คํานูณ สิทธิสมาน อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในหลายมิติ โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาของระบบเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวที่อาจลดความหลากหลายในสภาและตัดโอกาสพรรคการเมืองขนาดเล็ก รวมถึงการผูกมัดการเลือกนายกรัฐมนตรีกับรายชื่อล่วงหน้าที่จำกัดความยืดหยุ่นในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งวิพากษ์การไม่กำหนดระยะเวลาการเลือกนายกรัฐมนตรีและการตัดบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมการใช้จ่ายเงินของรัฐ ซึ่งส่งผลต่อการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณและขาดกลไกการปฏิรูปประเทศที่ต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อความสมดุลทางการเมืองและการจำกัดอำนาจของผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สิ่งที่กระผมจะอภิปรายต่อไปนี้ ในช่วงแรกจะเป็นประเด็นการเข้าสู่อํานาจรัฐของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งจะครอบคลุม ระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ระบบการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี แล้วก็ระยะเวลากว่าจะได้ นายกรัฐมนตรี หรือกว่าจะได้รัฐบาลบริหารประเทศนับจากวันเลือกตั้งไปใช้เวลานานเท่าใด
ในช่วงแรกครับท่านประธาน ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ถือว่าสําคัญมากและสําคัญที่สุดครับ เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาการเมือง เป็นที่มาแห่งอํานาจรัฐ เมื่อได้สภาผู้แทนราษฎรแล้วก็จะได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือก ในสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ก็น่าจะเป็นประเด็นระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกระผมขอกราบเรียนว่า เป็นระบบที่ท่านนํามาใช้เป็นประเทศแรกของโลกครับ ยังไม่เคยมีบทเรียนระดับประเทศใด ในโลกนี้มาก่อนว่าระบบการเลือกตั้งนี้มีจุดแข็งจุดอ่อนประการใด ระบบการเลือกตั้งนี้ มีใช้กันเพียงบางรัฐในประเทศเยอรมนีซึ่งมีพื้นที่จํากัดมาก ๆ เท่านั้นครับ ระบบการเลือกตั้ง ที่ท่านเลือกเอามาใช้ก็คือเป็นระบบการเลือกตั้งที่มี ส.ส. ๒ ประเภท คือ ส.ส. เขตเลือกตั้ง เขตละคน กับ ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง แต่ว่าสิ่งที่แปลกแตกต่างออกไปนั้น ก็คือท่านใช้ให้ประชาชนลงคะแนนเพียง ส.ส. เขตเลือกตั้ง และคะแนนของ ส.ส. เขตเลือกตั้ง ของทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะชนะ หรือแพ้ หรือได้ลําดับที่เท่าไรในการแข่งขัน ส.ส. เขตเลือกตั้งนั้นจะนําทุกคะแนนมาคํานวณจํานวน ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่ออีกทีหนึ่ง ประเด็นนี้กระผมเห็นว่าเป็นการตัดสิทธิในการเลือกของประชาชนลงไปจากเดิม จากเดิมประชาชนเคยชินมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผ่านการเลือกตั้งมาทั้งหมด ๔ ครั้ง ประชาชนเข้าคูหาไปได้เลือก ๒ อย่างครับ ๑. เลือก ส.ส. เขตเลือกตั้ง ๒. เลือกบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งพี่น้องประชาชนก็จะมีหลักในการคํานวณ ที่อาจจะเลือกเหมือนกันก็ได้ อาจจะเลือกต่างกันก็ได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กันไป ในประการนี้ เราตัดสิทธิประชาชนไปในประเด็นสําคัญ แต่ประเด็นที่กระผมอยากจะขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุดก็คือว่าระบบการเลือกตั้งแบบนี้ จะเป็นการตัดหนทางของพรรคการเมืองขนาดเล็ก พรรคการเมืองที่มีทุนน้อย หรือพรรคการเมืองที่เป็นทางเลือกใหม่ พรรคการเมืองที่เป็นกลุ่มความคิดใหม่ ๆ ที่จะมีโอกาส เข้ามาเป็นเลือดใหม่ในสภาผู้แทนราษฎรอาจจะมีตัวแทนเข้ามาเป็น ส.ส. สักเพียง ๑ คน หรือ ๒ คน นั่นก็คือในอดีตนั้น พรรคการเมืองที่เป็นทางเลือกใหม่ที่มีทุนน้อยเหล่านี้ สามารถที่จะสมัครรับเลือกตั้งโดยสมัครแต่เพียงระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ต้องส่งถึง ๑๕๐ คนครับ ส่งเพียง ๑๐ คน ๒๐ คนก็ทําได้ และไม่จําเป็นจะต้องส่งผู้สมัคร ส.ส. เขตเลือกตั้ง เป็นจํานวนมาก จะส่งเพียง ๑ เขต ๒ เขต ๓ เขต ก็สามารถทําได้แล้วถ้าพวกเขาสามารถ ที่จะมีคะแนนนิยมจากพี่น้องประชาชนในการเลือก ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อเพียง ๗๕,๐๐๐ คะแนนขึ้นไป หรือ ๑๐๐,๐๐๐ คะแนนขึ้นไป พรรคการเมืองทางเลือกใหม่ ๆ เหล่านั้น ก็สามารถจะมี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างน้อย ๑ ที่นั่ง ๒ ที่นั่ง แต่ถ้าเผื่อท่านใช้ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวกาเดียวเช่นนี้จะเป็นการตัดหนทาง พรรคการเมืองทุนน้อยเหล่านี้ไปโดยสิ้นเชิง ถามว่าเป็นการตัดโอกาสของพรรคการเมืองที่จะ เกิดใหม่ พรรคการเมืองทางเลือกใหม่ หรือตัดโอกาสการรวมกลุ่มของภาคประชาชนที่เขา ต้องการที่จะเข้ามาต่อสู้ทางการเมืองในระบบการเมืองที่ถูกต้องโดยมีตัวแทนเพียง ๑ คน หรือ ๒ คน ถามว่าจะเป็นผลดีหรือเป็นผลเสียมากกว่ากัน ผมขอฝากกราบเรียนท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งก็ล้วนเป็นที่เคารพนับถือด้วยกันทั้งสิ้น ประเด็นอื่นกระผมไม่ติดใจครับ แต่ประเด็นนี้การตัดทางเลือกของประชาชน ทางเลือกที่สามารถจะมีเลือดใหม่เข้ามา ในสภาผู้แทนราษฎร กระผมเห็นว่าเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง นี่เป็นข้อเสียในมุมมองของกระผม ที่เห็นเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งแบบกาเดียว ส่วนประเด็นเรื่องเสียงของประชาชนที่จะ ไม่ตกน้ํานั้นกระผมเห็นด้วยครับ แต่ไม่จําเป็นที่จะต้องกาเดียวครับ ๒ กา หรือ ๒ บัตร เลือกเหมือนเดิมนั่นละครับ เหมือนที่ผ่านมา ๔ ครั้ง เพียงแต่ระบบนับคะแนนที่แตกต่าง ออกไปก็สามารถทําได้ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือระบบเลือกนายกรัฐมนตรี ทีนี้กรรมาธิการก็นํามา ผมไม่แน่ใจนะครับ ก็น่าจะเป็นประเทศแรกในโลกอีกเหมือนกันที่ใช้ระบบเช่นนี้ กล่าวคือในวันสมัครรับเลือกตั้งหรือก่อนปิดการสมัครรับเลือกตั้งท่านให้พรรคการเมืองที่ส่ง สมัคร ส.ส. เสนอรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีพรรคละไม่เกิน ๓ คน จากนั้นบุคคลเหล่านั้นจะมีโอกาสหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นสามารถ จะชนะเลือกตั้งเข้ามามี ส.ส. ได้อย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนที่นั่งในสภาหรือไม่ ถ้ากระผมจําไม่ผิดนะครับ ซึ่งก็หมายถึงว่าจะต้องเป็นพรรคที่มีเสียงในสภาอย่างน้อย ๒๐ หรือ ๒๕ เสียงขึ้นไป ถามว่าระบบนี้มีขึ้นมาเพื่ออะไร ผมคิดไม่ออกจริง ๆ ครับ เพราะว่า ถ้าเผื่อเราจะเปิดกว้างให้นายกรัฐมนตรีสามารถมีทางเลือกอื่นที่อาจจะไม่จําเป็นต้องเป็น ส.ส. เสมอไปเราก็เพียงเขียนกําหนดไว้ว่าให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้นําความขึ้นกราบบังคมทูล โดยปกติ ส.ส. ก็ต้องเลือก หัวหน้าพรรคของตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่ถ้าเผื่อในยามที่สถานการณ์ต้องการ นายกรัฐมนตรีที่มาจากคนอื่นที่ไม่ใช่ ส.ส. ถ้าเราจะกําหนดไว้เป็นกรณีพิเศษอย่างที่ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองกําหนดไว้ อภิปรายไว้ และได้เสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็คือสามารถกําหนดไว้ได้ว่าในกรณี การเลือกนายกรัฐมนตรีในสภานั้น ถ้าเป็น ส.ส. ก็ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ ส.ส. ก็ให้ใช้เสียงข้างมากเด็ดขาด จะเป็น ๒ ใน ๓ จะเป็น ๓ ใน ๕ ก็สุดแท้แต่ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เกิดฉันทามติจริง ๆ ว่าถ้าไม่ใช่ ส.ส. แล้วจะต้องมีความเห็นพ้องต้องกันทั้งสภาจริง ๆ ว่าเป็นความจําเป็นในขณะนั้น อย่างนี้ก็จะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ว่าเราต้องการให้ ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี หรือถ้าจะเขียนล็อก (Lock) เพิ่มเติมไว้อีกชั้นหนึ่งก็ได้ครับว่าวันเลือก นายกรัฐมนตรีในสภาเป็นครั้งแรกก็ให้ใช้กฎเกณฑ์นี้ คือถ้าเป็น ส.ส. เกินกึ่งหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ ส.ส. ๒ ใน ๓ หรือ ๓ ใน ๕ แต่ถ้าเลือกไม่ได้ให้เลือกอีกครั้งภายใน ๑๕ วัน คราวนี้ต้องเป็น ส.ส. เท่านั้นก็สามารถกระทําได้เช่นกันครับ การไปล็อก (Lock) ไว้กับบุคคล ที่ต้องเสนอชื่อพรรคการเมืองละไม่เกิน ๓ ชื่อนั้นสิ่งที่จะเกิดปัญหาก็คือว่าในขณะที่ พรรคการเมืองเขาเสนอชื่อไม่เกิน ๓ ชื่อเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่วันเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาเป็นระยะเวลาที่ห่างออกไปอีกประมาณ ๓ เดือน เดี๋ยวกระผมจะชี้ให้เห็นว่า ๓ เดือนอย่างไรนะครับ สถานการณ์ ๓ เดือนจากนี้ไปอาจเกิด การพลิกผัน อาจเกิดความจําเป็นว่าบ้านเมืองอาจจําเป็นต้องมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ใช่บุคคล ที่พรรคการเมืองเสนอชื่อมาก็เป็นได้ครับ ถ้าถึงเช่นนั้นแล้วจะทําไว้ทําไมครับบทบัญญัติเช่นนี้ เพราะว่าบทบัญญัติการเปิดกว้างนี้ก็คือเพื่อรองรับสถานการณ์ที่มีความจําเป็นเฉพาะ ในขณะนั้น นี่ยังไม่พอนะครับท่านประธาน กระผมจะอภิปรายโดยไม่ยกตัวอย่างรายมาตรานัก เพราะว่าต้องเปิดไปเปิดมา เวลาจะไม่ทัน แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของระบบการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีแบบนี้คืออะไรครับ ก็คือในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ๔ ปีใช่ไหมครับ ๔ ปีก็ไม่ได้มีที่ไหนจะต้องบังคับว่าจะต้องเป็นรัฐบาลเดียว นายกรัฐมนตรีคนเดียว ทีนี้ ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะลาออกหรือเกิด การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ตามมาตรา ๑๖๒ ก็ตามแต่ กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา จะต้องทําอย่างไรต่อไปครับ มาตรา ๑๖๒ วรรคสอง ก็บัญญัติไว้ว่าให้นํากระบวนการเดิม มาใช้อีก แปลว่าอะไรครับ แปลว่าสมมุติมีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีหลังจาก การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกผ่านไปแล้ว ๑ ปี หรือ ๒ ปี เรามีทางเลือกนายกรัฐมนตรี จากที่ไหนครับ ไม่มีครับ ต้องไปเอาบุคคลที่ผ่านการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองพรรคละ ไม่เกิน ๓ ชื่อ เมื่อ ๑ ปีที่แล้ว เมื่อ ๒ ปีที่แล้วมาเลือกกันในวันนั้นอีก ถามว่ามีเหตุผลอะไรครับ ที่บัญญัติไว้เช่นนี้ ทําไมจะต้องไปมัดตัวไว้เช่นนั้นครับ แล้วทําไมจะต้องไปมัดตัวคนที่เขา ได้รับการเสนอชื่อและไม่ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีไว้ในครั้งแรกให้ต้องผูกพันอยู่กับ คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของการเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเข้มมากไว้ตลอดไป ไปทําอะไรไม่ได้เลย ขอประทานโทษครับ เสียชีวิตก็ไม่ได้ เพราะถ้าเสียชีวิตไป ทางเลือกของนายกรัฐมนตรีใน ๑-๒ ปีก็จะลดน้อยลงไปอีก กระผมคิดด้วยสติปัญญา เท่าที่มีอยู่แล้วจึงมองไม่เห็นว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาตามระบบนี้มีเหตุที่ผล เหมาะสม จําเป็น และสมควรแค่ไหน ประการใด
ต่อไปในประการที่ ๓ วันเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา ปกติครับ รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ทุกฉบับที่เป็นมาเขากําหนดไว้เป็นสูตรเลยครับว่าวันเลือกตั้งวันไหน ก็ช่างเถอะ ภายใน ๓๐ วันให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก ภายใน ๓๐ วัน ต่อมาให้มีการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๕๔ ท่านไม่กําหนดเวลาไว้ครับ มาตรา ๑๕๔ เขียนไว้เพียงว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี ไม่ได้กําหนดเวลาไว้ครับว่าภายในกี่วันหลังจากประชุมสภานัดแรก ไม่เข้าใจครับว่าทําไมไม่กําหนดเวลาไว้ แล้วคราวนี้ถ้าย้อนไปดูกระบวนการตั้งแต่ต้นมา ก็จะเห็นความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ กล่าวคือหลังจากวันเลือกตั้งแล้ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา ๘๐ ว่าให้มีการประกาศผลเลือกตั้งภายใน ๖๐ วันครับ นานกว่าเดิม ๓๐ วัน แล้วจึงให้เรียกประชุมรัฐสภานัดแรก ๕ วันหลังจากวัน ประกาศผลเลือกตั้ง แต่ขอกราบเรียนไว้ ณ ที่นี้นะครับว่าการประกาศผลเลือกตั้งตามมาตรา ๘๐ ที่ท่านกําหนดไว้ภายใน ๖๐ วันก็ยังไม่ใช่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพียงแค่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๕ เท่านั้นเอง สรุปก็คือเรามีระยะเวลาประกาศผลเลือกตั้งเนิ่นนานออกไป ๖๐ วัน วันเรียกประชุมเนิ่นนานออกไปอีก ๕ วัน เป็น ๖๕ วันแล้วนะครับ แล้วเราเว้นว่างไว้ ไม่กําหนดวันเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา ผมสมมุติว่าท่านเมตตากรุณาแก้ไขว่า เลือกนายกรัฐมนตรีในสภาเหมือนเดิมคือภายใน ๓๐ วันหลังจากประชุมสภานัดแรก ระยะเวลาก็จะเป็น ๙๕ วันครับท่านประธาน ๙๕ วันนี้ก็แปลว่า ๓ เดือนกับอีก ๕ วัน จากนั้นรัฐบาลยังบริหารไม่ได้นะครับ เพราะได้นายกรัฐมนตรีมาคนเดียว ก็ต้องรอแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรี นําความขึ้นกราบบังคมทูล รอวันถวายสัตย์ รอวันแถลงนโยบายภายใน สภาอีก กว่าจะได้บริหารประเทศผมคํานวณให้ประมาณอีก ๓๐ วัน สรุปว่าหลังวันเลือกตั้ง กว่าเราจะมีรัฐบาลที่บริหารประเทศตามเจตจํานงของพี่น้องประชาชนนั้นใช้เวลาถึง ๔ เดือน เท่ากับ ๑ ไตรมาส นานเกินไปหรือไม่ครับ ระยะเวลาที่นานเช่นนี้มีเหตุผลมาจากเบื้องต้น กระดุมเม็ดแรกก็คือการให้เวลาในการประกาศผลเลือกตั้งเนิ่นนานออกไปถึง ๖๐ วัน เป็นเพราะ ผมกลับไป ระบบการเลือกตั้งแบบกาเดียวหรือไม่ครับ เพราะระบบการเลือกตั้ง แบบกาเดียวเราเลือก ส.ส. เขต ต้องรู้จํานวน ส.ส. เขตที่แน่นอนเสียก่อนจึงจะคํานวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ฝากไปนะครับ เป็นประเด็นที่ครบถ้วนเรื่องการเข้าสู่ อํานาจรัฐ ประเด็นเล็ก ๆ ที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครอภิปรายต่อไปก็คือว่าบทบัญญัติที่สุดยอด ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๙ วรรคสาม ท่อนท้าย ๆ เรื่องการมี ส่วนในการใช้งบประมาณของ ส.ส. ส.ว. ของคณะรัฐมนตรีนั้นบัญญัติไว้เข้มมากครับ ถึงขั้น พ้นจากตําแหน่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ขอกราบเรียนว่าครึ่งหนึ่งบัญญัติไว้แล้ว ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครึ่งหลังมาเติมเข้าไป แต่ประเด็นสําคัญที่สุดก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ขาดสาระสําคัญเกี่ยวกับไม่ใช่เงินแผ่นดินอย่างเดียวนะครับ เกี่ยวกับการใช้เงินของ หน่วยงานของรัฐที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดิน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีการแยก หมวดการเงิน การคลัง และการงบประมาณไว้เป็นหมวดเฉพาะต่างหาก ซึ่งผมถือว่าเป็น การก้าวหน้าอย่างยิ่ง แล้วก็มีบทบัญญัติหลายประการที่พัฒนามาอย่างสูง แต่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ท่านแยกศาลรัฐธรรมนูญไว้เป็นหมวดเฉพาะ แต่ท่านไม่ได้แยกหมวดการเงิน การคลัง และการงบประมาณไว้เป็นหมวดเฉพาะ และที่สําคัญที่สุดก็คือท่านขาด กระผมขอย้ํา เลยนะครับว่าท่านขาดเนื้อหาในมาตรา ๑๗๐ โดยเฉพาะมาตรา ๑๗๐ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไป กล่าวคือ เงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐใดที่ไม่ต้องนําส่งเป็น รายได้แผ่นดิน ให้หน่วยงานของรัฐนั้นทํารายงานการรับและการใช้จ่ายเงินดังกล่าวเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเมื่อสิ้นปีงบประมาณทุกปี และให้คณะรัฐมนตรีทํารายงานเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไป และวรรคสองที่สําคัญมากก็คือ การใช้จ่ายเงินรายได้ ตามวรรคหนึ่งต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงิน การคลังตามหมวดนี้ด้วย ท่านประธานครับ ในระยะหลังงบประมาณแผ่นดินของเรา ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นงบประจํา งบเงินเดือน ประจํา งบรูทีน (Routine) ต่าง ๆ งบลงทุนมีเพียงส่วนเดียว แล้วระยะหลังสิ่งที่เกิด เป็นปัญหามาตลอดวิกฤติ ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็คือว่าการใช้เงินแผ่นดินประเภทเงินรายได้ ที่ไม่ต้องส่งเป็นรายได้กับแผ่นดินจะต้องอยู่ภายใต้ควบคุมกรอบอย่างไรบ้าง มาตรา ๑๗๐ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นมาตราสําคัญที่ช่วยให้กระผมแล้วก็หลายคน สามารถใช้สิทธิตามศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบเงินบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกู้เงินพิเศษตามกฎหมายพิเศษแล้วก็ใช้ไปตามกฎหมายพิเศษ โดยไม่ผ่านระบบงบประมาณแผ่นดินตามปกติ ผมอยากให้ทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญได้ช่วยไปตรวจสอบคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๓-๔/๒๕๕๗ ว่ามาตรา ๑๗๐ วรรคสอง นั้นมีคุณูปการประการใด แล้วถ้าท่านเห็นว่ามีความจําเป็นท่านเอาออกไปจาก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเหตุใด ใส่เข้ามาเถอะครับ มาตรา ๑๗๐ วรรคสอง เพื่อที่จะได้เป็น ช่องทางของการควบคุมการใช้จ่ายเงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องส่งเป็นเงินรายได้ ของแผ่นดินต่อไป อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ประเด็นต่อมา ผมมีเวลาเหลืออยู่น้อยมาก ขอข้ามไปเป็นประเด็นสําคัญ ที่เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองนะครับ เกี่ยวกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้ กล่าวคือร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องดําเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ กระผมขอย้อนทวนมาตรา ๓๕ (๑๐) ที่เขียน ไว้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูป เรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป ขีดเส้นใต้ทุกเส้นเลยครับ โดยเฉพาะคําว่า ให้สมบูรณ์ต่อไป ทีนี้เรามาดูกลไกของการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ก็จะมีปรากฏ อยู่ใน ๓ มาตรา มาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ และมาตรา ๒๖๙ ซึ่งทาง สปท. จะต้องเติมคํา ในช่องว่างในมาตรา ๒๖๙ ส่งไป แต่ทั้ง ๓ มาตรานั้นจะเป็นระยะเวลาเพียง ๑ ปี หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญเท่านั้นครับ ทีนี้การปฏิรูปประเทศที่จะต้องสมบูรณ์นี้ เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่ว่าจะเสร็จสิ้นภายใน ๑ ปีหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น กลไกอะไรล่ะครับที่จะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สมบูรณ์ ให้ตรงตาม มาตรา ๓๕ (๑๐) ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นกระผมเชื่อในสติปัญญาของคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านจะต้องกําหนดให้มีครับ เพราะไม่เช่นนั้นขัดรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๕ (๑๐) ครับ ส่วนจะกําหนดไว้เป็นกลไก ประการใดนั้น โดยหลักการก็คือจะต้องเป็นกลไกที่มีลักษณะที่แยกต่างหากออกมาจากระบบ บริหารราชการแผ่นดินตามปกติ เพราะเมื่อถึงเวลา ๑ ปีหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว เชื่อว่าจะมีร่างพระราชบัญญัติหรือจะมีทิศทางการปฏิรูปประเทศ แม้จะเป็นทิศทาง การปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๖๗ เรื่องการศึกษา มาตรา ๒๖๘ เรื่องกระบวนการยุติธรรม และตํารวจนี้ค้างอยู่อีกเป็นจํานวนมาก การมีแต่แผนแล้วอยู่บนหิ้งสวยงามครับ แต่ทางปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือกลไกที่จะต้องบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็น บรรทัดฐาน แล้วก็สมกับความเรียกร้องต้องการของพี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่ผมเชื่อว่า สาเหตุแห่งวิกฤติอย่างหนึ่ง และพี่น้องประชาชนแทบทุกกลุ่มแม้ว่าจะพูดด้วยวาทกรรม ที่แตกต่างกันนี้แต่เขาต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศครับ และการปฏิรูปประเทศไม่ใช่ เสร็จสิ้นเพียงช่วงนี้ ไม่ใช่เสร็จสิ้นเพียง ๑ ปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ท่านจะต้องไปคิด กลไกอันนี้ขึ้นมานะครับ
และสุดท้ายที่กระผมอยากจะขอกราบเรียนก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะต้องตอบคําถามในประการสําคัญที่สุด ก็คือว่าเมื่อบังคับใช้ออกมาแล้วจะสามารถนําพา ประเทศชาติไปสู่ความสันติสุขได้หรือไม่ หยุดยั้งวิกฤติที่เกิดขึ้นในรอบ ๑๐ ปีมาได้หรือไม่ ศาสตราจารย์โดมินิก รุสโซ ที่ทางคณะ คสช. และแม่น้ําหลายสายนี้เชิญมาให้ความรู้ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญปีที่แล้วนี้ท่านบรรยายจับใจผมอยู่ประโยคหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญคือสูติบัตร ของประเทศ คือสูติบัตรที่จะนําพาประเทศกลับคืนมาสู่สันติสุข สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ กระผมอยากเรียนว่าถ้าเราย้อนวิกฤติทางการเมืองไปในอดีตเมื่อ ๑๐ ปีหรือเกินกว่า ๑๐ ปี ที่แล้วนั้น กระผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการเสียสมดุลของพลังทางการเมืองต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นวางไว้ ทิ้งน้ําหนักไปกับพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และในที่สุดก็กลายเป็นกลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็ทิ้งพลัง ที่เคยนําพาสังคมไทยอยู่รอดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจําทั้งพลเรือน ทหาร นักธุรกิจ และนักวิชาการต่าง ๆ ทิ้งไว้อยู่นอกโครงสร้างทางการเมือง ในที่สุดเมื่อเกิด วิกฤติขึ้นมา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็พยายามที่จะสร้างสมดุลกลับคืนขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่การต่อสู้ระหว่าง ๒ พลังนี้ก็ยังคงดํารงอยู่มาจน ๑๐ ปีเข้านี่ ท่านประธานครับ กระผมเชื่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ดี รัฐธรรมนูญที่ดีที่จะใช้บังคับนั้นจะต้องสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างพลัง ส่วนอื่นของสังคมและพลังของนักการเมือง พรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เป็น ภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือว่าเมื่อเรามีการเลือกตั้งตามกําหนด ตามร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ภายใน ๑ ปี ลดลงมาจาก ๑ ปี ๓ เดือนก็ได้นะครับ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า นักการเมือง พรรคการเมืองที่เขามาจากการเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ส. เป็น ส.ว. หรือไม่ ผมไม่ทราบ เพราะว่าในขณะนี้บทบัญญัติเรื่อง ส.ว. ก็ยังมีความเห็นที่ต่างกันอยู่มาก เป็นรัฐบาลเขาจะต้องเผชิญอะไรบ้างครับ สิ่งที่พวกเขาจะต้องเผชิญก็คือว่าเขาจะต้องตกอยู่ ภายใต้กรอบ ๒ กรอบครับ กรอบทางด้านนโยบาย เขาจะต้องเขียนนโยบายของรัฐ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติซึ่งบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติมาจากไหนครับ ยุทธศาสตร์ชาติจะเกิดขึ้นสมบูรณ์ภายใน ๑ ปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งก็แปลว่า เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่เขาจะเข้ามา เกิดขึ้นโดยใครครับ ก็จะมีความชัดเจนต่อไป ในร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติซึ่งกระผมเข้าใจว่าก็จะผ่านจากที่ประชุม สปท. แห่งนี้ เข้าใจว่าอาจจะเป็นในสัปดาห์หน้าหรือสัปดาห์โน้นนะครับ นอกจากจะต้องปฏิบัติตามกรอบ นโยบายที่วางไว้อย่างเข้มข้นก่อนที่เขาจะเข้ามาแล้ว เขาก็จะต้องวัตรปฏิบัติตน จะต้องอยู่ ภายใต้กรอบจริยธรรม มาตรฐานทางจริยธรรมที่วางไว้ก่อนที่เขาจะเข้ามาบริหารประเทศ เข้ามาสู่ตําแหน่งทางการเมือง โดยรัฐธรรมนูญกําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับองค์กรอิสระ กําหนดไว้เข้มข้นครับ จะต้องร่วมกันจัดทํามาตรฐานทางจริยธรรมให้เสร็จภายใน ๑ ปี และมาตรฐานทางจริยธรรมอันนี้ให้ใช้บังคับกับ ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรีด้วย แม้จะ กําหนดให้รับฟังความคิดเห็นจาก ส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรี แต่เมื่อกําหนดเงื่อนเวลาไว้ ภายใน ๑ ปี ความคิดเห็นที่ได้รับฟังนั้นก็คือ สนช. แล้วก็คือคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันอาจจะ เป็นสิ่งที่ถูกครับ ในมุมมองของเราว่าเราต้องการให้การเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์ ยุติธรรม คนเข้ามา ก็ต้องอยู่ในกรอบศีลธรรม จริยธรรมอันดี และเราก็วางทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ แต่ถ้าเรานึกถึง ว่าคนที่เขาจะเข้ามาครับ ด้านหนึ่งทางด้านนโยบายมีกรอบวางไว้ชัดเจนอย่างชนิดที่ไม่เคย วางมาก่อน ๒. กรอบประพฤติปฏิบัติตนก็ถูกวางไว้ล่วงหน้า และการตัดสินว่าอะไรคือการขัด มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงก็ถูกวางไว้ล่วงหน้า และตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ จุดยืนของกระผมชัดเจนที่สุด ยืนอยู่ข้างกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยืนอยู่ข้างแม่น้ําทุกสาย วัตรปฏิบัติของผมตลอด ๑๐ ปีมานี้พิสูจน์ได้ครับ แต่ผมอยากจะ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพครับว่าในเมื่อ วิกฤติมันเกิดขึ้นในอดีตเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเพราะการเสียสมดุลที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี่นะครับ เราจะเยียวยาวิกฤตินั้นโดยการสร้างการเสียสมดุลอีกด้านหนึ่งขึ้นมาหรือไม่ กระผมตอบ ไม่ได้จริง ๆ ครับ แต่กระผมเชื่อมั่นในสติปัญญาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ ท่านประธานครับ สังคมจะอยู่กันได้ต้องมีกรอบที่เป็นที่ยอมรับกันได้ตามสมควร ไม่ใช่เขา ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนมาแล้วสุดท้ายต้องมาอยู่ภายใต้กรอบที่วางไว้ล่วงหน้า ปัญหานี้กระผมลําบากใจอย่างยิ่งที่จะอภิปราย แต่ว่าถึงที่สุดแล้วเมื่ออ่านร่างรัฐธรรมนูญ ทบทวนดูแล้วหลายครั้ง กราบขออนุญาตตั้งข้อสังเกตไว้ผ่านท่านประธานไปยังกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน และขอยุติการอภิปรายลงฉันท์กัลยาณมิตร ณ นาทีนี้ กราบขอบพระคุณครับ