รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๕/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านอลงกรณ์จะพูดถึงวิป (Whip) ๓ ฝ่ายสักนิดหน่อยไหมครับ ก็เรียนให้ที่ประชุมทราบ
กราบเรียนท่านประธาน ผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ในฐานะ สปท. ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมนะครับว่าในกระบวนการ ทํางานของคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศนั้นได้มีมติในการบริหารจัดการเรื่องการปฏิรูปประเทศดังนี้ครับ ๑. ก็คือว่า ตามมาตรา ๓๑ ที่ทางรัฐบาลได้ส่งความเห็นของส่วนราชการมายัง สปท. โดยที่ผ่านความเห็นชอบ รับทราบของคณะรัฐมนตรีถึง ๒ ครั้งแล้ว ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรมสัมฤทธิผล โดยเร็ว กระบวนการทํางานจะเป็นเช่นนี้ครับ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้ส่งความเห็นของส่วนราชการ ที่ ครม. รับทราบและเห็นชอบตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแล้วนั้น ท่านประธาน สปท. จะพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับความเห็นที่เห็นพ้องต้องกัน ก็จะมีหนังสือไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการปฏิรูปทันที ส่วนประเด็นที่ส่งมาแล้วมีความเห็นว่าให้ปรับปรุง ข้อเสนอการปฏิรูปด้านนั้น ๆ หรือว่าให้ทบทวน ซึ่งในความหมายนัยก็คือว่าไม่เห็นด้วย ให้ถือเป็นภารกิจของ สปท. ในการที่จะพิจารณา ตรงนี้ก็จะได้เกิดการทํางานที่ชัดเจน ไม่ซ้ําซ้อน วนไปวนมา แล้วก็เกิดความชัดเจนในการขับเคลื่อนการปฏิรูปของเรา ซึ่งทางวิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็มีมติให้มีการประชุมร่วมระหว่างประธานคณะกรรมาธิการของ สปท. และ สนช. ทุกคณะ รวมทั้งคณะกรรมการประสานงานของทั้ง ๒ สภา คือคณะกรรมการประสานงานที่อยู่ในวิป (Whip) ๓ ฝ่าย เพื่อที่จะได้มีการหารือ ถึงกระบวนการทํางานที่เป็นภารกิจสําคัญ เช่นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ขณะนี้มีถึง ๑๒๖ ฉบับ โดยเป็นการประมวลจากพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศของ สปช. และที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการของ สปท. ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๓ ธันวาคม นอกจากนั้นแล้ว ยังมีข้อเสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรใหม่เพื่อการปฏิรูปตามข้อเสนออีกอย่างน้อย ๓๖ องค์กร ดังนั้นเพื่อให้มีการทํางานที่วางแผนล่วงหน้า เพราะภารกิจของ สนช. เองนั้นมีกฎหมาย ที่เรียงคิวในภารกิจอยู่ ๔๓๒ ฉบับ ผ่านความเห็นชอบไปอย่างรวดเร็วแล้วแต่ก็ได้ ๑๘๐ กว่าฉบับ ยังมีภารกิจอีก ๒๐๐ กว่าฉบับ และรวมถึงในส่วนของ สปท. อีกกว่า ๑๐๐ ฉบับ ดังนั้นก็ต้องมีการจัดลําดับความสําคัญ ตรงนี้เองคือที่มาว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ ๒ สภา จะต้องรีบประชุม วางกลไก วางแผนงานให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่เหลืออยู่นะครับ ตรงนี้ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าในสาระสําคัญของมติ ๓ ฝ่าย มีเป็นเช่นไรในการประชุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ก็ถือว่าที่ประชุมรับทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องต่อไป ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือการอภิปรายแสดง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... เป็นร่างเบื้องต้นนะครับ
ขอเชิญผู้แทนจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมการเข้าประจําที่)
ได้แก่ ท่านเธียรชัย ณ นคร กับท่านกีระณา สุมาวงศ์ ด้วยประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คือท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้มีหนังสือแจ้งมายังประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ซึ่งเป็นร่างเบื้องต้นจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อจะได้นํา ความคิดเห็นไปพิจารณาปรับแก้ตามที่เห็นสมควรต่อไป ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วจึงได้บรรจุ ระเบียบวาระการประชุมเพื่อให้สมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ เรียนท่านสมาชิกครับ สําหรับการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กําหนดแนวทาง ในการอภิปรายไว้ ดังนี้
๑. กําหนดระยะเวลาการอภิปรายคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง มีเวลาในการอภิปราย ๒ ชั่วโมง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มีเวลาอภิปราย ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที คณะกรรมาธิการ ทุกคณะที่เหลือทั้งหมดมีเวลาในการอภิปรายคณะละ ๑ ชั่วโมง ประธานกรรมาธิการแต่ละคณะ มีเวลาในการอภิปรายท่านละ ๒๐ นาที แยกต่างหากจากเวลาของคณะกรรมาธิการ
๒. การเรียงลําดับการอภิปราย ให้คณะกรรมาธิการเรียงลําดับตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ตามที่เรา ถือปฏิบัติมานะครับ
๓. การอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้เป็นการอภิปรายทั้งฉบับเป็นรายประเด็น ที่คณะกรรมาธิการกําหนดขึ้นเอง ไม่ใช่การอภิปรายเป็นรายมาตรา
๔. ให้ประธานกรรมาธิการแต่ละคณะเสนอรายชื่อผู้อภิปรายต่อประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อนเวลาที่คณะกรรมาธิการแต่ละคณะจะเริ่มอภิปราย
๕. ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะเสนอเรื่องปฏิรูปที่ควรบรรจุไว้ในมาตรา ๒๖๙ ของร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อยคณะละ ๑ อนุมาตราเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศภายในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เพื่อให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาต่อไป
๖. ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะสรุปข้อคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ อภิปรายในวันที่ ๘ และวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ และเสนอไปเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อนเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา ของวันศุกร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ซึ่งแนวทางการอภิปรายดังกล่าวผมได้ให้เจ้าหน้าที่จัดวางเอกสารแนวทาง ในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญไว้ประจําที่นั่งของท่านสมาชิกแล้ว
ต่อไปเป็นการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ฉบับนี้ โดยในการอภิปรายของแต่ละ คณะนั้นประธานกรรมาธิการจะเป็นผู้อภิปรายก่อน จากนั้นจะเป็นการอภิปรายของสมาชิก เป็นรายบุคคล โดยจะเริ่มจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เป็นลําดับแรกนะครับ ขอเรียนเชิญประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองและผู้แทนที่เสนอรายชื่อไว้ดังที่ผมจะอ่านรายชื่อต่อไปนี้นะครับ คือข้อตกลง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการแต่ละด้านจะกําหนดเวลาของตนเองตามที่กําหนดไว้ ก็จะมีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ อภิปราย ๓๕ นาที ท่านคํานูณ สิทธิสมาน อภิปราย ๓๐ นาที ท่านวิทยา แก้วภราดัย อภิปราย ๑๐ นาที ท่านวันชัย สอนศิริ อภิปราย ๒๐ นาที ท่านสมพงษ์ สระกวี อภิปราย ๑๐ นาที ท่านนิกร จํานง อภิปราย ๒๐ นาที ท่านกษิต ภิรมย์ อภิปราย ๑๕ นาที ขอเรียนเชิญท่านนั่งประจําที่ตรงนี้ เรียนเชิญครับ ท่านอาจารย์กีระณา เข้ามานั่งฟังและรับข้อมูลในวันนี้ จึงถือได้ว่าเป็นการรับฟังที่เป็นประโยชน์ กับการที่จะนําไปพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทํามาต่อไป ซึ่งพวกเราเข้าใจว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทํามาดังกล่าวนี้เป็นเพียงร่างแรกในเบื้องต้น เมื่อร่างมาแล้วก็จะมารับฟัง เพื่อจะนําไปปรับปรุงให้ดีขึ้น ดังนั้นแนวทางการเสนอข้อคิดเห็นต่าง ๆ จึงจะขึ้นอยู่กับเหตุ และผล จะไม่ถือว่าใครร่างดีหรือไม่ดี หรือจะถูกจะผิดอย่างไร คงไม่มีจุดเป้าหมายในส่วนนั้น แต่ในส่วนที่จะอภิปรายนั้นก็กราบเรียนว่าส่วนสําคัญยิ่งเข้าใจว่าทุกฝ่ายต้องการที่จะให้มี รัฐธรรมนูญในประเทศไทย ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญที่ยั่งยืน รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์กับ คนทั้งประเทศ แล้วก็เป็นหลักการสําคัญในการบริหารกิจการบ้านเมืองให้สามารถนําพา ประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า และข้อสําคัญก็คือเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักสําคัญให้ทุกคน ได้เห็นชอบและปฏิบัติเพื่อจะรักษาความสงบเรียบร้อย แล้วก็สร้างความเจริญรุ่งเรืองดังกล่าว ในส่วนร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทํามานั้นต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพยิ่งครับว่ามีหลายเรื่องที่ได้บัญญัติไว้ แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี ๆ อย่างเช่น การที่ พยายามจะลดเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญให้สั้นลง แต่ก็เป็นที่เข้าใจอย่างที่กราบเรียนแล้ว ว่าการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้อยู่บนพื้นฐานของการนําเสนอข้อมูล แต่ในเนื้อหาสุดท้าย ก็หวังว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้คงจะสั้น กระชับ แล้วก็ให้มีเนื้อหาสาระสําคัญ ที่เป็นประเด็นสําคัญ ๆ เท่านั้น ในการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นก็หวังว่าท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญคงจะแยกวิธีการร่างออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือเนื้อหาที่จะต้องบัญญัติไว้ เป็นหลักการสําคัญในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวนี้เป็นเนื้อหาที่จะต้องบัญญัติในหลักการ สําคัญ ๆ ไว้ดังกล่าว เพื่อให้รัฐธรรมนูญสั้นและกระชับ สิ่งสําคัญก็คือถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญ สั้น กระชับ และวางโครงสร้างการบริหารประเทศ การบริหารราชการแผ่นดินไว้ อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เนื้อหาต่าง ๆ นั้นถ้าหากว่ามีรายละเอียด ถ้าหากว่ามีแนวทางที่ต้องนําไป ปฏิบัติ มีแนวทางที่จะต้องให้รัฐธรรมนูญนั้นสามารถที่จะให้ทันยุคทันสมัยใช้ทุกกาลเวลา ในเนื้อหาดังกล่าวนั้นก็ควรจะวางเป็นหลักการสําคัญดังกล่าว แต่ในรายละเอียดถ้าหากว่า สามารถนําไปบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ ได้ก็จะทําให้ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับ แล้วก็จะไม่มีความขัดแย้งในรัฐธรรมนูญ สิ่งสําคัญในรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้น ถ้าหากวางหลักการสําคัญไว้แล้ว ใช้ได้ทุกกาลเวลาแล้ว แต่อาจจะยังไม่สอดคล้องกับในสถานการณ์ปัจจุบัน ในสถานการณ์ปัจจุบันเราสามารถที่จะ นํารายละเอียด วิธีการ หรือปัญหา ทางออกของประเทศ ไปบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล อันนั้น คือเป็นหัวใจและสิ่งสําคัญ บทเฉพาะกาลจะเป็นตัวที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาบ้านเมือง บทเฉพาะกาลจะเป็นตัวที่จัดสรรอํานาจ มีความเชื่อมต่อระหว่างองค์กรที่ใช้อํานาจอยู่ใน ปัจจุบันไปจนถึงการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แนวทางของบทเฉพาะกาลดังกล่าวนั้นจะเป็น เรื่องที่มีความสําคัญยิ่งเพื่อจะขจัดปัญหาที่จะต้องนํารายละเอียดไปใส่ไว้ในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน แม้กระทั่งในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ทาง ขออนุญาต เรียกว่า กรธ. แล้วกันนะครับ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านได้จัดทํามาดังกล่าวนี้อย่างที่ ผมกราบเรียนว่ามีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องที่ดี อย่างเช่นในเรื่องของหมวดสิทธิและเสรีภาพ ของปวงชนชาวไทย ท่านบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ จริง ๆ แล้วก็ ครอบคลุม แล้วก็สามารถที่จะนําไปใช้ได้ ถ้าเรื่องใดที่ไม่ได้บัญญัติไว้ ไม่ได้ถูก จํากัดสิทธิไว้ ถือว่าประชาชนทําได้ ผมว่าบทบัญญัติในส่วนอื่น ๆ นั้นได้มีกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายลูกไว้มากมายในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้นะครับ ส่วนของสิทธิและเสรีภาพ นําไปบัญญัติไว้ในกฎหมายลูกก็ยังสามารถทําได้ อาจจะทําให้ลดจํานวนมาตราไปด้วยซ้ํานะครับ แต่ก็ไม่ได้ตัดสิทธิของพี่น้องประชาชน
ส่วนในร่างรัฐธรรมนูญแยกหมวด ๕ นะครับ หมวด ๕ ให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ได้บัญญัติไว้ อันนี้ผมก็กราบเรียนถือว่าเป็นเรื่องที่ดีขึ้น ถือว่าส่วนใดก็ตามที่รัฐมีหน้าที่ จะต้องทําก็บัญญัติไว้ให้ชัดเจน ส่วนการกําหนดให้รัฐต้องปฏิบัติก็อยู่ที่รายละเอียด ว่าจะปฏิบัติอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะมีสมาชิกเพิ่มเติม
แต่ส่วนนโยบายของรัฐหมวด ๖ จะสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ได้พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา เพราะเราไปบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญว่า รัฐต้อง พอรัฐต้อง กลายเป็นต้องไปหมด ต้องทําไปหมด และทําไม่ได้ครับ แต่ในความเป็นจริงผมว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างมานี้ใช้คําว่า รัฐพึง ผมว่าถูกที่สุดครับ เราต้องยอมรับในสภาพความเป็นจริงว่าสิ่งใดก็ตามบนพื้นฐานของความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เราวางแนวทางไว้ ส่วนจะปฏิบัติมากน้อยได้หรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้อง ตรวจสอบ เป็นเรื่องกระบวนการที่จะต้องจัดทําให้ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นที่ กรธ. ได้ยกร่างมาว่ารัฐพึงนั้นผมว่าก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ส่วนสิ่งที่ กรธ. ได้กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติแล้วก็มีการพูดถึงกันมาก ว่าให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าดูในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่ขาดฝ่ายหรือผู้ที่จะมาชี้แจง หรือว่าชี้ขาดปัญหาเมื่อ กรธ. ได้กําหนดให้เป็น อํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนความขัดแย้ง องค์กร ปัญหาเรื่องการใช้รัฐธรรมนูญ การตีความ เมื่อกําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจชี้ขาด อันนี้ก็ถือว่าเหมาะสม เพียงแต่ว่า ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญเองนั้นอาจจะมีอํานาจที่ดูเสมือนหนึ่งว่าไปวินิจฉัยปัญหา ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้อํานาจขององค์กรสูงสุดของประเทศ ก็คือในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วก็บริหาร ตรงนี้ก็อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ เดี๋ยวคงจะมีท่านผู้อภิปรายเสนอแนวทาง แนวคิดเห็นในส่วนของรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่าน่าจะเป็นอาจารย์วันชัยก็จะพูดถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย
ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนดีที่พูดถึงว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง อันนี้ก็ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในร่างดังกล่าวนี้ได้จํากัดสิทธิ ของบรรดานักการเมืองบางคนที่ถูกพิพากษาหรือถูกวินิจฉัยว่ากระทําผิดโดยเฉพาะ เรื่องการทุจริตการโกงการเลือกตั้งทั้งหลาย มีการตัดสิทธิหรือจํากัดสิทธิคนเหล่านี้ ไม่ให้เข้าสู่กระบวนการทางการเมือง อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องของการพยายามจะปราบโกง แล้วก็ยังให้อํานาจของ ป.ป.ช. ในการทําหน้าที่เพื่อที่จะไม่ให้ผู้กระทําความผิดทุจริตคอร์รัปชัน เข้ามาโกงกินประเทศ อันนี้ก็มีกระบวนการที่บัญญัติไว้อยู่ในหมวดของ ป.ป.ช. ซึ่งก็ถือว่าเป็น เรื่องดี ภาพลักษณ์โดยรวม ๆ เรื่องปราบโกงจึงถือว่าเป็นส่วนสําคัญ แล้วก็เป็นส่วนที่เข้าใจว่า ประชาชนน่าจะพึงพอใจ อย่างไรก็ตามมีหลายเรื่องในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า สิ่งที่ กรธ. ท่านกรุณาเสนอแนวทางมานี้เป็นแนวทางที่แก้ปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่ อย่างไร อย่างเช่นในส่วนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย พยายามเสนอแนวทางของการแก้ปัญหาเรื่องของธุรกิจการเมือง เพราะประเทศไทยเรามี ปัญหาในเรื่องการลงทุนทางการเมืองมากพอ ลงทุนแล้วก็ถอนทุน ถอนทุนแล้วก็ ทุจริตคอร์รัปชัน แต่การเข้าสู่อํานาจดังกล่าวเป็นกระบวนการที่แบ่งผลประโยชน์ ผลประโยชน์ตกลงกันได้ รวมตัวกันได้ สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นแนวทางของการลงทุน จึงถือว่าเป็นปัจจัยสําคัญที่ถ้าหากว่ากําหนดในร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ต้องมีเป้าหมายสําคัญที่จะ ขจัดพวกนักธุรกิจการเมืองเหล่านี้ไม่ให้เข้าสู่ตําแหน่งทางการเมืองได้ อย่างเช่นเรื่องของ การกําหนดประเภท ส.ส. ให้ ส.ส. เป็นเพียง ส.ส. เขตเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้เดี๋ยวท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านคงจะมาอภิปรายให้ข้อมูลในเรื่องเกี่ยวกับประเภทของ ส.ส. ดังกล่าว และข้อสําคัญนะครับ พยายามดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วว่าแก้การโกงการเลือกตั้งได้มากน้อย แค่ไหน ปรากฏว่าในร่างใช้เขตเล็กแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็นเขตเดียว คนเดียว เราได้พิสูจน์ มาหลายครั้งเรื่องแบ่งเขตเล็ก เขตใหญ่ ที่ผ่านมามีความชัดเจนครับ ท่านประธานครับ ผ่านไปยังท่าน กรธ. ว่าถ้ากําหนดเขตเล็กมันซื้อเสียงง่าย ใช้เงินเยอะ สู้กันเอาเป็นเอาตาย แต่เขตใหญ่มี ส.ส. ไม่เกิน ๓ คน หรืออย่างน้อย ๒ คน สามารถที่จะแก้ปัญหาเรื่องการลงทุน การโกงการเลือกตั้งหรือการซื้อเสียงได้ดีกว่าเขตเล็ก อันนี้เป็นส่วนสําคัญที่อยากจะฝากท่าน ไปพิจารณาทบทวนดูอีกทีว่าจะทําอย่างไรให้การซื้อเสียงขจัดลดลงหรือน้อยลง นี่ก็คือ กระบวนการของการที่จะกําหนดเขตการเลือกตั้งซึ่งจะทําให้สุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น ในเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ส.ส. ต่าง ๆ การกําหนดจํานวนบุคคล การลงคะแนน การนับคะแนน ซึ่งท่าน กรธ. ท่านได้กําหนดวิธีการใช้บัตรใบเดียว อันนี้จะทําให้คนที่ไม่ได้ส่งเขตหรือไม่มี ความสามารถส่งเขตได้มีปัญหา คะแนนเสียงได้มาก็คงจะต้องยากแน่นอนที่จะได้คะแนน ในส่วนนี้เดี๋ยวท่านคํานูณ สิทธิสมาน ท่านก็จะรับผิดชอบในการอภิปราย ถ้าเป็นการนําเสนอ ในส่วนถึงเหตุถึงผลนะครับ นอกจากนั้นที่เราพูดกันอยู่ตลอดคะแนนไม่ตกน้ํา คะแนนไม่ตกน้ํา ของ กรธ. ท่านใช้วิธีการเอาคะแนนของคนที่ลงในพรรคการเมืองในเขตเอาไปเป็นคะแนนรวม ที่จะได้ ส.ส. ทั้งประเทศ รวมถึงของบัญชีพรรคการเมืองด้วย ตรงนี้ถ้าหากท่านคิดดูให้ดี ว่าสิ่งที่เราต้องการบอกว่าคะแนนไม่ตกน้ําเราเพียงแต่จะได้คะแนนและนําไปนับคะแนน เท่านั้น แต่ผลที่ออกมาไม่สะท้อนเสียงของประชาชน ประชาชนเขาอยากจะเลือกนาย ก นาย ข เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเป็นตัวแทนของเขา แต่ปรากฏว่าเมื่อเลือกตั้งแล้ว เราใช้เสียงข้างมากสูงสุดคนเดียวได้รับการเลือกตั้งก็คือคนที่ ๑ นาย ก ได้รับเลือกตั้ง แต่เสียง ของนาย ข ไปไหน เสียงของนาย ข ไปเป็นคนที่จะอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง อย่างนี้นะครับ แต่สิ่งที่ กรธ. ได้จัดทํามาคิดว่าเป็นเรื่องพยายามจะแก้ปัญหาให้คะแนน ของประชาชนนั้นมีค่า แต่สิ่งที่มีค่าของ กรธ. ท่านคิดนะครับ ด้วยความหวังดีของท่าน คะแนนดังกล่าวทําไมเราไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ถ้าเราทําเขตใหญ่แล้วให้ผู้มีสิทธิเลือกคนที่ตัวเองต้องการ ถ้าหากว่าผลคะแนนที่ออกมาคนที่ ๑ ได้รับการเลือกตั้ง คนที่ ๒ ซึ่งมีคะแนนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งในเขตเดียวคนเดียวเขาอาจจะแพ้ แต่พอเขตใหญ่มี ส.ส. หลายคน คนเหล่านี้ก็จะเป็นตัวแทนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง อันนี้จะ สะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงว่าคะแนนถึงจะไม่ตกน้ํา แล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชนที่ลงคะแนนเลือกตั้ง อันนี้ก็อยากจะฝากทางท่าน กรธ. ท่านนําประเด็น ปัญหาไปช่วยพิจารณาในเรื่องของการแก้ปัญหาคะแนนเสียงที่ไม่ตกน้ํานะครับ ต้องกราบเรียน ว่าส่วนรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ในคณะกรรมาธิการเราได้นําเสนอ แนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อก่อให้เกิดการได้การเมืองที่ดี มีคุณภาพ การเมืองที่สามารถจะทําให้ประเทศไทยยั่งยืน เราเสนอในส่วนการได้รับเลือกตั้ง หรือเราได้ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเราได้นักการเมืองที่ดี อันนี้เป็นลําดับแรก เราทําอย่างไร ที่จะทําให้การเมืองเป็นส่วนที่แก้ปัญหาของประเทศ การเมืองเป็นหนทางหาทางออก ให้กับประเทศ การเมืองเป็นเรื่องที่ประชาชนมีส่วนร่วม แล้วประชาชนจะต้องชื่นชมในตัวแทน ในนักการเมืองที่ตัวเองเลือก แต่ที่ผ่านมาพูดถึงนักการเมืองปั๊บประชาชนจะเกิดข้อรังเกียจ จะเกิดความรู้สึกในทางลบ จะเกิดความรู้สึกว่านักการเมืองคือคนที่เข้ามาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งจริง ๆ ตรงข้ามกับความเป็นจริงทั้งหมดนะครับ ดังนั้นการที่จะได้มาซึ่งนักการเมือง ที่ดี เป็นคนมีคุณธรรมจริยธรรมนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องเหมาะแก่การที่จะให้ประชาชน ชื่นชมแล้วก็ชื่นชอบในตัวนักการเมือง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสําคัญเมื่อเลือกตั้งแล้วนะครับ ควรจะต้องได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ คนที่เข้ามาบริหารประเทศคือคนที่จะต้องทําให้ ประเทศเจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าหากว่านักการเมืองเราเมื่อเวลาเลือกตั้งแล้วยังได้ผลประโยชน์ ยังมาแบ่งสรรอํานาจ แบ่งผลประโยชน์ พอเวลาจะไปจัดตั้งรัฐบาลได้พรรคการเมือง ที่มี ส.ส. และจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้พรรคการเมืองหลายพรรค อันนี้จะทําให้รัฐบาลไม่มี เสถียรภาพ ก็คือไม่สามารถจะบริหารประเทศได้อย่างที่เราต้องการ แต่สิ่งหนึ่งที่เราพูดกัน เสมอ ๆ ก็คือเราต้องการที่จะเห็นการเมืองที่เข้มแข็ง ซึ่งในยุคหนึ่งเราต้องการแบบนั้น ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พอเราได้นักการเมืองเข้มแข็ง เราก็บอกว่านักการเมืองเข้มแข็ง ก่อให้เกิดทุจริตคอร์รัปชัน เราจึงขอเปลี่ยนเป็นว่า ขอให้การเมืองอ่อนแอ ให้มาจากพรรคการเมือง หลายพรรคจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ตรงนี้ต้องกราบเรียนว่าอันนี้คือแนวคิดที่น่าจะ ไม่ถูกต้อง แนวคิดที่ให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีการเมืองเข้มแข็ง อันนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องนะครับ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญมีเสถียรภาพแล้วเราไปมีปัญหาตรงไหนครับ มีปัญหาตรงนักการเมืองไม่มี จริยธรรม นักการเมืองไม่มีคุณธรรม นักการเมืองอาจจะทุจริตคอร์รัปชัน ผมว่าต้องไปแก้ไข ตรงนั้นนะครับ ไม่ใช่เราแก้ไขปัญหาเรื่องนักการเมืองคอร์รัปชันโดยทําให้การเมืองอ่อนแอ อันนี้จะเป็นปัจจัยสําคัญของการที่จะทําให้มีการปฏิรูปทางการเมืองให้ดีขึ้น ก็ต้องกราบเรียนว่า ในส่วนนี้คณะกรรมาธิการเองได้เสนอแนวทางนอกจากว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ทําให้การเมืองมีเสถียรภาพต่าง ๆ แล้ว ข้อสําคัญก็คือเราต้องการให้การเมืองนั้น เข้มแข็งโดยบริหารจัดการโดยพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองจะเข้มแข็ง และบริหารประเทศได้ดี นําไปสู่การเมืองที่ดีอย่างไร เดี๋ยวท่านสมพงษ์ สระกวี ท่านจะกรุณา ให้ข้อมูลกับท่านอาจารย์ทั้งสอง ทางท่าน กรธ. นะครับ
ส่วนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานี้มีพูดกันเยอะครับท่านประธาน สมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมาเราก็ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมืองอีกซีกหนึ่งทําให้การทําหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภานั้นไม่สามารถที่จะทําหน้าที่โดยอิสระ ไม่สามารถจะปกป้องผลประโยชน์ของ ประเทศได้ ดังนั้นจึงต้องมาคิดครับว่าสิ่งที่เราพยายามคิดกันอยู่นี้มีข้อที่เห็นไม่ตรงกันเยอะ อย่างเช่นเรื่องของ ส.ส. นั้นควรจะมาแบบใด จะมาแบบเลือกตั้ง จะมาแบบแต่งตั้ง จะมาแบบสรรหา ผมว่าการกําหนดสมาชิกวุฒิสภานั้นควรจะต้องดูสภาพความเป็นจริง ถ้าหากว่าเราเป็นห่วงในเรื่องเกี่ยวกับการใช้อํานาจมากเกินไปของ ส.ว. เราก็จํากัดอํานาจ ของ ส.ว. อํานาจของ ส.ว. คือการแต่งตั้งคนไปดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ นั้นคือ ในองค์กรอิสระ ตรงนี้ถ้าหากว่าเราจํากัดควบคุมตรงนั้นไว้แล้วผมว่าเราไม่เห็นจะต้อง เป็นห่วงอะไรมากเลย เราไปห่วงมาก จนกระทั่งเราสร้างกลไกอะไรต่าง ๆ หลายวิธี กลไกต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ อย่างเช่นที่ทาง กรธ. ได้ใช้กระบวนการ วิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. จากการเลือกตั้งทางอ้อม จากสาขาอาชีพ มีกระบวนการสลับซับซ้อน มีการเลือกข้ามกลุ่ม ตรงนี้มีตัวอย่างมาหลายครั้ง ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพเลยนะครับว่าสิ่งที่ทาง กรธ. เสนอมาดังกล่าวนี้บล็อกโหวต (Block vote) ง่าย แล้วจะไม่ได้คนที่มีคุณสมบัติ ที่ต้องการจริง ๆ แล้วก็กลายเป็นคนที่เขาลงทุนเข้ามาหาผลประโยชน์อยู่อีก ดังนั้นถ้าหากว่าจะใช้ ส.ว. ให้เป็นประโยชน์ ก็อยากให้พิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับ การเข้ามาสู่ตําแหน่ง โดยสามารถที่จะกําหนดคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ แล้วก็ ความต้องการที่จะมาให้ทําหน้าที่อะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดเราต้องยอมรับ สภาพความเป็นจริง ถ้าต้องการได้อย่างนี้คือต้องเข้ามาแบบสรรหา แต่วิธีการสรรหาอย่างไรนั้น ให้เป็นที่ยอมรับ ท่านอาจจะเพิ่มจํานวนคนสรรหาให้มากขึ้น กําหนดคุณสมบัติให้กว้างขวาง กําหนดให้คนเข้ามาสู่ตําแหน่งนั้นมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ผมว่าตรงนี้ก็สามารถที่จะเป็น ทางออกได้ ก็ขอให้ท่านพิจารณา เพียงแต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ทาง กรธ. เป็นห่วงเป็นใยไม่ต้องการให้ ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงในคนที่จะเป็นวุฒิสภา ท่านเลยไปกําหนดคุณสมบัติ ตัดสิทธิคนมากมาย ถ้าหากว่าท่านจะสังเกตนะครับ กรธ. เป็นห่วงว่าคนที่จะเข้ามา เป็น ส.ว. นั้นจะมาจากส่วนของพรรคการเมือง ท่านก็เลยไปตัดสิทธิคนที่เป็น สมาชิกพรรคการเมืองต้องพ้นสมาชิกพรรคมาแล้วเป็นเวลาถึง ๑๐ ปี ท่านลองคิดตาม เหมาะสมไหมครับ ช่วงเวลาหนึ่งเราบอกพี่น้องประชาชนว่าต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในทางการเมืองโดยขอให้พี่น้องประชาชนนั้นไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเยอะ ๆ ประชาชนก็ไปสมัคร พอไปสมัครแล้ววันดีคืนดีเรามาบอกว่าต้องการจะได้ ส.ว. ที่แบ่งแยกจาก พรรคการเมือง เราก็เลยลืมนึกถึงไปว่าประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมากมายต้องพ้นจาก การเป็นสมาชิกพรรคมีกําหนดเวลาถึง ๑๐ ปี แต่ถ้าหากว่าเป็นผู้บริหารพรรคการเมืองยังพอว่า ยังพอทําเนา จะกําหนดอย่างไรก็ตาม แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนที่ตกไปกําหนดไว้ ๕ ปีเท่านั้น แต่ในฉบับนี้กําหนดไว้ถึง ๑๐ ปีหมดเลย แต่ในขณะที่ กรธ. เองท่านถูกจํากัดสิทธิ โดยตัวของท่านเองตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ไปดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ได้ เป็นเวลา ๒ ปีเท่านั้นครับ ท่านจํากัดตัวของท่านเองโดยรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ห้ามไปดํารงตําแหน่งการเมืองเพียง ๒ ปี แต่ปรากฏว่าท่านไปตัดสิทธิพี่น้องประชาชน ที่เป็นสมาชิกพรรคนั้นต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคจะเป็น ส.ว. ได้ถึง ๑๐ ปี ท่านลองคิดถึงความสมดุล ความสอดคล้องต้องกันมีไหม หรือแม้กระทั่ง ส.ว. จะไปเป็น รัฐมนตรีต้องพ้นเพียง ๒ ปีเท่านั้น อันนี้ผมว่าวิธีการถ้าเราไประแวงหรือไปห่วงจนกระทั่ง ตัดสิทธิคนอื่นมากเกินไปก็จะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้น ก็ฝากอีกประเด็นหนึ่งว่าถ้าจํากัดสิทธิของประชาชนควรจะเป็นตัวเลขหรือจํานวนเวลา ที่ใกล้เคียงหรือเป็นมาตรฐานเดียวกัน เอาตัวของทางท่าน กรธ. เป็นหลักก็ได้ เพราะของท่านยังโดนจํากัดสิทธิแค่ ๒ ปี แต่พอเวลาตัดสิทธิคนอื่น ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ผมว่าอันนี้อยากจะฝากเป็นประเด็นสําคัญไว้ให้เป็นที่ยอมรับได้นะครับ
นอกจากนั้นตําแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง ในส่วน กรธ. เสนอมาว่าจะต้องไป ขึ้นชื่อให้พรรคการเมืองแจ้งในบัญชีกับ กกต. ๓ ชื่ออย่างนี้ครับ ในทางปฏิบัติท่านลองนึกถึง ความเป็นจริง พรรคที่มี ส.ส. จํานวนมากเขาจะเอาคนอื่นมาเป็นนายกรัฐมนตรีไหม แทบจะ ถูกปิดเลยท่านอาจารย์ครับ แล้วคนที่จะมีชื่อที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ ถ้าไม่อยู่พรรคที่มีเสียง ส.ส. ข้างมาก ไปอยู่พรรคกลาง พรรคเล็ก เขาจะมีโอกาสเป็น นายกรัฐมนตรีไหม ก็ไม่มีครับ เมื่อไม่มีแล้วที่บัญญัติไว้อย่างนี้ถามว่ามีประโยชน์อะไรไหม ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ถ้าจะเป็นเรื่องปิดกั้น แต่ในโลกของความเป็นจริง ทางกรรมาธิการเราเคยเสนอไปแล้ว แต่ท่านก็ไม่ได้หยิบยกให้ความสําคัญ เรามองว่าสิ่งที่จะกําหนดให้บุคคลใด เป็นนายกรัฐมนตรีเราก็วางหลักการสําคัญว่าต้องมาจาก ส.ส. เพราะถือว่า พี่น้องประชาชนเลือกตั้งโดยใช้เสียงคะแนนกึ่งหนึ่ง แต่ถ้าประเทศเกิดวิกฤติ เกิดปัญหาขึ้นมาเราก็อยู่ในสภาพความเป็นจริง เราไม่ได้ปิดกั้นนะครับ เราเห็นว่าสิ่งที่จะ แก้ปัญหาประเทศได้ถ้าหากว่านายกรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส. ไม่สามารถที่จะเป็น ที่ยอมรับหรือทํางานไม่ได้ท่านก็สามารถจะเลือกคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ได้ ในข้อเสนอเรา เสนอว่าท่านสามารถเลือกได้โดยใช้เสียง ๓ ใน ๕ ของ ส.ส. ถามว่ายากไหม ก็ยากครับ แต่ถามว่าเป็นทางออกไหม ถ้าเป็นช่วงเวลานั้นที่เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาน่าจะเป็น ทางออกได้ แต่เข้าใจครับว่าทาง กรธ. เองก็พยายามจะแก้ปัญหาทางวิกฤติ วิกฤติคืออะไร ของท่าน วิกฤติก็คือการไม่มีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ท่านก็ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงมาทําหน้าที่เป็นคณะรัฐมนตรีแล้วก็สามารถเลือก ปลัดกระทรวงกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งทําหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว อันนี้ ก็คือทางออก แต่ถ้าเกิดในทางปกติที่มีความจําเป็นท่านจะทําอย่างไร อันนี้ก็ฝาก เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ผมว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการเราเสนอเป็นเรื่องที่อยู่บนพื้นฐาน ของความเป็นจริงเป็นสําคัญ
นอกจากนั้นในส่วนของการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตการโกงการเลือกตั้งอย่างไร เดี๋ยวกรรมาธิการ ส่วนของผมก็คงจะชี้แจงรายละเอียด แบ่งให้ช่วยกันอภิปราย รวมถึงการควบคุม การใช้อํานาจรัฐ อย่างที่เรียนว่าก็เป็นเรื่องที่ดี ส่วนวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยเป็นเรื่องสําคัญยิ่งนะครับ เราพยายามจะมองโลกในปัจจุบันที่จะแก้ปัญหากัน ให้ได้ แต่ในโลกความเป็นจริงนั้นเราต้องสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี เดี๋ยวก็จะมี ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการที่จะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี ให้กับประเทศไทยทําอย่างไร ต้องกราบเรียนครับว่าในส่วนของการแก้ปัญหาประเทศ ในปัจจุบัน ถ้าเราวางโครงสร้างทางการเมืองการบริหารประเทศในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ที่เราจะทําให้มีขึ้น เราอย่าวางโครงสร้างไปละเอียดยิบย่อยมากเกินไป วางโครงสร้างให้ เฉพาะเป็นหลักการสําคัญแล้วก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต อย่างเช่นเรื่องของ ส.ส. การเลือกตั้ง ส.ส. มีรายละเอียดมาก เราไม่สามารถจะพิสูจน์ได้หรอกครับว่าสิ่งที่เรา พยายามคิดกันหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาเราพยายามเอาสภาพปัญหาไปใส่ในรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งเป็นรายละเอียดที่แก้ไม่ได้ แล้วในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่าน กรธ. ได้จัดทํามา ยิ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญยากมาก ผมเชื่อได้เลยครับถ้าร่างนี้ออกไปรัฐธรรมนูญจะแก้ไม่ได้ แล้วประเทศจะเกิดวิกฤติ เมื่อเกิดวิกฤติก็จะถูกฉีกรัฐธรรมนูญอีกนั่นละ ผมว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดี๋ยวกรรมาธิการผมคงจะมีท่านพูดอยู่นะครับ อาจจะท่านนิกร จํานง ท่านก็คงจะให้มุมมองบนสภาพความเป็นจริงอีก ถ้าหากว่าแก้ยากก็จะทําให้ เกิดปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอย่าง ท่านพยายามกําหนดวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. มีกลไก มีกระบวนการโดยเจตนาดีที่จะให้ ส.ส. ให้นักการเมืองที่ดีเข้าสู่ตําแหน่ง แต่ปรากฏว่า ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้ว่าเลือกแบบบัตรเดียวใบเดียว เลือกแบบเขตเดียวคนเดียว ที่กําหนดไว้ ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์แก้ประเทศได้ แล้วยิ่งไปใส่ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ แทบจะแก้ไม่ได้ ก็จะเกิดวิกฤติ ดังนั้นอย่างที่ผมยกตัวอย่างตั้งแต่แรกการเลือกตั้ง ส.ส. แล้วก็เลือกตั้งประเภทอื่น ไม่จําเป็นต้องไปใส่ในเนื้อรัฐธรรมนูญเลยครับ หลายประเทศก็เป็นแบบนี้ เราสามารถเอา รายละเอียดไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ แต่สิ่งที่ กรธ. กังวลว่าสิ่งที่คิดนี้จะให้เป็นมรรค เป็นผลอย่างไร สิ่งที่ท่านคิดทั้งหมดนี้ท่านสามารถนําไปใส่ในบทเฉพาะกาลได้เลย ในบทเฉพาะกาลบอกไว้เลยครับ ให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีกําหนดรูปแบบ ประเภท จํานวน แต่จํานวนอาจจะใส่ ในรัฐธรรมนูญได้ ใส่เป็นหลักการไว้นะครับ แต่วิธีการเลือก วิธีการลงคะแนน วิธีนับคะแนน อันนี้ท่านใส่ไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ใส่ไปเลยว่ารัฐธรรมนูญที่จะออกมานี้ต้องมี เนื้อหาแบบนี้ในบทเฉพาะกาล ประเทศก็จะได้รัฐธรรมนูญที่ยั่งยืน ส่วนการแก้ปัญหา ของประเทศก็ไปอยู่ในบทเฉพาะกาล ซึ่งผ่านพ้นเวลาไปแล้วนะครับ เวลาผ่านไปในส่วนนี้ได้นําไป ปฏิบัติแล้วก็สามารถเป็นทางออกได้ และอย่างที่ผมกราบเรียนว่าสิ่งหนึ่งถ้าเราไม่แน่ใจว่า ดีหรือไม่ ในส่วนตัวผมยังอยากเห็นว่าถ้าเราไม่แน่ใจ เรากําหนดการเลือกตั้ง ส.ส. อันนี้ ส่วนตัวนะครับ ไม่เกี่ยวกับกรรมาธิการ เลือกตั้ง ส.ส. ใน ๒ วาระแรก วาระละ ๒ ปีได้ไหม สัก ๒ ครั้ง แล้วก็มาดูว่าเลือกตั้งแล้วแก้ปัญหาซื้อเสียงได้ไหม เลือกตั้งแล้วสามารถที่จะได้ คนที่ดี ๆ ที่สังคม ที่ประชาชนต้องการไหม มีปัญหาอะไรไหม อันนี้ผมว่าก็เป็นทางออกได้ ไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ ก็ฝากวิธีการ วิธีคิด แล้วก็เพื่อให้รัฐบาลที่รับผิดชอบในปัจจุบัน ทําหน้าที่ ก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะทําหน้าที่ในลักษณะใด แบบใด เชื่อมต่อ เชื่อมโยงกันอย่างไร ในระยะเวลาเท่าไร สิ่งสําคัญก็คือต้องคํานึงถึงเรื่องของการปฏิรูป การปฏิรูปที่เราพยายาม ให้เกิดขึ้นนั้นเราจะใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลอย่างไรที่ทําให้การปฏิรูปนั้นสัมฤทธิผล ซึ่งผม เข้าใจว่าในส่วน กรธ. เองก็พยายามที่จะใส่ แล้วก็ขอความร่วมมือจาก สปท. ให้ใส่ในบทบัญญัติ ดังกล่าว ซึ่งเดี๋ยวเราก็จะนําเสนอเป็นเอกสารให้ท่านได้พิจารณาต่อไป ต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าส่วนประเด็นอื่น ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญนั้นเข้าใจว่าในส่วนของ สปท. เอง มีหลายเรื่องที่จะต้องนําสู่ทาง กรธ. ผมอยากให้ทาง กรธ. เองนั้นให้ความสําคัญ ของการนําเสนอดังกล่าว
ส่วนสุดท้ายที่ผมจะกราบเรียนตรงนี้ก็คือเรื่องของการลงคะแนนทําประชามติ การทําประชามติดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) คงจะยังมีข้อที่ถกเถียงกันในเรื่องของ จํานวนของคนที่มาใช้สิทธิ หรือคนที่มีสิทธิออกเสียงทําประชามติใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่า คะแนนในเสียงข้างมากจะเอาเกณฑ์ใด แต่ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปัจจุบันนี้ ถ้าหากจะตีความว่าใช้คะแนนเสียงของผู้มีสิทธิออกเสียงเกินกว่า กึ่งหนึ่ง ผมก็ยังอยากให้ใช้หลักการนี้ เนื่องจากอะไรครับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาท่านประธาน เสียงข้างมากมีการทําประชามติเห็นด้วย เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่พอเวลาบัญญัติผ่านเสียงประชามติและบัญญัติออกมาใช้ปรากฏว่า มีคนจํานวนมากโดยเฉพาะพรรคการเมืองส่วนหนึ่งยังไม่ยอมรับในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้ง ๆ ที่ผ่านเสียงประชามติครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราสามารถอธิบายเกณฑ์ ให้ประชาชนได้เข้าใจ อธิบายให้เห็นถึงประโยชน์ของร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านได้จัดทํา แล้วเราใช้คะแนนเสียงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงมาตัดสินให้มีร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เกิดขึ้นก็จะทําให้เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มีความยั่งยืน ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลง ยกเลิกอะไรกันง่าย ๆ อันนี้ก็กราบเรียนในข้ออภิปรายเบื้องต้น ส่วนจะมีข้อเสริมประการใด เดี๋ยวสมาชิกผมก็จะอภิปรายต่อให้สมบูรณ์ครบถ้วนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สิ่งที่กระผมจะอภิปรายต่อไปนี้ ในช่วงแรกจะเป็นประเด็นการเข้าสู่อํานาจรัฐของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งจะครอบคลุม ระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ระบบการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี แล้วก็ระยะเวลากว่าจะได้ นายกรัฐมนตรี หรือกว่าจะได้รัฐบาลบริหารประเทศนับจากวันเลือกตั้งไปใช้เวลานานเท่าใด
ในช่วงแรกครับท่านประธาน ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ถือว่าสําคัญมากและสําคัญที่สุดครับ เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาการเมือง เป็นที่มาแห่งอํานาจรัฐ เมื่อได้สภาผู้แทนราษฎรแล้วก็จะได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือก ในสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ก็น่าจะเป็นประเด็นระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกระผมขอกราบเรียนว่า เป็นระบบที่ท่านนํามาใช้เป็นประเทศแรกของโลกครับ ยังไม่เคยมีบทเรียนระดับประเทศใด ในโลกนี้มาก่อนว่าระบบการเลือกตั้งนี้มีจุดแข็งจุดอ่อนประการใด ระบบการเลือกตั้งนี้ มีใช้กันเพียงบางรัฐในประเทศเยอรมนีซึ่งมีพื้นที่จํากัดมาก ๆ เท่านั้นครับ ระบบการเลือกตั้ง ที่ท่านเลือกเอามาใช้ก็คือเป็นระบบการเลือกตั้งที่มี ส.ส. ๒ ประเภท คือ ส.ส. เขตเลือกตั้ง เขตละคน กับ ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง แต่ว่าสิ่งที่แปลกแตกต่างออกไปนั้น ก็คือท่านใช้ให้ประชาชนลงคะแนนเพียง ส.ส. เขตเลือกตั้ง และคะแนนของ ส.ส. เขตเลือกตั้ง ของทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะชนะ หรือแพ้ หรือได้ลําดับที่เท่าไรในการแข่งขัน ส.ส. เขตเลือกตั้งนั้นจะนําทุกคะแนนมาคํานวณจํานวน ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่ออีกทีหนึ่ง ประเด็นนี้กระผมเห็นว่าเป็นการตัดสิทธิในการเลือกของประชาชนลงไปจากเดิม จากเดิมประชาชนเคยชินมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผ่านการเลือกตั้งมาทั้งหมด ๔ ครั้ง ประชาชนเข้าคูหาไปได้เลือก ๒ อย่างครับ ๑. เลือก ส.ส. เขตเลือกตั้ง ๒. เลือกบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งพี่น้องประชาชนก็จะมีหลักในการคํานวณ ที่อาจจะเลือกเหมือนกันก็ได้ อาจจะเลือกต่างกันก็ได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กันไป ในประการนี้ เราตัดสิทธิประชาชนไปในประเด็นสําคัญ แต่ประเด็นที่กระผมอยากจะขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุดก็คือว่าระบบการเลือกตั้งแบบนี้ จะเป็นการตัดหนทางของพรรคการเมืองขนาดเล็ก พรรคการเมืองที่มีทุนน้อย หรือพรรคการเมืองที่เป็นทางเลือกใหม่ พรรคการเมืองที่เป็นกลุ่มความคิดใหม่ ๆ ที่จะมีโอกาส เข้ามาเป็นเลือดใหม่ในสภาผู้แทนราษฎรอาจจะมีตัวแทนเข้ามาเป็น ส.ส. สักเพียง ๑ คน หรือ ๒ คน นั่นก็คือในอดีตนั้น พรรคการเมืองที่เป็นทางเลือกใหม่ที่มีทุนน้อยเหล่านี้ สามารถที่จะสมัครรับเลือกตั้งโดยสมัครแต่เพียงระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ต้องส่งถึง ๑๕๐ คนครับ ส่งเพียง ๑๐ คน ๒๐ คนก็ทําได้ และไม่จําเป็นจะต้องส่งผู้สมัคร ส.ส. เขตเลือกตั้ง เป็นจํานวนมาก จะส่งเพียง ๑ เขต ๒ เขต ๓ เขต ก็สามารถทําได้แล้วถ้าพวกเขาสามารถ ที่จะมีคะแนนนิยมจากพี่น้องประชาชนในการเลือก ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อเพียง ๗๕,๐๐๐ คะแนนขึ้นไป หรือ ๑๐๐,๐๐๐ คะแนนขึ้นไป พรรคการเมืองทางเลือกใหม่ ๆ เหล่านั้น ก็สามารถจะมี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างน้อย ๑ ที่นั่ง ๒ ที่นั่ง แต่ถ้าเผื่อท่านใช้ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวกาเดียวเช่นนี้จะเป็นการตัดหนทาง พรรคการเมืองทุนน้อยเหล่านี้ไปโดยสิ้นเชิง ถามว่าเป็นการตัดโอกาสของพรรคการเมืองที่จะ เกิดใหม่ พรรคการเมืองทางเลือกใหม่ หรือตัดโอกาสการรวมกลุ่มของภาคประชาชนที่เขา ต้องการที่จะเข้ามาต่อสู้ทางการเมืองในระบบการเมืองที่ถูกต้องโดยมีตัวแทนเพียง ๑ คน หรือ ๒ คน ถามว่าจะเป็นผลดีหรือเป็นผลเสียมากกว่ากัน ผมขอฝากกราบเรียนท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งก็ล้วนเป็นที่เคารพนับถือด้วยกันทั้งสิ้น ประเด็นอื่นกระผมไม่ติดใจครับ แต่ประเด็นนี้การตัดทางเลือกของประชาชน ทางเลือกที่สามารถจะมีเลือดใหม่เข้ามา ในสภาผู้แทนราษฎร กระผมเห็นว่าเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง นี่เป็นข้อเสียในมุมมองของกระผม ที่เห็นเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งแบบกาเดียว ส่วนประเด็นเรื่องเสียงของประชาชนที่จะ ไม่ตกน้ํานั้นกระผมเห็นด้วยครับ แต่ไม่จําเป็นที่จะต้องกาเดียวครับ ๒ กา หรือ ๒ บัตร เลือกเหมือนเดิมนั่นละครับ เหมือนที่ผ่านมา ๔ ครั้ง เพียงแต่ระบบนับคะแนนที่แตกต่าง ออกไปก็สามารถทําได้ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือระบบเลือกนายกรัฐมนตรี ทีนี้กรรมาธิการก็นํามา ผมไม่แน่ใจนะครับ ก็น่าจะเป็นประเทศแรกในโลกอีกเหมือนกันที่ใช้ระบบเช่นนี้ กล่าวคือในวันสมัครรับเลือกตั้งหรือก่อนปิดการสมัครรับเลือกตั้งท่านให้พรรคการเมืองที่ส่ง สมัคร ส.ส. เสนอรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีพรรคละไม่เกิน ๓ คน จากนั้นบุคคลเหล่านั้นจะมีโอกาสหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นสามารถ จะชนะเลือกตั้งเข้ามามี ส.ส. ได้อย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนที่นั่งในสภาหรือไม่ ถ้ากระผมจําไม่ผิดนะครับ ซึ่งก็หมายถึงว่าจะต้องเป็นพรรคที่มีเสียงในสภาอย่างน้อย ๒๐ หรือ ๒๕ เสียงขึ้นไป ถามว่าระบบนี้มีขึ้นมาเพื่ออะไร ผมคิดไม่ออกจริง ๆ ครับ เพราะว่า ถ้าเผื่อเราจะเปิดกว้างให้นายกรัฐมนตรีสามารถมีทางเลือกอื่นที่อาจจะไม่จําเป็นต้องเป็น ส.ส. เสมอไปเราก็เพียงเขียนกําหนดไว้ว่าให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้นําความขึ้นกราบบังคมทูล โดยปกติ ส.ส. ก็ต้องเลือก หัวหน้าพรรคของตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่ถ้าเผื่อในยามที่สถานการณ์ต้องการ นายกรัฐมนตรีที่มาจากคนอื่นที่ไม่ใช่ ส.ส. ถ้าเราจะกําหนดไว้เป็นกรณีพิเศษอย่างที่ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองกําหนดไว้ อภิปรายไว้ และได้เสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็คือสามารถกําหนดไว้ได้ว่าในกรณี การเลือกนายกรัฐมนตรีในสภานั้น ถ้าเป็น ส.ส. ก็ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ ส.ส. ก็ให้ใช้เสียงข้างมากเด็ดขาด จะเป็น ๒ ใน ๓ จะเป็น ๓ ใน ๕ ก็สุดแท้แต่ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เกิดฉันทามติจริง ๆ ว่าถ้าไม่ใช่ ส.ส. แล้วจะต้องมีความเห็นพ้องต้องกันทั้งสภาจริง ๆ ว่าเป็นความจําเป็นในขณะนั้น อย่างนี้ก็จะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ว่าเราต้องการให้ ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี หรือถ้าจะเขียนล็อก (Lock) เพิ่มเติมไว้อีกชั้นหนึ่งก็ได้ครับว่าวันเลือก นายกรัฐมนตรีในสภาเป็นครั้งแรกก็ให้ใช้กฎเกณฑ์นี้ คือถ้าเป็น ส.ส. เกินกึ่งหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ ส.ส. ๒ ใน ๓ หรือ ๓ ใน ๕ แต่ถ้าเลือกไม่ได้ให้เลือกอีกครั้งภายใน ๑๕ วัน คราวนี้ต้องเป็น ส.ส. เท่านั้นก็สามารถกระทําได้เช่นกันครับ การไปล็อก (Lock) ไว้กับบุคคล ที่ต้องเสนอชื่อพรรคการเมืองละไม่เกิน ๓ ชื่อนั้นสิ่งที่จะเกิดปัญหาก็คือว่าในขณะที่ พรรคการเมืองเขาเสนอชื่อไม่เกิน ๓ ชื่อเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่วันเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาเป็นระยะเวลาที่ห่างออกไปอีกประมาณ ๓ เดือน เดี๋ยวกระผมจะชี้ให้เห็นว่า ๓ เดือนอย่างไรนะครับ สถานการณ์ ๓ เดือนจากนี้ไปอาจเกิด การพลิกผัน อาจเกิดความจําเป็นว่าบ้านเมืองอาจจําเป็นต้องมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ใช่บุคคล ที่พรรคการเมืองเสนอชื่อมาก็เป็นได้ครับ ถ้าถึงเช่นนั้นแล้วจะทําไว้ทําไมครับบทบัญญัติเช่นนี้ เพราะว่าบทบัญญัติการเปิดกว้างนี้ก็คือเพื่อรองรับสถานการณ์ที่มีความจําเป็นเฉพาะ ในขณะนั้น นี่ยังไม่พอนะครับท่านประธาน กระผมจะอภิปรายโดยไม่ยกตัวอย่างรายมาตรานัก เพราะว่าต้องเปิดไปเปิดมา เวลาจะไม่ทัน แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของระบบการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีแบบนี้คืออะไรครับ ก็คือในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ๔ ปีใช่ไหมครับ ๔ ปีก็ไม่ได้มีที่ไหนจะต้องบังคับว่าจะต้องเป็นรัฐบาลเดียว นายกรัฐมนตรีคนเดียว ทีนี้ ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะลาออกหรือเกิด การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ตามมาตรา ๑๖๒ ก็ตามแต่ กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา จะต้องทําอย่างไรต่อไปครับ มาตรา ๑๖๒ วรรคสอง ก็บัญญัติไว้ว่าให้นํากระบวนการเดิม มาใช้อีก แปลว่าอะไรครับ แปลว่าสมมุติมีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีหลังจาก การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกผ่านไปแล้ว ๑ ปี หรือ ๒ ปี เรามีทางเลือกนายกรัฐมนตรี จากที่ไหนครับ ไม่มีครับ ต้องไปเอาบุคคลที่ผ่านการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองพรรคละ ไม่เกิน ๓ ชื่อ เมื่อ ๑ ปีที่แล้ว เมื่อ ๒ ปีที่แล้วมาเลือกกันในวันนั้นอีก ถามว่ามีเหตุผลอะไรครับ ที่บัญญัติไว้เช่นนี้ ทําไมจะต้องไปมัดตัวไว้เช่นนั้นครับ แล้วทําไมจะต้องไปมัดตัวคนที่เขา ได้รับการเสนอชื่อและไม่ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีไว้ในครั้งแรกให้ต้องผูกพันอยู่กับ คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของการเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเข้มมากไว้ตลอดไป ไปทําอะไรไม่ได้เลย ขอประทานโทษครับ เสียชีวิตก็ไม่ได้ เพราะถ้าเสียชีวิตไป ทางเลือกของนายกรัฐมนตรีใน ๑-๒ ปีก็จะลดน้อยลงไปอีก กระผมคิดด้วยสติปัญญา เท่าที่มีอยู่แล้วจึงมองไม่เห็นว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาตามระบบนี้มีเหตุที่ผล เหมาะสม จําเป็น และสมควรแค่ไหน ประการใด
ต่อไปในประการที่ ๓ วันเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา ปกติครับ รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ทุกฉบับที่เป็นมาเขากําหนดไว้เป็นสูตรเลยครับว่าวันเลือกตั้งวันไหน ก็ช่างเถอะ ภายใน ๓๐ วันให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก ภายใน ๓๐ วัน ต่อมาให้มีการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๕๔ ท่านไม่กําหนดเวลาไว้ครับ มาตรา ๑๕๔ เขียนไว้เพียงว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี ไม่ได้กําหนดเวลาไว้ครับว่าภายในกี่วันหลังจากประชุมสภานัดแรก ไม่เข้าใจครับว่าทําไมไม่กําหนดเวลาไว้ แล้วคราวนี้ถ้าย้อนไปดูกระบวนการตั้งแต่ต้นมา ก็จะเห็นความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ กล่าวคือหลังจากวันเลือกตั้งแล้ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา ๘๐ ว่าให้มีการประกาศผลเลือกตั้งภายใน ๖๐ วันครับ นานกว่าเดิม ๓๐ วัน แล้วจึงให้เรียกประชุมรัฐสภานัดแรก ๕ วันหลังจากวัน ประกาศผลเลือกตั้ง แต่ขอกราบเรียนไว้ ณ ที่นี้นะครับว่าการประกาศผลเลือกตั้งตามมาตรา ๘๐ ที่ท่านกําหนดไว้ภายใน ๖๐ วันก็ยังไม่ใช่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพียงแค่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕ เท่านั้นเอง สรุปก็คือเรามีระยะเวลาประกาศผลเลือกตั้งเนิ่นนานออกไป ๖๐ วัน วันเรียกประชุมเนิ่นนานออกไปอีก ๕ วัน เป็น ๖๕ วันแล้วนะครับ แล้วเราเว้นว่างไว้ ไม่กําหนดวันเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา ผมสมมุติว่าท่านเมตตากรุณาแก้ไขว่า เลือกนายกรัฐมนตรีในสภาเหมือนเดิมคือภายใน ๓๐ วันหลังจากประชุมสภานัดแรก ระยะเวลาก็จะเป็น ๙๕ วันครับท่านประธาน ๙๕ วันนี้ก็แปลว่า ๓ เดือนกับอีก ๕ วัน จากนั้นรัฐบาลยังบริหารไม่ได้นะครับ เพราะได้นายกรัฐมนตรีมาคนเดียว ก็ต้องรอแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรี นําความขึ้นกราบบังคมทูล รอวันถวายสัตย์ รอวันแถลงนโยบายภายใน สภาอีก กว่าจะได้บริหารประเทศผมคํานวณให้ประมาณอีก ๓๐ วัน สรุปว่าหลังวันเลือกตั้ง กว่าเราจะมีรัฐบาลที่บริหารประเทศตามเจตจํานงของพี่น้องประชาชนนั้นใช้เวลาถึง ๔ เดือน เท่ากับ ๑ ไตรมาส นานเกินไปหรือไม่ครับ ระยะเวลาที่นานเช่นนี้มีเหตุผลมาจากเบื้องต้น กระดุมเม็ดแรกก็คือการให้เวลาในการประกาศผลเลือกตั้งเนิ่นนานออกไปถึง ๖๐ วัน เป็นเพราะ ผมกลับไป ระบบการเลือกตั้งแบบกาเดียวหรือไม่ครับ เพราะระบบการเลือกตั้ง แบบกาเดียวเราเลือก ส.ส. เขต ต้องรู้จํานวน ส.ส. เขตที่แน่นอนเสียก่อนจึงจะคํานวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ฝากไปนะครับ เป็นประเด็นที่ครบถ้วนเรื่องการเข้าสู่ อํานาจรัฐ ประเด็นเล็ก ๆ ที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครอภิปรายต่อไปก็คือว่าบทบัญญัติที่สุดยอด ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๙ วรรคสาม ท่อนท้าย ๆ เรื่องการมี ส่วนในการใช้งบประมาณของ ส.ส. ส.ว. ของคณะรัฐมนตรีนั้นบัญญัติไว้เข้มมากครับ ถึงขั้น พ้นจากตําแหน่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ขอกราบเรียนว่าครึ่งหนึ่งบัญญัติไว้แล้ว ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครึ่งหลังมาเติมเข้าไป แต่ประเด็นสําคัญที่สุดก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ขาดสาระสําคัญเกี่ยวกับไม่ใช่เงินแผ่นดินอย่างเดียวนะครับ เกี่ยวกับการใช้เงินของ หน่วยงานของรัฐที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดิน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีการแยก หมวดการเงิน การคลัง และการงบประมาณไว้เป็นหมวดเฉพาะต่างหาก ซึ่งผมถือว่าเป็น การก้าวหน้าอย่างยิ่ง แล้วก็มีบทบัญญัติหลายประการที่พัฒนามาอย่างสูง แต่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ท่านแยกศาลรัฐธรรมนูญไว้เป็นหมวดเฉพาะ แต่ท่านไม่ได้แยกหมวดการเงิน การคลัง และการงบประมาณไว้เป็นหมวดเฉพาะ และที่สําคัญที่สุดก็คือท่านขาด กระผมขอย้ํา เลยนะครับว่าท่านขาดเนื้อหาในมาตรา ๑๗๐ โดยเฉพาะมาตรา ๑๗๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไป กล่าวคือ เงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐใดที่ไม่ต้องนําส่งเป็น รายได้แผ่นดิน ให้หน่วยงานของรัฐนั้นทํารายงานการรับและการใช้จ่ายเงินดังกล่าวเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเมื่อสิ้นปีงบประมาณทุกปี และให้คณะรัฐมนตรีทํารายงานเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไป และวรรคสองที่สําคัญมากก็คือ การใช้จ่ายเงินรายได้ ตามวรรคหนึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงิน การคลังตามหมวดนี้ด้วย ท่านประธานครับ ในระยะหลังงบประมาณแผ่นดินของเรา ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นงบประจํา งบเงินเดือน ประจํา งบรูทีน (Routine) ต่าง ๆ งบลงทุนมีเพียงส่วนเดียว แล้วระยะหลังสิ่งที่เกิด เป็นปัญหามาตลอดวิกฤติ ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็คือว่าการใช้เงินแผ่นดินประเภทเงินรายได้ ที่ไม่ต้องส่งเป็นรายได้กับแผ่นดินจะต้องอยู่ภายใต้ควบคุมกรอบอย่างไรบ้าง มาตรา ๑๗๐ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นมาตราสําคัญที่ช่วยให้กระผมแล้วก็หลายคน สามารถใช้สิทธิตามศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบเงินบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกู้เงินพิเศษตามกฎหมายพิเศษแล้วก็ใช้ไปตามกฎหมายพิเศษ โดยไม่ผ่านระบบงบประมาณแผ่นดินตามปกติ ผมอยากให้ทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญได้ช่วยไปตรวจสอบคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๓-๔/๒๕๕๗ ว่ามาตรา ๑๗๐ วรรคสอง นั้นมีคุณูปการประการใด แล้วถ้าท่านเห็นว่ามีความจําเป็นท่านเอาออกไปจาก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเหตุใด ใส่เข้ามาเถอะครับ มาตรา ๑๗๐ วรรคสอง เพื่อที่จะได้เป็น ช่องทางของการควบคุมการใช้จ่ายเงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องส่งเป็นเงินรายได้ ของแผ่นดินต่อไป อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ประเด็นต่อมา ผมมีเวลาเหลืออยู่น้อยมาก ขอข้ามไปเป็นประเด็นสําคัญ ที่เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองนะครับ เกี่ยวกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้ กล่าวคือร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องดําเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ กระผมขอย้อนทวนมาตรา ๓๕ (๑๐) ที่เขียน ไว้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูป เรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป ขีดเส้นใต้ทุกเส้นเลยครับ โดยเฉพาะคําว่า ให้สมบูรณ์ต่อไป ทีนี้เรามาดูกลไกของการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ก็จะมีปรากฏ อยู่ใน ๓ มาตรา มาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ และมาตรา ๒๖๙ ซึ่งทาง สปท. จะต้องเติมคํา ในช่องว่างในมาตรา ๒๖๙ ส่งไป แต่ทั้ง ๓ มาตรานั้นจะเป็นระยะเวลาเพียง ๑ ปี หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญเท่านั้นครับ ทีนี้การปฏิรูปประเทศที่จะต้องสมบูรณ์นี้ เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่ว่าจะเสร็จสิ้นภายใน ๑ ปีหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น กลไกอะไรล่ะครับที่จะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สมบูรณ์ ให้ตรงตาม มาตรา ๓๕ (๑๐) ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นกระผมเชื่อในสติปัญญาของคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านจะต้องกําหนดให้มีครับ เพราะไม่เช่นนั้นขัดรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๕ (๑๐) ครับ ส่วนจะกําหนดไว้เป็นกลไก ประการใดนั้น โดยหลักการก็คือจะต้องเป็นกลไกที่มีลักษณะที่แยกต่างหากออกมาจากระบบ บริหารราชการแผ่นดินตามปกติ เพราะเมื่อถึงเวลา ๑ ปีหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว เชื่อว่าจะมีร่างพระราชบัญญัติหรือจะมีทิศทางการปฏิรูปประเทศ แม้จะเป็นทิศทาง การปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๖๗ เรื่องการศึกษา มาตรา ๒๖๘ เรื่องกระบวนการยุติธรรม และตํารวจนี้ค้างอยู่อีกเป็นจํานวนมาก การมีแต่แผนแล้วอยู่บนหิ้งสวยงามครับ แต่ทางปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือกลไกที่จะต้องบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็น บรรทัดฐาน แล้วก็สมกับความเรียกร้องต้องการของพี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่ผมเชื่อว่า สาเหตุแห่งวิกฤติอย่างหนึ่ง และพี่น้องประชาชนแทบทุกกลุ่มแม้ว่าจะพูดด้วยวาทกรรม ที่แตกต่างกันนี้แต่เขาต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศครับ และการปฏิรูปประเทศไม่ใช่ เสร็จสิ้นเพียงช่วงนี้ ไม่ใช่เสร็จสิ้นเพียง ๑ ปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ท่านจะต้องไปคิด กลไกอันนี้ขึ้นมานะครับ
และสุดท้ายที่กระผมอยากจะขอกราบเรียนก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะต้องตอบคําถามในประการสําคัญที่สุด ก็คือว่าเมื่อบังคับใช้ออกมาแล้วจะสามารถนําพา ประเทศชาติไปสู่ความสันติสุขได้หรือไม่ หยุดยั้งวิกฤติที่เกิดขึ้นในรอบ ๑๐ ปีมาได้หรือไม่ ศาสตราจารย์โดมินิก รุสโซ ที่ทางคณะ คสช. และแม่น้ําหลายสายนี้เชิญมาให้ความรู้ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญปีที่แล้วนี้ท่านบรรยายจับใจผมอยู่ประโยคหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญคือสูติบัตร ของประเทศ คือสูติบัตรที่จะนําพาประเทศกลับคืนมาสู่สันติสุข สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ กระผมอยากเรียนว่าถ้าเราย้อนวิกฤติทางการเมืองไปในอดีตเมื่อ ๑๐ ปีหรือเกินกว่า ๑๐ ปี ที่แล้วนั้น กระผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการเสียสมดุลของพลังทางการเมืองต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นวางไว้ ทิ้งน้ําหนักไปกับพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และในที่สุดก็กลายเป็นกลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็ทิ้งพลัง ที่เคยนําพาสังคมไทยอยู่รอดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจําทั้งพลเรือน ทหาร นักธุรกิจ และนักวิชาการต่าง ๆ ทิ้งไว้อยู่นอกโครงสร้างทางการเมือง ในที่สุดเมื่อเกิด วิกฤติขึ้นมา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็พยายามที่จะสร้างสมดุลกลับคืนขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่การต่อสู้ระหว่าง ๒ พลังนี้ก็ยังคงดํารงอยู่มาจน ๑๐ ปีเข้านี่ ท่านประธานครับ กระผมเชื่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ดี รัฐธรรมนูญที่ดีที่จะใช้บังคับนั้นจะต้องสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างพลัง ส่วนอื่นของสังคมและพลังของนักการเมือง พรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เป็น ภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือว่าเมื่อเรามีการเลือกตั้งตามกําหนด ตามร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ภายใน ๑ ปี ลดลงมาจาก ๑ ปี ๓ เดือนก็ได้นะครับ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า นักการเมือง พรรคการเมืองที่เขามาจากการเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ส. เป็น ส.ว. หรือไม่ ผมไม่ทราบ เพราะว่าในขณะนี้บทบัญญัติเรื่อง ส.ว. ก็ยังมีความเห็นที่ต่างกันอยู่มาก เป็นรัฐบาลเขาจะต้องเผชิญอะไรบ้างครับ สิ่งที่พวกเขาจะต้องเผชิญก็คือว่าเขาจะต้องตกอยู่ ภายใต้กรอบ ๒ กรอบครับ กรอบทางด้านนโยบาย เขาจะต้องเขียนนโยบายของรัฐ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติซึ่งบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติมาจากไหนครับ ยุทธศาสตร์ชาติจะเกิดขึ้นสมบูรณ์ภายใน ๑ ปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งก็แปลว่า เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่เขาจะเข้ามา เกิดขึ้นโดยใครครับ ก็จะมีความชัดเจนต่อไป ในร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติซึ่งกระผมเข้าใจว่าก็จะผ่านจากที่ประชุม สปท. แห่งนี้ เข้าใจว่าอาจจะเป็นในสัปดาห์หน้าหรือสัปดาห์โน้นนะครับ นอกจากจะต้องปฏิบัติตามกรอบ นโยบายที่วางไว้อย่างเข้มข้นก่อนที่เขาจะเข้ามาแล้ว เขาก็จะต้องวัตรปฏิบัติตน จะต้องอยู่ ภายใต้กรอบจริยธรรม มาตรฐานทางจริยธรรมที่วางไว้ก่อนที่เขาจะเข้ามาบริหารประเทศ เข้ามาสู่ตําแหน่งทางการเมือง โดยรัฐธรรมนูญกําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับองค์กรอิสระ กําหนดไว้เข้มข้นครับ จะต้องร่วมกันจัดทํามาตรฐานทางจริยธรรมให้เสร็จภายใน ๑ ปี และมาตรฐานทางจริยธรรมอันนี้ให้ใช้บังคับกับ ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรีด้วย แม้จะ กําหนดให้รับฟังความคิดเห็นจาก ส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรี แต่เมื่อกําหนดเงื่อนเวลาไว้ ภายใน ๑ ปี ความคิดเห็นที่ได้รับฟังนั้นก็คือ สนช. แล้วก็คือคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันอาจจะ เป็นสิ่งที่ถูกครับ ในมุมมองของเราว่าเราต้องการให้การเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์ ยุติธรรม คนเข้ามา ก็ต้องอยู่ในกรอบศีลธรรม จริยธรรมอันดี และเราก็วางทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ แต่ถ้าเรานึกถึง ว่าคนที่เขาจะเข้ามาครับ ด้านหนึ่งทางด้านนโยบายมีกรอบวางไว้ชัดเจนอย่างชนิดที่ไม่เคย วางมาก่อน ๒. กรอบประพฤติปฏิบัติตนก็ถูกวางไว้ล่วงหน้า และการตัดสินว่าอะไรคือการขัด มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงก็ถูกวางไว้ล่วงหน้า และตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ จุดยืนของกระผมชัดเจนที่สุด ยืนอยู่ข้างกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยืนอยู่ข้างแม่น้ําทุกสาย วัตรปฏิบัติของผมตลอด ๑๐ ปีมานี้พิสูจน์ได้ครับ แต่ผมอยากจะ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพครับว่าในเมื่อ วิกฤติมันเกิดขึ้นในอดีตเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเพราะการเสียสมดุลที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี่นะครับ เราจะเยียวยาวิกฤตินั้นโดยการสร้างการเสียสมดุลอีกด้านหนึ่งขึ้นมาหรือไม่ กระผมตอบ ไม่ได้จริง ๆ ครับ แต่กระผมเชื่อมั่นในสติปัญญาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ ท่านประธานครับ สังคมจะอยู่กันได้ต้องมีกรอบที่เป็นที่ยอมรับกันได้ตามสมควร ไม่ใช่เขา ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนมาแล้วสุดท้ายต้องมาอยู่ภายใต้กรอบที่วางไว้ล่วงหน้า ปัญหานี้กระผมลําบากใจอย่างยิ่งที่จะอภิปราย แต่ว่าถึงที่สุดแล้วเมื่ออ่านร่างรัฐธรรมนูญ ทบทวนดูแล้วหลายครั้ง กราบขออนุญาตตั้งข้อสังเกตไว้ผ่านท่านประธานไปยังกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน และขอยุติการอภิปรายลงฉันท์กัลยาณมิตร ณ นาทีนี้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ขณะนี้ผู้แทนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะเข้ามารับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของ สปท. มาเพิ่มอีก ๑ ท่านนะครับ ก็ได้แก่ท่านอมร วาณิชวิวัฒน์ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตที่จะอภิปรายในมติของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองซึ่งได้ตกผลึกความคิดในหลาย ๆ ประเด็นนะครับ
เรื่องแรก ที่จะขออนุญาตเสนอผ่านไปยัง กรธ. ก็คือเรื่องที่มาของ ส.ส. เราคิดว่าที่มาของ ส.ส. การสร้างระบบบัญชีรายชื่อซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้เป็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตย แล้วขอเสนอความเห็นเบื้องต้นก่อนนะครับว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมีความเห็นร่วมกันว่าไม่ควรมี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ เพราะระบบบัญชีรายชื่อเราพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ว่า คนดี คนมีความสามารถไม่เชี่ยวชาญการเลือกตั้งควรจะมีโอกาสเข้ามาในทางการเมือง ๔-๕ ครั้งของการเลือกตั้งครับ ปรากฏว่าบัญชีรายชื่อสะท้อนภาพอันนั้นน้อยมาก ผมอยู่ใน วงการการเมืองมาหลายปี ตั้งแต่การเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ เรียนได้เลยครับว่า บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองส่วนใหญ่กลายเป็นที่ซ่องสุมของบรรดานายทุนที่อยากเป็น นักการเมือง และเป็นที่ระดมทุนของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เป็นที่มาของการปฏิบัติการ การรุนแรงเรื่องการทุจริตซื้อเสียงการเลือกตั้ง ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็คือการมี ส.ส. ระบบเดียว ระบบเลือกตั้ง จากเขตเลือกตั้ง และเขตเลือกตั้งนั้นควรจะมีลักษณะเขตเลือกตั้งไม่ใช่เขตเล็กอย่างที่ กําหนดไว้และเราไปเสียดายคะแนนตกน้ํา เขตเล็กทําให้การแข่งขันรุนแรง ซื้อเสียงมากขึ้น แต่เราตกอยู่ในกรอบของความคิดว่าสิทธิพลเมืองทุกคนมีสิทธิเท่ากัน ๑ เบอร์ เป็นช่องว่าง ให้คนของระบบทุนเข้าไปทําลายเจตนารมณ์ของประชาชนโดยสิ้นเชิง เขตละคนครับ ซื้อเสียงกันรุนแรงมาก คนชนะได้ ๕๑,๐๐๐ คะแนน คนแพ้ได้ ๕๐,๐๐๐ คะแนน เราเสียดาย ๕๐,๐๐๐ คะแนน กลัวเป็นคะแนนตกน้ํา ก็เอา ๕๐,๐๐๐ คะแนนนี้ไปประเคน ให้กับบัญชีรายชื่อซึ่งเป็นนายทุนพรรค ไม่ได้ตกใส่คนที่ควรได้ครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ที่ตกผลึกจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็คือ ๑. ที่มา ของ ส.ส. ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง ๒. เขตเลือกตั้งควรทําลายความคิดเรื่องพลเมือง ๑ คน มี ๑ สิทธิ ให้เขตเลือกตั้งขยายใหญ่ขึ้นเขตเลือกตั้งละไม่เกิน ๓ คน กลับไปที่เดิมครับ ก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ประชาชนคนหนึ่งมีสิทธิลงคะแนนได้เท่ากับจํานวน ส.ส. ในเขตเลือกตั้งนั้น ท่านจะเห็นว่าถ้าเขตเลือกตั้งขยายใหญ่ขึ้น ถ้าแข่งกันเพื่อเอา ๓ คน และ ๓ คนรุมถล่มกันซื้อเสียง ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาในประสบการณ์ทางการเมืองครับ เราจะเห็นนักการเมืองแปลก ๆ ซึ่งไม่ใช่นายทุนเลยโผล่มาเป็น ๑ ใน ๓ ขายไป ๒ เสียง แถมคนดีมาคนหนึ่งครับ ปี ๒๕๓๕ เกิดพรรคการเมืองแบบพรรคพลังธรรม กระจายออกไปทั่วประเทศโดยไม่ได้ใช้เงินซื้อเสียงเลยภายใต้ระบบนั้น เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ประการที่ ๑ เรื่องการเลือกตั้งก็คือเลือกตั้ง ส.ส. โดยตรงทั้งหมด เขตเลือกตั้งเขตละ ๓ คน ประชาชนในเขตเลือกตั้งกาได้เท่ากับจํานวน ส.ส. ในเขตเลือกตั้งจะไม่มีคะแนนตกน้ํา เพราะคะแนนตกน้ํา ผมขออนุญาตใช้คํานะครับท่านประธาน เป็นวาทกรรม เอื้อประโยชน์ ให้กับกลุ่มคนที่พร้อมจะแอบแฝงเข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ และลัดเส้นทางสู่รัฐมนตรีทันที เพราะ ส.ส. มักจะถูกห้ามไม่ให้เป็นรัฐมนตรี ส่วนบัญชีรายชื่อลาออกวันไหนเป็นรัฐมนตรีได้ทันทีครับ
ประเด็นที่ ๒ ส.ว. ที่เราพยายามกีดกันปัญหากันเยอะและสร้างเงื่อนไขปฏิบัติ กันเยอะ ผมคิดว่า ส.ว. ความเห็นร่วมกันนะครับว่า ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาควรจะมีภารกิจ อย่างเดียวคือกลั่นกรองกฎหมาย ภารกิจในการถอดถอน กรธ. ถอนไปแล้วครับ แต่ภารกิจหนึ่งที่ตกค้างคือภารกิจรับรององค์กรอิสระ และไปหาประสบการณ์ดูครับ ส.ว. ที่ปั่นป่วนทุกทีก็อยู่ในอํานาจตรงนี้ละครับ ถอดถอน ส.ส. ทีมีปัญหาปั่นป่วนทุกที ผลประโยชน์ทับซ้อน รับรององค์กรอิสระทีมีปัญหากันเรื่องการวิ่งเต้น การล็อบบี (Lobby) กัน เพราะฉะนั้นภารกิจ ส.ว. ควรจะเหลือแค่กลั่นกรองกฎหมายซึ่งเป็นภารกิจดั้งเดิมจริง ๆ ของ ส.ว. และที่สําคัญผมไม่เห็นด้วยในการปิดกั้น ส.ว. บางประเภท เช่นข้าราชการมาเป็น ส.ว. ไม่ขัดข้องถ้าจะมีการเลือกตั้ง ส.ว. โดยวิธีเลือกตั้งทางอ้อม แต่ทุกองค์กร ทุกวิชาชีพ ควรจะมีครับ คนที่เป็นข้าราชการทั่วประเทศเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน คนที่เป็นตํารวจ คนที่เป็นทหาร ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คน นับเปอร์เซ็นต์แล้วเขาเป็นหลายเปอร์เซ็นต์ของ ประชากรในประเทศนี้ทําไมเขาต้องถูกตัดสิทธิครับ ถ้าภารกิจ ส.ว. เหลือแค่กลั่นกรอง กฎหมายที่มา ส.ว. ก็จะปลอดโปร่งขึ้น ไม่จําเป็นต้องไปสร้างกระบวนการกลั่นกรองมากมาย จะประโยชน์ทับซ้อนไม่ได้ครับ และเราต้องการคนที่มีภูมิความรู้จริงมากลั่นกรองกฎหมาย ส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเลือกตั้งและการเข้าสู่ตําแหน่งโดยสุจริตเที่ยงธรรมคือ กกต. แปลกใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนเพิ่ม กกต. ขึ้นมาเป็น ๗ คน ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ จากภายนอกว่ามี กกต. นั่งอยู่เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ๒ คนเพราะยังหาเหตุผลอธิบาย อย่างอื่นไม่ได้ ปัญหา กกต. ก็คือ กกต. มีอํานาจในการจัดการเลือกตั้ง กํากับการเลือกตั้ง และวินิจฉัยการเลือกตั้ง มีคดีที่ค้างอยู่ใน กกต. มากมาย ความเห็นร่วมของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมีความเห็นว่าภารกิจใจกลางของ กกต. จริง ๆ ก็คือ จัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม โอนงานจัดการเลือกตั้งให้กับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ กํากับเลือกตั้งโดย กกต. และวินิจฉัยการเลือกตั้งควรตรงไปที่ศาลของการเลือกตั้ง ต่อมาครับ จํานวนของ กกต. เพิ่มขึ้นโดยหาเหตุผลไม่ได้แล้วก็ไปเพิ่มอํานาจของ กกต. ขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมีมติความเห็น ร่วมกันก็คือ กกต. ควรมีภารกิจเดียวครับ ภารกิจของการจัดการเลือกตั้งและต้องได้รับ ความร่วมมือจากทุกองค์กร ไม่ว่าตํารวจ ทหาร และใครทั้งหมด ส่วนการวินิจฉัยเลือกตั้ง ควรจะออกจากอํานาจ กกต. ไปให้มีศาลแผนกคดีเลือกตั้งขึ้นมาต่างหาก ทั้งหมดเป็น แนวความคิดที่ต้องการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองให้เข้าไปสู่การเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรมมากที่สุด เพราะฉะนั้นประเด็นที่นําเสนอทั้งหมด องค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมา และรัฐสภาให้ความเห็นชอบควรจะเป็นองค์กรที่ได้รับการกลั่นกรองมากกว่าเดิม ประเด็น ที่ผมนําเสนอใน ๓-๔ ประเด็น เป็นประเด็นที่สั้น ๆ ง่าย ๆ ๑. เราต้องการวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. ที่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น ๒. ที่มาของ ส.ว. ควรจะเป็นที่มาที่รองรับกับภารกิจ ๓. อํานาจของ กกต. ควรจะมีอํานาจ ในการที่จะใช้ในการจัดการเลือกตั้ง ส่วนอํานาจในการที่จะวินิจฉัยเลือกตั้งควรจะถ่ายโอน อํานาจนี้ไปยังศาลเลือกตั้ง ๔. ให้จัดตั้งศาลแผนกคดีเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อทําการวินิจฉัย ผลของการเลือกตั้งเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ทั้งหมดเป็นข้อเสนอที่มีความเห็น ร่วมกันของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้เสนอชื่อ พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ขออภิปรายประมาณ ๕ นาที ก็ขอความกรุณาให้อยู่ใน ๒ ชั่วโมง บวก ๒๐ นาที ตามที่ได้ตกลงกันนะครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความ ตําแหน่งหัวหน้าสํานักงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก วุฒิสภา
ท่านประธาน ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ เท่าที่ผม อ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ๒๗๐ มาตรา บอกได้ตรง ๆ เลยว่าผมโดนใจแล้วก็ถูกใจ ขออภัยนะครับ ถ้าจะให้คะแนนผมให้ถึง ๘๕ คะแนน มีบางประเด็นบางเรื่องที่อาจจะต้องแลกเปลี่ยนและให้ ข้อเสนอกันเพื่อทําความเข้าใจหรือเสนอไปยังท่านเพื่อโปรดพิจารณาทบทวนดูอีกสักครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหยิบคําพูดบางคนที่กล่าวหาร่างหารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอ่านอยู่บ้างหรือเปล่าครับ ขออภัยนะครับ บางคนหาว่าเป็น รัฐธรรมนูญห่วยแตก ขออภัย บางคนพูดแรงหาว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับหมาขี้เรื้อน ขออภัยนะครับ อย่างนี้กล่าวหากันโดยอย่างที่ท่านว่าจริง ๆ ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ผมดูแล้วว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ปราบคนห่วยแตกและเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ปราบ ขออภัยนะครับ หมาขี้เรื้อน จริง ๆ ผมอ่านดูแล้วมันแรง มันใช้ได้โดนใจผมครับ แต่สิ่งที่ผมจะกราบเรียน ซึ่งวิตกกังวลและคิดว่าท่านน่าลองพิจารณาทบทวนดูนะครับ ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ท่าน กรณีที่การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) และเป็นหัวใจหลักของประชาธิปไตย ท่านทราบแล้วว่าเมื่อการเลือกตั้ง สุจริต เที่ยงธรรมเสียแล้วผมเชื่อเหลือเกินว่าทั้งคนแพ้คนชนะก็ยอมรับกันได้ครับ ท่านประธาน ทุกวันบ้านเมืองที่วิกฤติมีปัญหาเพราะคนแพ้ก็ไม่ยอมรับหาว่าแกซื้อสิทธิ ขายเสียง คนชนะก็อหังการทั้ง ๆ ที่มาจากธุรกิจการเมือง เหล่านี้จึงก่อให้เกิด ความไม่ปรองดองสมานฉันท์ แต่ถ้าสุจริต เที่ยงธรรมแล้วคนดีก็มีโอกาสมีที่ยืนในสภาครับ ท่านประธาน คนดีมีโอกาสมาบริหารประเทศนี้ เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ท่านตัวแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ท่านนั่งอยู่ ถ้าท่านร่างแล้วทําให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมได้ผมเชื่อเหลือเกินว่าจะทําให้เราได้ ส.ส. ดี ได้ ส.ว. ดี ได้นายกรัฐมนตรีดี ได้ อบต. อบจ. เทศบาลดี ถ้าได้คนอย่างนี้ดีเสียแล้วเรื่องอื่น ๆ ผมว่าเป็นเรื่องเล็กครับ ท่านประธาน คนดีนี่เรื่องอื่น ๆ แทบจะไม่ต้องพูดอะไรกันมาก แต่ทุกวันที่เราร่างรัฐธรรมนูญ กันมานี้เพื่อป้องกันไม่ให้คนดีเข้ามามีสิทธิ มีเสียง มีบทบาททางการเมือง เอาละเรามาดู ประเด็นตรงนี้ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญครับว่าท่านร่างแล้วทําให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมได้ไหม
อันดับแรก ในมาตรา ๙๓ เรียนตรง ๆ ว่าผมให้เต็ม ๆ ท่านจัดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามไว้เข้มถึงใจพระเดชพระคุณจริง ๆ การลงโทษท่านก็กําหนดไว้แรงที่เรียกว่า เป็นยาแรง และกระบวนการของท่านเร็วใช้ได้ครับ เมื่อเป็นอย่างนี้จะทําให้คนที่ประวัติไม่ดี มีด่าง มีด้วง มีแมง มีร่องรอย เจ้าพ่อ เจ้าแม่ บ้านเล็ก บ้านใหญ่ หลุดไปได้ในระดับหนึ่ง ทีนี้ สิ่งหนึ่งท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญครับ ผมตั้งเป็นข้อสังเกตเล็ก ๆ แต่ถือว่าใหญ่มาก คนที่เคยถูกถอดถอนหรือถูกศาลพิพากษาให้พ้นจากตําแหน่งทําไมไม่เขียนไว้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับอื่นเขียนไว้ แต่ท่านเองมีเหตุผลกลใด ผมคิดว่าแม้แต่ราชการที่ศาลพิพากษาท่านยัง ไม่ให้เข้ามาสมัคร แต่นักการเมืองที่ศาลพิพากษาให้พ้นจากตําแหน่งทําไมไม่เขียนไว้ ชุดที่แล้วกําหนดไว้ว่าจะต้องแสดงหลักฐานการเสียภาษี ท่านตัดเขาไปทําไม ผมว่าก็เป็น มาตรการหนึ่ง เอาละผมถือว่าคุณสมบัติต้องห้ามหรือคุณสมบัติที่กําหนดนี้เป็นการร่อน ตะแกรงที่ทําให้ได้นักการเมืองดีเข้ามาได้ในระดับหนึ่ง ตอนนี้มายืนเรียงแถวกันแล้วครับ ท่านประธาน คนดีทั้งนั้นที่มีสิทธิจะลง แต่มาดูว่าระบบการเลือกตั้งสามารถสนับสนุน ให้สัมฤทธิผล ให้คนดีมีโอกาสหรือเปล่า ระบบเลือกตั้งบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว กาบัตร ใบเดียว เขตเดียวเบอร์เดียวทรี อิน วัน (Three in one) ครับท่านประธาน กาบัตรใบเดียว ได้อะไรครับ ส.ส. เขต ส.ส. บัญชีรายชื่อ นายกรัฐมนตรี ๓ คนเลยครับ ประเด็นแรกที่ผม อยากตั้งข้อสังเกตว่าระบบนี้สนับสนุนให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมไหม เฉพาะใจผม ก็ไม่เที่ยงธรรมแล้วครับท่านประธาน เป็นการบังคับข่มขืนใจผมเกินไป แม้ว่าวันนั้นผมนั่งฟัง ท่านประพันธ์ชี้แจงแล้ว บอกว่า ๑. คะแนนไม่ทิ้งน้ํา ป้องกันบัตรเสียประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าใบ ประหยัดงบประมาณ ประหยัดคนนี่ละครับ แต่ถามว่ามันข่มขืนจิตใจผมไหมครับท่านประธาน ภาคใต้ผมชอบ พรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมอยากได้พรรคเพื่อไทยไว้ถ่วงดุล ทําไมต้องบังคับผมล่ะครับ ว่าเลือกวิทยา แก้วภราดัย แล้วต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทําไมต้องบังคับผม ภาคอีสาน ผมเลือก ส.ส. ท่านนี้ แต่ผมชอบพรรคประชาธิปัตย์ แล้วท่านไปดูคะแนนคราวที่แล้ว คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ในระดับบัญชีรายชื่อหวุดหวิดใกล้เคียงกัน ถามว่าทําไมกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญต้องมาข่มขืนจิตใจผม เหตุผลบอกว่าไม่ต้องการคะแนนทิ้งน้ํา แล้วสนับสนุน ให้พรรคเลือกคนดีที่สุด บริบทสังคมไทยสถานการณ์ขณะนี้และเดี๋ยวนี้ยังไปไม่ถึงตรงนั้น เพราะฉะนั้นกระบวนการดังกล่าวนี่ถามว่าบัตรใบเดียว เขตเดียว เบอร์เดียว สนับสนุนให้ การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมไหม ผมฟันธงตรงไปตรงมาครับท่านประธาน ไม่ เพราะเลือก ๑ ใบได้ ๓ อย่าง ท่านประธาน เวลาดูผู้ร้ายหรือโจรเวลาจะปล้นมันต้องคิดแล้วว่า ปล้นบ้านนี้คุ้มไหม ถ้าปล้นบ้านนี้แล้วไม่ได้อะไรถามว่าผมจะปล้นไปหาอะไร แต่คราวนี้คุ้มครับ ท่านประธาน เพราะมูลค่าในบัตรใบเดียวที่ผมจะปล้นหรือผมซื้อได้ ๓ อย่างครับ ได้ทั้งเขต ได้ทั้งบัญชีรายชื่อ ได้ทั้งนายกรัฐมนตรี คุ้มที่ผมจะต้องซื้อ คุ้มที่ผมจะเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง และที่สําคัญหลายท่านพูดไปแล้วครับ เขตเดียวเบอร์เดียวครับท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อิทธิพลท้องถิ่น มันอําเภอกว่า ๆ อย่างเก่งไม่เกิน ๒-๓ อําเภอ บางทีเป็นญาติกันทั้งอําเภอ มองตาก็รู้ใจกันแล้ว มันอิทธิพลท้องถิ่น อํานาจ อิทธิพลของอํานาจ อิทธิพลของเงินครอบงําได้ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นระบบนี้เรียนตรง ๆ ด้วยความเคารพครับ ได้ไม่คุ้มเสียครับ ท่านกีระณา เพราะฉะนั้นถ้าท่านต้องการไม่ให้คะแนนทิ้งน้ํา และต้องการให้อิสระ ป้องกัน การทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงทําไมไม่ทําอย่างที่ท่านวิทยาเสนอครับ อันนี้ท่านได้ ๓ อย่างเลย เอาจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เขตเดียวเบอร์เดียว เป็นอย่างไรครับ ถ้าจังหวัดนี้มี ๑๒ คน ๑๕ คน ๓๐ คน ก็ซอยเป็น ๕ คน ๕ คน ๕ คน ๕ คน อิสระไหมครับ ผมดูแล้วผมชอบ นายคนนี้มาก แต่พรรคนี้นายคนนี้มันเหนือ ก้ํากึ่งกันนะครับ ทําให้ผมมีโอกาสเลือก แต่ระบบ แบบที่ท่านวางไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านเขียนนี้ข่มขืนแล้วสําเร็จเลยครับ แต่อย่างนี้ ยังมีโอกาสทําให้ผมเลือกได้ ทําไมท่านไม่คิดครับ เพราะท่านทําแบบนี้ ๑. ทําให้ผมมีอิสระ ในการโหวต คะแนนตกน้ําไหมครับท่านอมร คะแนนไม่ตกน้ํา เพราะทุกคนเบอร์ ๑ เบอร์ ๒ เบอร์ ๓ เบอร์ ๔ เบอร์ ๕ เอามาคํานวณได้หมด ทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงยากไหมครับ ยาก เขตใหญ่ปล้นแล้วไม่คุ้มครับ ลงทุนสูง เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนว่าท่านเขียนคุณสมบัติต้องห้ามไว้ดี แต่วิธีการที่จะทําให้การเลือกตั้ง สุจริต เที่ยงธรรมยังไม่สัมฤทธิผลครับ ปรับแก้เสียเถอะครับ เพราะไม่ใช่ผมพูดแค่คนเดียว สนช. เขาก็พูด ใครก็พูด ทั้งประเทศเขาก็พูด เพราะฉะนั้นน่าจะนําไปพิจารณาอย่างสําคัญ แค่นี้ก่อนเอาเฉพาะเรื่องนี้
มาดูต่อครับ ส.ว. สั้น ๆ นิดเดียว ท่านกีระณาเคยเป็น ส.ว. กับผมรุ่นเดียวกัน รู้เห็นอะไรกันมาหมดแล้ว กระบวนการตามมาตรา ๑๐๒ นี้มันสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน สับสนอลหม่านไปหรือเปล่าครับ อย่าไปอายเลยว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเรามีเจตจํานง มีความประสงค์ดี และต้องการผู้ที่มีวุฒิภาวะ รู้กันแบบตรงไปตรงมาอยู่แล้วว่าการเลือกตั้งนี้ ไม่สามารถจะได้ดังที่ประสงค์ ก็ตรงไปตรงมาครับ อย่าไปบอกว่าเลือกตั้งทางอ้อม เลือกตั้งทางสาขาอาชีพ ก็สรรหาเสียตรงไปตรงมาเลยครับ ที่พูดทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวกับผม เพราะเลือกตั้งผมก็พร้อมจะลงเลือกตั้ง แต่ต้องการจะพูดให้เห็นว่าประโยชน์และความถูกต้อง และความที่ควรจะเป็น ตรงไปตรงมาเลยครับ ถ้ามีปัญหาที่กรรมการสรรหาเราก็แก้ กรรมการสรรหาเสีย ๑๑ คน ๑๕ คน ให้โปร่งใสตรวจสอบได้ว่าเลือกนายคนนี้เพราะอะไร เพราะรุ่นเราบางทีบางครั้งยังสงสัยว่าผู้ทรงเกียรติท่านนี้เข้ามาได้อย่างไร ประวัติท่านอย่างนี้ พิลึกพิลั่นขนาดนี้ ท่านมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้อย่างไร แต่คราวนี้เอาให้โปร่งใสตรวจสอบได้เลย บันทึกหลักการ เหตุผลกันให้ชัด สังคมตรวจสอบได้ จะได้รู้ว่าท่านผู้นี้เข้ามาเป็นเพราะอะไร เอาละครับ ตรงนี้สั้น ๆ ผมว่าท่านลองไปพิจารณาแล้วลองฟังหลาย ๆ เสียงแล้วปรับเสีย ด้วยความเคารพจริง ๆ ทั้งหมดที่พูดนี้เป็นกัลยาณมิตรต่อกันนะครับ
มาดูอีกสักเรื่องหนึ่งครับ ผมอยากจะพูดเรื่องศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ท่านประธาน ท่านกรรมการ และสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ถ้าท่านอ่านบทมาตรานี้แล้ว จะเห็นได้ว่าศาลไม่ธรรมดา ท่านวิรัชก็อยู่นี้กระมัง คราวนี้ศาลไม่ธรรมดาเลยนะครับ กรรมการสรรหาชุดนี้ที่ท่านเขียนไว้เป็นชุดถาวรเป็นชุดมาตรฐานแน่นปึก มีประธานศาลฎีกา เป็นประธานโดยตําแหน่ง มีประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นกรรมการ แล้วมีองค์กรอิสระอีก ๕ องค์กร เลือกตัวแทนแต่ละองค์กรมา ประธานสภาผู้แทนราษฎรกับผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรแจม (Jam) เข้าไปหน่อยเดียว เอาละอ้างว่าเพื่อจะยึดโยง ถามว่า กรรมการสรรหาชุดถาวรนี้ ผมดูแล้วว่าประธานศาลฎีกากับประธานศาลปกครองสูงสุด เลือกกรรมการอิสระ องค์กรอิสระอื่น ๆ ถามว่าท่านก้าวก่าย ก้าวล่วง ล้วงลูก มีอํานาจเหนือองค์กรอิสระอื่นได้ไหม ได้ เกากันไปเกากันมา ขออภัยนะครับ ผมนึกศัพท์อื่น ไม่ออก ใน ๙ คนศาลว่าเข้าไป ๒ คนซึ่งเป็นกรรมการโดยตําแหน่งแล้วอิสระเขาก็เลือกด้วย เอาละจะเห็นได้ว่าเอาศาลเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองมากเกินไป นอกจากนี้ท่านไปดู กรรมการในองค์กรอิสระ ศาลฎีกาก็เลือกกันมา ๒ คน ในบางตําแหน่งผู้เป็นหัวหน้าคณะ ในศาลฎีกา คือพูดง่าย ๆ ว่าสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านทั้งหลายนั้นก็คือไปดึงศาล เขามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองมากเกินไปทําไม คราวที่แล้วศาลเขาเจ็บปวดมาก ผมมีเพื่อนฝูง อยู่ในวงตุลาการเขาบอกว่าวันชัยช่วยไปพูดไปบอกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ไหมอย่าให้ ศาลเข้าไปเกี่ยวทางการเมือง ปี ๒๕๕๐ เป็นเรื่องเฉพาะที่เขามีเหตุผลบางเรื่องจากปี ๒๕๔๐ ก็นี่เราเห็นศาลเจ็บปวดมา ๒ มาตรฐาน ศาลไม่เป็นธรรม ท่านเจ็บปวดทําให้องค์กรเขาเสื่อม ทําให้องค์กรเขาเสียหาย วางตําแหน่งแห่งหนไว้ให้เขาเป็นที่ยอมรับของประชาชนมากกว่า บริหาร นิติบัญญัติไว้เถอะครับ ปรับเสีย เปลี่ยนเสีย ผมไม่ค่อยเห็นด้วย ด้วยความเคารพ จริง ๆ ครับ ถามว่าศาลท่านเห็นด้วยไหม ศาลท่านบอกว่าถ้าไม่ดึงท่านมายุ่งทางการเมืองได้ จะดีที่สุด ท่านประธานครับ ผมหมดเวลาแล้ว แต่ท่านประธานเสรีบอกว่าต่ออีกสัก ๕ นาที ได้ใช่ไหมครับ แล้วเดี๋ยวเวลาก็ไปเฉลี่ยกับท่านอื่นนะครับ อีกนิดเดียวจะจบแล้ว ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมพูดเล็ก ๆ ทิ้งไว้แค่นี้ความจริงมีรายละเอียด อีกมาก แต่อยากจะบอกเป็นประการสุดท้ายต่อท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ท่าน ชีวิตผมนะครับท่านประธาน ท่านอลงกรณ์ด้วยนะครับ นั่งอยู่ข้างบน ท่านไม่ได้เป็นอธิบดี ท่านไม่ได้เป็นศาสตราจารย์ ท่านไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ชีวิตผม ชีวิตท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ไม่มีสิทธิที่จะไปดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระทั้งสิ้น ถามว่าคนบางคนทํางานมา ๒๐-๓๐ ปีในองค์กรบางองค์กร โง่ ไม่มีความรู้ ประวัติไม่ดี สู้อธิบดีไม่ได้หรือครับ ไม่ได้หมายความว่าอธิบดีไม่ดีนะครับ ทําไมจะต้องเป็นหัวหน้าคณะ ในศาลฎีกาเท่านั้นจึงจะมาเป็นบุคคลในองค์กรอิสระได้ ทําไมต้องเป็นอธิบดีเท่านั้น ทําไมต้องเป็นศาสตราจารย์เท่านั้น ผมว่ารัฐธรรมนูญน่าจะรวมภาคส่วนอื่น ๆ ให้เขามีส่วนร่วม ให้เขามีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง คนเหล่านี้เหนือกว่าคนอื่นอย่างไรครับ อยากพูดเยอะเหมือนกันนะครับ แต่เอาเบา ๆ แค่นี้
สุดท้ายบทเฉพาะกาลครับ ช่วงเปลี่ยนผ่านถ่ายโอนอํานาจ ผมเห็นท่าน จะเขียนไว้ให้ สปท. ทําอะไร สนช. ทําอะไร คสช. ทําอะไร โน่นนี่ทําอะไร ถามว่าทําอย่างไร จะให้มี รัฐบาลที่ประสานต่อการปฏิรูป สร้างความมั่นคงและความปรองดองให้มีอยู่ต่อไป แบบเนียน ๆ ท่านก็รู้อยู่นะครับ นายกรัฐมนตรีก็พูดอยู่เลือกตั้งแล้วก็จะกลับมาเหมือนเดิม ท่านก็รู้อยู่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็รู้อยู่เลือกตั้งแล้วก็จะมาเหมือนเดิม ประชาธิปไตย ต้องมี เพราะเผด็จการแบบนี้โลกเขาไม่ยอมรับ ประชาธิปไตยจ๋าเราก็กลับไปเหมือนเดิม หาความสมดุลระหว่างความพอดีของการเปลี่ยนถ่ายโอนอํานาจช่วงให้มีรัฐบาลในการปฏิรูป รัฐบาลปรองดอง มีเลือกตั้งสัก ๓๕๐ คนก่อนได้ไหม ในระยะ ๒ ปี ๔ ปี ความมั่นคง เข้ามามีส่วนจะเป็นสรรหามา ๒๐๐ ร่วมกันเป็นรัฐบาลขับเคลื่อนการปฏิรูป ประคับประคอง ให้บ้านเมืองเดินไปในระยะเปลี่ยนผ่านทําได้ไหม ผมว่าตรงนี้สําคัญยิ่งกว่าท่านไปเขียนให้ คนนั้นเป็นอย่างนี้ ให้คนนี้เป็นอย่างนั้น ลองเขียนหาวิธีการในระยะเปลี่ยนผ่านให้บ้านเมืองมีทั้ง ความมั่นคง มีทั้งประชาธิปไตย ช่วยกันในระยะ ๒-๔ ปีนี้ ผมเชื่อเหลือเกินครับว่าคน ๓๕๐ คน ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศก็จะได้มีส่วนซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนมาร่วมกัน ปฏิรูปและขับเคลื่อน ส่วนความมั่นคงก็จะได้ช่วยกันในการประคับประคองให้บ้านเมือง ไม่กลับไปเป็นแบบเดิม ถ้าทําอย่างนี้ได้ผมเชื่อเหลือเกินว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านออกมานี้ มีเจตจํานง มีความประสงค์เพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ แก้ปัญหาในอดีตเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคตจะยังให้เกิดความสัมฤทธิผลได้จริง ๆ ครับ ปรับ แก้ เติม เสริม แต่งบางส่วน กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ขณะนี้มีคณะบุคคลขออนุญาตเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ คือคณะครูและนักเรียนโรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ จํานวน ๘๐ คน ยินดีต้อนรับครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อํานวยการบริหาร บริษัท สื่อปัญญาไทย จํากัด อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา
ท่านประธานที่เคารพ ท่านคณะกรรมการ ตัวแทน คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ท่าน ผม สมพงษ์ สระกวี สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๖๑ ท่านประธานครับ ก่อนหน้าที่เราจะได้พิจารณาหรือให้ข้อเสนอความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ในวันนี้นั้น ก่อนหน้านี้เมื่อวันพฤหัสบดี วันศุกร์ ผมก็ได้มีโอกาสฟังอีกสภาหนึ่งนะครับ ก็ให้ความคิดเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน ก็สนุกดีครับ ก็รู้สึกว่าจะคิดอยู่แต่เฉพาะ สภาของตัว ครั้นมาวันนี้ถ้าเกิดสภาแห่งนี้เสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะที่เกี่ยวกับ สภาของตัวอีกผมก็คิดว่าเป็นเช่นนี้เอง ท่านประธานครับ ได้มีผู้คนบอกว่าเป็นถึง รองนายกรัฐมนตรี ผมได้ฟังข่าวเมื่อเช้านี้ได้วิจารณ์ว่าผู้ที่วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นมิได้ อ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ท่านประธานครับ ผมได้อ่านทั้งฉบับและอยากจะเรียนว่าถ้าใคร ได้อ่านทั้งฉบับแล้วจะหนาว หนาวยิ่งกว่าอากาศเมื่อเช้านี้ ท่านประธานครับ บทบัญญัติสําคัญ บัญญัติไว้เป็นบทบัญญัติทั่วไปแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ กล่าวว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ก็ตีความได้ว่าอํานาจสูงสุดนั้นองค์พระมหากษัตริย์ ทรงใช้ผ่านทางรัฐสภา ทางคณะรัฐมนตรี และทางศาล และอํานาจสูงสุดนั้นเป็นของราษฎร ทั้งหลาย ไม่ใช่ของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด แต่เมื่อได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ผมอยากจะ เรียนท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าเราจะได้พบอํานาจใหม่ที่แสนวิเศษสุดมาใช้อํานาจ แทนปวงชนชาวไทยอย่างน่าเกรงขาม ซึ่งผมจะพาท่านประธานไปดู ท่านประธานครับ ปกติเป็นที่เข้าใจว่าประชาชนเจ้าของอํานาจอธิปไตยนั้นได้ใช้อํานาจของตนผ่านการเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. เอาละ สภาใหม่นั้นอาจจะเหลือแต่ ส.ส. ส.ส. ก็ไปเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา นายกรัฐมนตรีก็ไปเลือกคณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ การได้มาซึ่งตัวแทนอํานาจอธิปไตยของปวงชน หรือการได้มาซึ่ง ส.ส. นั้นก็มีการวิพากษ์กัน มากแล้วนะครับ วิจารณ์กันมากแล้วว่าการได้มาของ ส.ส. นั้นเป็นเช่นไร แต่อยากจะเรียนว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นการวิจารณ์นอกสภาแห่งนี้ ไม่ได้วิจารณ์กันในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ แต่การล้มล้างสิ้นสภาพของ ส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรี อันเป็นผู้แทนอํานาจอธิปไตย ของปวงชนนั้นกลับอยู่ในมือขององค์กรวิเศษที่ทรงฤทธานุภาพเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด นี่ครับ ที่ผมอยากจะเรียกว่าหนาว ท่านประธานครับ มาตรา ๙๖ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ้นสุดลงเมื่อ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย ให้พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ๑๓๙ ไม่เคยมีมาก่อนนะครับ วงเล็บนี้ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใด เพิ่งมาโผล่ในรัฐธรรมนูญฉบับสวมหมวกนี่ละครับ เป็น (๑๐) ท่านประธานครับ ดูต่อไป นี่ ๑ ในอํานาจอธิปไตยที่เรียกว่ารัฐสภา สมาชิกภาพของ ส.ว. สิ้นสุดลงเมื่อใด ตามดูกันต่อนะครับ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) ศาลรัฐธรรมนูญ มีคําวินิจฉัยให้พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ๑๓๙ อีกเช่นเดียวกัน รัฐสภาไป ๑ แล้วนะครับ รัฐสภาที่ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาไป ๑ แล้ว หมดสมาชิกภาพไป ต่อมาคณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตําแหน่งเมื่อ (๑) (๒) (๓) (๔) (๔) ศาลรัฐธรรมนูญ มีคําวินิจฉัยตามมาตรา ๑๓๙ อีกเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ทั้งรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี อันเป็นผู้แทนอํานาจอธิปไตยของประชาชนต้องพ้นจากสภาพ พ้นจากหน้าที่ด้วยฝีมือของ ส่วนองค์กรวิเศษที่เรียกว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ตามคําวินิจฉัยมาตรา ๑๓๙ ท่านประธานครับ หายใจลึก ๆ นะครับ แล้วตามผมมา เพื่อนสมาชิกครับ ได้โปรดเปิดไปที่ มาตรา ๑๓๙ ได้โปรดเปิดไปอ่านที่มาตรา ๑๓๙ อ่านแค่ย่อหน้าเดียว ย่อหน้าที่ ๒ ในการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณ ท่านประธานครับ ท่านรู้จักดี พ.ร.บ. งบประมาณ ความหนานี่นะครับท่านประธาน ๒ ฟุต น้ําหนัก ๓๐ กิโลกรัม บรรจุไว้ใน กล่องแข็ง ประกอบด้วยหนังสือไม่ต่ํากว่า ๒๐ เล่ม ความหนาถ้านับเป็นหน้า นับเป็น หมื่น ๆ หน้าในการพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณ ท่านประธานครับ ในการพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณนี้ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ ในการเสนอ ๑ ในการแปรญัตติ ๑ หรือในการกระทําใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ท่านประธานครับ ท่านช่วยนิยามคําว่า ทางอ้อม ให้ผมแล้วคอยดูกันต่อไป ในการใช้งบประมาณรายจ่ายจะกระทํามิได้ ก็เข้าใจแล้วครับ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการ จะไปมีส่วนในการใช้งบประมาณมิได้ ปรากฏว่า ถ้าเกิดคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีคนหนึ่งคนใด ส.ส. ส.ว. คนหนึ่งคนใดตุกติก เอางบประมาณ ไปใช้ในจังหวัดตนหรือร่วมส่วนในการแปรญัตติอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เอางบประมาณลงไปจังหวัดตน ผมอยู่สงขลา ผมก็บอกว่าท่าเรือน้ําลึกสงขลา มีความจําเป็น ไปวิ่งเต้นเอางบประมาณท่าเรือน้ําลึกสงขลาไปไว้ที่สงขลา ท่านประธานครับ ส.ส. ๑ ใน ๑๐ คือ ๕๐ คน หรือ ส.ว. ที่จะมาจากการเลือกตั้งพิสดารนั้น ๑ ใน ๑๐ ส.ว. ๒๐ คน สามารถ เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และถ้าศาลรัฐธรรมนูญได้รับแล้วต้องพิจารณา ให้เสร็จภายใน ๗ วัน ท่านประธานครับ ๗ วันนะครับ ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากการวินิจฉัย ใน ๗ วัน ไม่ได้บอกด้วยนะครับว่าในการวินิจฉัยต้องทําอะไรบ้าง ต้องสืบพยานไหม ต้องสืบอะไรต่ออะไรไหม ท่านประธานครับ ปรากฏว่าภายใน ๗ วัน เมื่อรับแล้วศาลวินิจฉัย ภายใน ๗ วันว่า ส.ส. ส.ว. หรือคณะรัฐมนตรี ไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ไม่ว่า ทางตรงหรือทางอ้อม ผลเป็นอย่างไรครับ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถให้พ้นจากตําแหน่งได้ ตามมาตราที่ผมได้อ่านแล้ว เห็นไหมครับท่านประธานว่าเรื่องนี้ พ.ร.บ. งบประมาณที่หนัก ๓๐ กิโลกรัม ความยาวนับหมื่น ๆ หน้า คุณพลาดไปเรื่องเดียว ศาลรัฐธรรมนูญสามารถ เอาคุณออกจากตําแหน่งหน้าที่ได้ เอาออกได้แม้กระทั่งคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจาก ตําแหน่งไปหลังจากคําวินิจฉัย ๗ วัน
กรุณาสรุปด้วยครับ
ท่านประธานครับ ผมขออีก ๑ นาทีเท่านั้นเอง ไม่ขอ ๕ นาทีครับ ๗ วันในคําวินิจฉัยขององค์กรวิเศษด้วยญาณวิเศษนี้ล้มรัฐมนตรีทั้งคณะได้ ท่านประธาน นี่อย่างไรครับ อ่านทั้งฉบับและต้องหนาวเพราะเหตุนี้เอง ท่านประธานครับ เราคิดได้สารพัดสารพัน แต่สิ่งที่คิดนั้นทําไมถึงขัดกับบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ว่าด้วยอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ทรงใช้ผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล มิได้ให้หมายถึงเป็นอํานาจของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ด้วยกฎหมายวิเศษพิเศษดังร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่นี้ ท่านประธานครับ บ้านเมืองเราถึงไป ไหนไม่ได้ บ้านเมืองเราถึงขัดแย้งนํามาสู่ความแตกแยก บ้านเมืองเราถึงได้มีรัฐธรรมนูญ แล้วก็ฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ เป็นประเทศเดียวที่มีรัฐธรรมนูญถึง ฉบับที่ ๒๐ แล้วก็เพราะอย่างนี้ละครับ ก็เพราะซ่อนอํานาจกันไว้อย่างนี้ ก็เพราะคิดพิสดาร กันอย่างนี้ ท่านประธานครับ ได้โปรดพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องขอบคุณทาง กรธ. ที่ได้มาร่วมฟังในวันนี้ด้วย ผมเองรับผิดชอบเกี่ยวกับหมวด ๑๕ ว่าด้วยเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ว่ามีประเด็นถ้าจะพูดถึงมาตรา ๑๓๙ ที่ท่านสมพงษ์เพิ่งพูดเมื่อสักครู่นี้ ก็จะขอเพิ่มเติม สักเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ากันว่าเป็น ร่างรัฐธรรมนูญป้องกันการโกง แล้วก็มีการไปแถลงข่าวเป็นจํานวนมากว่าจุดเด่นก็คือ ไม่ให้ฝ่ายการเมืองมายุ่งกับงบประมาณเลยหลายครั้ง ผมเพียงแต่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่เราทํานี้เป็นสิ่งที่ดีอย่างน้อยก็เป็นเกราะเรียกว่าเป็นลักษณะพิเศษของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่พูดกันอยู่ตลอด แต่ทุกอย่างมีอีกด้านเสมอ เหรียญก็มี ๒ ด้าน กรณีนี้เหมือนกับ เป็นดาบสองคม คือส่วนหนึ่งทําให้เกิดสิ่งดี แต่เราต้องดูอีกคมหนึ่งด้วย ผมเปรียบเสมือน ดาบปลายปืนก็แล้วกัน ถ้าเราจะใช้กับอริราชศัตรูไม่มีปัญหาว่าคมไหนบาดก็ไม่เป็นไร แต่ว่าเราเอาสิ่งนี้มาใช้กับบ้านเมืองของเรา เราต้องพึงระวังอีกคมหนึ่งด้วย เพราะว่า ไม่อย่างนั้นจะบาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และจะสร้างปัญหา แล้วสุดท้ายจะกลายเป็นบาปบริสุทธิ์ สําหรับผู้ที่คิดค้นขึ้นมา ผมเรียนตัวอย่างเรื่องนี้ให้ชัด ๆ ก็ได้ มาตรา ๑๓๙ อยู่ในหมวด ๗ เรื่องรัฐสภา ว่าด้วยเรื่องสภาทั้งสอง ผมมีตัวอย่างอย่างนี้ให้ลองไปพิจารณากัน เมื่อปี ๒๕๔๖ ผมได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ช่วงนั้นมีปัญหาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินรุนแรงมากในภาคใต้ แล้วรัฐบาลในขณะนั้นสั่งรัฐมนตรีทุกคนให้ลงไป ดูสิว่าจะทําอะไรได้เป็นการช่วยเหลือเพื่อจะแก้ปัญหาระยะยาว ผมเองชํานาญพื้นที่ ก็ไปดูขนส่งทางบกว่ามีขาดอะไรอยู่บ้างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรากฏว่าผมตกใจมาก ใน ๕ จังหวัดสถานีขนส่งที่มีอยู่ทั่วไปที่ภาคใต้มีที่จังหวัดสงขลาแห่งเดียว สถานีเดียว ในจังหวัดยะลาจังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล ไม่มีเลย ผมยังพูดในสภา ได้ตอบสมาชิกที่เขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาว่าประชาชนใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้เว้น จังหวัดสงขลาไปประเทศมาเลเซียง่ายกว่ามาประเทศไทย ผมก็เลยมีความเห็นเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรีว่าถ้าอย่างนั้นเราต้องไปสร้างสถานีขนส่งที่นั่นขึ้นมาให้ได้ อย่างน้อย เขาจะได้เชื่อมต่อไม่อย่างนั้นจะขาดออกไปเลย เรารู้สึกว่าหวาดกลัวเรื่องแยกดินแดนอยู่ด้วย อะไรอยู่ด้วย ก็ปรากฏว่าไปเจอข้อจํากัดครับ ของขนส่งทางบกถ้าเราจะไปสร้างสถานีขนส่ง จะต้องมีงบประมาณเฉพาะสร้างสถานีเท่านั้นเอง ไม่มีที่ ทีนี้ท่านลองคิดดูตอนนั้นผมคิดว่า ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถ้าเราจะขอคือทําได้ในที่ที่มีการบริจาคเท่านั้นเอง ที่มีการบริจาค ต้องอยู่นอกเมืองในเมืองไม่มีใครให้ ถ้าอยู่นอกเมืองแล้วเราไปสร้างสถานีขนส่งและถามว่า ใครจะไปใช้ในเมื่อคุณวางระเบิดกันแบบนี้ มีการซุ่มยิงแบบนี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ผมเลยขอเสนอต่อ ครม. ว่าจะขอเงินซื้อที่ด้วย ในประเทศไม่มีลักษณะแบบนี้ ขอซื้อที่ดิน ๒๐ ล้านบาท แล้วก็ของบประมาณ ๒๕ ล้านบาท รวมแล้ว ๔๕ ล้านบาทของบประมาณ จากการแปรญัตติ เพราะว่าเรามาเริ่มตอนหลังแล้วนะครับ ก็ของบแปรญัตติปรากฏว่า ในปีที่ ๑ ได้มา ๓ แห่ง ผมก็ให้เขาไปสร้าง ไม่ได้ลงไปเกี่ยวข้องอะไรทั้งนั้นจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาสได้ครบ ตอนนี้มีแล้วอยู่กลางเมืองเราซื้อที่เพราะว่า ประชาชนได้ใช้จะได้ไม่หวาดกลัว ไปอยู่ข้างนอกไม่ได้ นี่เป็นการแก้ปัญหากรณีพิเศษ ปรากฏว่าในปีนั้นที่จังหวัดสตูลไม่ได้ ผมก็มาที่สภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดชายแดนภาคใต้เขาก็ร้องเรียนเรื่องนี้ในสภาว่าทําไมให้ไปไม่ครบ จังหวัดชายแดน ภาคใต้มีปัญหาอะไรนักหรือ ผมก็ไปตรวจสอบ แล้วสํานักงบประมาณก็มาชี้แจงต่อ ครม. ผมเป็นคนเชิญมา สํานักงบประมาณก็ให้ความเห็นว่าพิจารณากันแล้วจังหวัดสตูล ไม่มีการวางระเบิด จังหวัดสตูลไม่มีการซุ่มยิงใด ๆ เพราะฉะนั้นจังหวัดสตูลยังไม่มีความรุนแรง ไม่ให้ ยังไม่เข้าเกณฑ์ ผมโกรธมากนะครับ ผมพูดแรง ๆ ว่าคุณจะให้ฆ่ากันเสียก่อนใช่ไหม คุณจะให้มีเหตุการณ์รุนแรงแล้วค่อยให้เขาใช่ไหม ผมให้ความเห็นแบบนี้แล้วก็ด้วย ความไม่สบายใจมาก ครม. ในขณะนั้นก็เลยมีมติว่าถ้าอย่างนั้นเฉพาะจังหวัดสตูลที่ขอไป ในปีนั้นให้แปรญัตติเอางบประมาณมาทั้ง ๒ อย่างเลย ก็คือในปีถัดมางบ ๒๐ ล้านบาท ซื้อที่กลางเมืองจังหวัดสตูล แล้วก็ ๒๕ ล้านบาท สร้างสถานีขนส่งซึ่งใช้อยู่ในขณะนี้ ผมเรียนว่ากรณีนี้ถ้าเอามาตรา ๑๓๙ ของท่านมาจับจะเกิดอะไรขึ้น ๑. หากงบประมาณ ในชุดแรก ๓ จังหวัด ผมรับเรื่องมา ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคใต้ เป็นรัฐมนตรี แสดงว่าอยู่ในพื้นที่ผม การขอตรงนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยว แต่เนื่องจากว่าผมรู้พื้นที่ก็เลยเสนอ เรื่องนี้ขึ้นมา ผมเองต้องถูกออกจากรัฐมนตรี ครม. ที่อนุมัติก็โดนเพราะว่าไปแปรญัตติ ตามคําเสนอของผมซึ่งเป็นคนในพื้นที่ เป็นรัฐมนตรี ทีนี้รวบกันหมดของจังหวัดสตูล ส.ส. ๒-๓ คน ซึ่งบางคนมาจากจังหวัดปัตตานี บางคนก็มาจากจังหวัดสตูลที่ให้ความเห็น บันทึกไว้ในสภา แล้วเราก็เอาไปเสนอ ครม. แล้วก็มีการแปรญัตติเพื่อส่งงบไปที่จังหวัดสตูลเพื่อจะ สร้างอันนี้ เพื่อจะแก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ใช้ในการท่องเที่ยวได้ดีมาก ส.ส. ๒-๓ คนนั้นก็ต้องถูกออกหมด ผมก็โดนด้วย ครม. ทั้งหมดถูกรวบทั้งคณะเลย นี่ละคืออีกคมหนึ่งถ้าเราคงตรงนี้ไว้ เพราะฉะนั้นลองไป พิจารณาดี ๆ ว่าตรงนี้เราป้องกันไม่ให้นักการเมืองมายุ่งเรากําลังป้องกัน ท่านรองประธาน เคยอยู่สํานักงบประมาณ ถ้ากรณีนี้ท่านโดนด้วย ถ้าในกรณีจังหวัดสตูลหรือ ๔ จังหวัด ท่านโดนประมาณ ๒๐๐ ล้านบาทที่ต้องช่วยกันจ่าย แต่ถ้าเป็นโครงการใหญ่ ๆ เพราะว่า ในร่างรัฐธรรมนูญนี้กําหนดว่าต้องให้จ่ายคืนด้วย ซึ่งข้อนี้เข้าแน่ ๆ เพราะว่า ส.ส. อภิปราย รัฐมนตรีก็ดันไปอยู่ภาคใต้ และถ้าหากว่ารัฐมนตรีเป็น ส.ส. ด้วยเราจะทําอย่างไรกัน กับการที่ว่า เขารู้ปัญหาบ้านเมืองทําขึ้นมาไม่ได้หวังผล เพราะรัฐบาลชุดนั้นก็ไม่ใช่รัฐบาลที่อยู่ในภาคใต้ ได้อนุมัติงบนี้ขึ้นมา นี่เป็นตัวอย่างที่ว่าอีกคมหนึ่งพึงระวัง ดูดีแต่มีปัญหาอีกด้านหนึ่ง เราจะลบคมด้านนั้น ถ้าเราใช้เป็นดาบไทยก็ไม่เป็นไร ให้มันมีคมข้างเดียว แต่เรากําลัง ใช้กระบี่หรือว่าดาบปลายปืนที่มีคม ๒ ด้าน เราจะทําอย่างไรกับคมอีกข้าง เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ก็เหมือนกันท่านประธาน รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดขณะนี้เท่าที่เราจํากันได้คือรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชน ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทํากันอย่างยากลําบากและตกลงกันว่าเราจะไป แก้ข้างหน้า แล้วก็ใช้กันอยู่ ๑๐ ปี ตอนที่ทําตอนนั้นผมก็อยู่ในสภาด้วย แล้วก็มีความเห็นกันว่า ไปแก้กันข้างหน้าดีที่สุดแล้วละปรากฏว่าสิ่งที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็คือว่าแก้ยาก ตอนช่วงที่มีปัญหารัฐบาลมีจํานวนมาก แล้วพวกผมไปเป็นฝ่ายค้าน พยายามที่จะอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ปรากฏว่าในรัฐธรรมนูญนั้นกําหนดให้เสียงอภิปรายมาก เสียงของพวกเรา รวมกัน ๑๒๕ เสียงไม่สามารถจะอภิปรายได้ ถ้าหากว่าเราสามารถอภิปรายได้ในคราวนั้น สภาจะจัดการกับปัญหาของตัวเองได้ มีการอภิปรายไป มีการนําเสนอกันไป แล้วสุดท้าย จะต้องมีการยุบสภาแล้วก็เลือกตั้งกันใหม่ ปรากฏว่าทําไม่ได้ ไม่สามารถทําได้ เราพยายาม กันอย่างมากที่จะแก้รัฐธรรมนูญในช่วงนั้นท่านประธาน ไม่มีโอกาสเลย ประชาชนก็ไม่มีสิทธิ มาปี ๒๕๕๐ มีโอกาสมาก ดังนั้นหลังจากนั้นมามีการยึดอํานาจ ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วก็รื้อกันใหม่ การเมืองเข้าทางตัน นั่นคือฉบับที่ดีที่สุด ฉบับนี้ไม่ใช่ฉบับที่ดีที่สุด แต่กําลัง จะมีปัญหา ฉบับนั้นแก้ยาก ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็แก้ยาก ของอาจารย์บวรศักดิ์ที่เสนอขึ้นมา ฉบับนั้นแก้ยากมากเหมือนกัน แต่ฉบับนี้แก้ไม่ได้ ผมอยู่ในสภาผมรู้กลไกว่าข้อเท็จจริง เราทํากันอย่างไร ฉบับนี้ที่เขียนกันขึ้นมาเป็นลักษณะแบบแก้ไม่ได้เลย เป็นเหมือนค่ายกล ๗ ดาว ถ้าท่านที่ได้ดูมังกรหยกสมัยโน้นนะครับ ซึ่งเป็นค่ายกลของเฮ้งเต็งเอี้ยงแห่งสํานัก ช้วนจินก่า ท่านประธานก็คงทันนะครับ เป็นค่ายกลแบบ ๗ ชั้นในการจะแก้รัฐธรรมนูญ ผมจะเรียนให้ทราบว่าแต่ละดาวมีอะไรบ้าง ค่ายกลด่านที่ ๑ ในมาตรา ๒๕๓ (๓) บอกว่า ในการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งในวาระที่หนึ่ง แต่ต้องมี ส.ว. เห็นชอบไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของ ส.ว. เดิมเราใช้เกินครึ่งหนึ่ง แต่ขณะนี้พอ ๑ ใน ๓ ของ ส.ว. หมายถึง ๗๐ คน ถ้าหากว่า ๓ ส่วนนะครับ คะแนน ส.ว. ต้องเป็น ๖๖ คนด้วย ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ ส.ว. ไม่เห็นด้วยไม่ต้องแก้ ผมย้อนกลับไปว่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นก็คือว่าตอนที่เราแก้รัฐธรรมนูญ ครั้งแรกโดยการที่ว่าให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นประธานรัฐสภา ตอนนั้น ๒ สภา เหมือนกัน ใช้รัฐสภา ก็ช่วยกันแก้ ช่วงนั้นสภาผู้แทนราษฎรลงมติเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ได้วุฒิสภามาบ้าง ผมมาเดินตรงนี้ผมยังจําได้ว่าพอรัฐธรรมนูญผ่านก็คือเราเปลี่ยนจาก ประธานสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นประธานรัฐสภา เราดีใจกันว่านี่เป็นอํานาจของประชาชน ส.ว. ตอนนั้นมาจากการสรรหา ผมยืนที่หน้าบัลลังก์นี้ก็คุยกับอาจารย์ชัยอนันต์ซึ่งท่านเป็น สมาชิกวุฒิสภาซึ่งเห็นด้วย ผมบอกว่าขอบคุณอาจารย์ อาจารย์ชัยอนันต์บอกว่าพวกคุณ ต้องขอบใจพวกคุณเองคือ ส.ส. ที่จับมือกันแล้วแก้รัฐธรรมนูญ ส.ว. เรามาลงคะแนนให้คุณ ไม่มากนัก ตอนนั้นเป็นครั้งแรก ถามว่าเรื่องนี้มีปัญหาตรงไหนในการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่มี แต่ถ้าเป็นแบบนี้ตามค่ายกลอันนี้แก้ไม่ได้ใช่ไหมครับ เพราะว่าเสียง ส.ว. ต้องได้ ๑ ใน ๓ เราไปผูกไว้ตรงนี้ทําไม เพื่อป้องกันอะไร ป้องกันการแก้รัฐธรรมนูญ นี่ด่านที่ ๑ มุมกลับก็ได้ สมมุติไป เรื่องนี้ยังไม่เกิด มีปัญหา รัฐบาลหน้า ๕๐๐ เสียง ต้องมีเสียงเกินครึ่งก็คือ ๒๕๐ ผมตีว่า ๒๖๐ แสดงว่ามีฝ่ายค้านอยู่ ๒๔๐ ถ้าวุฒิสภาทั้งหมดมีประเด็นใด ๆ ที่ต้องการ จะแก้รัฐธรรมนูญให้มีสิ่งที่ดีขึ้นเราเลยถือว่าวุฒิสภามีนัยสําคัญแห่งการแก้ ไปร่วมมือกับ ส.ส. ฝ่ายค้านแก้รัฐธรรมนูญได้ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ส.ว. ทั้งหมดมาก็ไปเจอด่านที่ ๒ ก็คือว่า ส.ส. ต้องเห็นด้วยทุกพรรคเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่มี ส.ส. เกิน ๑๐ คน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือ ด่านที่ ๒ ระบุไว้ว่าอยู่ในวาระที่สาม ในการจะดําเนินการแก้รัฐธรรมนูญในวาระที่สามต้องมี มติมากกว่ากึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ต้องมี ส.ส. ของพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไปเห็นชอบ ไม่น้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าถ้ามีพรรคการเมืองสักพรรคเดียวที่มีเสียงเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หมายถึง ๑๐ คนขึ้นไปไม่เห็นด้วยสักพรรคเดียวไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งหมด ตรงนี้เสียงส่วนน้อยล็อก (Lock) เสียงส่วนใหญ่ อย่างเมื่อสักครู่นี้นะครับ จํานวนวุฒิสภาแค่ ๑๙.๑๔ เปอร์เซ็นต์ของ ๗๐๐ สามารถที่จะทําให้รัฐธรรมนูญไม่แก้ได้หมดเลย นี่ก็เหมือนยิ่งน้อยเข้าไปอีก ส.ส. ๑๐ คนจากพรรคที่มีเสียงเกิน ๑๐ คนไม่เห็นด้วยก็แก้ไม่ได้ นั่นคือค่ายกลที่ ๒ ค่ายกลที่ ๓ ไปอีกชั้นหนึ่ง สมมุติว่า ส.ส. ที่มีเสียงเกิน ๑๐ คนเห็นด้วยหมด แต่เขาให้รวมในมาตรา ๒๕๓ (๖) ส.ส. ที่ไม่ถึง ๑๐ คนไปรวมกันหมดแล้วต้องได้เสียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์จากเขาอีก ท่านลองดูว่า ถ้ามีใครไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญไปล็อก (Lock) ตรงนี้ ๒-๓ ล็อก (Lock) ไม่ว่าจะเป็นด่านที่ ๓ หรือด่านที่ ๒ อยู่แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ด่านต่อไปด่านที่ ๔ รัฐธรรมนูญในวาระที่สามที่ ส.ว. เห็นชอบด้วย ส.ว. เองจะต้องมีเห็นด้วยเหมือนกัน เมื่อสักครู่วาระที่หนึ่ง ส.ว. ล็อก (Lock) อยู่ พอวาระที่สาม ส.ว.ต้อง ๑ ใน ๓ อีก นี่วาระที่สามนะครับ นี่เป็นด่านที่ ๔ ด่านที่ ๕ ค่ายกลด่านที่ ๕ ในค่ายกล ๗ ดาวที่ล็อก (Lock) เอาไว้ ด่านที่ ๕ ก็คือมาตรา ๒๕๓ (๗) บอกว่าเมื่อผ่าน ๓ วาระแล้วก่อนนําขึ้นทูลเกล้าฯ ถ้าหากว่าพิจารณาในวาระที่สามแล้วเห็นว่า ขัดกับรัฐธรรมนูญจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวินิจฉัยอีก ส่วนอะไรบ้างที่เกี่ยวก็มาเป็น ด่านที่ ๖ ในส่วนที่มีการเขียนว่าส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับศาล องค์กรอิสระ หรือที่ทําให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ การดําเนินการตรงนี้จะต้องลงประชามติ ถ้าท่านกําหนดว่าให้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ จะยิ่งแล้วใหญ่ นี่คือด่านที่ ๖ ที่ไม่ให้แก้ ก็คือว่าเอาไปลงประชามติ ไปถึงสุดท้ายก่อนที่จะ โปรดเกล้าฯ ก่อนที่จะนําขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา ๒๕๓ (๙) บอกว่า ในเบื้องต้นถ้ามีลักษณะ เป็นประชามติแล้วแต่เมื่อมีการพิจารณาแล้วหมายถึงร่างรัฐธรรมนูญที่เมื่อสักครู่นี้ ถ้าจําเป็นจะต้องมีลักษณะตามหมวดทั่วไป หมวดพระมหากษัตริย์ หมวดการแก้ไข รัฐธรรมนูญ หรือจริง ๆ หมวดพระมหากษัตริย์ไม่มีใครไปแก้อยู่แล้ว แต่หมวดตรงนี้สาระ หรือนัยสําคัญก็คือองค์กรอิสระถ้าเราต้องการจะแก้องค์กรอิสระต้องผ่านประชามติ แต่ทั้งหมดแล้วบางเรื่องที่อาจจะไม่เข้าตามนั้นถ้าหากว่า ส.ส. หรือ ส.ว. รวมกันเสนอ ก็สามารถจะให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วก็วินิจฉัยได้อีก ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นดังกล่าวที่ผมเรียนแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ของปี ๒๕๔๐ มีปัญหาถูกฉีกไปแล้วเพราะว่า แก้ไม่ได้ แค่ต้องการจะแก้จํานวนอภิปรายเท่านั้นเอง ไปแล้ว ฉบับนี้มีปัญหาอยู่ในหลายส่วน เวลาที่ผ่านไปร่างรัฐธรรมนูญแก้ปัญหาในอดีตและมาสร้างปัญหาใหม่ในปัจจุบัน และปัญหาใหม่ ที่ใหญ่กว่าในอนาคตเสมอทุกฉบับพอโลกหมุนไปแล้วทุกอย่างมันก็เปลี่ยน แต่ถ้าหากว่าเรา ไม่เตรียมไว้สําหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้บ้าง แรงอัดทั้งหลายจะไปอยู่ที่ตัวรัฐธรรมนูญเอง เหมือนกับฉบับปี ๒๕๔๐ สิ่งดี ๆ ที่เราจะทําในอนาคตไม่ต้องทํากัน อาจจะมีใครไปกระตุกเอาไว้ ไปล็อก (Lock) พรรคการเมืองสักพรรคหนึ่งก็อยู่แล้ว หรือว่ามีความขัดแย้งมันไม่มีทางออกเลย ดังนั้นผมเรียนว่าสิ่งนี้เป็นค่ายกล ๗ ดาวจริง ๆ ที่ว่าคนที่ผ่านได้ในอดีตมาก็คืออึ้งเอี๊ยะซือคนเดียว อึ้งเอี๊ยะซือก็คือเป็นพ่อของอึ้งย้งนั่นเอง ซึ่งเขาเป็นจอมยุทธ์บูรพา ทีนี้เราต้องการจอมยุทธ์บูรพา กันอีกหรืออย่างไร แล้วผมไม่ทราบว่าในการฝ่าด่านค่ายกลตรงนั้นอึ้งเอี๊ยะซือเขาทําอย่างไร เหมือนว่าจะใช้วิธีใด ๆ ก็ไม่รู้นะครับ ดังนั้นผมฝากประเด็นนี้ไว้ว่าผมเห็นด้วยที่มีการกําหนดว่า รัฐธรรมนูญต้องแก้ยากนิดเพราะเป็นกฎหมายแม่ แต่ไม่ใช่เขียนโดยที่แก้ไม่ได้เลย และสุดท้ายแม้แต่คนเขียนเองถ้าหลุดเข้าไปในค่ายกลนี้เขาออกไม่ได้ แล้วเราจะเขียนกัน แบบนี้อีกคมหนึ่งมันมีปัญหาเป็นดาบสองคม เราจะเขียนกันแบบนี้ทําไม เพื่ออะไร แล้วเรา ไม่มีโอกาสที่จะไปเลยหรือ หรือเราไม่มีโอกาสที่จะแก้ไขเลยหรือ ผมตั้งคําถามนี้ไว้เป็นคําถาม ที่สําคัญ แล้วก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมการด้วยว่าต้องขอให้ท่านที่ร่างซือแป๋ ทั้งหลายกรุณาโปรดรั้งมือไว้ไมตรีบ้าง ไม่อย่างนั้นมันจะมีปัญหากันไปทั้งยุทธจักรแน่ ๆ นําเรียนที่ประชุมครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง อดีตเอกอัครราชทูตประจําหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ที่ ๗ นะครับ ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองให้ร่วมอภิปรายแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องการศึกษาวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย สิ่งแรกที่อยากจะขอเสนอ ผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คืออยากจะขอให้บรรจุเรื่องนโยบาย หรือว่าการศึกษาว่าด้วยวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์ประมุขภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น อยากจะขอให้บรรจุอยู่หมวด ๖ ของนโยบายแห่งรัฐ แล้วถ้าเผื่อเป็นไปได้อาจจะขยายเข้าไปอยู่แม้กระทั่งในหมวด ๕ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องให้การศึกษาต่อประชาชนในเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และเหตุผลว่าทําไมถึงอยากจะขอให้บรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการแก้ไข หรือจะอยู่ในฉบับที่ ๒ ก็ด้วยเหตุผล ๓-๔ ประการด้วยกัน
อันที่ ๑ ประชาธิปไตยในสังคมไทยจะเข้มแข็งและไปได้นั้น ประชาชน พลเมืองทุกคนจะต้องมีความรู้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการสําคัญ ๆ ของประชาธิปไตย ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อประชาชนเข้มแข็ง ประชาชน ก็จะได้ใช้อํานาจอธิปไตยได้อย่างเต็มที่ในการตรวจสอบ ในการทักท้วง หรือว่าในการร่วม ตัดสินใจกับวิถีทางของสังคมทั้งโดยทางตรง เช่น ผ่านการเลือกตั้งหรือว่าการลงประชามติ หรือในการที่จะสนับสนุนการดําเนินการของผู้แทนของตนเองที่เป็นตัวแทน เป็นประชาธิปไตยในทางผ่านนะครับ และเมื่อประชาชนมีองค์ความรู้ หรือภาษาอังกฤษ เขาใช้คําว่ามีโพลิติคัลลิเทอเรซี (Political literacy) มีความรู้ มีความเข้าใจ ประชาชน ก็สามารถที่จะแยกแยะประเด็นปัญหาต่าง ๆ ของสังคมได้ ไม่คล้อยตามไปกระแสนิยม ไม่ถูกมอมเมาด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ความเข้มแข็งของประชาชนในฐานะผู้มีปัญญา และมีความรู้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งของความอยู่รอดของสังคมประชาธิปไตยของไทย เพราะฉะนั้นเรื่องการศึกษาว่าด้วยวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขนั้นเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า เหตุผลนะครับ ได้มีการบิดเบือนหลักสําคัญ ๆ ของประชาธิปไตยในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ทําให้เกิดค่านิยมที่เป็นทางลบแล้วก็สวนทาง กับหลักประชาธิปไตยแล้วก็หลักธรรมะของศาสนาต่าง ๆ หลัก ๆ ของสังคมไทย การที่จะให้ มีการศึกษาว่าด้วยวัฒนธรรมการเมืองนั้นก็จะช่วยแก้ประเด็นปัญหาของการสร้าง ความเข้าใจที่ผิด ๆ ถูก ๆ ในสังคมไทย รวมทั้งการที่เราเป็นเรื่องฮือฮามาก คือโกงนิดหน่อยก็ได้ตราบใดที่ตนเองได้ประโยชน์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คงจะได้รับการแก้ไข เมื่อมีการให้การศึกษาทางด้านวัฒนธรรมการเมืองอย่างเข้มแข็ง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าบริบทของโลก บริบทของสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา เดิมในสังคมประชาธิปไตยในตะวันตกนั้นไม่มีสิทธิและเสรีภาพให้กับสตรี ไม่มีสิทธิและเสรีภาพให้กับชนกลุ่มน้อย ไม่มีสิทธิ เสรีภาพให้กับคนผิวสี แม้กระทั่ง ในสังคมไทยเองสตรีก็มักจะเป็นช้างเท้าหลังใช่ไหมครับ ตอนหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิ ของสตรีในเรื่องอํานาจนิติกรต่าง ๆ หรือว่าในเรื่องที่จะต้องใช้นามสกุลเดิมของตนเอง โดยที่ไม่ต้องใช้นามสกุลของทางฝ่ายคู่สมรส สามี ต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้กระทั่งในสังคม ที่มีการยอมรับความนิยมทางเพศหรือที่จะพูดว่าเป็นเพศที่ ๓ ได้ นี่เป็นวิวัฒนาการทางสังคม ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะว่าบริบทสังคมหรือในเวทีระหว่างประเทศ เปลี่ยนแปลงไป ความจําเป็นในการที่จะรู้เรื่อง ความเป็นไปในบ้านเมืองทั้งภายนอกภายในเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งนะครับ แล้วที่สําคัญมาก ก็คือว่ารู้แค่กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่พอ หรือว่าการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ประเทศไทยเพียรพยายามจะทํามาเป็นเวลานานนั้นไม่เป็นการเพียงพอ ต้องให้ การศึกษาด้วย ก็เสมือนกับเรื่องของหลักพุทธว่าด้วยกายกับจิต หรือว่าคําสั่งสอนของศาสนา อื่น ๆ ว่าด้วยกายกับวิญญาณ แล้วการเรียนการสอนในวิชาวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น ก็เหมือนกับการส่งเสริมจิตใจให้เข้มแข็ง ให้รู้ ให้มีปัญญา ให้เข้าใจ ให้มีสติ เพื่อที่จะได้ใช้ กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นเสมือนกายนั้นให้เป็นไปได้อย่างเต็มที่ แล้วก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วทั้งนี้ก็มีสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ประเทศเยอรมนี ประเทศเนเธอร์แลนด์ แม้กระทั่ง ประเทศเกาหลีใต้เพื่อนบ้านของเรา ถึงแม้ว่าเขาจะประสบความสําเร็จในการเสริมสร้าง สังคมประชาธิปไตยแล้ว แต่การเรียนรู้ว่าด้วยวัฒนธรรมทางการเมือง ว่าด้วยสิทธิพลเมือง ว่าด้วยเรื่องการเมืองนั้นยังเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หรือจะเป็นประเทศเยอรมนีต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่ให้ความรู้ทางด้าน สิทธิพลเมือง แล้วก็ความเป็นไปในเรื่องการเมือง ในเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ถ้าเผื่อ ในบางประเทศเขาไม่มีองค์กรกลางแต่เขาก็บรรจุอยู่ในหลักสูตรโดยเฉพาะในหลักสูตร การเรียนการสอนในระดับมัธยม ซึ่งจะขึ้นมาเป็นอนาคตแล้วก็เป็นกําลังสําคัญแห่งชาติ แล้วเขาก็ต้องปลูกฝังองค์ความรู้ว่าด้วยวัฒนธรรมการเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตย เป็นสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาเป็นเหตุผลนี้ก็เป็นสาเหตุอันสําคัญ ว่าทําไมต้องบรรจุวัฒนธรรมการเมืองศึกษาไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะเป็นในหมวด ๕ หรือในหมวด ๖ ก็ได้นะครับ คราวนี้ประเด็นก็คือว่าแล้วเราจะเริ่มกันที่ไหน ก็มีข้อคิดเห็น ข้อเขียนมากมาย แม้กระทั่งของท่านประธานเองก็ได้เขียนไว้หลายเล่มช่วงที่เป็นอาจารย์ แล้วก็มีเกจิอาจารย์ของเราจะเป็น เช่น ดอกเตอร์วิชัย ตันศิริ ดอกเตอร์ทิพย์พาพร ตันติสุนทร ดอกเตอร์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ต่าง ๆ เหล่านี้มากมาย นอกจากนั้นแล้วคําสั่งสอน ในพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ถ้าเผื่อจะเป็นพุทธศาสนาเราก็อาจจะกลับไปอ่านที่ รัชชสูตรได้ ที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่าผู้ปกครองประเทศควรจะต้องดํารงตนอย่างไร ผมเอง ณ วันนี้ก็ได้เอาหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นส่วนประกอบของหลักสูตร แนวสอนวิชาจรรยาในโรงเรียนนายร้อยทหารบก พิมพ์ครั้งที่ ๖ ๔,๐๐๐ ฉบับ พุทธศักราช ๒๔๘๑ พิมพ์เล่มแรกเมื่อปี ๒๔๗๑ และในนี้มีทั้งคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องหลักศาสนา หน้าที่ พลเมือง การเป็นพลเมืองที่ดี แล้วก็การที่จะเป็นนายทหารที่ดีด้วย อันนี้ก็เป็นเอกสาร ที่สําคัญ แล้วในหนังสือนี้ก็ได้ระบุไว้ด้วยว่าเสาหลักของประเทศนั้นมี ๔ ประการด้วยกัน คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แล้วก็กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญหายไปเราถึงมีประเด็น ปัญหาของการไม่เคารพกฎหมายกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ก็ต้องนําสิ่งเหล่านี้กลับมาสู่ ความรู้สึกนึกคิดของคนไทยเป็นสําคัญ นอกจากนั้นแล้วเราก็มีสุภาษิตที่ดีอีกมากมาย ที่เราสามารถจะเอามาเป็นอะไรครับ พื้นฐานของการที่จะฝึกสอนเยาวชนของเราให้เคารพ ในเรื่องสิทธิ ประชาธิปไตย หน้าที่ในระบอบประชาธิปไตยต่าง ๆ เหล่านี้ แม้กระทั่งบุคคล ที่สําคัญในประวัติศาสตร์ จะเป็นพันท้ายนรสิงห์ หรือจะเป็นล่าสุด นักแสดง คุณปอที่เพิ่ง เสียชีวิตไป ก็จะเป็นแบบอย่างของบุคคลที่ดี เราก็สามารถที่จะเอาชีวประวัติของบุคคลที่ดีนั้น มาเป็นแบบอย่างนะครับ เป็นโรลโมเดล (Role model) ขอใช้คําภาษาอังกฤษครับ ในการที่จะให้รู้ว่าเราสามารถที่จะอยู่ในสังคมที่ดีของการไม่เบียดเบียน การช่วยเหลือพึ่งพากันได้ แล้วก็อยู่ในศีล ในธรรม เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญและจําเป็นที่จะต้องขับเคลื่อน แล้วให้มีการเรียนรู้อย่างในทุกวงการนะครับ แล้วก็เป้าหมายแรกที่อยากจะขอเสนอไว้ตรงนี้ก่อน เพื่อเล่าสู่กันฟังว่าจะเริ่มที่ไหนถ้าเผื่อได้มีการบรรจุ ก็แน่นอนครับ อยากจะไปที่เยาวชนไทย อายุ ๑๕-๑๗ ปี ที่เขาหวังว่าในปีหน้า จะได้เป็นผู้ที่จะได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นครั้งแรก หรือภาษาอังกฤษใช้คําว่า เฟิสต์ ไทม์ โหวตเตอร์ส (First time voters) ก็จะมีการโหมโรงนะครับ ก็มีเป้าหมาย ของกลุ่มต่าง ๆ อยู่แล้ว อยู่ในแผนที่กําลังยกร่างอยู่ในขณะนี้
ส่วนประเด็นสุดท้ายนะครับ ข้อกังวลของผม ถึงแม้ว่าจะได้มีการบรรจุไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการเรียนการสอนวิชาวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ประเด็นก็อยู่ที่ว่าแล้วเราจะมีกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างไร ฉบับแรกหรือฉบับเบื้องต้น ของท่านมีชัยและคณะในมุมมองของกระผมเองนั้นเป็นการถดถอยของสังคมประชาธิปไตย ที่เสรี ก็อยากจะขอให้แก้ไข เพราะว่าตกไปในเรื่องสิทธิชุมชน การเลือก ส.ว. ไม่ได้มาจาก ประชาชน มันอยู่ในหมู่เหล่าของ ๒๐ วิชาชีพต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็เรื่องอื่น ๆ อีก ซึ่งหลายประเด็นที่เพื่อนของผมในคณะกรรมาธิการก็ได้กล่าวไว้ในเช้านี้ แล้วก็ยังมีอีก ๑๐ คณะกรรมาธิการ รวมทั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญทางด้านปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน จะได้กล่าวถึงข้อจํากัดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะไม่ขอขยายความ แต่ว่าถ้าเผื่อจะให้ การเรียนการสอนว่าด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตยไปได้ อย่างจริงจัง รัฐธรรมนูญที่จะออกมาเป็นฉบับใหม่ของเรานั้นจะต้องไม่น้อยไปกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือว่าปี ๒๕๕๐ ครับ เราจะต้องไปให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก หมายความว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยและได้ใช้อธิปไตย แล้วถ้าเผื่อเป็นอย่างนั้นจริง หลักสูตรของการเรียนการสอนว่าด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นเสรีก็จะได้ไปในทิศทางนี้ได้ แต่ถ้าเผื่อรัฐธรรมนูญออกมาแล้วไม่เสรีผมคิดว่าภารกิจ ของกระผมก็คงจะจบในเร็ววันนี้ไม่สามารถที่จะกระทําได้ ก็จะต้องขอวิงวอนแล้วก็ฝาก ไปด้วยนะครับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะออกมาใหม่นั้นคือหัวใจของหลักสูตรการเรียนการสอน ในระบอบประชาธิปไตย วัฒนธรรมทางการเมืองที่จะต้องมีประชาธิปไตยเป็นเสรี อันนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมคงไม่สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้ถ้าเผื่อรัฐธรรมนูญไม่เสรี เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปสอนเด็ก เยาวชนให้เขาอยู่ในสังคมที่จะมีสิทธิและเสรีภาพ เป็นเจ้าของประเทศ มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เรื่องเล็ก ๆ น้อย แม้กระทั่งในเรื่องของการกระจายอํานาจ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นก็ไม่ได้พูดให้ไป ตรงสุดทางของการมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด คือเป็นกลัว ๆ อยาก ๆ ของการ กระจายอํานาจ แต่ว่าการกระจายอํานาจก็เป็นหัวใจอันสําคัญของสิทธิและเสรีภาพ ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วย อย่ามีกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาแล้วผมก็กระทําหลักสูตรไม่ได้ แล้วสังคมไทยจะเคลื่อนไปในทิศทางของการเป็น สังคมเสรีที่มีความทันสมัย ยึดบนหลักศีลธรรม ธรรมะ สุภาษิต ความดีงาม ประวัติศาสตร์ ของสิทธิและเสรีภาพตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคําแหงที่เข้าไปสั่นกระดิ่งเรียกร้องนะครับ ใครใคร่ค้าค้าได้ เป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ไม่ควรที่จะให้เราถอยหลังไปให้มาก ๆ แล้วก็เป็นสังคมที่ถูกกํากับ แล้วไม่ใช่เป็นสังคมเสรีประชาธิปไตย ก็บางท่านไม่สามารถที่จะ สร้างหลักสูตรขึ้นมาได้ ก็จะทําให้การทํางานของเรานั้นไปกันคนละทิศคนละทางครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองและกระบวนการเรียนรู้เป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอกของผม ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญ พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ขออนุญาตครับ เรียนท่านประธาน และพี่ ๆ เพื่อน ๆ สมาชิก สปท. ทุกท่านนะครับ กระผม พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ลําดับที่ ๗๓ อยากจะเรียนหารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ก็เรียนตรง ๆ ว่าผมไม่ได้เป็น นักวิชาการที่เป็นหนอนหนังสืออะไร เป็นผู้ปฏิบัติมาทั้งชีวิตนะครับ คือภาพรวมผมอยู่อีสาน มาเกือบตลอด ตั้งแต่รับราชการร้อยตรีก็อยู่ในสนามและคลุกคลีกับประชาชนมาตลอดทางภาคอีสาน ในส่วนนี้ แล้วก็ผ่านการดูแลเรื่องการเมือง การเลือกตั้งมาหลายสมัยตั้งแต่เป็นร้อยตรี แล้วภาพรวมต่าง ๆ วัฒนธรรมทางการเมืองที่ผ่านมา เดิมทีถ้าผมจบใหม่ ๆ ปี ๒๕๑๙-๒๕๒๐ ก็ถือว่าการเลือกตั้งตอนนั้นดีพอสมควร พอช่วงประมาณ ๑๐-๑๕ ปีที่ผ่านมานี้ จะเปลี่ยนแปลงคนที่อยากจะเป็น ส.ส. หรือสมาชิก เปลี่ยนจากการที่มาทําการเมือง เป็นนักธุรกิจเสียส่วนใหญ่ ผมก็ถามในช่วงนั้นว่าเป็นเพราะอะไร เพราะว่าถ้าไม่ได้เป็น ส.ส. เขาจะไม่ได้รับงานอะไรทั้งสิ้น อันนี้ก็เลยเป็นบ่อเกิดที่ทําให้มีปัญหาถึงปัจจุบัน เป็นหลักภาพรวม เพราะฉะนั้นก็มีการซื้อเสียงเพื่อตัวเองจะได้เป็น ส.ส. เพื่อตัวเองจะได้ งบประมาณในการดําเนินการของบริษัทที่ตัวเองเป็นเจ้าของ แต่จะเป็นนอมินี (Nominee) หรือเป็นอะไรอันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นเรื่อง ส.ส. ก็คงจะไม่มีแล้ว แต่ว่า มาดูเรื่องวุฒิสมาชิกที่กํากับการออกกฎหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายลูก กฎหมาย อะไรก็แล้วแต่ในอนาคตที่จะต้องเกิดต่อไป เพราะที่ผ่านมาการออกกฎหมาย เมื่อเรา ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วเราไม่เคยออกกฎหมายลูกได้เลยในการลงรายละเอียด เพราะฉะนั้น อันนี้จะเป็นปัญหาสําคัญ และปัจจุบันก็ดูว่ารัฐบาลจะมียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ครั้งละ ๕ ปี อยู่ ๔ ครั้ง เพราะฉะนั้นถ้าการเริ่มต้นในการเลือก ส.ว. ขั้นต้นมีการคัดสรรจากสาขาอาชีพ ต่าง ๆ แล้วก็มีปรากฏตัวอย่างมาแล้วว่าสามารถล็อบบี (Lobby) กันได้ ผมก็เกรงว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เราเขียนไปจะไม่ได้เป็นมรรคเป็นผลอะไรในส่วนนี้ เพราะฉะนั้น การเลือกตั้ง ส.ว. ถ้าเปรียบเทียบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นแม่แบบก็เป็น ประเทศอังกฤษ เขามี ๗๐๐ กว่าปีมา ส.ว. เขาก็ยังแต่งตั้งอยู่ปัจจุบันในสภาสูง ไม่ได้มีการเลือกตั้งเลย แต่บ้านเราอันไหนที่เป็นประโยชน์ตัวเองก็จะเอาประเทศโน้นมาอ้าง ประเทศนี้มาอ้าง ไม่ได้ยึดโยงในสิ่งอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนเสนอแนะ ในส่วนนี้ว่าใน ๕ ปีแรก ใน ส.ว. ชุดแรกควรจะมาจากการคัดสรร หรือแต่งตั้งในส่วนนี้ จากรัฐบาล หรือจาก คสช. ที่เข้ามาแก้ปัญหาของชาติเพราะไปไม่ได้แล้ว ควรจะอยู่แก้อีก สักระยะหนึ่ง ส่งตัวแทนที่จะกํากับดูแล ส.ส. ในช่วง ๕ ปีแรก แล้วถ้าเริ่มนับ ๑ ได้ ชุด ๒ อาจจะเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็แล้วแต่นะครับ เพราะฉะนั้นคนที่จะทําต่อประชาชน ก็จะเห็นว่าถ้าเขาดีแล้วถ้าเลือกแล้วมีข้อเสียก็จะไม่ถูกเลือกกันเข้ามา เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นประโยชน์ของชาติ ไม่ได้เป็นประโยชน์ของส่วนรวม หรือไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อตัวผมเอง ที่เสนอ ผมเห็นว่าบ้านเรามีความคิดหลายอย่างแล้วก็มีปัญหามาโดยตลอด เพราะฉะนั้น สิ่งอะไรต่าง ๆ จะทําเพื่อให้แก้ไข ทุกคนก็จะมีทั้งดีทั้งเลวร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมานี้ เป็นเพราะว่า ส.ส. หรือ ส.ว. บางส่วนอาจจะทําสิ่งที่ไม่เหมาะสมในส่วนนี้ ทุกสถาบันมีทั้งดี ทั้งเลว แม้แต่ลูกเราเองมี ๕ คน ๗ คน หรือ ๒ คน ก็ยังดีไม่เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้น สิ่งใดต่าง ๆ ที่จะแก้กันได้ แล้วเรื่องวินัยคนในชาติผมอยากจะเสนอเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่า ชายไทยทุกคนต้องฝึกทหารครับ ไม่ใช่เป็นทหาร ต้องเป็นทหารแล้วฝึกด้วยนะครับ ไม่ใช่ต้องเกณฑ์กันอย่างนี้ อันนี้ตัวอย่างเหมือนประเทศเกาหลีผมอยากจะเสนอแนะเพียงแค่นี้ จริง ๆ แล้วถ้าชุดแรก ส.ว. มาจากการสรรหาจะเป็นการชี้ช่องทางให้เราประสบความสําเร็จ ในอนาคตต่อไป ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณครับ เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อย แล้วนะครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการครับ ผมอยากจะเรียนว่าสําหรับการอภิปรายพรุ่งนี้ ก่อนปิดประชุมเราจะมีการลงมติกันในบางประเด็นนะครับ ก็เรียนให้ทราบเสียก่อน
ต่อไปเป็นการอภิปรายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอเชิญประธานกรรมาธิการอภิปรายแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้เวลาไม่เกิน ๒๐ นาทีนะครับ
พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ในฐานะประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เบื้องต้นกระผม ต้องขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้เวลาคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินเพิ่มขึ้น ๓๐ นาที แต่กระผมได้หารือในคณะกรรมาธิการแล้ว เราจะใช้เวลาอย่างประหยัดเพื่อไม่ต้องรบกวนสภาแห่งนี้จนเกินเหตุ เบื้องต้นอยากจะเรียนว่า ประเด็นที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จะกราบเรียนท่านประธานมีอยู่ด้วยกัน ๔ ประเด็นหลัก แล้วมีผู้อภิปรายทั้งหมด ๙ ท่าน ประเด็นหลักที่จะขออภิปรายก็คือ ๑. ประเด็นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับ ประเด็นบริหารราชการแผ่นดิน ประเด็นที่ ๓ การผังเมือง และประเด็นที่ ๔ ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของประชาชน
สําหรับในประเด็นยุทธศาสตร์ชาตินั้น อยากจะกราบเรียนท่านประธาน ไปยังท่านประธาน กรธ. ว่ากระผมและคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินขอบพระคุณอย่างสูงที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ให้ความสําคัญกับยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านประชามติจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่ได้มีการบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติเป็นทางการไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นฉบับแรก ใน ๑๙ ฉบับที่ผ่านมาที่มีการให้ความสําคัญในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ จึงขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านกรรมการที่เคารพด้วย กระผมชื่นชมเอกสารที่ทาง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาแจกในหัวข้อเรื่อง สรุปหลักการที่สําคัญ โดยเฉพาะในหน้า ๖ และหน้า ๗ ซึ่งแสดงว่าท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเข้าใจและเห็นความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติเป็นอย่างยิ่ง กระผม ขออนุญาตอ่าน ระบุความตอนหนึ่งในหน้า ๖ และหน้า ๗ ว่า จัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ เป็นแนวทางเป็นเป้าหมายการพัฒนาของประเทศที่ชัดเจนเหมือนประเทศอื่น ๆ โดยยุทธศาสตร์ชาตินี้กําหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ชาติที่ทุกคนในชาติทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้องร่วมมือดําเนินการไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อมุ่งไปสู่ เป้าหมายเดียวกันคือความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนของชาติในระยะยาว และสําคัญที่สุดคือ ประชาชนต้องเห็นดีเห็นงามกับยุทธศาสตร์ชาติ และต้องร่วมมือกันกับรัฐเพื่อให้เกิดเป็น พลังผลักดันกันไปสู่เป้าหมาย โดยการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ และกฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความเห็น ของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าในร่างกฎหมาย ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติที่ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติไปเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ มีหลักการ เช่นเดียวกับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกล่าวถึง ระบุถึงในเอกสาร ขณะเดียวกันขณะนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินก็ได้ยกร่าง ปรับปรุงร่างเดิมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ก็ยังยึดหลักการ เนื้อหาและสาระคล้ายคลึงกับฉบับที่ผ่าน สปช. ไป และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งเมื่อฉบับที่ผ่าน สปช. ไปนั้น เมื่อผ่านไปวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กรุณากล่าวถึง ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ และท่านให้ความสําคัญในเรื่องนี้มาก ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ปีนี้ท่านก็ยังกล่าวถึง ฉะนั้นเรื่องยุทธศาสตร์ชาติจึงมีความสําคัญที่เรา จะต้องติดตาม และในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติไว้หลายแห่ง แห่งแรกคือที่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑ อยู่ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ นอกจากนั้นแล้ว ได้มีกล่าวถึงในมาตรา ๑๕๗ ในเรื่องการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการ แผ่นดินว่าจะต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และยุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้น จึงจะเป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต้องสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนั้นแล้วในมาตรา ๑๕๙ ถ้ากระผมจําไม่ผิด ที่พูดถึงว่าคณะรัฐมนตรี ต้องบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายที่แถลงไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าไปโยงกับมาตรา ๑๕๗ ก็คือว่าการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แต่ที่ข้อกังวลสําหรับตัวกระผมเองหรือกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินหลายท่านก็คือ ข้อความว่า รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาตินั้นไปบัญญัติไว้ในมาตรา ๖๑ ในขณะที่มาตรา ๖๐ ซึ่งเป็นมาตรานําในหมวดนี้พูดถึงว่า ข้อบัญญัติในหมวดนี้ไม่มีสิทธิฟ้องร้องรัฐ ถ้าในกรณี อย่างนี้ก็คือว่ารัฐจะทําก็ได้ ไม่ทําก็ได้ใช่หรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่จะฝากไปที่ท่าน กรธ. ทั้งหลายนะครับ ในเมื่อท่านให้ความสําคัญกับยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ฝากไปพิจารณาว่า จะกรุณาพิจารณาให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นมาตราหนึ่งในมาตรา ๔๘/๑ ว่าเป็นรัฐต้อง จะได้ หรือไม่ จะเกิดความชัดเจน เพราะว่ารัฐบาลที่ให้ความสําคัญกับการพัฒนาประเทศ ให้ความสําคัญต่อการต่อเนื่องของนโยบายก็จะยึดถือตามยุทธศาสตร์ชาติ แต่ถ้าบางรัฐบาล อาจจะมีนโยบายบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สิ่งที่พยายามทําโดยสภานี้ หรือสิ่งที่ทําโดยรัฐบาลในขณะนี้ก็อาจจะไม่สัมฤทธิผล อยากกราบเรียนเพิ่มเติมไปด้วยว่า บางท่านอาจจะเป็นห่วงว่าถ้ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีแล้วอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต เราไป กําหนดในสิ่งที่ยาวถึง ๒๐ ปีได้อย่างไร กราบเรียนว่าในร่างที่ผ่าน สปช. ไป หรือในร่างที่ สปท. กําลังทําอยู่ก็ตาม ได้ระบุไว้ชัดเจนว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แต่อาจเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงได้ทุก ๕ ปี และในกรณีที่มีสถานการณ์ที่กระทบต่อยุทธศาสตร์ชาติในนัยสําคัญ ก็สามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงได้ และที่สําคัญก็คือว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นต้องสอบถาม ความเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ใช่ประชาชนเท่านั้นนะครับ ทุกภาคส่วนในที่นี้ หมายถึงภาคการเมือง ภาคเอกชน และภาคประชาชนด้วย ฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียน ประเด็นนี้ไว้ว่าท่าน กรธ. กรุณารับพิจารณาด้วย นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่าเนื่องจากได้ให้ความสําคัญของ ยุทธศาสตร์ชาติไว้และได้มีการระบุไว้หลายมาตรา ฝากท่านพิจารณาว่ายุทธศาสตร์ชาตินี้ จะไปกําหนดเป็นหมวด ๑ จะได้หรือไม่เพื่อความสะดวกในการที่จะอ้างอิงในการพิจารณา นี่ก็คือประเด็นในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ชาตินี้ความจริงมีอยู่อีกบางมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๖๓ ซึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนดีอย่างมากที่ทางท่าน กรธ. ให้ความสําคัญไปบัญญัติไว้ว่ารัฐบาลจะต้องจัดให้มีกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติภายใน ๓ เดือน และให้ยุทธศาสตร์ชาตินั้นทําให้เสร็จใน ๑ ปี ซึ่งในรายละเอียดตรงนี้นะครับ เดี๋ยวท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ จะได้อภิปรายในส่วนนี้ ฉะนั้นกระผมจะผ่านในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติไป
ในประเด็นที่จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทาง กรธ. ก็คือ ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ผมเชื่อว่าทุกท่านทราบอยู่ว่าการบริหารราชการแผ่นดินนั้น เป็นหลักสําคัญในการพัฒนาประเทศ ในการรักษาให้ประเทศคงอยู่ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ให้มีการบัญญัติในส่วนของบริหารราชการแผ่นดินไว้ในหมวด ๕ เช่นกัน อยากกราบเรียน ข้อเสนอ จึงขออนุญาตอ่านไว้ ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ควรพิจารณาให้มีมาตราในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ข้อความ ทํานองว่า รัฐต้องจัดองค์กรภาครัฐให้สนองตอบภารกิจของรัฐ สนองตอบต่อยุทธศาสตร์ชาติ มีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ บริการประชาชนที่เป็นเลิศ นั่นคือประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝาก ท่าน กรธ. ไว้ว่าลองรับไปพิจารณาด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง
ประเด็นที่ ๒ อยากฝากกราบเรียนพิจารณาว่าควรพิจารณาบัญญัติเป็น มาตรา ๒๖๗/๑ ข้อความทํานองว่า ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ร่วมกันดําเนินการและผลักดันให้มีการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยเร็ว โดยจะต้องจัดทําแนวทางการปฏิรูปให้แล้วเสร็จ และเริ่มดําเนินการภายใน ๓ เดือน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เพื่อสนองตอบภารกิจของรัฐ สนองตอบยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อความมั่นคงของประเทศ ความมั่งคั่งของประชาชนอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับหลักประชารัฐ
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน จะได้มีการอภิปรายต่อไป กระผมจะขอรบกวนเวลาของที่ประชุมเพียงเท่านี้ แต่ถ้ากรรมาธิการ อภิปรายแล้วมีเวลาเหลือนะครับ ถ้ากระผมเห็นว่ามีสาระสําคัญที่จะกราบเรียนเพิ่มเติม จะขออนุญาตสรุปในตอนท้าย ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานยงยุทธครับ ต่อไปเป็นการอภิปรายของสมาชิก เป็นรายบุคคลตามรายชื่อที่ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินได้เสนอมา โดยใช้เวลาในการอภิปรายทุกท่านรวมกันไม่เกิน ๑ ชั่วโมงครึ่ง ขอเชิญท่าน พลเอก วัฒนา สรรพานิช อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอเชิญครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วยครับ ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เผอิญเป็นช่วงรับประทานอาหาร ก็เลยให้ท่านเลขาธิการได้ประสานว่าท่านใดรับประทานอาหารเสร็จก็เชิญเข้ามารับฟัง การอภิปรายของทางสมาชิก สปท. นะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก วัฒนา สรรพานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๓๔ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินขออภิปราย แสดงความคิดเห็น และข้อเสนอเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ดังนี้ กระผมจะกราบเรียนเป็น ๓ ประเด็น ประเด็นแรก หรือประเด็นที่ ๑ คือหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ในมาตรา ๔๘ ถึงมาตรา ๕๙ ประเด็นที่ ๒ หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๖๐ มาตรา ๖๑ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๒๖๓ ประเด็นที่ ๓ ข้อเสนอการนํายุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ
ประเด็นที่ ๑ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ เป็นที่ทราบทั่วกันว่ารัฐ ตามที่องค์กรสหประชาชาติได้ให้ความหมายไว้ว่าหมายถึง อาณาเขตหรือดินแดน ประชากร มีอํานาจอธิปไตยไม่ขึ้นอยู่กับรัฐใด ไม่เป็นอาณานิคมของใคร หรืออยู่ภายใต้การอารักขาของรัฐใด มีอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจ ตุลาการศาลที่เป็นอิสระ และที่สําคัญที่สุดต้องมีรัฐบาลของตนเองมิใช่แต่งตั้งมาจากรัฐอื่น หรือประเทศอื่นโดยการบังคับ รัฐมีอํานาจหน้าที่ของตนเองในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยคณะรัฐบาล มีคณะนิติบัญญัติ และมีองค์กรประกอบของตุลาการในปัจจุบัน รัฐมีอํานาจ หน้าที่กว้างขวาง แต่ในปัจจุบันถูกสังคมโลกควบคุมจํากัดโดยกฎหมายระหว่างประเทศก็ดี โดยประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศก็ดี โดยการเข้าเป็นสมาชิกในองค์กรระหว่างประเทศ หรือสนธิสัญญากับกลุ่มประเทศ เช่นประเทศไทยในปัจจุบันที่เห็นได้ชัดก็คืออยู่ในกลุ่ม ประเทศอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมีพันธสัญญาผูกพันกันในกลุ่ม อํานาจหน้าที่ของรัฐในปัจจุบัน อาจแบ่งได้เป็น ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ผมจะสรุปให้ฟังดังต่อไปนี้
เรื่องที่ ๑ หน้าที่ในการปกครองซึ่งมีมาแต่เดิม สังคมทุกสังคม ต้องมีการปกครอง จะเป็นการปกครองแบบใดหรือแบบใด ๆ ก็ตามในโลกนี้จะต้องมี การปกครอง จะเป็นรัฐรวมหรือรัฐเดี่ยว จะมีการกระจายอํานาจ การแบ่งอํานาจ หรือรวมอํานาจ รัฐต้องมีหน้าที่ปกครอง สําหรับรัฐไทยมีกรอบความคิดหรือวิสัยทัศน์ ที่สําคัญอันได้แก่
ประเด็นแรก การดํารงอยู่ของชาติ คือชาติไทยต้องเป็นชาติที่เป็นเอกราช มีอธิปไตยภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ประเด็นที่ ๒ ประเทศไทยต้องการความเกษมสุขของประชากร คือสังคมไทย มีความปรองดอง สมานฉันท์ มีการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีความมั่งคั่ง ประชาชนอยู่ดีกินดี
ประเด็นที่ ๓ การมีเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของรัฐ หรือของประเทศ อันได้แก่ การมีเกียรติศักดิ์ศรีในสังคมโลก และอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านและประชาคมโลก ได้อย่างสันติสุข
เรื่องที่ ๒ หน้าที่ของรัฐ ดังมีหน้าที่ในการบริหารจัดการเพื่อให้ระบบ การบริหารจัดการบ้านเมือง รัฐจะมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้ระบบการเมือง การเศรษฐกิจ และสังคม มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความมั่นคงในด้านต่าง ๆ ตลอดจนด้านพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม สําหรับหน้าที่ของรัฐ ๓ ประการนั้น รัฐก็จะได้มีเจ้าหน้าที่ในการบริหาร ราชการแผ่นดินให้เป็นหน้าที่
สําหรับในสมัยปัจจุบันนั้นรัฐยังมีหน้าที่อีกประการหนึ่งก็คือหน้าที่สําคัญ ที่รับผิดชอบต่อประชากร คือต้องทําให้เป็นรัฐสวัสดิการ และมีหน้าที่อันสําคัญที่รัฐจะต้อง ให้การบริการสาธารณะ ทั้งนี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ําในด้านความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต ของประชาชนให้เท่าเทียมกัน รัฐพึงยึดหลักความเท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจ สังคม อันได้แก่ การศึกษา การรักษาพยาบาล การสาธารณสุข การเข้าถึงแหล่งเงินทรัพย์และทรัพยากร ตลอดจนพลังงาน การเข้าถึงตลาดสินค้าที่ตนผลิต การเข้าถึงบริการสาธารณะที่เพียงพอ แก่การดํารงชีวิต
สําหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในส่วนตัวกระผมเห็นว่าได้ครอบคลุมในเรื่องต่าง ๆ อยู่ในมาตราที่กระผมได้กราบเรียนแล้ว คือตั้งแต่มาตรา ๔๘ ถึงมาตรา ๕๙ ได้ครอบคลุม ในภารกิจหน้าที่ของรัฐซึ่งมีความสมบูรณ์ สุดแต่ว่ารัฐบาลจะไปบริหารจัดการอย่างไร โดยออก เป็นกฎหมายดําเนินการ และเมื่อกําหนดหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจนแล้ว ในการบริหารราชการ แผ่นดินก็จะมีงบประมาณ มีทั้งคน มีทั้งเงิน คือในการแก้ปัญหาโดยทันที และสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สําหรับส่วนตัวกระผม ผมเห็นว่าเป็นครั้งแรกที่กําหนดหน้าที่ว่าให้รัฐ มีหน้าที่อย่างไร
ประเด็นที่ ๒ กระผมจะขออภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับแนวนโยบายแห่งรัฐ เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกําหนดไว้ในมาตราต่าง ๆ อันได้แก่ มาตรา ๖๑ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๒๖๓ ซึ่งมีความผูกพันเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน ผมขอ ขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไว้ ณ โอกาสนี้ เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติในร่างรัฐธรรมนูญนี้มีอยู่ ๔ มาตรา และมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศใช้เป็นแนวทาง ในการดําเนินการและมีความผูกพันกับการใช้งบประมาณของรัฐ ตลอดจนการประเมินค่า วัดผลในการบริหารราชการแผ่นดินในกรอบยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างเหมาะสม จะเห็นได้ว่า ในมาตรา ๖๑ ได้กล่าวถึงรัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนา ในมาตรา ๑๓๗ ในการนําเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ จะต้องแสดงแหล่งที่มาและประมาณการรายได้ และผลสัมฤทธิ์ที่จะได้รับจากการจ่ายเงิน และความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่าง ๆ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินและการคลัง
ประเด็นต่อไปที่ผมจะพูด นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการ แผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนิน นโยบายโดยไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ ซึ่งจะเห็นว่า ผิดไปจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นในเรื่องเอางบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ และในการนํายุทธศาสตร์มาปฏิบัติ ในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์นี้จะต้องมี พระราชบัญญัติรับรองเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน โดยกระทรวง ทบวง กรม องค์กร ของรัฐทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ทราบถึงเจตนารมณ์ของยุทธศาสตร์ชาติ จึงให้ คณะรัฐมนตรีมีกฎหมายตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่ วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และดําเนินการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติตามมาตรา ๖๑ ให้แล้ว เสร็จภายใน ๑ ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๒๖๓
ประเด็นที่ ๓ กระผมขอแสดงความคิดเห็นในการนํายุทธศาสตร์ชาติไปสู่ การปฏิบัติ ซึ่งประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ท่าน พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านได้กรุณากล่าวถึงความสําคัญในการที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มียุทธศาสตร์ กระผมเห็นว่าเมื่อมียุทธศาสตร์ประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วออกเป็นกฎหมายที่จะต้องนํายุทธศาสตร์ไปใช้ การนํายุทธศาสตร์ไปใช้จะต้องเป็น สิ่งสําคัญที่สุดที่จะให้บังเกิดผลเพราะการมียุทธศาสตร์เฉย ๆ นั้นไม่สามารถที่จะทําให้ ประเทศชาติพัฒนาไปได้ เว้นเสียแต่ว่ามีกฎหมายบังคับให้เป็นไปในกรอบและแนวทางเดียวกัน กระผมขอกราบเรียนดังนี้ การนํายุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ที่สําคัญที่สุดคือต้องนํา ยุทธศาสตร์ของชาติให้มีความสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมและพลังอํานาจของชาติ
ประการต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับงบประมาณ และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ จําเป็นอย่างยิ่งต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อบูรณาการความคิดและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ประการต่อไป ต้องกํากับดูแล ตรวจสอบ และประเมินผลแห่งความสําเร็จ ในการดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติเพื่อทําการปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติในทุกส่วน ไม่ว่า จะเป็นวัตถุประสงค์แห่งชาติ นโยบายในการพัฒนาต่าง ๆ วางมาตรการเฉพาะ หรือแผนงาน โครงการ ต้องมีการปรับปรุง จัดสรรงบประมาณ ตลอดจนโครงสร้างของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ปรับปรุงเทคนิคและเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และให้หน่วยงานตรวจสอบภายในที่มีอยู่เดิมดําเนินการควบคู่ขนานกันไป
ประการสุดท้าย ขออภัยครับ ผมขอประมาณครึ่งนาทีครับ เมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ทําให้แรงผลักดันแนวโน้มปัญหาภัยคุกคาม และความท้าทายมีการเปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดอย่างมีนัยสําคัญ จําเป็นจะต้องมี การทบทวนยุทธศาสตร์เพื่อให้ประเทศมีความพร้อมสําหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมั่นคง อย่างน้อยให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ที่กําหนดไว้ปีละ ๑ ครั้ง เพื่อให้ประเทศชาติอยู่ในสภาพ ความพร้อมจะเผชิญสถานการณ์ได้อย่างเป็นผลสําเร็จ ขอจบคําบรรยาย ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่าน พลเอก วัฒนา สรรพานิช นะครับ ต่อไปขอเชิญ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ อดีตผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก อดีตผู้อํานวยการ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปัจจุบันก็เป็น สปท. ด้วย แล้วก็เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง เชิญครับ
กราบเรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๔๓ ผมขอแสดงความคิดเห็นกับร่างรัฐธรรมนูญใน ๒ ประเด็นหลัก ๆ คือเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติและบทบาทของทหารในการพัฒนาประเทศ ในประเด็นยุทธศาสตร์ชาตินั้น คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่ารัฐบาลโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ท่านได้ให้ความสําคัญ กับเรื่องยุทธศาสตร์ชาติเป็นอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาประเทศในระยะยาว ท่านได้กล่าวถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด จะเห็นว่าถ้าท่านฟังรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ทุกวันศุกร์ ท่านจะได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีมาโดยตลอด โดยเฉพาะในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อคืนวันศุกร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ท่านได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีเป็นอย่างมาก แสดงว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านให้ ความสําคัญและมีความมุ่งมั่นต่อเรื่องนี้มาก ทั้งนี้เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรี ได้มีมติแต่งตั้งกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีขึ้น โดยมีท่าน พลเอก วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีคณะอนุกรรมการ ๒ คณะคือคณะอนุกรรมการ จัดทําร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และคณะอนุกรรมการจัดทําแผนปฏิบัติการหรือโรดแมป (Road map) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทําและอยู่ในขั้นตอนที่จะนําไปรับฟังความคิดเห็น จากภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ซึ่งจะไป ด้วยกันนะครับ ทั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้สั่งการให้เผยแพร่ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ฉบับย่อให้แก่คณะรัฐมนตรี หน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ในการแถลงผลงานของรัฐบาล ประจําปีที่ผ่านมา และได้แจกจ่ายให้แก่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปแล้ว ถึงแม้ว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีจะอยู่ระหว่างการจัดทํา แต่ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ กระทรวงและหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยนําไปใช้เป็นกรอบในการจัดทําแผน ๒๐ ปี รองรับ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีไว้ เช่นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ และการจัดทํา งบประมาณของสํานักงบประมาณก็เป็นการจัดทํางบประมาณในแบบตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกระผมทราบว่าสภาของเราเองก็มีการทําแผน ๒๐ ปีเช่นกัน ดังนั้นตามที่ผมกล่าวมาแล้ว จึงชี้ให้เห็นความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติ และต้องขอบคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้บัญญัติเรื่องยุทธศาสตร์ชาติไว้ในมาตรา ๖๑ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๒๖๓ แต่เนื่องจากมาตรา ๖๑ บัญญัติไว้ในหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐซึ่งเป็นแนวทางให้รัฐ ดําเนินการตรากฎหมายและกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ก่อให้เกิด สิทธิในการฟ้องร้องรัฐ และบัญญัติว่ารัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้นหากคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติมีความสําคัญอย่างแท้จริงก็ควรจะบัญญัติไว้ในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ รัฐต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดสภาพบังคับและสามารถ ใช้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๓ ได้บัญญัติให้คณะรัฐมนตรี จัดให้มีกฎหมายตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศใช้ รัฐธรรมนูญนี้ และดําเนินการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติตามมาตรา ๖๑ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ แสดงว่าต้องรอให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ก่อนจึงจะมี พระราชบัญญัติว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ชาติได้ แต่ตามที่กระผมกล่าวมาแล้วว่า รัฐบาลนี้ได้จัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีไว้แล้ว ดังนั้นจึงจะทําอย่างไรให้ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีนี้ ของรัฐบาลมีผลในทางปฏิบัติต่อไป อีกทั้งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็กําลังดําเนินการจัดทํา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้มีผลบังคับใช้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ดังนั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ควรจะได้พิจารณาในประเด็นนี้ด้วย ซึ่งสามารถที่จะเพิ่มเติม ข้อความในมาตรา ๒๖๓ เพื่อให้การดําเนินการของรัฐบาลมีผลต่อไป และเปิดโอกาสให้พระราชบัญญัติว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติที่กําลังจัดทําอยู่มีผลบังคับใช้ต่อไปด้วย โดยเพิ่มเติมข้อความว่า กรณีที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ชาติ ตามมาตรา ๖๑ ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติภายใน ๙๐ วัน และดําเนินการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติภายใน ๑ ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
ประเด็นที่ ๒ ในหมวดหน้าที่ของรัฐ ในมาตรา ๔๘ บัญญัติไว้ว่ารัฐต้อง พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐพึงจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสม จะเห็นว่าหน้าที่ของทหาร ในการพัฒนาประเทศซึ่งเคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้เลย ซึ่งเดิมทหารก็มีบทบาทในการพัฒนาประเทศ มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ําท่วม หมอกควัน ไฟป่า ขุดเจาะบ่อน้ํา สร้างฝาย สร้างอ่างเก็บน้ํา สร้างถนน สร้างอาชีพ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข ซึ่งที่ผ่านมาทหารก็ทําหน้าที่นี้ได้ดีและมีกฎหมายรองรับ ดังนั้นจึงขอฝากไปทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญให้เห็นความสัมพันธ์บทบาทของทหารในการพัฒนาประเทศ โดยกรุณาเพิ่ม บทบัญญัติการพัฒนาประเทศไว้ในมาตรา ๔๘ ด้วย กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจะได้รับข้อเสนอของผมผ่านไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่าน พลเอก ชูศักดิ์นะครับ ต่อไปเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เชิญครับ ผู้อภิปรายท่านต่อไป ช่วยกรุณาลองเสียบบัตรและกดแต่ไม่ต้องพูดนะครับ เพราะเข้าใจว่าเครื่องยังขลุกขลัก แล้วก็ ดูบัตรให้ดีนะครับ ลองดูเครื่องอื่นครับ สําหรับท่านต่อไป เพื่อให้เกิดความเตรียมพร้อมนะครับ ท่านอนุสิษฐ ท่านศานิตย์ พลเอก รัชกฤต ท่านธานินทร์ แล้วก็ท่านถวิลวดีเป็นท่านสุดท้าย เชิญท่านเบญจวรรณครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดิฉัน นางเบญจวรรณ สร่างนิทร สมาชิก สปท. หมายเลข ๘๕ ดิฉันขอเสนอ ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญใน ๒ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก เกี่ยวกับเรื่องแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดิฉันเห็นว่าเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะเป็นกลไกหลักในเรื่อง การบริหารประเทศ แต่ในครั้งนี้ในมาตรา ๗๒ ระบุเพียงว่ารัฐพึงพัฒนาระบบการบริหาร ราชการแผ่นดินและงานรัฐอย่างอื่น รวมตลอดทั้งการบริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และไม่เลือกปฏิบัติ ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เรื่องนี้ถ้ามองย้อนไป ที่ผ่านมาในปี ๒๕๔๐ เองก็ได้ปรากฏชัดแจ้ง ในมาตรา ๒๓๐ เรื่องการจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรมขึ้นใหม่ ถ้าการดําเนินการนั้นมีการกําหนดตําแหน่งอัตราข้าราชการหรือลูกจ้างเพิ่มขึ้น ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ แต่ถ้าไม่มีการเพิ่มอัตราของข้าราชการหรือลูกจ้าง การรวม โอน กระทรวง ทบวง กรม ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทําให้มีหลักปฏิบัติในเรื่องนี้ ส่วนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้กําหนดเป็นแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะ จะพูดถึงการจัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อํานาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจน เหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุน ให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัดเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ ส่วนเฉพาะที่ไม่ผ่านฉบับที่โดนคว่ําก็ระบุเรื่องการกระจายอํานาจ การจัดภารกิจอํานาจหน้าที่ และขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจนระหว่างราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ท่านประธานคะ ก็ต้องยอมรับนะคะว่าการทํางานของทุกหน่วย มักจะขยายงานออกไปเรื่อย ๆ แน่นอนเมื่อขยายงานออกไปโอกาสที่จะทับซ้อนหรือบางหน่วย เขาบอกว่าซ้ําเสริม แต่ในการทําโดยทั่วไปจะไม่ซ้ําเสริมสิคะ จะกลายเป็นซ้ําซ้อน เพราะฉะนั้นเรื่องความซ้ําซ้อนย่อมเกิดขึ้นได้ จึงควรจะมีบทบัญญัติให้มีการทบทวน บทบาท ภารกิจของภาครัฐเป็นระยะ ๆ ตามความเหมาะสม โดยกําหนดเป็นหลักการไว้ใน รัฐธรรมนูญหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ เพื่อเป็นหลักในการบริหารราชการแผ่นดินให้มี ความถูกต้อง ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมีความจําเป็นที่จะต้องกําหนดบทบาท อํานาจหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน เพื่อลดความซ้ําซ้อน ความสิ้นเปลืองด้านงบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ โดยรวม หลักการสําคัญก็คือการแบ่งแยกให้ชัดเจนระหว่างผู้ดําเนินงาน จัดบริการสาธารณะ แก่ประชาชนก็คือเซอร์วิสโพรไวเดอร์ (Service provider) กับผู้กํากับดูแล การลดการรวมศูนย์ ของส่วนกลาง ปรับเปลี่ยนบทบาทของภูมิภาค และขยายบทบาทของท้องถิ่น จึงถือว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญควรจะตราเป็นมาตราเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องบริหารราชการแผ่นดินออกมา ต่างหากนะคะ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งที่ปรากฏในมาตรา ๗๒ เช่นเดียวกันว่า รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกําหนด ประมวลจริยธรรมสําหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ํากว่ามาตรฐาน ทางจริยธรรมดังกล่าว เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เดิมให้ความสําคัญมาก โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๗๗ บอกว่า รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทํามาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ข้าราชการและพนักงานหรือลูกจ้าง เพื่อป้องกันการประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ เชื่อไหมคะแม้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กําหนดไว้เช่นนี้ แต่เมื่อตรวจสอบในรายละเอียดแล้วปรากฏว่าหน่วยงานทั้งหลายไม่ว่าจะ ที่กล่าวมา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ แล้วก็เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการกําหนด มาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมไม่มากเลย ถือว่าน้อยมาก แล้วรัฐธรรมนูญปีถัดมาคือ ปี ๒๕๕๐ ถือว่าให้ความสําคัญเรื่องนี้มาก ๆ โดยกําหนดเป็นหมวดหนึ่งเลย หมวดจริยธรรม ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมาตรา ๒๗๙ กําหนดว่า มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ละประเภทให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่กําหนดขึ้น แล้วจากมาตรา ๒๗๙ นี้ ก็อาจจะที่ผ่านมาเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่กําหนดมาไม่มีการกําหนดมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรม ออกมาเท่าที่ควร ในปี ๒๕๕๐ ก็เลยกําชับตามลงไปอีกในมาตรา ๒๘๐ บอกว่าเพื่อประโยชน์ ในการดําเนินการตามเรื่องนี้ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอํานาจหน้าที่เสนอแนะหรือให้คําปรึกษาในการจัดทําหรือปรับปรุง ประมวลจริยธรรม และส่งเสริมให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีจิตสํานึกในด้านจริยธรรม รวมทั้งรายงานการกระทําที่ฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมให้ผู้รับผิดชอบ มีการบังคับใช้ กรณีที่มีการดําเนินการไม่ถูกต้องจะต้องมีการรายงานต่อรัฐสภาด้วยนะคะ มาตรวจสอบดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหมวด ๗ หมวดของรัฐสภา มาตรา ๙๖ (๑๓) สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมาตรา ๑๐๖ (๗) สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง เมื่อฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จุดนี้ตรงคําว่า มาตรฐานจริยธรรมนั้น เคยกําหนดไว้ที่ผ่านมาบอกว่าให้มีประมวลจริยธรรม แต่ตัวผู้กํากับดูแล หรือหน่วยงานกลางที่จะดูแลเรื่องนี้ไม่มีปรากฏชัดเจน ก็ได้ไปดู พ.ร.บ. ในส่วนอื่น ใน พ.ร.บ. ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไม่ปรากฏอีกนะคะ เดิมนั้นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะต้อง ไปตรวจสอบว่าหน่วยไหนได้ประพฤติปฏิบัติตามแค่ไหน เพียงไร แล้วถ้าฝ่าฝืนก็มีการรายงาน รัฐสภา แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดไว้ชัดเจนในมาตรา ๒๗๙ ว่า ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องประพฤติปฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรมตามที่กําหนดไว้ในประมวลจริยธรรม แต่เมื่อตรวจสอบดูแล้วปรากฏว่ามีข้าราชการ บางประเภทยังไม่ได้มีการจัดทําประมวลจริยธรรมเลย ในครั้งนี้ก็ได้ไปตรวจดูตรงหน้าที่ ของผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไม่ได้ระบุนะคะ ไม่ปรากฏชัดเจนว่ามีอํานาจหน้าที่ในเรื่องนี้หรือไม่ หรือจะไปกําหนดไว้ในกฎหมายลูก ดิฉันก็อยากจะให้ดูตรงส่วนนี้ด้วยว่าจะต้องมี หน่วยงานกลางที่ดูแลตรงส่วนนี้ให้ชัดเจน จะต้องมีคนดูแลว่า ๑. หรือจะถือว่าเคยกําหนดมา ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เคยกําหนดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วไม่ต้องมี หน่วยงานกลางที่จะดูแลในเรื่องนี้ ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่เราอาจจะขาดจุดนี้ไป อย่างไรก็ตาม ฝากดูตรงจุดนี้ด้วยว่าควรจะให้ใครเป็นหน่วยงานกลางที่จะดูแลในเรื่องนี้ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ ถ้าบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างรัฐธรรมนูญปราบโกง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิ่งที่จะต้องเดินควบคู่ไปด้วยกันก็คือป้องกันหรือส่งเสริมด้านคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งดิฉันคิดว่า เรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องสําคัญนะคะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าคํานึงหรือประพฤติปฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรม ที่กําหนด แน่นอนค่ะ โอกาสในการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่มิควรย่อมลดน้อยลงนะคะ ดิฉันถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้กําหนดออกมาเป็นการเฉพาะ เป็นกฎหมายที่แยกเฉพาะในเรื่องนี้เพื่อให้ทุกหน่วยตระหนัก แล้วก็ระบุไว้ให้ชัดเจนว่า ทั้งผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องคํานึงหรือว่า ประพฤติปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมค่ะ ดิฉันมีข้อเสนอแค่นี้ ขอบคุณมากค่ะ
ต่อไปข้ามลําดับที่ ๕ นะครับ ไปลําดับที่ ๖ ท่านสานิตย์ นาคสุขศรี อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดสระแก้ว และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ และท่านสมาชิกทุกท่าน กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๕๑ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในประเด็น เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งควรมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหาร ราชการแผ่นดินในร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ทั้งหลาย ผมต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยความตั้งใจและเจตนาดีให้ประเทศเรามีรัฐธรรมนูญที่ดีเพื่อจะนําไปสู่การลงประชามติ และประกาศใช้ในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป ส่วนผมก็มีความตั้งใจที่จะเสนอความเห็น ในการร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดใช้ในการปกครองประเทศเช่นกัน ซึ่งอาจจะ กล่าวได้ว่าเรามีเจตนารมณ์ที่ตรงกัน เรามีเป้าหมายเดียวกัน ส่วนวิธีคิดและการดําเนินการ อาจจะแตกต่างกันบ้างตามหน้าที่ความรับผิดชอบและความเชื่อก็เป็นเรื่องปกติ ผมเชื่อมั่น อย่างเต็มเปี่ยมเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ของไทยว่าถ้าจะให้ดีที่สุดและเหมาะสมกับ การใช้ในประเทศต่อไปจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาและมีหลักการสมดุล กล่าวคือ มีความสมดุลในมิติโครงสร้างอํานาจหน้าที่ ความสมดุลในองค์กรที่รับผิดชอบ และความสมดุล ของ ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายการเมือง ฝ่ายบริหารราชการ และภาคประชาชน มิฉะนั้นการใช้อํานาจ ตามรัฐธรรมนูญอาจจะมีปัญหาหรืออุปสรรคเหมือนอดีตที่ผ่านมา ดังนั้นการให้ความสําคัญ เกี่ยวกับการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินจึงมีความทัดเทียมและสอดคล้องกัน และมี การบัญญัติหลักไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนเป็นพื้นฐานให้ครบถ้วน ซึ่งจะประกอบไปด้วย นโยบาย โครงสร้าง องค์กร และจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้สามารถนําไปสู่ ความต้องการของประชาชนที่มาจากฝ่ายการเมืองลงไปสู่ภาคประชาชน และนําความเห็น ของภาคประชาชนมาสู่ฝ่ายการเมือง จะได้แก้ไขตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินไว้หลายมาตรา มีสาระต่าง ๆ เกี่ยวกับทั้งพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินอะไรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีถึงประมาณ ๑๑ มาตรา อย่างเช่น มาตรา ๖๐ มาตรา ๗๒ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๔๘ มาตรา ๑๕๓ มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ มาตรา ๑๗๙ วรรคสอง มาตรา ๑๘๑ (๒) และมาตรา ๒๕๖ แม้แต่จะมีการกําหนดเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินไว้หลายมาตรา แต่เรื่องที่ผมเห็นว่ามีความสําคัญและมีความจําเป็นอย่างยิ่งยวดกลับไม่ได้บัญญัติไว้ คือระบบ และระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งประกอบไปด้วยการบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นไว้เป็นหลักการ เพื่อให้ เป็นหลักยึดในรายละเอียดหรือการกําหนดองค์ประกอบการบริหารราชการในชั้นของ กฎหมายต่อไป เรื่องนี้ที่ผ่านมาก็เคยได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนที่ไม่ผ่าน สปช. ก็ได้กําหนดไว้นะครับ อย่างไรก็ตามแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ได้บอกว่าการบริหารราชการแผ่นดินเรามี ๒ ส่วน แต่กลับมีการกําหนดให้มีการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องของการบริหารราชการ ส่วนท้องถิ่นไว้ในมาตรา ๑๘๐ (๑) (๓) และมาตรา ๒๔๗ วรรคสี่ อาจจะเปรียบได้ว่าเราให้มี การกําหนดการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเปรียบได้กับเรามีพ่อ แม่ มีลูก ๓ คนนะครับ แทนที่ จะบอกว่ามีลูก ๓ คน คนที่ ๑ และคนที่ ๒ ไม่ได้กล่าวถึงเลย แต่พูดถึงเฉพาะลูกคนที่ ๓ คือ การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น แล้วจะให้ลูกคนที่ ๑ และคนที่ ๒ เชื่อมั่นในร่างรัฐธรรมนูญ ได้อย่างไรว่าเขาได้เป็นลูกคนที่ ๑ และคนที่ ๒ เหมือนกับลูกคนที่ ๓ ลอยมาจากนภากาศ จากข้อเท็จจริงที่ผมกล่าวมานี้จะทําให้บุคลากรที่มีหน้าที่ขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะของส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งโดยเฉพาะข้าราชการที่อยู่ในจังหวัดและอําเภอ รวมไปถึงกํานัน ผู้ใหญ่บ้านซึ่งทํางานอยู่ทั่วประเทศเกิดความสับสนและไม่เข้าใจเจตนารมณ์ ของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าหากกลไกนี้ไม่ชัดเจน และไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ผมคิดว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนการบริหาร ราชการแผ่นดินให้บรรลุผลสําเร็จตามร่างรัฐธรรมนูญไว้ค่อนข้างยากลําบาก ผมเองได้รับฟัง คําชี้แจงจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหลายเวที หลายวาระต่างกัน พอสรุปได้ ๓ ประการดังนี้ คือบางท่านได้กล่าวว่ามีพระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ไว้แล้วจึงไม่ต้องกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอีก ๒. บางท่านให้เหตุผลว่าเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปแล้วว่าการบริหารราชการแผ่นดินจัดออกเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น จึงไม่ต้องบัญญัติไว้ ๓. เข้าใจว่าการบริหาร ราชการแผ่นดินของไทยประกอบไปด้วยส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเท่านั้น เนื่องจากภูมิภาค ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการส่วนกลาง ผมเองรับฟังข้อเท็จจริงและเหตุผล ดังกล่าวแล้วยังคิดว่ายังไม่มีน้ําหนักเพียงพอที่จะยกเลิกการกําหนดระบบการบริหารราชการ แผ่นดินออกเป็น ๓ ส่วนเช่นรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา และคิดว่าการกําหนดให้เป็นหลักพื้นฐาน ของการปกครองประเทศจะมีประโยชน์มากกว่า และไม่อาจคิดไปไกลเหมือนบางคนที่เข้าใจว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้มีเฉพาะรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเท่านั้น ในอนาคต การเกิดสถานการณ์เช่นนี้ผมรู้สึกเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเมื่อพิจารณา ถึงหลักสําคัญดังนี้แล้ว ข้อเท็จจริงจากอดีตที่ผ่านมาและผลกระทบต่าง ๆ ยังเห็นว่าการกําหนด ให้มีการบริหารราชการแผ่นดินไว้เป็น ๓ ส่วนน่าจะมีผลดีมากกว่าไม่บัญญัติไว้นะครับ ด้วยเหตุผล ๔ ประการ คือ ๑. ความสําคัญของการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ออกเป็น ๓ ส่วน ย่อมทําให้ข้อบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน มีความชัดเจนและครบถ้วนสมบูรณ์ ๒. เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาที่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ และมีการรับรู้รับทราบถึงองค์ประกอบดังกล่าวโดยทั่วกันเป็นอย่างดีแล้ว การที่จะยกเลิก จึงควรมีหลักการและเหตุผลที่ชัดเจน และอาจมีผลกระทบต่อการลงประชามติ ๓. การที่อ้างว่า ได้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายแล้วจึงไม่ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอีก เป็นเหตุผลที่ไม่ชอบ ด้วยศักดิ์และชั้นของกฎหมาย กล่าวคือรัฐธรรมนูญย่อมมีความสําคัญสูงกว่ากฎหมายทั่วไป ๔. เป็นการรองรับการบัญญัติเกี่ยวกับราชการส่วนท้องถิ่นเหมือนลูกคนที่ ๓ ว่ามีที่มาจาก ลูกคนที่ ๑ และคนที่ ๒ มีลูก ๓ คนนะครับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้บัญญัติไว้ ดังกล่าวด้วยซ้ําไป ผมจึงใคร่ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และขอเสนอว่าควรบัญญัติ เพิ่มเติมไว้ในมาตรา ๒๗ หมวด ๖ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ดังนี้ มาตรา ๗๒ การบริหาร ราชการแผ่นดินให้จัดระบบออกเป็น ๓ ส่วน ประกอบไปด้วย การบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมทั้งกําหนดบทบาท อํานาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของแต่ละส่วนให้ชัดเจน เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศตามที่กฎหมาย บัญญัติ และต่อด้วยข้อความเดิมในวรรคสองต่อไปนะครับ วรรคสองต่อไปซึ่งเดิมเป็น วรรคแรก คือรัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดิน เพิ่มเข้ามา อันนี้ซึ่งไม่กระทบ ต่อมาตรา แล้วก็ไม่ได้เพิ่มสาระอะไรต่าง ๆ แต่ว่าเป็นหัวใจสําคัญที่จะไม่กระทบ แล้วก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามบางท่านอาจจะอภิปรายไว้ว่าน่าจะกําหนดไว้ ในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๔๙/๑ เพื่อเป็นหลักประกันว่ารัฐจะต้อง ดําเนินการ ซึ่งจะทําให้เกิดเป็นมรรคเป็นผลตอบสนองความต้องการและเป็นประโยชน์ ต่อประชาชน และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพ อย่างแท้จริง อันนี้ผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ ไม่ว่าจะอยู่ทั้งหมวด ๕ หรือหมวด ๖ แต่ว่าขอให้มี การบัญญัติไว้ว่าประเทศไทยเรานั้นจะต้องมีการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น ๓ ส่วน คือ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนะครับ ท้ายที่สุดนี้ผมยังหวังว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะรับฟังเหตุผลและให้ความสําคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่า รัฐธรรมนูญจะดีได้ต้องมีความสมดุลและความเท่าเทียมในการกําหนดโครงสร้างและองค์กร ทั้งฝ่ายการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินของข้าราชการดังที่กล่าวมาแล้ว หากเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดีสามารถใช้ปกครองประเทศด้วยความเรียบร้อยยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายอย่างแน่นอนครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านศานิตย์นะครับ ต่อไปเหลืออีก ๓ ท่าน ขอเชิญ พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ อดีตเจ้ากรมยุทธการทหาร อดีตเสนาธิการทหาร กรรมการบริหารสถาบัน เทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) และอดีตวุฒิสมาชิก ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ สมาชิกลําดับที่ ๑๒๓ ครับ จะขออภิปรายในประเด็น ที่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐครับ ขอแสดงความชื่นชมกับผลงาน ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ ท่านได้ร่างมาอย่างดียิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การคลังของรัฐ เช่น ท่านอุตส่าห์ใส่ไว้ในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ในมาตรา ๕๘ รัฐต้องรักษา วินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพ และมั่นคงอย่างยั่งยืน ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ท่านยังอุตส่าห์ใส่ไว้ในหมวด ๘ คณะรัฐมนตรี ในมาตรา ๑๕๙ อีกด้วยว่า คณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ยิ่งกว่านั้นในบทเฉพาะกาล ท่านยังอุตส่าห์ เพิ่มเติมลงไปอีกด้วยว่า ในมาตรา ๒๕๙ ครับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปเพื่อจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นที่จําเป็นให้แล้วเสร็จ ซึ่งก็มี ๙ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และลําดับที่ ๑๐ ที่ปรากฏขึ้นมาก็คือกฎหมาย ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยเขียนไว้ด้วยว่าจะจัดทําขึ้นใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และต้องมุ่งหมายให้มี การขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ และที่สําคัญก็คือท่านยังร่างไว้อีกด้วยว่า ต้องทําให้แล้วเสร็จภายใน ๘ เดือน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ถ้าทําไม่เสร็จ ให้หัวหน้า คสช. ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่จนกว่าจะแล้วเสร็จ สิ่งนี้นํามาสู่ความเป็นห่วง ที่กระผมมีต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ เพราะอาจจะมีคนกล่าวหาได้ว่าท่านทําไม่เสร็จ แม้ท่านคิดว่าทําเสร็จแล้ว เพราะมีคําถามว่ากฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ หมายถึงกฎหมายอะไรบ้าง มีกี่ฉบับ เพราะว่าในร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นฉบับนี้ไม่ได้มีระบุไว้ ถ้าย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งมีหมวด ๘ การเงิน การคลัง และงบประมาณ ในมาตรา ๑๖๗ วรรคสาม จะระบุไว้ว่า ให้มีกฎหมาย การเงินการคลังของรัฐเพื่อกําหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งรวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ การวางแผนการเงินระยะปานกลาง การจัดหารายได้ การกําหนดแนวทางในการจัดทํา งบประมาณรายจ่ายแผ่นดิน การบริหารการเงินและทรัพย์สิน การบัญชี กองทุนสาธารณะ การก่อหนี้หรือการดําเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินหรือภาระทางการเงินของรัฐ หลักเกณฑ์ ในการกําหนดวงเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น และการอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้อง ใช้เป็นกรอบในการจัดหารายได้ กํากับการใช้จ่ายเงินตามหลักการรักษาเสถียรภาพ พัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และความเป็นธรรมในสังคม นี่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ แต่ว่าได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ถ้าย้อนมามองดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน การคลังของรัฐมีอะไรบ้างครับ ส่วนหนึ่งเช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ พระราชบัญญัติกําหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การบริหารงานจังหวัด และกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติเงินคงคลัง พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พระราชบัญญัติบริหารทุนหมุนเวียน พระราชบัญญัติ กําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย แม้กระทั่ง พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านพูดว่าจะแก้ไข จะจัดทําร่างใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ถ้าท่านแก้ไขได้หมด อันนี้ ผมยังอ่านมาไม่หมดนะครับ ก็ขออนุโมทนาสาธุด้วยครับ สิ่งนี้ก็นํามาสู่ทางเลือกที่ทาง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินใคร่จะขอ แนะนําก็คือท่านมีหนทางปฏิบัติที่จะทําได้หลายหนทาง หนทางปฏิบัติอันแรก ก็คือแก้ไข ในบทเฉพาะกาล คือแก้ไขมาตรา ๒๕๙ (๑๐) กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่จําเป็นจะต้องจัดทําขึ้นใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมมีอะไรบ้าง ท่านจะได้ไม่ต้องตกโจทย์เมื่อถึง ๘ เดือนนั้น หรือหนทางปฏิบัติอีกอันหนึ่งก็คือท่านร่างไว้ในหมวดที่เหมาะสมว่า กฎหมายว่าด้วยวินัย การเงินการคลังของรัฐคืออะไร คล้าย ๆ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือถ้าไม่พอใจท่านสามารถ เลือกอีกหนทางปฏิบัติหนึ่งได้ก็คือแก้ไขมาตรา ๑๒๕ ซึ่งกําหนดให้มีพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ ๙ ฉบับอยู่แล้ว ก็คือเพิ่มขึ้นมาเป็นฉบับที่ ๑๐ อีกสักฉบับหนึ่งเรียกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ สิ่งนี้เป็นไปตามที่เสนอ โดยสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ เสนอมาในร่างรัฐธรรมนูญที่ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติลงมติ แต่เผอิญร่างนั้นไม่ผ่าน เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ในการดําเนินการนี้ ถ้าใช้วิธีแก้ไขให้เป็น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ได้มีการดําเนินการเพื่อสนับสนุนคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว โดยกระทรวงการคลังนั้นได้ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลัง ของรัฐตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วนะครับ ร่างมาหลายปีแล้ว กฤษฎีกาได้ร่วมพิจารณา อยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ส่งไปแก้ไขต่าง ๆ แม้กระทั่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินก็ได้พิจารณาประเด็นข้อเสนอต่อการร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ด้วยแล้วว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐเพื่อเตรียมสนับสนุน หนทางปฏิบัตินี้ถ้าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเลือกหนทางปฏิบัตินี้ สิ่งต่าง ๆ ที่ทาง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้เสนอไปนั้น ก็ได้ใส่ไว้แล้วเป็นส่วนใหญ่ในร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นฉบับนี้ เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่อง งบประมาณและการคลังภาครัฐที่จะบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้เสนอไปแล้ว ขออนุญาต ไม่อ่านในรายละเอียด แต่ว่าเป็นไปตามหนังสือ ที่ สปท. ๖๖/๒๕๕๙ ที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้เสนอต่อคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว พร้อมที่จะสนับสนุนหนทางปฏิบัติในทุกหนทางปฏิบัติที่ท่านจะ บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่ดีที่สุดคือการกําหนดให้เป็นพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญเป็นฉบับที่ ๑๐ ที่เพิ่มขึ้นมาว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐนะครับ เพราะว่า สิ่งนี้ก็จะเป็นการสนับสนุนความมุ่งหมายที่ได้ระบุไว้แล้วในร่างนี้ก็คือการขจัดการทุจริต และประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ แล้วก็จะสนับสนุนให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทําภารกิจให้สําเร็จได้ภายใน ๘ เดือนด้วย นี่คือข้อเสนอฉันกัลยาณมิตรที่มุ่งประสงค์ดีครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่าน พลเอก รัชกฤตนะครับ ความจริงด้วยข้อจํากัดของเวลา แล้วก็บางประเด็นที่อาจจะขาดตกไป วันนี้ก็เป็นประโยชน์มาก ชัดเจนสําหรับข้อเสนอ ที่เสนอเมื่อสักครู่นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายธานินทร์ ผะเอม สมาชิก สปท. หมายเลข ๗๔ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินขอเสนอให้มีการบรรจุประเด็นการผังเมือง และการวางแผนพัฒนาพื้นที่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยเหตุผลที่การผังเมือง และการวางแผนพัฒนาพื้นที่มีบทบาทอย่างสําคัญในการวางกรอบชี้นําการพัฒนาทางด้าน กายภาพของประเทศ กําหนดความสมดุลในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ ทรัพยากรในพื้นที่ โดยคํานึงถึงโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป แต่ใน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ระบุการผังเมืองไว้ในมาตรา ๓๘ ของหมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ของปวงชนชาวไทย ซึ่งมุ่งหมายที่จะคุ้มครองเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ ของบุคคลเป็นหลักเท่านั้น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินจึงเห็นสมควรเพิ่มเติมและขยายประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมถึง การผังเมืองและการวางแผนพัฒนาพื้นที่ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษซึ่งถือว่าเป็นคําสากลที่ใช้กันในหลายประเทศนะครับ ก็คือเนชันนัล ฟิสิคัล แพลนนิง (National physical planning) หรือสเปเชียลแพลนนิง (Special planning) ในฐานะที่เป็นเครื่องมือสําคัญที่จะทําให้ประเทศพัฒนาไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยจะ เป็นกรอบการบูรณาการแผนพัฒนาทุกมิติอย่างสอดคล้องทั้งการใช้พื้นที่เพื่ออุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม การคมนาคมขนส่ง ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ตลอดจนอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ซึ่งการผังเมืองและการใช้พื้นที่จะเป็นตัวชี้นํา การพัฒนาประเทศที่สมดุลบนฐานของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในภาวการณ์ที่ประเทศมีปัญหาอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของสภาพเมืองซึ่งต้องการเน้นเรื่องสุขภาวะและการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุล ปัญหาดังกล่าวได้สะสมมาอย่างยาวนานจึงมีความจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกําหนดทิศทาง และรูปแบบของการพัฒนาเมือง การพัฒนาพื้นที่รวมทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดินทั่วประเทศ โดยการวางระบบผังเมืองและผังประเทศ การพัฒนาพื้นที่ในระดับผังประเทศ ขออนุญาต ปรับในทิศทางที่เหมาะสมสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการ ให้บริการทางด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการของรัฐภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติควบคู่กันไป อนึ่ง การกําหนดให้ผังเมืองและการวางแผนพัฒนาพื้นที่ เป็นตัวชี้นําในการพัฒนาด้านกายภาพของประเทศนับเป็นประเด็นสากลที่หลายประเทศ ทั่วโลกให้ความสําคัญ ซึ่งนานาประเทศได้จัดให้มีโครงสร้างการบริหารและตัวบทกฎหมาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการจัดลําดับอํานาจ ความรับผิดชอบ และจัดระบบ การวางผังเมือง รวมทั้งการใช้ประโยชน์พื้นที่และการพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ดังเช่นที่ปรากฏ ในรัฐธรรมนูญแห่งสมาพันธรัฐสวิสว่า สมาพันธรัฐสวิสพึงวางแผนการใช้พื้นที่ ตรงนี้สมาพันธรัฐสวิสใช้คําว่า สเปเชียลแพลนนิง (Special planning) โดยคํานึงถึง ความเหมาะสมและประโยชน์เชิงเศรษฐกิจเป็นสําคัญ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ได้กําหนดลําดับอํานาจของการวางระบบผังเมืองไว้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังปรากฏใน รัฐธรรมนูญอีกหลายประเทศ อาทิ รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ที่กําหนดให้รัฐ พึงปฏิรูปการใช้ที่ดินเพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างประชากรในประเทศ อันนี้มุ่งหมาย เรื่องการลดความเหลื่อมล้ําและสร้างโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเคนยา ที่กําหนดให้รัฐพึงควบคุมการใช้พื้นที่อย่างเหมาะสมเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคง และความปลอดภัยสาธารณะ ตลอดจนเพื่อการวางแผนการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เองก็ได้ให้ความสําคัญต่อระบบการผังเมืองโดยได้ระบุไว้ใน มาตราต่าง ๆ ๕ มาตรา ได้แก่ มาตรา ๓๔ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๕๗ และมาตรา ๘๕ ซึ่งดูเหมือนว่าจะกระจัดกระจาย แต่เป็นการเน้นย้ําว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้คํานึงถึง ความสําคัญของการวางระบบผังเมือง ในวาระการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ สปท. โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินต้องการ สร้างความชัดเจนโดยระบุไว้ในที่ใดที่หนึ่งเป็นอย่างน้อยนะครับ ซึ่งตรงนี้เราคิดว่ามาตรา ๗๒ น่าจะเป็นมาตราที่มีความเหมาะสม เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนประเทศอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาว และสามารถแก้ไขปัญหาประเทศโดยเฉพาะในระดับพื้นที่ที่เผชิญเหตุขัดข้อง อยู่ในขณะนี้นะครับ เนื่องจากความไม่ชัดเจนในทิศทางและกลไกรวมทั้งกระบวนการ โดยรวมนะครับ ดังนั้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จึงขอเสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยผ่านทางท่านประธานได้พิจารณาบรรจุ ประเด็นการผังเมืองและการวางแผนพัฒนาพื้นที่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยขอเป็นมาตราเดียว ก็คือรัฐพึงให้การผังเมืองและการวางแผนพัฒนาพื้นที่เป็นตัวชี้นํา และบูรณาการแผนการพัฒนาเชิงพื้นที่ประเทศในทุกด้านและทุกระดับ ทั้งนี้ขอได้โปรด พิจารณากําหนดให้อยู่ในมาตรา ๗๒ หมวด ๖ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เป็นการปักหมุดของการปฏิรูปให้มีความชัดเจน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่เรากําลังเผชิญอยู่ และปูพื้นฐานของการพัฒนาในระยะยาวสืบไป ขอขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบัน พระปกเกล้า อดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดิฉันมีประเด็นที่จะนําเสนอต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่สําคัญคือเรื่องของธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่อาจจะเป็นประเด็นที่จะขอให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีการร่าง รัฐธรรมนูญได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ใส่เรื่องที่สําคัญไว้ในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารราชการแผ่นดิน อย่างไรก็ตามเพื่อจะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนมีความภาคภูมิใจ และนําประเทศไทยกลับสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อย่างแท้จริงในอนาคต แล้วก็ป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ดิฉันมีข้อเสนอ หลายประเด็น
ประเด็นแรก เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ จากเดิมในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดในเรื่องของศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ไว้อย่างชัดเจนในมาตรา ๔ ทั้ง ๒ ฉบับนะคะ แล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๔ เขียนไว้ชัดเจนถึงเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ คําว่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่อยู่ใน ตัวตนของมนุษย์ ทําให้มนุษย์รู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับนับถือ รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ในตัวตน มีความภาคภูมิใจ แล้วก็เป็นการสร้างพลัง ที่สําคัญคือสิทธิมนุษยชนก็ได้ใช้ศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์เป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องที่รู้สึกได้เมื่อมีกฎหมายต่าง ๆ ให้ความสําคัญ ให้ความเป็นธรรมกับพวกเขา เพราะฉะนั้นการที่เราจะตัดคําว่า ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ออกไป ดิฉันคิดว่าเป็นประเด็นที่มีความหมายมากนะคะ เพราะว่าประชาชนก็มีความกังขา อยู่ในตรงนี้ ถึงแม้ว่าจะมีคําตอบเมื่อมีคําถามเรื่องนี้นะคะก็บอกว่ายังคงมีอยู่ แต่ว่าได้ไปอยู่ใน มาตราอื่น แล้วก็ซ่อนอยู่ แล้วก็ต้องให้คิดเอาเองว่าได้คํานึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แล้ว เพราะฉะนั้นขอให้เอามาตรานี้กลับคืนมานะคะ
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของธรรมาภิบาล คําว่า ธรรมาภิบาล ได้หายไป แต่มี คําว่า การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งก็ไม่เป็นไรเพราะว่าเป็นเรื่องเดียวกัน การบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีได้รวมคําว่า ธรรมาภิบาลและการบริหารรัฐกิจแนวใหม่ ไว้ด้วยกัน ซึ่งความจริงแล้วธรรมาภิบาลเป็นกลยุทธ์ เป็นหลักการในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเชื่อว่า เมื่อนํามาใช้แล้วจะเกิดสังคมที่สันติสุข และประชาชนจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากภาครัฐ และประชาชนก็มีความสามารถ มีศักยภาพในการที่จะดูแลตัวเองได้ มีความสุข มีความพอใจ และยินดีกับการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐจัดให้มีขึ้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธา ในการบริหารราชการของผู้นําประเทศด้วย เพราะฉะนั้นจึงเป็นหลักการที่สําคัญที่เราจะต้อง ให้ความสําคัญ แล้วองค์ประกอบที่สําคัญก็คือเรื่องของความโปร่งใส สํานึก รับผิดชอบ การยึดหลักนิติธรรม คุณธรรม การมีส่วนร่วม และความคุ้มค่า ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ดูจะให้ความสําคัญกับเรื่องเหล่านี้อยู่บ้างพอสมควรนะคะ เพราะว่าก็มีการกําหนดไว้ใน หลายมาตรา ซึ่งหลายมาตรานั้นก็มีเยอะเลยที่เขียนว่ามีส่วนร่วมไว้ แต่ประเด็นที่สําคัญ คือการมีส่วนร่วมที่กําหนดไว้นั้นไม่มีความหมายเลย เพราะว่าประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ เริ่มแรก ซึ่งคําว่า การมีส่วนร่วม มีอยู่ในอย่างน้อย ๑๓ มาตรา แต่ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ประชาชนโดยทั่วไปประมาณ ๙ มาตรา แล้วใน ๙ มาตรานั้นมี ๗ มาตราที่กําหนดว่าจะต้อง มีกฎหมายบัญญัติ เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อจะต้องไปรอกฎหมาย ที่จะบัญญัติ ซึ่งไม่ทราบว่าจะบัญญัติเมื่อไร แล้วนอกจากนี้ในสาระของการมีส่วนร่วมเป็นประเด็นที่มีคําถามนะคะ เพราะฉะนั้น การที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เดี๋ยวดิฉันจะเสนอว่า ในมาตราอะไรบ้าง เพราะการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มแรก ตั้งแต่ การริเริ่ม ตั้งแต่เรื่องของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง เที่ยงตรง ทันการณ์ พอเพียง เข้าใจได้ง่าย และไม่มีค่าใช้จ่ายมาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น รวมทั้ง การรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงและก่อนที่จะพิจารณา เพราะว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเน้นการมีส่วนร่วมหลังจากการตัดสินใจไปแล้ว หรือเน้นในเรื่องของการให้ความร่วมมือ มากกว่าการที่จะให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แต่คนที่จะทํากิจกรรมการมีส่วนร่วมคือรัฐ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมที่ตอนนี้เราจะใช้คําว่าประชารัฐนั้น จะต้องเป็นการบริหารงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ประชาชน เอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ แทนที่จะให้รัฐเป็นผู้จัด แล้วก็ภาคส่วนต่าง ๆ เป็นคนเข้ามาในภายหลัง ซึ่งจริง ๆ แล้วคําว่า ธรรมาภิบาลจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะในเมื่อการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเกิดขึ้นไม่ได้ ต้องรอรัฐจัด ต้องรอกฎหมายต่าง ๆ ออกมาเสียก่อน เพราะฉะนั้นมีประเด็นสําคัญที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ดิฉันขออนุญาตย้อนกลับไปนิดหนึ่ง หมวด ๘ ในมาตรา ๑๕๙ เขียนไว้ชัดถึงเรื่องของ พ.ร.บ. ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีตรงนี้ดีมาก ดิฉันต้องชมว่ามาตรานี้ดีมาก แล้วก็มีมาตรา ๗๒ ซึ่งมีประเด็นคือไปอยู่ในแนวนโยบายแห่งรัฐ ทําให้ไม่สามารถที่จะเกิดการฟ้องร้องรัฐได้ แล้วก็ไม่ได้เป็นการบังคับรัฐว่าจะต้องพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดิน ให้บริการประชาชน ที่มีประสิทธิภาพ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะย้ายมาตรานี้ไปเป็นหน้าที่ ของรัฐ เพื่อให้ดําเนินการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน อย่างแท้จริง เพื่อให้เน้นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพราะว่าความมั่นใจในรัฐที่จะปฏิบัติตามธรรมาภิบาลเป็นไปได้ยากมาก เพราะว่าไม่รู้ เมื่อไรจะทํา ไปฟ้องก็ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้คงจะต้องไปตัดข้อความที่บอกว่าไม่เป็นเหตุให้ฟ้องรัฐออก เพราะมิฉะนั้นก็จะทําให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าอะไรจะฟ้องได้ อะไรจะฟ้องไม่ได้ และในที่สุดในเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐไม่จําเป็นต้องมีก็ได้ เพราะว่าถึงมีไปก็เหมือนกับรัฐ จะทําเมื่อไรก็ได้
คราวนี้กลับมาถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ดิฉันคงจะพูดเยอะหน่อย ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นการกระจาย โอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสตั้งแต่ริเริ่มจนกระทั่งถึง ติดตาม ตรวจสอบ แต่ปรากฏว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้การติดตาม ตรวจสอบโดย ภาคประชาชนได้ขาดหายไปในหลายเรื่อง ขาดหายไปเลย ซึ่งดิฉันคิดว่าคงจะต้องเอากลับมา เพราะว่ามิเช่นนั้นแล้วประชาชนก็จะกลายเป็นคนที่อยู่วงนอกหรือว่าเป็นผู้สังเกต หรือทําให้ ประชาชนไม่มีความเข้มแข็งแล้วกลายเป็นผู้ที่เฉื่อยชาต้องรอตลอดไป คราวนี้จะทําอย่างไร จึงจะให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในอนาคต ประเด็นที่สําคัญก็คือในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ถูกตัดออกไป ที่บอกว่าการใช้อํานาจของรัฐจะต้องคํานึงถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หายออกไป น่าจะพิจารณาทบทวนเอากลับมา มาตรา ๒๖ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นอกจากนี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๒๖ มาตราเดียวกัน แต่ว่าเขียนต่างกัน เพราะเขาบอกว่าการตรากฎหมายต้องคํานึงถึงเงื่อนไข ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็ในกรณีที่ไม่บัญญัติต้องคํานึงถึงหลักนิติธรรม ดิฉันมีคําถามว่า ตามเงื่อนไขจะรู้ได้อย่างไร เขาบอกว่าถ้าไม่มีการกําหนดไว้ก็ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม เราก็ไม่แน่ใจว่าหลักนิติธรรมในความหมายนี้หมายถึงอะไร นิติธรรมในความหมายอย่างกว้าง หรือความหมายอย่างแคบที่เขาเรียกว่าธิค (Thick) หรือธิน (Thin) เพราะความหมาย อย่างแคบก็คือในเรื่องของแค่การออกกฎหมาย หรือบังคับใช้กฎหมาย ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ถ้าเป็นความหมายอย่างกว้าง เป็นความหมายอย่างลึกซึ้งที่เขาเรียกว่าธิค (Thick) จะคํานึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งตรงนี้คําว่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไม่ค่อยมี อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราก็เลยไม่ค่อยแน่ใจสําหรับมาตรา ๒๖ ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ นอกจากนี้มาตรา ๒๗ ซึ่งเคยมีมาตรา ๒๗ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ได้ถูก ตัดออกไป เพราะตรงนั้นเขาบอกว่าสิทธิและเสรีภาพมีผลผูกพันองค์กรอื่น ๆ แต่ว่าในร่างนี้ ดิฉันไม่เห็น นอกจากนี้มาถึงมาตรา ๔๓ ในร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๙ ก็ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นี่ละค่ะ เขาบอกว่าในเรื่องของบุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิดําเนินการหรือร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมอะไรอย่างนี้ก็ตาม ดิฉันถามว่าสิทธิชุมชนหายไปไหนจากที่เคยมีในมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๖๖ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หายไป ซึ่งเดิมได้กําหนดให้ชุมชนได้มีส่วน ในการร่วมจัดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมาตรานี้ไม่ได้กําหนดในเรื่องของ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติเข้าไว้ แล้วก็สิ่งที่หายไปอีกเช่นเดียวกัน มาดูในมาตรา ๕๓ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรื่องของรัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครองอะไรอย่างนี้ ก็เป็นให้รัฐทําแต่ว่า ประชาชนไม่ต้องมาทํา และประชาชนก็คอยมาร่วมทีหลังก็เลยเป็นปัญหา แล้วก็จํากัดสิทธิ ของประชาชนในการที่จะมีส่วนร่วมเพราะต้องไปดูกฎหมายกําหนดอะไรอย่างนี้อีกนะคะ เพราะฉะนั้นทําอย่างไรที่จะเอาสิทธิของประชาชนเหล่านั้นคืนมา โดยเฉพาะเดิมที่เคยมี ในมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อมนี้หายไป เพราะประชาชนเขาต่อสู้กันมานานกว่าจะได้สิทธิเหล่านี้ กว่าจะได้ คําเหล่านี้เข้ามาอยู่ในรัฐธรรมนูญ เป็นความภาคภูมิใจในการต่อสู้ของประชาชน แล้วก็ ๒ ทศวรรษในการมีความสุขกับการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญท่านอย่าให้ความสุข ของประชาชนหายไปเลยนะคะ ดิฉันทราบว่าเวลาของกรรมาธิการนี้เหลืออยู่ไม่ทราบ ท่านประธานจะให้โอกาสดิฉันสัก ๕ นาทีไหมคะ
เชิญครับ
ขอบพระคุณค่ะ นอกจากนี้ในเรื่องของการดําเนินการ ของรัฐที่จะอนุญาตโครงการหรืออนุญาตกิจกรรมอะไรก็ตามที่จะมีผลกระทบต่อ ความสงบสุขวิถีชีวิตของประชาชนต่าง ๆ ปรากฏว่าในมาตรา ๕๔ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็รู้สึกว่าจะตัดสิ่งที่เคยมีในอดีตออกไป เช่น ในการจัดทํารายงานวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางสุขภาพนี้หายไป แล้วก็ไปใช้เกณฑ์ในเรื่องของระมัดระวัง แล้วก็ เรื่องของการยอมรับ ก็เลยถามว่าคําว่า ระมัดระวัง หมายถึงอะไร เพราะฉะนั้นจะดีกว่าไหม ถ้าจะทบทวนนํามาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้กลับมาใช้
ส่วนประเด็นต่อไปดิฉันมีหลายเรื่อง เรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นเรื่องของความโปร่งใสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ในมาตรา ๕๕ ที่รัฐจะต้องเผยแพร่ข้อมูล แต่ก็มีข้อจํากัดอีกเช่นเดียวกัน เขาบอกว่าก็มีข้อยกเว้น เรื่องความลับของราชการ เรื่องของความมั่นคง อันนี้เข้าใจได้ แต่ว่ามีคําที่เพิ่มมาก็คือ ความลับของราชการ อันนี้ก็เป็นที่สงสัยว่าใครจะเป็นคนตัดสินว่าอะไรเป็นความลับ และสุดท้ายทุกอย่างก็เป็นความลับประชาชนเลยไม่ต้องทราบนะคะ
นอกจากนี้ประเด็นการมีส่วนร่วมที่ดิฉันอยากจะเสนออีก ๒-๓ เรื่อง ก็คือ เรื่องของการมีส่วนร่วมในทางการเมือง การมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายในกระบวนการ ทางนโยบาย ซึ่งหายไปหลายเรื่องในมาตรา ๘๕ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๘๗ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ดิฉันเข้าใจว่าอาจจะไปอยู่ในภาคอื่น ๆ หรือว่าทําให้กระชับ แต่ว่าทําให้สั้น แต่สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่มีความรู้สึกว่ามีหายไปดิฉันคิดว่า เอากลับมาดีกว่า ในเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุน ดําเนินการทางนโยบาย เรื่องเหล่านี้เป็นต้น
แล้วอีกเรื่องหนึ่งคือการฟ้องรัฐ ก็ไม่ค่อยมีความสุขเลยที่ประชาชน ไม่สามารถจะดําเนินการตรงนี้ได้ เพราะเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ ประชาชนก็ไม่รู้จะทําอย่างไรในเมื่อประชาชนทําอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ แล้วรัฐไม่ต้องทําก็ได้ นอกจากนี้สิ่งที่ขาดหายไปทําอย่างไรดีคะท่านประธาน แล้วท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่สําคัญคือเรื่องของการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้หายไปแล้ว ท่านลองพิจารณา ดูในมาตรา ๕๙ ขอให้เพิ่มเติมว่า ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย แทนที่จะให้ ประชาชนรับรู้ข้อมูลแต่เรื่องการทุจริตเท่านั้น ซึ่งก็แปลกประหลาดว่าเราจะเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกง แต่ว่าจะให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรอิสระ ทําเรื่องปราบโกง แต่เพียงลําพังคงไม่ได้หรอก คําว่า ประชารัฐ ต้องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนในการปราบโกง แจ้งเบาะแส หรือว่าพยายามที่จะห้ามคนที่จะทําการโกงนี้ยุติการทําการโกงก็ได้ เขาเรียกว่า มีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วยนะคะ
แล้วอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของการร้องทุกข์ สิทธิในการร้องทุกข์นี้รู้สึกว่า จะมีปัญหาในมาตรา ๔๑ ลองพิจารณาดูว่าทําอย่างไรประชาชนถึงจะเข้าใจว่าขอบเขต แห่งสิทธินี้อยู่ที่ไหนนะคะ
อีก ๒ เรื่องสุดท้าย การมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายมีน้อยมาก จากเดิมที่ประชาชนมีความภาคภูมิใจว่า ๑๐,๐๐๐ ชื่อเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ และมีกลไก ที่จะช่วยประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ รวมทั้งประชาชนก็จะมีตัวแทนของเขา เข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สิ่งที่ยังขาดคือในกรรมาธิการร่วมกัน ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญที่สมัยกรรมาธิการ ๓๖ ท่านทํานี้ ก็จะมีเรื่องนี้เข้าไว้ แต่ปรากฏว่าเรื่องเหล่านี้ได้ขาดหายไปนะคะ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไร ให้มีความชัดเจนในเรื่องนี้เพราะเราไม่แน่ใจในกฎหมายที่จะต้องไปแก้นะคะ กฎหมายเข้าชื่อจะต้องไปแก้ให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนอะไรไว้เลย ก็ต้องรอว่าในร่าง ครม. ที่จะต้องไปแก้นั้นจะออกมาอย่างไร เพราะฉะนั้นน่าจะเอาเรื่องนี้ใส่กลับเข้าไปนะคะ
ประเด็นเกือบสุดท้าย เรื่องของสัดส่วน สัดส่วนของสตรีในทางการเมือง ดิฉัน ต้องขอขอบคุณนะคะ ในมาตรา ๘๕ วรรคสาม ที่ได้ใส่ไว้ในเรื่องของการจัดทําบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมืองซึ่งจะต้องมีผู้สมัครที่ให้คํานึงถึงความเสมอภาคอะไรพวกนี้ แต่ว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทําให้เกิดผลในทางที่เป็นจริงได้ เพราะว่าข้อความที่เขียนไว้นั้นไม่ทําให้ พรรคการเมืองใดที่จะไปสรรหาผู้สมัครที่มีความเหมาะสมที่เป็นสตรีเข้ามาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) เลยนะคะ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไร ก็เขียนให้ชัดเจนเลยดีกว่าไหมว่า ต้องมีสัดส่วนของผู้หญิงหรือเพศตรงข้ามในกรณีที่มีเพศใดเพศหนึ่งมากกว่าเพศหนึ่ง ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ทําไมถึงเป็น ๑ ใน ๓ ดิฉันไม่ได้ขอ ๕๐ ๕๐ เพราะว่าหลายประเทศ เขาก็พิจารณามาแล้วว่าเทสต์ ฟอร์ ลิมิต (Test for limit) หรือขีดที่จะทําให้ผู้หญิงมีสิทธิมีเสียง และจะทําให้เกิดนโยบายที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนก็อยู่ประมาณอย่างน้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จากการสํารวจ ๑๑๘ ประเทศทั่วโลก ๖๐ ประเทศใช้กฎหมาย กําหนดให้มีโควตาผู้สมัครผู้หญิง ๓๖ ประเทศระบุว่าต้องสํารองที่นั่งให้กับนักการเมืองผู้หญิง แต่ว่าเราเรียกร้องแค่มีโควตาผู้สมัครก็ยังดีนะคะ ก็ขอให้ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ลองทบทวนดู
ประเด็นสุดท้าย การมีส่วนร่วมในการจัดทํางบประมาณที่คํานึงถึง ความเสมอภาค เจนเดอร์บัดเจตติง (Gender budgeting) ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านประธาน กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ท่านมาชี้แจงให้พวกเราทราบเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านบอกว่าจะทบทวน จะไปพิจารณาเอาเรื่องเจนเดอร์บัดเจตติง (Gender budgeting) ใส่เข้าไปนะคะ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องนี้จะทําให้เกิด ความเสมอภาคอย่างแท้จริง ไม่ได้ของบประมาณ ๕๐ ๕๐ แต่เป็นงบประมาณที่เวลา พิจารณาแล้วอย่างน้อยก็ได้ไปช่วยเยียวยาแก้ปัญหาให้คนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความต้องการ แตกต่างกัน มีเพศสภาพที่แตกต่างกัน สุขภาวะที่แตกต่างกันด้วย ตรงนั้นดิฉันถือว่า เป็นเรื่องที่สําคัญมาก
แล้วอีกเรื่องหนึ่งคือคําว่า เพศสภาพ ลองพิจารณาดูว่าจะเอากลับมาใส่ให้เขา จะดีไหมคะ เพราะว่าในร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปนั้นก็มีคํานี้อยู่ ดิฉันอยากจะส่งท้ายดังนี้นะคะ เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นําไปสู่ความเป็นธรรม นําไปสู่การนําประเทศกลับสู่สังคมที่มี ความปรองดอง ดิฉันอยากจะขอบคุณท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่คํานึงคําว่า แคร์ (Care) ในที่นี้หมายถึงการเอาใจใส่ประชาชน คํานึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ท่านแคร์ (Care) ความรู้สึกของประชาชน ท่านแชร์ (Share) ในที่นี้หมายถึงท่านให้โอกาส ของภาคประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ในการมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านคํานึงถึงการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ท่านคํานึงถึงการนําคําว่า ประชารัฐ มาสู่ การปฏิบัติให้เป็นผล มีการกระจายอํานาจ มีการแบ่งปันการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม ให้กับทุกคน ทุกหมู่ ทุกเหล่า ไม่ว่าจะเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม คนไร้รัฐ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้พิการ คนด้อยโอกาส เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ กลุ่มเพศสภาพ เป็นการสร้างพลังของประชาชน ให้เข้มแข็ง และสุดท้ายคําว่า แฟร์ (Fair) แฟร์ (Fair) ในที่นี้คือการสร้างสังคมที่ยอมรับกัน ว่าแฟร์ (Fair) การได้รับความเป็นธรรมจากการมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องขอขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ คณะกรรมาธิการได้นําเสนอครบถ้วนโดยที่ท่านประธาน ยงยุทธ สาระสมบัติ ก็จะสรุปอีกครั้งหนึ่ง เชิญครับ ยังมีเวลาเพราะว่าท่านบริหารเวลาได้ดี
พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ : ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ จะรบกวนเวลาของสภาแห่งนี้เพียงสั้น ๆ นะครับ
ประเด็นแรก ต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ ท่านประธานที่ให้ความสําคัญต่อยุทธศาสตร์ชาติ กระผมเข้าใจดีนะครับว่าการมีข้อจํากัด ในเรื่องเกี่ยวกับรัฐต้อง หรือรัฐพึง ในกรณีที่มีความสําคัญอย่างยิ่งอย่างเช่นยุทธศาสตร์ชาติ ผมคิดว่าน่าจะกรุณาพิจารณาว่าย้ายจากหมวด ๖ ไปหมวด ๕ อาจจะเป็นมาตรา ๔๘/๑ จากมาตรา ๖๑ ก็อย่างที่มีท่านกรรมาธิการหลายท่านอภิปรายไปแล้วว่าถ้ามาตรา ๖๐ เขียนไว้ว่าไม่มีสิทธิฟ้องร้องรัฐ ถ้าอย่างนั้นสภาพบังคับก็จะหมดไป
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อความชัดเจนนะครับ ขอความกรุณาท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าน่าจะระบุในมาตรา ๗๒ ให้ชัดเจนว่า การบริหารราชการแผ่นดินมี ๓ ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
ประการต่อไปที่ผมดูแล้วยังไม่ได้พูดถึงก็คือการปกครองส่วนท้องถิ่น มีข้อกังวลเรื่องเกี่ยวกับมาตรา ๒๔๖ วรรคสอง ที่ว่าการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในรูปแบบใดให้คํานึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นและความสามารถ ในการปกครองตนเองในด้านใดได้ ไม่ทราบว่าคํานึงถึงเรื่องใน ๓ จังหวัด หรือ ๔ จังหวัด ชายแดนภาคใต้หรือเปล่าครับ ถ้าจะขอความกรุณา ตรงนี้เกี่ยวข้องอยู่อย่างมาก ฝากพิจารณา ตรงนี้ด้วย
อีกเรื่องหนึ่งในเรื่องของบริหารราชการแผ่นดิน กรุณาพิจารณาเพิ่ม มาตรา ๒๖๗/๑ เกี่ยวกับการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว
อีกเรื่องหนึ่งในเรื่องของผังเมือง ที่ผ่านมาการผังเมืองของประเทศไทย ได้รับความสนใจน้อยมาก ในมาตรา ๓๘ ที่เขียนไว้ก็เขียนในลักษณะของการจํากัดสิทธิ แต่ไม่ได้พิจารณาถึงการผังเมือง ในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาใช้การผังเมืองเป็นการชี้นํา การพัฒนาประเทศ แต่เมื่อไม่มีการใช้ผังเมืองนี้ให้เกิดผลเท่าที่ควรประเทศถึงมีปัญหาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องนี้เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ในด้านกายภาพ ฉะนั้นผมฝากรบกวนผ่านท่านประธาน ไปด้วยนะครับ ส่วนในเรื่องของการมีส่วนร่วมหรือความโปร่งใสนั้นอาจารย์ถวิลวดีอภิปราย ได้ชัดเจนแล้ว กระผมไม่รบกวนเวลาครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านยงยุทธนี้มีฉายาว่ายงยุทธ ยุทธศาสตร์ เอาไปใช้เป็นชื่อกลางได้ แล้วต่อด้วย สาระสมบัติ เพราะท่านบอกว่าบรรดาสมัครพรรคพวกเดี๋ยวนี้เปลี่ยนนามสกุล ท่านไปแล้ว ก็เป็นอันว่าขณะนี้ได้นําเสนอแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ
ต่อไปเป็นการอภิปรายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากท่านประธานคณะกรรมาธิการได้หารือว่า จะให้สมาชิกได้อภิปรายก่อน ส่วนท่านประธานวิรัช ชินวินิจกุล ซึ่งเป็นประธานคณะจะคัดท้าย เป็นพันท้ายนรสิงห์เป็นคนสุดท้าย เพราะฉะนั้นขอเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อํานวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ครับ
คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานและท่านกรรมาธิการ สมาชิกหมายเลข ๑๐๔ แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ขออนุญาตอภิปราย ใน ๖ ประเด็นค่ะ เป็นทั้งเรื่องกว้างแล้วก็เป็นทั้งเรื่องของกระบวนการยุติธรรม
เรื่องแรก ก็คงขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธาน แต่ไปยังประชาชน ในฐานะ ที่อยู่ในระบบราชการมานาน ทราบดีว่ารัฐธรรมนูญในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ประเทศ ที่คิดว่ารัฐธรรมนูญดีที่สุดในโลกก็ไม่ได้มีมาตราเยอะเลย นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้ว อยู่ที่คุณภาพของคนที่ต้องใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งคนที่ต้องใช้รัฐธรรมนูญก็คงมี ๔ ส่วน
ส่วนแรก คือนักการเมืองและทางที่เป็นรัฐบาล หรือรวมทั้งเป็น ส.ส. ส.ว.
ส่วนที่ ๒ ก็คงเกี่ยวข้องกับภาคข้าราชการ ที่จะต้องรักษาสมดุลระหว่าง การทําตามนโยบายและการรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ
ส่วนที่ ๓ คือภาคประชาชน ที่จะติดตามเรื่องการใช้อํานาจรัฐ
และส่วนสุดท้าย ก็คือองค์กรอิสระ
เพราะฉะนั้นในส่วนแรกก็เลยอยากจะเรียนว่าคงไม่มีความเห็นว่าจะต้อง เพิ่มมาตราโน้นมาตรานี้ ไม่มีทางเป็นที่ถูกใจทั้งหมด
ส่วนที่ ๒ ข้อดีของรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ที่ทําให้เห็นว่ามีความชัดเจน เห็นชัด ๆ จะมีอยู่ ๔ เรื่อง แม้จะยังไม่สมบูรณ์
เรื่องแรกเลย ก็คือมีเจตนาที่จะแก้ปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน อาจจะยัง ไม่ครบทั้งหมด แต่ก็เห็นชัดว่าต้องการ
เรื่องที่ ๒ ต้องการแก้ปัญหาเรื่องการเลือกตั้งที่มีการโกง หรือได้นักการเมือง ไม่มีคุณภาพ อันนี้เห็นชัดว่าต้องการ แล้วก็มีการโต้เถียงกันว่าจะมีอัตราส่วน มีอะไร อย่างไร
เรื่องที่ ๓ ที่เห็นชัดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้มีความตั้งใจจะแก้ไข คือเรื่องนโยบาย การปฏิรูป ที่จะให้เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยไม่ได้ปฏิรูปมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ แล้วก็มี การปฏิรูปมาเล็ก ๆ ในรัฐธรรมนูญที่หลาย ๆ คนบอกว่าดีคือปี ๒๕๔๐ แต่เอาเข้าจริง ๆ ที่สุดแล้วคนก็เป็นคนที่ทําให้การปฏิรูปไม่สําเร็จ
และเรื่องสุดท้าย ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เห็นว่ามีความตั้งใจที่จะทําให้ดีขึ้น ก็คือการให้ความชัดเจนขององค์กรอิสระ ๑ องค์กร คือองค์กรเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนที่ ๓ ที่อยากจะเรียนก็คือในฐานะที่เป็นข้าราชการ อันนี้ก็เรียนผ่าน ท่านประธานไปถึงท่าน กรธ. ไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องการแก้ไขฟันเฟืองตัวสําคัญของ ข้าราชการค่ะ ระบบราชการมีปัญหาเป็นฟันเฟืองตัวสําคัญ ซึ่งที่ผ่านมามีหลาย ๆ สิ่งที่ทําให้ ไม่สามารถดําเนินการได้ เพราะฉะนั้นฟันเฟืองส่วนหนึ่งอาจจะเป็นส่วนที่เรียกว่า พ.ร.บ. จริยธรรม เพื่อที่จะกํากับเป็นกรอบ แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องมีเครื่องมือป้องกันไม่ให้นักการเมือง เข้าแทรกแซง ในสมัยที่ทํางานในช่วงหนึ่งได้รับหนังสือจากท่านรัฐมนตรียืนยันว่า ความยุติธรรมไม่สําคัญเท่ากับการเมือง เพราะฉะนั้นในส่วนเหล่านี้ก็ต้องมีเครื่องมือ ในการป้องกันข้าราชการ ก็อยากเห็นความชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญนี้ซึ่งไม่เห็นค่ะ
ส่วนที่ ๔ น่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็คงจะนําร่องไว้ ๓ เรื่อง เรื่องแรก ก็คือถ้าเป็นเรื่องสิทธิที่ดีที่เคยมีอยู่และมันหายไป แล้วโดยเฉพาะเป็นเรื่องสิทธิของเด็กและสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเราได้มีการนํา ไว้แล้วของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มาตรา ๔๐ (๖) หายไปก็ไม่ทราบ วิธีคิดนะคะ แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนคือสิทธิเหยื่อ ซึ่งเป็นสิทธิเหยื่อไม่ใช่ในด้าน การเยียวยา แต่เป็นสิทธิในการเข้าถึงเรื่องกระบวนการยุติธรรมก็น่าจะมีการกําหนดเอาไว้ ชัดเจน เพราะน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการทําให้ประชาชนสามารถเข้าถึงซึ่งความยุติธรรมได้ ซึ่งเดี๋ยวจะมีท่านกรรมาธิการท่านอื่นได้พูดถึง ส่วนสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรมที่เห็นชัด ก็คือการปฏิรูปตํารวจค่ะ เรียนด้วยความเคารพว่าถ้ามอบให้ สปท. ทํา ให้ สปท. คุยกับแม่น้ํา ทั้ง ๕ สายก็ควรจะมีการขับเคลื่อนที่ไปด้วยกัน สิ่งที่เราเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ ให้ความสําคัญมาก ก็คือใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลว่าจะต้องปฏิรูปตํารวจ แต่ด้วยความห่วงใย มีการระบุว่ากรรมการอิสระ กรรมการอิสระมีอะไรซ่อนอยู่ และกรรมการอิสระจะคิดใหม่ไหม ไม่ได้เอาสิ่งที่ สปท. ทําไหม และมีการระดมรับฟังความคิดอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ อาจจะยังมีความห่วงใยอยู่นะคะ แล้วเดี๋ยวจะมีท่านอํานวยพูดต่อ
ส่วนที่ ๕ ก็คงฝากเรียนถามท่านประธานไปยัง กรธ. ก็คือแล้วการปฏิรูปส่วนอื่น จะทําอย่างไรให้มีการขับเคลื่อนได้ ที่ผ่านมาขนาดมีการกําหนดชัดเจนว่าต้องปฏิรูป หรือปฏิรูปแล้ว เช่นช่วงนั้นที่มีการแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ให้กระทรวงยุติธรรม รวบรวมเอาหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมมา สุดท้ายก็ไม่มีการขับเคลื่อน ให้เป็นไปตามนโยบายที่มีการปฏิรูป เรื่องนี้สําคัญค่ะ เพราะในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พูด ๒ เรื่องเอง คือเรื่องการศึกษา แล้วก็เรื่องของตํารวจ
ส่วนอันสุดท้ายเลยก็คงเป็นแนวคิดส่วนตัว มีหลายคนพูดว่าทําอย่างไร สําหรับเรื่องการสรรหาหรือเลือกตั้ง ส.ว. ก็อยากจะสะท้อนความคิดว่าในด้านการเลือกตั้ง ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการซื้อเสียง ขณะเดียวกันการสรรหาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงของการใช้ เส้นสายหรือได้คนคุณภาพ ก็เลยยังไม่มีคําตอบว่าควรจะเป็นสรรหาหรือเลือกตั้ง ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปขอเชิญ พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ขออภิปรายเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ จริง ๆ แล้วในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนที่ดีหลายส่วน แต่เนื่องจากเวลาที่จํากัด ไม่สามารถจะอภิปรายในข้อดีหรือสิ่งที่ดีของร่างรัฐธรรมนูญได้ก็เลยต้องอภิปรายในสิ่งที่ เห็นควรแก้ไข เวลาการอภิปรายออกไปเป็นข่าวสื่อมวลชนก็จะทําให้เข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีแต่ข้อจะต้องแก้ไข ปรับปรุง จริง ๆ ข้อที่ดีก็มีนะครับ แต่เนื่องจากเวลาจํากัด ไม่อาจจะกล่าวได้
ผมขอแสดงความคิดเห็นอันแรกเกี่ยวกับด้านกระบวนการยุติธรรมนะครับ ก็มีสมาชิกหลายท่านได้กล่าวไปแล้วว่าในร่างมาตรา ๖๔ ควรจะเพิ่มบทบัญญัติในเรื่องรัฐ พึงเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา เป็น ให้มีการคุ้มครองสิทธิผู้ได้รับผลกระทบ จากการกระทําความผิดทางอาญา ซึ่งก็คือเหยื่อหรือผู้เสียหาย ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับ มักให้ความสนใจ ใส่ใจ ให้ความสําคัญ หรือคุ้มครองจําเลยหรือผู้ต้องหา แต่มักจะหลงลืม ละเลยเหยื่อหรือผู้เสียหายนะครับ
ในด้านอื่น ๆ ก็ขอเสนอความคิดเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงกลาโหมและทางราชการทหารโดยตรง ในมาตรา ๔๘ มีความเห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เดิมเหมาะสมดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาในการปฏิบัติ ส่วนราชการและกําลังพลในสังกัดกระทรวงกลาโหมเข้าใจเป็นอย่างดี ถ้าเป็นไปได้เห็นควรคงเดิมไว้ แต่หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นควรจะยังคง มาตรา ๔๘ ไว้ เห็นควรจะเพิ่มการพัฒนาประเทศใส่ไว้ด้วย เพราะที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชา ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมได้พยายามผลักดันให้คํานี้อยู่ในรัฐธรรมนูญจนได้อยู่เป็นที่ สําเร็จแล้ว แต่ปรากฏว่าในร่างฉบับนี้ได้มีการตัดออกไปนะครับ แล้วก็ความในมาตรา ๔๘ เห็นควรแก้ไขที่บอกว่า รัฐพึงจัดให้มีการทหาร ... เห็นควรแก้ไขคําว่า พึง เป็นคําว่า ต้อง เพราะคําว่าต้อง นี้มีน้ําหนักในลักษณะบังคับมากกว่าคําว่า พึง ซึ่งคําว่า พึง นี้ตีความ ได้แปลว่า ควร นอกจากนั้นเห็นควรตัดข้อความการทูตและการข่าวกรองออก เพราะเป็นเรื่องปลีกย่อยที่มิใช่หลักการสําคัญ มีเพียงการทหารซึ่งรวมถึงกําลังทหาร ก็เพียงพอแล้วนะครับ รวมทั้งเห็นควรแก้ไขข้อความที่บอกว่า ทั้งนี้ ตามความเหมาะสม เป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ เพื่อจะได้ไปรองรับกฎหมายลูกหรือพระราชบัญญัติ จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะคําว่า ตามความเหมาะสม นี้กว้างเกินไปไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน และปกติในการยกร่างกฎหมาย หรือการตรากฎหมายนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ใช้คําว่า ตามความเหมาะสม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงกลาโหมก็มีนะครับ แม้ไม่โดยตรงก็คือว่าในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๕ ของร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเกณฑ์แรงงานและการตรวจสอบข่าวสารที่เรียกว่าเซนเซอร์ (Censor) ที่เข้าใจง่ายได้มีข้อยกเว้นว่าสามารถกระทําได้ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ใน ภาวะสงครามนะครับ อันนี้เห็นควรเพิ่มเป็นว่า ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือการรบ เพราะในบางครั้งบางสถานการณ์ยังไม่อยู่ในภาวะสงคราม แล้วก็จะมีปัญหาว่า เป็นสงครามนี่ต้องมีการประกาศสงครามหรือไม่ ดังนั้นการเพิ่มคําว่า หรือการรบ ไปด้วย จะเป็นการไปสอดรับกับพระราชบัญญัติการเกณฑ์ช่วยราชการทหารปี ๒๕๓๐ ซึ่งให้อํานาจในการเกณฑ์ได้ว่าถ้าอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ ในด้านอื่น ๆ ก็มีในร่างมาตรา ๒๗ ที่พูดถึงการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมซึ่งมีเนื้อหาบทบัญญัติน้อยกว่าของเก่าหลายฉบับ ของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา แต่ที่เกรงว่าจะเกิดปัญหาการตีความก็มีอยู่ ข้อความที่บอกว่า หรือเหตุอื่นใดจะกระทํามิได้ คําว่า หรือเหตุอื่นใด ที่ไปโยงเรื่องการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ในอนาคตย่อมมีปัญหาแน่นอน อันนี้ควรจะมีความชัดเจนว่าหรือเหตุอื่นใดหมายถึงอะไรบ้าง
ประเด็นต่อมาในร่างมาตรา ๔๗ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย ผมเห็นว่ามีอยู่ ๒ เรื่องที่สําคัญ แล้วก็น่าจะเป็นบทบังคับแล้วก็กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนซึ่งในอดีตก็มีบัญญัติไว้นะครับ คือให้ชาวไทยจะต้องมีหน้าที่ช่วยเหลือราชการ รวมทั้งชาวไทยต้องช่วยในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติธรรมชาติ ก็ขอเสนอให้ยังคง ๒ หน้าที่ดังกล่าวข้างต้นในร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ
ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับเรื่องการต่างประเทศ ในมาตรา ๖๒ แนวนโยบายของรัฐ ไม่มีบทบัญญัติว่ารัฐต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้กระทําไว้กับนานาประเทศและองค์การ ระหว่างประเทศหรือสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี อันนี้ผมเห็นว่า เป็นสิ่งจําเป็นนะครับ เพื่อให้นานาประเทศเมื่อมาอ่านรัฐธรรมนูญของประเทศไทยแล้วจะได้มั่นใจว่าประเทศไทย จะปฏิบัติตามพันธกรณี ซึ่งในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ก็ได้มีบัญญัติอันนี้ไว้นะครับ
ประเด็นสุดท้าย เรื่องการสรรหาผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ที่กําหนดให้ ผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ คําทุกคําในรัฐธรรมนูญ มีความหมายนะครับ ในอดีตไม่เคยมีคําว่า เป็นที่ประจักษ์ ก็มีในหลายฉบับหลังต่อมา แต่ว่าความหมายยังกว้างมาก ผมเคยถามผู้รู้ว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อะไรคือตัวชี้วัด ก็ได้รับคําตอบว่าหากไม่โดนตั้งกรรมการสอบสวนก็ถือว่าเข้าข่ายซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งผมมีความเห็นว่าน่าจะต้องมีอะไรที่ชัดเจนมากกว่านี้จะได้เป็นหลักในการสรรหา กระผม ก็ขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านเป็นรองเจ้ากรมพระธรรมนูญนะครับ เรากําลังพิจารณา เรื่องร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ความรู้และมุมสําคัญก็คือเรื่องพันธกรณีต่อต่างประเทศ ก็เป็นเรื่อง ที่ฝากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วย รวมทั้งบัญญัติเรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองระบบสหกรณ์ เพราะว่าหายไปเลยจาก ๑๙ ฉบับที่ผ่านมา ต่อไป พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ นะครับ อธิบดีกรมคุมประพฤติ เชิญครับ
พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ สปท. ลําดับที่ ๕๐ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขออนุญาต อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๘ วรรคท้าย เพียงมาตราเดียว ดังต่อไปนี้ครับ มาตรา ๒๘ นี้อยู่ในหมวด ๓ เรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ได้ระบุไว้ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย วรรคหนึ่ง เป็นการอธิบาย ในเรื่องการจับและการคุมขัง วรรคสอง ในเรื่องการค้นตัวบุคคล ส่วนวรรคสาม ได้บัญญัติไว้ ดังนี้ครับ การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทํามิได้ ผมขอแสดงความชื่นชมร่างรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวนะครับ เนื่องจาก ได้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้มีอยู่ หลาย ๆ อนุสัญญาด้วยกันนะครับ ยกตัวอย่างเช่น กติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง ที่ใช้ชื่อย่อว่าไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน หรือว่าแคท (CAT) อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ หรือการอุ้มหายนั่นเอง ซึ่งชื่อย่อก็คือซีอีดี (CED) รวมทั้งยังได้สอดคล้องกับแผน สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ ซึ่งประเทศไทยได้ใช้อยู่ในปัจจุบันนะครับ ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๕๗-๒๕๖๑ อย่างไรก็ตามการที่ระบุไว้ว่าการทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทํามิได้ โดยไม่มีข้อความ ต่อเนื่องนั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ๒ ประเด็นด้วยกันนะครับ
ประเด็นแรก คือประเด็นเรื่องการลงโทษประหารชีวิต ทุกท่านคงทราบว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยเราได้มีการระบุให้มีการลงโทษประหารชีวิตในหลายมาตราด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับล่าสุดของเรานะครับ เราได้ถูกกดดันจาก นานาอารยประเทศที่ขณะนี้ ๓ ใน ๔ ของประเทศทั่วโลกประมาณ ๑๕๐ ประเทศเขาได้ยกเลิก การลงโทษประหารชีวิตไปแล้ว ประเทศไทยเราอยู่ในกลุ่ม ๑ ใน ๔ ของที่เหลือที่ยังไม่ได้ ยกเลิก อย่างไรก็ตามเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องหาความสมดุลภายในระหว่างการควบคุม อาชญากรรมกับหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งดุลยพินิจนั้นก็คงเป็นของฝ่ายบริหารร่วมกับ ฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามจากการที่ประเทศไทยเราได้เป็นภาคีในกติกาสากลก็ดี อนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ดี เป็นผลให้ในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) เราได้ระบุไว้ถึงการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตให้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นโทษ จําคุกตลอดชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อสานต่อวัตถุประสงค์ในการยกระดับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สิทธิมนุษยชนภายในประเทศของเราให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสิทธิมนุษยชนสากล ทีนี้สิ่งที่ผมจะขออนุญาตนําเรียนเสนอก็คืออย่างนี้ หากเรายังไม่มั่นใจว่าจะมีการแก้ไขยกเลิก โทษประหารชีวิตได้ในระยะเวลาอันใกล้ การเขียนด้วน ๆ ว่าจะกระทํามิได้นั้นผมคิดว่า อาจจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการที่ศาลมีคําสั่งประหารแล้ว พ้นขั้นตอน การถวายฎีกาต่าง ๆ แล้ว ถึงที่สุดทางราชทัณฑ์อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ อาจจะนําคนผู้นั้น ไปประหารชีวิต ซึ่งปัจจุบันเราไม่ใช้วิธีการยิงเป้าแล้วเราใช้วิธีฉีดยานะครับ ฉีดยาพิษ ทําให้เสียชีวิต ผมอยากขออนุญาตเรียนเสนอว่าหากจะให้ครบถ้วนและสอดคล้องไม่มีปัญหา ในทางปฏิบัติ ถ้าเราจะย้อนไปดูรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ มาตรา ๓๒ บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพในชีวิตร่างกาย ก็แทบจะเป็นถ้อยคําเดียวกันครับ มาตรา ๓๒ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้เขียนไว้ว่า การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้าย หรือไร้มนุษยธรรม จะกระทํามิได้ ถูกต้องตรงกับมาตรา ๒๘ วรรคท้าย ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ย่อมานะครับ หรือว่าจําลองมาทุกประการ เพียงแต่ว่าเขามีการเขียนต่อเข้าไป อีกวรรคหนึ่งคือ แต่การลงโทษตามคําพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่า เป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้ จึงขออนุญาต เรียนเสนอครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไป พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการ ตํารวจภูธรภาค ๑
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ไม่ได้มีตําแหน่งเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่อย่างใด แต่เป็นประธาน คณะกรรมการการเลือกตั้งประจํากรุงเทพมหานคร ดีใจมาก คาดหวังมากว่าในเร็ววันนี้ ตามโรดแมป (Road map) ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้กรุณาวางโรดแมป (Road map) ไว้อย่างชัดเจน ผมจะได้ทําหน้าที่ออกเสียงประชามติในกรุงเทพมหานครต่อร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมพูดไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่าไม่มีสภาไหนในโลกใบนี้ที่จะรู้เรื่อง ปัญหาของประเทศไทยเท่ากับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่มี ทําไม สภานี้ขับเคลื่อน และปฏิรูปประเทศไทยจําเป็นจะต้องรู้ปัญหาก่อน แล้วผมก็พูดต่อไปว่าจริง ๆ แล้วปัญหา ของประเทศที่นํามาสู่สภานี้ รัฐบาลนี้ อยู่ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๕ บัญญัติ ๑๐ ประการนะครับ เอามาฉายให้เห็นว่านั่นคือปัญหาของบ้านเมืองที่ต้องแก้ไข แล้วผมอภิปรายไว้ ๔ ประการ ขณะนี้ทั้ง ๔ ประการบรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ค่อนข้างจะสมบูรณ์
ประการที่ ๑ ในมาตรา ๓๕ ที่ผมพูดไว้ในสภาแห่งนี้ คือนักการเมืองที่ขี้โกง นักการเมืองที่ทุจริต จะต้องไม่มีสิทธิเข้ามาสู่เวทีการเมืองอีก ตัวแทนของประชาชนเป็นคนขี้โกง เรารับได้ไหมล่ะ ถ้าเป็นคนทั่วไป ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ตัวแทนของเราเราพอทนได้ แต่ถ้า คนโกงบ้านโกงเมือง ทุจริตการเลือกตั้ง แล้วมานั่งชูคอในสภาแห่งนี้ให้ผมตายเสียดีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๖ และมาตราที่เกี่ยวข้อง ขอบพระคุณครับ ต้องเข้มแข็งครับ เราอย่าหวั่นไหวครับ
เรื่องที่ ๒ ผมพูดไว้ในสภาแห่งนี้ก็ในบัญญัติ ๑๐ ประการนั้นละครับ พรรคการเมืองและนักการเมืองจะต้องเป็นพรรคการเมืองและนักการเมืองของประชาชน ไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองของนายทุน อภิปรายกันนอกสภาบอกว่าทุนสามานย์ ไม่ใช่กดรีโมต (Remote) มาจากต่างประเทศหรือในประเทศ หรือตรงมุมตรงหลืบใดก็ได้ ถ้าเป็น พรรคการเมืองที่รับทุนมาจากนายทุน แน่นอนครับ ต้องสนับสนุนนายทุน ทุนสามานย์ละครับ มิฉะนั้นจะต้องเป็นพรรคการเมืองของประชาชน มีอยู่ในมาตรา ๔๕ มาตรา ๑๗๙ มาตรา ๑๘๑ ชัดเจน กราบขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ ท่านอาจารย์มีชัยที่เคารพไว้ ณ โอกาสนี้ครับ
เรื่องต่อมา ผมบอกว่าบ้านเมืองเราแตกระส่ําระสายเพราะการนํางบประมาณ แผ่นดินไปใช้อย่างอีลุ่ยฉุยแฉก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนํางบประมาณแผ่นดินไปหาเสียง อย่างแยบยล ด้วยการเขียนนโยบายประชานิยม จะต้องสร้างองค์กร จะต้องสร้างกลไก ในการป้องกันตรงนี้ให้ชัดเจนครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในมาตรา ๕๘ มาตรา ๑๘๐ ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผม กกต. ให้ ปปง. เป็นองค์กรอิสระที่คอยตรวจสอบ เรื่องนี้ ชัดไหมล่ะครับ เป็นการแก้ปัญหาของบ้านเมืองที่ตราไว้ในมาตรา ๓๕ แล้วหรือยังครับ
ในเรื่องต่อไป คือเรื่องของการให้แก้รัฐธรรมนูญยากขึ้น ไม่ใช่จะไปแก้ ๔-๕ ประเด็น สวนกันกับคําพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ แก้อย่างไรก็ได้เมื่อมีเสียงข้างมาก ในสภา แก้รัฐธรรมนูญให้ตีลังกาถอยหลังก็ได้ จนกระทั่งศาลต้องเขียนว่า ถ้ารัฐธรรมนูญ เป็นอย่างนั้นเท่ากับถอยหลังเข้าคลอง เราเห็นภาพเหล่านี้ชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
มาในส่วนของผมนิดหนึ่งครับ ขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นอย่างสูงที่ได้ให้ความกรุณาให้ความสําคัญกับกิจการตํารวจ ท่านได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ในมาตรา ๒๙๘ การปฏิรูปตํารวจแยกออกมาต่างหาก ผมขออนุญาตอ่านนิดหนึ่งครับ สั้น ๆ แล้วท่านจะเห็นภาพว่าตรงกันกับแนวทางที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทําอยู่ใน ๙ ประการ มาตรา ๒๖๘ ไม่ใช่มาตรา ๒๙๘ มาตรา ๒๙๘ เกินร่างรัฐธรรมนูญไปแล้วครับ มาตรา ๒๖๘ บอกว่าภารกิจตํารวจจะต้อง มีการปฏิรูป จะต้องมีการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสม ปรับปรุงเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลของตํารวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตํารวจ ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้าย การพิจารณา บําเหน็จความชอบ เพื่อให้ข้าราชการตํารวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ผมต่อนะครับ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ข้าราชการตํารวจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ปราศจากการแทรกแซง จากบุคคลภายนอก โดยเฉพาะนักการเมือง ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของบุคคลใด รวมทั้ง นักการเมือง เพื่อให้ข้าราชการตํารวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีความภาคภูมิใจ ต่อหน้าที่ของตน ฟังต่อครับ ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ในระหว่างยังไม่มีกฎหมายที่จะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ให้การแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ ดําเนินการตามลําดับอาวุโส ตรงนี้ที่ผมจะอภิปรายแล้วฝากไปยังกรรมการครับ เพื่อประโยชน์ ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการอิสระคณะหนึ่งมีหน้าที่ปฏิรูปให้สัมฤทธิผล ทั้งนี้ ตามที่กําหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ขออนุญาตตรงนี้ครับ ปกติผมจะคล้อยตามใครยาก ถ้าชอบด้วยหลักการและเหตุผลผมจะเป็นคนใจง่ายมาก สภาแห่งนี้น่าจะอยู่ต่อไปอีก ๑ ปีหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๖๙ จะต้อง ทําการปฏิรูปในทุก ๆ ด้าน ในทุก ๆ มิติให้เสร็จตามช่วงเวลา ดังนั้นในการปฏิรูปตํารวจ ก็ควรจะขับเคลื่อนด้วย สภาแห่งนี้ไม่ควรที่จะไปตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาปฏิรูปเฉพาะตํารวจอีก เพราะเดี๋ยวหน้าจะไม่เหมือนพ่อ ไม่เหมือนแม่ ไม่เหมือนกับแนวทางที่สภาแห่งนี้เคยมีมติไปแล้ว ดังนั้นผมขออนุญาตเสนอความเห็นตรงนี้ว่าใช้สภาแห่งนี้ครับ ใช้คณะกรรมาธิการชุด ที่มีท่านอาจารย์วิรัช ชินวินิจกุล ท่านไม่เชื่อท่านวิรัชหรือครับ ท่านเป็นประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมเองท่านไม่เชื่อผมหรือครับ ท่านไม่เชื่อท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ที่เป็นสมาชิกสภาแห่งนี้หรือครับ ท่านไม่เชื่อ สปช. ที่ทําการศึกษาเรื่องนี้แล้วมาสอดคล้องกันตรงนี้หรือครับ ท่านไม่เชื่อในคะแนนมติที่ผ่านไป เมื่อคราวที่แล้ว ๒๕๔ : ๖ หรือครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ ท่านแก้อีกนิดเดียว เท่านั้นเอง แล้วผมจะทําประชามติให้ท่านในกรุงเทพฯ ท่านไปแก้เถอะครับ ไปแก้ให้เป็น เหมือนกันกับการปฏิรูปในมิติอื่น ไม่ต้องตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาปฏิรูปเฉพาะตํารวจเข้ามาขับเคลื่อน ผมขับเคลื่อนเป็นครับ ผมขับเคลื่อนได้ครับ แล้วไม่ผิดแนวทางแน่นอนครับ ด้วยความเคารพ อย่างสูง กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านอํานวยนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ท่านมีเวลา ๗ นาทีค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ลําดับที่ ๐๙๒ ครับ กระผมก็จะขอพูดในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของปวงชน ชาวไทย ซึ่งจะพูดเฉพาะในมาตรา ๔๖ ถ้าดูเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็จะเป็นเรื่องของ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๔๖ ขออนุญาตอ่าน ถ้าเทียบเคียงกันนะครับ ในมาตรา ๔๖ ตัวร่างที่ร่างไว้ในฉบับนี้บอกว่าบุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ วรรคสอง ผู้ใดทราบว่ามีการกระทําตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอต่อศาล ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าวได้ วรรคสามที่จะเป็นปัญหา ท่านประธานครับ ในกรณีที่อัยการสูงสุดได้มีคําสั่งไม่รับดําเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดําเนินการภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับคําร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคําร้องโดยตรง ต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาเมื่อช่วงที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตรงนั้นเป็นปัญหาในการใช้ดุลยพินิจตีความกันแล้วก็มีความเห็นแตกต่างกันไป แล้วก็มี การถกเถียงกันระหว่างทางพรรคการเมืองใน ๒ ขั้ว ซึ่งถกเถียงกันว่ามาตรฐานการใช้ ดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร จะใช้ตรงไหนกันแน่ จะต้องไปผ่านอัยการก่อนไหม หรือว่าไม่ต้องผ่าน อันนั้นก็เป็นปัญหา แต่ก็ต้องขอชื่นชมว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้เขียนไว้ชัดเจน เพียงแต่ที่กระผมจะนําเสนอก็คือว่า ระยะเวลาในการที่จะให้อัยการสูงสุดพิจารณาคําร้องตรงนี้ดูว่าเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากว่า กลไกในการที่ตัวอัยการสูงสุดจะดําเนินการตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง ถ้าให้เวลาเพียงแค่ ๓๐ วัน ตรงนี้เกรงว่าจะไม่ทัน เพราะว่าถ้ามีระบบตรงนี้ช่วยกลั่นกรองให้อย่างไรผู้ร้อง ก็ยังสามารถที่จะไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ในกรณีที่อัยการสูงสุดไม่พิจารณารับคําร้อง แต่กระผมเห็นว่าการที่ให้อัยการสูงสุดมีความรอบคอบและให้ระยะเวลาพอสมควร ในการที่ใช้ดุลยพินิจประกอบในการที่จะรวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารแล้ว จะทําให้การกลั่นกรองในการที่จะนําคดีขึ้นสู่ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปด้วยความรอบคอบ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าตรงนี้ถ้าเป็นไปได้ จะสะท้อนไปที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าปรับเพิ่มเป็น ๖๐ วัน ไม่ทราบว่า จะพอเหมาะหรือไม่ เพราะว่าระยะเวลาตรงนี้จะทําให้มีความรอบคอบในการช่วยกรองให้งานที่จะขึ้นไปสู่ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความเรียบร้อยแล้วก็สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มีข้อเท็จจริง มีข้อมูล รวมทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล ประกอบในการที่จะนําเสนอ
เรื่องต่อไปครับ เรื่องของกรณีมาตรา ๑๘๘ ประกอบกับมาตรา ๒๔๕ ตรงนี้ มาตรา ๑๘๘ เป็นเรื่องของหมวด ๑๐ ศาล ซึ่งในหมวดเรื่องของศาลนั้นจะมีที่ใช้คําพูด ท่านประธานซึ่งอยู่ในส่วนนี้ก็อาจจะมีประสบการณ์ก็คือในหมวดของศาลจะใช้คําว่า มีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการอื่น เว้นเป็นช่วง ๆ ๓ ช่วงด้วยกัน แต่ว่าในหมวด ๑๓ เรื่ององค์กรอัยการนั้นจะเห็นได้ว่ามีเขียนความต่างกัน ไม่ทราบว่าตรงนั้น เป็นเรื่องที่ตั้งใจที่จะให้มีความแตกต่างหรือว่าเป็นความพลั้งเผลอในการเขียนที่ทางฝ่าย เจ้าหน้าที่ในการจัดพิมพ์หรือไม่นะครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๑๘๘ จะเขียนไว้ในลักษณะที่บอกว่า ขออนุญาตอ่านนะครับ มาตรา ๑๘๘ ให้แต่ละศาลยกเว้น ศาลทหารมีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการซึ่งมีความเป็นอิสระ เริ่มต้นนะครับ ซึ่งมี ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณและการดําเนินการอื่น ๓ ส่วน อันนี้ ก็เท่ากับแยกทั้งงานบริหารงานบุคคลก็มีความเป็นอิสระ การงบประมาณก็มีความเป็นอิสระ และการดําเนินการอื่น เช่น อาจจะมีการวางระเบียบเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของงบประมาณก็ดี ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารงานบุคคลก็ดี ตรงนั้นแยกเป็นส่วน เท่ากับมีอิสระในทุกส่วน แต่ถ้าในกรณีของมาตรา ๒๔๕ ระบุในวรรคสาม ซึ่งอยู่ในหมวด ๑๓ ขององค์กรอัยการนี้จะบอกว่า ขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธาน บอกว่าการบริหาร งานบุคคล การงบประมาณและการดําเนินการอื่น จะเห็นได้ว่าใน ๒ ส่วนนี้ไม่ได้เว้นทั้ง ๓ ช่วง แต่เว้นเพียงแค่ ๒ ช่วง ก็คือการบริหารงานบุคคล แล้วก็เว้น แล้วก็การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ตรงนี้เขียนติดกัน ไม่ทราบว่าทางท่านกรรมาธิการหรือผู้แทน ที่ได้เข้าร่วมประชุมในวันนี้จะมีความเห็นเป็นประการใด ก็ขออนุญาตเรียนถึงความแตกต่าง ในส่วนนี้ว่าตรงนี้อาจจะทําให้เกิดความไม่ชัดเจนได้หรือไม่ ก็ขอเรียนซักถามเพื่อเป็น ข้อสังเกตไว้นะครับ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติ ของผู้ที่จะเข้าสู่ตําแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเขียนอยู่ในมาตรา ๑๙๕ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๙๕ (๕) ซึ่งกระผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานดังนี้นะครับ ขออนุญาตอ่านในมาตรา ๑๙๕ เฉพาะตอนช่วงบนนะครับ ที่บอกว่ามาตรา ๑๙๕ ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จํานวน ๙ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้ (๑) (๒) (๓) (๔) ก็ไม่มีปัญหา แล้วใน (๕) บอกอย่างนี้ครับ (๕) บอกว่าผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ํากว่า อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า สักไม่เกิน ๑ นาทีครับท่านประธาน ขออนุญาตครับ หรือดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี จํานวน ๒ คน ตรงนี้ ที่ว่าดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองอัยการสูงสุดไม่น้อยกว่า ๕ ปี จํานวน ๒ คน ก็เท่ากับว่า ในวงเล็บท้ายเปิดโอกาสให้ผู้ที่ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดีในหน่วยงานอื่นและผู้ที่ ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองอัยการสูงสุด จํานวน ๒ คน ทีนี้ท่านรองอัยการสูงสุดเท่าที่ ตรวจสอบกันมาว่าถ้าคนที่จะเป็นรองอัยการสูงสุดจํานวน ๕ ปีที่ผ่านมาแทบหายากมาก ถึงแม้ว่าจะมีในวรรคท้ายที่บอกว่าให้เป็นดุลยพินิจ วรรคท้ายของมาตรา ๑๙๕ ที่บอกว่า การนับระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้นับถึงวันที่ได้รับการคัดเลือกหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา แล้วแต่กรณี ในกรณีจําเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คณะกรรมการสรรหาจะประกาศ ลดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองลงก็ได้ แต่จะลดลงเหลือน้อยกว่าสองปีมิได้ ตรงนั้นหมายความว่าก็ล็อก (Lock) ขั้นต่ําไว้ว่า ๒ ปี แต่ตรงนั้นเป็นดุลยพินิจที่จะให้ กรรมการสรรหาในการพิจารณา ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ผู้ที่คิดว่าจะมาเป็นรองอัยการสูงสุด ถ้านับระยะเวลาในการมีประสบการณ์ในการทํางานตั้งแต่เริ่มการเข้าสู่ตําแหน่ง พนักงานอัยการผู้ช่วยอายุต่ําสุดอยู่ที่เกณฑ์ ๒๕ ปี กว่าที่จะมาเป็นรองอัยการสูงสุดส่วนมาก เป็นไปตามระบบอาวุโส เมื่อเป็นไปตามระบบอาวุโสส่วนใหญ่ก็จะไปเป็นเอาตอนที่ใกล้เกษียณ ซึ่งหาโอกาสคนที่จะเป็น ๒ ปีก็ยังยากถ้าเข้าภาวะปกติ ขณะนี้ในลักษณะที่โตเป็นขั้นบันได เพราะว่ากฎหมายผ่อนปรนให้มีการไปเกษียณที่อายุ ๗๐ ปี จึงมีการสลับปี เพิ่มปี เพราะฉะนั้น โอกาส ๒ ปีพอมี ในอนาคตปีหนึ่งยังจะหายากเลยครับ ฉะนั้นตรงนี้เป็นไปได้ไหมว่า ลดลงมาเหลือ ๒ ปีเป็นกฎหมาย เขียนไว้ในกฎหมายเลยนะครับ ผมถึงเห็นว่าถ้าเป็นไปได้ ๒ ปี ทั้งนี้ก็เพื่อว่าอย่างน้อยให้ผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านกฎหมายโดยตรงเข้าไปช่วยดู มีความหลากหลายทางด้านของกฎหมายนอกจากศาล ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม แล้วก็หน่วยงาน อื่น ๆ แล้วก็ยังมีทางตัวอัยการซึ่งมีประสบการณ์อย่างน้อย ๔๐ กว่าปี ตรงนั้นคงพอที่จะ เข้าไปช่วยดูแลในเรื่องของกฎหมายได้ครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
ต่อไปนะคะ เป็นท่านบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ท่านเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ เป็นหัวหน้าสํานักงานบัญชาทนายความ เชิญค่ะ ๗ นาที ขอช่วยรักษาเวลาด้วยนะคะ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพนะครับ กระผม นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๘๓ มีความเห็น อยากจะเสนอแนะท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรา ๑๘๓ ที่บัญญัติ ในวรรคสองว่า ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวงนะครับ กระผมเห็นว่าควรจะระบุข้อความเพิ่มเติมในวรรคสองด้วยข้อความที่ว่า จะต้องมีบรรจุว่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ด้วย ซึ่งสมควรที่จะบัญญัติเพิ่มเติมโดยมีข้อความในวรรคสองให้สมบูรณ์ โดยบัญญัติในมาตรา ๑๘๓ วรรคสองว่า ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณา พิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่เคยมีบัญญัติข้อความว่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ จึงจําเป็นที่จะต้องมีข้อความดังกล่าวเพื่อที่จะนําไปประกอบ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาของศาลต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ โดยสมควรที่จะ นําไปประกอบร่างรัฐธรรมนูญด้วยข้อความว่า ในการพิจารณาคดีของศาลจะต้องจัดทํา ระบบบันทึกการพิจารณาคดีด้วยภาพและเสียง โดยถือเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี ซึ่งมีความจําเป็นตามเหตุผลที่ผมจะนําเรียนนะครับ
ประการแรก ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาคดี ดังนั้น จึงสมควรที่จะมีการบันทึกภาพและเสียงในการพิจารณาคดี เพื่อให้คู่ความและประชาชน มีความเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาและตุลาการมีความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ผู้พิพากษาและตุลาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็สามารถที่จะตรวจสอบกระบวนพิจารณาได้ ในกรณีที่คดีใดมีปัญหา
ประการที่ ๒ การบันทึกภาพและเสียงในการพิจารณาคดีย่อมแสดงออกถึง ความรู้ความสามารถ การแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาและตุลาการ เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรได้นําภาพและเสียงประกอบการพิจารณาแต่งตั้งตําแหน่งที่สําคัญ ๆ อย่างเหมาะสม ทําให้ผู้พิพากษาที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์ มีความสุจริต มีขวัญกําลังใจ และมีความเจริญก้าวหน้าในตําแหน่งหน้าที่สําคัญ ๆ ซึ่งองค์กรศาลถือเป็นองค์กร กระบวนการยุติธรรมที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จําเป็นจะต้องได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ แก้ปัญหาได้ มีความซื่อสัตย์สุจริต จะทําให้องค์กรไปสู่ความสําเร็จบรรลุผลตามรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๓ เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูง ผู้พิพากษาและตุลาการ ในศาลสูงจะได้มีโอกาสพิจารณาภาพและเสียง รวมทั้งคําเบิกความของพยานว่าพยานแต่ละปาก มีน้ําหนัก น่าเชื่อถือ รับฟังได้หรือไม่ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการรับฟัง พยานหลักฐาน ดังนั้นถ้าผู้พิพากษาศาลสูงมีโอกาสได้เห็นภาพและเสียงในการพิจารณา ถือเป็นความละเอียดอ่อน สามารถที่จะกลั่นกรองวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อจัดทํา คําพิพากษาให้เกิดความเที่ยงธรรมกับคู่ความทุกฝ่ายและเป็นที่ยอมรับ
ประการที่ ๔ การที่ผู้พิพากษาและตุลาการลําพังบันทึกเสียงตนเองในขณะที่ พยานเบิกความอาจจะไม่ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่ปรากฏให้เห็นกิริยาของพยาน ในการเบิกความ ถือเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาและตุลาการในศาลสูงเห็นเพียงคําเบิกความ ที่จัดพิมพ์แล้วเป็นกระดาษ จึงไม่มีโอกาสที่จะนําเหตุการณ์ต่าง ๆ มาวินิจฉัยกลั่นกรอง ในการจัดทําคําพิพากษาให้เป็นที่ยอมรับ
ประการที่ ๕ การพิจารณาของศาลในต่างประเทศ ก็ปรากฏว่ามีหลายประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ฮ่องกง ประเทศสิงคโปร์ นําระบบบันทึกเสียง มาใช้ในการพิจารณาคดี ดังนั้นหากประเทศไทยเรานําระบบการบันทึกภาพและเสียงมาใช้ ในการพิจารณาคดี จะทําให้คําวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่าง ๆ และคําพิพากษามีความครบถ้วน สมบูรณ์ เป็นที่เคารพ เชื่อมั่น ศรัทธาของคู่ความและผู้เกี่ยวข้อง และมีผลต่อต่างประเทศ ก็ต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยมากขึ้น มีผลจูงใจให้ชาวต่างประเทศ สนใจที่จะนําเงินมาลงทุน ซึ่งการที่ต่างประเทศเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เชื่อมั่น ในระบบศาลไทย จะส่งผลต่อการลงทุนซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ และทําให้ต่างชาติ ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยว่าไม่ยิ่งหย่อนหรือด้อยกว่าต่างประเทศ
ประการที่ ๖ ในการจัดทําบันทึกภาพและเสียง เป็นที่ทราบกันว่าเสียค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ก็ไม่มากเมื่อนํามาเปรียบเทียบกับความเที่ยงธรรมในการพิจารณาคดีตามกระบวนการ ยุติธรรม เพราะคําพิพากษาที่ลงโทษมีผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ ชื่อเสียง เกียรติยศ โดยเฉพาะอนาคตที่จะดํารงตําแหน่งต่าง ๆ จะได้มีโอกาสรับใช้ประเทศชาติและเป็น พยานหลักฐานในการลงโทษ ปราบปรามผู้กระทําความผิดให้ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย คือผมต้องการให้ผู้ที่ถูกศาลลงโทษยอมรับโดยศิโรราบว่ากระทําผิดจริงเนื่องจากมี พยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร แสดงออกจนกระทั่งปราศจากข้อสงสัย
ประการที่ ๗ การที่นําเทป (Tape) และภาพมาประกอบการพิจารณาคดี จะมีผลในการลดองค์คณะผู้พิพากษา จากผู้พิพากษาตุลาการที่ได้นั่งพิจารณา ๓ ท่าน ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้น้อยลง และผู้พิพากษาส่วนที่เกินก็สามารถจะไปพิจารณา คดีที่ค้าง ซึ่งมีผลทําให้คดีจบลง ลดจํานวนคดีที่ค้างได้มาก เพราะว่าแบ่งกําลังผู้พิพากษาไป เนื่องจากมีภาพและเสียงบันทึกไว้แล้วเป็นสิ่งที่สําคัญอยู่แล้ว
ประการสุดท้ายก็คือประการที่ ๘ เป็นการป้องกัน อันนี้สําคัญมาก ป้องกัน คู่ความที่ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กลั่นแกล้ง ร้องเรียนผู้พิพากษา ตุลาการ เจ้าของสํานวน ว่าไม่ให้ความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี ดังนั้นเมื่อมีการร้องเรียน อันนี้เป็นขวัญกําลังใจ ของผู้พิพากษา ดังนั้นเมื่อผู้บริหารได้นําภาพและเสียงในการพิจารณาคดีมาพิจารณา ว่าผู้พิพากษาให้ความเป็นธรรมหรือไม่ตามที่ร้องเรียน เมื่อได้เห็นภาพและเสียงแล้วก็จะได้ ให้ความเป็นธรรมกับผู้พิพากษา ตุลาการ ผู้ที่ถูกร้องเรียน ซึ่งมีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์ ไม่ได้ไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และให้ความเป็นธรรม ดังนั้นเป็นมาตรการหรือเป็นเกราะคุ้มกันผู้พิพากษาอย่างดีที่จะต้องมีความเจริญก้าวหน้า ในทางราชการ มิฉะนั้นการร้องเรียนผมว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการท่านกังวลมากเพราะมีผล ถึงอนาคต ดังนั้นถ้ามีภาพและเสียงนี้บันทึกไว้นะครับ ผมว่าเป็นเกราะคุ้มกันผู้พิพากษา ที่ดีให้เขามีโอกาสที่จะปฏิบัติหน้าที่และมีความเจริญก้าวหน้า ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณค่ะ ต่อไป ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ท่านเป็น อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี เชิญท่านอภิปรายค่ะ ขอความกรุณาให้อยู่ภายใน ๗ นาที ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผม ไวกูณฑ์ ทองอร่าม สมาชิกเลขที่ ๑๔๙ มีโอกาสที่จะได้นําเสนอประเด็นบางประเด็นที่เห็นว่าควรจะได้มีการบรรจุหรือแก้ไข เพิ่มเติมในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เสียดายที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่มีอยู่รับฟังนะครับ ไม่ทราบว่ากระบวนการรับฟังของท่านจะสื่อสารจากส่วนไหน หากคณะกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญได้มีตัวแทนหรือคณะบุคคลมาร่วมรับฟังก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะได้ ถ่ายทอดสิ่งที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้นําเสนอนะครับ
ประเด็นแรก คือเรื่องของการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ละเลยหรือไม่กําหนดกลไก การขับเคลื่อนการปรองดอง เราจะเห็นว่าปัญหาของการวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมาจนเป็น เหตุของการยึดอํานาจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ การไม่บังคับใช้ กฎหมาย ตลอดจนความแตกแยกของประชาชนจนเป็นเหตุให้มีการทํารัฐประหาร และประชาชนก็แตกแยก แตกความสามัคคี แบ่งเป็นฝักฝ่าย แบ่งเป็นสี และเป็นเรื่องที่รัฐ ให้ความสําคัญเป็นสําคัญ แต่ไม่ปรากฏว่าจะมีกลไกใดที่ระบุถึงการที่จะเป็นหลักประกัน ให้เกิดความมั่นใจว่าผู้มีอํานาจในการที่จะบริหารประเทศชาติต่อไปในอนาคตนั้นจะไม่ละเลย หรือปล่อยปัญหาเหล่านี้ตามยถากรรม น่าที่จะมีกลไกในการที่จะกําหนดให้รัฐดําเนินการ หรือจัดทําการปรองดองให้สําเร็จเกิดประโยชน์กับประชาชน ซึ่งเราก็รับทราบแล้วว่า มีการแตกแยกกันถึงระดับครอบครัวรากหญ้าอันเป็นปัญหาที่บั่นทอนความเจริญก้าวหน้า ของประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง
ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นของการมีส่วนร่วมทางการเมือง อยากจะขอแก้ไข เพิ่มเติม หรือขอให้มีการเพิ่มเติม คือ
ประการที่ ๑ การเสนอแก้ไขกฎหมายของภาคประชาชนจะต้องมีกลไก ในการปฏิบัติที่ชัดเจนมากกว่านี้ ไม่ใช่กําหนดเพียงว่ามีรายชื่อเท่าไรแล้วก็เสนอได้นะครับ ทั้ง ๆ ที่เมื่อประชาชนได้นําเสนอแล้วเป็นเพียงกระบวนการเท่านั้นเอง ความเป็นจริง ไม่อาจเกิดขึ้นในภาคปฏิบัติ ไม่ว่าจะกําหนดประชาชนเท่าไรก็ตาม ทําให้ประชาชนเห็นว่า การแก้ไขกฎหมายเป็นเรื่องเฉพาะของผู้มีอํานาจหรือของนักการเมืองเท่านั้น และเป็น การตอกย้ําการไม่ให้ความสําคัญกับเจ้าของอํานาจอธิปไตยนะครับ อันนี้จึงเป็นสิ่งที่อยากจะ ขอเรียนเพิ่มเติมในหมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๓ (๑) เช่นเดียวกันครับ
ประการที่ ๒ การเสนอชื่อถอดถอนนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง ของประชาชนจะต้องได้รับการสอบสวนโดยพลัน มิใช่ปล่อยปละละเลยหรือปล่อยผ่าน เหมือนที่ผ่านมา เพราะการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมักไม่ได้รับการตอบรับของฝ่ายการเมือง การที่ประชาชนเห็นว่าหรือเชื่อได้ว่านักการเมืองผู้นั้นกําลังกระทําความผิดผู้มีอํานาจจะต้อง ตอบสนองโดยพลันที่จะสร้างความยุติธรรม หรือชี้แจงให้ประชาชนทราบ หรือมีการสอบสวน ไม่ว่ากรณีใด ๆ ในการที่จะผ่อนคลายหรือแก้ไขปัญหาความสงสัยของประชาชนเพื่อให้เกิด ความเป็นธรรม
ประการที่ ๓ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐได้กําหนดว่าในการติดตาม ตรวจสอบ การประเมิน และการแก้ไขหรือยุติโครงการของรัฐ เป็นสิ่งที่ผมได้ขอนําเสนอเพิ่มเติมนะครับ ได้ตรวจสอบดูว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นไม่ได้มีการกล่าวถึงการติดตาม ตรวจสอบ การประเมิน และการแก้ไขหรือยุติโครงการของรัฐ กล่าวคือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หรือมาตรการใด ๆ หรือโครงการใด ๆ ของรัฐ รัฐพึงจะต้องสร้างกระบวนการตรวจสอบ ที่เป็นรูปธรรมวัดได้จริง โดยให้ภาคเอกชน หรือภาควิชาการ หรือภาคประชาสังคมร่วมกัน ติดตาม ตรวจสอบ มีขั้นตอนการประเมินผลไปสู่การปฏิบัติ ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ตลอดจนกระบวนการแก้ปัญหาหรือยุติโครงการนั้น ๆ ให้สอดคล้องกับ สภาพเศรษฐกิจและสังคมของชาติ เนื่องจากที่ผ่านมาความเสียหายต่าง ๆ ที่รัฐเป็นผู้กระทํา ยังไม่มีมาตรการการตรวจสอบอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นเมื่อเกิดความเสียหายหรืออาจจะ เกิดขึ้น จึงไม่สามารถที่จะยับยั้งหรือจํากัดวงไม่ให้เกิดความเสียหายนั้นขยายตัวลุกลามไป ใหญ่โตได้
นอกจากนั้นจะขอเพิ่มเติมประเด็นในหมวดหน้าที่ของรัฐอีก ๑ ข้อ คือหน้าที่ ของรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณะจะต้องกระทําตามข้อที่ผมได้นําเรียน ในข้อที่ ๑ เบื้องต้นนะครับ จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ที่จะสามารถยุติหรือระงับการดําเนินโครงการไม่ให้เกิดความเสียหาย อันนี้กล่าวคือ เป็นการขอเพิ่มเติมประเด็นดังกล่าวตามที่นําเรียนเสนอทั้ง ๓ ประเด็นครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านอธิการบดี ท่านรักษาเวลาได้ดีมากเลย ต่อไปท่านจุมพล สุขมั่น อดีตสมาชิก สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญค่ะ เชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ กระผม จุมพล สุขมั่น สมาชิกลําดับที่ ๒๙ ก่อนอื่นผมขอกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่าสิ่งที่ผมจะนําเรียน ด้วยเจตนาเพื่อที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นนี้ที่ดีอยู่แล้วมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และจะ นําไปสู่การลงประชามติ แต่เป็นข้อกังวล เป็นข้อห่วงใย แล้วก็อยากจะนําเรียนเสนอแนะนะครับ ในประเด็นเรื่องของความสอดคล้องระหว่างร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ที่มีผลบังคับใช้อยู่ ณ เวลานี้ กับอีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องของศาล และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกระผมเองเป็นเลขานุการของคณะกรรมาธิการชุดนี้อยู่ สิ่งแรกที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานครับ
ประการแรก ผมยังมองไม่เห็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม กราบเรียนท่านประธานครับ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) และร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าหากท่านไปดู ในบทนําหรือในส่วนของเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) นี่นะครับ ก่อนที่จะขึ้นต้น มาตรา ๑ ในบทนําดังกล่าวนี้จะกล่าวถึงสภาปฏิรูปแห่งชาติ จะกล่าวถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องดําเนินการในหลาย ๆ ด้าน ก่อนที่จะส่งมอบภารกิจเหล่านี้ให้กับผู้แทนปวงชน ชาวไทยและคณะรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในระยะต่อไป และยังมีอีกนะครับ ที่ได้บัญญัติไว้ว่าให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) จะมีการใช้แล้วก็ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่ โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะต้องจัดทําขึ้นตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ นั่นหมายความว่าความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ยังคงมีอยู่ กลไกที่ผมว่าเมื่อสักครู่เป็นกลไกที่ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๓๕ (๖) ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) แม้ว่าจะมีบัญญัติคําว่า หลักนิติธรรม ไว้ในมาตรา ๒๖ ของร่างฉบับนี้ก็ตามนะครับ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า หลักนิติธรรมคงไม่ได้หมายเพียงแค่เรื่องของการตรากฎหมายเท่านั้น ยังต้องหมายรวมถึง การใช้ ยังต้องหมายรวมถึงการบังคับใช้อยู่ด้วย ผมยังมองไม่เห็นนะครับ ก็อยากจะ กราบเรียนเป็นข้อเสนอแนะว่าน่าจะต้องมีกลไกอะไรให้ชัดเจน
ประเด็นต่อมาครับ เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องศาลและกระบวนการยุติธรรม ลองไปดูในร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๐ ว่าด้วยเรื่องของศาล แต่ในหมวด ๑๑ ไปว่าเรื่องของ ศาลรัฐธรรมนูญ ผมเองไม่แน่ใจ ผมไปหาดูในเจตนารมณ์ก็ไม่ปรากฏนะครับ ก็เลยยังไม่ทราบว่า ทําไมต้องมีการแยกระหว่างศาลในหมวด ๑๐ กับศาลรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๑ ผมก็เลย ไม่แน่ใจต่อไปว่า ณ ปัจจุบันนี้ศาลรัฐธรรมนูญหมายถึงศาลที่อยู่ในฝ่ายตุลาการด้วยหรือไม่ อย่างไร เป็นไปได้ไหมครับว่าจะนําศาลรัฐธรรมนูญไปบัญญัติเพิ่มเติมอยู่ในหมวด ๑๐ ให้อยู่ในหมวดเดียวกันเสีย เป็นข้อเสนอแนะที่ ๒ นะครับ
ข้อเสนอแนะที่ ๓ เรื่องขององค์กรอิสระ ในส่วนขององค์กรอิสระผมจะกราบเรียน เป็นข้อเสนอแนะในเรื่องของวาระการดํารงตําแหน่ง องค์กรอิสระมีลักษณะเป็นองค์กรที่ เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่ถ้าหากว่าท่านจะพิจารณาตามร่างนี้แล้ว วาระของ การดํารงตําแหน่งนี้แตกต่างกันเลย กกต. มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๗ ปี ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๖ ปี ป.ป.ช. มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๙ ปี กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๖ ปี เช่นเดียวกันครับ ผมก็ไปหาดูเจตนารมณ์ ก็ไม่ปรากฏว่า เหตุใดถึงไม่เท่าเทียมกันเช่นนี้ เป็นไปได้ไหมครับ ในเมื่อเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกัน ทําให้วาระการดํารงตําแหน่งเท่าเทียมกันเสีย เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น และไม่ให้เกิดความยุ่งยากกันเกิดขึ้น
สิ่งที่ผมจะกราบเรียนต่อไปเป็นข้อเสนอแนะเรื่องของบทเฉพาะกาลครับ ถ้าท่านลองดูในบทเฉพาะกาลจะพูดถึงทั้ง คสช. ครม. สนช. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และ สปท. ด้วย แต่ ๔ ลําดับแรกที่ผมกราบเรียนนี้จะมีการส่งต่อภารกิจซึ่งกันและกัน ซึ่งก็สอดคล้องกับเจตนารมณ์และบทนําในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งบทนําในรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวจะต้องนํามาใช้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเช่นเดียวกัน การส่งต่อที่ว่านี้ คสช. และ ครม. จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนถึง ครม. ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ สนช. สิ้นสุดก่อนวันที่ เรียกประชุมรัฐสภา กรรมการร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ทุกฉบับได้มีการประกาศใช้บังคับแล้ว แต่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแตกต่างกัน ออกไปอย่างสิ้นเชิง มีวาระ ๑ ปี เรื่องวาระ ๑ ปี หรือกี่ปี หรือจะเป็นกี่เดือนก็แล้วแต่ ไม่ใช่ประเด็นสําคัญ ประเด็นสําคัญอยู่ที่เรื่องของการส่งต่อภารกิจครับ ทั้ง ๔ หน่วยงาน ที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่มีการส่งต่อภารกิจซึ่งกันและกัน แล้วก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) แต่ของ สปท. เราเองนี้ทํา ๑ ปี ๖ เดือนแล้วเรายังต้องทําแผน ๕-๒๐ ปี ซึ่งเป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มีการวางแนวทางเอาไว้ แต่จะเกิดสุญญากาศขึ้น แต่จะไม่มีการส่งต่อ แล้วการปฏิรูปที่ทํามาจะสูญเปล่า ผมขอกราบเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งนะครับ เรื่องนี้ผมเห็นว่าจําเป็นต้องแก้ไข อย่างที่ผมกราบเรียนว่าผมไม่ได้คํานึงถึงห้วงเวลาครับ แต่ผมคํานึงถึงการส่งต่อ เพราะฉะนั้นแล้วเราทํางานควบคู่กับ ครม. เมื่อเป็นอยู่อย่างไร ก็ไปพร้อมกันกับ ครม. ควรจะปรับแก้อย่างนี้นะครับ
ในเรื่องของการปฏิรูปครับ ท่านจะเห็นถึงความสอดคล้องอย่างที่ผมได้นํา เรียนเมื่อสักครู่ว่าท่านกรรมาธิการเองท่านก็ได้เว้นในเรื่องของการปฏิรูปไว้ให้สภาแห่งนี้ ได้พิจารณาและบรรจุเอาไว้ แต่ผมกราบเรียนว่าในการปฏิรูปที่จะส่งต่อไปให้ถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามา ผมก็ยัง มองไม่เห็นกลไกอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งควรจะต้องมีหรือไม่ อย่างไร ซึ่งควรจะต้องมีการพิจารณา แล้วก็นําเรียนไว้เป็นข้อเสนอแนะ
สุดท้ายนี้ครับ ผมก็มองในเชิงกฎหมายเช่นเดียวกัน เป็นความกังวลใจในเชิง กฎหมายว่าเมื่อ ๒ วันก่อนผมเจอข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์บอกว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านหนึ่งไปให้ข่าวบอกว่าตอนนี้ท่านได้จัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองเสร็จแล้ว แล้วบอกว่าเสร็จตั้งแต่สมัยเป็น สปช. โดยนําร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ มาศึกษาประกอบ ผมกราบเรียนเป็นกังวลแล้วก็ไม่อยากให้เป็น ประเด็นปัญหาในเชิงกฎหมายต่อมาว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายแม่และเป็นกฎหมายหลัก เรากําลังพิจารณากันอยู่ แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายลูกเสร็จไปก่อน แล้วหรือครับ ไม่ต้องดูกฎหมายแม่หรือว่าพิจารณาอย่างไรหรือว่ามีรูปร่างเป็นอย่างไร เช่นนี้แล้วอาจจะเกิดความขัดแย้ง เช่นนี้แล้วอาจจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไปภายภาคหน้าได้ เช่นนี้แล้วอาจจะเป็นประเด็นไปถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมกราบเรียนอย่างที่ผมนําเรียนว่า ประเด็นของผมตั้งใจที่จะให้สิ่งที่ดีอยู่แล้วสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเพื่อนําไปสู่การจัดทําประชามติ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปอันดับสุดท้ายก็เป็นท่านประธานกรรมาธิการนะคะ ท่านวิรัช ชินวินิจกุล ท่านเป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม และเป็นรองประธานศาลฎีกา เชิญค่ะ เวลาที่สมาชิกเกิน ดิฉันจะหักจากของท่านนะคะ ของท่านเหลือสัก ๑๕ นาทีได้ไหมคะ
ขอบคุณครับท่านประธาน คงใช้เวลาไม่มา เนื่องจากว่า ท่านกรรมาธิการคณะผมได้อภิปรายไปในเนื้อหาสาระที่เป็นประเด็นสําคัญ ๆ ครบถ้วนแล้ว ผมเองต้องขอบคุณท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กําหนดบทบาทของศาลไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันฉบับยกร่างไว้โดยครบถ้วนนะครับ แต่มีบางประเด็นที่กรรมการไม่ได้พูดถึง อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นเรื่องปัญหาในทางปฏิบัติจริง ๆ ผมก็จะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดเท่าที่ เป็นประโยชน์นะครับ อันแรกที่พูดกันมากก็คือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง อันนี้เราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมามีการกําหนดกระบวนการพิจารณา คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองขึ้นเป็นพิเศษ มีการจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อให้การพิจารณารวดเร็ว แต่ในปัจจุบันตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เราจะเห็นว่าการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คิดเลย อย่างที่กฎหมายรัฐธรรมนูญประสงค์หรือเจตนาเลย ทั้งนี้เพราะอะไร ผมแยกเป็น ๒ ประเด็น ข้อขัดข้อง
ประเด็นแรก ก็คือจํานวนองค์คณะนะครับ เราจะเห็นได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๙๐ ก็ไปกําหนดองค์คณะว่าต้องเป็นผู้พิพากษาซึ่งได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา จํานวน ๙ คน ท่านคิดดูสิขณะนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองมีคดีอยู่ในมือไม่น้อยเลย โดยเฉพาะไม่ใช่เฉพาะคดีเรื่องทุจริตเกี่ยวกับ การดําเนินการทางการเมืองเท่านั้นแม้การจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินก็เข้ามาคดีอาญา แผนกทางการเมือง ซึ่งต้องใช้ผู้พิพากษา ๙ คนทุกคดีไป ผมเองก็ถูกรับเลือกเป็นองค์คณะคดีหนึ่ง และการพิจารณาคดีผู้พิพากษา ๙ คน ต้องมาครบทั้ง ๙ คน ต้องขึ้นบัลลังก์พร้อมกัน คนใดคนหนึ่งจะป่วยไม่ได้ ขาดไม่ได้ ลาไม่ได้เลย เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งนะครับ ท่านผู้พิพากษาท่านหนึ่ง องค์คณะท่านหนึ่งป่วยกะทันหัน ท่านประธานศาลฎีกาต้องรีบประชุมใหญ่ในเช้านั้นเลยแล้วเลือกองค์คณะแทนทันทีจึงจะ พิจารณาได้ เพราะฉะนั้นในความเห็นของผมนี้ กระผมอยากจะเสนอว่าจํานวนองค์คณะ ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๙ คนนี้อาจจะเป็นตําแหน่งกําหนดไว้เป็นจํานวนที่สูงไว้ แต่ควรจะมีลิมิต (Limit) ขั้นต่ํา ก็เลยน่าจะแก้เป็นว่าน่าจะเป็นองค์คณะไม่น้อยกว่า ๕ คน แต่ไม่เกิน ๙ คน เพื่อให้คดีเหล่านี้พิจารณาไปด้วยความรวดเร็ว ความจริง ๕ คนก็พอแล้ว หรือ ๗ คนก็ได้แล้วแต่ที่เห็นสมควร อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นปัญหาสําคัญมากอันหนึ่งก็คือหลักการในทางสากล ศาลฎีกาเราถูกโจมตีมาตลอดว่าการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเป็นศาลเดียวเลย ตัดสินจบหมดเลยทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้น ไม่มีการที่จะ อุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ สิ่งเหล่านี้ขัดกับหลักสากล ผมเป็นผู้พิพากษาเองผมก็ยอมรับว่า ท่านให้องค์คณะ ๙ คนพิจารณา ถ้าเปลี่ยนองค์คณะใหม่ความเห็นอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักสากลจําเป็นจะต้องให้สิทธิเขาอุทธรณ์ ฎีกา ให้ทบทวนการใช้ดุลยพินิจ ในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขององค์คณะแรกอีกครั้งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราน่าจะต้อง เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในความเห็นของผม มาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ เขียนต่อไปว่า คําพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย หรือในกรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทําให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงในสาระสําคัญ ท่านเชื่อไหมครับขณะนี้มีการอุทธรณ์ ขึ้นมาแต่ไม่เคยมีคดีไหนเลยที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการับอุทธรณ์ของจําเลยในคดี เพราะฉะนั้น ก็เลยจะเป็นปัญหาที่เราถูกโจมตีจากต่างประเทศมากมายในส่วนนี้ ซึ่งศาลฎีกาเรารับฟังมาตลอด เพราะฉะนั้นในชั้นนี้ผมอยากจะให้แก้ร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้เป็นว่าอุทธรณ์ได้เลย ไม่ว่า ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เพื่อให้ศาลฎีกานั่นละพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพระฉะนั้นในชั้นนี้ผมจึง เห็นว่าจํานวนองค์คณะไม่น้อยกว่า ๕ คน แต่ไม่เกิน ๙ คน อุทธรณ์ได้ตลอด แล้วก็แบ่ง ผู้พิพากษาตรงนี้เป็น ๒ ชุด ชุดแรกที่พิจารณาคดีในรอบแรกนี้เป็นผู้พิพากษาระดับผู้พิพากษา ศาลฎีกา หัวหน้าคณะศาลฎีกา และผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา หลังจากคณะนี้พิจารณา เสร็จแล้วให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาอีกคณะหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยประธานแผนกคดีในศาลฎีกา กับรองประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสกว่า ซึ่งอันนี้ผมเข้าใจว่าเป็นรายละเอียด เป็นข้อเสนอที่อาจจะต้องนําไปบัญญัติในกฎหมายลูกหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ อันนี้มีโอกาสแล้วผมก็เสนอเสียเลยนะครับ อันนี้เป็นอันหนึ่งที่อยากจะเสนอ
อีกอันหนึ่งก็คือความเป็นอิสระของศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง หรือศาล อย่างอื่นก็ตามนะครับ ความเป็นอิสระในที่นี้เรามักจะพูดกันเฉพาะอิสระในเรื่องของการพิจารณา พิพากษาคดีเท่านั้น ซึ่งอันนี้เป็นหลักที่ยอมรับกันทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วศาลยุติธรรมก็ดี ศาลปกครองก็ดี ต้องมีอิสระในเรื่องการบริหารทางฝ่ายบริหารด้วย อันนั้นก็หมายถึง การเสนองบประมาณนั่นเอง บางประเทศผมทราบมาว่ารัฐธรรมนูญเขาจะกําหนดไว้เลย ในรัฐธรรมนูญจะกําหนดเลยว่างบประมาณที่ให้ศาลจะต้องมีจํานวนไม่น้อยกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดินรวมกัน ท่านประธานเคยอยู่เป็นผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เข้าใจว่าท่านประธานคงจะทราบดีกว่าผมในส่วนนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้น ความเป็นอิสระบางทีเราจะบอกว่าศาลมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี แต่พอจะขอ งบประมาณเราต้องไปคุยกับฝ่ายบริหารครับ ซึ่งอันนี้เป็นส่วนที่ทําให้การดําเนินการ บางอย่างมีข้อขัดข้องเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นผมเองก็อยากจะให้รัฐธรรมนูญเขียนอย่างไรก็ได้ ที่ให้ศาลเป็นผู้เสนองบประมาณกับสภานี้โดยตรง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้ใน คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการอะไรต่ออะไร อยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็คงมีเรื่องที่จะเรียนเสนอเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ บัดนี้กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมได้อภิปรายแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เรียบร้อยแล้วนะคะ เรามีอีก ๓ คณะที่จะอภิปรายวันนี้ แล้ว ๓ คณะนี้เราประมาณการไว้ว่า จะใช้เวลาอีกประมาณ ๔ ชั่วโมงเป็นอย่างต่ํา ถ้าหากว่ารักษาเวลาของท่านให้อยู่ในกรอบเวลา ที่เราให้ไว้นะคะ
คณะต่อไปเป็นการอภิปรายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น มีผู้เสนอชื่ออภิปรายมา ๔ ท่าน คือ ท่านธวัชชัย ฟักอังกูร ท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ พลเอก นคร สุขประเสริฐ ดิฉันขอเรียนเชิญท่านธวัชชัย ฟักอังกูร ท่านเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เชิญค่ะ ท่านมีเวลาอภิปราย ๑๕ นาทีค่ะ
เรียนท่านประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายธวัชชัย ฟักอังกูร สปท. หมายเลข ๐๗๒ ครับ ในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบคุณและขอชื่นชมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านได้ใช้ความพยายาม ใช้ความสามารถในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกขึ้นมาจนสําเร็จให้พวกเราได้พิจารณากัน ในวันนี้ ในส่วนที่กระผมจะอภิปรายก็จะเป็นเรื่องของการปกครองท้องถิ่น ตามร่างรัฐธรรมนูญ ได้พูดถึงเรื่องของการปกครองท้องถิ่นไว้ในมาตรา ๒๔๖ ถึงมาตรา ๒๕๑ มีทั้งหมดด้วยกัน ๖ มาตราเท่านั้นครับ เมื่อดูในภาพรวมกระผมเห็นว่ายังไม่มีเรื่องใดที่แสดงให้เห็นถึงแนวทาง ของการจะปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นที่ชัดเจน สาระสําคัญทั้ง ๖ มาตรานี้เป็นการเอา สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รวมทั้งฉบับที่ตกไปนะครับ เอามาย่อความให้สั้นลง คงเหลือเพียง ๖ มาตรา ภาพที่ออกมาเกี่ยวกับเรื่องของการปกครองท้องถิ่น ที่เห็นเพียงชี้ให้เห็นว่าการปกครองท้องถิ่นไทยมีรูปร่างอย่างไร แต่เราไม่สามารถที่จะมองให้ เห็นภาพ บุคลิก จิตวิญญาณของการปกครองท้องถิ่นที่ต้องการจะให้เกิดขึ้นในอนาคต ที่เราเรียกว่าปฏิรูป สิ่งเหล่านี้ยังมองไม่เห็น แต่ถ้าจะมีอะไรใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็อยากจะเรียนว่ามีครับ เขียนเอาไว้บอกว่าให้ไปออกกฎหมายลูก ทุกอย่างเป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ เริ่มต้นจากการที่เขียนว่าให้มีการจัดการปกครองท้องถิ่น ส่วนจะเป็น แบบใดนั้นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ รัฐมีหน้าที่ทําให้ท้องถิ่นมีรายได้เพียงพอในการปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ ถ้าหากไม่สามารถ ทําให้ท้องถิ่นมีรายได้ที่เพียงพอได้ก็จัดสรรเงินอุดหนุนให้ตามควรแก่กรณี ส่วนท้องถิ่น จะจัดการบริการสาธารณะประเภทใด รูปแบบใด ก็ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ตามความเหมาะสม ตามความจําเป็น ให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกต้องมาจากการเลือกตั้ง ผู้บริหารจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากสภาให้ความเห็นชอบ ก็แล้วแต่ แต่ให้มีบทบัญญัติที่แสดงให้เห็นถึงการป้องกันการทุจริต การป้องกันผลประโยชน์ ขัดกัน การป้องกันการก้าวก่ายแทรกแซงการทํางานของท้องถิ่น ๔-๕ เรื่องนี้เท่านั้น กระผม จึงเห็นว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นนั้นผิดกับการบัญญัติมาตราอื่น ๆ นะครับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับชาติ ซึ่งมีมาตรการในการที่จะป้องกันการเข้าสู่ตําแหน่ง ที่ชอบธรรม ข้อกําหนด ข้อห้ามต่าง ๆ ที่เขียนเอาไว้เพื่อเป็นการป้องกันให้ได้นักการเมือง ระดับชาติที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๑๓๙ ที่เพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายนะครับ เกี่ยวกับการห้ามยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการจัดทํางบประมาณในส่วนที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้อง ในทางที่มิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง การแปรญัตติ การโอนงบประมาณ หรือแม้แต่การใช้จ่าย งบประมาณต่าง ๆ ถ้าเป็นนักการเมืองระดับชาติก็ต้องพ้นจากสมาชิกภาพหรือพ้นจาก ตําแหน่งหน้าที่ แล้วก็ต้องชดใช้เงินคืนในส่วนที่มีการจ่ายงบประมาณไป แล้วอายุความ เรื่องนี้ก็มีจนถึง ๒๐ ปี สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้บัญญัติเอาไว้สําหรับนักการเมืองท้องถิ่นหรือสมาชิก สภาท้องถิ่น ซึ่งควรจะมีมาตรฐานเดียวกันนะครับ การบัญญัติว่าเรื่องราวต่าง ๆ นั้นให้ไป ออกในกฎหมายลูก ในฐานะที่เราเองก็มีหน้าที่ที่จะต้องร่างกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะ พยายามบัญญัติสิ่งเหล่านี้เอาไว้ แต่ก็ต้องเรียนว่าไม่มีหลักประกันอะไรในกฎหมายลูก เมื่อบัญญัติไว้แล้วก็สามารถที่จะแก้ไขได้หรือไม่เอาได้ เพราะว่าการแก้ไขกฎหมายลูก หรือตัวพระราชบัญญัตินั้นสามารถที่จะกระทําได้ง่ายกว่าการแก้ไขในรัฐธรรมนูญนะครับ กระผมจึงเห็นว่าหลายเรื่องทีเดียวที่ตัดออกไปจนกระทั่งไม่เห็นจิตวิญญาณของการที่จะดูแล เรื่องราวเหล่านี้ให้เกิดประสิทธิภาพ กระผมก็ขอเสนออย่างนี้ครับ ในส่วนที่ขาดไปที่แสดง ให้เห็นถึงทิศทางของท้องถิ่นไทยเป็นอย่างไรก็จะเสนอให้เติมเข้าไป เช่น ขอเสนอให้เติมว่า รัฐมีหน้าที่จะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในการบริหารงาน ในการที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะ เพียงข้อความแค่นี้ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะเป็นทิศทางของการที่จะไปออกกฎหมายลูก จะเป็นทิศทางในการที่เราจะปฏิรูปเรื่องนี้ต่อไปถ้าหากมีการเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ
ในประการต่อไป กระผมขอเสนอให้ใส่ข้อความที่แสดงให้เห็นถึงองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะต้องบริหารงานโดยมีความเชื่อมโยงกับภาครัฐ เพราะว่าลําพัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะอยู่ตามลําพังได้ในการทํางานจะต้อง มีการประสานงานกับหน่วยอื่น ๆ เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐ ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาได้เขียนเอาไว้ ได้ระบุเอาไว้ว่า ถึงแม้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีอิสระเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการบริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการคลัง การงบประมาณ การอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ จะต้องคํานึงถึง ความสอดคล้องกับการพัฒนาจังหวัด จะต้องคํานึงถึงความสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ เป็นส่วนรวม ผมคิดว่าประโยคสั้น ๆ ตรงนี้มีความสําคัญ เพราะจะสะท้อนให้เห็นถึง การทํางานที่มีการบูรณาการกันอย่างทุกภาคส่วน แล้วก็จะเป็นเครื่องนําทางในการที่เรา จะทํางานในเรื่องนี้ต่อไปนะครับ ผมว่าไม่ได้ทําอะไรให้ยาวขึ้น เพียงแต่ว่าใส่เข้าไปแล้ว จะเกิดผลดีอย่างมาก ขอให้เติมอีกประการหนึ่งก็คือว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล ผมคิดว่าเรื่องนี้ภาครัฐค่อนข้างจะชัดเจน ในการเขียนไว้ ก็อยากจะให้เขียนสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะว่าธรรมาภิบาลนั้น สะท้อนให้เห็นถึงหลักประสิทธิภาพ หลักการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน โดยนําเอา บทบัญญัติอย่างที่กราบเรียนว่าอะไรที่ใส่เอาไว้สําหรับนักการเมืองแล้ว ถ้าจะเอามาใส่ไว้ ในบทบัญญัติอันนี้อีกให้ชัดเจนก็จะเป็นเรื่องที่ดีครับ
ประการที่ ๔ ขอให้เติมบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชน จริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญที่ยกร่างนี้ก็เขียนเอาไว้ แต่เขียนเอาไว้นิดเดียวนะครับ เกี่ยวกับเรื่องที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชน แล้วก็ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย เขียนแค่นี้ ผมคิดว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนี้ อยากจะให้เขียนคําโต ๆ นะครับ เพราะผมคิดว่าเป็นหัวใจสําคัญของการปกครองท้องถิ่น เราไม่ได้กระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เราหวังว่าเมื่อเรากระจายอํานาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วอํานาจจะไปถึงมือประชาชน เพราะฉะนั้นกระบวนการ มีส่วนร่วมจึงขาดไม่ได้ แล้วถ้าเราเขียนไว้นิดเดียวบางทีก็ไม่ได้มีการเอาไปขยายผลกันนะครับ อยากจะให้บัญญัติให้ชัดเจนว่า ให้ประชาชน ชุมชน มีสิทธิเข้าร่วมการบริหารงานกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และขณะเดียวกันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ต้องมีวิธีการ ที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย อันนี้เป็น ๔ ประการ ในการที่อยากจะให้บัญญัติ เพิ่มเติม ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องใส่อะไรเข้าไปมากมายเท่าไร แล้วก็ไม่ต้องเพิ่มมาตรา อะไรใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเอาคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่สําคัญ ๆ ใส่เข้าไปให้ครบถ้วน
อีกประเด็นหนึ่งก็คือในส่วนที่ขอให้แก้ไข ขออนุญาตยกมาตรานะครับ ในมาตรา ๒๔๙ ในตัวกฎหมายที่ยกร่างนี้ได้กําหนดให้สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจาก การเลือกตั้ง นั่นก็หมายความว่าจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ต้องเลือกตั้งเข้ามาเท่านั้น ก็อยากจะเรียนว่าในเรื่องการปฏิรูปนี้บางครั้งกระบวนการเกี่ยวกับเรื่องของการเลือกตั้งนั้น ก็อาจจะไม่ใช่คําตอบที่จะทําให้การทํางานมีประสิทธิภาพหรือเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น มีหลายประเทศที่สมาชิกสภาท้องถิ่น สมาชิกไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากกระบวนการ มีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องถิ่นที่มีการบริหารงานมากกว่า ๑ ชั้น ขึ้นไป ท้องถิ่นชั้นล่างเลือกตัวแทนของตัวเองขึ้นมา แล้วก็เข้ามาเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ชั้นบน ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทยของเราก็คือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ถ้าเราจะ ปฏิรูปให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสามารถที่จะบูรณาการกับเทศบาล หรือ อบต. ซึ่งเป็น ท้องถิ่นชั้นล่างได้อย่างดี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดส่วนหนึ่งอาจจะต้องมาจากการเลือกกันเองของ เทศบาลหรือ อบต. อย่างนี้เป็นต้น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษซึ่งต้องการผู้ที่ มีความรู้ความสามารถอย่างหลากหลาย ก็อาจจะให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในแต่ละสาขา เลือกกันเอง แล้วก็เป็นตัวแทน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นได้ ผมคิดว่า น่าจะเป็นการเปิดโอกาสไว้ อย่าปิดโอกาสตายตัวว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจาก การเลือกตั้งเท่านั้น อันนี้ละครับเห็นด้วยว่าให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่เปิดโอกาสไว้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะให้ช่วยพิจารณาทั้ง ๒ ประการใหญ่ ๆ ผมคิดว่าโดยภาพรวม เรื่องของร่างรัฐธรรมนูญโดยส่วนรวมในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นก็ได้มีการคุยกัน ก็คิดว่าภาพส่วนใหญ่พวกเรายอมรับได้ในร่างฉบับนี้ เพียงแต่ว่าขอให้นําเอาสาระต่าง ๆ ที่รวมทั้งเพื่อนสมาชิกที่ผ่านมาได้มีการอภิปรายกัน ฝากกับคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานสภาให้ช่วยนําไปปรับปรุง แก้ไข เราก็จะได้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีขึ้นสําหรับประเทศไทยอีกฉบับหนึ่งครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ชัดเจนมากนะคะ กรุณาส่งเอกสารให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสภาด้วยนะคะ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต่อไปเชิญท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดลําปางนะคะ ท่านมีเวลาอภิปราย ๑๐ นาทีค่ะ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๑ ก่อนอื่นก็ต้องขอเป็น อีกคนหนึ่งในสมาชิก สปท. หลาย ๆ ท่านที่ได้ชื่นชมการทํางานของคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในเนื้อหาโดยรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถือว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ดี เพราะว่าร่างตามเจตนารมณ์ที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้น สําหรับผมเองนั้น ก็มีสิ่งที่จะขอนําเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างเบื้องต้นของคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญใน ๔ ประเด็น ดังต่อไปนี้นะครับ
ประเด็นแรก ก็คือในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ทางผมเองนั้นก็เห็นด้วย กับทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้ มีความเห็นว่าควรจะระบุให้ชัดเจนว่าการบริหารราชการแผ่นดินนั้นจะต้องมีทั้งการบริหาร ราชการในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น ซึ่งตัวนี้จะต้องระบุลงในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนแล้วก็เป็นหลักฐาน ซึ่งในส่วนนี้ผมเองก็มีความเห็นสอดคล้องว่า ควรจะให้บัญญัติเพิ่มเติมว่า การบริหารราชการแผ่นดินให้จัดระบบเป็น ๓ ส่วน ซึ่งจะ ประกอบด้วยการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น แล้วก็กําหนด ให้มีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับภารกิจ ขอบเขตของอํานาจหน้าที่ แล้วก็ความรับผิดชอบ ของแต่ละส่วนให้มีความชัดเจน เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ก็เป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่าในตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทั้ง ๓ ภาคส่วน อยู่ในจุดเดียวกัน สําหรับในส่วนของการที่ผมได้เรียนให้ทราบนั้นก็มีเหตุผลประกอบว่า เรามีตามร่างรัฐธรรมนูญภายใต้มาตรา ๑ ระบุไว้ว่าประเทศไทยนั้นเป็นราชอาณาจักร อันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ ดังนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องบัญญัติให้มีโครงสร้าง ของการบริหารราชการแผ่นดินทั้ง ๓ ส่วนไว้ ซึ่งในส่วนกลไกของส่วนภูมิภาคนั้นก็เป็นส่วน ที่จะเชื่อมโยงการบริหารงานระหว่างส่วนกลางแล้วก็ส่วนท้องถิ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีความชัดเจน ไม่ให้เกิดความซ้ําซ้อนในการปฏิบัติงาน ในลักษณะที่เป็นการส่งเสริม สนับสนุนการบริหารราชการซึ่งกันและกันให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ พื้นที่ วัฒนธรรม และประเพณี สําหรับในส่วนของการดําเนินการในส่วนนี้ถ้าเราไม่กําหนดไว้ให้ชัดเจนก็จะทําให้ภาคส่วน ทั้งภาคประชาชนก็ดี แล้วก็หน่วยราชการต่าง ๆ นั้นเกิดความสับสนในการบริหารราชการ แผ่นดินได้ ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็ได้มีการบัญญัติในเรื่องนี้ไว้ในมาตรา ๗๘ (๒) และร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๘ ซึ่งเสนอ สปช. ในมาตรา ๘๑ (๓)
สําหรับในส่วนประเด็นที่ ๒ หมวด ๖ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ ทางกระผมเห็นว่าเราควรจะกําหนดเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้จังหวัดมีอํานาจหน้าที่ ในการบูรณาการการพัฒนาในเชิงพื้นที่เพื่อคํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในภาพรวมแล้วก็เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่เป็นสําคัญ รวมทั้งเพิ่มเติมกําหนด ประเด็นสาระสําคัญดังกล่าวนั้นให้อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติอย่างชัดเจนด้วย โดยมีเหตุผล ประกอบก็คือว่าเพื่อเป็นการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยสนับสนุนให้จังหวัด มีการจัดทําแผนแล้วก็งบประมาณเพื่อการพัฒนาจังหวัดให้มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ มีทิศทาง แล้วก็มีเป้าหมายชัดเจนในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศนั้น เป็นไปอย่างมีเอกภาพ คุ้มค่า แล้วก็มีประสิทธิภาพ
สําหรับในส่วนประเด็นที่ ๓ หมวด ๘ ของคณะรัฐมนตรี กระผมเห็นว่า ควรจะเพิ่มในเรื่องของบัญญัติเกี่ยวกับบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารในมาตรา ๑๕๙ ซึ่งควรจะกําหนดไว้ว่า ห้ามมิให้มีการก้าวก่าย แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ ของรัฐแล้วก็หน่วยงานของรัฐเพื่อประโยชน์โดยมิชอบ โดยมีเหตุผลประกอบก็คือว่าเพื่อเป็น การป้องกันไม่ให้ข้าราชการฝ่ายการเมืองนั้นใช้ตําแหน่งและอํานาจหน้าที่ในการบริหารงาน ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ เช่น ในเรื่องของการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย การเลื่อนตําแหน่ง หรือเลื่อนเงินเดือน หรือการให้พ้นจากตําแหน่งต่าง ๆ เป็นต้น
สําหรับในส่วนประเด็นที่ ๔ ก็คือหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น ผมก็เห็นด้วยกับที่ท่านธวัชชัย ฟักอังกูร ที่ได้นําเสนอไปเมื่อสักครู่นี้ว่าในเรื่องการขัดกัน ของผลประโยชน์นั้นก็เป็นสิ่งจําเป็นที่นอกจากระบุในการเมืองระดับชาติแล้วก็ควรจะมาระบุ ในการเมืองท้องถิ่นไว้ด้วย ซึ่งในส่วนนี้นั้นก็จะเป็นในเรื่องของการป้องกันการทุจริต การขัดกันแห่งผลประโยชน์ และป้องกันการก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งในส่วนนี้ก็ควรจะนําบทบัญญัติมาตรา ๑๗๙ ถึงมาตรา ๑๘๒ มาบังคับใช้กับทางสมาชิก สภาท้องถิ่น รวมทั้งคณะผู้บริหารและผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณีโดยอนุโลมด้วยนะครับ ก็จึงเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อโปรดพิจารณาครับ
ขอบคุณมากนะคะ ต่อไปเป็นท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลําปาง ท่านมีเวลา ๒๐ นาที เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จินดา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๒๖ ครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมจะขอพูดประเด็นเรื่องของระบบเลือกตั้ง ส.ส. กับ ส.ว. ซึ่งผมเคยผ่านประสบการณ์ การเลือกตั้งตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติก็พอจะทราบปัญหาจุดอ่อนจุดแข็งของระบบ เลือกตั้งได้ซึ่งก่อผลมาถึงจนถึงปัจจุบัน ก่อนอื่นก็อยากกราบเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีจุดดีอยู่เยอะ จุดดีก็มี เช่น เรื่องของการป้องกันการทุจริต เรื่องของ การป้องกันไม่ให้คนไม่ดีมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศโดยการใช้ระบบตัดสิทธิถ้ามีการทุจริต ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็เป็นจุดเด่นหรือจุดดีของรัฐธรรมนูญที่ร่าง ณ ปัจจุบัน แต่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ ร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็มีจุดด้อย โดยเฉพาะเรื่องระบบเลือกตั้ง ส.ส. กับ ส.ว. ซึ่งวันนั้นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้มาชี้แจง ซึ่งผมฟังแล้วระบบเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ก็ยังไม่ชัดเจนนะครับ แล้วระบบเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือระบบเลือกตั้ง ส.ว. ก็เป็นหัวใจของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ถ้าไม่แก้ไขประเด็นนี้ ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเดิม ๆ ได้ แล้วปัญหาซ้ํา ๆ เดิม ๆ ก็อาจจะกลับมาทําให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งจะทําให้เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของ คสช. ที่ตั้งใจจะมาแก้ปัญหาเรื่องการเมือง ไม่ประสบผลสําเร็จคือล้มเหลว ถ้าคิดว่ายังใช้ร่างรัฐธรรมนูญในระบบเลือกตั้งที่เสนอมา ทั้ง ส.ส. ส.ว. แล้วผลสุดท้าย คสช. ก็จะถูกครหาว่าเข้ามายึดอํานาจแล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ เหมือนกับปี ๒๕๔๙ อันนี้ผมก็ค่อนข้างเป็นห่วงนะครับ ก็เลยอยากจะฝากปัญหาจุดดี จุดด้อย แล้วก็เสนอวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. กับ ส.ว. ผ่านทางตัวแทนกรรมาธิการ เพื่อให้กรรมาธิการได้พิจารณาในส่วนของผม ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่าถ้าร่าง ของผมเสนอไปนั้นทุกพรรคการเมือง หรือประชาชนทั่วไปจะรับได้ ผมก็อยากจะฝากเสนอไว้ แต่ก่อนอื่นผมก็อยากกราบเรียนจุดอ่อนของร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสักนิดหนึ่งนะครับ
ประเด็นแรก ที่ให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวก็จะเปิดโอกาสและเป็น แรงจูงใจให้มีการซื้อสิทธิขายเสียงมากขึ้น เพราะอะไรครับ เพราะสมัยก่อนถ้าจะซื้อสิทธิขายเสียง ต้องซื้อ ส.ส. เขต แล้วก็ซื้อ ส.ส. บัญชีรายชื่อ เพราะคะแนนแยกกัน บัตรคนละใบ แต่ปัจจุบันเอาบัตรมารวมกันแต่เลือกทีเดียวแล้วได้ทั้ง ๒ เขต คือได้เขตเลือกตั้ง กับได้บัญชีรายชื่อเพิ่มเติม ฉะนั้นก็เป็นปัจจัยจูงใจให้ซื้อเสียงนะครับ ถึงแม้ท่านจะบอกว่า การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นการทุจริตก็ปราบปรามเป็นคดีไปก็ตัดสิทธิเลือกตั้งอะไรไป ใช่ อันนี้ก็เป็นจุดเด่นในรัฐธรรมนูญ แต่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าในระบบการเลือกตั้ง ที่ผ่านมา กกต. ก็ไปถามได้ว่าการจัดการเลือกตั้งนั้น การจับคนซื้อสิทธิขายเสียง จริง ๆ แล้ว คือ กกต. ไม่เคยจับได้ กกต. ก็จะใช้ระบบการฟ้องร้องเรียกร้องกันเองเป็นหลัก ฉะนั้น จะหวังประสิทธิภาพของ กกต. เพื่อจะจับการซื้อสิทธิขายเสียงนั้นก็ยาก ผมคิดว่านะครับ แล้วยิ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัจจัยที่จะให้ซื้อเสียงมากขึ้นเพราะซื้อ ๑ แถม ๑
ประเด็นที่ ๒ ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิสมัครในนามอิสระได้เลย เพราะทั้ง ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมือง อย่างเดียว ซึ่งต่างกับรัฐธรรมนูญบางฉบับที่ให้สิทธิประชาชนลงสมัครอิสระได้ ท่านอาจจะบอกว่า เพื่อให้การเมืองเข้มแข็ง ผมถามว่าการเมืองเข้มแข็ง ที่ผ่านมาเราให้ระบบพรรคเข้มแข็งไหม ปี ๒๕๔๐ ก็อยากให้การเมืองเข้มแข็ง พอเข้มแข็งแล้วเป็นอย่างไร ก็ไม่ดีอีก พอปี ๒๕๕๐ ก็เป็นแบบนี้อีก ฉะนั้นผมคิดว่าน่าจะหาแนวทางใหม่เปลี่ยนแปลงบ้างนะครับ เพื่อจะให้ประชาชน และให้คนทั่วไปมีสิทธิสมัครได้
๓. เป็นระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้คนดีมีความรู้แล้วไม่อยากสังกัดพรรคการเมือง ลงสมัครได้เลย ประเด็นนี้ไม่ตอบโจทย์กับความตั้งใจของ คสช. หรือของประชาชนทั่วไป ที่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง การเมืองเป็นสี ๆ ที่ผ่านมา เพราะอะไร เพราะลักษณะที่กําหนด ให้คนสังกัดพรรคก็จะไม่มีโอกาสให้คนดีเข้ามาหรอกครับ ไม่มีครับ คนดีมีความรู้ที่จะมาสมัคร อย่างท่านกรรมาธิการทั่วไป อาจารย์ทั้งหลาย ผู้รู้ทั้งหลายก็รังเกียจเรื่องพรรคการเมือง เพราะว่าระบบพรรคการเมืองเป็นระบบนายทุน เป็นระบบทุน ไม่มีประชาชนที่ไหนมาตั้งพรรค อันนั้นเป็นแค่ความฝันเท่านั้นเองที่ว่าพรรคการเมืองเป็นของประชาชนอะไรนะครับ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ มีของนายทุนไม่กี่คน ไม่กี่กลุ่มเท่านั้นเองครับ ฉะนั้นจะให้โอกาสให้คนดี มีความรู้ที่จะตอบโจทย์ความตั้งใจของ คสช. และประชาชนทั่วไปเข้ามาเป็นตัวแทน ในการบริหารประเทศนั้นก็ยาก ซึ่งผมคิดว่าไม่มีทางในกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ระบบเลือกตั้ง ถ้าระบบพรรคการเมืองเป็นระบบของพรรคนายทุนแล้วก็เหมือนกับ เรายกประเทศให้นายทุนของประเทศเราซึ่งมีไม่กี่กลุ่ม แล้วปัญหาก็จะกลับมาอยู่ที่เดิม
อีกประเด็นก็คือว่าพรรคเล็ก ๆ ยิ่งไม่มีโอกาสเกิดเลยครับ อย่างที่ท่านบอกว่า เอาคะแนนมาเฉลี่ย ไม่จริงครับ เฉลี่ยไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะพรรคเล็ก ความสามารถก็น้อยอยู่แล้วใช่ไหมครับ แล้วยิ่งท่านเอาบัตรใบเดียวให้คะแนน ทั้งพรรคเล็กพรรคน้อย พรรคใหญ่เขาส่ง ๔๐๐ เขตแน่นอน ๓๕๐ เขต หรือ ๔๐๐ เขต แน่นอนเขาส่งเต็ม เขาก็มีเอาคะแนนเขตไปรวมนับบัญชีรายชื่อ เขาก็มีโอกาสได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อมากขึ้น พรรคเล็กส่งมา ๑๐ เขต ถามว่าแล้วอีก ๓๐๐ กว่าเขตเอาคะแนน จากไหนครับ เพราะไม่มีเบอร์ให้เขากา มันกาไม่ได้ใช่ไหมครับ อันนี้ก็เกิดความเหลื่อมแล้ว ระหว่างพรรคเล็กพรรคใหญ่ก็เหลื่อมแล้วครับ จะไปบังคับว่าคุณทําไมไม่ส่งให้ครบ ก็ส่งได้อย่างไรครับ มือคนเราความยาวนิ้วยังไม่เท่ากัน แล้วความสามารถของคน ทั่วประเทศก็ไม่เท่ากันใช่ไหมครับ ก็รู้อยู่แล้วว่าในประเทศไทยเป็นสามเหลี่ยมหัวตั้ง คนข้างบนมีแค่ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คุมทรัพยากรตั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ เหมือนกันครับ ระบบผู้แทนราษฎรก็เหมือนกันใช่ไหมครับ อันนี้ก็เป็นปัญหาซึ่งจะทําให้ ระบบเลือกตั้งของผู้แทนราษฎรเป็นจุดอ่อน
อีกประเด็นหนึ่งผมอยากยกตัวอย่าง การเลือกตั้งถ้าสมมุติว่าเลือกไปแล้ว ภายใน ๑ ปี กกต. ให้ใบเหลืองใบแดงต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แล้วคะแนนเขตเลือกตั้งก็ต้อง เอาไปแก้ในบัญชีรายชื่อใหม่นะครับ เพราะคะแนนจะมีผลต่อ ส.ส. เขต อาจจะมีบางคน เป็นได้แล้วก็ถูกถอดออก บางคนที่ไม่ได้เป็นก็กลับขึ้นมาเป็นใหม่ แล้วยังมีปัญหาอีกว่า ในช่วงเลือกตั้งครั้งแรกสมมุติว่าผู้สมัครคนนี้ไม่ได้สมัคร พออีกพรรคหนึ่งโดนใบแดง เวลาสมัครใหม่ผู้สมัครคนใหม่เข้ามาสมัครแต่ปรากฏว่าไม่ได้ส่งบัญชีรายชื่อในครั้งแรก แล้วถ้าสมมุติว่าเขาได้รับเลือกตั้งรอบหลังเขาอยู่พรรคนี้แต่ไม่มีบัญชีรายชื่อแล้วเอาคะแนน ของเขาไปไว้ที่ไหนล่ะครับ ถ้าครั้งแรกสมมุติว่าพรรค ก ไม่ได้ส่งบัญชีรายชื่อ ไม่สมัครเลย ไม่ส่งเลย แต่พอเลือกตั้งซ่อมพรรค ก ผมไปสมัครแล้วผมได้คะแนนมาใช่ไหมครับ คะแนนก็ไม่ได้ถูกเอาไปคิดบัญชีรายชื่อแล้ว สัดส่วนก็หายไปแล้วครับ อันนี้ผมก็อยากจะฝาก ท่านกรรมการว่าลองไปพิจารณา ความจริงผมก็มีประเด็นที่เสนอระบบเลือกตั้ง ซึ่งจะมีโอกาสเปิดให้คนอิสระสมัครได้ทั้งบัญชีรายชื่อและ ส.ส. เขต เดี๋ยวผมจะฝากไปนะครับ แต่ผมใช้วิธีการก็คือเรียกว่าแบบใหม่ครับ คือบังคับเลือก ผมใช้ระบบ ส.ส. เขตก็คือ วันแมน ทูโหวต (One man two vote) แล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อ วันแมน เท็นโหวต (One man ten vote) ซึ่งเป็นรายละเอียด และประชาชนทั่วไปมีสิทธิสมัครทั้ง ส.ส. เขตด้วย ส.ส. บัญชีรายชื่อก็มีสิทธิสมัครด้วย อย่างท่านประธานเป็นผู้มีความรู้ความสามารถก็อาจจะ สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อก็ได้ ไม่ต้องลงเขต ไม่ต้องหาเสียง แต่บัญชีรายชื่อสมัครได้ แล้วใช้เขตประเทศเลือกตั้ง ประชาชนเลือกวันแมน เท็นโหวต (One man ten vote) ผมก็จะเลือก ๑ ใน ๑๐ อย่างนี้ครับ ก็มีโอกาสจะทําให้คนดีมีความรู้ได้มีโอกาสเข้ามา เป็นตัวแทนของประชาชน อันนี้คือเรื่องระบบเลือกตั้งของ ส.ส.
ต่อไปเป็นระบบเลือกตั้งของ ส.ว. คือวุฒิสภา ซึ่งวันนั้นผมก็ฟังท่านกรรมาธิการ ได้ชี้แจงนะครับ ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเลือกแบบไหน ก็บอกว่าเลือกจากสายอาชีพเป็นกลุ่ม ๆ แต่เลือกกันไปเลือกกันมา เลือกตั้งแต่อําเภอ แล้วก็เลือกจังหวัด แล้วก็มาเลือกประเทศ แล้วยังบอกว่าผลสุดท้ายในระดับประเทศเลือกมาอาจจะไขว้กันอีก อาชีพนี้ไปเลือกอาชีพโน้น อาชีพโน้นไปเลือกอาชีพนี้ ผลสุดท้ายไม่รู้ใครเลือกใคร เพราะอะไร เพราะบอกว่ากันบล็อกโหวต (Block vote) แต่ผมถามว่าแล้วจะสะท้อนคําว่าได้วุฒิสมาชิกมาจากสายอาชีพได้อย่างไร อาจจะดีไซน์ (Design) ที่บอกว่า ๒๐ อาชีพ แต่ผลสุดท้ายอาจจะเหลือแค่ ๒ อาชีพเท่านั้นเอง แล้วจะเป็นตัวแทนของอาชีพได้อย่างไร ไม่ได้อยู่แล้วตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ใช่ไหมครับ แล้วยังจะมีปัญหาสับสนในการเลือกอีก ผมคิดว่าเป็นระบบเลือกตั้งที่แปลกประหลาดมาก แล้วเลือกกันเอง ไม่ให้สิทธิประชาชนเลือก สู้แต่งตั้งเลยไม่ดีกว่าหรือใช่ไหมครับ ยังโดนด่าน้อยกว่าไปเลือกแบบนั้น แล้วปัญหาน้อยกว่า เยอะเลย ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่าอย่างที่ท่านกรรมาธิการว่าเพราะกลัวจะเปลืองค่าใช้จ่าย ซึ่งกรณีเลือกกันเองก็ไม่ตอบโจทย์จะให้คนดีมีความรู้ความสามารถเข้ามาได้อย่างไร เพราะก็ เลือกกันมั่วไปหมดแล้วครับ แล้วก็ต้องให้ไปสมัครกันเอง เลือกกันเองอีกต่างหาก ประชาชน ก็อาจจะปฏิเสธได้อย่างนี้นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งกําหนดคุณสมบัติ ผมอยากจะกราบเรียนนิดหนึ่งว่า กําหนดคุณสมบัตินี้ห้ามเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองระดับชาติ ระดับ ท้องถิ่น ต้องพ้นตําแหน่งมาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีอย่างนี้ ผมเห็นทุกมาตราจะเขียนเกี่ยวกับ การห้ามนักการเมืองทั้งหมดเลย ต้องฝากนิดหนึ่งครับว่าอย่ามองในแง่สุดขั้วเกินไปเพราะว่ามี ทุกองค์กร ไม่ว่านักการเมือง ไม่ว่าข้าราชการ ไม่ว่าทุกหน่วยงาน ไม่ว่าองค์กรอิสระ ทุกคนก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี อันนี้ท่านห้ามแต่นักการเมืองหมดทุกอย่างเลย แม้กระทั่ง เป็นสมาชิกพรรคมาแล้ว ๑๐ ปีห้ามลงสมัคร ส.ว. ก็จะเหลือคนอยู่กลุ่มนิดเดียวที่จะสมัคร ก็จะไม่สะท้อนตัวแทนที่แท้จริงเหมือนกัน ผมถามว่าถ้ามองอีกแง่หนึ่งผมเป็นประชาชน ผมก็ถามว่าแล้วทําไมข้าราชการ พวกองค์กรอิสระไม่ห้ามสักอย่างเลยหรือครับ ใช่ไหมครับ ราชการเกษียณมาก็สมัครได้เขาไม่มีสิทธิห้าม ก็ถามท่านอาจจะบอกว่าแล้วไม่เกี่ยวกับ การเมือง ผมบอกว่าถ้าผมเป็นแค่สมาชิกพรรคไม่เกี่ยวกับการเมืองผมไม่ได้ยุ่งอะไรเลย ข้าราชการก็มีอํานาจมากมายมหาศาลใช่ไหมครับ ตอนดํารงตําแหน่งจะหาเสียงก่อน หมดวาระก็ยังได้เลยครับ อายุ ๕๙ ปี ๖๐ ปี ก็หาเสียงใช่ไหม อายุ ๖๐ ปีพ้นวาระก็สมัคร ส.ว. สมัคร ส.ส. ก็ทําได้ครับ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้คุณสมบัติไม่ห้ามเลย ไม่มีห้ามเลย ระบบราชการ หรือว่าตัวแทนองค์กรอิสระหรืออะไรที่พ้นตําแหน่งมาก็ลงได้เลย ซึ่งผมคิดว่า ดูลักลั่นกันนิดหนึ่ง ผมก็อยากจะฝากกรรมการช่วยพิจารณาประเด็นรายละเอียดพวกนี้ บางประเด็น สําหรับผมเองก็เสนอวิธีการเลือกตั้ง ส.ว. ไว้เหมือนกันแต่ก็ใกล้เคียงกับ ที่กรรมาธิการเสนอนะครับ คือผมก็เคยคิดไว้ตั้งนานแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่เขียนแล้วครับ แต่พอดีเห็นท่านมาชี้แจงแล้วก็ใกล้เคียงกับผม คือเลือกเป็นสายอาชีพ แต่ไม่ตรงกับผม ที่ผมคิดตั้งแต่แรก คือผมคิดเลยอยากจะเสนอท่านประธานว่าก็สายอาชีพ แบ่งสายอาชีพ ออกมาเป็นแท่ง แท่ง แท่งครับ แล้วเลือกเลยแท่งใครแท่งมันให้ประชาชนเลือกเลยครับ สายใครสายมัน ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ ๑๘ ปีจนถึงตายมีสิทธิเลือกตั้งใช่ไหมครับ ทุกคนต้องดีแคลร์ (Declare) หมดว่าตัวเองมีอาชีพอะไร อาจจะทุก ๆ ๓ ปี แล้วก็สรุปทีหนึ่งว่า ใครอาชีพอะไร แล้วทําเป็นแท่ง แท่ง แท่ง แล้วเลือกใครเลือกมันครับ แต่ท่านอาจจะบอกว่า แล้วเกิดสมมุติตัวแทนบางสายอาชีพที่ไม่มีตัวแทนก็ไปรวมกันเป็นกลุ่มอาชีพอื่น ๆ ได้ เพื่อจะให้มีตัวแทนใช่ไหมครับ ที่ไม่ได้โควตาก็เป็นอาชีพอื่น ๆ ได้เป็นตัวแทน แล้วท่าน บอกว่าบางทีชาวนาอาจจะมีตัวแทนมากคนก็จะมีสิทธิมาก ไม่ใช่ครับ ไม่จําเป็น อยู่ที่เราคิดว่า จะให้เขาใช้สิทธิเสมอภาคขนาดไหน ซึ่งผมคิดมาง่ายที่สุดก็คือเป็นการถัวเฉลี่ยคะแนน ชาวนามีตัวแทนเยอะ ข้าราชการมีคนน้อยตัวแทนน้อย แต่ผมดีไซน์ (Design) ว่าให้มี การกระจายคะแนนเพื่อเราจะได้คนดีมีความรู้จริง ๆ เข้ามาก็ใช้ระบบวันแมน เท็นโหวต (One man ten vote) เหมือนกัน คือให้เฉลี่ยเลยคุณจะเลือกใคร คุณต้องดูว่าคนที่ดีที่สุดของคุณ ๑ ใน ๑๐ คุณก็เลือกไป ๑ ใน ๑๐ แต่ระบบที่ผมคิดจะไม่เหมือนระบบเก่า เพราะระบบเก่าจะเขียน บอกว่าสมมุติมีสิทธิ เมื่อก่อน ส.ส. กาได้ ๓ คนนี้คุณกา ๑ ๒ ๓ ก็ได้ แต่ไม่เกิน ๓ คน ถือเป็นบัตรดี แต่ที่ผมคิดนี้คือระบบใหม่ต้องใช้ระบบบังคับโหวต (Vote) ไม่มากไม่น้อยกว่า ที่กําหนดในกฎหมาย ลักษณะเช่นนี้จะไม่สามารถซื้อเสียงได้ง่าย ซื้อเสียงได้ยากมาก เพราะอะไร เพราะมีการกระจายคะแนน คนหนึ่งต้องกา ๑๐ เบอร์ให้ได้ แล้วเอา ๑๐ คนนั้นมา เรียงคะแนนรวมกัน แล้วจะสะท้อนว่าคนที่ได้ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ คนนั้นจะต้องเป็นคนที่ประชาชน รักมากที่สุดถึงจะได้คนที่ ๑ เพราะว่า ๑ คนลงได้ ๑๐ คะแนนใช่ไหมครับ แล้วคะแนน มันกระจายมาก ซื้อเสียงก็ยาก ผมฝากท่านประธานเรียนเพื่อนกรรมการนะครับว่าผมเองก็อยู่ในระบบมา ผมก็อยากจะ แก้ปัญหาทางการเมือง ก็ไม่อยากให้ใครมาโจมตีว่านักการเมืองไม่ดีหรอกครับ เพราะผม บอกว่าทุกสาขาอาชีพมีทั้งคนดีและไม่ดี เพียงแต่ว่าเราดีไซน์ (Design) อย่างไร เพื่อจะ แก้ปัญหาที่เป็นปัญหาของประเทศชาติในปัจจุบัน อันนี้ก็คือเป็นวัตถุประสงค์ต้น ๆ ที่ คสช. เข้ามาทํางาน แต่ถ้ายังจะใช้ระบบแบบนี้ที่เสนอมา ผมเชื่อได้เลยว่าไม่เกิน ๓ ปี ปัญหาเดิมจะกลับมาและประเทศชาติเราจะอยู่กับที่นะครับ อันนี้เดี๋ยวผมจะฝากเอกสาร ฝากทางกรรมการไปเพื่อโปรดพิจารณา ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสุดท้ายนะคะ พลเอก นคร สุขประเสริฐ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก อดีตสมาชิก สปช. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เชิญค่ะ ๒๐ นาที
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม พลเอก นคร สุขประเสริฐ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมมีเรื่องที่จะนําเรียนท่านประธาน ฝากไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อได้โปรดกรุณาพิจารณานะครับว่าสิ่งที่จะนําเสนอ ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการนําไปปรับปรุงแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญ ให้สมบูรณ์มากขึ้นหรือเปล่า
ประเด็นแรก ในหมวด ๑ บททั่วไป ควรจะต้องมีการบัญญัติในประเด็นที่ว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงเจตนารมณ์ในการที่ประชาชนจะต้องได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ซึ่งเป็นตัวที่จะบ่งชี้ และใช้เป็นหลัก เป็นกรอบแนวทางในการร่างพระราชบัญญัติและกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมก็คิดว่าอาจจะต้องเพิ่มอีกสักมาตราหนึ่งเข้าไปนะครับ ก็คงไม่ทําให้รัฐธรรมนูญยาวมากขึ้นไป เท่าไร เพราะฉบับนี้ก็ไม่ได้สั้นตามที่เราต้องการมากนัก ซึ่งบทบัญญัติเหล่านี้ได้เคยบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ที่ผ่านมา
ประเด็นต่อไป หมวด ๗ รัฐสภา ในส่วนที่ ๔ บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง มาตรา ๑๒๐ วรรคแรก ในระหว่างสมัยประชุมห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทําการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทําผิด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชน จําต้องมีวุฒิภาวะ ความรับผิดชอบ เคารพในกฎหมาย ทําตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สาธารณชน เมื่อทําผิดกฎหมายแต่ได้รับ ความคุ้มครอง มีเอกสิทธิ์พิเศษเหนือกว่าประชาชนทั่วไป ซึ่งประการนี้จะเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว หรือไม่นะครับ ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่มีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปยิงคนตายที่ปั๊มน้ํามัน มีหลักฐานชัดเจน แต่ได้รับความคุ้มครองในระหว่างสมัยประชุม ซึ่งสมาชิกผู้นั้นอาจจะ ออกไปกระทําการที่มีผลกระทบต่อรูปคดีในด้านต่าง ๆ ได้เช่นการข่มขู่พยานเป็นต้น จุดประสงค์แต่เดิมการจับกุมคุมขังดําเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตํารวจ อาจจะมีการพิจารณา ในประเด็นที่เกิดการกลั่นแกล้งทําให้ไม่สามารถเข้าประชุมสภาได้ ซึ่งก็เป็นวิธีโบราณ ๆ ฉะนั้นก็คงไม่ใช่เหตุผลที่จะนํามากล่าวอ้างในที่นี้ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในสภาพการณ์ปัจจุบันกรณีจับกุมคุมขังต้องได้รับการอนุมัติจากศาล ฉะนั้นก็ย่อมเป็นที่ ไว้วางใจได้ คําว่า ห้ามจับกุมคุมขัง จึงไม่เหมาะสมที่จะบัญญัติไว้ ก็ควรจะไปพิจารณาปรับปรุงถ้อยคํา ในประเด็นนี้ อาจจะดูว่าคนที่ทําผิดโดยสวมสถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิกก็มีอภิสิทธิ์ เป็นอภิสิทธิ์ชน
สําหรับในประเด็นต่อไป ควรจะบัญญัติระบุลักษณะของฐานความผิดไว้ เพิ่มเติมให้เข้มงวดขึ้น เมื่อจับกุมไปแล้วอย่างเช่นคดีในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นนโยบายสําคัญของรัฐบาลนี้ก็ควรจะเน้นในเรื่องการปราบปรามทุจริต เราก็ควรจะเพิ่มเอาไว้ ก็ฝากไปพิจารณาด้วย หรือในกรณีกระทําความผิดที่ให้มีโทษจําคุกตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป สําหรับวรรคสอง ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะ กระทําความผิด ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และประธาน อาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับกุมได้ ถึงแม้ว่าจะได้มีการบัญญัติในลักษณะนี้มานานต่อเนื่องกันมา แต่ว่าในสภาพสังคมปัจจุบันเราก็ควรจะพิจารณาปรับปรุงถ้อยคําให้ดี ให้เหมาะสมขึ้น หรือเปล่า อย่างเช่นที่ว่า อาจสั่งให้ปล่อย ทําให้อาจเข้าใจได้ว่าเป็นการที่อํานาจนิติบัญญัติ ไปก้าวล่วงอํานาจตุลาการ อาจจะเสนอคําที่เหมาะสม จากคําว่า อาจสั่ง เป็น อาจร้องขอ เป็นต้น จากการที่เราไปรับฟังจากเวทีประชาชนต่าง ๆ ประชาชนค่อนข้างที่จะไม่พอใจกับมาตรานี้ เท่าไรนัก
ต่อไปในหมวด ๑๑ ศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่จะอภิปรายก็คือเรื่อง คุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการแก้ไขให้มีอายุไม่ต่ํากว่า ๔๕ ปี แต่ไม่เกิน ๗๕ ปี ได้มีการชี้แจงมาแล้วว่าเพิ่มขึ้นไปอีก ๕ ปี โดยเหตุผลที่ฟังแล้วอาจจะดูว่าถ้าพูดเป็นภาษา ทั่วไปก็คืออาจจะฟังไม่ขึ้นนะครับ เป็นการเปิดช่องทางชักชวนให้ผู้พิพากษาในศาลฎีกา หรือว่าตุลาการในศาลปกครองสูงสุดสนใจเข้ารับการสรรหามากขึ้น เพราะอายุเกษียณ ของท่านทั้ง ๒ ศาลนั้นอยู่ที่ ๗๐ ปี ซึ่งพิจารณาดูแล้วว่าก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่เหมาะสม เท่าไรนัก เพราะจํานวนผู้พิพากษาและตุลาการในทั้ง ๒ ศาลนั้นก็มีจํานวนพอสมควร แล้วก็ ยังมีการบัญญัติในวรรคต่อมาอีกว่า ในกรณีที่ไม่อาจเลือกผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ที่มีอายุงานไม่น้อยกว่า ๓ ปี ก็อนุโลมให้น้อยกว่าได้ อันนี้ดูแล้วไม่สอดคล้องกันระหว่าง มาตราหลังกับมาตราแรก ก็ขอฝากประเด็นนี้ไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ ท่านที่เคยดํารงตําแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ช่วยพิจารณาด้วยว่าอย่าให้กรณีนี้เป็นกรณี ที่ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นการเอื้อประโยชน์แก่กัน
หมวด ๑๒ องค์กรอิสระ ในประเด็นที่จะนําเรียนไปยัง กรธ. ก็คือว่าวาระ การดํารงตําแหน่ง ผมก็จะพูดรวม ๆ ไปเลยว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งเดิม ๖ ปี ปรับแก้ ให้เป็น ๗ ปี ส่วนกรณีที่ว่าจาก ๕ คน เป็น ๗ คน มีสมาชิกท่านอื่นได้อภิปรายไปแล้วก็ยังพอฟัง พอจะยอมรับได้บ้างเพราะอ้างว่างานเยอะ แต่ระยะเวลาการดํารงตําแหน่งจาก ๖ ปี เป็น ๗ ปีนั้นควรจะปรับลดให้เท่ากับองค์กรอิสระอื่น ๆ คือ ๖ ปีเหมือนกับเขา ไม่มีเหตุผล ที่เหมาะสม ก็ขอฝากไปถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่เคยดํารงตําแหน่ง ในกรรมการการเลือกตั้งไปพิจารณาทบทวนด้วยครับ เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะถูกว่า เป็นการเอื้อประโยชน์
สําหรับในประเด็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๙ ปี จากการที่ได้ไปรับฟังความคิดเห็นบ้าง ได้พูดคุยกันบ้างว่าควรจะปรับลดจาก ๙ ปี เป็น ๖ ปี เท่ากับองค์กรอิสระอื่น ๆ เพราะเหตุผล ที่เคยแถลงชี้แจงเอาไว้นั้นฟังดูแล้วว่าก็ยังไม่เหมาะสมนัก เช่นที่ท่านว่า ไม่ใช่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้นะครับ คนที่เกี่ยวข้องเคยมาชี้แจง ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วนะครับว่าท่านปฏิบัติงานกึ่งองค์กรตุลาการ ต้องใช้บุคลากรและกระบวนการทํางานที่มีเวลาต่อเนื่องยาวนานพอสมควรจึงจะตอบสนอง ภารกิจงานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่เหมาะสมเท่าไรนัก การที่จะเหมาะสมนั้น ก็ควรจะไปปรับปรุงวิธีการบริหารจัดการในองค์กรให้สมบูรณ์จะเหมาะสมกว่าทั้งในด้าน บุคคลและระเบียบวิธีปฏิบัติงาน ก็ขอเสนอให้ปรับวาระการดํารงตําแหน่งของคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบลงมาเหลือ ๖ ปี เท่ากับองค์กรอิสระอื่น ๆ สรุปแล้วทั้ง ๕ องค์กรอิสระก็จะเสนอให้มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๖ ปีเท่ากัน ต่อเนื่องจาก ประเด็นดังกล่าวนะครับ วาระการดํารงตําแหน่งจากที่เรากําหนดไว้ ๖ ปี ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ปี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงานของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระทั้ง ๕ องค์กร ควรบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญหรืออย่างน้อยก็เป็น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยองค์กรที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นที่ให้ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานองค์กรอิสระทั้ง ๕ องค์กร มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๓ ปี ครบวาระแล้ว เลือกกันใหม่ ประธานกลับไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ นั้น ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ท่านก็มีวาระ การดํารงตําแหน่งแค่ ๔ ปี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการในองค์กรอิสระทุกคน มีคุณสมบัติ มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันสามารถเป็นประธานได้ทุกคน การดํารงตําแหน่งประธาน ยาวนานถึง ๙ ปี ๖ ปี นานมากเกินไปอาจทําให้ประสิทธิภาพในการบริหารองค์กรต่ําลง เป็นลําดับ อาจเกิดวิกฤติในองค์กรเนื่องจากการแย่งชิงกันเป็นประธานดังที่เคยมีข่าวเล็ดลอด ออกมา ประธานทํางานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ไม่สามารถทํางานร่วมงานกับ คณะกรรมการหรือว่าตุลาการท่านอื่นได้ ทําให้เกิดความอึดอัดนั่งมองดูหน้ากันจนถึง ๖ ปี ๙ ปี ฉะนั้นประสิทธิภาพในองค์กรก็คงจะไม่เกิดขึ้น ฝากให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาในประเด็นขององค์กรอิสระนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอ่านดูแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ไม่ทราบว่าไปบัญญัติไว้ตรงไหน คือในบทบัญญัติที่ให้องค์กรอิสระทั้ง ๕ องค์กร ต่างไปจากศาลรัฐธรรมนูญ คือในศาลรัฐธรรมนูญ บัญญัติเอาไว้ว่าให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับการสรรหาเลือกกันคนหนึ่งเป็นประธาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเลือกได้แล้วก็ให้ประธานวุฒิสภารับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าในบทบัญญัติขององค์กรอิสระ ทั้ง ๕ องค์กรนั้นเมื่อมีการสรรหาและพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา ได้ดูหลายรอบแล้วว่าไม่ได้มีการบัญญัติไว้ว่าให้ไปเลือกประธานกันคนหนึ่ง แล้วก็ให้ ประธานวุฒิสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ฉะนั้นก็จะมีปัญหาในการเลือกประธาน และในการแต่งตั้งนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากจะฝากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไปอย่างน้อยก็ไปอ้างอิงจากมาตราที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญก็จะ ทําให้สมบูรณ์มากขึ้น หรือถ้าจะไปกําหนดแอบไว้ว่าไปอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ขององค์กรต่าง ๆ นั้นเหมาะสมหรือไม่ที่จะเอาประเด็นสําคัญนี้ไปไว้ตรงนั้น
ประเด็นต่อไปนะครับ หมวด ๑๓ องค์กรอัยการ ประเด็นที่บัญญัติเอาไว้ ในวรรคสี่ ให้มีการเขียนกฎหมายหรือเป็นการป้องกันการปฏิบัติหน้าที่ไม่ให้มีการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ก็อยากจะเสนอว่าเขียนไปให้ชัดเลยว่าพนักงานอัยการต้องไม่เป็นกรรมการ ในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทํานองเดียวกัน หรือในห้างหุ้นส่วน ไม่เป็นที่ปรึกษาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือตําแหน่งในลักษณะเดียวกัน ทั้งไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือกระทํากิจการอันเป็นการกระทบกระเทือน ถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งหน้าที่ของข้าราชการอัยการ ซึ่งอันนี้ เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาปี ๒๕๕๐ ก็มี แต่ปี ๒๕๕๐ ไปพิสดารอยู่หน่อยหนึ่ง บอกว่า ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการอัยการก็เลยเกิดปัญหาต่อเนื่องกันมา ฉะนั้นก็อยากจะฝากให้ไปบัญญัติให้ชัดเจนเลยตรงนี้ในเรื่องการปฏิรูป เสนอให้มีการบัญญัติ เพิ่มหมวดว่าด้วยการปฏิรูปเป็นการเฉพาะ เพราะว่าจะทําให้สามารถเป็นการต่อเนื่อง ในเรื่องงานของปฏิรูปซึ่งเป็นงานสําคัญของชาติบ้านเมือง ทําให้กําหนดกรอบในแนวทาง ปฏิบัติที่ชัดเจน แล้วก็บรรจุวาระแผนการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อเป็นการตอบโจทย์ที่เป็นเรื่องสําคัญของประเทศใน ๒ เรื่อง คือเรื่องงานยุทธศาสตร์ชาติ และงานการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นผมขอเสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้พิจารณา เพิ่มเติม จัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีก ๒ ฉบับ คือ ๑. พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ๒. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปฏิรูปประเทศเพื่อให้สอดคล้อง
สําหรับประเด็นสุดท้าย ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๕๘ ที่กําหนดเอาไว้ว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือวิธีการทํางานของสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือว่ามีตําแหน่งว่างก็ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้ง เพิ่มเติมได้นั้น ถ้าย้อนกลับไปดูตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ ในมาตรา ๓๙/๒ ได้กําหนดเอาไว้ว่าสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง สมาชิกได้รับแต่งตั้งตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามนะครับ ไม่ได้มีการโปรดเกล้าฯ เหมือนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยน การแต่งตั้ง ผมคิดว่าควรจะต้องเป็นไปโดยนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ก็ควรลองไปพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะต้อง ปรับแก้ให้เป็นอํานาจของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ มาตรา ๓๙/๒ และเจตนารมณ์หรือบทนําในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ผมขอเรียนฝากท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เพื่อจะได้นําว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ในการปรับแก้ เพราะว่าจุดมุ่งหมายเป้าประสงค์ของเราก็คือทําอย่างไรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนที่ดี มากกว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ได้นําไปปรับแก้ให้สมบูรณ์มากขึ้น และนําไปบังคับใช้ให้เกิดประโยชน์ กับประเทศชาติและประชาชนต่อไป ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ก็เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นและมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วนะคะ
คณะต่อไปก็เป็นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา มีส่งชื่อมาทั้งหมด ๖ ท่าน ซึ่งรวมท่านประธานด้วย ดิฉันจะอ่านชื่อทั้งหมดก่อน แล้วเดี๋ยว จะเรียนเชิญท่านประธานพูดนะคะ ท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร พลเอก พหล สง่าเนตร พลเอก พอพล มณีรินทร์ ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ท่านชูชัย ศุภวงศ์ รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ทุกท่านยกเว้นท่านประธานจะแบ่งกันท่านละ ๑๒ นาที ก็ครบ ๑ ชั่วโมง สําหรับท่านประธานมีเวลาอภิปราย ๒๐ นาที เชิญท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร เป็นประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และอดีตสมาชิก สปช. เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นฉบับปฏิรูป ในทัศนะของพวกเราชาวสมาชิก สปท. ด้านการศึกษา เรามองว่าเป็นวิธีการเขียนแบบใหม่ ตามที่ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เรียนชี้แจง แล้วเราก็เห็นด้วยว่าแนวทาง การร่างแบบใหม่จะทําให้สั้น กระชับ แต่ว่ากินความ แต่อย่างไรก็ตามมีข้อกังวลใจจากท่าน ที่ยังต้องปรับวิธีคิดตามคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้ทันเพราะว่าท่านทําเรื่องใหม่ ทําเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องปฏิรูปความคิดตามท่าน อันนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องช่วยกัน จะต้องเหน็ดเหนื่อยที่จะต้องทําความเข้าใจ ผมขออนุญาตใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาทีอธิบาย ถึงเป้าหมายสําคัญของการปฏิรูปชาติบ้านเมือง เราเห็นตรงกันไม่ว่าจะเป็นกรรมการ ยุทธศาสตร์ สปช. ที่เคยเสนอไว้ในร่างการปฏิรูปประเทศคราวที่แล้ว ผมขออนุญาต ใช้สไลด์ (Slide) ประกอบการอภิปรายครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
สไลด์ (Slide) แผ่นแรกจะชี้ให้เห็นเป้าหมาย ของการปฏิรูปประเทศ เราอยากเห็นประเทศนี้มั่นคงในมิติต่าง ๆ ในทางเศรษฐกิจ เราเชื่อมั่นว่า ความพอเพียงนั้นกินความทุกมิติ แทนที่จะแข่งขันเป็นหลัก เราเน้นที่การแบ่งปัน แต่อย่างไรก็ตามเราต้องแข่งขันกับทั่วโลกได้ถ้าถูกบังคับให้ต้องแข่ง อันนี้คือเป็นมิติ ของความมั่งคั่ง ความมั่นคงนั้นเชื่อว่าเรื่องคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นฉบับนี้ถือเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับขจัดคอร์รัปชันก็ว่าได้ ทําอย่างไรสังคมจะโปร่งใส และเป็นธรรม อันนี้ก็จะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการที่จะสร้างให้ประเทศนี้มีความมั่นคง และแน่นอนครับ สังคมจะยั่งยืนอยู่จนส่งมอบประเทศให้ลูกหลานได้จําเป็นต้องลด ความเหลื่อมล้ําลง ถ้าปล่อยให้สังคมเหลื่อมล้ําอย่างทุกวันนี้ไม่มีทางยั่งยืนไปจนถึงลูกถึงหลาน เราจะส่งมอบประเทศไทยให้กับลูกหลานแบบที่ไม่ปกติ ความเสมอภาค ความปรองดอง ก็จะเกิดได้ถ้าเราสามารถลดความเหลื่อมล้ํา ทั้งนี้ จําเป็นต้องพัฒนาทั้งวิทยาศาสตร์ ให้มีนวัตกรรมที่เหมาะสม พอเหมาะพอดีกับสังคมไทยที่จะยืนอยู่บนโลกใบนี้ได้ และแน่นอนครับ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถ้าเราปล่อยให้ป่าหมด น้ําแล้ง น้ําท่วม หรือปัญหา สิ่งแวดล้อมที่กําลังตามมาทั้งโลก ประเทศเราเป็นประเทศหนึ่งก็จําเป็นครับ แต่ทั้งหมดนี้ จะเกิดไม่ได้เลยถ้าเราพัฒนาคนให้เป็นคนดีมีวินัย และที่สําคัญที่สุดคือต้องภูมิใจในชาติของตัวเอง ไม่ใช่ภูมิใจในชาติของยุโรปหรือชาติอื่น ๆ ไม่ได้เลียนแบบเขา อันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งท่านได้เขียนไว้เป็นอย่างดีมากในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งขออนุญาตขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นท่านยังเขียนเอาไว้ชัดว่าต้องเชี่ยวชาญตามความถนัดของตน นี่เป็นประเด็นสําคัญ ซึ่งหลายคนบอกว่าถ้าใครถนัดอะไรก็พัฒนาเรื่องนั้นให้เชี่ยวชาญ อันนี้ก็จะเป็นหัวใจสําคัญ ที่จะทําให้เราอยู่บนความพอเพียงแต่แข่งขันได้เพราะเราพัฒนาคนของเราให้มีความเชี่ยวชาญ และต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติในที่สุด
ขออนุญาตไปหน้า ๒ ครับ ที่กราบเรียนมาในเบื้องต้นมีความเห็นร่วมกัน ในหน้า ๒ ก็จะบอกว่า คสช. เอาไว้ตามนี้ครับ ทั้ง ๓ ประเด็นพูดถึงเรื่องเดียวกัน แล้วก็ จุดเน้นที่ คสช. ย้ําแล้วย้ําอีกว่าปรัชญาที่โลกกําลังหยิบเอาไปบอกนี่ละจะหยุดสงครามโลก ได้ในระยะยาว ก็คือปรัชญาของพระเจ้าอยู่หัวไทย นโยบายรัฐบาลทั้ง ๑๑ ด้านก็เน้นย้ําเช่นกัน คนนี่ละครับคือหัวใจของการพัฒนา ถ้าเราพูดว่าการพัฒนาคนเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่จะต้อง ตอบสนองทําให้ชาติบ้านเมืองเราเดินต่อไปในอนาคตทั้งระยะสั้น ระยะกลางได้ ท่านประธาน กรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้พูดเอาไว้ชัดเจนในวันที่ท่านกรุณามาชี้แจงที่นี่ ท่านบอกว่าปัจจัย ที่จะทําให้บ้านเมืองมีปัญหาคือเรื่องวินัย วินัยที่จะก่อขึ้นถาวรนั้นก็มีแต่เฉพาะกระบวนการ ให้การศึกษาและจะต้องเริ่มมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก่อนวัยเรียน ท่านได้ย้ําเอาไว้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปได้เขียนแบบใหม่เน้นที่ประชาชนมีสิทธิอยู่แล้วในระบอบประชาธิปไตย แปลว่า อํานาจ สิทธิและอํานาจ แต่ต้องคู่กับหน้าที่นะครับ เป็นของประชาชนอยู่แล้ว ไม่จําเป็น ต้องเขียนเอาไว้ ถ้าต้องเขียนว่าประชาชนจะมีสิทธิอะไรจะต้องเขียนยาว แล้วร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็จะยาวกว่าฉบับที่แล้ว ฉะนั้นท่านก็ปรับวิธีเขียนแบบใหม่เราจึงเรียกว่าฉบับปฏิรูปครับ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ เราประทับใจท่านมาก แล้วก็อยากให้ท่านยืนยันว่าถ้าเรา จะพัฒนาคน เป้าหมายสําคัญท่านเขียนไว้ว่าการศึกษาทั้งปวงจะต้องมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียน เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบ ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ อันนี้ก็เป็นที่ประทับใจครูบาอาจารย์ที่อยู่ ในทั่วประเทศ หลายท่านสื่อสารมาบอกว่าภาคภูมิใจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาก แล้วก็รู้สึก มีความสุขเหลือเกินที่เกิดมาเป็นครู ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรานี้ได้ถูกประทับเอาไว้ และที่สําคัญเขาห่วงใยว่าลงในรายละเอียดเมื่อต้องทําพระราชบัญญัติแล้วก็จะแปลความกันไป ต่าง ๆ นานา เป็นไปได้ไหมที่ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้กรุณาจัดทําพระราชบัญญัติ ลงในรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ว่าเป็นที่อุ่นใจ เพราะครูบาอาจารย์หลายท่านย้ํายืนยันว่าเชื่อมั่น ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะท่านประธานร่างรัฐธรรมนูญท่านได้กรุณา ทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการศึกษาให้ชัดเจนลึกลงไปยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่ขออนุญาตเสนอแนะตามความเห็นที่ได้รับฟังมา โดยเฉพาะล่าสุดผมก็มีโอกาส ได้ประชุมร่วมกับ ๓-๔ ส่วน วันนี้ก็ไม่มีเวลาอธิบายลงในรายละเอียด ก็ฝากประเด็นสําคัญไว้ว่า ถ้าท่านได้กรุณาทําสิ่งนี้ เป้าหมายสําคัญอันนี้ลงไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะอยู่ ในรูปร่างหน้าตาอย่างไร คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านศึกษาเราไม่เกี่ยง แต่เราเชื่อมั่นในกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะท่านประธานจะทําเรื่องการศึกษา ได้ตรงทิศทางและสอดคล้องกับที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ของ สปท. ได้เสนอความเห็นเอาไว้ขอให้ท่านได้ดูโครงสร้างประชากรซึ่งเราห่วงที่สุดว่า ถ้าจะพัฒนาประชากรของเราในอนาคต ในระยะเวลาไม่กี่ปีเราจะโตเป็นประเทศที่มีคนสูงวัยมาก ตามโครงสร้างปี ๒๕๗๓ อันสุดท้ายนั้น เดิมเรามีผู้สูงอายุน้อยเรามีเด็กมากถ้าดูจากปี ๒๕๐๓ ไล่ไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นว่าเรามีเด็กน้อยลงเรื่อย ๆ นั่นแปลว่าในอนาคตก็จะมีวัยทํางานน้อยลง เรื่อย ๆ เช่นกันครับ แต่ที่สําคัญคือเราก็จะมีผู้สูงวัยมากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่จะจัดการศึกษา ให้ทั่วถึงตามที่ท่านเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ทําไม่ได้เลย ในโครงสร้างเดิม กระทรวง ทบวง กรมที่มีอยู่เดิม ในงบประมาณเท่าเดิม กําลังคนเท่าเดิม แต่ว่าภาระ ที่ต้องแบกดูแลคนทั้ง ๖๕ ล้านคนบวกประชากรแฝงอีกประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ รวม ๗๐ ล้านคนเศษ ๆ ให้มีคุณสมบัติ ๕ ประการอย่างที่เขียนเอาไว้ย่อมเป็นไม่ได้ แน่นอนครับ จําเป็นจะต้องมีโครงสร้างระบบใหม่ที่มารองรับการขับเคลื่อนการพัฒนาคนของเรา เห็นชัดว่าที่ทําอยู่เดิมในกระทรวงศึกษาธิการเรามีงบ เราใช้งบประมาณไปมากที่สุด เมื่อเทียบกับทุกกระทรวง ทบวง กรม เราดูคนได้ ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน และกลุ่มที่ ๒ ในระดับอุดมศึกษาอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ รวมแล้ว ๑๒,๙๐๐,๐๐๐ คน โดยประมาณ ที่เหลืออีก ๕๗ ล้านคนจะทําอย่างไรครับ เสียดายมีเวลาจํากัด ผมเร่งไปนิดหนึ่งขออภัยท่านที่เคารพครับ ทําอย่างไรจะบรรลุเป้าหมาย ทั่วถึงประชากร ๗๐ ล้านคนทุกช่วงวัย ผมหมายรวมประชากรแฝงที่เข้ามาช่วยเราทํางาน อยู่ในประเทศไทย ทั้งกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูง คนรวย รวมทั้งกลุ่มคนที่มาเป็นแรงงาน อยู่ในประเทศของเรา ถ้าเราไม่ดูแลบุคคลเหล่านั้น ลูกหลานของบุคคลเหล่านั้นจะก่อปัญหา ให้กับประเทศเรา แทนที่จะมาช่วยเรา เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องดูแลคนทั้ง ๗๐ กว่าล้านคน ทุกช่วงวัย ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดีครับ ภายใต้บริบทของผู้เรียน ที่มีความแตกต่างทั้งภาษา ทั้งศาสนา ทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และที่สําคัญที่สุดภูมิศาสตร์ ก็แตกต่างกันไป เราเป็นประเทศที่มีทะเล ๒๐๐ กว่าล้านไร่ เรามีพื้นที่บกอีก ๓๐๐ กว่าล้านไร่ มีพื้นที่ภูเขา มี ๒๕ ลุ่มน้ํา เรามีอารยธรรมที่แตกต่างหลากหลาย ทําอย่างไรจะทั่วถึงทั้งในเชิง ของปริมาณและในเชิงคุณภาพที่มีความแตกต่างอย่างที่ผมกราบเรียนเบื้องต้นไปแล้ว
ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตราเดียวกันได้พูดถึงไว้ชัดเจนว่า รัฐต้องจัดให้มี การร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ในการจัดการศึกษา ทุกระดับ อันนี้ก็ประทับใจมากครับ ประทับใจผู้คนที่อยู่ในวงการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะเรารู้ว่าลําพังกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงเดียวแบกภาระอีก ๕๗ ล้านคน บวกเข้าไปอีก ไม่ไหวแน่ ที่เขียนเอาไว้ก็แปลว่าเมื่อไม่ไหวท่านต้องสร้างองค์กรในลักษณะเป็นลูกผสมขึ้นมา รัฐผสมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน และท่านประธานก็ได้กรุณาอธิบาย ที่ประชุมนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วว่าเอกชนนั้นเป็นความหมายอย่างกว้าง หมายถึงใครก็ตามที่ไม่ใช่รัฐ ไม่ใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นจึงครอบคลุมทั้งบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ และสถานประกอบการ รวมทั้งสถาบันทางศาสนา ทุกสถาบัน จะต้องเข้ามาร่วมมือกับรัฐ รัฐต้องไปเอื้อให้เกิดกลไกความร่วมมือขึ้นที่จะช่วยทําให้ มีองคาพยพเข้ามาจัดการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ผมเคยกราบเรียนไปแล้วว่า ถ้าปล่อยให้เด็กคลอดออกมาแล้วมีความสามารถในการพัฒนาไม่ได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นข้อมูลจากอดีตท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขยืนยันไว้ คลอดออกมาแล้ว และอยู่ในวัยก่อนเข้าโรงเรียน เด็กพัฒนาไม่ได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์จะเกิดอะไรขึ้นกับแผ่นดินไทย อันนี้น่าวิตกกังวล เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องมีกลไกทุกระดับ รวมไปถึงผู้ที่กําลังทํางานอยู่แล้ว แต่ต้องการเปลี่ยนหรือต้องการพัฒนาฝีมือ แต่ที่สําคัญที่สุดคือผู้ที่เลิกทํางานแล้วเป็นผู้สูงวัย คนเหล่านี้จะไม่เป็นภาระได้อย่างไร อันนี้จะเป็นภารกิจใหม่ของสังคมไทยซึ่งไม่เคยมีมาก่อน จําเป็นจะต้องมีองค์กรที่เป็นความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพครับ ทาง สปช. ได้เสนอข้อคิดเห็น เอาไว้ที่จะเป็นองค์กรร่วมมือกัน ซึ่งก็จะมีรูปแบบต่าง ๆ หลายรูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นรัฐ ร่วมเอกชน หรือธุรกิจเพื่อสังคม เป็นต้น รายละเอียดซึ่งที่กราบเรียนมานี้อยากฝากให้ ได้มีการไปยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ ถ้าจะไปใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดในรายละเอียด น่าจะยาวเกินไปครับ แต่ว่าเราจะขอให้ไปทําไว้ในระดับพระราชบัญญัติ ผมเหลืออีก ๕ นาที โดยประมาณ
ถัดไปครับ อันนี้ก็เป็นโครงสร้างคร่าว ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังมีมาตราว่าด้วย การปฏิรูป ซึ่งก็จะมีรายละเอียด เราจะส่งมอบเอกสารจากข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาให้กับวิป (Whip) ไม่เกินในวันที่ ๑๑ แล้วก็จะ มีรายละเอียด และจะขออนุญาตได้มีโอกาสชี้แจงในรายละเอียดกับทั้งคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามเราจะส่งเอกสารไปตามระบบซึ่งวิป (Whip) ของ สปท. ได้กําหนดกฎเกณฑ์เอาไว้คร่าว ๆ แล้ว
ประเด็นสําคัญอีกประเด็นหนึ่งซึ่งท่านก็ได้เขียนเอาไว้ว่าจะต้องจัดให้มี แผนการศึกษา แน่นอนครับ แผนการศึกษาจะต้องมีระบบติดตามประเมินว่าในแผนนั้น มีการปฏิบัติตามแผนจริงหรือไม่ ที่จริงใน สปช. ก็ได้เสนอคณะกรรมการนโยบายการศึกษา และพัฒนามนุษย์แห่งชาติเอาไว้แล้ว ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ไปจัดตั้งขึ้นที่เรียกกัน ทั่ว ๆ ไปว่า ซูเปอร์บอร์ด (Super board) ขณะนี้มีอยู่แล้ว ซูเปอร์บอร์ด (Super board) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งขึ้น ถ้าข้อเสนอของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้หารือร่วมกัน แล้วก็มีการเขียนเอาไว้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็จะเป็นประโยชน์มาก เหลืออีก ๓ หน้าสุดท้าย
อันนี้เป็นโครงสร้างคร่าว ๆ อาจจะดูยุ่งเหยิงไปนิดหนึ่ง ผมจะสรุปง่าย ๆ อย่างนี้ครับ ด้านบนที่เป็นโครงสร้างส่วนบนนั้นก็จะมี ๒ มิติด้วยกัน มิติที่ ๑ เป็นเชิงนโยบาย หรือที่เรียกว่าเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร ตั้งแต่ คสช. ครม. และกระทรวงศึกษาธิการ บวกอีก ๑๐ กระทรวงที่เกี่ยวข้องนะครับ ทั้งหมดมี ๑๑ กระทรวง อันนั้นเป็นด้านนโยบาย ที่จะต้องทําให้เกิดขึ้นให้สอดคล้องกันกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่วนที่ ๒ เป็นส่วนสําคัญก็คือ ด้านกฎหมาย ด้านกฎหมายในด้านนิติบัญญัตินั้นมีร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีคณะกรรมการ ของท่านได้กรุณาร่างอยู่ตอนนี้ ขณะเดียวกันเรามี สนช. เราจะมีการทํางานร่วมกันกับ สนช. และฝ่ายนโยบาย ทั้งฝ่ายกฎหมายและฝ่ายนโยบายรวมทั้งเราด้วยเป็น สปท. ก็จะทํางานร่วมกันในส่วนที่เรียกว่าโครงสร้างส่วนบน หรือในแง่มุมของกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติกับในแง่มุมของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็จะเป็นนโยบายคําสั่งต่าง ๆ ออกไป แต่นั่นไม่สําคัญเท่ากับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ที่ผมเรียนอย่างนี้เพราะว่า เมื่อรัฐบาลเปลี่ยน แน่นอนครับ นโยบายก็จะเปลี่ยน เขาจะไม่ยอมทําตามนโยบายชุดเดิม เด็ดขาด เมื่อนโยบายเปลี่ยน เมื่อสภาเปลี่ยน สภาก็มีสิทธิที่จะแก้พระราชบัญญัติ แต่ว่าสําคัญที่สุดคือผู้ปฏิบัติที่อยู่ข้างล่าง ขออนุญาตกลับไปดูอีกทีหนึ่งครับ ผู้ปฏิบัติสําคัญ ที่อยู่ใต้เส้นแดงลงมาที่เห็นในชาร์ต (Chart) จะมี ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งจะเป็นภาครัฐ ตั้งแต่ระดับกรุงเทพฯ ไปจนถึงทุกภาคส่วนเลยครับ ผมไม่มีเวลาอธิบายรายละเอียดแล้ว แต่ที่สําคัญอีกส่วนหนึ่งคือที่บอกว่าจะต้องมีความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภาคประชาชน ในมิติที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่าเอกชนนั้นจะมีภาคส่วนต่าง ๆ มากมายเลย ถ้าทําให้ ภาคประชาชนกับรัฐหรือที่ทางรัฐบาลชุดนี้เรียกว่า ประชารัฐ เป็นส่วนประกอบของ ทุกภาคส่วนจริง ๆ แล้วฟังความเห็นกันจริง ๆ เรื่องนี้จะอยู่ยั่งยืนครับ อันนี้เป็นประเด็นสําคัญ ทําอย่างไรจะมีกลไกส่วนนี้ที่จะไม่เปลี่ยน เมื่อการเมืองเปลี่ยนแต่ว่ากลไกผู้ปฏิบัติ และภาคประชาชนทุกส่วนเห็นชอบร่วมกันคงจะเดินต่อ อันนี้จะไม่เปลี่ยน กลไกตรงนี้ จะมีความสําคัญมากครับ
เราเชื่อมั่นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยืนยันเส้นทางที่ท่านเขียนเอาไว้ และบวกกับร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเป็นหลักเอาไว้ การศึกษาตั้งแต่อยู่ใน ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน หรือที่เรียกว่าตลอดชีวิต ทั้ง ๗๐ ล้านคนก็จะสามารถพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดแต่ละท่านจริง ๆ ที่สําคัญที่สุดโลกยุคนี้ถ้าคนในสังคมไหนไม่มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ สังคมนั้นก็จะไปไม่รอดครับ เราก็เชื่อมั่นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเป็นธงนําสําคัญที่จะนําพาให้การพัฒนามนุษย์ของเราประสบผลสําเร็จได้แล้วยืนอยู่ระยะยาว ในโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งแน่นอนครับ ถ้าเอาแต่แข่งขันเราจะอยู่ไม่รอดก็จะมีคนชนะเพียงไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่ก็จะเสียเปรียบ ก็จะแพ้ แต่ถ้าเราแบ่งปันกันเป็นหลัก แข่งขันเมื่อจําเป็น สังคมนี้จะน่าอยู่ครับ
กราบเรียนเป็นขั้นสุดท้ายว่าการปฏิรูปการพัฒนาคนจะต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา เริ่มต้นที่สภาของเรานี่ละครับ และถ้าเราถามตัวเองทุกท่านแทนที่จะไปชี้หน้าคนอื่น แล้วถามคนอื่นว่าจะทําอย่างโน้นอย่างนี้ เราถามตัวเองทุกวันว่าวันนี้เราพัฒนาตัวเองให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ และเราเชี่ยวชาญตามที่ตัวเองชอบและมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติแล้วหรือยังครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานมากครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่รักทุกท่าน กระผม พลเอก พหล สง่าเนตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๐๖ ขออภิปรายเสนอความคิดเห็น เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเน้นประเด็นการศึกษาและประเด็นที่เชื่อมโยง กับการศึกษา สําหรับในประเด็นเรื่องการศึกษานี้ก็ต้องขออนุญาตเรียนย้ําตามที่ท่านประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้กล่าวไว้แล้วว่าขอชื่นชมผลงาน ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ใช้เวลาอันรวดเร็วทํางานอย่างหนักจนได้ผลเป็นที่ น่าพอใจในการที่มุ่งแก้ปัญหาของชาติโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหลัก ซึ่งผมก็มี ความคิดเห็นเช่นเดียวกันว่าจะเป็นเครื่องมือสําคัญในการแก้ปัญหาทุกส่วนของชาติได้อย่างยั่งยืน โดยที่ได้มีการกําหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตรา ๕๐ และมาตรา ๒๖๗ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๕๐ วรรคสี่ ได้กําหนดผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ตรงนี้ที่เป็นเป้าหมายของคนไทยในอนาคตที่ชัดเจนและมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังได้กําหนดให้การปฏิรูปจะต้องดําเนินการโดยเร่งด่วนโดยให้เป็นหน้าที่ของ คสช. และคณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการให้เห็นผลภายใน ๑ ปี อย่างไรก็ตามในมาตรา ๒๖๙ ซึ่งเป็น เรื่องเฉพาะของการปฏิรูป กระผมจึงเห็นว่าเป็นหัวข้อที่สําคัญซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาประเทศ ในระยะยาวเกินกว่า ๑ ปี หรือ ๑ ปีครึ่ง ตรงนี้เป็นหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรสําคัญที่มีความรู้และมีอิสระในการดําเนินการสามารถที่จะพิจารณาจัดทํา ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาเพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืนของชาติ จึงเห็นควร ที่จะบรรจุประเด็นการปฏิรูปการศึกษาเข้าไว้เป็นอีกอนุมาตราหนึ่งในมาตรา ๒๖๙ เพื่อให้ เกิดผลสัมฤทธิ์ในการสร้างพลเมืองที่ดี มีวินัย มีความซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความรู้รักสามัคคี เข้าใจและภาคภูมิใจในพหุสังคม วัฒนธรรมไทย มีความรู้ สามารถพัฒนา ประเทศไปสู่การแข่งขันในระดับโลก ซึ่งอันนี้ก็เป็นงานระยะยาวซึ่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้ นอกจากนี้ในประเด็นที่สืบเนื่องกับการปฏิรูป การศึกษา คือเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งคิดว่าผลสัมฤทธิ์ก็คือ การสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมเทคโนโลยีที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นสําคัญประเด็นหนึ่งที่ควรได้กล่าวไว้ ในมาตรา ๒๖๙ ซึ่งคิดว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาคงจะได้ สรุปข้อคิดเห็นเหล่านี้และนําเรียนให้ท่านประธานทราบต่อไป มาถึงผลสัมฤทธิ์ที่กําหนดไว้ เรื่องการเป็นคนดีมีวินัย และภูมิใจในชาติ ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง เป็นความต้องการ ที่อนาคตคนไทยต้องมี คุณสมบัตินี้เป็นคุณสมบัติของคนไทยที่จําเป็นต้องมีในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่จะเข้ามามีส่วนในการใช้อํานาจอธิปไตยของประเทศ ผมจึงลงไปดู ที่ลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในมาตรา ๙๓ ซึ่งจะเป็นคุณลักษณะเดียวกันกับที่จะไปใช้คุณสมบัติของผู้ที่สมัครรับเลือกตั้งหรือรับเป็น วุฒิสมาชิกเช่นกัน ได้มีการกล่าวถึงลักษณะต้องห้ามไว้หลายประเด็นในความผิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการทุจริต การติดยาเสพติด แต่ประเด็นสําคัญการเป็นคนที่ไม่มีความภูมิใจในชาติไม่ได้กล่าวไว้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็น ประเด็นหนึ่งที่สําคัญ จึงขอเพิ่มเติมในมาตรา ๙๓ ว่า บุคคลที่ได้ถูกพิพากษาจนถึงที่สุดว่า มีความผิดในกรณีที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้ก็ควรเป็นบุคคลที่ต้องห้ามในการรับเลือกตั้งด้วยเช่นกันนะครับ เพราะบุคคลที่มี คุณสมบัติต้องห้าม อันนี้คือบุคคลที่ไม่มีความภูมิใจในชาติ ไม่ใช่เป้าหมายคนไทยที่ต้องการ เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรจะเข้ามาอยู่ในระบบของการใช้อํานาจอธิปไตยของคนไทย ของปวงชน ชาวไทย สืบเนื่องจากการศึกษาที่พยายามสร้างผลสัมฤทธิ์ให้เกิดคนที่มีความภูมิใจในชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงของชาติ ก็ขอนําเข้าไปสู่หมวด ๓ คือสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ อย่างกว้างขวาง อะไรที่ไม่ได้กําหนดห้ามไว้สามารถปฏิบัติได้ ในมาตรา ๓๔ ได้กําหนด ให้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้อย่างชัดเจน ที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมาย โดยให้มีข้อจํากัดที่ชัดเจนว่า จะต้องถูกจํากัดในกรณีที่เป็นการรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่นเดียวกัน เสรีภาพทางวิชาการก็มีข้อจํากัดที่คล้ายคลึงกัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี เสรีภาพต้องมีขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบเขตที่สําคัญคือเรื่องความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อย ของสังคม แต่เมื่อมาดูต่อไปในมาตรา ๓๕ ซึ่งกล่าวถึงองค์กรที่สําคัญอย่างยิ่งในการที่จะ สร้างความเข้มแข็งของรัฐ สร้างความสงบเรียบร้อย ความมีศีลธรรมอันดีของสังคม คือองค์กรสื่อมวลชน ปรากฏว่ามิได้กล่าวถึงข้อจํากัดหรือขอบเขตไว้ชัดเจน ได้กล่าว ให้เสรีภาพของสื่อมวลชนโดยมีเพียงว่าอยู่บนพื้นฐานจริยธรรมของวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อความ ที่เบาบางแล้วก็เลื่อนลอยไม่มีข้อกําหนดชัดเจนว่าจริยธรรมของสื่อมวลชนนั้นคืออะไร มีที่ไหน ประกาศไว้ที่ไหน อย่างไร และมีการปฏิบัติเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อย่างไร หลาย ๆ ครั้ง ที่เราพบเห็นว่าการปฏิบัติของสื่อมวลชนนั้นไม่สอดคล้องกับจริยธรรมของบุคคลทั่วไป ก็มิได้มีบทลงโทษหรือข้อบังคับแต่อย่างใด จึงเห็นว่าเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่ให้ คนไทยในชาติมีวินัย ความภูมิใจในชาติ เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่มั่นคง ยั่งยืน มีความสอดคล้อง กับการที่กําหนดเสรีภาพของบุคคลและเสรีภาพทางวิชาการไว้อย่างเด่นชัด จึงควรเพิ่มเติม ในมาตรา ๓๕ ให้มีวรรคที่กําหนดว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนต้องอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ ต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผมคิดว่า ข้อความนี้เป็นข้อความสําคัญ เป็นการคํานึงถึงคุณค่าและความสําคัญขององค์กรสื่อมวลชน ที่มีผลอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของรัฐ จึงได้กําหนดขอบเขตของภาระหน้าที่ไว้ให้ชัดเจน ถ้าในมาตราต่าง ๆ เหล่านี้เป็นมาตราที่สืบเนื่องมาจากความมุ่งหมายของการสร้างคนไทย ด้วยการศึกษา ดังที่ปรากฏขึ้นในมาตรา ๕๐ ผมเชื่อว่าถ้าได้มีการปรับปรุงข้อความต่าง ๆ ตามที่ได้เรียนชี้แจงไปแล้วก็จะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ สามารถนําไปสู่การแก้ปัญหาของชาติตามที่ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณากล่าว เน้นย้ําไว้เมื่อท่านได้มาแสดงความคิดเห็นในประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญที่สภาแห่งนี้นะครับ ขออนุญาตเรียนประเด็นตามที่ได้อภิปรายไปแล้วเพื่อประโยชน์ต่อการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้รับการยอมรับและได้รับการชื่นชมจากประชาชนทุกภาคส่วนโดยสมบูรณ์ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านต่อไปนะครับ ขอเชิญ พลเอก พอพล มณีรินทร์ อดีต สปช. และอดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ กระผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๐๗ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพื่อให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาพิจารณา ดังต่อไปนี้ครับ
ประเด็นแรก หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องใหม่ เดิมทีเป็น นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่ฉบับนี้มีหน้าที่ของรัฐขึ้นมาเพิ่มเติมในมาตรา ๔๘ ครับ เกี่ยวกับ เรื่องความมั่นคง ในข้อความที่ว่า รัฐพึงจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสม ผมขอเรียนให้ทราบว่าในมาตรานี้ถ้าย้อนกลับไปในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๗๒ ซึ่งในมาตรา ๗๑ ได้เขียนไว้ว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต พอมามาตรา ๗๒ รัฐต้องจัด ให้มีกําลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาดังกล่าวข้างต้นไว้ รวมทั้งมีการพัฒนาประเทศเข้าไปด้วย ย้อนกลับไปปี ๒๕๕๐ ก็ได้เขียนไว้โดยปี ๒๕๔๐ เขียนว่ากําลังทหาร พอปี ๒๕๕๐ ก็ได้เขียนว่า กําลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีคําว่า จําเป็นและเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์ แห่งชาติ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อ การพัฒนาประเทศ จะเห็นได้ว่าปี ๒๕๕๐ ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากปี ๒๕๔๐ แต่มีคําว่า จําเป็นและเพียงพอ ตรงนี้ครับ ข้อความนี้กระทรวงกลาโหมเองพยายามที่จะช่วยพัฒนา ประเทศตามภารกิจด้วยการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยพยายามร่าง พ.ร.บ. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่ว่าถูกหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องบอกว่าเรามีกําลังทหาร กําลังยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่จําเป็นและเพียงพอ คําว่า จําเป็นและเพียงพอตรงนี้ กลับกลายเป็นอุปสรรคเพื่อที่ไม่ให้มีการดําเนินการในอุตสาหกรรม ผมเขียนไว้เท่านี้ก่อนนะครับ พอมาปีที่ร่างนี้ก็อยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐในมาตรา ๔๘ โดยข้อความข้างต้นก็คงเหมือนเดิม เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐพึงจัดให้มีการทหาร เปลี่ยนจากคําว่าต้อง เป็นคําว่าพึง เพิ่มคําว่า การทูตและการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมตามที่มีผู้อภิปรายได้ อภิปรายมาแล้วว่าการทหารอาจจะหมายถึง รวมถึงกําลังยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยี อันนี้ พอความหมายได้ แต่พอไปการทูตและการข่าวกรองเสมือนเป็นอีกเรื่องเล็กเพื่อให้กิจการข้างต้น ได้สําเร็จ และถามว่าถ้าเขียนไว้เท่านี้ยังมีหน่วยงานอื่นอีกหรือไม่ การอื่น ๆ อีกหรือไม่ที่มาช่วย ให้ทําการขั้นต้นได้สําเร็จ หรือเป็นหน้าที่เฉพาะของ ๓ เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงฝากไปยัง ท่านกรรมการว่าต้องมีความหมายชัดเจน ผมจึงขอเสนอให้ใช้ข้อความในมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ขอให้ตัดคําว่า จําเป็นและเพียงพอ ออก เพื่อไม่ให้เกิด เป็นประเด็นสงสัยและเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะกล่าวถึงก็คือในมาตรา ๕๐ ว่าด้วยการให้การศึกษา แก่คนไทยตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงการเรียนตลอดชีวิต ซึ่งข้อความดังกล่าวข้างต้นได้มี ท่านประธานกรรมาธิการ ท่าน พลเอก พหล ได้อภิปรายไปแล้วว่ามาตรา ๕๐ นั้นเป็นมาตรา ที่เขียนขึ้นและทําให้เราเกิดความสบายใจ แม้กระทั่งเป้าหมายที่จะทําให้การศึกษาต้องมุ่ง พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ เชี่ยวชาญต่าง ๆ เหล่านี้ข้อความครบถ้วนแล้ว แต่ก็มีอีกว่าถ้าเขียนลงไปในรายละเอียดชัดเจนแบบนี้ถึงแม้จะเขียนว่ามีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการศึกษามารองรับ แต่ถามว่าการที่เขียนกฎหมายที่เกี่ยวข้องมารองรับนั้น ถ้าบางมาตรามีรายละเอียดเราทําได้เท่านั้นหรือไม่ และถ้าไม่ได้เขียนไว้เราทําได้หรือไม่ ตรงนี้เพราะว่ามีความแตกต่างบางมาตรา บางมาตราก็เขียนรายละเอียดไว้ให้ทํา สิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ไม่ได้บอกเอาไว้ เพราะฉะนั้นก็เลยทําให้ว่าสิ่งที่จะทําใหม่ที่ไม่ได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ทําได้หรือไม่ นี่ก็เป็นปัญหาเหมือนกันครับ เดิมทีนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในเรื่องการศึกษา เขียนไว้ในหมวดของสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ ในหมวดของสิทธิและเสรีภาพในการศึกษา แต่ปีนี้ฉบับนี้เขียนไว้ในหน้าที่ของรัฐซึ่งรัฐต้องทํา อันนี้ก็มีความหมายที่ชัดเจน แต่คําว่า ต้อง หรือคําว่า พึง มีน้ําหนักต่างกันอย่างไร พึง พึงจัด ต้อง กับ พึง ส่วนใหญ่เราเห็นว่าถ้าเป็นนโยบายแห่งรัฐนี้จะเขียนคําว่า พึง แต่พอมาอยู่ใน หน้าที่ของรัฐต้อง ก็เลยมีความหมายที่ค่อนข้างจะต้องตีความกันเล็กน้อย
ประเด็นต่อไป ในมาตรา ๑๗๓ เรื่องหนังสือสัญญา ที่เขียนไว้ว่าหนังสือสัญญา ที่อาจมีผลกระทบ คําว่า อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา คือหมายความว่าก่อนที่จะไปทําสัญญาจะต้องนําสัญญานั้นเข้ามาในสภาก่อน แต่เดิมนั้น มีเฉพาะเรื่องของบทบัญญัติใดหรือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจ แห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภา เขียนไว้เท่านั้น ซึ่งก็ถูกพัฒนาการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มาถึงปี ๒๕๕๐ ท่านคง จําได้ว่ามีเหตุการณ์เรื่องเกี่ยวกับผลผลิตทางธรรมชาติซึ่งเป็นประเด็นปัญหา หลังจากนั้น เราก็เลยได้ตราตรงนี้ขึ้นมา เสร็จแล้วท่านเชื่อไหมหลังจากตราขึ้นมาแล้วปรากฏว่า เราป้องกันไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่ป้องกันอีกหลาย ๆ เรื่องทําให้เชิงบริหารทํางานยาก เหตุผล ก็คือคําว่า อาจ หรือคําว่า กว้างขวาง เป็นนามธรรมครับ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจที่อาจจะ แตกต่างกันทําให้ไม่มีความแน่นอนชัดเจน ก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ในเรื่องอํานาจหน้าที่ในการทําสัญญาระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านครับ และช่วงหลายปีที่ผ่านมาทําให้ฝ่ายบริหารจะต้องเสนอสัญญาต่อรัฐสภาพิจารณาเกือบทุกเรื่อง เพราะอะไรครับ เพราะไม่แน่ใจและเกรงว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เองกระผมจึงขอเสนอว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาทบทวนข้อความดังกล่าวในมาตรา ๑๗๓ เสียใหม่ ตัวอย่างเช่น ตัดข้อความตั้งแต่คําว่า หนังสือสัญญาอื่น ๆ อาจมีผลกระทบ คงอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับอาณาเขตดินแดนต่าง ๆ ตรงนั้น ถึงแม้จะมีบอกว่าทั้งหมดเป็นไปตามลักษณะ ประเภท ขอบเขตของการทําหนังสือสัญญาให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติโดยในกฎหมาย ต้องระบุให้ชัดเจน ตรงนี้เช่นกันครับ ถามว่าเป็นหน้าที่ของท่านผู้ใด เป็นหน้าที่ของ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน้าที่ของทุกกระทรวงหรือไม่ว่าสัญญานั้นอาจจะกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนประเทศอย่างกว้างขวาง ตรงนี้เป็นการตีความที่ไม่ชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นจึงขอเสนอว่าตรงนี้ถ้าเป็นไปได้ท่านกรรมการ กรุณาทบทวนตรงนี้เพื่อไม่ให้ป้องกันอีกอย่างหนึ่งแล้วไปป้องกันการทํางานของฝ่ายบริหาร จนเกินไป ท่านครับ ในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบหลักการไว้ประมาณ ๑๐ ประการ ผมขออนุญาต
ประการแรก คือร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นสากลในทุก ๆ มาตรา ไม่ต้องการ ให้รัฐธรรมนูญมีการแก้ไขบ่อยนัก นี่เป็นข้อแรกที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบหลักการไว้ ทําอย่างไรจึงเกิดการปฏิรูปโดยมีกฎหมาย กระบวนการ มาตรการ ที่ต้องเขียนว่าปฏิบัติ ตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ต้องมีการปรับกฎหมายกระบวนการยุติธรรมให้เกิดความสากล และทันสมัยให้น่าเชื่อถือ ต้องมีมาตรการกฎหมายวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจน ต้องมีการบูรณาการ การทํางานระหว่างรัฐบาล องค์กรมหาชนต่าง ๆ จะต้องจัดระบบการทํางานใหม่เป็นระบบ ประชารัฐ
ประการต่อไป ต้องมีการกําหนดบทบาทของรัฐ ข้าราชการ ประชาชน ให้ชัดเจนมากขึ้นในทุก ๆ เรื่อง สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ว่าสิ่งไหนควรร่วมมือกัน ในการพัฒนาประเทศ
ประการต่อไป ต้องบรรจุในการทําหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือต้องมี หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปควรกําหนดเวลาให้ชัดเจน เช่นกัน พ.ร.บ. การปฏิรูปในมาตรา ๒๖๙ ก็ตาม ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้แจ้งไปแล้วครับว่าเราจะต้องมีการปฏิรูป มีมาตรา ผมเห็นด้วยว่าจะต้องมี พ.ร.บ. ว่าด้วยการปฏิรูปแยกต่างหาก ไม่ใช่อยู่ในมาตรา ๒๖๙ ซึ่งเป็นเรื่องอยู่ในหมวดของบทเฉพาะกาลนะครับ
ประการต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าต้องมีการทบทวนการกระจาย อํานาจ
แล้วประการสุดท้าย คือทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป (Road map) ที่ท่าน กําหนดไว้ประมาณ ๑๐ หลักการที่ท่านได้กรุณามอบไว้ให้นะครับ
กระผมจึงขออนุญาตเรียนแสดงความคิดเห็นมาเพียงเท่านี้ ผมเข้าใจได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ต้องการเขียนขึ้นมาเพื่อให้มีการปฏิบัติได้อย่างแท้จริง และต้องการเห็นรัฐบาล ที่มีธรรมาภิบาลนะครับ ผมจึงขอนําเสนอประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นด้วยแล้วครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ สมาชิกท่านต่อไปนะครับ ขอเชิญศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ นะครับ ท่านเป็นอดีตผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการอุดมศึกษา อดีตคณบดี เทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. กระผม นายธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ สปท. ๐๖๙ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้เวลาในการอภิปราย วันนี้ ปีนี้เป็นปีที่สําคัญที่รัฐธรรมนูญฉบับร่างได้ออกมา กระผมอยากจะเรียนว่าเป็นปีที่ ๗๐ ของการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะครบในวันที่ ๕ พฤษภาคม อาจจะ เป็น ๖๖ ปีของการครองราชย์ที่ยาวที่สุด แต่ ๗๐ ปีของรัชกาลปัจจุบันนั้น ผมคิดว่ามีความสําคัญ อย่างไรก็ตามการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยท่านศาสตราจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เป็นเรื่องที่แสดง ให้เห็นว่าเป็นการเตรียมการเพื่อรองรับเศรษฐกิจและสังคมแห่งภูมิปัญญาที่ดีของประเทศ อยากจะนําเสนอเป็นภาพแผ่นสไลด์ (Slide) นะครับ ซึ่งเจ้าหน้าที่คงจะเตรียมไว้แล้ว อยากจะ เรียนว่าสังคมที่มีวุฒิธรรมนั้นเป็นสังคมที่อุดมปัญญา เราก็ผ่านกระบวนการในการขับเคลื่อน มาพอสมควร ในการมีเจเนอรัลเอดูเคชัน (General education) และจากนั้นก็มีความคิด เรื่องลิเบอรัล อาร์ตส เอดูเคชัน (Liberal Arts Education) เข้ามานะครับ ที่จริงแล้วในปัจจุบัน ก็มีการพูดถึงสเตม (STEM) ซึ่งหมายถึงต้นไม้หรือลําต้นนั่นเอง สเตม (STEM) นี้ตามความคิด ทั่วไปคนมักจะไม่เข้าใจอย่างฝรั่งคิดก็คือว่าเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเทคโนโลยีก็จริง แต่อี (E) กับเอ็ม (M) นั้นเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ การสร้าง หรือการปฏิรูปนั่นเอง ดังนั้นผมคิดว่า ใน ๗๐ ปีของรัชกาลปัจจุบันน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับ และผ่านไปอย่างง่ายดายนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือความคิดความอ่านเรื่องตัวเอ็ม (M) เป็นเรื่องที่สําคัญที่สังคม ทั่วไปมักจะไม่เข้าใจ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แมเทอแมทิกส์ (Mathematics) แต่ว่าเป็นเรื่องของ การคิดอย่างแยบยลที่เป็นคณิตศาสตร์ เป็นตัวเลข ผมอยากจะเรียนว่าโลกยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคของ สเตม (STEM) จริง ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศอังกฤษ หรือประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ใช้กระบวนการคิดแบบนี้ สเตม (STEM) เป็นเรื่องสําคัญ ดังนั้น อินโนเวชัน ดิฟเฟอเรนต์ อีโคโนมี (Innovation different economy) ที่นายกรัฐมนตรี ต้องการหรืออยากจะเห็นนั้นเป็นเรื่องที่น่าจะเกิดขึ้นตามกระบวนการคิดการสร้างร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งเน้นความมีวินัย ไม่คอร์รัปชัน แล้วก็ต้องทําตามกฎหมาย ผมอยากจะให้ดูสไลด์ (Slide) แผ่นถัดไปนะครับ เป็นความต้องการของรัฐบาลปัจจุบัน คสช. ที่สั่งไว้วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ปีที่แล้วนะครับว่างานของเรามีอยู่ ๖ งานด้วยกันที่สําคัญ บังเอิญงานของผมเป็นงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม แล้วก็ สปช. วาระที่ ๒๑ ได้ดําเนินการไว้อย่างมากมายพอสมควร ผมมารับ ช่วงต่อ แต่บังเอิญงานนี้อยู่ในการศึกษา จึงอาจจะพูดแล้วท่านผู้มีเกียรติอาจจะฟังแล้วก็ ไม่เข้าใจว่าทําไมมาพูดในช่วงนี้ อย่างไรก็ตามระบบการวิจัยเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีกํากับมา ทางท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าต้องปรับปรุงคือท่าน พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ท่านดูแล เรื่องการปฏิรูประบบวิจัย ผมอยากจะเรียนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ร่างมานี้ต้องยอมรับว่ามีการแตะหรือมีการสัมผัส ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ไว้มากมาย ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์และบริหารมหาวิทยาลัย ในระดับสูงพอสมควรทั้งในและต่างประเทศ ผมมีความคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีมาก ดีมาก ที่สัมผัสในมาตรา ๕๐ นี้พูดถึงการศึกษา แต่บังเอิญว่าการศึกษาที่พูดนั้นไม่ได้พูด วิทยาศาสตร์ไว้ทั้ง ๔ วรรคเลยนะครับ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ พูดถึง สุขภาพ พูดถึงเรื่องการแพทย์แผนไทย สิ่งนี้เป็นวิทยาศาสตร์ครับ จากนั้นมาตรา ๕๓ ได้พูด ถึงทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ไบโอไดนามิก (Biodynamic) ต่าง ๆ ซึ่งเป็นฐานของประเทศไทย เป็นแหล่งที่มีพันธุกรรมสูงสุดแหล่งเดียว หรือแหล่งที่ ๒ ของโลกก็ได้นะครับ อันนี้เป็นฐานที่เราจะพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศ ที่มีความเจริญแล้วในกลุ่มโลกที่หนึ่ง จากนั้นมาตรา ๕๔ เป็นความสงบสุขต่าง ๆ ของสังคม บนฐานของสิ่งแวดล้อม ผมอาจจะกล่าวสั้น ๆ ย่อ ๆ นะครับ สิ่งแวดล้อมนี้เป็นเรื่องของ วิทยาศาสตร์ทั้งนั้นเลย เป็นความจริงตามธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะร้อน จะหนาว จะเย็น หรือจะแล้ง หรือฝนมากมาย นี่เป็นสิ่งแวดล้อม พืชพันธุ์ทั้งหลายสิ่งแวดล้อมทั้งหมด จากนั้น ถ้าดูว่าหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐนี้นะครับ เป็นนโยบายที่จะต้องทํา รัฐบาลชุดนี้คือ มาตรา ๖๕ ให้ความสําคัญเรื่องการวิจัย นวัตกรรม หรือความเข้มแข็งเป็นภาพรวมครับ มันจะไม่มีความลึกซึ้ง ผมจึงให้ความสําคัญกับสิ่งนี้ค่อนข้างน้อย แต่ก็รับได้ถ้าสังคมรับอย่างนี้ แต่ในใจผมแล้วกับคณะอนุกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ของผมมีความคิดเพิ่มเติมว่าควรจะ ปรับปรุงข้อมูลที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นบางส่วน ซึ่งอยู่ด้านหลังสไลด์ (Slide) อีกที มาตรา ๖๘ เช่นเดียวกันนะครับ เรานําเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม สปท. เพื่อจะผลักดันให้เกิด มหาวิทยาลัยการกีฬาขึ้นมา การกีฬา สุขภาพ สวัสดิการสังคมเป็นเรื่องสําคัญครับ และเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ทุกคนทราบดีว่าในปัจจุบันเรากินไข่ได้แล้ว เราไม่สนใจคลอเลสเตอรอล (Cholesterol) สูงหรือต่ํา สิ่งนี้เป็นวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ เลยครับ หมวด ๖ เช่นเดียวกัน มาตรา ๖๙ รัฐบาลนี้ให้ความสําคัญกับเรื่องอาหารการเกษตร ประเทศไทยเป็นประเทศเดียว ที่มีแผ่นดินแล้วก็ปลูกได้ทั้งปี แล้วส่งอาหารออก ในขณะที่ต่างประเทศหรือหลายประเทศ ด้วยกันใกล้ ๆ บ้านเรา ประเทศอินโดนีเซียนําอาหารเข้า ประเทศมาเลเซียนําอาหารเข้า คิดดูสิครับ ประชากรที่ปลูกอาหารคือชาวนาชาวไร่ได้รับความสําคัญจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างสูงเลย อันนี้เป็นวิทยาศาสตร์เบื้องต้นนะครับ วันนี้ถ้าไม่รับประทานอาหารมาคงมานั่ง ประชุมในห้องนี้ไม่ได้ แต่มีใครคิดถึงความสําคัญของเกษตรกรบ้าง การเกษตรบ้าง อาหาร ฟู้ด (Food) ฟีด (Feed) ไฟเบอร์ (Fiber) ฟูเอล (Fuel) แล้วก็อัลเทอร์เนทีฟ (Alternative) ทั้งหลายที่มาจากอาหารนี่มากมายเหลือเกินอาหารจึงมีความสําคัญและบนฐานวิชาการ วิทยาศาสตร์ จากนั้นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมเป็นมาตรา ๗๑ บทเฉพาะกาลครับ บทเฉพาะกาล เป็นเรื่องสําคัญที่ผมเห็นแล้วดีใจมาก เพราะว่ามีการเปิดโอกาสให้เสนอแนวคิดในการสร้าง มาตราที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมขึ้นมา ผมขอข้ามไปเร็ว ๆ นะครับ เป็นสไลด์ (Slide) ถัดไปซึ่งเป็นภาพของโครงสร้างการวิจัย นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ ในประเทศไทยค่อนข้างจะสับสนนะครับ เจ้าหน้าที่เลื่อนสไลด์ (Slide) เร็ว ๆ ครับ ภาพนี้ครับ สับสนมาก เพราะมีหลายหน่วยงานหลายองค์กร คือผมอยู่ในมหาวิทยาลัยมา ทําการวิจัยมา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นเรื่องดีเราเข้าใจ เราต้องการองค์กรใหม่ ภาพสไลด์ (Slide) ถัดมา เป็นเรื่องที่จัดองค์กรการวิจัยของเสียใหม่ตามที่ท่านประจินมาควบคุม เราต้องการหน่วยงาน กําหนดนโยบายซึ่งปัจจุบันนี้สับสน เราต้องการหน่วยงานที่จัดสรรแล้วก็สนับสนุนวิจัยพร้อมทั้ง กําหนดโจทย์ หน่วยงานดําเนินการวิจัยหน่วยนี้เป็นหน่วยสําคัญครับ มหาวิทยาลัยของชาติ นี่มีเยอะมากเลย แล้วหน่วยงานวิจัยของชาติก็มีเยอะ จากนั้นหน่วยงานสําคัญถัดมาคือ การพัฒนาผลงานวิจัยไปสู่สังคม งานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ซึ่งผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการ เราดูแล ๒๐ ปีข้างหน้าว่าอินโนเวชันแลนด์สเคป (Innovation landscape) ของประเทศไทยนั้น เป็นฐานนวัตกรรมของชาติอย่างไร เราเรียนแบบอเมริกัน หรือญี่ปุ่น หรือจีน หรือเกาหลี ก็เช่นกัน ลักษณะจะคล้ายกันว่าฐานของเม็ดเงินทั้งหลายนี้มาจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนฐานนวัตกรรม เราแข่งกับอเมริกันไม่ได้ เพราะว่าเทคโนโลยีอวกาศเขาไกลมาก อะไร ทุกอย่างเขาพร้อมหมด อย่างเช่นเราพูดเรื่องอินโนเวชัน (Innovation) ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear) เราพูดแต่นิวเคลียร์ (Nuclear) เก่า ๆ ซึ่งสกปรกเลอะเทอะ แต่เราไม่เคยพูดถึง ฟิวชันนิวเคลียร์ (Fusion nuclear) ซึ่งมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือหน่วยงานของรัฐต้องปรับตัวเรื่องนี้ ฟิวชันนิวเคลียร์ (Fusion nuclear) เป็นนิวเคลียร์ (Nuclear) สะอาด อีก ๒๐ ปีก็จะมา เม็ดเงินทั้งหลายที่เกิดขึ้นตรงนี้เป็นฐานของเศรษฐกิจทั้งประเทศนะครับ อย่างไรก็ตามผมอยากจะข้ามไปสไลด์ (Slide) อื่นนะครับ ซึ่งเราได้เน้นว่าเมื่อเรามีนวัตกรรม เรามีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เรามีผลผลิตที่เกิดขึ้นในช่วง ๒๐ ปีนี้ก็คือว่าความรู้ ความเข้าใจ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยจะสูงขึ้นก็คือการผลิตคณาจารย์ไปสอนนักเรียน นักศึกษาทุกช่วงชั้น ถัดไปก็คือว่าความเข้าใจในเชิงวิทยาศาสตร์ของเรา ณ ปัจจุบันนี้เราหลง ไปในทิศทางที่อาจจะไม่เหมาะสม ขอสไลด์ (Slide) ที่เป็นภาษาอังกฤษนะครับ ภาพนี้ผม ฉายครั้งหนึ่งแล้วที่นี่ นี่คือระบบวิทยาศาสตร์ที่คนสงสัย สงสัยจีเอ็มโอ (GMOs) หรือ สงสัย พลังงานหรือ สงสัยไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) หรือ อยู่ในภาพนี้ทั้งหมด ถัดมาก็คือว่า การให้ความรู้มหาวิทยาลัยเท่านั้นที่ต้องทําการวิจัยแล้วก็ทําการศึกษา บัณฑิตศึกษาของ มหาวิทยาลัยจะเป็นตัวหลักในการที่จะพัฒนาการศึกษาขั้นสูงของประเทศให้เป็นสังคม อุดมปัญญา สไลด์ (Slide) ถัดไปครับเจ้าหน้าที่ แผ่นนี้ครับ สังคมของโลก ของคน ชุมชน ทั้งหลายพัฒนาอย่างนี้มา ๒๐๐,๐๐๐ ปี ที่คนเดินได้ พูดได้ ๕๐,๐๐๐ ปี ๗๐,๐๐๐ ปี ที่คนเดินได้ครอบครองทั้งโลก มาจากความรู้ภาษา มีความรู้เรื่องกฎหมายทําให้สังคมสงบ จากนั้นก็ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ทําให้สังคมมีความสุข เทคโนโลยีก็ตามมา นวัตกรรมต่าง ๆ ก็เกิดมาจากฐานของการสร้างเอ็นจิเนียร์ (Engineer) แต่ไม่ใช่วิศวกรนะครับ และแมเทอแมทิกส์ (Mathematics) ซึ่งไม่ใช่คณิตศาสตร์ อันนี้เป็นสังคมอุดมปัญญาที่แท้จริงที่แย่ที่สุดของ สังคมไทยตอนนี้ก็คือว่าเราไปกดดันให้ ผมขอพูดพระนิดหนึ่ง พระของเรา ๒๐๐,๐๐๐ องค์ ไม่สนใจที่จะเรียนเปรียญธรรมขั้นสูง แต่ไปเรียนปริญญาต่าง ๆ ที่เป็นทางโลกทางตะวันตก แล้วเอาดอกเตอร์มาใส่ชื่อหน้าตัวเองเป็นดอกเตอร์พระเทพ พระธรรม อันนี้เป็นความผิดพลาด เพราะว่าเมื่อหลาย ๒๐ ปีก่อนสภาแห่งนี้ได้อนุมัติหรือได้ประกาศว่าเปรียญธรรม ๙ มีคุณวุฒิ แค่ปริญญาตรี อันนี้ผิดครับ ถ้าเราดูภาพนี้พระสามารถที่จะพัฒนาตนเองขึ้นไปสู่ระดับสูง แล้วก็ถ้าหากคิดจะสึกออกมารับราชการหรือทํางานพระก็ควรจะได้การเทียบชั้นเปรียญ ๙ เป็นระดับเท่า ๆ กับปริญญาเอก แต่ไม่ใช่พีเอชดี (Ph.D) หรือดอกเตอร์ ลิเทอเรเตอร์ (Doctor literature) ดอกเตอร์ ออฟ ลอว์ (Doctor of law) คณะกรรมาธิการทั้ง ๓ ชุดของผมก็ได้ เห็นชอบในกระบวนการคิดแบบนี้ จึงนําเสนอว่าในมาตรา ๒๖๙ ซึ่งทางร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปิดโอกาสไว้ให้ขอปรับปรุงข้อมูลเพื่อให้เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อรองรับ การศึกษาและความเจริญเติบโตของชาติเป็นอย่างนี้ ผมก็อ่านช้า ๆ ว่าคือการปฏิรูประบบวิจัย ระบบนวัตกรรม และระบบการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยมีสภานโยบายการวิจัยนวัตกรรม และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กํากับดูแล ปฏิรูปโครงสร้างองค์กร ในระบบวิจัย ระบบ นวัตกรรม ระบบการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ปรับระบบบริหารจัดการ ระบบวิจัยและองค์กรวิจัย ในทุกระดับ ให้แต่ละองค์กรมีภารกิจหลักที่ชัดเจน ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของระบบวิจัย และระบบนวัตกรรมให้มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและกระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในเรื่องการผลิตและพัฒนากําลังคน และสร้างความก้าวหน้า ในอาชีพ สร้างสังคม ชุมชน องค์กรฐานความรู้ ให้ทุกภาคส่วนเห็นความสําคัญของระบบ วิทยาศาสตร์และเป็นสังคมฐานความรู้ มีระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิด ของชุดคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย เพื่อนวัตกรรม ซึ่งมีรองประธานเป็นอธิการบดีศักรินทร์ แล้วก็ท่านอดีตเลขาธิการ นายแพทย์สุทธิพร แล้วก็มีท่าน พลเอก วุฒินันท์ซึ่งได้ทํางานอย่างเข้มแข็ง และมีอาจารย์เขมทัตเป็นเลขานุการ ขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ท่านต่อไปนะครับ ขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นอดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ผมจะอภิปรายใน ๒ หัวข้อเท่านั้นนะครับ จะเชื่อมโยงกับ การศึกษาทีหลัง ๒ เรื่องที่สําคัญที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันสูงมากทั้งในโลกออนไลน์ (Online) และกระแสหลัก เรื่องแรกคือสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องที่ ๒ คือการปฏิรูป
เรื่องแรกนั้น ผมมีความเป็นห่วงว่าระยะเวลาที่มีอยู่เรายากที่จะทําความเข้าใจ เมื่อวันก่อนเพื่อนสมาชิกคงได้ยินได้ฟังท่านประธานมาอธิบายในห้องประชุมแห่งนี้ ซึ่งทําให้ เรามีความเข้าใจมากขึ้น มีความคลางแคลงใจน้อยลง แต่ว่าในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนทํา ประชามติ ผมขอย้ําว่าก่อนทําประชามตินะครับ เวลาไม่น่าจะมากพอที่จะทําให้ผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม รวมทั้งชุมชนท้องถิ่น ชุมชนดั้งเดิมที่มีอยู่ทั่วประเทศนั้นจะเข้าใจดังที่เพื่อนสมาชิก ในสภานี้เข้าใจได้ การไปทําประชามติด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้ผมคิดว่าอันตราย พอสมควรนะครับ เรื่องของการเขียนในรูปแบบใหม่ที่เขียนให้เป็นหน้าที่ของรัฐแทนการมอบ สิทธิให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นนั้น ผมคิดว่าเป็นวิธีการเขียนแบบใหม่ ท่านประธานครับ สิทธินี่ถ้ามอบให้ผู้คน มอบให้ชุมชนแล้วยากแก่การเรียกคืนครับ แต่ว่า การเขียนทําให้คนเข้าใจว่าสิทธิของตัวเองโดนเรียกคืน อันนี้จะมีหลักประกันอะไร อันนั้น ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็พยายามทําความเข้าใจอย่างหนัก แต่ผมอยาก เสนออย่างนี้นะครับ เพื่อไม่ให้มีความสุ่มเสี่ยงเกินไป ผมอยากเสนอให้นําหมวดสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านประชามติแล้วครับ คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาแทนที่ อาจจะไม่เป็นที่พอใจทั้งหมดนะครับ แต่ว่าขณะที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ (Online) อย่างมากมาย เขาก็จะอ้างกลับไปที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ชุมชนก็ยังมีเครื่องมือในการที่จะ ปกป้องดูแลฐานทรัพยากรของตนเอง ที่ดอกเตอร์ถวิลวดีอภิปรายนี้ว่าสิทธิชุมชนหายไปไหน คําถามนี้เป็นคําถามที่กว้างและลึกนะครับ ไม่ใช่การอธิบายอย่างง่าย ๆ ว่า คําว่า สิทธิชุมชน อยู่ในมาตรานั้น อยู่ในหมวดนั้น แต่หมายความว่าเครื่องมือของสิทธิชุมชนตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง และมาตรา ๖๗ วรรคสาม ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หายไปทั้งหมด แล้วจะอธิบาย อย่างไรก็ยากที่จะทําให้ชุมชนต่าง ๆ มีความมั่นใจได้ ผมจึงเสนอให้นํากลับเข้ามานะครับ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะพิจารณา เพราะว่า ไปเสนอแบบให้ยกของเดิมออก แล้วเอาของใหม่ที่ผ่านประชามติแล้วสวมเข้าไป มีอีกมาตราหนึ่ง ที่จําเป็นจะต้องเขียนเพื่อเป็นหลักประกันกับสิทธิของประชาชน ประเด็นนี้ถ้าไม่เขียนไว้ ก็อาจจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต ที่จะต้องเขียนไว้และจะต้องบัญญัติเพื่อเป็นหลักประกัน ของสิทธิก็คือบุคคลย่อมสามารถให้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติ ในหมวดสิทธินี้ได้โดยตรง แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายดังกล่าวบุคคลก็ย่อมสามารถใช้สิทธิ ทางศาลได้โดยตรงเช่นกัน อันนี้หมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญมาตราต่าง ๆ ที่เขียนต่อเติมว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่รัฐสภาไทยยังไม่ไปทํากฎหมายก็มีสิทธิเลย สิทธิตาม รัฐธรรมนูญ และเราก็เรียกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในหมวดสิทธิ เสรีภาพ การมีส่วนร่วม ว่าเป็น รัฐธรรมนูญที่กินได้เพราะว่าเกิดสิทธิทันที อันนี้ก็เป็นข้อเสนออีกเรื่องหนึ่งในเรื่องของสิทธิ ที่ผมอยากจะเสนอมาถึงเรื่องของประเด็นปฏิรูป ท่านประธานครับ ผมขอเสนอ ๖ ข้อเสนอ ด้วยกันนะครับ
ข้อเสนอที่ ๑ เป็นข้อเสนอให้ยกระดับเป็นหมวดปฏิรูป ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดี ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ท่านบอกว่าเล็งที่จะยกระดับเป็นหมวดปฏิรูป และผมตรวจสอบข่าวเมื่อก่อนลุกขึ้นอภิปรายนี้ครับ ท่านประธานมีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านก็บอกว่า ท่านไม่ขัดที่จะเสนอให้เป็นหมวดปฏิรูป การที่เป็นหมวดปฏิรูปมาตราต่าง ๆ มารวมกัน จะเห็นภาพความเชื่อมโยงของการปฏิรูป และถ้าไปอยู่ในบทเฉพาะกาลเรื่องการปฏิรูป ท่านประธานครับ ใช้เวลา ๕-๑๐ ปี หรือบางปฏิรูปใช้เวลา ๒๐ ปีนะครับ ก่อนที่ประเทศจีนจะรวมเป็นประเทศได้เขาใช้เวลา ปฏิรูปถึง ๒๐ ปี เจ้าแคว้นฉินไม่มีใครทราบเลยนะครับว่ามีคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ที่จะทําให้ จิ๋นซีฮ่องเต้รวมชาติได้ต่อมา อันนั้นใช้เวลาที่ทําให้แคว้นฉินที่เป็นแคว้นที่แร้นแค้น ความเหลื่อมล้ําสูงมาก ๒๐ ปีก็สามารถที่จะทําให้เข้มแข็งและสามารถรวมจีนได้เป็นหนึ่ง ในเวลาต่อมา
ข้อเสนอข้อที่ ๒ ในมาตรา ๒๖๙ ที่บอกว่าให้ใส่เพิ่มเติมปฏิรูปด้านต่าง ๆ ลงไป ผมก็คิดว่าให้กลับมาไว้ในหมวดปฏิรูป แล้วเสนอให้มีสาระหลักและแนวทางการปฏิรูป อย่างน้อย ๑๕ ด้านครับท่านประธาน ท่านประธานเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติมาก่อน จะต้องเห็น ได้ทราบความเป็นไปเป็นมานี้ดีทั้ง ๑๕ ด้านเป็นอย่างน้อย ผมจะเสนอเป็น ๔ กลุ่มด้วยกัน อาจจะ ๔ มาตราในหมวดปฏิรูป ซึ่งรายละเอียดถ้ามีเวลาผมจะพูดทีหลัง
ข้อเสนอข้อที่ ๓ กําหนดให้มีกลไกยุทธศาสตร์และการดําเนินการปฏิรูป อย่างต่อเนื่อง ผมหมายถึงกลไกหลังจาก สปท. พ้นหน้าที่ไปแล้วนะครับ ที่เขียนให้ สปท. ดํารงอยู่ได้หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ อันนั้น ๑ ปี แต่หลังจาก สปท. สิ้นสภาพไปแล้ว ต้องมีกลไกมารองรับนะครับ เวลาที่จะอธิบายเรื่ององค์ประกอบ บทบาท อํานาจหน้าที่ คงไม่มีเวลาพอแล้วละครับ
ข้อเสนอข้อที่ ๔ หลักประกันที่ทําให้การปฏิรูปประสบผลสําเร็จ ข้อนี้มีความสําคัญ สูงครับ ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการปฏิรูปจะประสบผลสําเร็จ เมื่อตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญ ชุดอาจารย์บวรศักดิ์ เราไปรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ จะมีคําถามอย่างนี้ล่ะครับ เราก็เสนอ ข้อบัญญัติข้อหนึ่งว่า บทบัญญัติในหมวดปฏิรูปนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูปตามหลักการที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนั้น อันนี้ต้องเขียนนะครับ เพราะว่า ถ้าก่อให้เกิดความรับผิดชอบก็ต้องเกิดหน้าที่ หลักประกันแห่งความมั่นใจที่จะนําไปสู่การปฏิรูป มีความสําคัญมากที่สุด
ข้อเสนอข้อที่ ๕ ก็เป็นหลักประกันที่จะทําให้มีความมั่นใจว่าการปฏิรูปเกิดผล ผมก็เสนอว่ารัฐต้องสนับสนุน ส่งเสริมประชารัฐให้เข้มแข็ง เพื่อการปฏิรูปที่ยั่งยืน ขอเสนอให้ กําหนดคําว่า ประชารัฐ ลงในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เพราะว่าประชารัฐรวมถึงองค์ประกอบ ที่สําคัญ ๓ ส่วน คือรัฐที่เข้มแข็ง คือรัฐต้องปฏิรูปถึงจะเข้มแข็งนะครับ ภาคธุรกิจจะต้อง รับผิดชอบต่อสังคม ที่เรารู้กันในนามซีเอสอาร์ (CSR) และที่สําคัญคือภาคประชาสังคม จะต้องพึ่งตนเองได้ พึ่งกันเองได้ และมีความเข้มแข็งพอที่จะไม่ต้องพึ่งนโยบายประชานิยม ใน ๓ ส่วนนี้คือประชารัฐ ถ้าประชารัฐมีความเข้มแข็ง การปฏิรูปก็เห็นอนาคตครับ อันที่จริง ท่านนายกรัฐมนตรีได้ย้ําเรื่องนี้ กลไกนี้หลายครั้งนะครับ ผมเสนอให้บัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ
ข้อเสนอข้อที่ ๖ เป็นข้อสุดท้ายนะครับ ผมเสนอให้ สปท. จัดทําร่าง พ.ร.บ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ แล้วเสนอ สนช. ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้หรือภายในรัฐบาลนี้ รัฐบาลนี้เกิดขึ้นมาจากข้อเรียกร้อง ท่ามกลาง ข้อเรียกร้องการเปลี่ยนใหญ่ของบ้านเมืองจากผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ในช่วง ๑ ทศวรรษที่ผ่านมา สําหรับการปฏิรูป ๑๕ ด้านที่จําเป็นต้องกําหนดสาระหลักของการปฏิรูปแต่ละด้าน ตลอดจน แนวทางการปฏิรูปนั้น ผมจะลองยกตัวอย่างเร็ว ๆ นะครับ เพราะด้วยเวลาที่จํากัด อาจจะ ออกเป็น ๔ มาตรา หรือกลุ่ม
กลุ่มแรก ที่สําคัญคือให้มีการรวบรวมระบบเศรษฐกิจระดับมหภาค และรายภาค อันนี้เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพื่อลดความเหลื่อมล้ํา และสร้างความเป็นธรรมในสังคม เราพูดแต่ประชาธิปไตยของนักการเมืองนะครับ ละเลยเพิกเฉยที่จะพูดถึงประชาธิปไตยของ ประชาชน และที่ไม่พูดเลยก็คือประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ําจึงสูงมาก สูงที่สุด ในอาเซียน (ASEAN)
กลุ่มที่ ๒ ให้มีการปฏิรูปกฎหมายกระบวนการยุติธรรมการปฏิรูป บริหารราชการแผ่นดิน บริหารท้องถิ่น การป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เรื่องนี้ผมเห็นว่ามีความพยายามที่จะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ว่าอยากจะให้เพิ่มเติมมาตรการแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้นอย่างเดียวไม่พอ ต้องแสดง ภาษีเงินได้ของทรัพย์สินนั้น ๓ ปีย้อนหลังนะครับ แล้วผู้สมัครทุกระดับทางการเมือง และองค์กรอิสระจะต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินย้อนหลัง ๓ ปีครับ เรื่องนี้เวทีทั่วประเทศ ที่ไปรับฟังความเห็นสนับสนุน ๕ ปี แต่ว่าตัดเหลือ ๓ ปี ผู้คนที่ต้องการเข้ามาในวงการเมือง หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นต้องกล้าที่จะเปิดเผยสิ่งเหล่านี้ขึ้นมานับแสนคนทั่วประเทศ
กลุ่มที่ ๓ ให้มีการปฏิรูปการศึกษา สาธารณสุข สังคม ศิลปวัฒนธรรม และการคุ้มครองผู้บริโภค
กลุ่มที่ ๔ ให้มีการปฏิรูปบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การผังเมือง การปฏิรูปพลังงาน การปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์อภิปรายยืดยาวต้องการสรุปอย่างเดียวว่าการปฏิรูปการศึกษานั้น เป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องที่ใหญ่เช่นกันก็คือการปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เราก็เสนอให้สิ่งเหล่านี้เขียนในหมวดปฏิรูปแทนเขียนไว้ในมาตรา ๒๖๙ ท่านประธานครับ ผมไม่มีเวลาที่จะลงรายละเอียดตามที่ได้เกริ่นไว้ในข้อเสนอ ๖ ด้าน แต่อยากจะเรียนว่า เรื่องการปฏิรูปนั้นยากในเบื้องต้น และสับสนในเบื้องกลาง ต้องอดทนให้สุดทาง จะงดงาม ทั้งแผ่นดิน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านสุดท้ายสําหรับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ขอเชิญรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ครับ อดีต สปช. เป็นผู้อํานวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๔๓ ครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณทางท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ สําหรับงานต่าง ๆ ที่ท่านทําได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องประเด็นการปฏิรูป ด้านการศึกษา ก็ต้องขอเรียนว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญอันหนึ่งที่ให้ความสําคัญกับเรื่องของการศึกษา ได้อย่างสมบูรณ์นะครับ สิ่งที่ท่านได้เขียนไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดําเนินการให้เด็กทุกคน ได้รับการศึกษาภาคบังคับที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงโดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย เรื่องของการดําเนินการ แล้วก็เรื่องของการศึกษาก่อนวัยเรียน เรื่องของการกําหนดการศึกษาของประชาชน ตามความต้องการ แล้วก็เรื่องของการศึกษาตลอดชีวิต ทั้งหมดเป็นเรื่องที่พวกเราเห็นว่า เป็นสิ่งที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อเรื่องของการพัฒนาประเทศในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่ง ที่เรายังอยากจะเห็นก็คือการชี้ถึงเรื่องความสําคัญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในส่วนนั้นเราเห็นว่ายังขาด แล้วก็น่าจะได้นําเอากลับเข้ามาในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมขออนุญาตกล่าวถึง ๒ ประเด็น ในเรื่องที่ผมอยากจะนําเสนอ
เรื่องแรก เป็นเรื่องของการตั้งประเด็นคําถาม แต่ว่าไม่ต้องการที่จะมีคําตอบ หรือมีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดนะครับ เพียงแต่ว่าอยากจะให้ ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แสดงความชัดเจนในบางประเด็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องที่อยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะของการนําเสนอเชิงรุกในบางประเด็นนะครับ
ส่วนที่ ๑ ผมอยากจะกล่าวถึงสิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดถ้อยคําต่าง ๆ ไว้ ซึ่งจําเป็นที่จะต้องมีการตีความให้ชัดเจน ทั้งนี้เราจะต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีความเป็นพหุสังคมสูง แล้วก็ พหุวัฒนธรรมสูง เราไม่ได้เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเดี่ยว เพราะฉะนั้นมีเรื่องของความเชื่อ ที่แตกต่างหลากหลาย การกําหนดเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ อย่างเช่น ไม่เป็นอันตรายต่อ ความมั่นคงของรัฐ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันนี้ ก็กําหนดในรัฐธรรมนูญหลายฉบับ เรื่องของการแพทย์แผนไทย มีคําว่า แผนไทย อยู่ เรื่องของความภูมิใจในชาติ เรื่องของมาตรฐานสากล ร่างรัฐธรรมนูญควรกําหนดกลไกในการที่ จะให้เกิดการตีความอย่างเป็นธรรม โดยคํานึงถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมของประชาชน ในชาติด้วย สําคัญคือจะต้องกําหนดกลไกให้ประชาชนในกลุ่มวัฒนธรรมส่วนน้อยที่มี ความเชื่อมั่นว่าสังคมนี้ให้ความเป็นธรรมกับเขา เรื่องของวัฒนธรรมความเชื่อเหล่านั้น ควรจะได้รับการปกป้อง ทั้งนี้เนื่องจากว่าประชาชนไทยกลุ่มน้อยเหล่านั้นอาจจะตีความหมาย ในเรื่องของความมั่นคงของรัฐก็ดี ความภูมิใจในชาติก็ดี ศีลธรรมอันดีที่แตกต่างออกไป ลักษณะของวิธีคิดต่าง ๆ เหล่านั้นอาจจะไม่เหมือนประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีวัฒนธรรมเป็นไป ในลักษณะทิศทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นอย่าให้ประชากรกลุ่มน้อยนั้นมีความรู้สึกที่ว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมในการตีความรัฐธรรมนูญจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอาจมีอคติ หรือว่าขาดความเข้าใจ อีกส่วนหนึ่งคือคําว่า ไทย ควรจะต้องตีความให้ครอบคลุมความเป็นไทย ในชาติพันธุ์อื่น อย่างเช่น ไทยมอญ ไทยเขมร ไทยภูเขา ไทยมลายู นอกจากนี้ยังต้องไม่ลืมว่า ประชากรไทยส่วนหนึ่งนั้นอยู่ในสถานะของความไร้สัญชาติ คนกลุ่มนี้อยากให้คิดถึงเขาบ้าง เขารําลึกถึงความเป็นคนไทยอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากความผิดพลาดในประวัติศาสตร์ ดังนั้นก็อยากให้เราสามารถที่จะบ่งชี้แล้วก็พยายามที่จะดึงเอาคนเหล่านั้นกลับเข้ามาเป็นไทย ประเทศไทยนั้นเรายังขาดวัฒนธรรมในเรื่องของการสร้างสํานึกทางประวัติศาสตร์ในเชิง พหุวัฒนธรรมที่ค่อนข้างจะเป็นปัญหาอยู่เสมอนะครับ
ในส่วนที่ ๒ จะเห็นได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ความพยายามในการลดเนื้อหา ที่เยิ่นเย้อ เป็นการก่อให้เกิดผลดี ทําให้มีร่างรัฐธรรมนูญที่ครบถ้วน มีเนื้อหาที่กระชับ อย่างไรก็ตาม ความกระชับดังกล่าวส่งผลให้เกิดส่วนที่เป็นประโยชน์ในส่วนที่พบในรัฐธรรมนูญเก่านั้นหายไป ตัวอย่างเช่น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กล่าวถึงผู้บริโภคไว้ในหลายมาตรา มีการกําหนดกลไกการค้า เพิ่มความสามารถทางด้านการแข่งขันของภาคเอกชน ภาคประชาชน แล้วก็ภาคการป้องกัน การผูกขาด อย่างไรก็ตามการกําหนดในเชิงบวกเหล่านี้เป็นลักษณะของนามธรรม ซึ่งมีบทเรียน ในหลายประเทศว่าการกําหนดในเชิงนามธรรมเหล่านั้นแล้วในที่สุดไม่สามารถที่จะ ดําเนินการได้ เนื่องจากว่าเป็นธรรมชาติของภาคเอกชนที่มักประสงค์จะมีอํานาจเหนือตลาด การแก้ไขโดยการเพิ่มอํานาจให้กับภาคราชการแล้วก็ภาครัฐ หรือแม้กระทั่งภาคการเมือง ไม่เคยประสบความสําเร็จในการกํากับความต้องการสร้างอํานาจเหนือตลาดของ ภาคเอกชนได้ อันนี้มีบทเรียนที่เห็นชัดเจนในประเทศสหรัฐอเมริกา ในยุโรป ในประเทศญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งในประเทศอื่น ๆ ที่พัฒนาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทําให้สังคมเหล่านั้นพยายาม จะแก้ไขปัญหาก็คือการเพิ่มอํานาจให้กับคนกลุ่มหนึ่งเพื่อที่จะทําให้สังคมนั้นเกิดความสมดุล นั่นก็คือการสร้างอํานาจให้กับผู้บริโภค ในส่วนของผู้ประกอบการนั้นเราจําเป็นที่จะต้องดึง ในบางช่วง ผู้บริโภคเขาไม่ค่อยรวมกัน ต้องผลักครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการสร้างอํานาจ ให้กับผู้บริโภคในกรณีนี้ก็คือการสร้างองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นมีการกล่าวถึงองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะทําให้เกิดขึ้นนั้นเราจําเป็นที่จะต้องกําหนดกลไก เนื่องจากว่าทางราชการมักจะคิด อยู่เสมอว่าอํานาจของผู้บริโภคนั้นจะทับซ้อนกับอํานาจของราชการ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ถูกต้อง เรื่องขององค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคจะทําให้การแข่งขันของภาคเอกชนนั้นดีขึ้น อันนี้เป็น สิ่งที่เราควรจะนึกถึงว่าถ้าสมมุติภาคเอกชนเขาไม่แข่งขันโอกาสที่เขาจะชนะ ในการแข่งขันนั้นมีค่อนข้างยาก การเพิ่มอํานาจให้กับผู้บริโภคนั้นจึงเป็นกลไกสําคัญ
อีกเรื่องหนึ่ง ร่างรัฐธรรมนูญกล่าวถึงศิลปวัฒนธรรมในเชิงนามธรรมไว้มากมาย มีเรื่องของการกล่าวถึงคุณค่า แต่อย่างไรก็ตามในสภาพการณ์ปัจจุบัน วัฒนธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัฒนธรรมความเป็นไทยที่หลากหลายและผสมผสานความเป็นพหุวัฒนธรรมนั้นเราควร จะต้องให้คุณค่าแล้วก็ให้มูลค่าไปในเวลาเดียวกัน รัฐธรรมนูญอาจเน้นเรื่องของการสร้าง มูลค่าเพิ่มทางด้านสังคมและเศรษฐกิจให้กับศิลปวัฒนธรรมไทยนะครับ อย่างไรก็ตามการกําหนด เชิงนามธรรมโดยให้ภาครัฐเป็นผู้กําหนดกิจกรรมหลัก ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ความสําเร็จนั้นเกิดขึ้นได้ยาก เพราะฉะนั้นในร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ถูกล้มไปนั้นมีเรื่องของ การกําหนดในเรื่องของสมัชชาศิลปวัฒนธรรมในภาคส่วนทั้งระดับชาติ แล้วก็ระดับท้องถิ่น อยากจะให้ทางร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้นําเอากลับเข้าไป เพราะว่าจะเป็นเรื่องของการสร้าง การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมในเรื่องการสร้างคุณค่าของมูลค่าศิลปวัฒนธรรม คนที่ทํางาน ทางด้านนี้จริง ๆ แล้วเป็นภาคประชาชนไม่อยากจะให้ลืมเขาไว้ข้างหลังนะครับ เรื่องของ วัฒนธรรมนั้นรวมถึงเรื่องของศาสนาแล้วก็ความเชื่อด้วย ก็อยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีลักษณะของร่างรัฐธรรมนูญที่กินได้นะครับ เรื่องของมาตรา ๖๖ ก็อยากจะให้เสริมเติมเข้าไป
อีกเรื่องหนึ่งที่ขาดหายไปแล้วก็เป็นส่วนที่มีความสําคัญ แล้วก็จะกลายเป็น สภาพปัญหารุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นก็คือเรื่องของสภาพการลดลงของประชากร ซึ่งปรากฏว่าวันนี้การลดลงของประชากรนั้นสูงที่สุดในเอเชียรองจากประเทศญี่ปุ่น เท่านั้น ปัญหานี้จะสร้างผลกระทบรุนแรง สิ่งที่จะตามมาก็คือการลดลงของรายได้จาก ภาษีอากร การลดลงของแรงงานคุณภาพ ซึ่งจะมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อเรื่องของการพัฒนา ประเทศ เราต้องยอมรับว่าการควบคุมประชากรของเราในอดีตนั้นได้ผล แต่อันนั้นเป็น สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต วันนี้สถานการณ์ของโลกนั้นเปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศ เราจําเป็นที่จะต้องหาหนทางในการที่จะทําให้มีการขยายประชากร ยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๖๘ เรื่องของการขยายสมาชิกครอบครัวที่มีความพร้อม อันนี้ก็เป็นแนวทางหนึ่ง ในการเพิ่มทรัพยากรมนุษย์ได้ นอกจากนั้นแล้วก็คือเรื่องของการให้สัญชาติแก่บุคลากร บุคคลที่ไร้สัญชาติ เรื่องของการพัฒนาคุณภาพของประชากรไทยกลุ่มน้อยในหลายพื้นที่ ซึ่งยังมีการขยายตัวของประชากรในระดับสูงอยู่ คนเหล่านี้จะเข้ามาทดแทนประชากร ที่ขาดหายไปได้ของเราในอนาคต อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะฝากให้ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ช่วยกรุณาพิจารณาด้วย รัฐธรรมนูญควรจะมีวิสัยทัศน์ในการมองไปข้างหน้าอีก ๒๐ ปี ๓๐ ปี ประเทศไทยมีปัญหาอย่างรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องของประชากร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เราฝันกันไว้เรื่องของความมั่งคั่ง เรื่องของความมั่นคง จะเป็นปัญหาอย่างยิ่งหากว่า เราไม่สามารถที่แก้ปัญหาในเรื่องของการขยายประชากรในวันนี้ได้นะครับ ยังมีอีกหลายเรื่อง ที่อยากจะนําเสนอ แต่อย่างไรก็ตามคิดว่าคงจะมีผู้นําเสนออยู่แล้ว ผมก็ขออนุญาต ฝากประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ไว้เพื่อให้ท่านได้กรุณาพิจารณา ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์วินัยครับ ท่านได้ขออนุญาตท่านประธานในการที่แจก คําอภิปรายที่เตรียมไว้ ซึ่งก็ได้อนุญาตนะครับ ความจริงประเด็นประชากรเป็นเรื่องที่ น่าสนใจ เพราะว่าท่านได้พูดถึงลักษณะของรัฐธรรมนูญที่ควรจะต้องใช้ไปได้มองไปถึง ๒๐ ปี หรือกว่านั้น เรื่องประชากรเผอิญเพิ่งได้ทราบข้อมูลอาจจะกลับกันบางส่วน คือ ๕๐ ปี ที่แล้วยังไม่ถึง ๓,๐๐๐ ล้านคน ก็หมายความว่า ๒๐,๐๐๐ ปีมาแล้วมี ๓,๐๐๐ ล้านคน แต่ ๕๐ ปีในชีวิตคนเราในรุ่นเรานี่เองเพิ่มเป็น ๗,๐๐๐ ล้านคน อันนี้น่าคิดมากสําหรับอัตราเร่ง ไม่ว่าเราจะเป็นประเทศอันดับ ๒ ที่มีการลดของประชากรในเอเชีย แต่ว่าในขณะเดียวกัน ภาพรวมหมายถึงการบริหารจัดการเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องของความมั่นคง ด้านอาหาร และอื่น ๆ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญก็คงจะต้องมีพลวัตในการที่จะปรับตัวต่ออนาคต ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อย แล้วนะครับ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปเป็นการอภิปรายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นชุดท้ายของวันนี้นะครับ เราน่าจะจบลงที่ประมาณ ๑๘.๔๕ นาฬิกา เราใช้เวลาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง ไม่เกิน ๑ ชั่วโมงครึ่งจากนี้ไป แล้วในวันพรุ่งนี้ก็เหลืออีก ๖ คณะ แต่ว่า ๖ คณะนั้นอาจจะเร็วกว่าก็จะใช้เวลาประมาณสัก ๘ ชั่วโมง น่าจะเสร็จสิ้น ราว ๆ ๑๗.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา วันพรุ่งนี้นะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการอภิปราย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญโดยใช้เวลา ๑๐ นาที เชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ท่านเป็นอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นก้าวย่างที่สําคัญของพัฒนาการกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ โดยปกติทั่วไปรัฐธรรมนูญควรที่จะมีเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงอํานาจอธิปไตย รัฏฐาธิปัตย์ การแบ่งแยกอํานาจหน้าที่ การคานและดุลกันของอํานาจหน้าที่เท่านั้น แต่ในประเทศ ที่กําลังพัฒนาเช่นประเทศไทยจําเป็นจะต้องมีบทบัญญัติอื่นๆ ประกอบนอกเหนือไปจากนั้น เนื่องจากว่าพัฒนาการทางด้านการเมืองยังมิได้ถึงจุดที่รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ควรจะบัญญัติไว้เฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ในทางการเมืองระหว่างประชาชน รัฐ อํานาจหน้าที่ การแบ่งแยกอํานาจหน้าที่ การคานและดุลกัน รัฐธรรมนูญที่ร่างฉบับนี้ก็อยู่ใน พัฒนาการอันหนึ่งที่จะก้าวไปสู่ความสมดุลต่อไปในอนาคต ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าพัฒนาการ ทางการเมืองที่นําไปสู่รัฐธรรมนูญในอุดมคตินั้นเราไม่เพียงแต่จะต้องสร้างประชาธิปไตย ทางการเมืองแต่จะต้องสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจด้วย เพราะประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจนั้น นําไปสู่โอกาสและสิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข สิทธิในทางการเมือง สิทธิของความเป็นอยู่ที่ดี สิทธิของการได้รับการประกันทางสังคม ทั้งในช่วงวัยทํางาน และในช่วงเกษียณอายุไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เองร่างรัฐธรรมนูญจึงจําเป็นจะต้องกําหนดเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไว้ในร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยได้กําหนดไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ในหมวด ๖ ของร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องอยู่หลายมาตรา เช่น มาตรา ๖๑ ได้กําหนดว่า รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายของการพัฒนาของประเทศ และเป็นกรอบ ในการจัดทําแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกัน ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว มาตรา ๖๙ รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกร ประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัยโดยใช้ต้นทุนต่ํา และสามารถแข่งขันในตลาดได้ มาตรา ๗๐ รัฐพึงส่งเสริม ให้ประชาชนมีความสามารถในการทํางานโดยเหมาะสมกับศักยภาพและวัย และพึงคุ้มครอง ผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยในการทํางาน โดยได้รับสวัสดิการรายได้และสิทธิประโยชน์อื่น ที่เหมาะสมแก่การดํารงชีพ และพึงจัดให้มีหรือส่งเสริมการออมเพื่อการดํารงชีพ เมื่อพ้นวัยทํางาน มาตรา ๗๑ รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์ จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถ พึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขจัดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ที่ไม่เป็นธรรม และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประชาชน และประเทศ กระผมมีข้อสังเกตที่สําคัญดังนี้ครับ ในมาตรา ๖๑ ที่ระบุไว้ว่ารัฐพึงจัดให้มี ยุทธศาสตร์เป้าหมายของการพัฒนา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและสมาชิก ผู้ทรงเกียรติว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เมื่อได้บัญญัติไว้แล้วกฎหมายอื่น ๆ จะต้องมี เนื้อหาสาระและวิธีการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญนั้น การที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายของการพัฒนาของประเทศและเป็นกรอบ ในการจัดทําแผนต่าง ๆ นั้น ถ้าหากว่าไม่ได้นําหลักการใหญ่ ๆ ของยุทธศาสตร์นั้นมา กําหนดไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ การที่บอกว่ารัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ของชาติ เป็นเป้าหมายของการพัฒนา การพัฒนายุทธศาสตร์นั้นอาจจะแตกต่างไปจากแนวนโยบาย แห่งรัฐที่กําหนดไว้ก็เป็นได้ จึงมีข้อเสนอประการแรกว่าควรจะได้มีการพิจารณาอย่างบูรณาการ ระหว่างแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐกับยุทธศาสตร์ของชาติ เพื่อให้มีความสอดคล้อง กลมกลืนกัน มิเช่นนั้นแล้วนโยบายแห่งรัฐอาจจะไม่ครอบคลุมไปในทุกเรื่องของยุทธศาสตร์ ที่ได้กําหนดไว้ หรือมิเช่นนั้นแล้วยุทธศาสตร์ของชาติก็อาจจะแตกต่างไปจากแนวนโยบาย ของรัฐ ทั้งนี้และทั้งนั้น แนวนโยบายแห่งรัฐที่กําหนดในรัฐธรรมนูญย่อมมีฐานะเป็น กฎหมายสูงสุดที่กฎหมายอื่น ๆ หรือแนวนโยบายอื่น ๆ หรือยุทธศาสตร์อื่น ๆ จะต้อง นําไปปฏิบัติ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์หลักจะต้องนํามากําหนดไว้เป็นนโยบายแห่งรัฐ ในมาตรา ๗๑ ที่ได้กล่าวถึงการจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์ จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กันอย่างทั่วถึง เป็นธรรมนั้น ได้ขาดสาระสําคัญอยู่เรื่องหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ประการแรก ต้องเป็นการพัฒนาเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต ซึ่งได้มีการกล่าวถึงไว้ ประการที่ ๒ การพัฒนาเศรษฐกิจนั้นต้องเป็นธรรม ซึ่งได้มีการกล่าวถึงไว้ เศรษฐกิจที่เป็นธรรมนี้หมายถึง การขจัดความเหลื่อมล้ําทางด้านเศรษฐกิจด้วย แต่ที่มิได้กล่าวถึงก็คือการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่จะต้องทําให้ระบบเศรษฐกิจสอดคล้องกับเรื่องของ สภาพอากาศ สอดคล้องกับพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระบบเมือง และการคมนาคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระบบป่าไม้ การจัดการน้ําที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้ดูเสมือนหนึ่งว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แต่อยากกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องเหล่านี้จะต้องนํามาบูรณาการ กับเศรษฐกิจ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจที่นําไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นจะต้องเป็น เศรษฐกิจที่ผูกพันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกกันว่าเศรษฐกิจสีเขียว หรือกรีนอีโคโนมี (Green Economy) ซึ่งเป็นการพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ ลดความเสี่ยง ทางด้านสิ่งแวดล้อมและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การลดคาร์บอน การใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพ การเติบโตสีเขียว ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษเรียกว่ากรีนโกรท (Green Growth) คือแนวทางสําหรับการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน เป็นการลดมลภาวะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการปล่อยของเสีย รวมทั้งใช้ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างความมั่นคง ทางด้านพลังงานการเติบโตสีเขียว จึงเป็นเรื่องแนวนโยบายที่สําคัญของรัฐเพื่อที่จะนําไปสู่ สิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจสีเขียว หรือกรีนอีโคโนมี (Green Economy) กระผมจึงขออนุญาต เพิ่มข้อความในมาตรา ๗๑ หลังจากคําว่า ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน อย่างทั่วถึงเป็นธรรม ขอเพิ่มคําว่า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และต่อด้วยคําว่า และยั่งยืน เพื่อที่จะให้องค์ประกอบของการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้มีพร้อมกันทั้ง ๓ ด้าน คือเศรษฐกิจเติบโต เศรษฐกิจเป็นธรรม และเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ได้ดําเนินการและนําเสนอ ให้เข้ามาอยู่ร่วมกันในการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เรื่องการขจัดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม ทางเศรษฐกิจ เรื่องการพัฒนาที่อยู่บนรากฐานของเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรื่องการเสริมสร้างวินัยการเงินและการคลังซึ่งกรรมาธิการท่านอื่น ๆ จะได้นําเรียนเสนอต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานสถิตย์นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านเป็นอดีต สปช. เป็นกรรมการ ก.พ.ร. และประธานอนุกรรมการเกี่ยวกับการปรับปรุง ระบบการเงินและงบประมาณของ ก.พ.ร. เป็นกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็เป็นอดีตอธิบดี กรมสรรพสามิต รวมทั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สปท. เลขที่ ๑๕๗ ครับ ผมขออนุญาตอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญใน ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย เกี่ยวกับการเงินการคลังของรัฐ ส่วนประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครับ
ประเด็นแรก จะเห็นว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีหมวดว่าด้วยการเงินการคลัง ซึ่งผมตรวจสอบดูแล้วก็เห็นว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ใช้ในประเทศไทยมาตั้งแต่แรก ทุกฉบับ ยกเว้น ๒ ฉบับ คือฉบับปี ๒๕๔๐ กับฉบับปี ๒๕๕๐ อันที่มีหมวดว่าด้วยการเงิน การคลังในรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ไม่มีนะครับ ก็เลยไปตรวจสอบดูว่าในนานาชาติเขาเขียน เรื่องการเงินการคลังไว้ในรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ก็ปรากฏว่านานาชาติส่วนมากจะไม่เขียนแล้ว ผมเอาไปให้เวิลด์แบงก์ (World Bank) ศึกษาดูว่าทําไมเป็นอย่างนั้น เขาก็บอกว่าเรื่องการเงิน เป็นเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก และมีนวัตกรรมเกิดขึ้นเยอะทั้งในภาครัฐ และเอกชน ถ้าไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะกระด้างตัวแล้วจะไม่สอดคล้องเขาก็เลย ไปเขียนไว้ในกฎหมายอื่น ในร่างรัฐธรรมนูญเราฉบับนี้แม้ว่าจะไม่มีหมวดว่าด้วยการเงินการคลัง แต่ก็มีการเขียนเรื่องการเงินการคลังไว้ในหลาย ๆ ที่นะครับ เช่นในหมวด ๕ ว่าด้วยหน้าที่ ของรัฐ มาตรา ๕๘ เขียนว่า รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพ มีความมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมาย ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ นั่นอันที่ ๑ หมวด ๗ ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วยรัฐสภา ส่วนที่ ๔ ซึ่งเป็นบทที่ใช้แก่สภาทั้งสองนี้ก็มีมาตราที่พูดถึงการเงินการคลังอยู่หลายมาตรา เช่น มาตรา ๑๓๕ มาตรา ๑๓๖ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๓๘ และมาตรา ๑๓๙ ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับการจ่ายเงินแผ่นดิน การทํางบประมาณ การเสนองบประมาณต่อสภา กําหนดเวลาที่สภาต้องพิจารณางบประมาณให้แล้วเสร็จ กระบวนการของคณะกรรมาธิการ ในการพิจารณางบประมาณ รวมทั้งบทว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในการจัดทํา งบประมาณซึ่งมีบทลงโทษด้วย เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ออกแบบวางระบบให้เรื่องการเงินการคลังไปกําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัย การเงินการคลัง และร่างรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ด้วยว่าในมาตรา ๑๕๙ (๒) บอกว่า กฎหมาย ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะปฏิบัติหน้าที่ในการจัดทํา ร่างกฎหมายนี้พร้อมกันกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอีก ๙ ฉบับ เพราะฉะนั้น ผมก็เลยคิดว่าอยากจะเสนอความเห็นถึงเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายฉบับนี้ว่าควรจะมีอะไร เพื่อว่า กรธ. ซึ่งจะเป็นผู้ร่างจะได้นําไปพิจารณาใช้ประโยชน์ ในประเทศไทยนี้จริง ๆ แล้ว เรามีกฎหมายเกี่ยวกับวินัยการเงินการคลังอยู่หลายฉบับ ขณะนี้ก็ยังใช้เป็นหลักก็มีอยู่ ๓ ฉบับ ฉบับแรก คือพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ ฉบับที่ ๒ คือพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ฉบับที่ ๓ คือพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ ทั้ง ๓ ฉบับนี้บางฉบับก็เป็นกฎหมายเก่าแก่ใช้มานานแล้ว แต่ว่าเนื้อหาสาระนี้ ต้องถือว่าเป็นคลาสสิก (Classic) มากและยังทันสมัย ยังใช้ได้อยู่ แล้วก็ยังใช้กันอย่าง หนักแน่นมั่นคง เพราะฉะนั้นในการร่างกฎหมายวินัยการเงินการคลังก็ควรจะให้กฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับนี้ดํารงอยู่ต่อไป แต่ว่าแค่นั้นไม่พอเหตุเพราะว่าการเงินของโลกนวัตกรรม เกิดขึ้นเยอะแยะและภาคเอกชนก็เอาไปใช้ ภาครัฐบาลก็เอาไปใช้ และการที่ใช้นวัตกรรม ทางการเงินต่าง ๆ ก็เลยทําให้วินัยการคลังซึ่งเป็นวินัยเหล็กของเรากลายเป็นวินัยที่สามารถ แทงทะลุได้ มีช่องโหว่ มีรูรั่ว เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นต้องมีกฎหมายที่เรียกว่าวินัยการเงิน การคลังของรัฐขึ้นมาทําหน้าที่ ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ควรจะทําหน้าที่สําคัญ ๓ ประการ
ประการแรก คือทําหน้าที่เป็นกฎหมายแม่บทที่กําหนดกรอบกว้าง ๆ เกี่ยวกับวินัยการเงินการคลังของรัฐ และทําหน้าที่เชื่อมประสานระหว่างพระราชบัญญัติ เงินคงคลัง พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ และพระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะ นั่นเป็นภารกิจที่ ๑ ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าคงจะทําหน้าที่ปิดช่องโหว่ทางการคลังที่เกิดใหม่ ในช่วงหลัง ซึ่งเกิดจากการมีนวัตการทางการเงินใหม่ ๆ เช่น การใช้นโยบายกึ่งการคลัง ซึ่งเดิมไม่เคยใช้แต่ในช่วง ๑๐ ปีหลังนี้มีการใช้เยอะ หรือว่าการใช้นโยบายประชานิยม แล้วก็เป็นช่องโหว่อยู่
ประการที่ ๓ ผมคิดว่าควรทําหน้าที่กําหนดกรอบความสัมพันธ์ทางการเงิน ระหว่างรัฐบาลกับหน่วยงานอื่นของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจ ธนาคารของรัฐ องค์การมหาชน องค์กรอิสระ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น แนวคิดก็คือว่าต้องมีบทบัญญัติ ในทํานองที่เราเรียกว่าพีเอสเอ (PSA) คือพับลิก เซอร์วิส แอคเคานต์ (Public Service Account) คือเป็นบัญชีที่เกี่ยวกับการให้หน่วยงานอื่นทําตามนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ใช้เงินของเขาเช่นมีบริการรถเมล์ฟรี ความจริงเป็นนโยบายรัฐบาลที่ต้องการ ให้ประชาชนที่ยากจนได้ขึ้นรถเมล์โดยไม่เสียสตางค์ แต่บริษัทรถเมล์เขาเป็นนิติบุคคล เป็นองค์กรที่เป็นนิติบุคคล และเขาก็มีกําไร ขาดทุน การวิ่งรถเมล์ทุกครั้งมันมีต้นทุน ความจริงภารกิจนี้เป็นภารกิจของรัฐ ที่เขาทําก็ทําตามนโยบายรัฐบาล เพราะฉะนั้น ควรจะต้องแยกบัญชีออกมาว่าที่วิ่งรถเมล์ฟรีมีต้นทุนไปเท่าไร แล้วก็เวลาไปคิดประสิทธิภาพ ของเขาจะได้ไม่ไปเหมารวมว่าเขาไม่มีประสิทธิภาพเพราะว่าเขาขาดทุน ความจริงก็ขาดทุน เพราะเขาไม่มีประสิทธิภาพ อาจจะเป็นจริงอย่างนั้น แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือ เป็นเพราะว่า เขาทําตามนโยบายรัฐบาล ตรงนี้ต้องมีบทบัญญัติที่ชัดเจนนะครับ นอกจากนั้นแล้วผมคิดว่า กฎหมายการเงินการคลังของรัฐก็ควรจะทํากรอบวินัยเกี่ยวกับด้านรายได้ เกี่ยวกับ ด้านรายจ่าย เกี่ยวกับทางด้านการงบประมาณ ทางด้านทรัพย์สินของรัฐ ทางด้านหนี้สิน ของรัฐ แล้วก็ด้านอื่น ๆ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สําคัญอยู่ ๕ ประการนะครับ
อันที่ ๑ ก็คือว่าต้องรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ได้
อันที่ ๒ ก็คือต้องพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้
อันที่ ๓ คือต้องลดความเหลื่อมล้ํา
อันที่ ๔ คือต้องสร้างความเป็นธรรมในสังคม
อันที่ ๕ คือต้องป้องกันการทุจริตได้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ สั้นนิดเดียวครับ ในเรื่องอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ในร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ เรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๔๗ บัญญัติว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอํานาจดูแลและจัดทําบริการสาธารณะเพื่อ ประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วก็มีวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ต่อไปนะครับ ซึ่งผมจะไม่อ่านเพราะว่าไม่ใช่ประเด็น ที่ผมจะยกขึ้น
ผมคิดว่าการกําหนดให้ อปท. มีหน้าที่และมีอํานาจดูแลจัดบริการสาธารณะ เท่านี้ผมคิดว่าไม่พอ เพราะว่าครอบคลุมไม่ถึงสิ่งที่ อปท. ทําอยู่ขณะนี้ และสิ่งที่เรา คาดหวังให้ อปท. ทําต่อไป สิ่งที่เขาทํามีที่เป็นบริการสาธารณะอยู่เยอะ ใช่ เป็นหลัก แต่สิ่งที่ ไม่ใช่บริการสาธารณะก็มี เช่น การทําแผนพัฒนาตําบล ทําแผนพัฒนาเทศบาล และทําแผนพัฒนาจังหวัด อันนี้ไม่ใช่บริการสาธารณะ หรือการที่บังคับให้ประชาชน มาจดทะเบียนราษฎร และการปฏิบัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎร แม้กระทั่งการจัดเก็บภาษี ผมถือว่าไม่ใช่บริการสาธารณะ จะเป็นการบังคับ เป็นการใช้อํานาจรัฐ เพราะฉะนั้น ผมจึงเสนอว่าตรงนี้น่าจะแก้ แก้ง่าย ๆ นิดเดียวนะครับ คือจากการที่เดิมบอกว่ามีหน้าที่ และอํานาจดูแลและจัดทําบริการสาธารณะ ก็แก้เป็น มีหน้าที่และอํานาจดูแล และจัดทําภารกิจสาธารณะและบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น เติมคําว่า ภารกิจสาธารณะ เข้าไป เพราะว่าสิ่งที่เขาทําคือพับลิกฟังก์ชัน (Public function) ไม่ใช่เฉพาะพับลิกเซอร์วิส (Public service) พับลิกเซอร์วิส (Public service) ทําอยู่แล้ว แต่เขาทําพับลิกฟังก์ชัน (Public function) ด้วย ถ้าเราบอกว่าเขียนเฉพาะ พับลิกเซอร์วิส (Public service) ก็จะไม่ครอบคลุม ทีนี้ประเด็นต่อไปก็คือว่าจริง ๆ แล้วจะไปปรากฏ กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะออกมาตามรัฐธรรมนูญ ก็มีข้อคิดอยากจะ เสนอว่าเวลาไปเขียนอํานาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เป็นหน่วยบริหารจัดการเชิงพื้นที่ อย่างเช่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นเทศบาล หรือว่าเป็น อบต. หรือว่าเป็น อบจ. ก็ตาม ต้องเขียนเป็นเนกาทีฟลิสต์ (Negative list) เขียนเป็นรายการลบ หมายความว่าเขียนว่า มีอํานาจหน้าที่ในการปกครองดูแลท้องถิ่นหรือทํานุบํารุงสาธารณสุขของประชาชนในท้องถิ่น อะไรที่เป็นการทํานุบํารุง พัฒนาท้องถิ่นทําได้หมด ยกเว้นห้ามมีกองทัพ ห้ามมีทูตต่างประเทศ หรือห้ามพิมพ์แบงก์เอง อะไรอย่างนี้นะครับ จะมียกเว้นจํานวนเท่าไรก็ได้ ๒๓๘ รายการก็ยังได้ แต่ต้องเขียนครอบคลุมว่าทําได้ทั้งหมด เพราะว่าถ้าเราไปเขียนโพสิทีฟลิสต์ (Positive list) อยู่ประมาณ ๔๐ กว่าอย่าง แต่ผมมาต่อ ให้เขียน ๓๐๐ อย่าง อย่างที่ ๓๐๑ ซึ่งไม่ได้เขียนไว้ทําไม่ได้ เวลานี้มี อปท. มาร้องเรียนว่า เขาจัดงานวันเด็กให้กับเด็กแล้วเขาก็เลี้ยงอาหารเด็กที่มาเที่ยวงานวันเด็ก แล้วเขาก็ถูก สตง. ตรวจสอบว่า อปท. ไม่มีอํานาจเลี้ยงอาหารเด็ก ซึ่งไปตรวจแล้วดูก็ไม่มีอํานาจจริง สตง. ก็ตรวจตามระเบียบ ตามอํานาจหน้าที่ ถ้าไม่มีอํานาจก็จ่ายไม่ได้ต้องเรียกคืนก็เพราะเหตุว่า เราไปพยายามที่จะเขียนโพสิทีฟลิสต์ (Positive list) แต่เขียนไม่หมด แนวคิดอันนี้ผมคิดว่า เป็นแนวคิดซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเหล่านี้ได้ทํามาใช้กับในเรื่องของสิทธิ ซึ่งเดิมเรา ไปเขียนสิทธิเป็นโพสิทีฟลิสต์ (Positive list) บอกว่าประชาชนมีสิทธิอะไรบ้าง แต่ในนี้ เขาบอกว่าสิทธิทั้งหลายนี้มีมาตั้งแต่เกิดแล้ว เป็นสิทธิของมนุษย์ ไม่ต้องมาบัญญัติว่า คุณมีสิทธิเดิน หรือคุณมีสิทธิกินข้าว มีหมดตามที่พึงมีในฐานะที่เป็นมนุษย์ แต่ว่ารัฐจะจํากัดสิทธิ ถ้าออกเป็นกฎหมายซึ่งมีบัญญัติไว้ แนวคิดทํานองนี้ผมก็อยากมาใช้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เวลาไปเขียนอํานาจหน้าที่ของ อปท. พูดถึงกฎหมายไม่ได้พูดถึงรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่จะออกตามรัฐธรรมนูญว่าให้เขียนเป็นอํานาจใหญ่ครอบคลุมไว้ แล้วก็มีเนกาทีฟลิสต์ (Negative list) ว่าทําอะไรไม่ได้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านสมชัยนะครับ ความจริงเรื่องโพสิทีฟลิสต์ (Positive list) กับเนกาทีฟลิสต์ (Negative list) เป็นแอปโพรช (Approach) อันหนึ่งซึ่ง กรธ. เอง ได้เขียนในหมวดว่าด้วยสิทธิและพยายามอธิบายแบบหงายไม่ใช่แบบคว่ํา เช่นเดียวกันการทํา เอฟทีเอ (FTA) เวลาเราเจรจาในกรอบต่าง ๆ ของประเทศไทยกับนานาประเทศก็จะเจอ ทั้ง ๒ แบบ ถ้าเป็นโพสิทีฟลิสต์ (Positive list) คือแบบปิดกั้น ถ้าไม่เขียนก็ไม่เปิดเสรี ในสินค้ารายการนั้น แต่ถ้าเป็นเนกาทีฟลิสต์ (Negative list) ก็ถือว่าเปิดอะไรที่จะไม่เปิด ถึงจะเขียน เพราะฉะนั้นกระบวนการนี้เพิ่งเห็นครั้งแรกนะครับ ที่ร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ มีการเอาหลักการแนวทางนี้เข้าไปเขียน ประเด็นในเรื่องของท้องถิ่นก็น่าสนใจ เพราะว่า ภารกิจต่าง ๆ มีมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นการสร้างความสมดุลระหว่างการแชร์ (Share) แบ่งปันอย่างที่ท่านถวิลวดีพูดถึง ทั้งเรื่องแชร์ (Share) เรื่องแคร์ (Care) เรื่องแฟร์ (Fair) อะไรทํานองนี้ก็อยู่ในการว่าเราจะใช้หลักการเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไร แล้วก็เป็นการนําเสนอ ที่น่าสนใจของ สปท. เราในหลักของการเขียน ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่หมวดมาตราที่ว่าด้วย เรื่องของปฏิรูปเศรษฐกิจเท่านั้น และเป็นเหตุผลว่าทําไมหมวดว่าด้วยปฏิรูปจึงควรแยก ออกมาต่างหาก ไม่ใช่อยู่ในบทเฉพาะกาล เฉพาะกิจ เพราะจะมีสารัตถะสําคัญอยู่ค่อนข้างมาก ใน ๑๑ ด้านการปฏิรูปตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ที่เราถือเป็นกรอบนะครับ ต่อไป เชิญท่านปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล ครับ รองเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล สมาชิก สปท. หมายเลขที่ ๙๖ ใคร่ขออนุญาตอภิปราย แล้วก็ให้ความคิดเห็นสั้น ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยวินัยทางการเงินและการคลัง ซึ่งกําหนดไว้ในมาตรา ๕๘ มาตรา ๑๓๖ และมาตรา ๑๓๗ เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าวินัย ทางการเงินการคลังนี้ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่จําเป็นแล้วก็สําคัญอย่างยิ่งยวดในการที่เรา จะบริหารจัดการให้ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ ซึ่งสภาพแวดล้อมเหล่านี้เป็นเงื่อนไข สําหรับการพัฒนาให้ยั่งยืนไปได้ในระยะยาว ทีนี้ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าวินัยทางการเงิน การคลังนั้นจะต้องเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการที่สอดคล้อง เชื่อมโยงกันในทุกองค์ประกอบ ทั้งทางด้านรายได้ เช่น การจัดเก็บรายได้ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิผล ทางด้านรายจ่ายการใช้จ่ายงบประมาณที่มีการจัดสรรอย่างเหมาะสม สอดคล้องตามลําดับ ความสําคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาและความจําเป็นที่เร่งด่วน แล้วการก่อหนี้ ที่เหมาะสมทางด้านบริหารสินทรัพย์ก็ต้องมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลประโยชน์ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยต่อแผ่นดิน แล้วก็เรื่องของการบริหารหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ ทีนี้ก็นับว่าเป็นที่น่ายินดีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กําหนดให้มีกฎหมายที่ว่าด้วย วินัยทางการเงินและการคลังไว้ในมาตรา ๕๘ มาตรา ๑๓๖ และมาตรา ๑๓๗ อันนี้ ก็ถือว่าต้องเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันมีความกังวลว่าถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้มีการกําหนดถ้อยคําอันเป็นการสะท้อน ถึงเจตนารมณ์ หรือความหมายครอบคลุมในเรื่องที่จะสร้างแล้วก็รักษาไว้ซึ่งวินัยทางการเงิน การคลัง โดยที่จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบริหารจัดการทั้ง ๔ องค์ประกอบดังที่ได้เรียน ตอนต้น แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องมีระบบเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) ที่ถ่วงดุลอํานาจในเรื่องของคณะกรรมการระดับชาติที่จะต้องถูกรองรับด้วยกฎหมาย ที่ว่าด้วยวินัยทางการเงินและการคลังแล้ว ในที่สุดการออกกฎหมายตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็อาจจะไม่สามารถสนองต่อเจตนารมณ์ในเรื่องของการรักษาไว้ แล้วก็สร้างและรักษาไว้ ซึ่งวินัยทางการเงินการคลังได้นะคะ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นประเด็นว่าแล้วในที่สุดกฎหมาย จะสามารถปิดช่องโหว่ในเรื่องของการบริหารการเงินการคลังในปัจจุบันนี้อย่างไร ซึ่งอันนี้ มีความเห็นว่าในมาตรา ๕๘ จุดเริ่มต้นของการเปิดประเด็นเข้าสู่ในเรื่องของกฎหมายว่าด้วย วินัยการเงินและการคลังนั้น จะสามารถกล่าวถึงวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ที่ทําให้มี ความเข้าใจตรงกันในการที่จะร่างกฎหมาย แล้วที่สําคัญซึ่งอันนี้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านดอกเตอร์สมชัย ท่านก็ได้พูดเอาไว้ด้วยเช่นกันว่าในที่สุดมีความสําคัญอย่างยิ่งในการ ที่ต้องจัดลําดับชั้นของการบังคับใช้และความเชื่อมโยงกับกฎหมายซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ ทั้ง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๐๒ ทั้งในเรื่องของ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะในปี ๒๕๔๘ ซึ่งมีการแก้ไขปรับปรุงในปี ๒๕๕๑ แล้วก็ พ.ร.บ. ว่าด้วยเงินคงคลัง รวมทั้ง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นด้วย ที่สําคัญก็คือมีความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ น่าจะต้องนําไปสู่การมีคณะกรรมการงบประมาณระดับชาติที่มีการรองรับด้วยกฎหมายฉบับนี้ และในที่สุดน่าจะต้องมีการจัดทําบัญชีการคลังสาธารณะที่เราเรียกว่าเป็นคอนโซลิเดเทด พับลิก แอคเคานต์ (Consolidated public account) ในที่สุด ซึ่งการทําบัญชีการคลังสาธารณะ ในลักษณะอย่างนั้นสามารถสะท้อนให้เห็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คอนทินเจนต์ ไลอะบิลิตี (Contingent liability) ต่าง ๆ นะคะ เราก็จะสนองตอบสอดคล้องกันกับ การทําระบบบัญชี เช่นของควอไซฟิสคัล (Quasi-fiscal) หรือนโยบายที่กึ่งการคลังแล้วก็ จัดทําระบบบัญชีที่แยกกัน อันนี้เราจะทําให้เห็นว่าความเสี่ยงในที่สุดแล้วมีอะไรบ้าง ในที่สุดแล้ว สิ่งที่เหลือเป็นช่องว่างของตัวงบประมาณที่สามารถนําไปใช้ได้เพื่อจุดประสงค์ในเรื่อง ของยุทธศาสตร์มีเท่าไรกันแน่ ตัวฟิสคัลสเปซ (Fiscal space) ที่ว่านั้น แล้วท้ายที่สุดดิฉัน ก็มีข้อกังวลว่าในเรื่องการบริหารการเงินการคลังของรัฐภายใต้กฎหมายที่ว่าด้วยวินัย ทางการเงินและการคลังของรัฐ แล้วก็กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจําเป็นในที่สุด แล้วต้อง ตั้งอยู่บนส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างการใช้หลักแห่งกฎหรือที่เราเรียกว่าเป็นรูลเบส (Rule-based) แล้วการให้อํานาจในการใช้ดุลยพินิจที่เราเรียกว่าเป็นดิสเครชันเบส (Discretion-based) ตัวอย่างก็คือว่าควรจะยังคงไว้ซึ่งการกําหนดกรอบความยั่งยืนทางการคลังหรือที่เราเรียกว่า ตัวฟิสคัลซัสเทนอะบิลิตี (Fiscal sustainability) ให้เป็นเพียงมติของ ครม. ที่สามารถ ปรับเปลี่ยนได้และมีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์หรือไม่ หรือว่าตัวนี้จะถูกกําหนดไว้ ในกฎหมายซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียตามมา ดังนั้นการที่มีเจตนารมณ์ที่เขียนเอาไว้ชัด เจตนารมณ์แห่งการมีกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะฉะนั้นขออนุญาตปิดท้ายว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่ว่าเจตนารมณ์ของการกําหนดไว้ซึ่งการมีกฎหมายว่าด้วยวินัยทางการเงิน การคลังในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอย่างไร ต้องการให้ครอบคลุมแค่ไหน ดังนั้นการเพิ่มถ้อยคํา ให้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน ซึ่งนัยก็คือความหมายและการครอบคลุม ในองค์ประกอบ ๔ อย่างที่ดิฉันได้เรียนในตอนต้นก็เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วมาตรา ๕๘ ซึ่งเป็นมาตราเปิดประเด็นนี้เป็นจุดหนึ่งที่มีความสําคัญว่าน่าจะได้ สร้างความชัดเจนในระดับหนึ่ง ถึงแม้เราจะเป็นห่วงกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญจะมีความเยิ่นเย้อ แล้วยาวไปก็ตาม แต่ว่าการเขียนอย่างกระชับแล้วก็ให้บ่งชี้เข้าใจตรงกันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ และท้ายที่สุดสิ่งที่สําคัญก็คือว่ากฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังภาครัฐนี้ในที่สุด น่าจะต้องนํามาซึ่งการถ่วงดุลอํานาจเรื่องของการจัดงบประมาณที่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ระดับต้น ในการจัดวงกรอบงบประมาณต่าง ๆ ก่อนที่มาถึงเรื่องระเบียบวิธีงบประมาณ การพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณ ซึ่งอันนี้คณะกรรมการระดับชาติซึ่งรองรับด้วยกฎหมายว่าด้วยวินัย การเงินและการคลังของรัฐนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ดิฉันก็มีความเห็นที่อภิปราย เพิ่มเติมจากท่านดอกเตอร์สมชัยเพียงเท่านี้นะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๙๙ ผมมีประเด็นอยู่เพียง ๒ ประเด็นที่จะ ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฏกับพวกเราอยู่ในขณะนี้ ประเด็นแรก ก็คงจะเกี่ยวพันกับเรื่องของเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องที่คณะอนุกรรมาธิการที่พวกผมรับผิดชอบอยู่ ส่วนประเด็นที่ ๒ คงจะเกี่ยวพันกับเรื่องที่หลายท่านได้อภิปรายไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ก็คือ ความเป็นห่วงในเรื่องของการที่รัฐจะดําเนินการตามยุทธศาสตร์ ซึ่งพวกเราหลายกลุ่ม หลายคณะได้พยายามร่างกันมาแล้วก็พยายามผลักดันให้เกิดมีการขับเคลื่อนต่อไป
ในส่วนของประเด็นแรก ได้มีการพูดจากันในเวทีนักเศรษฐศาสตร์ ในเวที ของรัฐบาลใน คสช. แม้แต่ในเวทีของสภานี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยถึงเวลาที่จะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการแข่งขันโดยใช้ประสิทธิภาพในการผลิตไปเป็นการใช้นวัตกรรม เพราะว่า ประสิทธิภาพในการผลิตของเราก็เริ่มประสบปัญหา ไม่ว่าการนําเข้าเทคโนโลยี การที่ ราคาค่าแรงงานของเราสูงขึ้น ค่าขนส่งต่าง ๆ แปรปรวนตามราคาน้ํามัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะพยายามเสริมสร้างนวัตกรรมภายในประเทศแล้วก็คุ้มครอง นวัตกรรมภายในประเทศให้ผู้ที่ทํางานวิจัยก็ดี ผู้ที่นํานวัตกรรมไปใช้ก็ดี ผู้ที่ลงทุนก็ดี สามารถ มีความมั่นใจได้ว่านวัตกรรมที่สร้างขึ้น ที่จะนําไปขาย หรือที่จะนําไปประกอบอาชีพเองได้รับ การคุ้มครอง ในรัฐธรรมนูญเก่า ๆ ก็ปรากฏว่าเรื่องนี้ได้มีการพูดกัน แต่ว่าในร่างรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันซึ่งได้นําเสนอมา ณ ขณะนี้ก็ยังคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีการหยิบยกขึ้นมา ซึ่งผมเห็นว่า เรื่องนโยบายการที่จะคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งกับ การก้าวไปข้างหน้าในวิถีที่เราคิดกันไว้ ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจจะบรรจุไว้ในมาตรา ๖๕ เป็นการ เพิ่มเติมก็ได้ ในความคิดของผมนั้นถ้าเผื่อว่าเราสามารถที่จะคุ้มครองเรื่องเหล่านี้ได้อย่าง จริงจัง นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักนวัตกรรม หรือแม้ผู้ที่ลงทุนจากนวัตกรรมก็ดี ก็จะมี ความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ เรื่องการจดทะเบียนสิทธิต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่อง อินเทลเลกชวลพร็อพเพอร์ตี (Intellectual Property) หรือไอพี (IP) ขอโทษที่ต้องใช้ ภาษาอังกฤษ หลายประเทศในอาเซียน (ASEAN) นําเราไปแล้วนะครับ ตรงนี้เราต้องให้ความสนใจ ทั้งในแง่ของกระบวนการ ทั้งในแง่ของตัวกฎหมาย ที่จะทําให้เรื่องเหล่านี้สะดวกกับ นักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม ผู้ที่จะนํานวัตกรรมไปใช้ให้ได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้จําเป็นที่จะต้อง ปรากฏไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐที่นําเสนอในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประการที่ ๒ เป็นเรื่องที่หลายคนได้พูดไปแล้ว แต่ว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง อย่างยิ่งก็คือเรื่องของบทบัญญัติตามมาตรา ๖๑ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดให้มี ยุทธศาสตร์เอาไว้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ ซึ่งในบทบัญญัตินี้เป็นเรื่องซึ่งเรา ได้พยายามดําเนินการมาตลอดในช่วงปีเศษ ๆ แล้วก็คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้นอกจาก จะเรื่องการแก้ไขปัญหาการฉ้อโกงแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสําคัญก็คือ การปฏิรูปประเทศ นวัตกรรมใหม่ของร่างรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ก็มีอยู่ว่าเราได้แบ่งเรื่องของ แนวนโยบายออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเขียนในหมวด ๕ เป็นเรื่องหน้าที่ของรัฐ ซึ่งก็หมายความว่ารัฐต้องทํา แล้วก็มีกระบวนการตรวจสอบ มีกลไกในการตรวจสอบ ในลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรต่าง ๆ ที่มีเขียนไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ว่าเรื่องของการปฏิรูปหรือยุทธศาสตร์ชาตินั้น กลับมาเขียนไว้ ในหมวด ๖ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวนโยบายแห่งรัฐ และในหมวดนี้มาตรา ๖๐ เขียนไว้ชัดเจนว่า บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดําเนินการตรากฎหมาย และกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการฟ้องร้องรัฐ ซึ่งก็หมายความว่าถ้ารัฐไม่ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ การแก้ไขปัญหาคงจะต้อง อยู่ที่สภา เพราะว่าเท่าที่ผมตรวจสอบดูคนที่จะค้านหรือยกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐที่ไม่ทําตาม ยุทธศาสตร์คงจะต้องเป็นการดําเนินการผ่านสภาทั้งสภาสูงและสภาล่าง ซึ่งอันนี้อาจจะ ไม่ได้สร้างความมั่นใจมากนักให้กับประชาชนซึ่งคาดหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็น ร่างรัฐธรรมนูญที่สามารถทําให้การปฏิรูปก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและมั่นคงตามนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐในขณะนี้และสภาต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาได้กําหนดไว้ กระผมเห็นว่าเรื่องนี้อย่างน้อยที่สุด คงจะต้องมีมาตรการในการตรวจสอบว่ารัฐได้ดําเนินการให้มีการปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ชาติ ได้มากน้อยเพียงใด ตรงกับที่มีการสนับสนุนไว้หรือไม่ ผมเข้าใจว่าเรามาใส่ไว้ในเรื่องของ แนวนโยบายแห่งรัฐ เพราะว่าถ้าใส่ไว้ในเรื่องที่รัฐต้องทํามันจะแข็งตัวมากเกินไป สิ่งที่ผม วิงวอนก็คือว่ากลไกในการตรวจสอบ กลไกที่จะช่วยดูให้การดําเนินการของรัฐเป็นไปตาม ยุทธศาสตร์ชาติให้ได้ ซึ่งกลไกเช่นว่านี้เราก็มีทางทําหลายประการด้วยกัน เช่นไปฝากไว้กับ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่นผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือเราอาจจะสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ ผมจําได้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งเคยมีองค์กรที่เรียกว่า
- ๑๐๕/๑ สภาที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ แต่เราก็ยุบเลิกไปเสียจะด้วยเหตุที่ว่าไม่ทํางาน หรือว่าด้วยเหตุ ที่การได้มาของผู้ที่เป็นสมาชิกถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่อง แต่ผมคิดว่าถ้าจะสร้างองค์กร ขึ้นมาหรือใช้องค์กรที่มีอยู่ช่วยตรวจสอบการดําเนินการของรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติก็จะเป็นประโยชน์ แต่ว่ามีข้อสังเกตเพียงอย่างเดียวก็คือองค์กรที่จะมอบให้ ไปดูแล หรือองค์กรที่จะสร้างมาเพื่อที่จะกํากับดูแลเรื่องพวกนี้ควรจะมีความชอบธรรม ในทางการเมืองเช่นเดียวกัน องค์กรที่เกิดขึ้นควรจะต้องมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และภาคประชาชนให้มาก เพราะว่าคนที่ถูกกระทบกระเทือนคือประชาชนกับประชาสังคม ควรจะมีตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ที่ครบถ้วนในการที่มาช่วยกํากับดูแลสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น ประเด็นในส่วนที่เกี่ยวข้องผมก็มีแค่ ๒ ประเด็นเท่านั้นนะครับท่านประธาน คือเรื่องเกี่ยวกับ การบรรจุเรื่องของการดูแลการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับเรื่องของทําอย่างไรที่จะ ทําให้การดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติบรรลุผล โดยมีกลไกในการควบคุม ดูแลที่เหมาะสมพอสมควร ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ กระผม นายมนู เลียวไพโรจน์ สปท. ลําดับที่ ๑๑๕ ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ ก่อนอื่นกระผม ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กรุณาจัดร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) ซึ่งเป็นร่างเบื้องต้นได้อย่างกระชับและไม่เยิ่นเย้อ ซึ่งก็เป็นส่วนดี ที่ผมขอชื่นชมนะครับ แต่ว่ามีบางเรื่องกระชับมากจนกระทั่งเรื่องสําคัญหายไปทั้งกระบิ ซึ่งกระผมคงต้องขออนุญาตถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกได้กรุณา รับทราบ ประเด็นสําคัญที่ผมอยากจะยกถึงก็คือหมวด ๖ ที่ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๖๙ จนถึงมาตรา ๗๓ ในมาตรา ๖๙ นั้นค่อนข้างจะชัดเจนก็คือ รัฐพึงจัดให้มีมาตรการ หรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ผลผลิตมีปริมาณ และคุณภาพสูง มีความปลอดภัยโดยใช้ต้นทุนต่ําและสามารถแข่งขันในตลาดได้ นั่นก็เป็นประเด็น ที่กระผมอยากจะกราบเรียน แล้วก็มีมาตรา ๗๐ มาตรา ๗๑ มาตรา ๗๒ และมาตรา ๗๓ ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกันพอสมควรนะครับ ผมจะไม่อ่านทุกรายการ แต่ว่าจะขอเน้นในเรื่องสําคัญ ๆ มาตรา ๖๙ เห็นชัดเจนว่ารัฐพึงให้ความช่วยเหลือภาคเกษตรนะครับ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเรามองถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศไทยประกอบด้วยภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคบริการนั้นมีทั้งภาคท่องเที่ยว มีทั้งภาคขนส่ง และเรื่องอื่น ๆ เช่น โลจิสติกส์ (Logistics) การคมนาคม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ เห็นแต่เฉพาะภาคเกษตรอย่างเดียว ท่านประธานครับ ประเทศไทยเราเริ่มพัฒนาจริงจังในด้านของการพัฒนาเกษตร อุตสาหกรรม และบริการนั้นเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ นะครับ ซึ่งสมัยนั้นขออนุญาต จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้จัดตั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็นสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตรงนี้ก็ได้ มีการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ ก็ ๖๐ ปีมาแล้ว ประมาณ ๕๔ ปี ซึ่งขณะนี้เราก็อยู่ในแผน ๑๑ กําลังเข้าแผน ๑๒ แต่ละแผนเริ่ม ๕ ปี ในเริ่มแรก ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเน้นทางด้านภาคเกษตรในเรื่องของการขนส่ง ในเรื่องของการส่งข้าวออกต่างประเทศ ส่งออกไม้สัก ยางพารา มันสําปะหลัง สมัยนั้น คงจะเป็นที่รู้จักกันดีนะครับ พอต่อมาแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๓ ฉบับที่ ๔ ก็เน้นทางด้านพัฒนาภาคอุตสาหกรรมการเกษตร และต่อมาก็มีการเน้นในเรื่องของ การส่งเสริมอุตสาหกรรมทดแทนการนําเข้า ต่อมาก็ส่งเสริมอุตสาหกรรมในการส่งออก และในปัจจุบันนี้ก็มีอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงไปจนถึงในอนาคตนะครับ ก็จะมี การสร้างอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่าสูง ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งหมด ซึ่งมีภาคเกษตรเป็นภาคหลัก และเราคงไม่ปฏิเสธว่า ภาคเกษตรนั้นเป็นภาคที่สําคัญของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันในตัวของภาคอื่น ๆ ก็มี ความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน เพราะฉะนั้นในภาคที่สําคัญของเศรษฐกิจก็จะมีทั้ง ภาคเกษตร ซึ่งก็ทราบดีว่าเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์เกษตร แล้วก็มีการส่งออก นํารายได้ เข้าประเทศเป็นจํานวนมากทีเดียว ในขณะเดียวกันมีภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ แล้วทั้งหมดนี้เป็นภาคที่สําคัญ และในขณะเดียวกันภาคนี้นะครับ ผมขออนุญาตอีกนิดหนึ่ง จะจบแล้วครับ ได้ไหมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือที่เรียกว่าเอสเอ็มอี (SMEs) เป็นภาคที่สําคัญที่สุดในทั้งหมดนี้ ไม่ว่าในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและบริการ มีเอสเอ็มอี (SMEs) อยู่ในนั้นทั้งนั้น และเอสเอ็มอี (SMEs) เป็นกิจการทั้งสิ้น ๒.๗ ล้านรายในประเทศ ประมาณ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของกิจการทั้งหมด มีการจ้างงานประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๑๓ ล้านคน แล้วก็ส่งออกประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของการนําเข้าทั้งหมด นี่ก็เป็นเรื่องของภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และในภาคทั้งหมดนี้อยู่ในส่วนของเอสเอ็มอี (SMEs) หรือวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม เพราะฉะนั้นกระผมขอเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรกําหนด นอกจากภาคเกษตรแล้วควรจะต้องมีภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจของประเทศตามแนวนโยบายแห่งรัฐ หมวด ๖ ขอเพิ่มเรื่องเหล่านี้ด้วย เราจะเห็นได้ว่าภาคเกษตรนั้นถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นก็ถือว่าเป็นเส้นเลือด หล่อเลี้ยงสังคมเศรษฐกิจของชาติเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงขออนุญาตนําเสนอให้มีการกําหนด ภาคอื่น ๆ นอกจากภาคเกษตรที่กระผมได้กล่าวไปแล้วในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ครบทุกประการครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านปลัดมนูนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านกลินท์ สารสิน เป็นรองประธานหอการค้าไทย และเป็นประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชิญครับ ท่านต่อไปเตรียมตัวนะครับ ท่านชูชาติ อินสว่าง ท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม แล้วก็ ท่านสุดท้ายคือท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ๓ ท่านสุดท้ายท่านละ ๕ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิก ผม กลินท์ สารสิน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๔ ขอบคุณ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านเขียนชัดเจน แต่มีบางส่วนที่อยากจะเพิ่มเติมนะครับ เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านมนู เลียวไพโรจน์ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านก็บอกไปแล้วว่านอกจาก เกษตรแล้วควรจะมีมิติด้านอื่นด้วย วันนี้ผมอยากจะเสนอเรื่องมิติของด้านการท่องเที่ยว จะคุยเรื่องการท่องเที่ยวเป็นอิสชูเบส (Issue-based) ซึ่งเรื่องที่สําคัญมาก ๆ ตอนนี้ คือเวลาคนจะมาลงทุนหรือว่ามาเที่ยวประเทศไทยหลัก ๆ เขาดูเรื่องความปลอดภัยชีวิต และทรัพย์สินหรือว่าเซฟตี แอนด์ ซีคิวริตี (Safety and security) อันนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีเขียนเลย มีเขียนอยู่ ๒ ตอน เรื่องความปลอดภัยในมาตรา ๖๙ เรื่องการเกษตร ความปลอดภัย ใช้ต้นทุนต่ํา อีกเรื่องหนึ่งมาตรา ๗๐ เรื่องคุ้มครองแรงงาน ได้รับความปลอดภัยในการทํางาน แต่ในด้านความปลอดภัยชีวิต ทรัพย์สิน ที่คนมาเที่ยว หรือว่าคนมาลงทุนประเทศไทยไม่มีเลยนะครับ ก็อยากฝากเรื่องนี้เอาไว้ในการอภิปรายครั้งนี้ จะพูดถึงมาตรา ๖๑ ยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๖๖ แล้วก็มาตรา ๗๑ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เราจะมุ่งเน้น ๓ เรื่องด้วยกันหลัก ๆ คือ
เรื่องแรก เรื่องการบูรณาการการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
เรื่องที่ ๒ เรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ํา
เรื่องที่ ๓ คือการเสริมสร้างความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว ณ ปัจจุบัน การท่องเที่ยวเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทํารายได้ให้ประเทศประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของประเทศทั้งหมด แต่ปัจจุบันก็ยังไม่อยู่ในประเด็นด้านเศรษฐกิจ ก็อยากให้ระบุ อยู่ในด้านเศรษฐกิจของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ ทางด้านการท่องเที่ยว เรื่องการปฏิรูป ก็มีเรื่องแรกที่อยากจะพูดถึงคือการปรับองค์กรให้มีการปฏิรูปทั้งระบบ มีการบูรณาการ โดยการทบทวนโครงสร้างและหน้าที่ของหน่วยงานในภาครัฐให้เหมาะสม ให้มีหน่วยงาน ด้านท่องเที่ยวทั้งหมดเบ็ดเสร็จอยู่ใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่องนี้สําคัญนะครับ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีกลไกต่าง ๆ มีการขับเคลื่อน แล้วก็ทบทวนหน้าที่ ของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ชัดเจน ไม่ให้ซ้ําซ้อนกัน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันนี้ผมเห็นด้วย อีกข้อหนึ่ง มาตรา ๗๑ พูดถึงว่าบทบาทของรัฐมีหน้าที่สนับสนุนแล้วก็อํานวยความสะดวก อันนี้เห็นด้วยนะครับ คือที่ผ่านมารัฐมีหน้าที่ควบคุมอย่างเดียวดูว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ต้องการการสนับสนุนด้านไหนได้บ้าง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ตอนนี้ถ้าเป็นไปได้ถ้ามีกลไกตั้งคณะกรรมการบูรณาการเกี่ยวกับ ด้านท่องเที่ยวจะเป็นระดับประเทศ ระดับจังหวัดก็ควรจะมี โดยมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนด้วย ตอนนี้ ณ ปัจจุบันก็มีคณะกรรมการเรียกว่าคณะกรรมการ นโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ท.ท.ช. ซึ่งอันนี้ก็เป็นนโยบายสําคัญ แต่ขณะเดียวกันทั้งหมด มีอยู่ ๓๑ คณะกรรมการนี้จะมีเอกชนอยู่แค่ ๓ คนเท่านั้นเอง ถ้าเป็นไปได้อยากจะเพิ่ม ผู้ทรงคุณวุฒิในนี้ด้วยครอบคลุมทั้งด้านเอกชนก็ดี หรือว่าชุมชน หรือว่ามีด้านสถาบันการศึกษา ในนี้ด้วย
เรื่องถัดมา เรื่องการปรับปรุงพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับทางด้านธุรกิจ ท่องเที่ยว รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย เช่นการบังคับใช้พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจ ของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ สําหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อันนี้เป็นเรื่องป้องกันและแก้ไขปัญหาการครอบครองธุรกิจ ของคนต่างชาติรูปแบบนอมินี (Nominee) เรื่องนี้สําคัญมาก ๆ นะครับ
เรื่องถัดมา ณ ปัจจุบันก็มีโรงแรมผิดประเภทค่อนข้างมาก ซึ่งตอนนี้ จริง ๆ แล้วเขาอยากถูกประเภทแต่ขณะเดียวกันพระราชบัญญัติต่าง ๆ ออกมาไม่อํานวย เพราะฉะนั้นต้องกลับมาดูอีกทีว่าสามารถช่วยเหลือได้ไหม ขนาดไหนนะครับ ต่อมา เรื่องการปฏิรูปด้านมาตรฐานการจัดแหล่งท่องเที่ยวของไทยให้อยู่ระดับสากล ควรจะมี เช็กลิสต์ (Checklist) ว่ามาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวของเราเป็นแบบไหนโดยมาตรฐานสากล และการจัดระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวของเรา และขณะเดียวกันที่ไหนยังไม่ได้มาตรฐาน ควรจะมีการพัฒนาปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้นทั้งนี้ทั้งนั้นที่สําคัญที่สุดคือ ด้านการคมนาคมเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางบก ทางน้ํา ทางอากาศ ให้สะดวกทุกด้าน รวมถึงเรื่องความสะอาด ตอนนี้มีนักท่องเที่ยวยิ่งมากแสดงว่าเรื่องขยะก็เพิ่มมากขึ้น ทําอย่างไรให้มีการกําจัดขยะได้ไหม ห้องน้ําสะอาดหรือเปล่า อาหารสะอาดไหม ความปลอดภัยเมื่อสักครู่นี้พูดถึงแล้วความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินต้องดูแลอันนี้ด้วย อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันคนมาเที่ยวเยอะก็ทําลายสิ่งแวดล้อม ด้วยต้องมีการดูแลให้ครบถ้วน นอกจากนี้แล้วควรมีการบริหารความสามารถในการรองรับ ของนักท่องเที่ยวด้วย บางแห่งไม่สามารถรับมากก็ควรจะลิมิต (Limit) ควรจํากัดเอาไว้ และการบริหารการจัดเก็บรายได้อย่างโปร่งใสของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอาจจะ โดยมีองค์กรภายนอกหรือว่าเอาต์ซอร์ส (Outsource) มาเก็บโดยใช้ระบบเทคโนโลยี สมัยใหม่มาเก็บ แล้วก็มีการกระจายงบสู่ท้องถิ่นให้ถูกต้องและเหมาะสมต่อการรองรับ นักท่องเที่ยวด้วย เพราะบางแห่งคนมาท่องเที่ยวเยอะแต่ไม่มีการกระจายงบไปสู่เขา
เรื่องสุดท้าย มีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมการท่องเที่ยวของคนในท้องถิ่น ควรจะมีกลไกการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นโดยการพัฒนาท้องถิ่น โดยการพัฒนาคน ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ แรงงาน ชุมชน เพื่อสร้างเครือข่ายของความร่วมมือ พัฒนามาตรฐาน แล้วก็เรื่องการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์ เพื่อสร้างสรรค์สินค้าหรือบริการใหม่ ๆ ออกมา การตั้งคณะกรรมการบูรณาการท่องเที่ยวจังหวัด เป็นกลไกสําคัญในการถ่ายทอดข้อมูลต่าง ๆ ทุกภาคส่วนถึงเศรษฐกิจฐานรากด้วย
อีกเรื่องหนึ่ง คือทําอย่างไรรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนรวมทั้งนักท่องเที่ยวด้วย มีจิตสํานึกรับผิดชอบในการช่วยเหลือช่วยกันดูแลรักษาความสะอาด กําจัดขยะ และดู ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินคนที่มาเยือนท่องเที่ยวนะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องให้ความสําคัญกับการจัดเก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับประวัติ เรื่องราว วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่องนี้สําคัญมาก ๆ ดูแลท้องถิ่น เก็บให้ได้
มีอีก ๒ เรื่องด้วยกันเรื่องใหญ่ แต่สรุปว่าเราควรส่งเสริมการท่องเที่ยว รูปแบบเฉพาะที่มีศักยภาพ เช่น เรื่องท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือว่าสปอร์ตทัวริซึม (Sport tourism) หรือว่าการสร้างแหล่งท่องเที่ยวแบบใหม่ ๆ หรือแมนเมดทัวริซึม (Man-made tourism) ยกตัวอย่างอาจจะมีดิสนีย์แลนด์ อาจจะมีเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment complex) อะไรต่าง ๆ ออกมาก็เป็นไปได้ การเชื่อมโยงคอนเนกทิวิตี (Connectivity) นี่สําคัญ เรื่องระบบคมนาคม การไปถึงแหล่งท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทําอย่างไร การเชื่อมโยงต่าง ๆ การใช้ไอที (IT) มาช่วยดูแลข้อมูลการจองที่พัก ก็สําคัญเหมือนกัน มีเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณท่านกลินท์นะครับ ท่านสมาชิกที่แจ้งไว้ทั้งหมด ๓ ท่าน เผอิญ ๒ ท่านได้ถอนการอภิปราย คือท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดี กรมทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็ท่านสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นอดีต สปช. แล้วก็ประธาน กรรมการบริหารมูลนิธิสัมมาชีพ เพราะฉะนั้นท่านชูชาติ อินสว่าง จะเป็นท่านสุดท้ายของ วันนี้นะครับ โดยที่ท่านเป็นประธานชมรมสหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย และเป็นอดีต สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปท. ๐๔๑ ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่าน สปท. และเรียนพี่น้องชาวสหกรณ์ ๓๕ ล้านคนทั่วประเทศ ต่อไปนี้เป็น ๕ นาทีทอง และคงเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้พูดกันถึงเรื่องสหกรณ์ ถ้าไม่มีก็คงไม่มีแล้วนะครับ เพราะว่าผมได้ทําหน้าที่ตอน สปช. แล้วก็ทําหน้าที่ตอน สปท. อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ทําไมผมถึงกล่าวว่า ๓๕ ล้านคนทั่วประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ จํานวนสหกรณ์ทั่วประเทศมี ๘,๐๐๐ กว่าสหกรณ์ มีสมาชิกของ สหกรณ์ทั้ง ๗ ประเภท ๑๑,๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน นั่นคือเดือนมีนาคม ๒๕๕๘ ในจํานวน ๑๑ ล้านคน ถ้าเอาครอบครัวละ ๓ คนก็คือ ๓๕ ล้านคนทั่วประเทศแน่นอน เพราะว่า ครอบครัวหนึ่งจะเป็นสมาชิกทั้ง ๒ คนผัวเมียแล้วก็ลูกด้วยไม่ได้นะครับ ต้องเป็นได้คนเดียว ใน ๑ ครอบครัว ยกเว้นจะแยกครอบครัวไปเสียก่อน เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าในกระบวนการ สหกรณ์มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ผมเป็น สปช. ผมได้อภิปรายเรื่อง สหกรณ์หลายครั้ง เนื่องจากว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้กล่าวไว้ว่ารัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์ มาในปี ๒๕๕๐ ก็ยังอยู่นะครับ แล้วพอในปี ๒๕๕๗ หายไปเลยครับ แล้วคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคราวที่แล้วยังมีมาตราที่ ๒๐๐ กว่า ในวรรคหก ยังมีสนับสนุนระบบสหกรณ์ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หายไปเลยครับ มาอยู่ ตรงไหนครับท่านประธาน มาอยู่ในหมวด ๓ เป็นสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งกําหนดหัวข้อเรื่องไว้เลยนะครับว่าบุคคลย่อม ไม่ต้องกลัวหรอกครับ อย่างไรเขาก็ย่อมอยู่แล้ว ย่อมไปใช้สิทธิในการเป็นสมาชิกสหกรณ์อยู่แล้ว เพราะสมาชิกสหกรณ์ได้รับสิทธิประโยชน์ มากมาย และที่สําคัญหลักการของสหกรณ์ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพว่าต้องสมัครใจ ๒. ควบคุมโดยหลักประชาธิปไตย และมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ หัวใจของนักสหกรณ์เลยครับ คือรวมกันซื้อ รวมกันขาย สามารถมีอํานาจต่อรองกับพ่อค้านะครับ เพราะฉะนั้นทุนนิยม สังคมนิยมเท่ากับตรงข้ามสหกรณ์ สหกรณ์นี้ปกครองแบบตนเองและเป็นอิสระ ให้มี การศึกษาและอบรมสารสนเทศ มีความร่วมมือกันและเอื้ออาทรต่อชุมชน ท่านประธาน ที่เคารพครับ อุดมการณ์ของเรา เราเชื่อกันว่าการช่วยเหลือตัวเองและการช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันจะนํามาซึ่งความเข้มแข็งของชุมชนได้ ผมกราบขอบพระคุณ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๙ นะครับ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ทุกครั้งที่ท่านออกพื้นที่ท่านจะพูดอยู่เป็นประจํา ว่าให้สหกรณ์เข้มแข็ง ๆ เพราะฉะนั้นจะเข้มแข็งได้วันนี้ร่างรัฐธรรมนูญช่วยหน่อยเถอะครับ ช่วยเอาไปไว้ในหมวด ๕ ได้ไหมครับ หน้าที่ของรัฐ รัฐต้องพึง ไม่ได้นะครับ รัฐต้อง ส่งเสริมและสนับสนุนคุ้มครองระบบสหกรณ์ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ท่านประธานครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าปัจจุบันนี้สหกรณ์ทุกสหกรณ์ได้ออกมา ช่วยเหลือตัวเองแล้ว ได้ออกมาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีตั้ง ๗ ประเภท มีคน ๓๕ ล้านคนนะครับ ขณะนี้รัฐเองต้องใช้กระบวนการสหกรณ์ให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งขณะนี้วิกฤติภัยแล้งต้องใช้ระบบสหกรณ์เข้าไปช่วย เพราะสหกรณ์มีทุนศึกษาอบรม มีทุนการดําเนินงานครบถ้วน อย่าไปมองสหกรณ์ที่ไม่ดีเป็นตัวอย่าง มองสหกรณ์ดี ๆ อย่างสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์เป็นตัวอย่าง ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ดังนั้นเพื่อให้การสหกรณ์เจริญก้าวหน้าในกิจการ และมีบทบาทสําคัญในเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งในภาคการผลิต การบริโภค การค้า และการบริการต่าง ๆ ให้มีส่วนช่วยในการพัฒนา ด้านสังคม ศึกษา วัฒนธรรม และเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย จึงขอให้ท่านบัญญัติคําว่า สหกรณ์ เป็นมาตราหนึ่งในแนวนโยบายซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐนะครับ
สุดท้ายนะครับท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพครับ ประเทศไทยต้องการให้มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน พี่น้องชาวสหกรณ์ไปขยายความนะครับ จะมั่งคั่ง พี่น้องชาวสหกรณ์ของผมต้องด้วยความพยายาม จะมั่นคง ต้องด้วยพลังของนักสหกรณ์ทุกคน และจะยั่งยืนก้าวหน้าก็ด้วยความสําเร็จครับ ฝากท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยครับ คงสุดท้ายแล้วนะครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูง ผมจะไปบอกพี่น้องประชาชนผมทั่วประเทศได้ในวันพรุ่งนี้เช้าเพราะผมฝันดีครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณสําหรับนาทีทองนะครับ ความจริงท่านชูชาติ อินสว่าง ได้ช่วย สปท. เราในการประสานงาน เนื่องจากท่านเป็นผู้นํากระบวนการสหกรณ์ที่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้น ในส่วนของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศที่ผม เป็นประธาน แล้วก็มีคณะกรรมการรวมทั้งหมด ๗ ท่าน ซึ่งท่านประธานได้ตั้งขึ้น ตามข้อบังคับ ข้อที่ ๑๕ สัปดาห์ที่แล้วเราก็ได้เดินทางไปประชุมหารือร่วมกับทางสันนิบาต สหกรณ์แห่งประเทศไทย แล้วก็คณะกรรมการบริหารของสหกรณ์ทั้ง ๗ ประเภท ตลอดจน ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย โดยที่มีความตกลงร่วมกันว่ากระบวนการสหกรณ์ ทั้งหมดพร้อมที่จะเป็นเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับ สปท. และพร้อมที่จะ ช่วยสื่อสารงาน สปท. ของเรา องค์ความรู้ สปท. ของเราลงไปยังสมาชิกดังที่ท่านชูชาติ ได้พูดถึง มีสมาชิก ๑๑.๔ ล้านคน รวมครอบครัวด้วยก็ประมาณ ๓๕ ล้านคน มีสหกรณ์ ทั้ง ๗ ประเภท รวมกันแล้วก็ ๘,๒๐๐ กว่าสหกรณ์ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นพลังขับเคลื่อนที่สําคัญ ก็ต้องขอทาง กรธ. ช่วยกรุณาบัญญัติไว้ให้เป็นหน้าที่ของรัฐเพื่อที่จะได้เป็นขวัญกําลังใจของ กระบวนการสหกรณ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภายใต้การสนับสนุนของพระองค์ท่าน มาโดยตลอด รวมไปถึงในส่วนของการเป็นแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นโมเดล (Model) เศรษฐกิจพื้นฐาน รากฐานสําคัญ ที่แม้แต่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจก็ได้พูดถึงเศรษฐกิจฐานราก ไม่ใช่แค่ระบบการเงินฐานราก แต่ว่าเป็นระบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่แท้จริงของประเทศสําหรับสู้กับในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินของโลกหรือว่าวิกฤตการณ์อันอาจจะเกิดขึ้น ก็ฝากทาง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วย
เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วนะครับ ก็ขอบคุณคณะกรรมาธิการโดยเฉพาะท่านประธานดอกเตอร์สถิตย์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราได้พิจารณามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วนะครับ ผมขอเลื่อน พิจารณาต่อไปในการประชุมวันพรุ่งนี้เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา สําหรับวันนี้ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกที่มาประชุมทุกท่าน รวมทั้งท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านเธียรชัย ณ นคร ท่านกีระณา สุมาวงศ์ แล้วก็ท่านอมร วาณิชวิวัฒน์ นะครับ ขอขอบคุณทุกท่าน ผมขอปิดประชุมครับ