กฤษณะ เสนอแก้รัฐธรรมนูญ คุ้มครองเหยื่อคดีอาญา-ชัดเจนเกณฑ์ทหาร-สิทธิมนุษยชน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้เพิ่มบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิเหยื่อในคดีอาญา เน้นความจำเป็นในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และเสนอปรับปรุงมาตราเกี่ยวกับความมั่นคงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใช้อำนาจในภาวะสงคราม การเกณฑ์แรงงาน และการเซนเซอร์ข้อมูล พร้อมเสนอให้คงหน้าที่พลเมือง กำหนดให้รัฐปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และกำหนดเกณฑ์ความซื่อสัตย์สุจริตในการสรรหาองค์กรอิสระอย่างชัดเจน

พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ขออภิปรายเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ จริง ๆ แล้วในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนที่ดีหลายส่วน แต่เนื่องจากเวลาที่จํากัด ไม่สามารถจะอภิปรายในข้อดีหรือสิ่งที่ดีของร่างรัฐธรรมนูญได้ก็เลยต้องอภิปรายในสิ่งที่ เห็นควรแก้ไข เวลาการอภิปรายออกไปเป็นข่าวสื่อมวลชนก็จะทําให้เข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีแต่ข้อจะต้องแก้ไข ปรับปรุง จริง ๆ ข้อที่ดีก็มีนะครับ แต่เนื่องจากเวลาจํากัด ไม่อาจจะกล่าวได้

ผมขอแสดงความคิดเห็นอันแรกเกี่ยวกับด้านกระบวนการยุติธรรมนะครับ ก็มีสมาชิกหลายท่านได้กล่าวไปแล้วว่าในร่างมาตรา ๖๔ ควรจะเพิ่มบทบัญญัติในเรื่องรัฐ พึงเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญา เป็น ให้มีการคุ้มครองสิทธิผู้ได้รับผลกระทบ จากการกระทําความผิดทางอาญา ซึ่งก็คือเหยื่อหรือผู้เสียหาย ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับ มักให้ความสนใจ ใส่ใจ ให้ความสําคัญ หรือคุ้มครองจําเลยหรือผู้ต้องหา แต่มักจะหลงลืม ละเลยเหยื่อหรือผู้เสียหายนะครับ

ในด้านอื่น ๆ ก็ขอเสนอความคิดเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงกลาโหมและทางราชการทหารโดยตรง ในมาตรา ๔๘ มีความเห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เดิมเหมาะสมดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาในการปฏิบัติ ส่วนราชการและกําลังพลในสังกัดกระทรวงกลาโหมเข้าใจเป็นอย่างดี ถ้าเป็นไปได้เห็นควรคงเดิมไว้ แต่หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นควรจะยังคง มาตรา ๔๘ ไว้ เห็นควรจะเพิ่มการพัฒนาประเทศใส่ไว้ด้วย เพราะที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชา ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมได้พยายามผลักดันให้คํานี้อยู่ในรัฐธรรมนูญจนได้อยู่เป็นที่ สําเร็จแล้ว แต่ปรากฏว่าในร่างฉบับนี้ได้มีการตัดออกไปนะครับ แล้วก็ความในมาตรา ๔๘ เห็นควรแก้ไขที่บอกว่า รัฐพึงจัดให้มีการทหาร ... เห็นควรแก้ไขคําว่า พึง เป็นคําว่า ต้อง เพราะคําว่าต้อง นี้มีน้ําหนักในลักษณะบังคับมากกว่าคําว่า พึง ซึ่งคําว่า พึง นี้ตีความ ได้แปลว่า ควร นอกจากนั้นเห็นควรตัดข้อความการทูตและการข่าวกรองออก เพราะเป็นเรื่องปลีกย่อยที่มิใช่หลักการสําคัญ มีเพียงการทหารซึ่งรวมถึงกําลังทหาร ก็เพียงพอแล้วนะครับ รวมทั้งเห็นควรแก้ไขข้อความที่บอกว่า ทั้งนี้ ตามความเหมาะสม เป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ เพื่อจะได้ไปรองรับกฎหมายลูกหรือพระราชบัญญัติ จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะคําว่า ตามความเหมาะสม นี้กว้างเกินไปไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน และปกติในการยกร่างกฎหมาย หรือการตรากฎหมายนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ใช้คําว่า ตามความเหมาะสม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงกลาโหมก็มีนะครับ แม้ไม่โดยตรงก็คือว่าในมาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๕ ของร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเกณฑ์แรงงานและการตรวจสอบข่าวสารที่เรียกว่าเซนเซอร์ (Censor) ที่เข้าใจง่ายได้มีข้อยกเว้นว่าสามารถกระทําได้ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ใน ภาวะสงครามนะครับ อันนี้เห็นควรเพิ่มเป็นว่า ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือการรบ เพราะในบางครั้งบางสถานการณ์ยังไม่อยู่ในภาวะสงคราม แล้วก็จะมีปัญหาว่า เป็นสงครามนี่ต้องมีการประกาศสงครามหรือไม่ ดังนั้นการเพิ่มคําว่า หรือการรบ ไปด้วย จะเป็นการไปสอดรับกับพระราชบัญญัติการเกณฑ์ช่วยราชการทหารปี ๒๕๓๐ ซึ่งให้อํานาจในการเกณฑ์ได้ว่าถ้าอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ ในด้านอื่น ๆ ก็มีในร่างมาตรา ๒๗ ที่พูดถึงการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมซึ่งมีเนื้อหาบทบัญญัติน้อยกว่าของเก่าหลายฉบับ ของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา แต่ที่เกรงว่าจะเกิดปัญหาการตีความก็มีอยู่ ข้อความที่บอกว่า หรือเหตุอื่นใดจะกระทํามิได้ คําว่า หรือเหตุอื่นใด ที่ไปโยงเรื่องการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ในอนาคตย่อมมีปัญหาแน่นอน อันนี้ควรจะมีความชัดเจนว่าหรือเหตุอื่นใดหมายถึงอะไรบ้าง

ประเด็นต่อมาในร่างมาตรา ๔๗ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย ผมเห็นว่ามีอยู่ ๒ เรื่องที่สําคัญ แล้วก็น่าจะเป็นบทบังคับแล้วก็กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนซึ่งในอดีตก็มีบัญญัติไว้นะครับ คือให้ชาวไทยจะต้องมีหน้าที่ช่วยเหลือราชการ รวมทั้งชาวไทยต้องช่วยในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติธรรมชาติ ก็ขอเสนอให้ยังคง ๒ หน้าที่ดังกล่าวข้างต้นในร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ

ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับเรื่องการต่างประเทศ ในมาตรา ๖๒ แนวนโยบายของรัฐ ไม่มีบทบัญญัติว่ารัฐต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้กระทําไว้กับนานาประเทศและองค์การ ระหว่างประเทศหรือสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี อันนี้ผมเห็นว่า เป็นสิ่งจําเป็นนะครับ เพื่อให้นานาประเทศเมื่อมาอ่านรัฐธรรมนูญของประเทศไทยแล้วจะได้มั่นใจว่าประเทศไทย จะปฏิบัติตามพันธกรณี ซึ่งในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ก็ได้มีบัญญัติอันนี้ไว้นะครับ

ประเด็นสุดท้าย เรื่องการสรรหาผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ที่กําหนดให้ ผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ คําทุกคําในรัฐธรรมนูญ มีความหมายนะครับ ในอดีตไม่เคยมีคําว่า เป็นที่ประจักษ์ ก็มีในหลายฉบับหลังต่อมา แต่ว่าความหมายยังกว้างมาก ผมเคยถามผู้รู้ว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อะไรคือตัวชี้วัด ก็ได้รับคําตอบว่าหากไม่โดนตั้งกรรมการสอบสวนก็ถือว่าเข้าข่ายซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งผมมีความเห็นว่าน่าจะต้องมีอะไรที่ชัดเจนมากกว่านี้จะได้เป็นหลักในการสรรหา กระผม ก็ขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ