สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย เสนอแนะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศไทยประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนี้ยังเสนอให้จังหวัดมีอํานาจหน้าที่ในการบูรณาการการพัฒนาในเชิงพื้นที่เพื่อคํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และแนะนำให้นำมาตรา 179-182 มาบังคับใช้กับสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ในการปกครองส่วนท้องถิ่น

นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๑ ก่อนอื่นก็ต้องขอเป็น อีกคนหนึ่งในสมาชิก สปท. หลาย ๆ ท่านที่ได้ชื่นชมการทํางานของคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในเนื้อหาโดยรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถือว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ดี เพราะว่าร่างตามเจตนารมณ์ที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้น สําหรับผมเองนั้น ก็มีสิ่งที่จะขอนําเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างเบื้องต้นของคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญใน ๔ ประเด็น ดังต่อไปนี้นะครับ

ประเด็นแรก ก็คือในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ทางผมเองนั้นก็เห็นด้วย กับทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้ มีความเห็นว่าควรจะระบุให้ชัดเจนว่าการบริหารราชการแผ่นดินนั้นจะต้องมีทั้งการบริหาร ราชการในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น ซึ่งตัวนี้จะต้องระบุลงในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนแล้วก็เป็นหลักฐาน ซึ่งในส่วนนี้ผมเองก็มีความเห็นสอดคล้องว่า ควรจะให้บัญญัติเพิ่มเติมว่า การบริหารราชการแผ่นดินให้จัดระบบเป็น ๓ ส่วน ซึ่งจะ ประกอบด้วยการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น แล้วก็กําหนด ให้มีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับภารกิจ ขอบเขตของอํานาจหน้าที่ แล้วก็ความรับผิดชอบ ของแต่ละส่วนให้มีความชัดเจน เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ก็เป็นไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่าในตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทั้ง ๓ ภาคส่วน อยู่ในจุดเดียวกัน สําหรับในส่วนของการที่ผมได้เรียนให้ทราบนั้นก็มีเหตุผลประกอบว่า เรามีตามร่างรัฐธรรมนูญภายใต้มาตรา ๑ ระบุไว้ว่าประเทศไทยนั้นเป็นราชอาณาจักร อันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ ดังนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องบัญญัติให้มีโครงสร้าง ของการบริหารราชการแผ่นดินทั้ง ๓ ส่วนไว้ ซึ่งในส่วนกลไกของส่วนภูมิภาคนั้นก็เป็นส่วน ที่จะเชื่อมโยงการบริหารงานระหว่างส่วนกลางแล้วก็ส่วนท้องถิ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีความชัดเจน ไม่ให้เกิดความซ้ําซ้อนในการปฏิบัติงาน ในลักษณะที่เป็นการส่งเสริม สนับสนุนการบริหารราชการซึ่งกันและกันให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ พื้นที่ วัฒนธรรม และประเพณี สําหรับในส่วนของการดําเนินการในส่วนนี้ถ้าเราไม่กําหนดไว้ให้ชัดเจนก็จะทําให้ภาคส่วน ทั้งภาคประชาชนก็ดี แล้วก็หน่วยราชการต่าง ๆ นั้นเกิดความสับสนในการบริหารราชการ แผ่นดินได้ ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็ได้มีการบัญญัติในเรื่องนี้ไว้ในมาตรา ๗๘ (๒) และร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๘ ซึ่งเสนอ สปช. ในมาตรา ๘๑ (๓)

สําหรับในส่วนประเด็นที่ ๒ หมวด ๖ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ ทางกระผมเห็นว่าเราควรจะกําหนดเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้จังหวัดมีอํานาจหน้าที่ ในการบูรณาการการพัฒนาในเชิงพื้นที่เพื่อคํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในภาพรวมแล้วก็เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่เป็นสําคัญ รวมทั้งเพิ่มเติมกําหนด ประเด็นสาระสําคัญดังกล่าวนั้นให้อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติอย่างชัดเจนด้วย โดยมีเหตุผล ประกอบก็คือว่าเพื่อเป็นการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยสนับสนุนให้จังหวัด มีการจัดทําแผนแล้วก็งบประมาณเพื่อการพัฒนาจังหวัดให้มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ มีทิศทาง แล้วก็มีเป้าหมายชัดเจนในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศนั้น เป็นไปอย่างมีเอกภาพ คุ้มค่า แล้วก็มีประสิทธิภาพ

สําหรับในส่วนประเด็นที่ ๓ หมวด ๘ ของคณะรัฐมนตรี กระผมเห็นว่า ควรจะเพิ่มในเรื่องของบัญญัติเกี่ยวกับบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารในมาตรา ๑๕๙ ซึ่งควรจะกําหนดไว้ว่า ห้ามมิให้มีการก้าวก่าย แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ ของรัฐแล้วก็หน่วยงานของรัฐเพื่อประโยชน์โดยมิชอบ โดยมีเหตุผลประกอบก็คือว่าเพื่อเป็น การป้องกันไม่ให้ข้าราชการฝ่ายการเมืองนั้นใช้ตําแหน่งและอํานาจหน้าที่ในการบริหารงาน ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ เช่น ในเรื่องของการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย การเลื่อนตําแหน่ง หรือเลื่อนเงินเดือน หรือการให้พ้นจากตําแหน่งต่าง ๆ เป็นต้น

สําหรับในส่วนประเด็นที่ ๔ ก็คือหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น ผมก็เห็นด้วยกับที่ท่านธวัชชัย ฟักอังกูร ที่ได้นําเสนอไปเมื่อสักครู่นี้ว่าในเรื่องการขัดกัน ของผลประโยชน์นั้นก็เป็นสิ่งจําเป็นที่นอกจากระบุในการเมืองระดับชาติแล้วก็ควรจะมาระบุ ในการเมืองท้องถิ่นไว้ด้วย ซึ่งในส่วนนี้นั้นก็จะเป็นในเรื่องของการป้องกันการทุจริต การขัดกันแห่งผลประโยชน์ และป้องกันการก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งในส่วนนี้ก็ควรจะนําบทบัญญัติมาตรา ๑๗๙ ถึงมาตรา ๑๘๒ มาบังคับใช้กับทางสมาชิก สภาท้องถิ่น รวมทั้งคณะผู้บริหารและผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณีโดยอนุโลมด้วยนะครับ ก็จึงเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อโปรดพิจารณาครับ