วิทยา เสนอปรับโฉมการเลือกตั้ง ยกเลิก ส.ส. บัญชีรายชื่อ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

วิทยา แก้วภราดัย อภิปรายมติการปฏิรูปการเมือง โดยเสนอให้ยกเลิกระบบ ส.ส. บัญชีรายชื่อ แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบเขตเลือกตั้งใหญ่แบบหลายใบ เพื่อลดการซื้อเสียงและส่งเสริมผู้สมัครคุณภาพ พร้อมทั้งเสนอปรับบทบาท ส.ว. ให้เน้นการกลั่นกรองกฎหมาย ลดอำนาจ กกต. เหลือเพียงการจัดการเลือกตั้ง และตั้งศาลแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อให้การวินิจฉัยผลการเลือกตั้งเป็นธรรมมากขึ้น

นายวิทยา แก้วภราดัย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตที่จะอภิปรายในมติของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองซึ่งได้ตกผลึกความคิดในหลาย ๆ ประเด็นนะครับ

เรื่องแรก ที่จะขออนุญาตเสนอผ่านไปยัง กรธ. ก็คือเรื่องที่มาของ ส.ส. เราคิดว่าที่มาของ ส.ส. การสร้างระบบบัญชีรายชื่อซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้เป็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตย แล้วขอเสนอความเห็นเบื้องต้นก่อนนะครับว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมีความเห็นร่วมกันว่าไม่ควรมี ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ เพราะระบบบัญชีรายชื่อเราพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ว่า คนดี คนมีความสามารถไม่เชี่ยวชาญการเลือกตั้งควรจะมีโอกาสเข้ามาในทางการเมือง ๔-๕ ครั้งของการเลือกตั้งครับ ปรากฏว่าบัญชีรายชื่อสะท้อนภาพอันนั้นน้อยมาก ผมอยู่ใน วงการการเมืองมาหลายปี ตั้งแต่การเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ เรียนได้เลยครับว่า บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองส่วนใหญ่กลายเป็นที่ซ่องสุมของบรรดานายทุนที่อยากเป็น นักการเมือง และเป็นที่ระดมทุนของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เป็นที่มาของการปฏิบัติการ การรุนแรงเรื่องการทุจริตซื้อเสียงการเลือกตั้ง ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็คือการมี ส.ส. ระบบเดียว ระบบเลือกตั้ง จากเขตเลือกตั้ง และเขตเลือกตั้งนั้นควรจะมีลักษณะเขตเลือกตั้งไม่ใช่เขตเล็กอย่างที่ กําหนดไว้และเราไปเสียดายคะแนนตกน้ํา เขตเล็กทําให้การแข่งขันรุนแรง ซื้อเสียงมากขึ้น แต่เราตกอยู่ในกรอบของความคิดว่าสิทธิพลเมืองทุกคนมีสิทธิเท่ากัน ๑ เบอร์ เป็นช่องว่าง ให้คนของระบบทุนเข้าไปทําลายเจตนารมณ์ของประชาชนโดยสิ้นเชิง เขตละคนครับ ซื้อเสียงกันรุนแรงมาก คนชนะได้ ๕๑,๐๐๐ คะแนน คนแพ้ได้ ๕๐,๐๐๐ คะแนน เราเสียดาย ๕๐,๐๐๐ คะแนน กลัวเป็นคะแนนตกน้ํา ก็เอา ๕๐,๐๐๐ คะแนนนี้ไปประเคน ให้กับบัญชีรายชื่อซึ่งเป็นนายทุนพรรค ไม่ได้ตกใส่คนที่ควรได้ครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ที่ตกผลึกจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็คือ ๑. ที่มา ของ ส.ส. ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง ๒. เขตเลือกตั้งควรทําลายความคิดเรื่องพลเมือง ๑ คน มี ๑ สิทธิ ให้เขตเลือกตั้งขยายใหญ่ขึ้นเขตเลือกตั้งละไม่เกิน ๓ คน กลับไปที่เดิมครับ ก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ประชาชนคนหนึ่งมีสิทธิลงคะแนนได้เท่ากับจํานวน ส.ส. ในเขตเลือกตั้งนั้น ท่านจะเห็นว่าถ้าเขตเลือกตั้งขยายใหญ่ขึ้น ถ้าแข่งกันเพื่อเอา ๓ คน และ ๓ คนรุมถล่มกันซื้อเสียง ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาในประสบการณ์ทางการเมืองครับ เราจะเห็นนักการเมืองแปลก ๆ ซึ่งไม่ใช่นายทุนเลยโผล่มาเป็น ๑ ใน ๓ ขายไป ๒ เสียง แถมคนดีมาคนหนึ่งครับ ปี ๒๕๓๕ เกิดพรรคการเมืองแบบพรรคพลังธรรม กระจายออกไปทั่วประเทศโดยไม่ได้ใช้เงินซื้อเสียงเลยภายใต้ระบบนั้น เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ประการที่ ๑ เรื่องการเลือกตั้งก็คือเลือกตั้ง ส.ส. โดยตรงทั้งหมด เขตเลือกตั้งเขตละ ๓ คน ประชาชนในเขตเลือกตั้งกาได้เท่ากับจํานวน ส.ส. ในเขตเลือกตั้งจะไม่มีคะแนนตกน้ํา เพราะคะแนนตกน้ํา ผมขออนุญาตใช้คํานะครับท่านประธาน เป็นวาทกรรม เอื้อประโยชน์ ให้กับกลุ่มคนที่พร้อมจะแอบแฝงเข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ และลัดเส้นทางสู่รัฐมนตรีทันที เพราะ ส.ส. มักจะถูกห้ามไม่ให้เป็นรัฐมนตรี ส่วนบัญชีรายชื่อลาออกวันไหนเป็นรัฐมนตรีได้ทันทีครับ

ประเด็นที่ ๒ ส.ว. ที่เราพยายามกีดกันปัญหากันเยอะและสร้างเงื่อนไขปฏิบัติ กันเยอะ ผมคิดว่า ส.ว. ความเห็นร่วมกันนะครับว่า ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาควรจะมีภารกิจ อย่างเดียวคือกลั่นกรองกฎหมาย ภารกิจในการถอดถอน กรธ. ถอนไปแล้วครับ แต่ภารกิจหนึ่งที่ตกค้างคือภารกิจรับรององค์กรอิสระ และไปหาประสบการณ์ดูครับ ส.ว. ที่ปั่นป่วนทุกทีก็อยู่ในอํานาจตรงนี้ละครับ ถอดถอน ส.ส. ทีมีปัญหาปั่นป่วนทุกที ผลประโยชน์ทับซ้อน รับรององค์กรอิสระทีมีปัญหากันเรื่องการวิ่งเต้น การล็อบบี (Lobby) กัน เพราะฉะนั้นภารกิจ ส.ว. ควรจะเหลือแค่กลั่นกรองกฎหมายซึ่งเป็นภารกิจดั้งเดิมจริง ๆ ของ ส.ว. และที่สําคัญผมไม่เห็นด้วยในการปิดกั้น ส.ว. บางประเภท เช่นข้าราชการมาเป็น ส.ว. ไม่ขัดข้องถ้าจะมีการเลือกตั้ง ส.ว. โดยวิธีเลือกตั้งทางอ้อม แต่ทุกองค์กร ทุกวิชาชีพ ควรจะมีครับ คนที่เป็นข้าราชการทั่วประเทศเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน คนที่เป็นตํารวจ คนที่เป็นทหาร ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คน นับเปอร์เซ็นต์แล้วเขาเป็นหลายเปอร์เซ็นต์ของ ประชากรในประเทศนี้ทําไมเขาต้องถูกตัดสิทธิครับ ถ้าภารกิจ ส.ว. เหลือแค่กลั่นกรอง กฎหมายที่มา ส.ว. ก็จะปลอดโปร่งขึ้น ไม่จําเป็นต้องไปสร้างกระบวนการกลั่นกรองมากมาย จะประโยชน์ทับซ้อนไม่ได้ครับ และเราต้องการคนที่มีภูมิความรู้จริงมากลั่นกรองกฎหมาย ส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเลือกตั้งและการเข้าสู่ตําแหน่งโดยสุจริตเที่ยงธรรมคือ กกต. แปลกใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนเพิ่ม กกต. ขึ้นมาเป็น ๗ คน ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ จากภายนอกว่ามี กกต. นั่งอยู่เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ๒ คนเพราะยังหาเหตุผลอธิบาย อย่างอื่นไม่ได้ ปัญหา กกต. ก็คือ กกต. มีอํานาจในการจัดการเลือกตั้ง กํากับการเลือกตั้ง และวินิจฉัยการเลือกตั้ง มีคดีที่ค้างอยู่ใน กกต. มากมาย ความเห็นร่วมของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมีความเห็นว่าภารกิจใจกลางของ กกต. จริง ๆ ก็คือ จัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม โอนงานจัดการเลือกตั้งให้กับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ กํากับเลือกตั้งโดย กกต. และวินิจฉัยการเลือกตั้งควรตรงไปที่ศาลของการเลือกตั้ง ต่อมาครับ จํานวนของ กกต. เพิ่มขึ้นโดยหาเหตุผลไม่ได้แล้วก็ไปเพิ่มอํานาจของ กกต. ขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมีมติความเห็น ร่วมกันก็คือ กกต. ควรมีภารกิจเดียวครับ ภารกิจของการจัดการเลือกตั้งและต้องได้รับ ความร่วมมือจากทุกองค์กร ไม่ว่าตํารวจ ทหาร และใครทั้งหมด ส่วนการวินิจฉัยเลือกตั้ง ควรจะออกจากอํานาจ กกต. ไปให้มีศาลแผนกคดีเลือกตั้งขึ้นมาต่างหาก ทั้งหมดเป็น แนวความคิดที่ต้องการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองให้เข้าไปสู่การเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรมมากที่สุด เพราะฉะนั้นประเด็นที่นําเสนอทั้งหมด องค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมา และรัฐสภาให้ความเห็นชอบควรจะเป็นองค์กรที่ได้รับการกลั่นกรองมากกว่าเดิม ประเด็น ที่ผมนําเสนอใน ๓-๔ ประเด็น เป็นประเด็นที่สั้น ๆ ง่าย ๆ ๑. เราต้องการวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. ที่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น ๒. ที่มาของ ส.ว. ควรจะเป็นที่มาที่รองรับกับภารกิจ ๓. อํานาจของ กกต. ควรจะมีอํานาจ ในการที่จะใช้ในการจัดการเลือกตั้ง ส่วนอํานาจในการที่จะวินิจฉัยเลือกตั้งควรจะถ่ายโอน อํานาจนี้ไปยังศาลเลือกตั้ง ๔. ให้จัดตั้งศาลแผนกคดีเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อทําการวินิจฉัย ผลของการเลือกตั้งเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ทั้งหมดเป็นข้อเสนอที่มีความเห็น ร่วมกันของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองครับ