สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและเศรษฐกิจไทย โดยเน้นการปรับเปลี่ยนจากการแข่งขันโดยใช้ประสิทธิภาพในการผลิตไปเป็นการใช้นวัตกรรม และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเรียกร้องการตรวจสอบการปฏิรูปของรัฐ และก่อตั้งองค์กรที่มีความชอบธรรมเพื่อดูแลยุทธศาสตร์ชาติ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๙๙ ผมมีประเด็นอยู่เพียง ๒ ประเด็นที่จะ ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฏกับพวกเราอยู่ในขณะนี้ ประเด็นแรก ก็คงจะเกี่ยวพันกับเรื่องของเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องที่คณะอนุกรรมาธิการที่พวกผมรับผิดชอบอยู่ ส่วนประเด็นที่ ๒ คงจะเกี่ยวพันกับเรื่องที่หลายท่านได้อภิปรายไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ก็คือ ความเป็นห่วงในเรื่องของการที่รัฐจะดําเนินการตามยุทธศาสตร์ ซึ่งพวกเราหลายกลุ่ม หลายคณะได้พยายามร่างกันมาแล้วก็พยายามผลักดันให้เกิดมีการขับเคลื่อนต่อไป

ในส่วนของประเด็นแรก ได้มีการพูดจากันในเวทีนักเศรษฐศาสตร์ ในเวที ของรัฐบาลใน คสช. แม้แต่ในเวทีของสภานี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยถึงเวลาที่จะต้อง ปรับเปลี่ยนจากการแข่งขันโดยใช้ประสิทธิภาพในการผลิตไปเป็นการใช้นวัตกรรม เพราะว่า ประสิทธิภาพในการผลิตของเราก็เริ่มประสบปัญหา ไม่ว่าการนําเข้าเทคโนโลยี การที่ ราคาค่าแรงงานของเราสูงขึ้น ค่าขนส่งต่าง ๆ แปรปรวนตามราคาน้ํามัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะพยายามเสริมสร้างนวัตกรรมภายในประเทศแล้วก็คุ้มครอง นวัตกรรมภายในประเทศให้ผู้ที่ทํางานวิจัยก็ดี ผู้ที่นํานวัตกรรมไปใช้ก็ดี ผู้ที่ลงทุนก็ดี สามารถ มีความมั่นใจได้ว่านวัตกรรมที่สร้างขึ้น ที่จะนําไปขาย หรือที่จะนําไปประกอบอาชีพเองได้รับ การคุ้มครอง ในรัฐธรรมนูญเก่า ๆ ก็ปรากฏว่าเรื่องนี้ได้มีการพูดกัน แต่ว่าในร่างรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันซึ่งได้นําเสนอมา ณ ขณะนี้ก็ยังคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีการหยิบยกขึ้นมา ซึ่งผมเห็นว่า เรื่องนโยบายการที่จะคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งกับ การก้าวไปข้างหน้าในวิถีที่เราคิดกันไว้ ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจจะบรรจุไว้ในมาตรา ๖๕ เป็นการ เพิ่มเติมก็ได้ ในความคิดของผมนั้นถ้าเผื่อว่าเราสามารถที่จะคุ้มครองเรื่องเหล่านี้ได้อย่าง จริงจัง นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักนวัตกรรม หรือแม้ผู้ที่ลงทุนจากนวัตกรรมก็ดี ก็จะมี ความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ เรื่องการจดทะเบียนสิทธิต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่อง อินเทลเลกชวลพร็อพเพอร์ตี (Intellectual Property) หรือไอพี (IP) ขอโทษที่ต้องใช้ ภาษาอังกฤษ หลายประเทศในอาเซียน (ASEAN) นําเราไปแล้วนะครับ ตรงนี้เราต้องให้ความสนใจ ทั้งในแง่ของกระบวนการ ทั้งในแง่ของตัวกฎหมาย ที่จะทําให้เรื่องเหล่านี้สะดวกกับ นักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม ผู้ที่จะนํานวัตกรรมไปใช้ให้ได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้จําเป็นที่จะต้อง ปรากฏไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐที่นําเสนอในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ประการที่ ๒ เป็นเรื่องที่หลายคนได้พูดไปแล้ว แต่ว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง อย่างยิ่งก็คือเรื่องของบทบัญญัติตามมาตรา ๖๑ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดให้มี ยุทธศาสตร์เอาไว้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ ซึ่งในบทบัญญัตินี้เป็นเรื่องซึ่งเรา ได้พยายามดําเนินการมาตลอดในช่วงปีเศษ ๆ แล้วก็คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้นอกจาก จะเรื่องการแก้ไขปัญหาการฉ้อโกงแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสําคัญก็คือ การปฏิรูปประเทศ นวัตกรรมใหม่ของร่างรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ก็มีอยู่ว่าเราได้แบ่งเรื่องของ แนวนโยบายออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเขียนในหมวด ๕ เป็นเรื่องหน้าที่ของรัฐ ซึ่งก็หมายความว่ารัฐต้องทํา แล้วก็มีกระบวนการตรวจสอบ มีกลไกในการตรวจสอบ ในลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรต่าง ๆ ที่มีเขียนไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ว่าเรื่องของการปฏิรูปหรือยุทธศาสตร์ชาตินั้น กลับมาเขียนไว้ ในหมวด ๖ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวนโยบายแห่งรัฐ และในหมวดนี้มาตรา ๖๐ เขียนไว้ชัดเจนว่า บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดําเนินการตรากฎหมาย และกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการฟ้องร้องรัฐ ซึ่งก็หมายความว่าถ้ารัฐไม่ดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ การแก้ไขปัญหาคงจะต้อง อยู่ที่สภา เพราะว่าเท่าที่ผมตรวจสอบดูคนที่จะค้านหรือยกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐที่ไม่ทําตาม ยุทธศาสตร์คงจะต้องเป็นการดําเนินการผ่านสภาทั้งสภาสูงและสภาล่าง ซึ่งอันนี้อาจจะ ไม่ได้สร้างความมั่นใจมากนักให้กับประชาชนซึ่งคาดหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็น ร่างรัฐธรรมนูญที่สามารถทําให้การปฏิรูปก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและมั่นคงตามนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐในขณะนี้และสภาต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาได้กําหนดไว้ กระผมเห็นว่าเรื่องนี้อย่างน้อยที่สุด คงจะต้องมีมาตรการในการตรวจสอบว่ารัฐได้ดําเนินการให้มีการปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ชาติ ได้มากน้อยเพียงใด ตรงกับที่มีการสนับสนุนไว้หรือไม่ ผมเข้าใจว่าเรามาใส่ไว้ในเรื่องของ แนวนโยบายแห่งรัฐ เพราะว่าถ้าใส่ไว้ในเรื่องที่รัฐต้องทํามันจะแข็งตัวมากเกินไป สิ่งที่ผม วิงวอนก็คือว่ากลไกในการตรวจสอบ กลไกที่จะช่วยดูให้การดําเนินการของรัฐเป็นไปตาม ยุทธศาสตร์ชาติให้ได้ ซึ่งกลไกเช่นว่านี้เราก็มีทางทําหลายประการด้วยกัน เช่นไปฝากไว้กับ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่นผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือเราอาจจะสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ ผมจําได้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งเคยมีองค์กรที่เรียกว่า

- ๑๐๕/๑    สภาที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ แต่เราก็ยุบเลิกไปเสียจะด้วยเหตุที่ว่าไม่ทํางาน หรือว่าด้วยเหตุ ที่การได้มาของผู้ที่เป็นสมาชิกถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่อง แต่ผมคิดว่าถ้าจะสร้างองค์กร ขึ้นมาหรือใช้องค์กรที่มีอยู่ช่วยตรวจสอบการดําเนินการของรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติก็จะเป็นประโยชน์ แต่ว่ามีข้อสังเกตเพียงอย่างเดียวก็คือองค์กรที่จะมอบให้ ไปดูแล หรือองค์กรที่จะสร้างมาเพื่อที่จะกํากับดูแลเรื่องพวกนี้ควรจะมีความชอบธรรม ในทางการเมืองเช่นเดียวกัน องค์กรที่เกิดขึ้นควรจะต้องมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และภาคประชาชนให้มาก เพราะว่าคนที่ถูกกระทบกระเทือนคือประชาชนกับประชาสังคม ควรจะมีตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ที่ครบถ้วนในการที่มาช่วยกํากับดูแลสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น ประเด็นในส่วนที่เกี่ยวข้องผมก็มีแค่ ๒ ประเด็นเท่านั้นนะครับท่านประธาน คือเรื่องเกี่ยวกับ การบรรจุเรื่องของการดูแลการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับเรื่องของทําอย่างไรที่จะ ทําให้การดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติบรรลุผล โดยมีกลไกในการควบคุม ดูแลที่เหมาะสมพอสมควร ขอขอบพระคุณครับ