พอพล มณีรินทร์ หารือเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการปรับปรุงบทบัญญัติด้านความมั่นคงให้ชัดเจนและเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การตั้งข้อสังเกตเรื่องความกำกวมของคำว่า "ต้อง" และ "พึง" ในมาตราเกี่ยวกับการศึกษา รวมถึงการเสนอทบทวนบทบัญญัติมาตรา 173 เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมเน้นย้ำการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ทันสมัย มีเสถียรภาพ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยคำนึงถึงบทบาทของรัฐและประชาชน การบรรจุหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการดำเนินการตามโรดแมปเพื่อรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ กระผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๐๗ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพื่อให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาพิจารณา ดังต่อไปนี้ครับ
ประเด็นแรก หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องใหม่ เดิมทีเป็น นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่ฉบับนี้มีหน้าที่ของรัฐขึ้นมาเพิ่มเติมในมาตรา ๔๘ ครับ เกี่ยวกับ เรื่องความมั่นคง ในข้อความที่ว่า รัฐพึงจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสม ผมขอเรียนให้ทราบว่าในมาตรานี้ถ้าย้อนกลับไปในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๗๒ ซึ่งในมาตรา ๗๑ ได้เขียนไว้ว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต พอมามาตรา ๗๒ รัฐต้องจัด ให้มีกําลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาดังกล่าวข้างต้นไว้ รวมทั้งมีการพัฒนาประเทศเข้าไปด้วย ย้อนกลับไปปี ๒๕๕๐ ก็ได้เขียนไว้โดยปี ๒๕๔๐ เขียนว่ากําลังทหาร พอปี ๒๕๕๐ ก็ได้เขียนว่า กําลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีคําว่า จําเป็นและเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์ แห่งชาติ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อ การพัฒนาประเทศ จะเห็นได้ว่าปี ๒๕๕๐ ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากปี ๒๕๔๐ แต่มีคําว่า จําเป็นและเพียงพอ ตรงนี้ครับ ข้อความนี้กระทรวงกลาโหมเองพยายามที่จะช่วยพัฒนา ประเทศตามภารกิจด้วยการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยพยายามร่าง พ.ร.บ. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่ว่าถูกหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องบอกว่าเรามีกําลังทหาร กําลังยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่จําเป็นและเพียงพอ คําว่า จําเป็นและเพียงพอตรงนี้ กลับกลายเป็นอุปสรรคเพื่อที่ไม่ให้มีการดําเนินการในอุตสาหกรรม ผมเขียนไว้เท่านี้ก่อนนะครับ พอมาปีที่ร่างนี้ก็อยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐในมาตรา ๔๘ โดยข้อความข้างต้นก็คงเหมือนเดิม เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐพึงจัดให้มีการทหาร เปลี่ยนจากคําว่าต้อง เป็นคําว่าพึง เพิ่มคําว่า การทูตและการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมตามที่มีผู้อภิปรายได้ อภิปรายมาแล้วว่าการทหารอาจจะหมายถึง รวมถึงกําลังยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยี อันนี้ พอความหมายได้ แต่พอไปการทูตและการข่าวกรองเสมือนเป็นอีกเรื่องเล็กเพื่อให้กิจการข้างต้น ได้สําเร็จ และถามว่าถ้าเขียนไว้เท่านี้ยังมีหน่วยงานอื่นอีกหรือไม่ การอื่น ๆ อีกหรือไม่ที่มาช่วย ให้ทําการขั้นต้นได้สําเร็จ หรือเป็นหน้าที่เฉพาะของ ๓ เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงฝากไปยัง ท่านกรรมการว่าต้องมีความหมายชัดเจน ผมจึงขอเสนอให้ใช้ข้อความในมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ขอให้ตัดคําว่า จําเป็นและเพียงพอ ออก เพื่อไม่ให้เกิด เป็นประเด็นสงสัยและเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะกล่าวถึงก็คือในมาตรา ๕๐ ว่าด้วยการให้การศึกษา แก่คนไทยตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงการเรียนตลอดชีวิต ซึ่งข้อความดังกล่าวข้างต้นได้มี ท่านประธานกรรมาธิการ ท่าน พลเอก พหล ได้อภิปรายไปแล้วว่ามาตรา ๕๐ นั้นเป็นมาตรา ที่เขียนขึ้นและทําให้เราเกิดความสบายใจ แม้กระทั่งเป้าหมายที่จะทําให้การศึกษาต้องมุ่ง พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ เชี่ยวชาญต่าง ๆ เหล่านี้ข้อความครบถ้วนแล้ว แต่ก็มีอีกว่าถ้าเขียนลงไปในรายละเอียดชัดเจนแบบนี้ถึงแม้จะเขียนว่ามีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการศึกษามารองรับ แต่ถามว่าการที่เขียนกฎหมายที่เกี่ยวข้องมารองรับนั้น ถ้าบางมาตรามีรายละเอียดเราทําได้เท่านั้นหรือไม่ และถ้าไม่ได้เขียนไว้เราทําได้หรือไม่ ตรงนี้เพราะว่ามีความแตกต่างบางมาตรา บางมาตราก็เขียนรายละเอียดไว้ให้ทํา สิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ไม่ได้บอกเอาไว้ เพราะฉะนั้นก็เลยทําให้ว่าสิ่งที่จะทําใหม่ที่ไม่ได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ทําได้หรือไม่ นี่ก็เป็นปัญหาเหมือนกันครับ เดิมทีนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในเรื่องการศึกษา เขียนไว้ในหมวดของสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ ในหมวดของสิทธิและเสรีภาพในการศึกษา แต่ปีนี้ฉบับนี้เขียนไว้ในหน้าที่ของรัฐซึ่งรัฐต้องทํา อันนี้ก็มีความหมายที่ชัดเจน แต่คําว่า ต้อง หรือคําว่า พึง มีน้ําหนักต่างกันอย่างไร พึง พึงจัด ต้อง กับ พึง ส่วนใหญ่เราเห็นว่าถ้าเป็นนโยบายแห่งรัฐนี้จะเขียนคําว่า พึง แต่พอมาอยู่ใน หน้าที่ของรัฐต้อง ก็เลยมีความหมายที่ค่อนข้างจะต้องตีความกันเล็กน้อย
ประเด็นต่อไป ในมาตรา ๑๗๓ เรื่องหนังสือสัญญา ที่เขียนไว้ว่าหนังสือสัญญา ที่อาจมีผลกระทบ คําว่า อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา คือหมายความว่าก่อนที่จะไปทําสัญญาจะต้องนําสัญญานั้นเข้ามาในสภาก่อน แต่เดิมนั้น มีเฉพาะเรื่องของบทบัญญัติใดหรือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจ แห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภา เขียนไว้เท่านั้น ซึ่งก็ถูกพัฒนาการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มาถึงปี ๒๕๕๐ ท่านคง จําได้ว่ามีเหตุการณ์เรื่องเกี่ยวกับผลผลิตทางธรรมชาติซึ่งเป็นประเด็นปัญหา หลังจากนั้น เราก็เลยได้ตราตรงนี้ขึ้นมา เสร็จแล้วท่านเชื่อไหมหลังจากตราขึ้นมาแล้วปรากฏว่า เราป้องกันไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่ป้องกันอีกหลาย ๆ เรื่องทําให้เชิงบริหารทํางานยาก เหตุผล ก็คือคําว่า อาจ หรือคําว่า กว้างขวาง เป็นนามธรรมครับ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจที่อาจจะ แตกต่างกันทําให้ไม่มีความแน่นอนชัดเจน ก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ในเรื่องอํานาจหน้าที่ในการทําสัญญาระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านครับ และช่วงหลายปีที่ผ่านมาทําให้ฝ่ายบริหารจะต้องเสนอสัญญาต่อรัฐสภาพิจารณาเกือบทุกเรื่อง เพราะอะไรครับ เพราะไม่แน่ใจและเกรงว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เองกระผมจึงขอเสนอว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาทบทวนข้อความดังกล่าวในมาตรา ๑๗๓ เสียใหม่ ตัวอย่างเช่น ตัดข้อความตั้งแต่คําว่า หนังสือสัญญาอื่น ๆ อาจมีผลกระทบ คงอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับอาณาเขตดินแดนต่าง ๆ ตรงนั้น ถึงแม้จะมีบอกว่าทั้งหมดเป็นไปตามลักษณะ ประเภท ขอบเขตของการทําหนังสือสัญญาให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติโดยในกฎหมาย ต้องระบุให้ชัดเจน ตรงนี้เช่นกันครับ ถามว่าเป็นหน้าที่ของท่านผู้ใด เป็นหน้าที่ของ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน้าที่ของทุกกระทรวงหรือไม่ว่าสัญญานั้นอาจจะกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนประเทศอย่างกว้างขวาง ตรงนี้เป็นการตีความที่ไม่ชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นจึงขอเสนอว่าตรงนี้ถ้าเป็นไปได้ท่านกรรมการ กรุณาทบทวนตรงนี้เพื่อไม่ให้ป้องกันอีกอย่างหนึ่งแล้วไปป้องกันการทํางานของฝ่ายบริหาร จนเกินไป ท่านครับ ในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบหลักการไว้ประมาณ ๑๐ ประการ ผมขออนุญาต
ประการแรก คือร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นสากลในทุก ๆ มาตรา ไม่ต้องการ ให้รัฐธรรมนูญมีการแก้ไขบ่อยนัก นี่เป็นข้อแรกที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบหลักการไว้ ทําอย่างไรจึงเกิดการปฏิรูปโดยมีกฎหมาย กระบวนการ มาตรการ ที่ต้องเขียนว่าปฏิบัติ ตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ต้องมีการปรับกฎหมายกระบวนการยุติธรรมให้เกิดความสากล และทันสมัยให้น่าเชื่อถือ ต้องมีมาตรการกฎหมายวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจน ต้องมีการบูรณาการ การทํางานระหว่างรัฐบาล องค์กรมหาชนต่าง ๆ จะต้องจัดระบบการทํางานใหม่เป็นระบบ ประชารัฐ
ประการต่อไป ต้องมีการกําหนดบทบาทของรัฐ ข้าราชการ ประชาชน ให้ชัดเจนมากขึ้นในทุก ๆ เรื่อง สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ว่าสิ่งไหนควรร่วมมือกัน ในการพัฒนาประเทศ
ประการต่อไป ต้องบรรจุในการทําหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือต้องมี หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปควรกําหนดเวลาให้ชัดเจน เช่นกัน พ.ร.บ. การปฏิรูปในมาตรา ๒๖๙ ก็ตาม ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้แจ้งไปแล้วครับว่าเราจะต้องมีการปฏิรูป มีมาตรา ผมเห็นด้วยว่าจะต้องมี พ.ร.บ. ว่าด้วยการปฏิรูปแยกต่างหาก ไม่ใช่อยู่ในมาตรา ๒๖๙ ซึ่งเป็นเรื่องอยู่ในหมวดของบทเฉพาะกาลนะครับ
ประการต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าต้องมีการทบทวนการกระจาย อํานาจ
แล้วประการสุดท้าย คือทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป (Road map) ที่ท่าน กําหนดไว้ประมาณ ๑๐ หลักการที่ท่านได้กรุณามอบไว้ให้นะครับ
กระผมจึงขออนุญาตเรียนแสดงความคิดเห็นมาเพียงเท่านี้ ผมเข้าใจได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ต้องการเขียนขึ้นมาเพื่อให้มีการปฏิบัติได้อย่างแท้จริง และต้องการเห็นรัฐบาล ที่มีธรรมาภิบาลนะครับ ผมจึงขอนําเสนอประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นด้วยแล้วครับ ขอบคุณมากครับ