พหล เสนอเพิ่มประเด็นปฏิรูปการศึกษาในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อความยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

พหล สง่าเนตร อภิปรายเสนอให้เพิ่มประเด็นปฏิรูปการศึกษาและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมเสนอปรับคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ห้ามผู้ที่ขาดความภูมิใจในชาติและมีความผิดต่อความมั่นคงหรือสถาบันฯ

พลเอก พหล สง่าเนตร

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่รักทุกท่าน กระผม พลเอก พหล สง่าเนตร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๐๖ ขออภิปรายเสนอความคิดเห็น เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเน้นประเด็นการศึกษาและประเด็นที่เชื่อมโยง กับการศึกษา สําหรับในประเด็นเรื่องการศึกษานี้ก็ต้องขออนุญาตเรียนย้ําตามที่ท่านประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้กล่าวไว้แล้วว่าขอชื่นชมผลงาน ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ใช้เวลาอันรวดเร็วทํางานอย่างหนักจนได้ผลเป็นที่ น่าพอใจในการที่มุ่งแก้ปัญหาของชาติโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหลัก ซึ่งผมก็มี ความคิดเห็นเช่นเดียวกันว่าจะเป็นเครื่องมือสําคัญในการแก้ปัญหาทุกส่วนของชาติได้อย่างยั่งยืน โดยที่ได้มีการกําหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตรา ๕๐ และมาตรา ๒๖๗ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๕๐ วรรคสี่ ได้กําหนดผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ตรงนี้ที่เป็นเป้าหมายของคนไทยในอนาคตที่ชัดเจนและมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังได้กําหนดให้การปฏิรูปจะต้องดําเนินการโดยเร่งด่วนโดยให้เป็นหน้าที่ของ คสช. และคณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการให้เห็นผลภายใน ๑ ปี อย่างไรก็ตามในมาตรา ๒๖๙ ซึ่งเป็น เรื่องเฉพาะของการปฏิรูป กระผมจึงเห็นว่าเป็นหัวข้อที่สําคัญซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาประเทศ ในระยะยาวเกินกว่า ๑ ปี หรือ ๑ ปีครึ่ง ตรงนี้เป็นหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรสําคัญที่มีความรู้และมีอิสระในการดําเนินการสามารถที่จะพิจารณาจัดทํา ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาเพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืนของชาติ จึงเห็นควร ที่จะบรรจุประเด็นการปฏิรูปการศึกษาเข้าไว้เป็นอีกอนุมาตราหนึ่งในมาตรา ๒๖๙ เพื่อให้ เกิดผลสัมฤทธิ์ในการสร้างพลเมืองที่ดี มีวินัย มีความซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความรู้รักสามัคคี เข้าใจและภาคภูมิใจในพหุสังคม วัฒนธรรมไทย มีความรู้ สามารถพัฒนา ประเทศไปสู่การแข่งขันในระดับโลก ซึ่งอันนี้ก็เป็นงานระยะยาวซึ่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้ นอกจากนี้ในประเด็นที่สืบเนื่องกับการปฏิรูป การศึกษา คือเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งคิดว่าผลสัมฤทธิ์ก็คือ การสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมเทคโนโลยีที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นสําคัญประเด็นหนึ่งที่ควรได้กล่าวไว้ ในมาตรา ๒๖๙ ซึ่งคิดว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาคงจะได้ สรุปข้อคิดเห็นเหล่านี้และนําเรียนให้ท่านประธานทราบต่อไป มาถึงผลสัมฤทธิ์ที่กําหนดไว้ เรื่องการเป็นคนดีมีวินัย และภูมิใจในชาติ ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง เป็นความต้องการ ที่อนาคตคนไทยต้องมี คุณสมบัตินี้เป็นคุณสมบัติของคนไทยที่จําเป็นต้องมีในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่จะเข้ามามีส่วนในการใช้อํานาจอธิปไตยของประเทศ ผมจึงลงไปดู ที่ลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในมาตรา ๙๓ ซึ่งจะเป็นคุณลักษณะเดียวกันกับที่จะไปใช้คุณสมบัติของผู้ที่สมัครรับเลือกตั้งหรือรับเป็น วุฒิสมาชิกเช่นกัน ได้มีการกล่าวถึงลักษณะต้องห้ามไว้หลายประเด็นในความผิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการทุจริต การติดยาเสพติด แต่ประเด็นสําคัญการเป็นคนที่ไม่มีความภูมิใจในชาติไม่ได้กล่าวไว้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็น ประเด็นหนึ่งที่สําคัญ จึงขอเพิ่มเติมในมาตรา ๙๓ ว่า บุคคลที่ได้ถูกพิพากษาจนถึงที่สุดว่า มีความผิดในกรณีที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้ก็ควรเป็นบุคคลที่ต้องห้ามในการรับเลือกตั้งด้วยเช่นกันนะครับ เพราะบุคคลที่มี คุณสมบัติต้องห้าม อันนี้คือบุคคลที่ไม่มีความภูมิใจในชาติ ไม่ใช่เป้าหมายคนไทยที่ต้องการ เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรจะเข้ามาอยู่ในระบบของการใช้อํานาจอธิปไตยของคนไทย ของปวงชน ชาวไทย สืบเนื่องจากการศึกษาที่พยายามสร้างผลสัมฤทธิ์ให้เกิดคนที่มีความภูมิใจในชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงของชาติ ก็ขอนําเข้าไปสู่หมวด ๓ คือสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ อย่างกว้างขวาง อะไรที่ไม่ได้กําหนดห้ามไว้สามารถปฏิบัติได้ ในมาตรา ๓๔ ได้กําหนด ให้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้อย่างชัดเจน ที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมาย โดยให้มีข้อจํากัดที่ชัดเจนว่า จะต้องถูกจํากัดในกรณีที่เป็นการรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่นเดียวกัน เสรีภาพทางวิชาการก็มีข้อจํากัดที่คล้ายคลึงกัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี เสรีภาพต้องมีขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบเขตที่สําคัญคือเรื่องความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อย ของสังคม แต่เมื่อมาดูต่อไปในมาตรา ๓๕ ซึ่งกล่าวถึงองค์กรที่สําคัญอย่างยิ่งในการที่จะ สร้างความเข้มแข็งของรัฐ สร้างความสงบเรียบร้อย ความมีศีลธรรมอันดีของสังคม คือองค์กรสื่อมวลชน ปรากฏว่ามิได้กล่าวถึงข้อจํากัดหรือขอบเขตไว้ชัดเจน ได้กล่าว ให้เสรีภาพของสื่อมวลชนโดยมีเพียงว่าอยู่บนพื้นฐานจริยธรรมของวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อความ ที่เบาบางแล้วก็เลื่อนลอยไม่มีข้อกําหนดชัดเจนว่าจริยธรรมของสื่อมวลชนนั้นคืออะไร มีที่ไหน ประกาศไว้ที่ไหน อย่างไร และมีการปฏิบัติเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อย่างไร หลาย ๆ ครั้ง ที่เราพบเห็นว่าการปฏิบัติของสื่อมวลชนนั้นไม่สอดคล้องกับจริยธรรมของบุคคลทั่วไป ก็มิได้มีบทลงโทษหรือข้อบังคับแต่อย่างใด จึงเห็นว่าเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่ให้ คนไทยในชาติมีวินัย ความภูมิใจในชาติ เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่มั่นคง ยั่งยืน มีความสอดคล้อง กับการที่กําหนดเสรีภาพของบุคคลและเสรีภาพทางวิชาการไว้อย่างเด่นชัด จึงควรเพิ่มเติม ในมาตรา ๓๕ ให้มีวรรคที่กําหนดว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนต้องอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ ต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผมคิดว่า ข้อความนี้เป็นข้อความสําคัญ เป็นการคํานึงถึงคุณค่าและความสําคัญขององค์กรสื่อมวลชน ที่มีผลอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของรัฐ จึงได้กําหนดขอบเขตของภาระหน้าที่ไว้ให้ชัดเจน ถ้าในมาตราต่าง ๆ เหล่านี้เป็นมาตราที่สืบเนื่องมาจากความมุ่งหมายของการสร้างคนไทย ด้วยการศึกษา ดังที่ปรากฏขึ้นในมาตรา ๕๐ ผมเชื่อว่าถ้าได้มีการปรับปรุงข้อความต่าง ๆ ตามที่ได้เรียนชี้แจงไปแล้วก็จะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ สามารถนําไปสู่การแก้ปัญหาของชาติตามที่ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณากล่าว เน้นย้ําไว้เมื่อท่านได้มาแสดงความคิดเห็นในประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญที่สภาแห่งนี้นะครับ ขออนุญาตเรียนประเด็นตามที่ได้อภิปรายไปแล้วเพื่อประโยชน์ต่อการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้รับการยอมรับและได้รับการชื่นชมจากประชาชนทุกภาคส่วนโดยสมบูรณ์ ขอขอบคุณครับ