สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

จินดา วงศ์สวัสดิ์ อภิปรายเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งในประเทศไทย โดยวิพากษ์วิจารณ์ระบบพรรคการเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้คนดีมีความรู้เข้ามาเป็นตัวแทนในการบริหารประเทศ และเสนอระบบใหม่ที่จะให้ประชาชนมีสิทธิสมัครเป็น ส.ส. ในทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ และเสนอระบบ "วันแมน เท็นโหวต" เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเลือกตัวแทนของตนเอง นอกจากนี้ เธอยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความซับซ้อนและความไม่ชัดเจนของระบบเลือกตั้งวุฒิสภา และเสนอแนะว่าให้เลือกตั้งโดยไม่ให้สิทธิประชาชนเลือก แต่ให้แต่งตั้งแทน

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จินดา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๒๖ ครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมจะขอพูดประเด็นเรื่องของระบบเลือกตั้ง ส.ส. กับ ส.ว. ซึ่งผมเคยผ่านประสบการณ์ การเลือกตั้งตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติก็พอจะทราบปัญหาจุดอ่อนจุดแข็งของระบบ เลือกตั้งได้ซึ่งก่อผลมาถึงจนถึงปัจจุบัน ก่อนอื่นก็อยากกราบเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีจุดดีอยู่เยอะ จุดดีก็มี เช่น เรื่องของการป้องกันการทุจริต เรื่องของ การป้องกันไม่ให้คนไม่ดีมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศโดยการใช้ระบบตัดสิทธิถ้ามีการทุจริต ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็เป็นจุดเด่นหรือจุดดีของรัฐธรรมนูญที่ร่าง ณ ปัจจุบัน แต่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ ร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็มีจุดด้อย โดยเฉพาะเรื่องระบบเลือกตั้ง ส.ส. กับ ส.ว. ซึ่งวันนั้นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้มาชี้แจง ซึ่งผมฟังแล้วระบบเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ก็ยังไม่ชัดเจนนะครับ แล้วระบบเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือระบบเลือกตั้ง ส.ว. ก็เป็นหัวใจของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ถ้าไม่แก้ไขประเด็นนี้ ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเดิม ๆ ได้ แล้วปัญหาซ้ํา ๆ เดิม ๆ ก็อาจจะกลับมาทําให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งจะทําให้เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของ คสช. ที่ตั้งใจจะมาแก้ปัญหาเรื่องการเมือง ไม่ประสบผลสําเร็จคือล้มเหลว ถ้าคิดว่ายังใช้ร่างรัฐธรรมนูญในระบบเลือกตั้งที่เสนอมา ทั้ง ส.ส. ส.ว. แล้วผลสุดท้าย คสช. ก็จะถูกครหาว่าเข้ามายึดอํานาจแล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ เหมือนกับปี ๒๕๔๙ อันนี้ผมก็ค่อนข้างเป็นห่วงนะครับ ก็เลยอยากจะฝากปัญหาจุดดี จุดด้อย แล้วก็เสนอวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. กับ ส.ว. ผ่านทางตัวแทนกรรมาธิการ เพื่อให้กรรมาธิการได้พิจารณาในส่วนของผม ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่าถ้าร่าง ของผมเสนอไปนั้นทุกพรรคการเมือง หรือประชาชนทั่วไปจะรับได้ ผมก็อยากจะฝากเสนอไว้ แต่ก่อนอื่นผมก็อยากกราบเรียนจุดอ่อนของร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสักนิดหนึ่งนะครับ

ประเด็นแรก ที่ให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวก็จะเปิดโอกาสและเป็น แรงจูงใจให้มีการซื้อสิทธิขายเสียงมากขึ้น เพราะอะไรครับ เพราะสมัยก่อนถ้าจะซื้อสิทธิขายเสียง ต้องซื้อ ส.ส. เขต แล้วก็ซื้อ ส.ส. บัญชีรายชื่อ เพราะคะแนนแยกกัน บัตรคนละใบ แต่ปัจจุบันเอาบัตรมารวมกันแต่เลือกทีเดียวแล้วได้ทั้ง ๒ เขต คือได้เขตเลือกตั้ง กับได้บัญชีรายชื่อเพิ่มเติม ฉะนั้นก็เป็นปัจจัยจูงใจให้ซื้อเสียงนะครับ ถึงแม้ท่านจะบอกว่า การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นการทุจริตก็ปราบปรามเป็นคดีไปก็ตัดสิทธิเลือกตั้งอะไรไป ใช่ อันนี้ก็เป็นจุดเด่นในรัฐธรรมนูญ แต่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าในระบบการเลือกตั้ง ที่ผ่านมา กกต. ก็ไปถามได้ว่าการจัดการเลือกตั้งนั้น การจับคนซื้อสิทธิขายเสียง จริง ๆ แล้ว คือ กกต. ไม่เคยจับได้ กกต. ก็จะใช้ระบบการฟ้องร้องเรียกร้องกันเองเป็นหลัก ฉะนั้น จะหวังประสิทธิภาพของ กกต. เพื่อจะจับการซื้อสิทธิขายเสียงนั้นก็ยาก ผมคิดว่านะครับ แล้วยิ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัจจัยที่จะให้ซื้อเสียงมากขึ้นเพราะซื้อ ๑ แถม ๑

ประเด็นที่ ๒ ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิสมัครในนามอิสระได้เลย เพราะทั้ง ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมือง อย่างเดียว ซึ่งต่างกับรัฐธรรมนูญบางฉบับที่ให้สิทธิประชาชนลงสมัครอิสระได้ ท่านอาจจะบอกว่า เพื่อให้การเมืองเข้มแข็ง ผมถามว่าการเมืองเข้มแข็ง ที่ผ่านมาเราให้ระบบพรรคเข้มแข็งไหม ปี ๒๕๔๐ ก็อยากให้การเมืองเข้มแข็ง พอเข้มแข็งแล้วเป็นอย่างไร ก็ไม่ดีอีก พอปี ๒๕๕๐ ก็เป็นแบบนี้อีก ฉะนั้นผมคิดว่าน่าจะหาแนวทางใหม่เปลี่ยนแปลงบ้างนะครับ เพื่อจะให้ประชาชน และให้คนทั่วไปมีสิทธิสมัครได้

๓. เป็นระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้คนดีมีความรู้แล้วไม่อยากสังกัดพรรคการเมือง ลงสมัครได้เลย ประเด็นนี้ไม่ตอบโจทย์กับความตั้งใจของ คสช. หรือของประชาชนทั่วไป ที่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง การเมืองเป็นสี ๆ ที่ผ่านมา เพราะอะไร เพราะลักษณะที่กําหนด ให้คนสังกัดพรรคก็จะไม่มีโอกาสให้คนดีเข้ามาหรอกครับ ไม่มีครับ คนดีมีความรู้ที่จะมาสมัคร อย่างท่านกรรมาธิการทั่วไป อาจารย์ทั้งหลาย ผู้รู้ทั้งหลายก็รังเกียจเรื่องพรรคการเมือง เพราะว่าระบบพรรคการเมืองเป็นระบบนายทุน เป็นระบบทุน ไม่มีประชาชนที่ไหนมาตั้งพรรค อันนั้นเป็นแค่ความฝันเท่านั้นเองที่ว่าพรรคการเมืองเป็นของประชาชนอะไรนะครับ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ มีของนายทุนไม่กี่คน ไม่กี่กลุ่มเท่านั้นเองครับ ฉะนั้นจะให้โอกาสให้คนดี มีความรู้ที่จะตอบโจทย์ความตั้งใจของ คสช. และประชาชนทั่วไปเข้ามาเป็นตัวแทน ในการบริหารประเทศนั้นก็ยาก ซึ่งผมคิดว่าไม่มีทางในกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ระบบเลือกตั้ง ถ้าระบบพรรคการเมืองเป็นระบบของพรรคนายทุนแล้วก็เหมือนกับ เรายกประเทศให้นายทุนของประเทศเราซึ่งมีไม่กี่กลุ่ม แล้วปัญหาก็จะกลับมาอยู่ที่เดิม

อีกประเด็นก็คือว่าพรรคเล็ก ๆ ยิ่งไม่มีโอกาสเกิดเลยครับ อย่างที่ท่านบอกว่า เอาคะแนนมาเฉลี่ย ไม่จริงครับ เฉลี่ยไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะพรรคเล็ก ความสามารถก็น้อยอยู่แล้วใช่ไหมครับ แล้วยิ่งท่านเอาบัตรใบเดียวให้คะแนน ทั้งพรรคเล็กพรรคน้อย พรรคใหญ่เขาส่ง ๔๐๐ เขตแน่นอน ๓๕๐ เขต หรือ ๔๐๐ เขต แน่นอนเขาส่งเต็ม เขาก็มีเอาคะแนนเขตไปรวมนับบัญชีรายชื่อ เขาก็มีโอกาสได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อมากขึ้น พรรคเล็กส่งมา ๑๐ เขต ถามว่าแล้วอีก ๓๐๐ กว่าเขตเอาคะแนน จากไหนครับ เพราะไม่มีเบอร์ให้เขากา มันกาไม่ได้ใช่ไหมครับ อันนี้ก็เกิดความเหลื่อมแล้ว ระหว่างพรรคเล็กพรรคใหญ่ก็เหลื่อมแล้วครับ จะไปบังคับว่าคุณทําไมไม่ส่งให้ครบ ก็ส่งได้อย่างไรครับ มือคนเราความยาวนิ้วยังไม่เท่ากัน แล้วความสามารถของคน ทั่วประเทศก็ไม่เท่ากันใช่ไหมครับ ก็รู้อยู่แล้วว่าในประเทศไทยเป็นสามเหลี่ยมหัวตั้ง คนข้างบนมีแค่ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คุมทรัพยากรตั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ เหมือนกันครับ ระบบผู้แทนราษฎรก็เหมือนกันใช่ไหมครับ อันนี้ก็เป็นปัญหาซึ่งจะทําให้ ระบบเลือกตั้งของผู้แทนราษฎรเป็นจุดอ่อน

อีกประเด็นหนึ่งผมอยากยกตัวอย่าง การเลือกตั้งถ้าสมมุติว่าเลือกไปแล้ว ภายใน ๑ ปี กกต. ให้ใบเหลืองใบแดงต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แล้วคะแนนเขตเลือกตั้งก็ต้อง เอาไปแก้ในบัญชีรายชื่อใหม่นะครับ เพราะคะแนนจะมีผลต่อ ส.ส. เขต อาจจะมีบางคน เป็นได้แล้วก็ถูกถอดออก บางคนที่ไม่ได้เป็นก็กลับขึ้นมาเป็นใหม่ แล้วยังมีปัญหาอีกว่า ในช่วงเลือกตั้งครั้งแรกสมมุติว่าผู้สมัครคนนี้ไม่ได้สมัคร พออีกพรรคหนึ่งโดนใบแดง เวลาสมัครใหม่ผู้สมัครคนใหม่เข้ามาสมัครแต่ปรากฏว่าไม่ได้ส่งบัญชีรายชื่อในครั้งแรก แล้วถ้าสมมุติว่าเขาได้รับเลือกตั้งรอบหลังเขาอยู่พรรคนี้แต่ไม่มีบัญชีรายชื่อแล้วเอาคะแนน ของเขาไปไว้ที่ไหนล่ะครับ ถ้าครั้งแรกสมมุติว่าพรรค ก ไม่ได้ส่งบัญชีรายชื่อ ไม่สมัครเลย ไม่ส่งเลย แต่พอเลือกตั้งซ่อมพรรค ก ผมไปสมัครแล้วผมได้คะแนนมาใช่ไหมครับ คะแนนก็ไม่ได้ถูกเอาไปคิดบัญชีรายชื่อแล้ว สัดส่วนก็หายไปแล้วครับ อันนี้ผมก็อยากจะฝาก ท่านกรรมการว่าลองไปพิจารณา ความจริงผมก็มีประเด็นที่เสนอระบบเลือกตั้ง ซึ่งจะมีโอกาสเปิดให้คนอิสระสมัครได้ทั้งบัญชีรายชื่อและ ส.ส. เขต เดี๋ยวผมจะฝากไปนะครับ แต่ผมใช้วิธีการก็คือเรียกว่าแบบใหม่ครับ คือบังคับเลือก ผมใช้ระบบ ส.ส. เขตก็คือ วันแมน ทูโหวต (One man two vote) แล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อ วันแมน เท็นโหวต (One man ten vote) ซึ่งเป็นรายละเอียด และประชาชนทั่วไปมีสิทธิสมัครทั้ง ส.ส. เขตด้วย ส.ส. บัญชีรายชื่อก็มีสิทธิสมัครด้วย อย่างท่านประธานเป็นผู้มีความรู้ความสามารถก็อาจจะ สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อก็ได้ ไม่ต้องลงเขต ไม่ต้องหาเสียง แต่บัญชีรายชื่อสมัครได้ แล้วใช้เขตประเทศเลือกตั้ง ประชาชนเลือกวันแมน เท็นโหวต (One man ten vote) ผมก็จะเลือก ๑ ใน ๑๐ อย่างนี้ครับ ก็มีโอกาสจะทําให้คนดีมีความรู้ได้มีโอกาสเข้ามา เป็นตัวแทนของประชาชน อันนี้คือเรื่องระบบเลือกตั้งของ ส.ส.

ต่อไปเป็นระบบเลือกตั้งของ ส.ว. คือวุฒิสภา ซึ่งวันนั้นผมก็ฟังท่านกรรมาธิการ ได้ชี้แจงนะครับ ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเลือกแบบไหน ก็บอกว่าเลือกจากสายอาชีพเป็นกลุ่ม ๆ แต่เลือกกันไปเลือกกันมา เลือกตั้งแต่อําเภอ แล้วก็เลือกจังหวัด แล้วก็มาเลือกประเทศ แล้วยังบอกว่าผลสุดท้ายในระดับประเทศเลือกมาอาจจะไขว้กันอีก อาชีพนี้ไปเลือกอาชีพโน้น อาชีพโน้นไปเลือกอาชีพนี้ ผลสุดท้ายไม่รู้ใครเลือกใคร เพราะอะไร เพราะบอกว่ากันบล็อกโหวต (Block vote) แต่ผมถามว่าแล้วจะสะท้อนคําว่าได้วุฒิสมาชิกมาจากสายอาชีพได้อย่างไร อาจจะดีไซน์ (Design) ที่บอกว่า ๒๐ อาชีพ แต่ผลสุดท้ายอาจจะเหลือแค่ ๒ อาชีพเท่านั้นเอง แล้วจะเป็นตัวแทนของอาชีพได้อย่างไร ไม่ได้อยู่แล้วตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ใช่ไหมครับ แล้วยังจะมีปัญหาสับสนในการเลือกอีก ผมคิดว่าเป็นระบบเลือกตั้งที่แปลกประหลาดมาก แล้วเลือกกันเอง ไม่ให้สิทธิประชาชนเลือก สู้แต่งตั้งเลยไม่ดีกว่าหรือใช่ไหมครับ ยังโดนด่าน้อยกว่าไปเลือกแบบนั้น แล้วปัญหาน้อยกว่า เยอะเลย ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่าอย่างที่ท่านกรรมาธิการว่าเพราะกลัวจะเปลืองค่าใช้จ่าย ซึ่งกรณีเลือกกันเองก็ไม่ตอบโจทย์จะให้คนดีมีความรู้ความสามารถเข้ามาได้อย่างไร เพราะก็ เลือกกันมั่วไปหมดแล้วครับ แล้วก็ต้องให้ไปสมัครกันเอง เลือกกันเองอีกต่างหาก ประชาชน ก็อาจจะปฏิเสธได้อย่างนี้นะครับ

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งกําหนดคุณสมบัติ ผมอยากจะกราบเรียนนิดหนึ่งว่า กําหนดคุณสมบัตินี้ห้ามเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองระดับชาติ ระดับ ท้องถิ่น ต้องพ้นตําแหน่งมาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีอย่างนี้ ผมเห็นทุกมาตราจะเขียนเกี่ยวกับ การห้ามนักการเมืองทั้งหมดเลย ต้องฝากนิดหนึ่งครับว่าอย่ามองในแง่สุดขั้วเกินไปเพราะว่ามี ทุกองค์กร ไม่ว่านักการเมือง ไม่ว่าข้าราชการ ไม่ว่าทุกหน่วยงาน ไม่ว่าองค์กรอิสระ ทุกคนก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี อันนี้ท่านห้ามแต่นักการเมืองหมดทุกอย่างเลย แม้กระทั่ง เป็นสมาชิกพรรคมาแล้ว ๑๐ ปีห้ามลงสมัคร ส.ว. ก็จะเหลือคนอยู่กลุ่มนิดเดียวที่จะสมัคร ก็จะไม่สะท้อนตัวแทนที่แท้จริงเหมือนกัน ผมถามว่าถ้ามองอีกแง่หนึ่งผมเป็นประชาชน ผมก็ถามว่าแล้วทําไมข้าราชการ พวกองค์กรอิสระไม่ห้ามสักอย่างเลยหรือครับ ใช่ไหมครับ ราชการเกษียณมาก็สมัครได้เขาไม่มีสิทธิห้าม ก็ถามท่านอาจจะบอกว่าแล้วไม่เกี่ยวกับ การเมือง ผมบอกว่าถ้าผมเป็นแค่สมาชิกพรรคไม่เกี่ยวกับการเมืองผมไม่ได้ยุ่งอะไรเลย ข้าราชการก็มีอํานาจมากมายมหาศาลใช่ไหมครับ ตอนดํารงตําแหน่งจะหาเสียงก่อน หมดวาระก็ยังได้เลยครับ อายุ ๕๙ ปี ๖๐ ปี ก็หาเสียงใช่ไหม อายุ ๖๐ ปีพ้นวาระก็สมัคร ส.ว. สมัคร ส.ส. ก็ทําได้ครับ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้คุณสมบัติไม่ห้ามเลย ไม่มีห้ามเลย ระบบราชการ หรือว่าตัวแทนองค์กรอิสระหรืออะไรที่พ้นตําแหน่งมาก็ลงได้เลย ซึ่งผมคิดว่า ดูลักลั่นกันนิดหนึ่ง ผมก็อยากจะฝากกรรมการช่วยพิจารณาประเด็นรายละเอียดพวกนี้ บางประเด็น สําหรับผมเองก็เสนอวิธีการเลือกตั้ง ส.ว. ไว้เหมือนกันแต่ก็ใกล้เคียงกับ ที่กรรมาธิการเสนอนะครับ คือผมก็เคยคิดไว้ตั้งนานแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่เขียนแล้วครับ แต่พอดีเห็นท่านมาชี้แจงแล้วก็ใกล้เคียงกับผม คือเลือกเป็นสายอาชีพ แต่ไม่ตรงกับผม ที่ผมคิดตั้งแต่แรก คือผมคิดเลยอยากจะเสนอท่านประธานว่าก็สายอาชีพ แบ่งสายอาชีพ ออกมาเป็นแท่ง แท่ง แท่งครับ แล้วเลือกเลยแท่งใครแท่งมันให้ประชาชนเลือกเลยครับ สายใครสายมัน ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ ๑๘ ปีจนถึงตายมีสิทธิเลือกตั้งใช่ไหมครับ ทุกคนต้องดีแคลร์ (Declare) หมดว่าตัวเองมีอาชีพอะไร อาจจะทุก ๆ ๓ ปี แล้วก็สรุปทีหนึ่งว่า ใครอาชีพอะไร แล้วทําเป็นแท่ง แท่ง แท่ง แล้วเลือกใครเลือกมันครับ แต่ท่านอาจจะบอกว่า แล้วเกิดสมมุติตัวแทนบางสายอาชีพที่ไม่มีตัวแทนก็ไปรวมกันเป็นกลุ่มอาชีพอื่น ๆ ได้ เพื่อจะให้มีตัวแทนใช่ไหมครับ ที่ไม่ได้โควตาก็เป็นอาชีพอื่น ๆ ได้เป็นตัวแทน แล้วท่าน บอกว่าบางทีชาวนาอาจจะมีตัวแทนมากคนก็จะมีสิทธิมาก ไม่ใช่ครับ ไม่จําเป็น อยู่ที่เราคิดว่า จะให้เขาใช้สิทธิเสมอภาคขนาดไหน ซึ่งผมคิดมาง่ายที่สุดก็คือเป็นการถัวเฉลี่ยคะแนน ชาวนามีตัวแทนเยอะ ข้าราชการมีคนน้อยตัวแทนน้อย แต่ผมดีไซน์ (Design) ว่าให้มี การกระจายคะแนนเพื่อเราจะได้คนดีมีความรู้จริง ๆ เข้ามาก็ใช้ระบบวันแมน เท็นโหวต (One man ten vote) เหมือนกัน คือให้เฉลี่ยเลยคุณจะเลือกใคร คุณต้องดูว่าคนที่ดีที่สุดของคุณ ๑ ใน ๑๐ คุณก็เลือกไป ๑ ใน ๑๐ แต่ระบบที่ผมคิดจะไม่เหมือนระบบเก่า เพราะระบบเก่าจะเขียน บอกว่าสมมุติมีสิทธิ เมื่อก่อน ส.ส. กาได้ ๓ คนนี้คุณกา ๑ ๒ ๓ ก็ได้ แต่ไม่เกิน ๓ คน ถือเป็นบัตรดี แต่ที่ผมคิดนี้คือระบบใหม่ต้องใช้ระบบบังคับโหวต (Vote) ไม่มากไม่น้อยกว่า ที่กําหนดในกฎหมาย ลักษณะเช่นนี้จะไม่สามารถซื้อเสียงได้ง่าย ซื้อเสียงได้ยากมาก เพราะอะไร เพราะมีการกระจายคะแนน คนหนึ่งต้องกา ๑๐ เบอร์ให้ได้ แล้วเอา ๑๐ คนนั้นมา เรียงคะแนนรวมกัน แล้วจะสะท้อนว่าคนที่ได้ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ คนนั้นจะต้องเป็นคนที่ประชาชน รักมากที่สุดถึงจะได้คนที่ ๑ เพราะว่า ๑ คนลงได้ ๑๐ คะแนนใช่ไหมครับ แล้วคะแนน มันกระจายมาก ซื้อเสียงก็ยาก ผมฝากท่านประธานเรียนเพื่อนกรรมการนะครับว่าผมเองก็อยู่ในระบบมา ผมก็อยากจะ แก้ปัญหาทางการเมือง ก็ไม่อยากให้ใครมาโจมตีว่านักการเมืองไม่ดีหรอกครับ เพราะผม บอกว่าทุกสาขาอาชีพมีทั้งคนดีและไม่ดี เพียงแต่ว่าเราดีไซน์ (Design) อย่างไร เพื่อจะ แก้ปัญหาที่เป็นปัญหาของประเทศชาติในปัจจุบัน อันนี้ก็คือเป็นวัตถุประสงค์ต้น ๆ ที่ คสช. เข้ามาทํางาน แต่ถ้ายังจะใช้ระบบแบบนี้ที่เสนอมา ผมเชื่อได้เลยว่าไม่เกิน ๓ ปี ปัญหาเดิมจะกลับมาและประเทศชาติเราจะอยู่กับที่นะครับ อันนี้เดี๋ยวผมจะฝากเอกสาร ฝากทางกรรมการไปเพื่อโปรดพิจารณา ขอบคุณมากครับท่านประธาน