สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

วิวัฒน์ ศัลยกําธร หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลและพัฒนาคน โดยเฉพาะการศึกษา โดยต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญมีการปฏิรูปและปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุและประชากรแฝงที่เข้ามาช่วยงานในประเทศไทย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ในการจัดการศึกษา ทุกระดับ และเสนอแนวคิดในการจัดตั้งองค์กรความร่วมมือเพื่อจัดการศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ที่พัฒนาไม่ได้ และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนหรือพัฒนาฝีมือ รวมถึงผู้สูงวัยที่ไม่เป็นภาระ

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นฉบับปฏิรูป ในทัศนะของพวกเราชาวสมาชิก สปท. ด้านการศึกษา เรามองว่าเป็นวิธีการเขียนแบบใหม่ ตามที่ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เรียนชี้แจง แล้วเราก็เห็นด้วยว่าแนวทาง การร่างแบบใหม่จะทําให้สั้น กระชับ แต่ว่ากินความ แต่อย่างไรก็ตามมีข้อกังวลใจจากท่าน ที่ยังต้องปรับวิธีคิดตามคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้ทันเพราะว่าท่านทําเรื่องใหม่ ทําเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องปฏิรูปความคิดตามท่าน อันนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องช่วยกัน จะต้องเหน็ดเหนื่อยที่จะต้องทําความเข้าใจ ผมขออนุญาตใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาทีอธิบาย ถึงเป้าหมายสําคัญของการปฏิรูปชาติบ้านเมือง เราเห็นตรงกันไม่ว่าจะเป็นกรรมการ ยุทธศาสตร์ สปช. ที่เคยเสนอไว้ในร่างการปฏิรูปประเทศคราวที่แล้ว ผมขออนุญาต ใช้สไลด์ (Slide) ประกอบการอภิปรายครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

สไลด์ (Slide) แผ่นแรกจะชี้ให้เห็นเป้าหมาย ของการปฏิรูปประเทศ เราอยากเห็นประเทศนี้มั่นคงในมิติต่าง ๆ ในทางเศรษฐกิจ เราเชื่อมั่นว่า ความพอเพียงนั้นกินความทุกมิติ แทนที่จะแข่งขันเป็นหลัก เราเน้นที่การแบ่งปัน แต่อย่างไรก็ตามเราต้องแข่งขันกับทั่วโลกได้ถ้าถูกบังคับให้ต้องแข่ง อันนี้คือเป็นมิติ ของความมั่งคั่ง ความมั่นคงนั้นเชื่อว่าเรื่องคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นฉบับนี้ถือเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับขจัดคอร์รัปชันก็ว่าได้ ทําอย่างไรสังคมจะโปร่งใส และเป็นธรรม อันนี้ก็จะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการที่จะสร้างให้ประเทศนี้มีความมั่นคง และแน่นอนครับ สังคมจะยั่งยืนอยู่จนส่งมอบประเทศให้ลูกหลานได้จําเป็นต้องลด ความเหลื่อมล้ําลง ถ้าปล่อยให้สังคมเหลื่อมล้ําอย่างทุกวันนี้ไม่มีทางยั่งยืนไปจนถึงลูกถึงหลาน เราจะส่งมอบประเทศไทยให้กับลูกหลานแบบที่ไม่ปกติ ความเสมอภาค ความปรองดอง ก็จะเกิดได้ถ้าเราสามารถลดความเหลื่อมล้ํา ทั้งนี้ จําเป็นต้องพัฒนาทั้งวิทยาศาสตร์ ให้มีนวัตกรรมที่เหมาะสม พอเหมาะพอดีกับสังคมไทยที่จะยืนอยู่บนโลกใบนี้ได้ และแน่นอนครับ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถ้าเราปล่อยให้ป่าหมด น้ําแล้ง น้ําท่วม หรือปัญหา สิ่งแวดล้อมที่กําลังตามมาทั้งโลก ประเทศเราเป็นประเทศหนึ่งก็จําเป็นครับ แต่ทั้งหมดนี้ จะเกิดไม่ได้เลยถ้าเราพัฒนาคนให้เป็นคนดีมีวินัย และที่สําคัญที่สุดคือต้องภูมิใจในชาติของตัวเอง ไม่ใช่ภูมิใจในชาติของยุโรปหรือชาติอื่น ๆ ไม่ได้เลียนแบบเขา อันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งท่านได้เขียนไว้เป็นอย่างดีมากในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งขออนุญาตขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นท่านยังเขียนเอาไว้ชัดว่าต้องเชี่ยวชาญตามความถนัดของตน นี่เป็นประเด็นสําคัญ ซึ่งหลายคนบอกว่าถ้าใครถนัดอะไรก็พัฒนาเรื่องนั้นให้เชี่ยวชาญ อันนี้ก็จะเป็นหัวใจสําคัญ ที่จะทําให้เราอยู่บนความพอเพียงแต่แข่งขันได้เพราะเราพัฒนาคนของเราให้มีความเชี่ยวชาญ และต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติในที่สุด

ขออนุญาตไปหน้า ๒ ครับ ที่กราบเรียนมาในเบื้องต้นมีความเห็นร่วมกัน ในหน้า ๒ ก็จะบอกว่า คสช. เอาไว้ตามนี้ครับ ทั้ง ๓ ประเด็นพูดถึงเรื่องเดียวกัน แล้วก็ จุดเน้นที่ คสช. ย้ําแล้วย้ําอีกว่าปรัชญาที่โลกกําลังหยิบเอาไปบอกนี่ละจะหยุดสงครามโลก ได้ในระยะยาว ก็คือปรัชญาของพระเจ้าอยู่หัวไทย นโยบายรัฐบาลทั้ง ๑๑ ด้านก็เน้นย้ําเช่นกัน คนนี่ละครับคือหัวใจของการพัฒนา ถ้าเราพูดว่าการพัฒนาคนเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่จะต้อง ตอบสนองทําให้ชาติบ้านเมืองเราเดินต่อไปในอนาคตทั้งระยะสั้น ระยะกลางได้ ท่านประธาน กรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้พูดเอาไว้ชัดเจนในวันที่ท่านกรุณามาชี้แจงที่นี่ ท่านบอกว่าปัจจัย ที่จะทําให้บ้านเมืองมีปัญหาคือเรื่องวินัย วินัยที่จะก่อขึ้นถาวรนั้นก็มีแต่เฉพาะกระบวนการ ให้การศึกษาและจะต้องเริ่มมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก่อนวัยเรียน ท่านได้ย้ําเอาไว้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปได้เขียนแบบใหม่เน้นที่ประชาชนมีสิทธิอยู่แล้วในระบอบประชาธิปไตย แปลว่า อํานาจ สิทธิและอํานาจ แต่ต้องคู่กับหน้าที่นะครับ เป็นของประชาชนอยู่แล้ว ไม่จําเป็น ต้องเขียนเอาไว้ ถ้าต้องเขียนว่าประชาชนจะมีสิทธิอะไรจะต้องเขียนยาว แล้วร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็จะยาวกว่าฉบับที่แล้ว ฉะนั้นท่านก็ปรับวิธีเขียนแบบใหม่เราจึงเรียกว่าฉบับปฏิรูปครับ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ เราประทับใจท่านมาก แล้วก็อยากให้ท่านยืนยันว่าถ้าเรา จะพัฒนาคน เป้าหมายสําคัญท่านเขียนไว้ว่าการศึกษาทั้งปวงจะต้องมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียน เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบ ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ อันนี้ก็เป็นที่ประทับใจครูบาอาจารย์ที่อยู่ ในทั่วประเทศ หลายท่านสื่อสารมาบอกว่าภาคภูมิใจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาก แล้วก็รู้สึก มีความสุขเหลือเกินที่เกิดมาเป็นครู ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรานี้ได้ถูกประทับเอาไว้ และที่สําคัญเขาห่วงใยว่าลงในรายละเอียดเมื่อต้องทําพระราชบัญญัติแล้วก็จะแปลความกันไป ต่าง ๆ นานา เป็นไปได้ไหมที่ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้กรุณาจัดทําพระราชบัญญัติ ลงในรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ว่าเป็นที่อุ่นใจ เพราะครูบาอาจารย์หลายท่านย้ํายืนยันว่าเชื่อมั่น ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะท่านประธานร่างรัฐธรรมนูญท่านได้กรุณา ทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการศึกษาให้ชัดเจนลึกลงไปยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่ขออนุญาตเสนอแนะตามความเห็นที่ได้รับฟังมา โดยเฉพาะล่าสุดผมก็มีโอกาส ได้ประชุมร่วมกับ ๓-๔ ส่วน วันนี้ก็ไม่มีเวลาอธิบายลงในรายละเอียด ก็ฝากประเด็นสําคัญไว้ว่า ถ้าท่านได้กรุณาทําสิ่งนี้ เป้าหมายสําคัญอันนี้ลงไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะอยู่ ในรูปร่างหน้าตาอย่างไร คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านศึกษาเราไม่เกี่ยง แต่เราเชื่อมั่นในกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะท่านประธานจะทําเรื่องการศึกษา ได้ตรงทิศทางและสอดคล้องกับที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ของ สปท. ได้เสนอความเห็นเอาไว้ขอให้ท่านได้ดูโครงสร้างประชากรซึ่งเราห่วงที่สุดว่า ถ้าจะพัฒนาประชากรของเราในอนาคต ในระยะเวลาไม่กี่ปีเราจะโตเป็นประเทศที่มีคนสูงวัยมาก ตามโครงสร้างปี ๒๕๗๓ อันสุดท้ายนั้น เดิมเรามีผู้สูงอายุน้อยเรามีเด็กมากถ้าดูจากปี ๒๕๐๓ ไล่ไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นว่าเรามีเด็กน้อยลงเรื่อย ๆ นั่นแปลว่าในอนาคตก็จะมีวัยทํางานน้อยลง เรื่อย ๆ เช่นกันครับ แต่ที่สําคัญคือเราก็จะมีผู้สูงวัยมากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่จะจัดการศึกษา ให้ทั่วถึงตามที่ท่านเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ทําไม่ได้เลย ในโครงสร้างเดิม กระทรวง ทบวง กรมที่มีอยู่เดิม ในงบประมาณเท่าเดิม กําลังคนเท่าเดิม แต่ว่าภาระ ที่ต้องแบกดูแลคนทั้ง ๖๕ ล้านคนบวกประชากรแฝงอีกประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ รวม ๗๐ ล้านคนเศษ ๆ ให้มีคุณสมบัติ ๕ ประการอย่างที่เขียนเอาไว้ย่อมเป็นไม่ได้ แน่นอนครับ จําเป็นจะต้องมีโครงสร้างระบบใหม่ที่มารองรับการขับเคลื่อนการพัฒนาคนของเรา เห็นชัดว่าที่ทําอยู่เดิมในกระทรวงศึกษาธิการเรามีงบ เราใช้งบประมาณไปมากที่สุด เมื่อเทียบกับทุกกระทรวง ทบวง กรม เราดูคนได้ ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน และกลุ่มที่ ๒ ในระดับอุดมศึกษาอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ รวมแล้ว ๑๒,๙๐๐,๐๐๐ คน โดยประมาณ ที่เหลืออีก ๕๗ ล้านคนจะทําอย่างไรครับ เสียดายมีเวลาจํากัด ผมเร่งไปนิดหนึ่งขออภัยท่านที่เคารพครับ ทําอย่างไรจะบรรลุเป้าหมาย ทั่วถึงประชากร ๗๐ ล้านคนทุกช่วงวัย ผมหมายรวมประชากรแฝงที่เข้ามาช่วยเราทํางาน อยู่ในประเทศไทย ทั้งกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูง คนรวย รวมทั้งกลุ่มคนที่มาเป็นแรงงาน อยู่ในประเทศของเรา ถ้าเราไม่ดูแลบุคคลเหล่านั้น ลูกหลานของบุคคลเหล่านั้นจะก่อปัญหา ให้กับประเทศเรา แทนที่จะมาช่วยเรา เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องดูแลคนทั้ง ๗๐ กว่าล้านคน ทุกช่วงวัย ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดีครับ ภายใต้บริบทของผู้เรียน ที่มีความแตกต่างทั้งภาษา ทั้งศาสนา ทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และที่สําคัญที่สุดภูมิศาสตร์ ก็แตกต่างกันไป เราเป็นประเทศที่มีทะเล ๒๐๐ กว่าล้านไร่ เรามีพื้นที่บกอีก ๓๐๐ กว่าล้านไร่ มีพื้นที่ภูเขา มี ๒๕ ลุ่มน้ํา เรามีอารยธรรมที่แตกต่างหลากหลาย ทําอย่างไรจะทั่วถึงทั้งในเชิง ของปริมาณและในเชิงคุณภาพที่มีความแตกต่างอย่างที่ผมกราบเรียนเบื้องต้นไปแล้ว

ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตราเดียวกันได้พูดถึงไว้ชัดเจนว่า รัฐต้องจัดให้มี การร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ในการจัดการศึกษา ทุกระดับ อันนี้ก็ประทับใจมากครับ ประทับใจผู้คนที่อยู่ในวงการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะเรารู้ว่าลําพังกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงเดียวแบกภาระอีก ๕๗ ล้านคน บวกเข้าไปอีก ไม่ไหวแน่ ที่เขียนเอาไว้ก็แปลว่าเมื่อไม่ไหวท่านต้องสร้างองค์กรในลักษณะเป็นลูกผสมขึ้นมา รัฐผสมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน และท่านประธานก็ได้กรุณาอธิบาย ที่ประชุมนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วว่าเอกชนนั้นเป็นความหมายอย่างกว้าง หมายถึงใครก็ตามที่ไม่ใช่รัฐ ไม่ใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นจึงครอบคลุมทั้งบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ และสถานประกอบการ รวมทั้งสถาบันทางศาสนา ทุกสถาบัน จะต้องเข้ามาร่วมมือกับรัฐ รัฐต้องไปเอื้อให้เกิดกลไกความร่วมมือขึ้นที่จะช่วยทําให้ มีองคาพยพเข้ามาจัดการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ผมเคยกราบเรียนไปแล้วว่า ถ้าปล่อยให้เด็กคลอดออกมาแล้วมีความสามารถในการพัฒนาไม่ได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นข้อมูลจากอดีตท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขยืนยันไว้ คลอดออกมาแล้ว และอยู่ในวัยก่อนเข้าโรงเรียน เด็กพัฒนาไม่ได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์จะเกิดอะไรขึ้นกับแผ่นดินไทย อันนี้น่าวิตกกังวล เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องมีกลไกทุกระดับ รวมไปถึงผู้ที่กําลังทํางานอยู่แล้ว แต่ต้องการเปลี่ยนหรือต้องการพัฒนาฝีมือ แต่ที่สําคัญที่สุดคือผู้ที่เลิกทํางานแล้วเป็นผู้สูงวัย คนเหล่านี้จะไม่เป็นภาระได้อย่างไร อันนี้จะเป็นภารกิจใหม่ของสังคมไทยซึ่งไม่เคยมีมาก่อน จําเป็นจะต้องมีองค์กรที่เป็นความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพครับ ทาง สปช. ได้เสนอข้อคิดเห็น เอาไว้ที่จะเป็นองค์กรร่วมมือกัน ซึ่งก็จะมีรูปแบบต่าง ๆ หลายรูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นรัฐ ร่วมเอกชน หรือธุรกิจเพื่อสังคม เป็นต้น รายละเอียดซึ่งที่กราบเรียนมานี้อยากฝากให้ ได้มีการไปยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ ถ้าจะไปใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดในรายละเอียด น่าจะยาวเกินไปครับ แต่ว่าเราจะขอให้ไปทําไว้ในระดับพระราชบัญญัติ ผมเหลืออีก ๕ นาที โดยประมาณ

ถัดไปครับ อันนี้ก็เป็นโครงสร้างคร่าว ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังมีมาตราว่าด้วย การปฏิรูป ซึ่งก็จะมีรายละเอียด เราจะส่งมอบเอกสารจากข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาให้กับวิป (Whip) ไม่เกินในวันที่ ๑๑ แล้วก็จะ มีรายละเอียด และจะขออนุญาตได้มีโอกาสชี้แจงในรายละเอียดกับทั้งคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามเราจะส่งเอกสารไปตามระบบซึ่งวิป (Whip) ของ สปท. ได้กําหนดกฎเกณฑ์เอาไว้คร่าว ๆ แล้ว

ประเด็นสําคัญอีกประเด็นหนึ่งซึ่งท่านก็ได้เขียนเอาไว้ว่าจะต้องจัดให้มี แผนการศึกษา แน่นอนครับ แผนการศึกษาจะต้องมีระบบติดตามประเมินว่าในแผนนั้น มีการปฏิบัติตามแผนจริงหรือไม่ ที่จริงใน สปช. ก็ได้เสนอคณะกรรมการนโยบายการศึกษา และพัฒนามนุษย์แห่งชาติเอาไว้แล้ว ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ไปจัดตั้งขึ้นที่เรียกกัน ทั่ว ๆ ไปว่า ซูเปอร์บอร์ด (Super board) ขณะนี้มีอยู่แล้ว ซูเปอร์บอร์ด (Super board) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งขึ้น ถ้าข้อเสนอของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้หารือร่วมกัน แล้วก็มีการเขียนเอาไว้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็จะเป็นประโยชน์มาก เหลืออีก ๓ หน้าสุดท้าย

อันนี้เป็นโครงสร้างคร่าว ๆ อาจจะดูยุ่งเหยิงไปนิดหนึ่ง ผมจะสรุปง่าย ๆ อย่างนี้ครับ ด้านบนที่เป็นโครงสร้างส่วนบนนั้นก็จะมี ๒ มิติด้วยกัน มิติที่ ๑ เป็นเชิงนโยบาย หรือที่เรียกว่าเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร ตั้งแต่ คสช. ครม. และกระทรวงศึกษาธิการ บวกอีก ๑๐ กระทรวงที่เกี่ยวข้องนะครับ ทั้งหมดมี ๑๑ กระทรวง อันนั้นเป็นด้านนโยบาย ที่จะต้องทําให้เกิดขึ้นให้สอดคล้องกันกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่วนที่ ๒ เป็นส่วนสําคัญก็คือ ด้านกฎหมาย ด้านกฎหมายในด้านนิติบัญญัตินั้นมีร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีคณะกรรมการ ของท่านได้กรุณาร่างอยู่ตอนนี้ ขณะเดียวกันเรามี สนช. เราจะมีการทํางานร่วมกันกับ สนช. และฝ่ายนโยบาย ทั้งฝ่ายกฎหมายและฝ่ายนโยบายรวมทั้งเราด้วยเป็น สปท. ก็จะทํางานร่วมกันในส่วนที่เรียกว่าโครงสร้างส่วนบน หรือในแง่มุมของกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติกับในแง่มุมของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็จะเป็นนโยบายคําสั่งต่าง ๆ ออกไป แต่นั่นไม่สําคัญเท่ากับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ที่ผมเรียนอย่างนี้เพราะว่า เมื่อรัฐบาลเปลี่ยน แน่นอนครับ นโยบายก็จะเปลี่ยน เขาจะไม่ยอมทําตามนโยบายชุดเดิม เด็ดขาด เมื่อนโยบายเปลี่ยน เมื่อสภาเปลี่ยน สภาก็มีสิทธิที่จะแก้พระราชบัญญัติ แต่ว่าสําคัญที่สุดคือผู้ปฏิบัติที่อยู่ข้างล่าง ขออนุญาตกลับไปดูอีกทีหนึ่งครับ ผู้ปฏิบัติสําคัญ ที่อยู่ใต้เส้นแดงลงมาที่เห็นในชาร์ต (Chart) จะมี ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งจะเป็นภาครัฐ ตั้งแต่ระดับกรุงเทพฯ ไปจนถึงทุกภาคส่วนเลยครับ ผมไม่มีเวลาอธิบายรายละเอียดแล้ว แต่ที่สําคัญอีกส่วนหนึ่งคือที่บอกว่าจะต้องมีความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภาคประชาชน ในมิติที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่าเอกชนนั้นจะมีภาคส่วนต่าง ๆ มากมายเลย ถ้าทําให้ ภาคประชาชนกับรัฐหรือที่ทางรัฐบาลชุดนี้เรียกว่า ประชารัฐ เป็นส่วนประกอบของ ทุกภาคส่วนจริง ๆ แล้วฟังความเห็นกันจริง ๆ เรื่องนี้จะอยู่ยั่งยืนครับ อันนี้เป็นประเด็นสําคัญ ทําอย่างไรจะมีกลไกส่วนนี้ที่จะไม่เปลี่ยน เมื่อการเมืองเปลี่ยนแต่ว่ากลไกผู้ปฏิบัติ และภาคประชาชนทุกส่วนเห็นชอบร่วมกันคงจะเดินต่อ อันนี้จะไม่เปลี่ยน กลไกตรงนี้ จะมีความสําคัญมากครับ

เราเชื่อมั่นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยืนยันเส้นทางที่ท่านเขียนเอาไว้ และบวกกับร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเป็นหลักเอาไว้ การศึกษาตั้งแต่อยู่ใน ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน หรือที่เรียกว่าตลอดชีวิต ทั้ง ๗๐ ล้านคนก็จะสามารถพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดแต่ละท่านจริง ๆ ที่สําคัญที่สุดโลกยุคนี้ถ้าคนในสังคมไหนไม่มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ สังคมนั้นก็จะไปไม่รอดครับ เราก็เชื่อมั่นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเป็นธงนําสําคัญที่จะนําพาให้การพัฒนามนุษย์ของเราประสบผลสําเร็จได้แล้วยืนอยู่ระยะยาว ในโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งแน่นอนครับ ถ้าเอาแต่แข่งขันเราจะอยู่ไม่รอดก็จะมีคนชนะเพียงไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่ก็จะเสียเปรียบ ก็จะแพ้ แต่ถ้าเราแบ่งปันกันเป็นหลัก แข่งขันเมื่อจําเป็น สังคมนี้จะน่าอยู่ครับ

กราบเรียนเป็นขั้นสุดท้ายว่าการปฏิรูปการพัฒนาคนจะต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา เริ่มต้นที่สภาของเรานี่ละครับ และถ้าเราถามตัวเองทุกท่านแทนที่จะไปชี้หน้าคนอื่น แล้วถามคนอื่นว่าจะทําอย่างโน้นอย่างนี้ เราถามตัวเองทุกวันว่าวันนี้เราพัฒนาตัวเองให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ และเราเชี่ยวชาญตามที่ตัวเองชอบและมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติแล้วหรือยังครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานมากครับ