ทินพันธุ์ ชี้แจงแนวอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ-เสนอแยกหลักการกับรายละเอียดกฎหมาย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ทินพันธุ์ นาคะตะ หารือและอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่หลักการ โครงสร้าง และกระบวนการ โดยเสนอให้แยกเนื้อหารัฐธรรมนูญเป็นหลักการใหญ่และรายละเอียดในกฎหมายลูก เพื่อความยืดหยุ่นและป้องกันวิกฤติการเมือง พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. บทบาทของวุฒิสภา การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี และการลงประชามติ โดยเน้นความจำเป็นในการออกแบบกลไกที่เป็นธรรม โปร่งใส และสะท้อนเจตนาของประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงการใช้บทเฉพาะกาลเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ก็ถือว่าที่ประชุมรับทราบนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

เรื่องต่อไป ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือการอภิปรายแสดง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... เป็นร่างเบื้องต้นนะครับ

ขอเชิญผู้แทนจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมการเข้าประจําที่)

ได้แก่ ท่านเธียรชัย ณ นคร กับท่านกีระณา สุมาวงศ์ ด้วยประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คือท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้มีหนังสือแจ้งมายังประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ซึ่งเป็นร่างเบื้องต้นจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อจะได้นํา ความคิดเห็นไปพิจารณาปรับแก้ตามที่เห็นสมควรต่อไป ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วจึงได้บรรจุ ระเบียบวาระการประชุมเพื่อให้สมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ เรียนท่านสมาชิกครับ สําหรับการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กําหนดแนวทาง ในการอภิปรายไว้ ดังนี้

๑. กําหนดระยะเวลาการอภิปรายคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง มีเวลาในการอภิปราย ๒ ชั่วโมง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มีเวลาอภิปราย ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที คณะกรรมาธิการ ทุกคณะที่เหลือทั้งหมดมีเวลาในการอภิปรายคณะละ ๑ ชั่วโมง ประธานกรรมาธิการแต่ละคณะ มีเวลาในการอภิปรายท่านละ ๒๐ นาที แยกต่างหากจากเวลาของคณะกรรมาธิการ

๒. การเรียงลําดับการอภิปราย ให้คณะกรรมาธิการเรียงลําดับตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ตามที่เรา ถือปฏิบัติมานะครับ

๓. การอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้เป็นการอภิปรายทั้งฉบับเป็นรายประเด็น ที่คณะกรรมาธิการกําหนดขึ้นเอง ไม่ใช่การอภิปรายเป็นรายมาตรา

๔. ให้ประธานกรรมาธิการแต่ละคณะเสนอรายชื่อผู้อภิปรายต่อประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อนเวลาที่คณะกรรมาธิการแต่ละคณะจะเริ่มอภิปราย

๕. ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะเสนอเรื่องปฏิรูปที่ควรบรรจุไว้ในมาตรา ๒๖๙ ของร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อยคณะละ ๑ อนุมาตราเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศภายในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เพื่อให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาต่อไป

๖. ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะสรุปข้อคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ อภิปรายในวันที่ ๘ และวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ และเสนอไปเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อนเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา ของวันศุกร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ซึ่งแนวทางการอภิปรายดังกล่าวผมได้ให้เจ้าหน้าที่จัดวางเอกสารแนวทาง ในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญไว้ประจําที่นั่งของท่านสมาชิกแล้ว

ต่อไปเป็นการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ฉบับนี้ โดยในการอภิปรายของแต่ละ คณะนั้นประธานกรรมาธิการจะเป็นผู้อภิปรายก่อน จากนั้นจะเป็นการอภิปรายของสมาชิก เป็นรายบุคคล โดยจะเริ่มจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เป็นลําดับแรกนะครับ ขอเรียนเชิญประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองและผู้แทนที่เสนอรายชื่อไว้ดังที่ผมจะอ่านรายชื่อต่อไปนี้นะครับ คือข้อตกลง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการแต่ละด้านจะกําหนดเวลาของตนเองตามที่กําหนดไว้ ก็จะมีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ อภิปราย ๓๕ นาที ท่านคํานูณ สิทธิสมาน อภิปราย ๓๐ นาที ท่านวิทยา แก้วภราดัย อภิปราย ๑๐ นาที ท่านวันชัย สอนศิริ อภิปราย ๒๐ นาที ท่านสมพงษ์ สระกวี อภิปราย ๑๐ นาที ท่านนิกร จํานง อภิปราย ๒๐ นาที ท่านกษิต ภิรมย์ อภิปราย ๑๕ นาที ขอเรียนเชิญท่านนั่งประจําที่ตรงนี้ เรียนเชิญครับ ท่านอาจารย์กีระณา เข้ามานั่งฟังและรับข้อมูลในวันนี้ จึงถือได้ว่าเป็นการรับฟังที่เป็นประโยชน์ กับการที่จะนําไปพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทํามาต่อไป ซึ่งพวกเราเข้าใจว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทํามาดังกล่าวนี้เป็นเพียงร่างแรกในเบื้องต้น เมื่อร่างมาแล้วก็จะมารับฟัง เพื่อจะนําไปปรับปรุงให้ดีขึ้น ดังนั้นแนวทางการเสนอข้อคิดเห็นต่าง ๆ จึงจะขึ้นอยู่กับเหตุ และผล จะไม่ถือว่าใครร่างดีหรือไม่ดี หรือจะถูกจะผิดอย่างไร คงไม่มีจุดเป้าหมายในส่วนนั้น แต่ในส่วนที่จะอภิปรายนั้นก็กราบเรียนว่าส่วนสําคัญยิ่งเข้าใจว่าทุกฝ่ายต้องการที่จะให้มี รัฐธรรมนูญในประเทศไทย ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญที่ยั่งยืน รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์กับ คนทั้งประเทศ แล้วก็เป็นหลักการสําคัญในการบริหารกิจการบ้านเมืองให้สามารถนําพา ประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า และข้อสําคัญก็คือเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักสําคัญให้ทุกคน ได้เห็นชอบและปฏิบัติเพื่อจะรักษาความสงบเรียบร้อย แล้วก็สร้างความเจริญรุ่งเรืองดังกล่าว ในส่วนร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทํามานั้นต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพยิ่งครับว่ามีหลายเรื่องที่ได้บัญญัติไว้ แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี ๆ อย่างเช่น การที่ พยายามจะลดเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญให้สั้นลง แต่ก็เป็นที่เข้าใจอย่างที่กราบเรียนแล้ว ว่าการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้อยู่บนพื้นฐานของการนําเสนอข้อมูล แต่ในเนื้อหาสุดท้าย ก็หวังว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้คงจะสั้น กระชับ แล้วก็ให้มีเนื้อหาสาระสําคัญ ที่เป็นประเด็นสําคัญ ๆ เท่านั้น ในการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นก็หวังว่าท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญคงจะแยกวิธีการร่างออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือเนื้อหาที่จะต้องบัญญัติไว้ เป็นหลักการสําคัญในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวนี้เป็นเนื้อหาที่จะต้องบัญญัติในหลักการ สําคัญ ๆ ไว้ดังกล่าว เพื่อให้รัฐธรรมนูญสั้นและกระชับ สิ่งสําคัญก็คือถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญ สั้น กระชับ และวางโครงสร้างการบริหารประเทศ การบริหารราชการแผ่นดินไว้ อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เนื้อหาต่าง ๆ นั้นถ้าหากว่ามีรายละเอียด ถ้าหากว่ามีแนวทางที่ต้องนําไป ปฏิบัติ มีแนวทางที่จะต้องให้รัฐธรรมนูญนั้นสามารถที่จะให้ทันยุคทันสมัยใช้ทุกกาลเวลา ในเนื้อหาดังกล่าวนั้นก็ควรจะวางเป็นหลักการสําคัญดังกล่าว แต่ในรายละเอียดถ้าหากว่า สามารถนําไปบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ ได้ก็จะทําให้ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับ แล้วก็จะไม่มีความขัดแย้งในรัฐธรรมนูญ สิ่งสําคัญในรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้น ถ้าหากวางหลักการสําคัญไว้แล้ว ใช้ได้ทุกกาลเวลาแล้ว แต่อาจจะยังไม่สอดคล้องกับในสถานการณ์ปัจจุบัน ในสถานการณ์ปัจจุบันเราสามารถที่จะ นํารายละเอียด วิธีการ หรือปัญหา ทางออกของประเทศ ไปบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล อันนั้น คือเป็นหัวใจและสิ่งสําคัญ บทเฉพาะกาลจะเป็นตัวที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาบ้านเมือง บทเฉพาะกาลจะเป็นตัวที่จัดสรรอํานาจ มีความเชื่อมต่อระหว่างองค์กรที่ใช้อํานาจอยู่ใน ปัจจุบันไปจนถึงการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แนวทางของบทเฉพาะกาลดังกล่าวนั้นจะเป็น เรื่องที่มีความสําคัญยิ่งเพื่อจะขจัดปัญหาที่จะต้องนํารายละเอียดไปใส่ไว้ในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน แม้กระทั่งในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ทาง ขออนุญาต เรียกว่า กรธ. แล้วกันนะครับ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านได้จัดทํามาดังกล่าวนี้อย่างที่ ผมกราบเรียนว่ามีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องที่ดี อย่างเช่นในเรื่องของหมวดสิทธิและเสรีภาพ ของปวงชนชาวไทย ท่านบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ จริง ๆ แล้วก็ ครอบคลุม แล้วก็สามารถที่จะนําไปใช้ได้ ถ้าเรื่องใดที่ไม่ได้บัญญัติไว้ ไม่ได้ถูก จํากัดสิทธิไว้ ถือว่าประชาชนทําได้ ผมว่าบทบัญญัติในส่วนอื่น ๆ นั้นได้มีกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายลูกไว้มากมายในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้นะครับ ส่วนของสิทธิและเสรีภาพ นําไปบัญญัติไว้ในกฎหมายลูกก็ยังสามารถทําได้ อาจจะทําให้ลดจํานวนมาตราไปด้วยซ้ํานะครับ แต่ก็ไม่ได้ตัดสิทธิของพี่น้องประชาชน

ส่วนในร่างรัฐธรรมนูญแยกหมวด ๕ นะครับ หมวด ๕ ให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ได้บัญญัติไว้ อันนี้ผมก็กราบเรียนถือว่าเป็นเรื่องที่ดีขึ้น ถือว่าส่วนใดก็ตามที่รัฐมีหน้าที่ จะต้องทําก็บัญญัติไว้ให้ชัดเจน ส่วนการกําหนดให้รัฐต้องปฏิบัติก็อยู่ที่รายละเอียด ว่าจะปฏิบัติอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะมีสมาชิกเพิ่มเติม

แต่ส่วนนโยบายของรัฐหมวด ๖ จะสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ได้พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา เพราะเราไปบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญว่า รัฐต้อง พอรัฐต้อง กลายเป็นต้องไปหมด ต้องทําไปหมด และทําไม่ได้ครับ แต่ในความเป็นจริงผมว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างมานี้ใช้คําว่า รัฐพึง ผมว่าถูกที่สุดครับ เราต้องยอมรับในสภาพความเป็นจริงว่าสิ่งใดก็ตามบนพื้นฐานของความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เราวางแนวทางไว้ ส่วนจะปฏิบัติมากน้อยได้หรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้อง ตรวจสอบ เป็นเรื่องกระบวนการที่จะต้องจัดทําให้ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นที่ กรธ. ได้ยกร่างมาว่ารัฐพึงนั้นผมว่าก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ส่วนสิ่งที่ กรธ. ได้กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติแล้วก็มีการพูดถึงกันมาก ว่าให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าดูในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่ขาดฝ่ายหรือผู้ที่จะมาชี้แจง หรือว่าชี้ขาดปัญหาเมื่อ กรธ. ได้กําหนดให้เป็น อํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนความขัดแย้ง องค์กร ปัญหาเรื่องการใช้รัฐธรรมนูญ การตีความ เมื่อกําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจชี้ขาด อันนี้ก็ถือว่าเหมาะสม เพียงแต่ว่า ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญเองนั้นอาจจะมีอํานาจที่ดูเสมือนหนึ่งว่าไปวินิจฉัยปัญหา ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้อํานาจขององค์กรสูงสุดของประเทศ ก็คือในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วก็บริหาร ตรงนี้ก็อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ เดี๋ยวคงจะมีท่านผู้อภิปรายเสนอแนวทาง แนวคิดเห็นในส่วนของรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่าน่าจะเป็นอาจารย์วันชัยก็จะพูดถึงศาลรัฐธรรมนูญด้วย

ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนดีที่พูดถึงว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง อันนี้ก็ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในร่างดังกล่าวนี้ได้จํากัดสิทธิ ของบรรดานักการเมืองบางคนที่ถูกพิพากษาหรือถูกวินิจฉัยว่ากระทําผิดโดยเฉพาะ เรื่องการทุจริตการโกงการเลือกตั้งทั้งหลาย มีการตัดสิทธิหรือจํากัดสิทธิคนเหล่านี้ ไม่ให้เข้าสู่กระบวนการทางการเมือง อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องของการพยายามจะปราบโกง แล้วก็ยังให้อํานาจของ ป.ป.ช. ในการทําหน้าที่เพื่อที่จะไม่ให้ผู้กระทําความผิดทุจริตคอร์รัปชัน เข้ามาโกงกินประเทศ อันนี้ก็มีกระบวนการที่บัญญัติไว้อยู่ในหมวดของ ป.ป.ช. ซึ่งก็ถือว่าเป็น เรื่องดี ภาพลักษณ์โดยรวม ๆ เรื่องปราบโกงจึงถือว่าเป็นส่วนสําคัญ แล้วก็เป็นส่วนที่เข้าใจว่า ประชาชนน่าจะพึงพอใจ อย่างไรก็ตามมีหลายเรื่องในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า สิ่งที่ กรธ. ท่านกรุณาเสนอแนวทางมานี้เป็นแนวทางที่แก้ปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่ อย่างไร อย่างเช่นในส่วนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย พยายามเสนอแนวทางของการแก้ปัญหาเรื่องของธุรกิจการเมือง เพราะประเทศไทยเรามี ปัญหาในเรื่องการลงทุนทางการเมืองมากพอ ลงทุนแล้วก็ถอนทุน ถอนทุนแล้วก็ ทุจริตคอร์รัปชัน แต่การเข้าสู่อํานาจดังกล่าวเป็นกระบวนการที่แบ่งผลประโยชน์ ผลประโยชน์ตกลงกันได้ รวมตัวกันได้ สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นแนวทางของการลงทุน จึงถือว่าเป็นปัจจัยสําคัญที่ถ้าหากว่ากําหนดในร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ต้องมีเป้าหมายสําคัญที่จะ ขจัดพวกนักธุรกิจการเมืองเหล่านี้ไม่ให้เข้าสู่ตําแหน่งทางการเมืองได้ อย่างเช่นเรื่องของ การกําหนดประเภท ส.ส. ให้ ส.ส. เป็นเพียง ส.ส. เขตเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้เดี๋ยวท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านคงจะมาอภิปรายให้ข้อมูลในเรื่องเกี่ยวกับประเภทของ ส.ส. ดังกล่าว และข้อสําคัญนะครับ พยายามดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วว่าแก้การโกงการเลือกตั้งได้มากน้อย แค่ไหน ปรากฏว่าในร่างใช้เขตเล็กแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็นเขตเดียว คนเดียว เราได้พิสูจน์ มาหลายครั้งเรื่องแบ่งเขตเล็ก เขตใหญ่ ที่ผ่านมามีความชัดเจนครับ ท่านประธานครับ ผ่านไปยังท่าน กรธ. ว่าถ้ากําหนดเขตเล็กมันซื้อเสียงง่าย ใช้เงินเยอะ สู้กันเอาเป็นเอาตาย แต่เขตใหญ่มี ส.ส. ไม่เกิน ๓ คน หรืออย่างน้อย ๒ คน สามารถที่จะแก้ปัญหาเรื่องการลงทุน การโกงการเลือกตั้งหรือการซื้อเสียงได้ดีกว่าเขตเล็ก อันนี้เป็นส่วนสําคัญที่อยากจะฝากท่าน ไปพิจารณาทบทวนดูอีกทีว่าจะทําอย่างไรให้การซื้อเสียงขจัดลดลงหรือน้อยลง นี่ก็คือ กระบวนการของการที่จะกําหนดเขตการเลือกตั้งซึ่งจะทําให้สุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น ในเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ส.ส. ต่าง ๆ การกําหนดจํานวนบุคคล การลงคะแนน การนับคะแนน ซึ่งท่าน กรธ. ท่านได้กําหนดวิธีการใช้บัตรใบเดียว อันนี้จะทําให้คนที่ไม่ได้ส่งเขตหรือไม่มี ความสามารถส่งเขตได้มีปัญหา คะแนนเสียงได้มาก็คงจะต้องยากแน่นอนที่จะได้คะแนน ในส่วนนี้เดี๋ยวท่านคํานูณ สิทธิสมาน ท่านก็จะรับผิดชอบในการอภิปราย ถ้าเป็นการนําเสนอ ในส่วนถึงเหตุถึงผลนะครับ นอกจากนั้นที่เราพูดกันอยู่ตลอดคะแนนไม่ตกน้ํา คะแนนไม่ตกน้ํา ของ กรธ. ท่านใช้วิธีการเอาคะแนนของคนที่ลงในพรรคการเมืองในเขตเอาไปเป็นคะแนนรวม ที่จะได้ ส.ส. ทั้งประเทศ รวมถึงของบัญชีพรรคการเมืองด้วย ตรงนี้ถ้าหากท่านคิดดูให้ดี ว่าสิ่งที่เราต้องการบอกว่าคะแนนไม่ตกน้ําเราเพียงแต่จะได้คะแนนและนําไปนับคะแนน เท่านั้น แต่ผลที่ออกมาไม่สะท้อนเสียงของประชาชน ประชาชนเขาอยากจะเลือกนาย ก นาย ข เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเป็นตัวแทนของเขา แต่ปรากฏว่าเมื่อเลือกตั้งแล้ว เราใช้เสียงข้างมากสูงสุดคนเดียวได้รับการเลือกตั้งก็คือคนที่ ๑ นาย ก ได้รับเลือกตั้ง แต่เสียง ของนาย ข ไปไหน เสียงของนาย ข ไปเป็นคนที่จะอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง อย่างนี้นะครับ แต่สิ่งที่ กรธ. ได้จัดทํามาคิดว่าเป็นเรื่องพยายามจะแก้ปัญหาให้คะแนน ของประชาชนนั้นมีค่า แต่สิ่งที่มีค่าของ กรธ. ท่านคิดนะครับ ด้วยความหวังดีของท่าน คะแนนดังกล่าวทําไมเราไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ถ้าเราทําเขตใหญ่แล้วให้ผู้มีสิทธิเลือกคนที่ตัวเองต้องการ ถ้าหากว่าผลคะแนนที่ออกมาคนที่ ๑ ได้รับการเลือกตั้ง คนที่ ๒ ซึ่งมีคะแนนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งในเขตเดียวคนเดียวเขาอาจจะแพ้ แต่พอเขตใหญ่มี ส.ส. หลายคน คนเหล่านี้ก็จะเป็นตัวแทนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง อันนี้จะ สะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงว่าคะแนนถึงจะไม่ตกน้ํา แล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชนที่ลงคะแนนเลือกตั้ง อันนี้ก็อยากจะฝากทางท่าน กรธ. ท่านนําประเด็น ปัญหาไปช่วยพิจารณาในเรื่องของการแก้ปัญหาคะแนนเสียงที่ไม่ตกน้ํานะครับ ต้องกราบเรียน ว่าส่วนรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ในคณะกรรมาธิการเราได้นําเสนอ แนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อก่อให้เกิดการได้การเมืองที่ดี มีคุณภาพ การเมืองที่สามารถจะทําให้ประเทศไทยยั่งยืน เราเสนอในส่วนการได้รับเลือกตั้ง หรือเราได้ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเราได้นักการเมืองที่ดี อันนี้เป็นลําดับแรก เราทําอย่างไร ที่จะทําให้การเมืองเป็นส่วนที่แก้ปัญหาของประเทศ การเมืองเป็นหนทางหาทางออก ให้กับประเทศ การเมืองเป็นเรื่องที่ประชาชนมีส่วนร่วม แล้วประชาชนจะต้องชื่นชมในตัวแทน ในนักการเมืองที่ตัวเองเลือก แต่ที่ผ่านมาพูดถึงนักการเมืองปั๊บประชาชนจะเกิดข้อรังเกียจ จะเกิดความรู้สึกในทางลบ จะเกิดความรู้สึกว่านักการเมืองคือคนที่เข้ามาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งจริง ๆ ตรงข้ามกับความเป็นจริงทั้งหมดนะครับ ดังนั้นการที่จะได้มาซึ่งนักการเมือง ที่ดี เป็นคนมีคุณธรรมจริยธรรมนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องเหมาะแก่การที่จะให้ประชาชน ชื่นชมแล้วก็ชื่นชอบในตัวนักการเมือง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสําคัญเมื่อเลือกตั้งแล้วนะครับ ควรจะต้องได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ คนที่เข้ามาบริหารประเทศคือคนที่จะต้องทําให้ ประเทศเจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าหากว่านักการเมืองเราเมื่อเวลาเลือกตั้งแล้วยังได้ผลประโยชน์ ยังมาแบ่งสรรอํานาจ แบ่งผลประโยชน์ พอเวลาจะไปจัดตั้งรัฐบาลได้พรรคการเมือง ที่มี ส.ส. และจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้พรรคการเมืองหลายพรรค อันนี้จะทําให้รัฐบาลไม่มี เสถียรภาพ ก็คือไม่สามารถจะบริหารประเทศได้อย่างที่เราต้องการ แต่สิ่งหนึ่งที่เราพูดกัน เสมอ ๆ ก็คือเราต้องการที่จะเห็นการเมืองที่เข้มแข็ง ซึ่งในยุคหนึ่งเราต้องการแบบนั้น ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พอเราได้นักการเมืองเข้มแข็ง เราก็บอกว่านักการเมืองเข้มแข็ง ก่อให้เกิดทุจริตคอร์รัปชัน เราจึงขอเปลี่ยนเป็นว่า ขอให้การเมืองอ่อนแอ ให้มาจากพรรคการเมือง หลายพรรคจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ตรงนี้ต้องกราบเรียนว่าอันนี้คือแนวคิดที่น่าจะ ไม่ถูกต้อง แนวคิดที่ให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีการเมืองเข้มแข็ง อันนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องนะครับ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญมีเสถียรภาพแล้วเราไปมีปัญหาตรงไหนครับ มีปัญหาตรงนักการเมืองไม่มี จริยธรรม นักการเมืองไม่มีคุณธรรม นักการเมืองอาจจะทุจริตคอร์รัปชัน ผมว่าต้องไปแก้ไข ตรงนั้นนะครับ ไม่ใช่เราแก้ไขปัญหาเรื่องนักการเมืองคอร์รัปชันโดยทําให้การเมืองอ่อนแอ อันนี้จะเป็นปัจจัยสําคัญของการที่จะทําให้มีการปฏิรูปทางการเมืองให้ดีขึ้น ก็ต้องกราบเรียนว่า ในส่วนนี้คณะกรรมาธิการเองได้เสนอแนวทางนอกจากว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ทําให้การเมืองมีเสถียรภาพต่าง ๆ แล้ว ข้อสําคัญก็คือเราต้องการให้การเมืองนั้น เข้มแข็งโดยบริหารจัดการโดยพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองจะเข้มแข็ง และบริหารประเทศได้ดี นําไปสู่การเมืองที่ดีอย่างไร เดี๋ยวท่านสมพงษ์ สระกวี ท่านจะกรุณา ให้ข้อมูลกับท่านอาจารย์ทั้งสอง ทางท่าน กรธ. นะครับ

ส่วนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานี้มีพูดกันเยอะครับท่านประธาน สมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมาเราก็ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมืองอีกซีกหนึ่งทําให้การทําหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภานั้นไม่สามารถที่จะทําหน้าที่โดยอิสระ ไม่สามารถจะปกป้องผลประโยชน์ของ ประเทศได้ ดังนั้นจึงต้องมาคิดครับว่าสิ่งที่เราพยายามคิดกันอยู่นี้มีข้อที่เห็นไม่ตรงกันเยอะ อย่างเช่นเรื่องของ ส.ส. นั้นควรจะมาแบบใด จะมาแบบเลือกตั้ง จะมาแบบแต่งตั้ง จะมาแบบสรรหา ผมว่าการกําหนดสมาชิกวุฒิสภานั้นควรจะต้องดูสภาพความเป็นจริง ถ้าหากว่าเราเป็นห่วงในเรื่องเกี่ยวกับการใช้อํานาจมากเกินไปของ ส.ว. เราก็จํากัดอํานาจ ของ ส.ว. อํานาจของ ส.ว. คือการแต่งตั้งคนไปดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ นั้นคือ ในองค์กรอิสระ ตรงนี้ถ้าหากว่าเราจํากัดควบคุมตรงนั้นไว้แล้วผมว่าเราไม่เห็นจะต้อง เป็นห่วงอะไรมากเลย เราไปห่วงมาก จนกระทั่งเราสร้างกลไกอะไรต่าง ๆ หลายวิธี กลไกต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ อย่างเช่นที่ทาง กรธ. ได้ใช้กระบวนการ วิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. จากการเลือกตั้งทางอ้อม จากสาขาอาชีพ มีกระบวนการสลับซับซ้อน มีการเลือกข้ามกลุ่ม ตรงนี้มีตัวอย่างมาหลายครั้ง ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพเลยนะครับว่าสิ่งที่ทาง กรธ. เสนอมาดังกล่าวนี้บล็อกโหวต (Block vote) ง่าย แล้วจะไม่ได้คนที่มีคุณสมบัติ ที่ต้องการจริง ๆ แล้วก็กลายเป็นคนที่เขาลงทุนเข้ามาหาผลประโยชน์อยู่อีก ดังนั้นถ้าหากว่าจะใช้ ส.ว. ให้เป็นประโยชน์ ก็อยากให้พิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับ การเข้ามาสู่ตําแหน่ง โดยสามารถที่จะกําหนดคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ แล้วก็ ความต้องการที่จะมาให้ทําหน้าที่อะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดเราต้องยอมรับ สภาพความเป็นจริง ถ้าต้องการได้อย่างนี้คือต้องเข้ามาแบบสรรหา แต่วิธีการสรรหาอย่างไรนั้น ให้เป็นที่ยอมรับ ท่านอาจจะเพิ่มจํานวนคนสรรหาให้มากขึ้น กําหนดคุณสมบัติให้กว้างขวาง กําหนดให้คนเข้ามาสู่ตําแหน่งนั้นมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ผมว่าตรงนี้ก็สามารถที่จะเป็น ทางออกได้ ก็ขอให้ท่านพิจารณา เพียงแต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ทาง กรธ. เป็นห่วงเป็นใยไม่ต้องการให้ ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงในคนที่จะเป็นวุฒิสภา ท่านเลยไปกําหนดคุณสมบัติ ตัดสิทธิคนมากมาย ถ้าหากว่าท่านจะสังเกตนะครับ กรธ. เป็นห่วงว่าคนที่จะเข้ามา เป็น ส.ว. นั้นจะมาจากส่วนของพรรคการเมือง ท่านก็เลยไปตัดสิทธิคนที่เป็น สมาชิกพรรคการเมืองต้องพ้นสมาชิกพรรคมาแล้วเป็นเวลาถึง ๑๐ ปี ท่านลองคิดตาม เหมาะสมไหมครับ ช่วงเวลาหนึ่งเราบอกพี่น้องประชาชนว่าต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในทางการเมืองโดยขอให้พี่น้องประชาชนนั้นไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเยอะ ๆ ประชาชนก็ไปสมัคร พอไปสมัครแล้ววันดีคืนดีเรามาบอกว่าต้องการจะได้ ส.ว. ที่แบ่งแยกจาก พรรคการเมือง เราก็เลยลืมนึกถึงไปว่าประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมากมายต้องพ้นจาก การเป็นสมาชิกพรรคมีกําหนดเวลาถึง ๑๐ ปี แต่ถ้าหากว่าเป็นผู้บริหารพรรคการเมืองยังพอว่า ยังพอทําเนา จะกําหนดอย่างไรก็ตาม แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนที่ตกไปกําหนดไว้ ๕ ปีเท่านั้น แต่ในฉบับนี้กําหนดไว้ถึง ๑๐ ปีหมดเลย แต่ในขณะที่ กรธ. เองท่านถูกจํากัดสิทธิ โดยตัวของท่านเองตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ไปดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ได้ เป็นเวลา ๒ ปีเท่านั้นครับ ท่านจํากัดตัวของท่านเองโดยรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ห้ามไปดํารงตําแหน่งการเมืองเพียง ๒ ปี แต่ปรากฏว่าท่านไปตัดสิทธิพี่น้องประชาชน ที่เป็นสมาชิกพรรคนั้นต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคจะเป็น ส.ว. ได้ถึง ๑๐ ปี ท่านลองคิดถึงความสมดุล ความสอดคล้องต้องกันมีไหม หรือแม้กระทั่ง ส.ว. จะไปเป็น รัฐมนตรีต้องพ้นเพียง ๒ ปีเท่านั้น อันนี้ผมว่าวิธีการถ้าเราไประแวงหรือไปห่วงจนกระทั่ง ตัดสิทธิคนอื่นมากเกินไปก็จะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้น ก็ฝากอีกประเด็นหนึ่งว่าถ้าจํากัดสิทธิของประชาชนควรจะเป็นตัวเลขหรือจํานวนเวลา ที่ใกล้เคียงหรือเป็นมาตรฐานเดียวกัน เอาตัวของทางท่าน กรธ. เป็นหลักก็ได้ เพราะของท่านยังโดนจํากัดสิทธิแค่ ๒ ปี แต่พอเวลาตัดสิทธิคนอื่น ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ผมว่าอันนี้อยากจะฝากเป็นประเด็นสําคัญไว้ให้เป็นที่ยอมรับได้นะครับ

นอกจากนั้นตําแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง ในส่วน กรธ. เสนอมาว่าจะต้องไป ขึ้นชื่อให้พรรคการเมืองแจ้งในบัญชีกับ กกต. ๓ ชื่ออย่างนี้ครับ ในทางปฏิบัติท่านลองนึกถึง ความเป็นจริง พรรคที่มี ส.ส. จํานวนมากเขาจะเอาคนอื่นมาเป็นนายกรัฐมนตรีไหม แทบจะ ถูกปิดเลยท่านอาจารย์ครับ แล้วคนที่จะมีชื่อที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ ถ้าไม่อยู่พรรคที่มีเสียง ส.ส. ข้างมาก ไปอยู่พรรคกลาง พรรคเล็ก เขาจะมีโอกาสเป็น นายกรัฐมนตรีไหม ก็ไม่มีครับ เมื่อไม่มีแล้วที่บัญญัติไว้อย่างนี้ถามว่ามีประโยชน์อะไรไหม ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ถ้าจะเป็นเรื่องปิดกั้น แต่ในโลกของความเป็นจริง ทางกรรมาธิการเราเคยเสนอไปแล้ว แต่ท่านก็ไม่ได้หยิบยกให้ความสําคัญ เรามองว่าสิ่งที่จะกําหนดให้บุคคลใด เป็นนายกรัฐมนตรีเราก็วางหลักการสําคัญว่าต้องมาจาก ส.ส. เพราะถือว่า พี่น้องประชาชนเลือกตั้งโดยใช้เสียงคะแนนกึ่งหนึ่ง แต่ถ้าประเทศเกิดวิกฤติ เกิดปัญหาขึ้นมาเราก็อยู่ในสภาพความเป็นจริง เราไม่ได้ปิดกั้นนะครับ เราเห็นว่าสิ่งที่จะ แก้ปัญหาประเทศได้ถ้าหากว่านายกรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส. ไม่สามารถที่จะเป็น ที่ยอมรับหรือทํางานไม่ได้ท่านก็สามารถจะเลือกคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ได้ ในข้อเสนอเรา เสนอว่าท่านสามารถเลือกได้โดยใช้เสียง ๓ ใน ๕ ของ ส.ส. ถามว่ายากไหม ก็ยากครับ แต่ถามว่าเป็นทางออกไหม ถ้าเป็นช่วงเวลานั้นที่เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาน่าจะเป็น ทางออกได้ แต่เข้าใจครับว่าทาง กรธ. เองก็พยายามจะแก้ปัญหาทางวิกฤติ วิกฤติคืออะไร ของท่าน วิกฤติก็คือการไม่มีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ท่านก็ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงมาทําหน้าที่เป็นคณะรัฐมนตรีแล้วก็สามารถเลือก ปลัดกระทรวงกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งทําหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว อันนี้ ก็คือทางออก แต่ถ้าเกิดในทางปกติที่มีความจําเป็นท่านจะทําอย่างไร อันนี้ก็ฝาก เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ผมว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการเราเสนอเป็นเรื่องที่อยู่บนพื้นฐาน ของความเป็นจริงเป็นสําคัญ

นอกจากนั้นในส่วนของการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตการโกงการเลือกตั้งอย่างไร เดี๋ยวกรรมาธิการ ส่วนของผมก็คงจะชี้แจงรายละเอียด แบ่งให้ช่วยกันอภิปราย รวมถึงการควบคุม การใช้อํานาจรัฐ อย่างที่เรียนว่าก็เป็นเรื่องที่ดี ส่วนวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยเป็นเรื่องสําคัญยิ่งนะครับ เราพยายามจะมองโลกในปัจจุบันที่จะแก้ปัญหากัน ให้ได้ แต่ในโลกความเป็นจริงนั้นเราต้องสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี เดี๋ยวก็จะมี ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการที่จะสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี ให้กับประเทศไทยทําอย่างไร ต้องกราบเรียนครับว่าในส่วนของการแก้ปัญหาประเทศ ในปัจจุบัน ถ้าเราวางโครงสร้างทางการเมืองการบริหารประเทศในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ที่เราจะทําให้มีขึ้น เราอย่าวางโครงสร้างไปละเอียดยิบย่อยมากเกินไป วางโครงสร้างให้ เฉพาะเป็นหลักการสําคัญแล้วก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต อย่างเช่นเรื่องของ ส.ส. การเลือกตั้ง ส.ส. มีรายละเอียดมาก เราไม่สามารถจะพิสูจน์ได้หรอกครับว่าสิ่งที่เรา พยายามคิดกันหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาเราพยายามเอาสภาพปัญหาไปใส่ในรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งเป็นรายละเอียดที่แก้ไม่ได้ แล้วในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่าน กรธ. ได้จัดทํามา ยิ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญยากมาก ผมเชื่อได้เลยครับถ้าร่างนี้ออกไปรัฐธรรมนูญจะแก้ไม่ได้ แล้วประเทศจะเกิดวิกฤติ เมื่อเกิดวิกฤติก็จะถูกฉีกรัฐธรรมนูญอีกนั่นละ ผมว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดี๋ยวกรรมาธิการผมคงจะมีท่านพูดอยู่นะครับ อาจจะท่านนิกร จํานง ท่านก็คงจะให้มุมมองบนสภาพความเป็นจริงอีก ถ้าหากว่าแก้ยากก็จะทําให้ เกิดปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอย่าง ท่านพยายามกําหนดวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. มีกลไก มีกระบวนการโดยเจตนาดีที่จะให้ ส.ส. ให้นักการเมืองที่ดีเข้าสู่ตําแหน่ง แต่ปรากฏว่า ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้ว่าเลือกแบบบัตรเดียวใบเดียว เลือกแบบเขตเดียวคนเดียว ที่กําหนดไว้ ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์แก้ประเทศได้ แล้วยิ่งไปใส่ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ แทบจะแก้ไม่ได้ ก็จะเกิดวิกฤติ ดังนั้นอย่างที่ผมยกตัวอย่างตั้งแต่แรกการเลือกตั้ง ส.ส. แล้วก็เลือกตั้งประเภทอื่น ไม่จําเป็นต้องไปใส่ในเนื้อรัฐธรรมนูญเลยครับ หลายประเทศก็เป็นแบบนี้ เราสามารถเอา รายละเอียดไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ แต่สิ่งที่ กรธ. กังวลว่าสิ่งที่คิดนี้จะให้เป็นมรรค เป็นผลอย่างไร สิ่งที่ท่านคิดทั้งหมดนี้ท่านสามารถนําไปใส่ในบทเฉพาะกาลได้เลย ในบทเฉพาะกาลบอกไว้เลยครับ ให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีกําหนดรูปแบบ ประเภท จํานวน แต่จํานวนอาจจะใส่ ในรัฐธรรมนูญได้ ใส่เป็นหลักการไว้นะครับ แต่วิธีการเลือก วิธีการลงคะแนน วิธีนับคะแนน อันนี้ท่านใส่ไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ใส่ไปเลยว่ารัฐธรรมนูญที่จะออกมานี้ต้องมี เนื้อหาแบบนี้ในบทเฉพาะกาล ประเทศก็จะได้รัฐธรรมนูญที่ยั่งยืน ส่วนการแก้ปัญหา ของประเทศก็ไปอยู่ในบทเฉพาะกาล ซึ่งผ่านพ้นเวลาไปแล้วนะครับ เวลาผ่านไปในส่วนนี้ได้นําไป ปฏิบัติแล้วก็สามารถเป็นทางออกได้ และอย่างที่ผมกราบเรียนว่าสิ่งหนึ่งถ้าเราไม่แน่ใจว่า ดีหรือไม่ ในส่วนตัวผมยังอยากเห็นว่าถ้าเราไม่แน่ใจ เรากําหนดการเลือกตั้ง ส.ส. อันนี้ ส่วนตัวนะครับ ไม่เกี่ยวกับกรรมาธิการ เลือกตั้ง ส.ส. ใน ๒ วาระแรก วาระละ ๒ ปีได้ไหม สัก ๒ ครั้ง แล้วก็มาดูว่าเลือกตั้งแล้วแก้ปัญหาซื้อเสียงได้ไหม เลือกตั้งแล้วสามารถที่จะได้ คนที่ดี ๆ ที่สังคม ที่ประชาชนต้องการไหม มีปัญหาอะไรไหม อันนี้ผมว่าก็เป็นทางออกได้ ไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ ก็ฝากวิธีการ วิธีคิด แล้วก็เพื่อให้รัฐบาลที่รับผิดชอบในปัจจุบัน ทําหน้าที่ ก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะทําหน้าที่ในลักษณะใด แบบใด เชื่อมต่อ เชื่อมโยงกันอย่างไร ในระยะเวลาเท่าไร สิ่งสําคัญก็คือต้องคํานึงถึงเรื่องของการปฏิรูป การปฏิรูปที่เราพยายาม ให้เกิดขึ้นนั้นเราจะใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลอย่างไรที่ทําให้การปฏิรูปนั้นสัมฤทธิผล ซึ่งผม เข้าใจว่าในส่วน กรธ. เองก็พยายามที่จะใส่ แล้วก็ขอความร่วมมือจาก สปท. ให้ใส่ในบทบัญญัติ ดังกล่าว ซึ่งเดี๋ยวเราก็จะนําเสนอเป็นเอกสารให้ท่านได้พิจารณาต่อไป ต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าส่วนประเด็นอื่น ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญนั้นเข้าใจว่าในส่วนของ สปท. เอง มีหลายเรื่องที่จะต้องนําสู่ทาง กรธ. ผมอยากให้ทาง กรธ. เองนั้นให้ความสําคัญ ของการนําเสนอดังกล่าว

ส่วนสุดท้ายที่ผมจะกราบเรียนตรงนี้ก็คือเรื่องของการลงคะแนนทําประชามติ การทําประชามติดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) คงจะยังมีข้อที่ถกเถียงกันในเรื่องของ จํานวนของคนที่มาใช้สิทธิ หรือคนที่มีสิทธิออกเสียงทําประชามติใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่า คะแนนในเสียงข้างมากจะเอาเกณฑ์ใด แต่ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปัจจุบันนี้ ถ้าหากจะตีความว่าใช้คะแนนเสียงของผู้มีสิทธิออกเสียงเกินกว่า กึ่งหนึ่ง ผมก็ยังอยากให้ใช้หลักการนี้ เนื่องจากอะไรครับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาท่านประธาน เสียงข้างมากมีการทําประชามติเห็นด้วย เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่พอเวลาบัญญัติผ่านเสียงประชามติและบัญญัติออกมาใช้ปรากฏว่า มีคนจํานวนมากโดยเฉพาะพรรคการเมืองส่วนหนึ่งยังไม่ยอมรับในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้ง ๆ ที่ผ่านเสียงประชามติครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราสามารถอธิบายเกณฑ์ ให้ประชาชนได้เข้าใจ อธิบายให้เห็นถึงประโยชน์ของร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านได้จัดทํา แล้วเราใช้คะแนนเสียงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงมาตัดสินให้มีร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เกิดขึ้นก็จะทําให้เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มีความยั่งยืน ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลง ยกเลิกอะไรกันง่าย ๆ อันนี้ก็กราบเรียนในข้ออภิปรายเบื้องต้น ส่วนจะมีข้อเสริมประการใด เดี๋ยวสมาชิกผมก็จะอภิปรายต่อให้สมบูรณ์ครบถ้วนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ขอบคุณครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา