กษิต ภิรมย์ หารือให้บรรจุการศึกษาวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเสนอจัดอยู่ในหมวดนโยบายแห่งรัฐและหน้าที่ของรัฐ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประชาธิปไตยเพื่อเสริมเข็มแข็งให้ระบบการเมือง ป้องกันการบิดเบือนค่านิยม และรองรับความหลากหลายของสังคมอย่างยั่งยืน
ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ที่ ๗ นะครับ ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองให้ร่วมอภิปรายแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องการศึกษาวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย สิ่งแรกที่อยากจะขอเสนอ ผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คืออยากจะขอให้บรรจุเรื่องนโยบาย หรือว่าการศึกษาว่าด้วยวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์ประมุขภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น อยากจะขอให้บรรจุอยู่หมวด ๖ ของนโยบายแห่งรัฐ แล้วถ้าเผื่อเป็นไปได้อาจจะขยายเข้าไปอยู่แม้กระทั่งในหมวด ๕ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องให้การศึกษาต่อประชาชนในเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และเหตุผลว่าทําไมถึงอยากจะขอให้บรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการแก้ไข หรือจะอยู่ในฉบับที่ ๒ ก็ด้วยเหตุผล ๓-๔ ประการด้วยกัน
อันที่ ๑ ประชาธิปไตยในสังคมไทยจะเข้มแข็งและไปได้นั้น ประชาชน พลเมืองทุกคนจะต้องมีความรู้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการสําคัญ ๆ ของประชาธิปไตย ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อประชาชนเข้มแข็ง ประชาชน ก็จะได้ใช้อํานาจอธิปไตยได้อย่างเต็มที่ในการตรวจสอบ ในการทักท้วง หรือว่าในการร่วม ตัดสินใจกับวิถีทางของสังคมทั้งโดยทางตรง เช่น ผ่านการเลือกตั้งหรือว่าการลงประชามติ หรือในการที่จะสนับสนุนการดําเนินการของผู้แทนของตนเองที่เป็นตัวแทน เป็นประชาธิปไตยในทางผ่านนะครับ และเมื่อประชาชนมีองค์ความรู้ หรือภาษาอังกฤษ เขาใช้คําว่ามีโพลิติคัลลิเทอเรซี (Political literacy) มีความรู้ มีความเข้าใจ ประชาชน ก็สามารถที่จะแยกแยะประเด็นปัญหาต่าง ๆ ของสังคมได้ ไม่คล้อยตามไปกระแสนิยม ไม่ถูกมอมเมาด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ความเข้มแข็งของประชาชนในฐานะผู้มีปัญญา และมีความรู้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งของความอยู่รอดของสังคมประชาธิปไตยของไทย เพราะฉะนั้นเรื่องการศึกษาว่าด้วยวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขนั้นเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า เหตุผลนะครับ ได้มีการบิดเบือนหลักสําคัญ ๆ ของประชาธิปไตยในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ทําให้เกิดค่านิยมที่เป็นทางลบแล้วก็สวนทาง กับหลักประชาธิปไตยแล้วก็หลักธรรมะของศาสนาต่าง ๆ หลัก ๆ ของสังคมไทย การที่จะให้ มีการศึกษาว่าด้วยวัฒนธรรมการเมืองนั้นก็จะช่วยแก้ประเด็นปัญหาของการสร้าง ความเข้าใจที่ผิด ๆ ถูก ๆ ในสังคมไทย รวมทั้งการที่เราเป็นเรื่องฮือฮามาก คือโกงนิดหน่อยก็ได้ตราบใดที่ตนเองได้ประโยชน์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คงจะได้รับการแก้ไข เมื่อมีการให้การศึกษาทางด้านวัฒนธรรมการเมืองอย่างเข้มแข็ง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าบริบทของโลก บริบทของสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา เดิมในสังคมประชาธิปไตยในตะวันตกนั้นไม่มีสิทธิและเสรีภาพให้กับสตรี ไม่มีสิทธิและเสรีภาพให้กับชนกลุ่มน้อย ไม่มีสิทธิ เสรีภาพให้กับคนผิวสี แม้กระทั่ง ในสังคมไทยเองสตรีก็มักจะเป็นช้างเท้าหลังใช่ไหมครับ ตอนหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิ ของสตรีในเรื่องอํานาจนิติกรต่าง ๆ หรือว่าในเรื่องที่จะต้องใช้นามสกุลเดิมของตนเอง โดยที่ไม่ต้องใช้นามสกุลของทางฝ่ายคู่สมรส สามี ต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้กระทั่งในสังคม ที่มีการยอมรับความนิยมทางเพศหรือที่จะพูดว่าเป็นเพศที่ ๓ ได้ นี่เป็นวิวัฒนาการทางสังคม ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะว่าบริบทสังคมหรือในเวทีระหว่างประเทศ เปลี่ยนแปลงไป ความจําเป็นในการที่จะรู้เรื่อง ความเป็นไปในบ้านเมืองทั้งภายนอกภายในเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งนะครับ แล้วที่สําคัญมาก ก็คือว่ารู้แค่กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่พอ หรือว่าการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ประเทศไทยเพียรพยายามจะทํามาเป็นเวลานานนั้นไม่เป็นการเพียงพอ ต้องให้ การศึกษาด้วย ก็เสมือนกับเรื่องของหลักพุทธว่าด้วยกายกับจิต หรือว่าคําสั่งสอนของศาสนา อื่น ๆ ว่าด้วยกายกับวิญญาณ แล้วการเรียนการสอนในวิชาวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น ก็เหมือนกับการส่งเสริมจิตใจให้เข้มแข็ง ให้รู้ ให้มีปัญญา ให้เข้าใจ ให้มีสติ เพื่อที่จะได้ใช้ กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นเสมือนกายนั้นให้เป็นไปได้อย่างเต็มที่ แล้วก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วทั้งนี้ก็มีสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ประเทศเยอรมนี ประเทศเนเธอร์แลนด์ แม้กระทั่ง ประเทศเกาหลีใต้เพื่อนบ้านของเรา ถึงแม้ว่าเขาจะประสบความสําเร็จในการเสริมสร้าง สังคมประชาธิปไตยแล้ว แต่การเรียนรู้ว่าด้วยวัฒนธรรมทางการเมือง ว่าด้วยสิทธิพลเมือง ว่าด้วยเรื่องการเมืองนั้นยังเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หรือจะเป็นประเทศเยอรมนีต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่ให้ความรู้ทางด้าน สิทธิพลเมือง แล้วก็ความเป็นไปในเรื่องการเมือง ในเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ถ้าเผื่อ ในบางประเทศเขาไม่มีองค์กรกลางแต่เขาก็บรรจุอยู่ในหลักสูตรโดยเฉพาะในหลักสูตร การเรียนการสอนในระดับมัธยม ซึ่งจะขึ้นมาเป็นอนาคตแล้วก็เป็นกําลังสําคัญแห่งชาติ แล้วเขาก็ต้องปลูกฝังองค์ความรู้ว่าด้วยวัฒนธรรมการเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตย เป็นสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาเป็นเหตุผลนี้ก็เป็นสาเหตุอันสําคัญ ว่าทําไมต้องบรรจุวัฒนธรรมการเมืองศึกษาไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะเป็นในหมวด ๕ หรือในหมวด ๖ ก็ได้นะครับ คราวนี้ประเด็นก็คือว่าแล้วเราจะเริ่มกันที่ไหน ก็มีข้อคิดเห็น ข้อเขียนมากมาย แม้กระทั่งของท่านประธานเองก็ได้เขียนไว้หลายเล่มช่วงที่เป็นอาจารย์ แล้วก็มีเกจิอาจารย์ของเราจะเป็น เช่น ดอกเตอร์วิชัย ตันศิริ ดอกเตอร์ทิพย์พาพร ตันติสุนทร ดอกเตอร์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ต่าง ๆ เหล่านี้มากมาย นอกจากนั้นแล้วคําสั่งสอน ในพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ถ้าเผื่อจะเป็นพุทธศาสนาเราก็อาจจะกลับไปอ่านที่ รัชชสูตรได้ ที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่าผู้ปกครองประเทศควรจะต้องดํารงตนอย่างไร ผมเอง ณ วันนี้ก็ได้เอาหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นส่วนประกอบของหลักสูตร แนวสอนวิชาจรรยาในโรงเรียนนายร้อยทหารบก พิมพ์ครั้งที่ ๖ ๔,๐๐๐ ฉบับ พุทธศักราช ๒๔๘๑ พิมพ์เล่มแรกเมื่อปี ๒๔๗๑ และในนี้มีทั้งคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องหลักศาสนา หน้าที่ พลเมือง การเป็นพลเมืองที่ดี แล้วก็การที่จะเป็นนายทหารที่ดีด้วย อันนี้ก็เป็นเอกสาร ที่สําคัญ แล้วในหนังสือนี้ก็ได้ระบุไว้ด้วยว่าเสาหลักของประเทศนั้นมี ๔ ประการด้วยกัน คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แล้วก็กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญหายไปเราถึงมีประเด็น ปัญหาของการไม่เคารพกฎหมายกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ก็ต้องนําสิ่งเหล่านี้กลับมาสู่ ความรู้สึกนึกคิดของคนไทยเป็นสําคัญ นอกจากนั้นแล้วเราก็มีสุภาษิตที่ดีอีกมากมาย ที่เราสามารถจะเอามาเป็นอะไรครับ พื้นฐานของการที่จะฝึกสอนเยาวชนของเราให้เคารพ ในเรื่องสิทธิ ประชาธิปไตย หน้าที่ในระบอบประชาธิปไตยต่าง ๆ เหล่านี้ แม้กระทั่งบุคคล ที่สําคัญในประวัติศาสตร์ จะเป็นพันท้ายนรสิงห์ หรือจะเป็นล่าสุด นักแสดง คุณปอที่เพิ่ง เสียชีวิตไป ก็จะเป็นแบบอย่างของบุคคลที่ดี เราก็สามารถที่จะเอาชีวประวัติของบุคคลที่ดีนั้น มาเป็นแบบอย่างนะครับ เป็นโรลโมเดล (Role model) ขอใช้คําภาษาอังกฤษครับ ในการที่จะให้รู้ว่าเราสามารถที่จะอยู่ในสังคมที่ดีของการไม่เบียดเบียน การช่วยเหลือพึ่งพากันได้ แล้วก็อยู่ในศีล ในธรรม เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญและจําเป็นที่จะต้องขับเคลื่อน แล้วให้มีการเรียนรู้อย่างในทุกวงการนะครับ แล้วก็เป้าหมายแรกที่อยากจะขอเสนอไว้ตรงนี้ก่อน เพื่อเล่าสู่กันฟังว่าจะเริ่มที่ไหนถ้าเผื่อได้มีการบรรจุ ก็แน่นอนครับ อยากจะไปที่เยาวชนไทย อายุ ๑๕-๑๗ ปี ที่เขาหวังว่าในปีหน้า จะได้เป็นผู้ที่จะได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นครั้งแรก หรือภาษาอังกฤษใช้คําว่า เฟิสต์ ไทม์ โหวตเตอร์ส (First time voters) ก็จะมีการโหมโรงนะครับ ก็มีเป้าหมาย ของกลุ่มต่าง ๆ อยู่แล้ว อยู่ในแผนที่กําลังยกร่างอยู่ในขณะนี้
ส่วนประเด็นสุดท้ายนะครับ ข้อกังวลของผม ถึงแม้ว่าจะได้มีการบรรจุไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการเรียนการสอนวิชาวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ประเด็นก็อยู่ที่ว่าแล้วเราจะมีกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างไร ฉบับแรกหรือฉบับเบื้องต้น ของท่านมีชัยและคณะในมุมมองของกระผมเองนั้นเป็นการถดถอยของสังคมประชาธิปไตย ที่เสรี ก็อยากจะขอให้แก้ไข เพราะว่าตกไปในเรื่องสิทธิชุมชน การเลือก ส.ว. ไม่ได้มาจาก ประชาชน มันอยู่ในหมู่เหล่าของ ๒๐ วิชาชีพต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็เรื่องอื่น ๆ อีก ซึ่งหลายประเด็นที่เพื่อนของผมในคณะกรรมาธิการก็ได้กล่าวไว้ในเช้านี้ แล้วก็ยังมีอีก ๑๐ คณะกรรมาธิการ รวมทั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญทางด้านปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน จะได้กล่าวถึงข้อจํากัดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะไม่ขอขยายความ แต่ว่าถ้าเผื่อจะให้ การเรียนการสอนว่าด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตยไปได้ อย่างจริงจัง รัฐธรรมนูญที่จะออกมาเป็นฉบับใหม่ของเรานั้นจะต้องไม่น้อยไปกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือว่าปี ๒๕๕๐ ครับ เราจะต้องไปให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก หมายความว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยและได้ใช้อธิปไตย แล้วถ้าเผื่อเป็นอย่างนั้นจริง หลักสูตรของการเรียนการสอนว่าด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นเสรีก็จะได้ไปในทิศทางนี้ได้ แต่ถ้าเผื่อรัฐธรรมนูญออกมาแล้วไม่เสรีผมคิดว่าภารกิจ ของกระผมก็คงจะจบในเร็ววันนี้ไม่สามารถที่จะกระทําได้ ก็จะต้องขอวิงวอนแล้วก็ฝาก ไปด้วยนะครับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะออกมาใหม่นั้นคือหัวใจของหลักสูตรการเรียนการสอน ในระบอบประชาธิปไตย วัฒนธรรมทางการเมืองที่จะต้องมีประชาธิปไตยเป็นเสรี อันนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมคงไม่สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้ถ้าเผื่อรัฐธรรมนูญไม่เสรี เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปสอนเด็ก เยาวชนให้เขาอยู่ในสังคมที่จะมีสิทธิและเสรีภาพ เป็นเจ้าของประเทศ มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เรื่องเล็ก ๆ น้อย แม้กระทั่งในเรื่องของการกระจายอํานาจ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นก็ไม่ได้พูดให้ไป ตรงสุดทางของการมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด คือเป็นกลัว ๆ อยาก ๆ ของการ กระจายอํานาจ แต่ว่าการกระจายอํานาจก็เป็นหัวใจอันสําคัญของสิทธิและเสรีภาพ ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วย อย่ามีกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาแล้วผมก็กระทําหลักสูตรไม่ได้ แล้วสังคมไทยจะเคลื่อนไปในทิศทางของการเป็น สังคมเสรีที่มีความทันสมัย ยึดบนหลักศีลธรรม ธรรมะ สุภาษิต ความดีงาม ประวัติศาสตร์ ของสิทธิและเสรีภาพตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคําแหงที่เข้าไปสั่นกระดิ่งเรียกร้องนะครับ ใครใคร่ค้าค้าได้ เป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ไม่ควรที่จะให้เราถอยหลังไปให้มาก ๆ แล้วก็เป็นสังคมที่ถูกกํากับ แล้วไม่ใช่เป็นสังคมเสรีประชาธิปไตย ก็บางท่านไม่สามารถที่จะ สร้างหลักสูตรขึ้นมาได้ ก็จะทําให้การทํางานของเรานั้นไปกันคนละทิศคนละทางครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ