บัญชา เสนอเพิ่ม "โปร่งใส-ตรวจสอบได้" และบันทึกภาพเสียงในศาล ยกระดับความเป็นธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

บัญชา ปรมีศณาภรณ์ หารือการเพิ่มเติมความโปร่งใสและระบบบันทึกภาพ-เสียงในการพิจารณาคดีลงในรัฐธรรมนูญมาตรา 183 เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ทั้งยังช่วยให้ผู้พิพากษาตัดสินคดีได้เที่ยงธรรม คุ้มครองตนจากข้อร้องเรียนไม่สุจริต และสนับสนุนการพัฒนาองค์กรศาลตามหลักธรรมาภิบาล รวมถึงส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและลดภาระคดีค้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์

กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพนะครับ กระผม นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๘๓ มีความเห็น อยากจะเสนอแนะท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรา ๑๘๓ ที่บัญญัติ ในวรรคสองว่า ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวงนะครับ กระผมเห็นว่าควรจะระบุข้อความเพิ่มเติมในวรรคสองด้วยข้อความที่ว่า จะต้องมีบรรจุว่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ด้วย ซึ่งสมควรที่จะบัญญัติเพิ่มเติมโดยมีข้อความในวรรคสองให้สมบูรณ์ โดยบัญญัติในมาตรา ๑๘๓ วรรคสองว่า ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณา พิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่เคยมีบัญญัติข้อความว่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ จึงจําเป็นที่จะต้องมีข้อความดังกล่าวเพื่อที่จะนําไปประกอบ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาของศาลต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ โดยสมควรที่จะ นําไปประกอบร่างรัฐธรรมนูญด้วยข้อความว่า ในการพิจารณาคดีของศาลจะต้องจัดทํา ระบบบันทึกการพิจารณาคดีด้วยภาพและเสียง โดยถือเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี ซึ่งมีความจําเป็นตามเหตุผลที่ผมจะนําเรียนนะครับ

ประการแรก ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาคดี ดังนั้น จึงสมควรที่จะมีการบันทึกภาพและเสียงในการพิจารณาคดี เพื่อให้คู่ความและประชาชน มีความเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาและตุลาการมีความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ผู้พิพากษาและตุลาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็สามารถที่จะตรวจสอบกระบวนพิจารณาได้ ในกรณีที่คดีใดมีปัญหา

ประการที่ ๒ การบันทึกภาพและเสียงในการพิจารณาคดีย่อมแสดงออกถึง ความรู้ความสามารถ การแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาและตุลาการ เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรได้นําภาพและเสียงประกอบการพิจารณาแต่งตั้งตําแหน่งที่สําคัญ ๆ อย่างเหมาะสม ทําให้ผู้พิพากษาที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์ มีความสุจริต มีขวัญกําลังใจ และมีความเจริญก้าวหน้าในตําแหน่งหน้าที่สําคัญ ๆ ซึ่งองค์กรศาลถือเป็นองค์กร กระบวนการยุติธรรมที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จําเป็นจะต้องได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ แก้ปัญหาได้ มีความซื่อสัตย์สุจริต จะทําให้องค์กรไปสู่ความสําเร็จบรรลุผลตามรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๓ เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูง ผู้พิพากษาและตุลาการ ในศาลสูงจะได้มีโอกาสพิจารณาภาพและเสียง รวมทั้งคําเบิกความของพยานว่าพยานแต่ละปาก มีน้ําหนัก น่าเชื่อถือ รับฟังได้หรือไม่ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการรับฟัง พยานหลักฐาน ดังนั้นถ้าผู้พิพากษาศาลสูงมีโอกาสได้เห็นภาพและเสียงในการพิจารณา ถือเป็นความละเอียดอ่อน สามารถที่จะกลั่นกรองวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อจัดทํา คําพิพากษาให้เกิดความเที่ยงธรรมกับคู่ความทุกฝ่ายและเป็นที่ยอมรับ

ประการที่ ๔ การที่ผู้พิพากษาและตุลาการลําพังบันทึกเสียงตนเองในขณะที่ พยานเบิกความอาจจะไม่ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่ปรากฏให้เห็นกิริยาของพยาน ในการเบิกความ ถือเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาและตุลาการในศาลสูงเห็นเพียงคําเบิกความ ที่จัดพิมพ์แล้วเป็นกระดาษ จึงไม่มีโอกาสที่จะนําเหตุการณ์ต่าง ๆ มาวินิจฉัยกลั่นกรอง ในการจัดทําคําพิพากษาให้เป็นที่ยอมรับ

ประการที่ ๕ การพิจารณาของศาลในต่างประเทศ ก็ปรากฏว่ามีหลายประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ฮ่องกง ประเทศสิงคโปร์ นําระบบบันทึกเสียง มาใช้ในการพิจารณาคดี ดังนั้นหากประเทศไทยเรานําระบบการบันทึกภาพและเสียงมาใช้ ในการพิจารณาคดี จะทําให้คําวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่าง ๆ และคําพิพากษามีความครบถ้วน สมบูรณ์ เป็นที่เคารพ เชื่อมั่น ศรัทธาของคู่ความและผู้เกี่ยวข้อง และมีผลต่อต่างประเทศ ก็ต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยมากขึ้น มีผลจูงใจให้ชาวต่างประเทศ สนใจที่จะนําเงินมาลงทุน ซึ่งการที่ต่างประเทศเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เชื่อมั่น ในระบบศาลไทย จะส่งผลต่อการลงทุนซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ และทําให้ต่างชาติ ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยว่าไม่ยิ่งหย่อนหรือด้อยกว่าต่างประเทศ

ประการที่ ๖ ในการจัดทําบันทึกภาพและเสียง เป็นที่ทราบกันว่าเสียค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ก็ไม่มากเมื่อนํามาเปรียบเทียบกับความเที่ยงธรรมในการพิจารณาคดีตามกระบวนการ ยุติธรรม เพราะคําพิพากษาที่ลงโทษมีผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ ชื่อเสียง เกียรติยศ โดยเฉพาะอนาคตที่จะดํารงตําแหน่งต่าง ๆ จะได้มีโอกาสรับใช้ประเทศชาติและเป็น พยานหลักฐานในการลงโทษ ปราบปรามผู้กระทําความผิดให้ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย คือผมต้องการให้ผู้ที่ถูกศาลลงโทษยอมรับโดยศิโรราบว่ากระทําผิดจริงเนื่องจากมี พยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร แสดงออกจนกระทั่งปราศจากข้อสงสัย

ประการที่ ๗ การที่นําเทป (Tape) และภาพมาประกอบการพิจารณาคดี จะมีผลในการลดองค์คณะผู้พิพากษา จากผู้พิพากษาตุลาการที่ได้นั่งพิจารณา ๓ ท่าน ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้น้อยลง และผู้พิพากษาส่วนที่เกินก็สามารถจะไปพิจารณา คดีที่ค้าง ซึ่งมีผลทําให้คดีจบลง ลดจํานวนคดีที่ค้างได้มาก เพราะว่าแบ่งกําลังผู้พิพากษาไป เนื่องจากมีภาพและเสียงบันทึกไว้แล้วเป็นสิ่งที่สําคัญอยู่แล้ว

ประการสุดท้ายก็คือประการที่ ๘ เป็นการป้องกัน อันนี้สําคัญมาก ป้องกัน คู่ความที่ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต กลั่นแกล้ง ร้องเรียนผู้พิพากษา ตุลาการ เจ้าของสํานวน ว่าไม่ให้ความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี ดังนั้นเมื่อมีการร้องเรียน อันนี้เป็นขวัญกําลังใจ ของผู้พิพากษา ดังนั้นเมื่อผู้บริหารได้นําภาพและเสียงในการพิจารณาคดีมาพิจารณา ว่าผู้พิพากษาให้ความเป็นธรรมหรือไม่ตามที่ร้องเรียน เมื่อได้เห็นภาพและเสียงแล้วก็จะได้ ให้ความเป็นธรรมกับผู้พิพากษา ตุลาการ ผู้ที่ถูกร้องเรียน ซึ่งมีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์ ไม่ได้ไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และให้ความเป็นธรรม ดังนั้นเป็นมาตรการหรือเป็นเกราะคุ้มกันผู้พิพากษาอย่างดีที่จะต้องมีความเจริญก้าวหน้า ในทางราชการ มิฉะนั้นการร้องเรียนผมว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการท่านกังวลมากเพราะมีผล ถึงอนาคต ดังนั้นถ้ามีภาพและเสียงนี้บันทึกไว้นะครับ ผมว่าเป็นเกราะคุ้มกันผู้พิพากษา ที่ดีให้เขามีโอกาสที่จะปฏิบัติหน้าที่และมีความเจริญก้าวหน้า ขอบคุณมากครับท่านประธาน