาท คำถามก็คือว่าทำไมถึงปลูก เยอะแยะมากมายขนาดนี้ แล้วก็ปลูกหวายด้วย ทำไมต้องเป็นหวาย
แล้วก็อีกประเภทหนึ่งที่อยากจะให้สังเกตก็คืออันสุดท้าย บำรุงป่าใช้สอย ๒๙ ล้านบาท เป็นคำถามก็คือว่าในเขตอนุรักษ์กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูแลพื้นที่ป่าในเขตอนุรักษ์ห้ามไม่ให้มีการใช้พื้นที่ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะทำให้มีป่าใช้สอยในเขตอุทยานได้อย่างไร อันนี้ก็ยัง เป็นปัญหาอยู่
มาถึงกรมป่าไม้ กรมป่าไม้ตั้งงบประมาณไว้ ๘๓๐ ล้านบาท ข้อสังเกตก็คือ งบประมาณส่วนใหญ่เอาไปทำการเพาะชำกล้าไม้ประมาณ ๖๐๐ กว่าล้านบาท เราจะ สังเกตเห็นว่ากรมป่าไม้เป็นส่วนใหญ่ไม่ได้ไปปลูกป่าแล้ว แต่ว่าไปเพาะกล้าไม้แทน อันนี้ เป็นสิ่งที่น่าสังเกต
และประการสุดท้ายผมอยากจะย้ำอย่างนี้ว่าระบบนิเวศของประเทศไทยเรา เป็นระบบนิเวศที่ไม่ต้องปลูกป่า เพราะเราเป็นระบบนิเวศแบบเขตร้อนชื้น ต้นไม้โตเองได้ ตามธรรมชาติ และเราก็ไม่ได้มีป่าเสื่อมโทรมจริง ถ้าหากอยากจะให้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คุณเพียงแค่ไปทำหน้าที่ดูแลไม่ให้พื้นที่ถูกบุกรุก ไม่ให้เกิดไฟป่า แล้วป่าก็จะฟื้นฟูในส่วนของมันเอง เพราะฉะนั้นมันไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องไปเอางบประมาณก้อนมหาศาลไปปลูกป่า แทนที่คุณจะไปปลูกป่า คุณเอาเงิน ก้อนนี้ไปใช้กับการป้องกันพื้นที่เหล่านั้นไม่ให้มีการบุกรุกป่า แบบนี้มันถึงจะเพิ่มพื้นที่ป่า ได้จริง เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอให้ปรับลด ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ