วิรัช ชี้ปัญหาศาลการเมืองล่าช้า ชูแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มความยืดหยุ่น-เปิดช่องอุทธรณ์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

วิรัช ชินวินิจกุล หารือประเด็นบทบาทของศาลภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะปัญหาความล่าช้าของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อความรวดเร็วแต่กลับดำเนินการล่าช้าจริง จึงเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ให้กำหนดจำนวนองค์คณะตุลาการไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 9 คน เพื่อความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการพิจารณาคดี รวมถึงเสนอให้เปิดช่องอุทธรณ์ฎีกาได้ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม ตามหลักสากล และย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาความเป็นอิสระของศาล โดยเสนอให้สามารถเสนอขอรับงบประมาณต่อสภานิติบัญญัติได้โดยตรง เพื่อให้การบริหารงานตุลาการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ขึ้นกับฝ่ายอื่น

นายวิรัช ชินวินิจกุล

ขอบคุณครับท่านประธาน คงใช้เวลาไม่มา เนื่องจากว่า ท่านกรรมาธิการคณะผมได้อภิปรายไปในเนื้อหาสาระที่เป็นประเด็นสําคัญ ๆ ครบถ้วนแล้ว ผมเองต้องขอบคุณท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กําหนดบทบาทของศาลไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันฉบับยกร่างไว้โดยครบถ้วนนะครับ แต่มีบางประเด็นที่กรรมการไม่ได้พูดถึง อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นเรื่องปัญหาในทางปฏิบัติจริง ๆ ผมก็จะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดเท่าที่ เป็นประโยชน์นะครับ อันแรกที่พูดกันมากก็คือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง อันนี้เราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมามีการกําหนดกระบวนการพิจารณา คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองขึ้นเป็นพิเศษ มีการจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อให้การพิจารณารวดเร็ว แต่ในปัจจุบันตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เราจะเห็นว่าการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คิดเลย อย่างที่กฎหมายรัฐธรรมนูญประสงค์หรือเจตนาเลย ทั้งนี้เพราะอะไร ผมแยกเป็น ๒ ประเด็น ข้อขัดข้อง

ประเด็นแรก ก็คือจํานวนองค์คณะนะครับ เราจะเห็นได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๙๐ ก็ไปกําหนดองค์คณะว่าต้องเป็นผู้พิพากษาซึ่งได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา จํานวน ๙ คน ท่านคิดดูสิขณะนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองมีคดีอยู่ในมือไม่น้อยเลย โดยเฉพาะไม่ใช่เฉพาะคดีเรื่องทุจริตเกี่ยวกับ การดําเนินการทางการเมืองเท่านั้นแม้การจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินก็เข้ามาคดีอาญา แผนกทางการเมือง ซึ่งต้องใช้ผู้พิพากษา ๙ คนทุกคดีไป ผมเองก็ถูกรับเลือกเป็นองค์คณะคดีหนึ่ง และการพิจารณาคดีผู้พิพากษา ๙ คน ต้องมาครบทั้ง ๙ คน ต้องขึ้นบัลลังก์พร้อมกัน คนใดคนหนึ่งจะป่วยไม่ได้ ขาดไม่ได้ ลาไม่ได้เลย เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งนะครับ ท่านผู้พิพากษาท่านหนึ่ง องค์คณะท่านหนึ่งป่วยกะทันหัน ท่านประธานศาลฎีกาต้องรีบประชุมใหญ่ในเช้านั้นเลยแล้วเลือกองค์คณะแทนทันทีจึงจะ พิจารณาได้ เพราะฉะนั้นในความเห็นของผมนี้ กระผมอยากจะเสนอว่าจํานวนองค์คณะ ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๙ คนนี้อาจจะเป็นตําแหน่งกําหนดไว้เป็นจํานวนที่สูงไว้ แต่ควรจะมีลิมิต (Limit) ขั้นต่ํา ก็เลยน่าจะแก้เป็นว่าน่าจะเป็นองค์คณะไม่น้อยกว่า ๕ คน แต่ไม่เกิน ๙ คน เพื่อให้คดีเหล่านี้พิจารณาไปด้วยความรวดเร็ว ความจริง ๕ คนก็พอแล้ว หรือ ๗ คนก็ได้แล้วแต่ที่เห็นสมควร อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นปัญหาสําคัญมากอันหนึ่งก็คือหลักการในทางสากล ศาลฎีกาเราถูกโจมตีมาตลอดว่าการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเป็นศาลเดียวเลย ตัดสินจบหมดเลยทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้น ไม่มีการที่จะ อุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ สิ่งเหล่านี้ขัดกับหลักสากล ผมเป็นผู้พิพากษาเองผมก็ยอมรับว่า ท่านให้องค์คณะ ๙ คนพิจารณา ถ้าเปลี่ยนองค์คณะใหม่ความเห็นอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักสากลจําเป็นจะต้องให้สิทธิเขาอุทธรณ์ ฎีกา ให้ทบทวนการใช้ดุลยพินิจ ในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขององค์คณะแรกอีกครั้งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราน่าจะต้อง เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในความเห็นของผม มาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ เขียนต่อไปว่า คําพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย หรือในกรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทําให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงในสาระสําคัญ ท่านเชื่อไหมครับขณะนี้มีการอุทธรณ์ ขึ้นมาแต่ไม่เคยมีคดีไหนเลยที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการับอุทธรณ์ของจําเลยในคดี เพราะฉะนั้น ก็เลยจะเป็นปัญหาที่เราถูกโจมตีจากต่างประเทศมากมายในส่วนนี้ ซึ่งศาลฎีกาเรารับฟังมาตลอด เพราะฉะนั้นในชั้นนี้ผมอยากจะให้แก้ร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้เป็นว่าอุทธรณ์ได้เลย ไม่ว่า ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เพื่อให้ศาลฎีกานั่นละพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพระฉะนั้นในชั้นนี้ผมจึง เห็นว่าจํานวนองค์คณะไม่น้อยกว่า ๕ คน แต่ไม่เกิน ๙ คน อุทธรณ์ได้ตลอด แล้วก็แบ่ง ผู้พิพากษาตรงนี้เป็น ๒ ชุด ชุดแรกที่พิจารณาคดีในรอบแรกนี้เป็นผู้พิพากษาระดับผู้พิพากษา ศาลฎีกา หัวหน้าคณะศาลฎีกา และผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา หลังจากคณะนี้พิจารณา เสร็จแล้วให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาอีกคณะหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยประธานแผนกคดีในศาลฎีกา กับรองประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่มีอาวุโสกว่า ซึ่งอันนี้ผมเข้าใจว่าเป็นรายละเอียด เป็นข้อเสนอที่อาจจะต้องนําไปบัญญัติในกฎหมายลูกหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ อันนี้มีโอกาสแล้วผมก็เสนอเสียเลยนะครับ อันนี้เป็นอันหนึ่งที่อยากจะเสนอ

อีกอันหนึ่งก็คือความเป็นอิสระของศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง หรือศาล อย่างอื่นก็ตามนะครับ ความเป็นอิสระในที่นี้เรามักจะพูดกันเฉพาะอิสระในเรื่องของการพิจารณา พิพากษาคดีเท่านั้น ซึ่งอันนี้เป็นหลักที่ยอมรับกันทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วศาลยุติธรรมก็ดี ศาลปกครองก็ดี ต้องมีอิสระในเรื่องการบริหารทางฝ่ายบริหารด้วย อันนั้นก็หมายถึง การเสนองบประมาณนั่นเอง บางประเทศผมทราบมาว่ารัฐธรรมนูญเขาจะกําหนดไว้เลย ในรัฐธรรมนูญจะกําหนดเลยว่างบประมาณที่ให้ศาลจะต้องมีจํานวนไม่น้อยกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดินรวมกัน ท่านประธานเคยอยู่เป็นผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เข้าใจว่าท่านประธานคงจะทราบดีกว่าผมในส่วนนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้น ความเป็นอิสระบางทีเราจะบอกว่าศาลมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี แต่พอจะขอ งบประมาณเราต้องไปคุยกับฝ่ายบริหารครับ ซึ่งอันนี้เป็นส่วนที่ทําให้การดําเนินการ บางอย่างมีข้อขัดข้องเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นผมเองก็อยากจะให้รัฐธรรมนูญเขียนอย่างไรก็ได้ ที่ให้ศาลเป็นผู้เสนองบประมาณกับสภานี้โดยตรง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้ใน คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการอะไรต่ออะไร อยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็คงมีเรื่องที่จะเรียนเสนอเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ