ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล อภิปรายเรื่องงบประมาณประจำปี 2569 โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรเงินสำหรับการฝึกอบรม สัมมนา และการจ้างที่ปรึกษา และเรียกร้องให้มีการประเมินประสิทธิภาพในการบริหารจัดการบุคลากรภายในและผลลัพธ์ที่คุ้มค่า นอกจากนี้ยังหารือเรื่องงบประมาณ 6 ล้านบาทที่ใช้สำรวจความเชื่อมั่นและยอมรับต่อระบบอีไอเอของประเทศไทย โดยแสดงความไม่เชื่อมั่นในผลสำรวจและขอให้ตัดงบประมาณนี้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ผู้บริหารยังไม่สามารถหาทางออกได้
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๓ อำเภอถลาง และตำบลกะทู้ พรรคประชาชน ท่านประธานวันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ของ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. ของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเห็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง จากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ที่ทาง สผ. นั้นได้รับจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น ๑,๑๘๕ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณ ที่เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๘ ถึง ๒.๔๔ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๕.๒๙ ล้านบาทนั้นมีความเห็นว่า งบประมาณบางส่วนยังคงมีลักษณะการใช้จ่ายที่อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอาจมี การซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาตัดลด งบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็น หรือสามารถดำเนินการได้อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ มากขึ้น ท่านประธาน ด้วยงบประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท พี่น้องประชาชนทางบ้าน คงคิดว่าด้วยงบประมาณขนาดนี้หน่วยงานคงมีประสิทธิภาพในการทำงาน หน่วยงาน ที่กำกับดูแลการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือที่เราทุกคนรู้จักกันในนาม อีไอเอคงมีการจัดการโครงการที่ไม่ดำเนินการตามรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือมีการพิจารณาเล่มรายงานอีไอเอที่ละเอียดมากกว่านี้ และมีข้อมูลเชิงลึก แต่ไม่เลยครับ ไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะพัฒนาปรับปรุงระบบการพิจารณาอนุมัติ การควบคุม การลงโทษใด ๆ ที่เป็นปัญหาทั่วประเทศ อย่างที่เพื่อนสมาชิกในที่ประชุมแห่งนี้หลาย ๆ ท่านได้รับเรื่อง ร้องเรียนมาจากประชาชนในพื้นที่ เช่น การก่อสร้างคอนโดที่ล่าสุดทั้งในจังหวัดภูเก็ต และที่บางซื่อแห่งนี้ที่ไม่มีมาตรการควบคุมถูกต้อง หรือบางโครงการมีการเลี่ยงการทำอีไอเอ เช่นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น
ประเด็นที่ ๑ งบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม สัมมนา ผมขอ ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของงบประมาณจำนวนนี้ ถึงความจำเป็นและความคุ้มค่า ของการฝึกอบรม สัมมนา ที่กระจายอยู่ในหลายโครงการ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เรามีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย ซึ่งสามารถจัดการประชุมหรือฝึกอบรมในรูปแบบ ออนไลน์ได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหารได้อย่างมหาศาล
ประเด็นที่ ๒ งบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษา งบประมาณ สำหรับค่าจ้างที่ปรึกษานั้นรวมทั้งสิ้น ๓๕ ล้านบาท และเพิ่มขึ้นถึง ๑๑.๑๑ เปอร์เซ็นต์ จากปี ๒๕๖๘ เป็นประเด็นที่มีความกังวลอย่างยิ่งว่าทาง สผ. นั้นซึ่งเป็นหน่วยงานที่มี บุคลากรผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ควรใช้ศักยภาพของบุคลากรภายในให้เกิดประโยชน์ สูงสุดก่อน การจ้างที่ปรึกษาในวงเงินที่สูงเช่นนี้อาจบ่งชี้ถึงการขาดประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการบุคลากรภายใน หรือการจ้างงานที่ปรึกษาในภารกิจที่บุคลากรของทาง สผ. สามารถดำเนินการเองได้ นอกจากนี้การจ้างที่ปรึกษาควรมีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไป ไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาหรือจัดทำรายงานที่อาจไม่ได้ถูกนำไป ปฏิบัติจริง โครงการยกระดับกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการติดตาม ตรวจสอบระยะที่ ๒ งบประมาณก้อนนี้ที่น่าสนใจ ขอสไลด์ขึ้นด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
งบประมาณก้อนนี้ใช้งบประมาณถึง ๖ ล้านบาทที่ใช้ระยะเวลาเพียง ๙ เดือน เพราะระยะที่ ๑ อย่างที่เราเห็นว่าผลสัมฤทธิ์ ที่ผ่านมา ผมก็ไม่แน่ใจว่าการทำแบบสำรวจนี้ไปสำรวจมาที่ไหน ที่มีประชาชน ในกลุ่มตัวอย่าง ๒,๑๒๙ คน มีความเชื่อมั่นและยอมรับต่อระบบอีไอเอของประเทศไทย ท่านลองง่าย ๆ มาที่สภาแห่งนี้ แล้วท่านจะรู้ว่าผลสำรวจแห่งนี้ไม่เป็นความจริง ก็เลย อยากจะตัดงบประมาณก้อน ๖ ล้านบาทนี้เพื่อที่ว่าปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีผลสัมฤทธิ์เชิงรูปธรรม ใด ๆ ยังมีปัญหาที่ผู้บริหารเองก็ยังไม่สามารถหาทางออกได้ และตั้งข้อสังเกตเรื่องจำนวน บุคลากรที่มีประสิทธิภาพที่จะมาแบ่งเบาภาระงานของข้าราชการในปัจจุบัน ตอนนี้ต้องไปดู กันว่าทาง สผ. ติดขัดตรงไหน ไม่ว่าเรื่องข้อกฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ หรือจำนวนบุคลากร และท่านไปเพิ่มเติมตรงนั้นให้หน่วยงานมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ขอบคุณครับ