วัฒนา เสนอแนวทางปฏิบัติรัฐธรรมนูญ ย้ำบทบาทรัฐบริหารยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

วัฒนา สรรพานิช อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญโดยเน้นย้ำบทบาทและหน้าที่ของรัฐในการบริหารบ้านเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอให้เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติกับการจัดทำงบประมาณและการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นระบบ ทั้งยังเรียกร้องให้มีการทบทวนและปรับปรุงยุทธศาสตร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและภัยคุกคามต่าง ๆ ด้วยการบูรณาการหน่วยงานและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมาย

พลเอก วัฒนา สรรพานิช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก วัฒนา สรรพานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๓๔ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินขออภิปราย แสดงความคิดเห็น และข้อเสนอเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ดังนี้ กระผมจะกราบเรียนเป็น ๓ ประเด็น ประเด็นแรก หรือประเด็นที่ ๑ คือหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ในมาตรา ๔๘ ถึงมาตรา ๕๙ ประเด็นที่ ๒ หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๖๐ มาตรา ๖๑ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๒๖๓ ประเด็นที่ ๓ ข้อเสนอการนํายุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ

ประเด็นที่ ๑ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ เป็นที่ทราบทั่วกันว่ารัฐ ตามที่องค์กรสหประชาชาติได้ให้ความหมายไว้ว่าหมายถึง อาณาเขตหรือดินแดน ประชากร มีอํานาจอธิปไตยไม่ขึ้นอยู่กับรัฐใด ไม่เป็นอาณานิคมของใคร หรืออยู่ภายใต้การอารักขาของรัฐใด มีอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจ ตุลาการศาลที่เป็นอิสระ และที่สําคัญที่สุดต้องมีรัฐบาลของตนเองมิใช่แต่งตั้งมาจากรัฐอื่น หรือประเทศอื่นโดยการบังคับ รัฐมีอํานาจหน้าที่ของตนเองในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยคณะรัฐบาล มีคณะนิติบัญญัติ และมีองค์กรประกอบของตุลาการในปัจจุบัน รัฐมีอํานาจ หน้าที่กว้างขวาง แต่ในปัจจุบันถูกสังคมโลกควบคุมจํากัดโดยกฎหมายระหว่างประเทศก็ดี โดยประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศก็ดี โดยการเข้าเป็นสมาชิกในองค์กรระหว่างประเทศ หรือสนธิสัญญากับกลุ่มประเทศ เช่นประเทศไทยในปัจจุบันที่เห็นได้ชัดก็คืออยู่ในกลุ่ม ประเทศอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมีพันธสัญญาผูกพันกันในกลุ่ม อํานาจหน้าที่ของรัฐในปัจจุบัน อาจแบ่งได้เป็น ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ผมจะสรุปให้ฟังดังต่อไปนี้

เรื่องที่ ๑ หน้าที่ในการปกครองซึ่งมีมาแต่เดิม สังคมทุกสังคม ต้องมีการปกครอง จะเป็นการปกครองแบบใดหรือแบบใด ๆ ก็ตามในโลกนี้จะต้องมี การปกครอง จะเป็นรัฐรวมหรือรัฐเดี่ยว จะมีการกระจายอํานาจ การแบ่งอํานาจ หรือรวมอํานาจ รัฐต้องมีหน้าที่ปกครอง สําหรับรัฐไทยมีกรอบความคิดหรือวิสัยทัศน์ ที่สําคัญอันได้แก่

ประเด็นแรก การดํารงอยู่ของชาติ คือชาติไทยต้องเป็นชาติที่เป็นเอกราช มีอธิปไตยภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ประเด็นที่ ๒ ประเทศไทยต้องการความเกษมสุขของประชากร คือสังคมไทย มีความปรองดอง สมานฉันท์ มีการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีความมั่งคั่ง ประชาชนอยู่ดีกินดี

ประเด็นที่ ๓ การมีเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของรัฐ หรือของประเทศ อันได้แก่ การมีเกียรติศักดิ์ศรีในสังคมโลก และอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านและประชาคมโลก ได้อย่างสันติสุข

เรื่องที่ ๒ หน้าที่ของรัฐ ดังมีหน้าที่ในการบริหารจัดการเพื่อให้ระบบ การบริหารจัดการบ้านเมือง รัฐจะมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้ระบบการเมือง การเศรษฐกิจ และสังคม มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความมั่นคงในด้านต่าง ๆ ตลอดจนด้านพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม สําหรับหน้าที่ของรัฐ ๓ ประการนั้น รัฐก็จะได้มีเจ้าหน้าที่ในการบริหาร ราชการแผ่นดินให้เป็นหน้าที่

สําหรับในสมัยปัจจุบันนั้นรัฐยังมีหน้าที่อีกประการหนึ่งก็คือหน้าที่สําคัญ ที่รับผิดชอบต่อประชากร คือต้องทําให้เป็นรัฐสวัสดิการ และมีหน้าที่อันสําคัญที่รัฐจะต้อง ให้การบริการสาธารณะ ทั้งนี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ําในด้านความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต ของประชาชนให้เท่าเทียมกัน รัฐพึงยึดหลักความเท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจ สังคม อันได้แก่ การศึกษา การรักษาพยาบาล การสาธารณสุข การเข้าถึงแหล่งเงินทรัพย์และทรัพยากร ตลอดจนพลังงาน การเข้าถึงตลาดสินค้าที่ตนผลิต การเข้าถึงบริการสาธารณะที่เพียงพอ แก่การดํารงชีวิต

สําหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในส่วนตัวกระผมเห็นว่าได้ครอบคลุมในเรื่องต่าง ๆ อยู่ในมาตราที่กระผมได้กราบเรียนแล้ว คือตั้งแต่มาตรา ๔๘ ถึงมาตรา ๕๙ ได้ครอบคลุม ในภารกิจหน้าที่ของรัฐซึ่งมีความสมบูรณ์ สุดแต่ว่ารัฐบาลจะไปบริหารจัดการอย่างไร โดยออก เป็นกฎหมายดําเนินการ และเมื่อกําหนดหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจนแล้ว ในการบริหารราชการ แผ่นดินก็จะมีงบประมาณ มีทั้งคน มีทั้งเงิน คือในการแก้ปัญหาโดยทันที และสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สําหรับส่วนตัวกระผม ผมเห็นว่าเป็นครั้งแรกที่กําหนดหน้าที่ว่าให้รัฐ มีหน้าที่อย่างไร

ประเด็นที่ ๒ กระผมจะขออภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับแนวนโยบายแห่งรัฐ เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งกําหนดไว้ในมาตราต่าง ๆ อันได้แก่ มาตรา ๖๑ มาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๕๗ มาตรา ๒๖๓ ซึ่งมีความผูกพันเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน ผมขอ ขอบพระคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไว้ ณ โอกาสนี้ เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติในร่างรัฐธรรมนูญนี้มีอยู่ ๔ มาตรา และมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศใช้เป็นแนวทาง ในการดําเนินการและมีความผูกพันกับการใช้งบประมาณของรัฐ ตลอดจนการประเมินค่า วัดผลในการบริหารราชการแผ่นดินในกรอบยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างเหมาะสม จะเห็นได้ว่า ในมาตรา ๖๑ ได้กล่าวถึงรัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนา ในมาตรา ๑๓๗ ในการนําเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ จะต้องแสดงแหล่งที่มาและประมาณการรายได้ และผลสัมฤทธิ์ที่จะได้รับจากการจ่ายเงิน และความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่าง ๆ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินและการคลัง

ประเด็นต่อไปที่ผมจะพูด นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการ แผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนิน นโยบายโดยไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ ซึ่งจะเห็นว่า ผิดไปจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นในเรื่องเอางบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ และในการนํายุทธศาสตร์มาปฏิบัติ ในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์นี้จะต้องมี พระราชบัญญัติรับรองเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน โดยกระทรวง ทบวง กรม องค์กร ของรัฐทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ทราบถึงเจตนารมณ์ของยุทธศาสตร์ชาติ จึงให้ คณะรัฐมนตรีมีกฎหมายตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่ วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และดําเนินการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติตามมาตรา ๖๑ ให้แล้ว เสร็จภายใน ๑ ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๒๖๓

ประเด็นที่ ๓ กระผมขอแสดงความคิดเห็นในการนํายุทธศาสตร์ชาติไปสู่ การปฏิบัติ ซึ่งประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ท่าน พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านได้กรุณากล่าวถึงความสําคัญในการที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มียุทธศาสตร์ กระผมเห็นว่าเมื่อมียุทธศาสตร์ประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วออกเป็นกฎหมายที่จะต้องนํายุทธศาสตร์ไปใช้ การนํายุทธศาสตร์ไปใช้จะต้องเป็น สิ่งสําคัญที่สุดที่จะให้บังเกิดผลเพราะการมียุทธศาสตร์เฉย ๆ นั้นไม่สามารถที่จะทําให้ ประเทศชาติพัฒนาไปได้ เว้นเสียแต่ว่ามีกฎหมายบังคับให้เป็นไปในกรอบและแนวทางเดียวกัน กระผมขอกราบเรียนดังนี้ การนํายุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ที่สําคัญที่สุดคือต้องนํา ยุทธศาสตร์ของชาติให้มีความสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมและพลังอํานาจของชาติ

ประการต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับงบประมาณ และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ จําเป็นอย่างยิ่งต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อบูรณาการความคิดและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ประการต่อไป ต้องกํากับดูแล ตรวจสอบ และประเมินผลแห่งความสําเร็จ ในการดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติเพื่อทําการปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติในทุกส่วน ไม่ว่า จะเป็นวัตถุประสงค์แห่งชาติ นโยบายในการพัฒนาต่าง ๆ วางมาตรการเฉพาะ หรือแผนงาน โครงการ ต้องมีการปรับปรุง จัดสรรงบประมาณ ตลอดจนโครงสร้างของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ปรับปรุงเทคนิคและเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และให้หน่วยงานตรวจสอบภายในที่มีอยู่เดิมดําเนินการควบคู่ขนานกันไป

ประการสุดท้าย ขออภัยครับ ผมขอประมาณครึ่งนาทีครับ เมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ทําให้แรงผลักดันแนวโน้มปัญหาภัยคุกคาม และความท้าทายมีการเปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดอย่างมีนัยสําคัญ จําเป็นจะต้องมี การทบทวนยุทธศาสตร์เพื่อให้ประเทศมีความพร้อมสําหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมั่นคง อย่างน้อยให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ที่กําหนดไว้ปีละ ๑ ครั้ง เพื่อให้ประเทศชาติอยู่ในสภาพ ความพร้อมจะเผชิญสถานการณ์ได้อย่างเป็นผลสําเร็จ ขอจบคําบรรยาย ขอบคุณครับ