ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ หารือร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น โดยเสนอให้ขยายระยะเวลาการพิจารณาคำร้องของอัยการสูงสุดจาก 30 เป็น 60 วัน เพื่อความรอบคอบก่อนนำเรื่องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความเป็นอิสระของศาลและองค์กรอัยการ โดยเฉพาะในด้านการบริหารงานบุคคลและงบประมาณ และเสนอปรับเกณฑ์คุณสมบัติผู้ทรงคุณวุฒิในการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้เปิดกว้างมากขึ้น โดยลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุดจาก 5 เหลือ 2 ปี เพื่อเพิ่มโอกาสให้บุคคลมีความรู้และประสบการณ์ทางกฎหมายได้เข้าร่วมอย่างหลากหลายและเหมาะสมยิ่งขึ้น
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ลําดับที่ ๐๙๒ ครับ กระผมก็จะขอพูดในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของปวงชน ชาวไทย ซึ่งจะพูดเฉพาะในมาตรา ๔๖ ถ้าดูเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็จะเป็นเรื่องของ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๔๖ ขออนุญาตอ่าน ถ้าเทียบเคียงกันนะครับ ในมาตรา ๔๖ ตัวร่างที่ร่างไว้ในฉบับนี้บอกว่าบุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ วรรคสอง ผู้ใดทราบว่ามีการกระทําตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอต่อศาล ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าวได้ วรรคสามที่จะเป็นปัญหา ท่านประธานครับ ในกรณีที่อัยการสูงสุดได้มีคําสั่งไม่รับดําเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดําเนินการภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับคําร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคําร้องโดยตรง ต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาเมื่อช่วงที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตรงนั้นเป็นปัญหาในการใช้ดุลยพินิจตีความกันแล้วก็มีความเห็นแตกต่างกันไป แล้วก็มี การถกเถียงกันระหว่างทางพรรคการเมืองใน ๒ ขั้ว ซึ่งถกเถียงกันว่ามาตรฐานการใช้ ดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร จะใช้ตรงไหนกันแน่ จะต้องไปผ่านอัยการก่อนไหม หรือว่าไม่ต้องผ่าน อันนั้นก็เป็นปัญหา แต่ก็ต้องขอชื่นชมว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้เขียนไว้ชัดเจน เพียงแต่ที่กระผมจะนําเสนอก็คือว่า ระยะเวลาในการที่จะให้อัยการสูงสุดพิจารณาคําร้องตรงนี้ดูว่าเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากว่า กลไกในการที่ตัวอัยการสูงสุดจะดําเนินการตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง ถ้าให้เวลาเพียงแค่ ๓๐ วัน ตรงนี้เกรงว่าจะไม่ทัน เพราะว่าถ้ามีระบบตรงนี้ช่วยกลั่นกรองให้อย่างไรผู้ร้อง ก็ยังสามารถที่จะไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ในกรณีที่อัยการสูงสุดไม่พิจารณารับคําร้อง แต่กระผมเห็นว่าการที่ให้อัยการสูงสุดมีความรอบคอบและให้ระยะเวลาพอสมควร ในการที่ใช้ดุลยพินิจประกอบในการที่จะรวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารแล้ว จะทําให้การกลั่นกรองในการที่จะนําคดีขึ้นสู่ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปด้วยความรอบคอบ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าตรงนี้ถ้าเป็นไปได้ จะสะท้อนไปที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าปรับเพิ่มเป็น ๖๐ วัน ไม่ทราบว่า จะพอเหมาะหรือไม่ เพราะว่าระยะเวลาตรงนี้จะทําให้มีความรอบคอบในการช่วยกรองให้งานที่จะขึ้นไปสู่ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความเรียบร้อยแล้วก็สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มีข้อเท็จจริง มีข้อมูล รวมทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล ประกอบในการที่จะนําเสนอ
เรื่องต่อไปครับ เรื่องของกรณีมาตรา ๑๘๘ ประกอบกับมาตรา ๒๔๕ ตรงนี้ มาตรา ๑๘๘ เป็นเรื่องของหมวด ๑๐ ศาล ซึ่งในหมวดเรื่องของศาลนั้นจะมีที่ใช้คําพูด ท่านประธานซึ่งอยู่ในส่วนนี้ก็อาจจะมีประสบการณ์ก็คือในหมวดของศาลจะใช้คําว่า มีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการอื่น เว้นเป็นช่วง ๆ ๓ ช่วงด้วยกัน แต่ว่าในหมวด ๑๓ เรื่ององค์กรอัยการนั้นจะเห็นได้ว่ามีเขียนความต่างกัน ไม่ทราบว่าตรงนั้น เป็นเรื่องที่ตั้งใจที่จะให้มีความแตกต่างหรือว่าเป็นความพลั้งเผลอในการเขียนที่ทางฝ่าย เจ้าหน้าที่ในการจัดพิมพ์หรือไม่นะครับ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๑๘๘ จะเขียนไว้ในลักษณะที่บอกว่า ขออนุญาตอ่านนะครับ มาตรา ๑๘๘ ให้แต่ละศาลยกเว้น ศาลทหารมีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการซึ่งมีความเป็นอิสระ เริ่มต้นนะครับ ซึ่งมี ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณและการดําเนินการอื่น ๓ ส่วน อันนี้ ก็เท่ากับแยกทั้งงานบริหารงานบุคคลก็มีความเป็นอิสระ การงบประมาณก็มีความเป็นอิสระ และการดําเนินการอื่น เช่น อาจจะมีการวางระเบียบเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของงบประมาณก็ดี ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารงานบุคคลก็ดี ตรงนั้นแยกเป็นส่วน เท่ากับมีอิสระในทุกส่วน แต่ถ้าในกรณีของมาตรา ๒๔๕ ระบุในวรรคสาม ซึ่งอยู่ในหมวด ๑๓ ขององค์กรอัยการนี้จะบอกว่า ขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธาน บอกว่าการบริหาร งานบุคคล การงบประมาณและการดําเนินการอื่น จะเห็นได้ว่าใน ๒ ส่วนนี้ไม่ได้เว้นทั้ง ๓ ช่วง แต่เว้นเพียงแค่ ๒ ช่วง ก็คือการบริหารงานบุคคล แล้วก็เว้น แล้วก็การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ตรงนี้เขียนติดกัน ไม่ทราบว่าทางท่านกรรมาธิการหรือผู้แทน ที่ได้เข้าร่วมประชุมในวันนี้จะมีความเห็นเป็นประการใด ก็ขออนุญาตเรียนถึงความแตกต่าง ในส่วนนี้ว่าตรงนี้อาจจะทําให้เกิดความไม่ชัดเจนได้หรือไม่ ก็ขอเรียนซักถามเพื่อเป็น ข้อสังเกตไว้นะครับ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติ ของผู้ที่จะเข้าสู่ตําแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเขียนอยู่ในมาตรา ๑๙๕ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๙๕ (๕) ซึ่งกระผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานดังนี้นะครับ ขออนุญาตอ่านในมาตรา ๑๙๕ เฉพาะตอนช่วงบนนะครับ ที่บอกว่ามาตรา ๑๙๕ ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จํานวน ๙ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้ (๑) (๒) (๓) (๔) ก็ไม่มีปัญหา แล้วใน (๕) บอกอย่างนี้ครับ (๕) บอกว่าผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ํากว่า อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า สักไม่เกิน ๑ นาทีครับท่านประธาน ขออนุญาตครับ หรือดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี จํานวน ๒ คน ตรงนี้ ที่ว่าดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองอัยการสูงสุดไม่น้อยกว่า ๕ ปี จํานวน ๒ คน ก็เท่ากับว่า ในวงเล็บท้ายเปิดโอกาสให้ผู้ที่ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดีในหน่วยงานอื่นและผู้ที่ ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองอัยการสูงสุด จํานวน ๒ คน ทีนี้ท่านรองอัยการสูงสุดเท่าที่ ตรวจสอบกันมาว่าถ้าคนที่จะเป็นรองอัยการสูงสุดจํานวน ๕ ปีที่ผ่านมาแทบหายากมาก ถึงแม้ว่าจะมีในวรรคท้ายที่บอกว่าให้เป็นดุลยพินิจ วรรคท้ายของมาตรา ๑๙๕ ที่บอกว่า การนับระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้นับถึงวันที่ได้รับการคัดเลือกหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา แล้วแต่กรณี ในกรณีจําเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คณะกรรมการสรรหาจะประกาศ ลดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองลงก็ได้ แต่จะลดลงเหลือน้อยกว่าสองปีมิได้ ตรงนั้นหมายความว่าก็ล็อก (Lock) ขั้นต่ําไว้ว่า ๒ ปี แต่ตรงนั้นเป็นดุลยพินิจที่จะให้ กรรมการสรรหาในการพิจารณา ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ผู้ที่คิดว่าจะมาเป็นรองอัยการสูงสุด ถ้านับระยะเวลาในการมีประสบการณ์ในการทํางานตั้งแต่เริ่มการเข้าสู่ตําแหน่ง พนักงานอัยการผู้ช่วยอายุต่ําสุดอยู่ที่เกณฑ์ ๒๕ ปี กว่าที่จะมาเป็นรองอัยการสูงสุดส่วนมาก เป็นไปตามระบบอาวุโส เมื่อเป็นไปตามระบบอาวุโสส่วนใหญ่ก็จะไปเป็นเอาตอนที่ใกล้เกษียณ ซึ่งหาโอกาสคนที่จะเป็น ๒ ปีก็ยังยากถ้าเข้าภาวะปกติ ขณะนี้ในลักษณะที่โตเป็นขั้นบันได เพราะว่ากฎหมายผ่อนปรนให้มีการไปเกษียณที่อายุ ๗๐ ปี จึงมีการสลับปี เพิ่มปี เพราะฉะนั้น โอกาส ๒ ปีพอมี ในอนาคตปีหนึ่งยังจะหายากเลยครับ ฉะนั้นตรงนี้เป็นไปได้ไหมว่า ลดลงมาเหลือ ๒ ปีเป็นกฎหมาย เขียนไว้ในกฎหมายเลยนะครับ ผมถึงเห็นว่าถ้าเป็นไปได้ ๒ ปี ทั้งนี้ก็เพื่อว่าอย่างน้อยให้ผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านกฎหมายโดยตรงเข้าไปช่วยดู มีความหลากหลายทางด้านของกฎหมายนอกจากศาล ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม แล้วก็หน่วยงาน อื่น ๆ แล้วก็ยังมีทางตัวอัยการซึ่งมีประสบการณ์อย่างน้อย ๔๐ กว่าปี ตรงนั้นคงพอที่จะ เข้าไปช่วยดูแลในเรื่องของกฎหมายได้ครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ