สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

นคร สุขประเสริฐ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปราบปรามทุจริต การปรับปรุงมาตราในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และการปรับลดวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับบทบัญญัติขององค์กรอิสระ ๕ องค์กร และการปฏิรูปองค์กรอัยการ

พลเอก นคร สุขประเสริฐ

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม พลเอก นคร สุขประเสริฐ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมมีเรื่องที่จะนําเรียนท่านประธาน ฝากไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อได้โปรดกรุณาพิจารณานะครับว่าสิ่งที่จะนําเสนอ ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการนําไปปรับปรุงแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญ ให้สมบูรณ์มากขึ้นหรือเปล่า

ประเด็นแรก ในหมวด ๑ บททั่วไป ควรจะต้องมีการบัญญัติในประเด็นที่ว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงเจตนารมณ์ในการที่ประชาชนจะต้องได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ซึ่งเป็นตัวที่จะบ่งชี้ และใช้เป็นหลัก เป็นกรอบแนวทางในการร่างพระราชบัญญัติและกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมก็คิดว่าอาจจะต้องเพิ่มอีกสักมาตราหนึ่งเข้าไปนะครับ ก็คงไม่ทําให้รัฐธรรมนูญยาวมากขึ้นไป เท่าไร เพราะฉบับนี้ก็ไม่ได้สั้นตามที่เราต้องการมากนัก ซึ่งบทบัญญัติเหล่านี้ได้เคยบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ที่ผ่านมา

ประเด็นต่อไป หมวด ๗ รัฐสภา ในส่วนที่ ๔ บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง มาตรา ๑๒๐ วรรคแรก ในระหว่างสมัยประชุมห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทําการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทําผิด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชน จําต้องมีวุฒิภาวะ ความรับผิดชอบ เคารพในกฎหมาย ทําตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สาธารณชน เมื่อทําผิดกฎหมายแต่ได้รับ ความคุ้มครอง มีเอกสิทธิ์พิเศษเหนือกว่าประชาชนทั่วไป ซึ่งประการนี้จะเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว หรือไม่นะครับ ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่มีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปยิงคนตายที่ปั๊มน้ํามัน มีหลักฐานชัดเจน แต่ได้รับความคุ้มครองในระหว่างสมัยประชุม ซึ่งสมาชิกผู้นั้นอาจจะ ออกไปกระทําการที่มีผลกระทบต่อรูปคดีในด้านต่าง ๆ ได้เช่นการข่มขู่พยานเป็นต้น จุดประสงค์แต่เดิมการจับกุมคุมขังดําเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตํารวจ อาจจะมีการพิจารณา ในประเด็นที่เกิดการกลั่นแกล้งทําให้ไม่สามารถเข้าประชุมสภาได้ ซึ่งก็เป็นวิธีโบราณ ๆ ฉะนั้นก็คงไม่ใช่เหตุผลที่จะนํามากล่าวอ้างในที่นี้ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในสภาพการณ์ปัจจุบันกรณีจับกุมคุมขังต้องได้รับการอนุมัติจากศาล ฉะนั้นก็ย่อมเป็นที่ ไว้วางใจได้ คําว่า ห้ามจับกุมคุมขัง จึงไม่เหมาะสมที่จะบัญญัติไว้ ก็ควรจะไปพิจารณาปรับปรุงถ้อยคํา ในประเด็นนี้ อาจจะดูว่าคนที่ทําผิดโดยสวมสถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิกก็มีอภิสิทธิ์ เป็นอภิสิทธิ์ชน

สําหรับในประเด็นต่อไป ควรจะบัญญัติระบุลักษณะของฐานความผิดไว้ เพิ่มเติมให้เข้มงวดขึ้น เมื่อจับกุมไปแล้วอย่างเช่นคดีในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นนโยบายสําคัญของรัฐบาลนี้ก็ควรจะเน้นในเรื่องการปราบปรามทุจริต เราก็ควรจะเพิ่มเอาไว้ ก็ฝากไปพิจารณาด้วย หรือในกรณีกระทําความผิดที่ให้มีโทษจําคุกตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป สําหรับวรรคสอง ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะ กระทําความผิด ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และประธาน อาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับกุมได้ ถึงแม้ว่าจะได้มีการบัญญัติในลักษณะนี้มานานต่อเนื่องกันมา แต่ว่าในสภาพสังคมปัจจุบันเราก็ควรจะพิจารณาปรับปรุงถ้อยคําให้ดี ให้เหมาะสมขึ้น หรือเปล่า อย่างเช่นที่ว่า อาจสั่งให้ปล่อย ทําให้อาจเข้าใจได้ว่าเป็นการที่อํานาจนิติบัญญัติ ไปก้าวล่วงอํานาจตุลาการ อาจจะเสนอคําที่เหมาะสม จากคําว่า อาจสั่ง เป็น อาจร้องขอ เป็นต้น จากการที่เราไปรับฟังจากเวทีประชาชนต่าง ๆ ประชาชนค่อนข้างที่จะไม่พอใจกับมาตรานี้ เท่าไรนัก

ต่อไปในหมวด ๑๑ ศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่จะอภิปรายก็คือเรื่อง คุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการแก้ไขให้มีอายุไม่ต่ํากว่า ๔๕ ปี แต่ไม่เกิน ๗๕ ปี ได้มีการชี้แจงมาแล้วว่าเพิ่มขึ้นไปอีก ๕ ปี โดยเหตุผลที่ฟังแล้วอาจจะดูว่าถ้าพูดเป็นภาษา ทั่วไปก็คืออาจจะฟังไม่ขึ้นนะครับ เป็นการเปิดช่องทางชักชวนให้ผู้พิพากษาในศาลฎีกา หรือว่าตุลาการในศาลปกครองสูงสุดสนใจเข้ารับการสรรหามากขึ้น เพราะอายุเกษียณ ของท่านทั้ง ๒ ศาลนั้นอยู่ที่ ๗๐ ปี ซึ่งพิจารณาดูแล้วว่าก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่เหมาะสม เท่าไรนัก เพราะจํานวนผู้พิพากษาและตุลาการในทั้ง ๒ ศาลนั้นก็มีจํานวนพอสมควร แล้วก็ ยังมีการบัญญัติในวรรคต่อมาอีกว่า ในกรณีที่ไม่อาจเลือกผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ที่มีอายุงานไม่น้อยกว่า ๓ ปี ก็อนุโลมให้น้อยกว่าได้ อันนี้ดูแล้วไม่สอดคล้องกันระหว่าง มาตราหลังกับมาตราแรก ก็ขอฝากประเด็นนี้ไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ ท่านที่เคยดํารงตําแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ช่วยพิจารณาด้วยว่าอย่าให้กรณีนี้เป็นกรณี ที่ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นการเอื้อประโยชน์แก่กัน

หมวด ๑๒ องค์กรอิสระ ในประเด็นที่จะนําเรียนไปยัง กรธ. ก็คือว่าวาระ การดํารงตําแหน่ง ผมก็จะพูดรวม ๆ ไปเลยว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งเดิม ๖ ปี ปรับแก้ ให้เป็น ๗ ปี ส่วนกรณีที่ว่าจาก ๕ คน เป็น ๗ คน มีสมาชิกท่านอื่นได้อภิปรายไปแล้วก็ยังพอฟัง พอจะยอมรับได้บ้างเพราะอ้างว่างานเยอะ แต่ระยะเวลาการดํารงตําแหน่งจาก ๖ ปี เป็น ๗ ปีนั้นควรจะปรับลดให้เท่ากับองค์กรอิสระอื่น ๆ คือ ๖ ปีเหมือนกับเขา ไม่มีเหตุผล ที่เหมาะสม ก็ขอฝากไปถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่เคยดํารงตําแหน่ง ในกรรมการการเลือกตั้งไปพิจารณาทบทวนด้วยครับ เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะถูกว่า เป็นการเอื้อประโยชน์

สําหรับในประเด็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๙ ปี จากการที่ได้ไปรับฟังความคิดเห็นบ้าง ได้พูดคุยกันบ้างว่าควรจะปรับลดจาก ๙ ปี เป็น ๖ ปี เท่ากับองค์กรอิสระอื่น ๆ เพราะเหตุผล ที่เคยแถลงชี้แจงเอาไว้นั้นฟังดูแล้วว่าก็ยังไม่เหมาะสมนัก เช่นที่ท่านว่า ไม่ใช่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้นะครับ คนที่เกี่ยวข้องเคยมาชี้แจง ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วนะครับว่าท่านปฏิบัติงานกึ่งองค์กรตุลาการ ต้องใช้บุคลากรและกระบวนการทํางานที่มีเวลาต่อเนื่องยาวนานพอสมควรจึงจะตอบสนอง ภารกิจงานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่เหมาะสมเท่าไรนัก การที่จะเหมาะสมนั้น ก็ควรจะไปปรับปรุงวิธีการบริหารจัดการในองค์กรให้สมบูรณ์จะเหมาะสมกว่าทั้งในด้าน บุคคลและระเบียบวิธีปฏิบัติงาน ก็ขอเสนอให้ปรับวาระการดํารงตําแหน่งของคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบลงมาเหลือ ๖ ปี เท่ากับองค์กรอิสระอื่น ๆ สรุปแล้วทั้ง ๕ องค์กรอิสระก็จะเสนอให้มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๖ ปีเท่ากัน ต่อเนื่องจาก ประเด็นดังกล่าวนะครับ วาระการดํารงตําแหน่งจากที่เรากําหนดไว้ ๖ ปี ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ปี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงานของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระทั้ง ๕ องค์กร ควรบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญหรืออย่างน้อยก็เป็น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยองค์กรที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นที่ให้ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานองค์กรอิสระทั้ง ๕ องค์กร มีวาระการดํารงตําแหน่ง ๓ ปี ครบวาระแล้ว เลือกกันใหม่ ประธานกลับไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ นั้น ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ท่านก็มีวาระ การดํารงตําแหน่งแค่ ๔ ปี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการในองค์กรอิสระทุกคน มีคุณสมบัติ มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันสามารถเป็นประธานได้ทุกคน การดํารงตําแหน่งประธาน ยาวนานถึง ๙ ปี ๖ ปี นานมากเกินไปอาจทําให้ประสิทธิภาพในการบริหารองค์กรต่ําลง เป็นลําดับ อาจเกิดวิกฤติในองค์กรเนื่องจากการแย่งชิงกันเป็นประธานดังที่เคยมีข่าวเล็ดลอด ออกมา ประธานทํางานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ไม่สามารถทํางานร่วมงานกับ คณะกรรมการหรือว่าตุลาการท่านอื่นได้ ทําให้เกิดความอึดอัดนั่งมองดูหน้ากันจนถึง ๖ ปี ๙ ปี ฉะนั้นประสิทธิภาพในองค์กรก็คงจะไม่เกิดขึ้น ฝากให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาในประเด็นขององค์กรอิสระนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอ่านดูแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ไม่ทราบว่าไปบัญญัติไว้ตรงไหน คือในบทบัญญัติที่ให้องค์กรอิสระทั้ง ๕ องค์กร ต่างไปจากศาลรัฐธรรมนูญ คือในศาลรัฐธรรมนูญ บัญญัติเอาไว้ว่าให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับการสรรหาเลือกกันคนหนึ่งเป็นประธาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเลือกได้แล้วก็ให้ประธานวุฒิสภารับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าในบทบัญญัติขององค์กรอิสระ ทั้ง ๕ องค์กรนั้นเมื่อมีการสรรหาและพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา ได้ดูหลายรอบแล้วว่าไม่ได้มีการบัญญัติไว้ว่าให้ไปเลือกประธานกันคนหนึ่ง แล้วก็ให้ ประธานวุฒิสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ฉะนั้นก็จะมีปัญหาในการเลือกประธาน และในการแต่งตั้งนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากจะฝากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไปอย่างน้อยก็ไปอ้างอิงจากมาตราที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญก็จะ ทําให้สมบูรณ์มากขึ้น หรือถ้าจะไปกําหนดแอบไว้ว่าไปอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ขององค์กรต่าง ๆ นั้นเหมาะสมหรือไม่ที่จะเอาประเด็นสําคัญนี้ไปไว้ตรงนั้น

ประเด็นต่อไปนะครับ หมวด ๑๓ องค์กรอัยการ ประเด็นที่บัญญัติเอาไว้ ในวรรคสี่ ให้มีการเขียนกฎหมายหรือเป็นการป้องกันการปฏิบัติหน้าที่ไม่ให้มีการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ก็อยากจะเสนอว่าเขียนไปให้ชัดเลยว่าพนักงานอัยการต้องไม่เป็นกรรมการ ในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทํานองเดียวกัน หรือในห้างหุ้นส่วน ไม่เป็นที่ปรึกษาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือตําแหน่งในลักษณะเดียวกัน ทั้งไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือกระทํากิจการอันเป็นการกระทบกระเทือน ถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งหน้าที่ของข้าราชการอัยการ ซึ่งอันนี้ เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาปี ๒๕๕๐ ก็มี แต่ปี ๒๕๕๐ ไปพิสดารอยู่หน่อยหนึ่ง บอกว่า ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการอัยการก็เลยเกิดปัญหาต่อเนื่องกันมา ฉะนั้นก็อยากจะฝากให้ไปบัญญัติให้ชัดเจนเลยตรงนี้ในเรื่องการปฏิรูป เสนอให้มีการบัญญัติ เพิ่มหมวดว่าด้วยการปฏิรูปเป็นการเฉพาะ เพราะว่าจะทําให้สามารถเป็นการต่อเนื่อง ในเรื่องงานของปฏิรูปซึ่งเป็นงานสําคัญของชาติบ้านเมือง ทําให้กําหนดกรอบในแนวทาง ปฏิบัติที่ชัดเจน แล้วก็บรรจุวาระแผนการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อเป็นการตอบโจทย์ที่เป็นเรื่องสําคัญของประเทศใน ๒ เรื่อง คือเรื่องงานยุทธศาสตร์ชาติ และงานการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นผมขอเสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้พิจารณา เพิ่มเติม จัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีก ๒ ฉบับ คือ ๑. พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ๒. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปฏิรูปประเทศเพื่อให้สอดคล้อง

สําหรับประเด็นสุดท้าย ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๕๘ ที่กําหนดเอาไว้ว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือวิธีการทํางานของสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือว่ามีตําแหน่งว่างก็ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้ง เพิ่มเติมได้นั้น ถ้าย้อนกลับไปดูตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ ในมาตรา ๓๙/๒ ได้กําหนดเอาไว้ว่าสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง สมาชิกได้รับแต่งตั้งตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามนะครับ ไม่ได้มีการโปรดเกล้าฯ เหมือนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยน การแต่งตั้ง ผมคิดว่าควรจะต้องเป็นไปโดยนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ก็ควรลองไปพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะต้อง ปรับแก้ให้เป็นอํานาจของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ มาตรา ๓๙/๒ และเจตนารมณ์หรือบทนําในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ผมขอเรียนฝากท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เพื่อจะได้นําว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ในการปรับแก้ เพราะว่าจุดมุ่งหมายเป้าประสงค์ของเราก็คือทําอย่างไรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนที่ดี มากกว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ได้นําไปปรับแก้ให้สมบูรณ์มากขึ้น และนําไปบังคับใช้ให้เกิดประโยชน์ กับประเทศชาติและประชาชนต่อไป ขอขอบพระคุณครับ