รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ถ้าไม่มี ผมขอดําเนินการ ตามข้อบังคับนี้ต่อไปนะครับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้วางข้อบังคับไว้ที่โต๊ะของสมาชิกแล้วนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ก็คือการรับทราบ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี

ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ผมจึงขอเรียนเชิญท่านสมาชิกได้โปรดยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ ขอเชิญ ท่านเลขาธิการเชิญพระบรมราชโองการครับ

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา

“พระบรมราชโองการ

ประกาศ

แต่งตั้งรัฐมนตรี

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช เปึนนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ แล้ว นั้น

บัดนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดํารง ตําแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เปึนรองนายกรัฐมนตรีและ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เปึนรองนายกรัฐมนตรีและ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เปึนรองนายกรัฐมนตรีและ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายสหัส บัณฑิตกุล เปึนรองนายกรัฐมนตรี

พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เปึนรองนายกรัฐมนตรี

นายสุวิทย์ คุณกิตติ เปึนรองนายกรัฐมนตรีและ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายชูศักดิ์ ศิรินิล เปึนรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

นายจักรภพ เพ็ญแข เปึนรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

อีกตําแหน่งหนึ่ง

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายนพดล ปัทมะ เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว

และการกีฬา

นายสุธา ชันแสง เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนา

สังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร

และสหกรณ์

นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง

เกษตรและสหกรณ์

นายธีระชัย แสนแก้ว เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร

และสหกรณ์

นายสันติ พร้อมพัฒน์ เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายทรงศักดิ์ ทองศรี เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายอนุรักษ์ จุรีมาศ เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายมั่น พัธโนทัย เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี

สารสนเทศและการสื่อสาร

พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

พันตํารวจโท บรรยิน ตั้งภากรณ์ เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสุพล ฟองงาม เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

นางอุไรวรรณ เทียนทอง เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยี

นายบุญลือ ประเสริฐโสภา เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงศึกษาธิการ

นายพงศกร อรรณนพพร เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายไชยา สะสมทรัพย์ เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เปึนต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑ เปึนป้ที่ ๖๓ ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายสมัคร สุนทรเวช

นายกรัฐมนตรี”

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ

เรื่องที่๒ในวาระของประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับก็คือ ในการประชุม ครั้งนี้เพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันนี้นอกจากจะมีการถ่ายทอด ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แล้วก็สถานีวิทยุรัฐสภาแล้ว ผมได้อนุญาต ให้มีการถ่ายทอดการประชุมสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙ วรรคสอง จนแล้วเสร็จการประชุมนี้ จึงเรียนแจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรอง รายงานการประชุม การรายงานการประชุมนั้นเรายังไม่มีการประชุมก็ยังไม่มีนะครับ หมายถึงมีการประชุมแต่ว่ารายงานนั้นยังไม่แล้วเสร็จนะครับ ก็ยังถือว่าไม่มีในวันนี้

ต่อไปนี้เปึนการพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๗๖ นั้นได้บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการ แผ่นดินนั้นต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และชี้แจงการดําเนินการ ตามแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐตามมาตรา ๗๕ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ อันนี้ ก็เปึนไปตามรัฐธรรมนูญครับ ผมขอเชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นายปัญญา ศรีปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับท่านประธาน ผมขอหารือนิดหนึ่งครับท่านประธาน ก่อนที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะได้แถลงนโยบายครับ ผม ปัญญา ศรีปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น เขต ๓ ครับ เนื่องจากว่าวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ทรง โปรดเกล้าฯ ให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปึนผู้นําฝ์ายค้านนะครับ ผมอยากหารือ ท่านประธานครับว่า ในขณะที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้แถลงนโยบายให้รัฐสภาได้ทราบ แล้วทางพรรคฝ์ายค้านจะมีอํานาจตามรัฐธรรมนูญที่ดําเนินการเรื่องนี้หรือไม่ เรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ นะครับ เนื่องจากว่าเดี๋ยวนี้เกิดการสับสนเกี่ยวกับเรื่องการที่มี รัฐบาลเงาขึ้นมา ซึ่งประชาชนทั้งประเทศสับสนทั้งหมดเลยเนื่องจากว่า

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านปัญญาครับ ก็ต้องขออภัยนะครับ อย่าคิดว่าไปตัดบทท่าน ผมว่าเรื่องแรกก็ขอวินิจฉัยก่อน ก็คือ รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดว่าจะต้องมีผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก่อนแล้วถึงจะมี การแถลงนโยบาย เพราะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเองข้อบังคับเราเรื่องการแถลงนโยบายนั้น ชัดเจนครับว่าภายหลังถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วภายใน ๑๕ วันต้องแถลงนโยบาย

นายปัญญา ศรีปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธานครับ อีกนิดหนึ่งครับคือเรื่องเงาผมไปดูตามพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เขาบอกว่า เงา หมายถึง ส่วนที่มืดเพราะมีวัตถุบังแสง ทําให้แลเห็นเปึนรูปของวัตถุนั้น รูปที่ปรากฏในของใสหรือเปึนมันเช่นน้ําหรือกระจก หรืออีกอาณาเขตหลังวัตถุที่แสงเคลื่อนที่ ไปกระทบวัตถุนั้นแล้ว แสงเคลื่อนที่ไปถึงทั้งหมดหรือไปถึงได้บ้าง คือผมหมายความว่า รัฐบาลเงานั้นเท่ากับว่าอยู่ในมุมมืดนะครับ ไปที่แจ้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมว่าน่าจะเปลี่ยน เปึนรัฐบาลอื่นนะครับ เพราะว่าตอนนี้ชาวบ้านสับสนมาก ขอขอบคุณครับท่านประธาน

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

เอาแล้วนะครับ พอหอมปาก หอมคอ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีสมัครครับ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้กระผมเปึนนายกรัฐมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ และแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑ นั้น

บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กําหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเปึนประมุข และครอบคลุมถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายดังกล่าวต่อที่ ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยทุกคน

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เศรษฐกิจไทยในป้นี้จะเปึนป้ที่ต้องเผชิญกับ ปัญหาจากเศรษฐกิจโลกที่มีความรุนแรงอย่างน้อยสองประการ คือ ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ ของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศมหาอํานาจทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบถึง ตลาดเงินและ เศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในโลก และปัญหาราคาน้ํามันดิบในตลาดโลก ที่มีแนวโน้ม เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟัอในโลกและในประเทศไทย

นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยังมีภารกิจสําคัญอื่น ๆ ในการวางรากฐานการเจริญเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน และส่งเสริมภาคการผลิตและบริการ ให้สามารถปรับตัวสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขัน ซึ่งเปึนปัญหาโครงสร้างระยะยาวของประเทศ ส่วนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม สังคมไทยจะเริ่มเข้าสู่จุดเริ่มต้นของสังคมผู้สูงอายุในป้ ๒๕๕๒ และประชากรไทยตั้งแต่ เด็กจนถึงผู้สูงอายุอยู่ในภาวะที่ต้องปรับตัวเข้าสู่สังคมฐานความรู้ในยุคโลกาภิวัตน์ ในขณะที่ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติ และปัจจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสําคัญต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนมากขึ้นตามลําดับ

ในช่วง ๔ ป้ต่อไปรัฐบาลจะดูแลปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว และ มุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศ ภายใต้หลักการสําคัญสองประการ ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าจะ สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ นักลงทุนไทยและต่างประเทศและประชาคมโลก

ประการแรก คือ การสร้างความสมานฉันท์ให้แก่คนไทยทุกภาคส่วนที่จะ ต้องร่วมมือกันในการนําพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ต่าง ๆ และสร้างรากฐานที่มั่นคง สําหรับประเทศในอนาคต การสร้างความสมานฉันท์นี้รวมถึงเรื่องที่สําคัญ คือ การแก้ไข และเยียวยาปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่แนวทางของการอยู่ร่วมกัน อย่างสงบสุขและสามัคคีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจ ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศให้เปึนฐานเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศ

ประการที่สอง คือ การสร้างความสมดุลและภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจ ของประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายในทุกด้าน ตั้งแต่การพัฒนาคนให้มีคุณธรรม นําความรู้ การสนับสนุนการออมระยะยาว การส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ที่เหมาะสม การพัฒนาชุมชนให้พึ่งตนเองได้และเชื่อมโยงกับตลาดอย่างเปึนขั้นตอนจนถึงการสร้าง ความมั่นคงด้านพลังงาน การดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการเพิ่มความสามารถ ในการใช้ประโยชน์ และต่อยอดเทคโนโลยีให้เข้ากับภูมิปัญญาไทยเพื่อนําไปสู่นวัตกรรม และสร้างรายได้ให้แก่ระบบเศรษฐกิจตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเปึน แนวทางหลักในการดําเนินงานของรัฐบาลตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

นอกจากหลักการทั้งสองประการแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ให้ ความสําคัญแก่บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ และกลไก การตรวจสอบการดําเนินงานของภาครัฐ เพื่อให้อยู่ในกรอบแนวทางของการบริหาร ประเทศตามหลักธรรมาภิบาล รัฐบาลตระหนักถึงความสําคัญดังกล่าวและจะยึดเปึน แนวทางในการดําเนินงานของรัฐบาล

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลได้กําหนดนโยบายการบริหารราชการ แผ่นดินที่สําคัญ โดยแบ่งการดําเนินการเปึน ๒ ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนที่ต้องเริ่ม ดําเนินการในป้แรก และระยะการบริหารราชการ ๔ ป้ของรัฐบาล ดังต่อไปนี้ ๑. นโยบายเร่งด่วนที่จะดําเนินการในป้แรก

รัฐบาลถือเปึนความจําเปึนเร่งด่วนในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม ปราบปรามยาเสพติด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ฟุ๋นฟูให้เศรษฐกิจ มีความเข้มแข็ง แก้ไขปัญหาความยากจนโดยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเพื่อเพิ่มศักยภาพการหารายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร แรงงาน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่มีความสําคัญ เร่งด่วน โดยมีนโยบายสําคัญ คือ

๑.๑ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟุ๋นฟูประชาธิปไตย โดยการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชนในชาติให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี เปึนอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเปึนประมุข เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ และสร้างเสถียรภาพทั้งทางด้านการเมือง การปกครอง สังคม และเศรษฐกิจ โดยมุ่งถึง ประโยชน์สุขของประชาชนส่วนรวมเปึนสําคัญ ซึ่งจะเปึนรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนา ประเทศให้ยั่งยืนต่อไป

๑.๒ แก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนํา แนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาดําเนินภารกิจในด้านความมั่นคงและ ด้านการพัฒนา โดยให้มีความสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อของประชาชน ตลอดทั้งอํานวยความเปึนธรรมและความยุติธรรม โดยเน้น การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน สร้างความสมานฉันท์และสันติสุขในพื้นที่โดยเร็วที่สุด

๑.๓ เร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติดและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยยังคงยึด หลักการ “ผู้เสพ คือผู้ป์วยที่ต้องได้รับการรักษา ส่วนผู้ค้า คือผู้ที่ต้องได้รับโทษตาม กระบวนการยุติธรรม” ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งรัดปราบปรามการค้ายาเสพติด ลดปริมาณ ผู้เสพยา และปัองกันมิให้กลุ่มเสี่ยงเข้าไปเปึนเหยื่อของยาเสพติด โดยใช้กระบวนการ มีส่วนร่วมของชุมชนควบคู่กับมาตรการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเปึนธรรม และใช้มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตัดช่องทางการหาเงินทุจริตของ ผู้มีอิทธิพลในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเปึนการตัดไม้ทําลายป์า การค้ามนุษย์ และการเปึน เจ้ามือการพนัน เปึนต้น

๑.๔ ดําเนินมาตรการในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และผู้ประกอบการ โดยดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท ระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเปึนธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ผลิต พร้อมทั้ง จัดหาสินค้าราคาประหยัดจําหน่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อย

๑.๕ เพิ่มศักยภาพของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้เปึนแหล่ง เงินหมุนเวียนในการลงทุน สร้างงานและอาชีพ สร้างรายได้และลดรายจ่ายให้แก่ ประชาชนในชุมชนและวิสาหกิจขนาดเล็กในครัวเรือน พัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชน เมืองที่มีการบริหารจัดการที่ดี ให้สามารถยกระดับเปึนธนาคารหมู่บ้านและชุมชน

๑.๖ จัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร (Small Medium Large : SML) ให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชน เพื่อสร้างโอกาสให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาของชุมชน ด้วยตนเอง และพัฒนาโครงการที่จะก่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน พัฒนาสินทรัพย์ชุมชน อนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง การใช้ทรัพยากรของรัฐ ท้องถิ่น และจังหวัด อย่างมีประสิทธิภาพ

๑.๗ สานต่อโครงการธนาคารประชาชน เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึง แหล่งเงินให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย สร้างทางเลือกและลดการพึ่งพาแหล่งเงินกู้ นอกระบบซึ่งจะทําให้ประชาชนมีโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้ด้วยตนเอง

๑.๘ สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และ วิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้ ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

๑.๙ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อให้แต่ละชุมชนสามารถใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐพร้อมที่จะสนับสนุนให้ชุมชนเข้าถึงองค์ความรู้สมัยใหม่แหล่งเงินทุน และพัฒนา ขีดความสามารถในการบริหารจัดการและการตลาดเพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

๑.๑๐ พักหนี้ของเกษตรกรรายย่อยและยากจน ที่ผ่านกระบวนการจัดทํา แผนฟุ๋นฟูอาชีพ เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการสร้าง รายได้และอาชีพที่มั่นคง

๑.๑๑ สร้างระบบประกันความเสี่ยงให้เกษตรกร เพื่อลดความเสี่ยง อันเนื่องมาจากผลกระทบความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และสร้างกลไกในการสร้าง เสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตรที่เปึนธรรม

๑.๑๒ ขยายบทบาทของศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix-it Center) และ สถาบันอาชีวศึกษาเพื่อให้คําแนะนําและถ่ายทอดความรู้ในการใช้ การดูแลรักษา และซ่อมบํารุงเครื่องมืออุปกรณ์การประกอบอาชีพ เครื่องใช้ในครัวเรือน รวมทั้งสร้าง เครือข่ายศูนย์ฯ กับชุมชนและวิสาหกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม ระบบรับรอง และตรวจสอบคุณภาพในขั้นต้นของสินค้าชุมชน

๑.๑๓ สร้างโอกาสให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึง เช่น โครงการ “บ้านเอื้ออาทร” “บ้านพักสวัสดิการ” และ “ที่อยู่อาศัยของตนเองเปึนครั้งแรก” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วยระบบขนส่งมวลชน ได้อย่างสะดวก

๑.๑๔ เร่งรัดการลงทุนที่สําคัญของประเทศ เช่น การพัฒนาระบบรถไฟฟัา ขนส่งมวลชลในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ๙ สาย รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟชานเมือง และรถไฟก้างปลาเชื่อมโยงจังหวัดที่ยังไม่มีรถไฟขนส่งผู้โดยสารและขนส่ง สินค้า และการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยานสากล เปึนต้น เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ

๑.๑๕ ดําเนินมาตรการลดผลกระทบจากราคาพลังงาน โดยเร่งรัด โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากก๊าซธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตร เช่น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล รวมทั้งเร่งรัดมาตรการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระการนําเข้าน้ํามันจากต่างประเทศ

๑.๑๖ ฟุ๋นความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว ของประเทศไทย โดยประกาศให้ป้ ๒๕๕๑-๒๕๕๒ เปึน “ป้แห่งการลงทุน” และ “ป้แห่ง การท่องเที่ยวไทย”

๑.๑๗ วางระบบการถือครองที่ดินและกําหนดแนวเขตการใช้ที่ดิน ให้ทั่วถึงและเปึนธรรม โดยใช้ข้อมูลระบบภูมิสารสนเทศ ภายใต้กระบวนการที่ชุมชน มีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทํากินและประกอบอาชีพอย่างทั่วถึงและพอเพียง

๑.๑๘ ขยายพื้นที่ชลประทานและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน โดยฟุ๋นฟูและขุดลอกแหล่งน้ําธรรมชาติ รวมทั้งพัฒนาแหล่งน้ําผิวดินและใต้ดิน โดยการ ดําเนินการก่อสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อประโยชน์ ในการปรับโครงสร้างภาคเกษตรกร การบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ทั้งในพื้นที่ชุมชนเมือง และพื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งระบบประปาที่ถูกสุขอนามัย เพื่อการอุปโภคและบริโภค แก่ประชาชนให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ําโดยพัฒนาระบบ ชลประทานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชลประทานระบบท่อ

๑.๑๙ เร่งรัดมาตรการและโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติ โลกร้อน โดยส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ธุรกิจเอกชน และชุมชน ให้มีจิตสํานึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการปลูกและฟุ๋นฟูทรัพยากร ป์าไม้ รวมทั้งสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในระดับ ครัวเรือน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ในส่วนของนโยบายที่จะดําเนินการภายใน ช่วงระยะ ๔ ป้ของรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลจะดําเนินนโยบายหลักในการบริหารประเทศซึ่ง ปรากฏตามนโยบายข้อที่ ๒ ถึงข้อที่ ๘ ดังต่อไปนี้ ๒. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลให้ความสําคัญแก่การให้หลักประกัน ขั้นพื้นฐานของบริการสาธารณะของรัฐภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การพัฒนาคน และสังคมให้มีคุณภาพ การมีสภาพแวดล้อมที่นําไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง ในชีวิต และประชาชนมีความสุข โดยจะดําเนินการ ดังนี้

๒.๑ นโยบายการศึกษา

๒.๑.๑ ยกระดับคุณภาพการศึกษาของคนไทยอย่างมีบูรณาการ และสอดคล้องกันตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษาทั้งในและนอกระบบการศึกษา และสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต

๒.๑.๒ พัฒนาหลักสูตร ปรับระบบการผลิตและพัฒนาครูให้มี คุณภาพและคุณธรรมอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์

๒.๑.๓ ส่งเสริมการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเพิ่ม ประสิทธิภาพการเรียน การสอน และการเรียนรู้อย่างจริงจัง จัดให้มีการเข้าถึงระบบ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียนอย่างทั่วถึง

๒.๑.๔ ดําเนินการให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา ๑๒ ป้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งสนับสนุนผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรืออยู่ในสภาวะ ยากลําบาก ให้ได้รับการศึกษา และเพิ่มโอกาสให้แก่เยาวชนในการศึกษาต่อ ผ่านกองทุนให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต และเชื่อมโยงกับนโยบายการผลิตบัณฑิต เพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถของประเทศ รวมทั้ง ต่อยอดให้ทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ

๒.๑.๕ สนับสนุนการผลิตและพัฒนากําลังคนให้สอดรับ การเปลี่ยนแปลง โครงสร้างภาคการผลิตและบริการ และเร่งผลิตกําลังคนระดับอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในสาขาต่าง ๆ เช่น ป่โตรเคมี ซอฟต์แวร์ อาหาร สิ่งทอ บริการสุขภาพและการท่องเที่ยว และการบริหารจัดการขนส่ง สินค้าและบริการ เปึนต้น ด้วยความร่วมมือระหว่างสถานประกอบการ สถาบันการศึกษา และสถาบันเฉพาะทาง ตลอดจนให้มีการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพตามมาตรฐานสากล

๒.๑.๖ ขยายบทบาทของระบบการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ผ่านองค์กร ต่าง ๆ เช่น สํานักงานบริหารจัดการองค์ความรู้ ระบบห้องสมุดสมัยใหม่ หรืออุทยาน การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ศูนย์พัฒนา ด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ ศูนย์บําบัดและพัฒนาศักยภาพของบุคคลออทิสติก เด็กสมาธิสั้น และผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ศูนย์การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

๒.๒ นโยบายแรงงาน

๒.๒.๑ เร่งฝ๊กอบรมและพัฒนาคนที่ทํางานแล้วและคนที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าสู่ภาคการผลิตและบริการที่มีระดับเทคโนโลยีที่สูงขึ้น

๒.๒.๒ จัดให้มีระบบเตือนภัยและติดตามสถานการณ์ที่มีผลกระทบ ต่อการจ้างงาน การเลิกจ้างอันเนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมทั้งจัด ให้มีการจ้างงานใหม่โดยเร็ว

๒.๒.๓ ให้การคุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานแรงงานไทย ซึ่งให้ ความสําคัญแก่ความปลอดภัยในการทํางานและสวัสดิการแรงงาน พร้อมทั้งจัดระบบ การคุ้มครองแก่แรงงานนอกระบบให้ครอบคลุมมากขึ้น

๒.๓ นโยบายการพัฒนาสุขภาพของประชาชน

๒.๓.๑ เพิ่มคุณภาพของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและให้ ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไม่เปึนอุปสรรค พร้อมทั้งปฏิรูประบบบริหารจัดการ สาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพทั่วถึงและครบวงจร ทั้งการรักษาพยาบาล การฟุ๋นฟูสุขภาพ การปัองกันโรค และการส่งเสริมสุขภาพ

๒.๓.๒ จัดให้มีมาตรการลดปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพ และภาวะทุพโภชนาการที่นําไปสู่ความเจ็บป์วยเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต และอุบัติเหตุจากการจราจร พร้อมทั้งนํามาตรการภาษีการบริโภคสินค้าที่ เปึนอันตรายต่อสุขภาพมาใช้กระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคลให้ลด ละ และเลิก พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพ

๒.๓.๓ ดําเนินการระบบเฝัาระวังปัองกันและควบคุมโรคเชิงรุก เพื่อปัองกันปัญหาการป์วยและตายด้วยโรคอุบัติใหม่และระบาดซ้ําในคน พร้อมทั้งสร้าง ขีดความสามารถในการเฝัาระวัง วินิจฉัย และดูแลรักษาพยาบาลอย่างเปึนระบบที่ประสาน เชื่อมโยงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

๒.๓.๔ เพิ่มแรงจูงใจและขยายงานอาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อเปึน กําลังสําคัญให้ชุมชนในการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ การดูแลผู้ป์วยในโรงพยาบาล และการเฝัาระวังโรคในชุมชน รวมทั้งเชื่อมโยงการดําเนินงานร่วมกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น

๒.๓.๕ ส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีโอกาสออกกําลังกาย และเล่นกีฬาเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและพลานามัยที่ดี รวมทั้งพัฒนาทักษะทางด้านกีฬา สู่ความเปึนเลิศที่จะนําชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ สร้างนิสัยรักกีฬาและใช้เวลาว่างให้เปึน ประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงการหมกมุ่นและมั่วสุมกับอบายมุขและยาเสพติด

๒.๔ นโยบายศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

๒.๔.๒ ฟุ๋นฟูและสืบสานคุณค่าความหลากหลายของวัฒนธรรมไทย ทั้งที่เปึนวิถีชีวิต ประเพณี ค่านิยมที่ดีงาม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการดูแลรักษาแหล่งอุทยาน ประวัติศาสตร์ โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์สถานต่าง ๆ เพื่อการศึกษาเรียนรู้และใช้ประโยชน์ ในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตบนพื้นฐานความรู้และความเปึนไทย รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนา โบราณสถานให้เปึนมรดกทางวัฒนธรรมระดับโลก

๒.๔.๓ พัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและการนันทนาการ เพื่อส่งเสริมให้วัยรุ่นไทยเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ใช้เวลาว่างให้เปึนประโยชน์ มีคุณธรรม เอื้ออาทรต่อผู้อื่น และเกิดการเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้ง ในความสุนทรีย์ของศิลปะ

๒.๔.๔ ขยายบทบาทสภาวัฒนธรรมทุกจังหวัดให้เปึนกลไกเฝัาระวัง ทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตและสื่อทุกประเภทที่มีผลกระทบต่อการเบี่ยงเบน ทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งขจัดสื่อที่เปึนภัยต่อสังคม ขยายสื่อดีเพื่อนําไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมอย่างเท่าทันสถานการณ์

๒.๕ นโยบายความมั่นคงของชีวิตและสังคม

๒.๕.๑ ประสานเชื่อมโยงการดําเนินงานและใช้ประโยชน์จากกองทุน ต่าง ๆ เช่น กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กองทุนพัฒนาชุมชน และกองทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อให้เปึนพลังร่วมในการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคม และ ความมั่นคงของมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ

๒.๕.๒ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการพัฒนาให้มี ความรู้และจริยธรรม เริ่มตั้งแต่เด็กแรกเกิดและเยาวชนทุกช่วงวัย โดยให้ความสําคัญแก่ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ครอบครัวที่อบอุ่น และสถานศึกษาที่เอาใจใส่ดูแล เด็กอย่างใกล้ชิดด้วยการปลูกฝังความรู้ที่ทันโลกและคุณค่าที่ดีของวัฒนธรรมไทย สร้างความเข้าใจให้แก่พ่อแม่ถึงวิธีการดูแลบุตรที่ถูกต้องตามระดับการพัฒนาของสมอง

๒.๕.๓ สร้างหลักประกันความมั่นคงและศักดิ์ศรีของความเปึน มนุษย์ให้เด็ก สตรี และคนพิการที่ด้อยโอกาส โดยจะขจัดขบวนการค้ามนุษย์ให้หมด สิ้นไป ขจัดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิเด็ก สตรี และคนพิการในทุกรูปแบบ และอย่างเด็ดขาด รวมทั้งเสริมสร้างสวัสดิการทางสังคมแก่คนพิการและผู้ด้อยโอกาส อย่างเหมาะสม และส่งเสริมความรู้และอาชีพให้สตรีและคนพิการให้สามารถพึ่งพา ตนเองได้

๒.๕.๔ เตรียมความพร้อมให้แก่สังคมผู้สูงอายุ โดยยึดหลักการ ให้ผู้สูงอายุเปึนทรัพยากรที่มีคุณค่าของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเปึนผู้สูงอายุ ที่มีสุขภาพดี ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยสร้างหลักประกันด้านรายได้ และระบบการออม ในช่วงวัยทํางานที่เพียงพอสําหรับช่วงวัยชรา สร้างพฤติกรรมด้านสุขภาพที่เหมาะสมกับ ช่วงวัย สนับสนุนครอบครัวให้เข้มแข็งสามารถดูแลสมาชิกได้อย่างมีคุณภาพ ขยายฐาน การให้เบี้ยยังชีพแก่คนชราที่ไม่มีรายได้ และส่งเสริมการใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุ ในกระบวนการพัฒนาประเทศโดยระบบคลังสมอง

๒.๕.๕ สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ในสังคมเมือง โดยมีการวางผังเมือง อย่างเปึนระบบ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ และสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด รวมทั้งจัดให้มีบริการขั้นพื้นฐานอย่างเหมาะสม มีโรงเรียน ใกล้บ้าน มีการสื่อสารคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ๓. นโยบายด้านเศรษฐกิจ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลจะบริหารจัดการเศรษฐกิจให้มี การขยายตัวอย่างต่อเนื่องมีความสมดุลและเข้มแข็ง ทั้งในภาคเศรษฐกิจภายในประเทศ และต่างประเทศมีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการค้าและการลงทุน รวมทั้งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขัน โดยวางโครงสร้างพื้นฐานด้านองค์ความรู้ มีระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริการ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านอุตสาหกรรม การเกษตร ระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ พลังงาน และระบบโครงข่ายสารสนเทศและการสื่อสาร โดยจะดําเนินการ ดังนี้

๓.๑ นโยบายด้านการเงินการคลัง

๓.๑.๑ ดําเนินนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของ เศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ โดยดูแลเงินเฟัอและค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับ สภาพเศรษฐกิจและกลไกตลาด ส่งเสริมประสิทธิภาพและความมั่นคงของภาคการเงิน ในประเทศ และส่งเสริมศักยภาพในการบริหารความเสี่ยงของภาคเอกชน

๓.๑.๒ รักษาวินัยการคลังเพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลัง ในระยะยาว ซึ่งครอบคลุมถึงเงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ งบประมาณของ ท้องถิ่น ฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ปฏิรูประบบ งบประมาณแผ่นดินทั้งระบบให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ ปรับปรุง ระบบภาษีและการจัดเก็บภาษีให้มีความเปึนธรรม มีประสิทธิภาพ และเพียงพอกับ รายจ่ายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

๓.๑.๓ ส่งเสริมให้มีระบบการออมระยะยาว เพื่อให้มีเงินออมเพียงพอ กับการดํารงชีพในยามชรา รวมทั้งเปึนการสร้างฐานเงินออมเพื่อระดมทุนของประเทศ ในอนาคต

๓.๑.๔ วางระบบการดูแลและส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทั้งระยะสั้นและระยะยาวให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ส่งเสริมการลงทุนของไทย ในต่างประเทศ ทั้งการลงทุนของผู้ประกอบการและนักลงทุนที่เปึนสถาบัน และดึงดูด การลงทุนจากต่างประเทศ โดยให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการแข่งขัน เปัาหมาย การส่งเสริมศักยภาพของสาขาการผลิตที่จําเปึน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

๓.๑.๕ ปรับปรุงประสิทธิภาพของตลาดทุนให้ทัดเทียมกับตลาดหลัก ในภูมิภาคและตลาดโลกทั้งด้านธรรมาภิบาล ราคา และคุณภาพ โดยให้ความสําคัญแก่ การปรับปรุงมาตรการสิ่งจูงใจเพื่อสนับสนุนการออมของประเทศ การเพิ่มบทบาทของ ตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในการเปึนแหล่งทุนสําหรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ของรัฐ และการจัดให้มีกลไกเพื่อกํากับดูแลการพัฒนาตลาดทุนให้ประสานสอดคล้องกับ การพัฒนาตลาดเงิน

๓.๑.๖ พัฒนารัฐวิสาหกิจให้สามารถเปึนกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์การพัฒนาและการลงทุนของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างฐานรายได้ และมูลค่าให้แก่ทรัพย์สินของรัฐ มีการบริหารงานอย่างมืออาชีพ ตลอดจนกํากับดูแล การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ทั้งการจัดทําและแยกบัญชีเชิงสังคม ความโปร่งใส และการวัดประสิทธิภาพของการดําเนินงานในมาตรฐานไม่น้อยกว่าเกณฑ์ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งเร่งฟุ๋นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาฐานะการเงิน

๓.๒ นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

๓.๒.๑ ภาคเกษตร

๓.๒.๑.๑ เร่งปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรให้ สอดคล้องกับโอกาสทางการตลาดและการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค ทั้งที่เปึน ตลาดเดิมและตลาดใหม่ โดยกําหนดยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลางการผลิต อาหารของโลก เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของการทําประมง ปศุสัตว์ และพืช เศรษฐกิจหลักของประเทศให้ครบวงจร รวมทั้งสนับสนุนการผลิตพืชพลังงาน เช่น ปาล์มน้ํามัน อ้อย มันสําปะหลัง เพื่อสนับสนุนนโยบายพลังงานทดแทน และสนับสนุน การผลิตสินค้าใหม่ที่มีโอกาสทางการตลาด เช่น พืชเส้นใย และสมุนไพร เปึนต้น

๓.๒.๑.๒ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร โดยการ แปรรูปที่ได้คุณภาพและมาตรฐานสากลเพื่อเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมการเกษตร โดยการ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ความปลอดภัย อาหารตามมาตรฐานสากล รวมทั้งให้มีระบบปัองกันและควบคุมการระบาดของโรค ตลอดจน สนับสนุนการแปรรูปสินค้าเกษตรในชุมชน

๓.๒.๑.๓ เร่งรัดการเจรจาข้อตกลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ มาตรฐานสินค้าการเกษตรและอาหาร เพื่อปัองกันมาตรการการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ ภาษี และพัฒนาโครงข่ายระบบการขนส่งสินค้าเกษตรทั้งในพื้นที่ชนบทและเมือง เพื่อขยายตลาดของสินค้าเกษตรและอาหารสู่ตลาดโลก

๓.๒.๑.๔ ส่งเสริมการทําการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ในระดับชุมชนตามแนวพระราชดําริ เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านอาหาร ส่งเสริมการขยายกระบวนการเรียนรู้ระบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร โครงการอาหารกลางวัน และธนาคารโคกระบือตามแนวพระราชดําริ โดยเกษตรกรและ ชุมชนเปึนผู้กําหนดทิศทางและแนวทางด้วยตนเอง

๓.๒.๑.๕ ส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันเกษตรทั้งในด้าน การรวมกลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนสภาเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วม ในการวางแนวทางพัฒนาการเกษตรและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันด้วยตนเอง

๓.๒.๒ ภาคอุตสาหกรรม

๓.๒.๒.๑ พัฒนาประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งสร้างมูลค่าให้กับสินค้าอุตสาหกรรม ด้วยการยกระดับความสามารถ ทักษะแรงงาน การบริหารจัดการของผู้ประกอบการ และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงประสิทธิภาพ เครื่องจักร ระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการภายในกลุ่มอุตสาหกรรมบนพื้นฐาน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา

๓.๒.๒.๒ พัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่ประเทศไทย มีศักยภาพสูงและมีความได้เปรียบ เช่น อาหาร เหล็ก ยานยนต์ ป่โตรเคมี พลังงาน และ อิเล็กทรอนิกส์ เปึนต้น ให้เปึนฐานการผลิตในระดับภูมิภาคและระดับโลกด้วยการส่งเสริม การลงทุนหรือให้สิทธิพิเศษกับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ รวมทั้งจัดหาและพัฒนาพื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะ ๒๐ ป้ ข้างหน้าโดยคํานึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่

๓.๒.๒.๓ สร้างสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานเพื่อเพิ่ม มูลค่าและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยสนับสนุน การพัฒนาทักษะฝ้มือผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น กลุ่มสินค้าแฟชั่น อัญมณี และเครื่องประดับ และสินค้าอื่น ๆ พร้อมทั้งใช้มาตรการด้านการตลาดและสร้าง ตราสัญลักษณ์สินค้าของไทยให้เปึนที่นิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ

๓.๒.๒.๔ สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม รวมทั้งวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็งเพื่อเปึนฐานการผลิตของ ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและ ศักยภาพในการแข่งขัน ด้วยการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และนวัตกรรม รวมถึงการสร้าง ธรรมาภิบาลในการประกอบการและความรับผิดชอบต่อสังคม

๓.๒.๒.๕ ส่งเสริมและขยายบทบาทศูนย์บ่มเพาะสําหรับ ผู้ประกอบการที่มุ่งสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ออกแบบให้มีความเหมาะสมตามศักยภาพในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมทั้งสร้างศูนย์พัฒนา และออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนให้มีการนําองค์ความรู้และ นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

๓.๒.๒.๖ จัดตั้งกองทุนพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน และการลงทุนเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมให้มีการปรับตัว และสนับสนุนการลงทุนของ อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงและใช้พลังงานน้อย รวมทั้งขยายบทบาทของกองทุนที่มี อยู่ในปัจจุบันให้สามารถสนับสนุนการปรับโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

๓.๒.๓ ภาคการท่องเที่ยวและบริการ

๓.๒.๓.๑ เร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว โดยฟุ๋นฟู พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน และสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเชิง กลุ่มพื้นที่ที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่กับการส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยว คุณภาพ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ดูแลรักษาสุขภาพ กลุ่มประชุมและแสดงสินค้า และกลุ่มที่มีความสนใจด้านระบบนิเวศ วัฒนธรรมท้องถิ่น แหล่งประวัติศาสตร์ และโบราณสถาน เปึนต้น และดูแลให้นักท่องเที่ยวปลอดภัยจากอาชญากรรม การฉ้อฉล และอุบัติเหตุที่เกิดจากความบกพร่องของผู้ประกอบการ

๓.๒.๓.๒ พัฒนาธุรกิจบริการที่มีศักยภาพเพื่อสร้างโอกาส การขยายฐานการผลิตและการตลาดในระดับภูมิภาค เช่น ธุรกิจบริการสุขภาพ ธุรกิจการ ประชุมและการแสดงสินค้า การศึกษานานาชาติ การก่อสร้าง ธุรกิจภาพยนตร์ และธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาและนันทนาการ เปึนต้น โดยให้ความสําคัญกับการพัฒนา ความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ การเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน มาตรฐานธุรกิจ และการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับการขยายตัวของธุรกิจและการส่งเสริมด้านการตลาด

๓.๒.๓.๓ ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือของกลุ่ม อุตสาหกรรมการค้าและบริการที่เน้นความสําคัญของศักยภาพพื้นที่และเอกลักษณ์ ทางด้านวัฒนธรรม รวมทั้งความสามารถทางด้านบุคลากรเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจบริการด้านสุขภาพและการแพทย์ที่เชื่อมโยงกับการวิจัยและพัฒนา อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์

๓.๒.๔ การตลาด การค้า และการลงทุน

๓.๒.๔.๑ ส่งเสริมนโยบายการแข่งขันอย่างเสรีและเปึนธรรม ปัองกันการผูกขาดตัดตอนและคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

๓.๒.๔.๒ ดําเนินการตลาดเชิงรุก เพื่อรักษาตลาดเดิมและ สร้างตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกไปตลาดหลัก โดยส่งเสริมการส่งออก ในตลาดใหม่ได้แก่ จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปตะวันออก พร้อมทั้ง รักษาส่วนแบ่งในตลาดหลักไม่ให้ลดลง โดยมุ่งเน้นการส่งออกสินค้าที่มีอัตราการขยายตัว สูงในตลาดใหม่

๓.๒.๔.๓ ขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ ทางการค้าภายใต้กรอบความร่วมมือและข้อตกลงทางด้านการค้าในระบบพหุภาคี และทวิภาคี เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการปรับปรุงสิ่งอํานวย ความสะดวกเพื่อการขยายตลาดการค้าระหว่างประเทศและการค้าชายแดน

๓.๒.๔.๔ ทบทวนการจัดตั้งสํานักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ และปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการด้านการค้าของประเทศให้เปึนไปอย่างบูรณาการ โดยเชื่อมโยงกลไกในระดับนโยบายและหน่วยงานปฏิบัติที่มีภารกิจเกี่ยวข้อง เพื่ออํานวย ความสะดวกและลดขั้นตอนให้แก่ธุรกิจภาคเอกชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของ ตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

๓.๒.๔.๕ สนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศในสาขาที่ ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ ทั้งในการลงทุนตั้งโรงงานผลิตสินค้า การทําสัญญาสินค้า เกษตรตามข้อตกลง การเป่ดสาขา การหาตัวแทนและหุ้นส่วนในต่างประเทศเพื่อสร้าง เครือข่ายธุรกิจไทยในต่างประเทศ

๓.๒.๔.๖ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เปึน อุปสรรคต่อการค้า การลงทุน เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีและสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ

๓.๓ นโยบายโครงสร้างพื้นฐาน และระบบบริหารจัดการขนส่งมวลชน สินค้าและบริการ

๓.๓.๑ พัฒนาบริการโครงสร้างพื้นฐานให้กระจายไปสู่ภูมิภาค อย่างทั่วถึงและเพียงพอ โดยเฉพาะการจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจําเปึนต่อการ ดํารงชีวิตของประชาชน ทั้งน้ําเพื่อการอุปโภคบริโภค บริการสื่อสารโทรคมนาคมและที่อยู่ อาศัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

๓.๓.๒ พัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและเชื่อมโยงโครงข่าย การบริหารจัดการขนส่งมวลชนสินค้าและบริการ ทั้งพื้นที่ชนบท เมือง และระหว่าง ประเทศ โดยให้ความสําคัญแก่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการขนส่งระบบรางให้ เชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อลดต้นทุนสินค้าและบริการเพื่อการส่งออก

๓.๓.๓ พัฒนาการขนส่งทางน้ําและกิจการพาณิชยนาวี ทั้งภายใน และระหว่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาท่าเรือน้ําลึกบริเวณพื้นที่ภาคใต้ พัฒนาท่าเรือชุมชน และกองเรือไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง เชื่อมโยงประตู การค้าใหม่และสนับสนุนการท่องเที่ยว

๓.๓.๔ พัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูมิภาค และอุตสาหกรรมการบินของไทย เพื่อให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลางการบินการท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าทางอากาศชั้นนําของเอเชียและโลก

๓.๔ นโยบายพลังงาน

๓.๔.๑ สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน ด้วยการจัดหาพลังงาน ให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยเร่งรัดให้มีการลงทุน สํารวจและพัฒนาพลังงานทั้งจากในประเทศ เขตพื้นที่พัฒนาร่วมและจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานกับต่างประเทศ

๓.๔.๒ ส่งเสริมให้มีการกํากับดูแลกิจการพลังงานให้มีราคาพลังงาน ที่เหมาะสม เปึนธรรม และก่อให้เกิดการแข่งขันลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยมีมาตรฐาน คุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยที่ดี

๓.๔.๓ พัฒนาและวิจัยพลังงานทดแทนทุกรูปแบบเพื่อเปึนทางเลือก แก่ประชาชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้ง ศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการตัดสินใจพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ที่ใช้ เทคโนโลยีชั้นสูงและพลังงานที่สอดคล้องกับท้องถิ่น

๓.๔.๔ ส่งเสริมการอนุรักษ์และประหยัดพลังงานอย่างจริงจังและ ต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคประชาชน โดยมีมาตรการจูงใจที่เหมาะสม

๓.๔.๕ ส่งเสริมการพัฒนา ผลิต และใช้พลังงานควบคู่ไปกับการดูแล รักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด รวมทั้งให้ความสําคัญกับ การจัดการก๊าซเรือนกระจกเพื่อช่วยบรรเทาสภาวะโลกร้อน

๓.๕ นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ

๓.๕.๑ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น โครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงให้ทั่วถึง เพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม เปึนธรรมและ แข่งขันได้ เพื่อเปึนโครงข่ายหลักสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยไปสู่สังคมแห่ง ภูมิปัญญา ช่วยลดความเหลื่อมล้ําระหว่างเขตเมืองและชนบท และเพิ่มศักยภาพ ในการแข่งขันของประเทศ

๓.๕.๒ พัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวข้องด้านบริการความรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และจัดให้มีกลไกสนับสนุนแหล่งทุน สําหรับผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งพัฒนา บุคลากรให้มีศักยภาพได้มาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในภูมิภาค

๓.๕.๓ สนับสนุนการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนา ระบบบริหารจัดการและบริการภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงข้อมูล การบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ การเตือนภัยและความมั่นคงของรัฐ บริการ การศึกษาและการสาธารณสุข ตลอดจนการพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยี อวกาศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ๔. นโยบาย ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลให้ความสําคัญแก่บทบาทของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการสร้างความสุขของประชาชนและสร้าง ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสําคัญแก่การบริหารจัดการอย่าง บูรณาการระหว่างมิติของเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพิ่ม การมีบทบาทร่วมของประชาชนและชุมชนโดยจะดําเนินการ ดังนี้

๔.๑ อนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างยั่งยืนให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสําคัญแก่การใช้ภูมิปัญญาและ วัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสุขภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจระดับประเทศและสากลในระยะต่อไป

๔.๒ เร่งรัดการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้ การมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ให้มีความสมดุลของการใช้ประโยชน์ การถือครอง และการอนุรักษ์ฐานทรัพยากร ที่ดิน ป์าไม้ สัตว์ป์า ทรัพยากรน้ํา ทรัพยากรทางทะเลและชายฝัืง และทรัพยากรธรณี โดยการใช้ระบบภูมิสารสนเทศควบคู่กับการปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจน กฎระเบียบเกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเร่งรัดปราบปรามการทําลายป์า สัตว์ป์า และ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องให้เกิดประโยชน์ สูงสุด และมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิต อย่างยั่งยืน

๔.๓ อนุรักษ์ทรัพยากรดินและป์าไม้ โดยการยุติการเผาไร่นาและทําลาย หน้าดิน การลดการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร รวมทั้งการฟุ๋นฟูดินและปัองกัน การชะล้างทําลายดิน โดยการปลูกหญ้าแฝกตามแนวพระราชดําริ รวมทั้งมีการกระจาย และจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างเปึนธรรม อนุรักษ์และปัองกันรักษาป์าที่สมบูรณ์ สนับสนุนให้มีการปลูกและฟุ๋นฟูป์าตามแนวพระราชดําริ สนับสนุนการจัดการป์าชุมชน และส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ และการสนับสนุน บทบาทของชุมชนในการบริหารจัดการน้ํา เช่น การทําฝายต้นน้ําลําธารหรือฝายชะลอน้ํา ตามแนวพระราชดําริ

๔.๔ จัดให้มีมาตรการปัองกันและพัฒนาระบบข้อมูลและเตือนภัยจาก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง ธรณีพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศและดําเนินมาตรการลดผลกระทบและความเดือดร้อนของประชาชนจาก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

๔.๕ เร่งรัดการควบคุมมลพิษทางอากาศ ขยะ น้ําเสีย กลิ่น และเสียงที่เกิด จากการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะเร่งรัดการสร้างระบบบําบัดน้ําเสียที่เกิดขึ้นจากสังคม เมืองและการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม การจัดทําระบบการกําจัดขยะโดยวิธีที่ เปึนมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการกําจัดขยะและบําบัดน้ําเสีย

๔.๖ ส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ที่เหมาะสมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การผลิตวัสดุที่สามารถ ย่อยสลายได้ การหมุนเวียนการใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีที่สะอาด และการใช้หลัก ผู้ก่อมลพิษเปึนผู้รับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลดการก่อมลพิษและลดภาระ ของสังคมตามธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม

๔.๗ ส่งเสริมการสร้างความตระหนักทางด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการ ดําเนินกิจกรรมและการปรับพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค เพื่อบรรเทาผลจาก การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนการดําเนินการตามพันธกรณี ระหว่างประเทศที่จะนํามาสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ๕. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลตระหนักถึงความสําคัญของการวิจัย และพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในฐานะที่เปึนปัจจัยสําคัญในการ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรัฐบาล จะดําเนินการดังนี้

๕.๑ ส่งเสริมการนํางานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการ พัฒนาประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาระบบวิจัยและพัฒนาเชิงนวัตกรรมที่มีอยู่ ให้สนองความต้องการของภาคการผลิตและบริการ โดยให้ความสําคัญแก่การเชื่อมโยง ระหว่างภาคเอกชน สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ ซึ่งจะนําไปสู่การวิจัยและพัฒนาต่อยอดและมีการใช้ประโยชน์องค์ความรู้และเทคโนโลยี ในเชิงพาณิชย์

๕.๒ เสริมสร้างความรู้ ความคิดของประชาชนทางด้านวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งเร่งผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพและ คุณธรรมให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของภาคการผลิตและบริการ ตลอดจนพัฒนา เส้นทางอาชีพเพื่อรักษาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไว้ในระบบ รวมทั้งจัดให้มีสิ่งอํานวยความสะดวกที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ขั้นสูงจาก ต่างประเทศเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่บุคลากรไทย

๕.๓ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ และสนับสนุนการสร้างทรัพย์สิน ทางปัญญาของคนไทยเพื่อปัองกันมิให้ไทยถูกเอาเปรียบทางเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยพัฒนาระบบการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบรับรอง มาตรฐานให้ทันสมัย รวมทั้งพัฒนาศูนย์บ่มเพาะธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี อุทยานวิทยาศาสตร์ และศูนย์แห่งความเปึนเลิศในสาขาเทคโนโลยีที่สําคัญ

๕.๔ ปรับปรุงระบบการวิจัยของประเทศให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจ โดยพัฒนามาตรการจูงใจ และกฎหมายให้เอื้อต่อการลงทุนวิจัยและพัฒนา ของภาคธุรกิจเอกชน และส่งเสริมการลงทุนจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีความสําคัญ เชิงยุทธศาสตร์จากต่างประเทศมาใช้ประโยชน์ ๖. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลจะดําเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อ ตอบสนองผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน โดยจะดําเนินบทบาทเชิงรุกในการ ส่งเสริมความร่วมมือ และขยายความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และยึดมั่นในพันธกรณีที่มีอยู่กับ ต่างประเทศตามสนธิสัญญาและความตกลงต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเปึนภาคี และเคารพ กฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิ มนุษยชน พร้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาเศรษฐกิจไทยทุกสาขาให้ได้รับ ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และสานต่อนโยบายทีม ประเทศไทย (Team Thailand) เพื่อให้การดําเนินงานด้านต่างประเทศมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีเอกภาพ โดยจะดําเนินการ ดังนี้

๖.๑ ส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยส่งเสริม ความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดี และความใกล้ชิดระหว่างกัน อันจะนําไปสู่การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การส่งเสริมการท่องเที่ยว การขยายการคมนาคมขนส่ง และความร่วมมือด้าน อื่น ๆ ภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาค เช่น ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ําโขง (GMS) แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) และความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสําหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและ เศรษฐกิจ (BIMSTEC) เปึนต้น

๖.๒ ส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศในเอเชีย กรอบความร่วมมือเอเชีย และเพิ่มบทบาทในการสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียนเพื่อให้บรรลุเปัาหมายในการจัดตั้ง ประชาคมอาเซียน และผลักดันบทบาทอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศในวาระที่ไทยเปึน ประธานอาเซียน

๖.๓ มีบทบาทที่สร้างสรรค์ในองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวที สหประชาชาติและองค์กรระดับภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อรักษาสันติภาพ ความมั่นคง ส่งเสริม กระบวนการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม ตลอดจนร่วมมือในการแก้ไข ประเด็นปัญหาข้ามชาติทุกด้านที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์

๖.๔ กระชับความร่วมมือและความเปึนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศ และกลุ่มประเทศที่มีบทบาทสําคัญของโลก จัดทําข้อตกลงการค้าเสรีในกรอบพหุภาคี และกับประเทศต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศโดยรวม สร้างกลไกเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวรับผลกระทบและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลง การค้าเสรี

๖.๕ ดําเนินงานเชิงรุกทางการทูตเพื่อประชาชน วัฒนธรรม และการศึกษา ตลอดจนการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชนกับนานาประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือ ทางวิชาการกับประเทศกําลังพัฒนา และสานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อความเข้าใจ อันดีกับองค์กรทางศาสนาอื่น ๆ

๖.๖ คุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทย และดูแลคนไทยและแรงงานไทย ในต่างประเทศ โดยเฉพาะคนไทยที่ประกอบอาชีพและมีถิ่นฐานในต่างประเทศ ส่งเสริม บทบาทของชุมชนชาวไทยในการรักษาเอกลักษณ์และความเปึนไทย ๗. นโยบายความมั่นคงของรัฐ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลจะรักษาความมั่นคงของประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข และสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ เตรียมความพร้อมในการเผชิญภัยคุกคาม ทุกรูปแบบ ทั้งภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบถึงประเทศไทย แก้ไข ความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้และสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขสามัคคี สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ และต่อต้าน ภัยสังคมในทุกรูปแบบ โดยจะดําเนินการ ดังนี้

๗.๑ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ดํารงรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้ รวมทั้งเสริมสร้าง จิตสํานึกประชาชนในชาติให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจน สร้างบรรยากาศให้เกิดความรัก ความสามัคคี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของคน ในชาติ

๗.๒ เสริมสร้างระบบปัองกันประเทศให้มีความมั่นคง มีศักยภาพในการ รักษาเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งเขตอํานาจรัฐ และผลประโยชน์ของชาติ โดยมุ่ง พัฒนาความทันสมัยของอาวุธยุทโธปกรณ์ และเตรียมความพร้อมของกําลังพลในกองทัพ ตลอดจนการผนึกกําลังประชาชนให้มีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนภารกิจในการพัฒนาประเทศและการรักษาสันติภาพภายใต้ กรอบกติกาของสหประชาชาติ

๗.๓ เร่งพัฒนาระบบการจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และบุคคลที่ยังไม่มีสถานะที่ชัดเจน เน้นการบังคับใช้ กฎหมายอย่างเข้มงวดกับขบวนการลักลอบเข้าเมืองที่ผู้มีอิทธิพลให้การสนับสนุน เพื่อลดขนาดและผลกระทบของปัญหาความมั่นคงระยะยาวให้เหลือน้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการจัดการแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลที่ไม่มีสถานภาพที่ชัดเจน ภายใต้ความสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงของชาติกับการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐาน

๗.๔ พัฒนาและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการ ปัองกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งมุ่งพัฒนาระบบ บริหารจัดการพื้นที่ชายแดนให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคง ตลอดจนการดําเนินการอย่างจริงจังเพื่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และเร่ง ขจัดเงื่อนไขความไม่เข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และพัฒนา ความร่วมมือระหว่างกันทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง

๗.๕ ปฏิรูประบบข่าวกรองให้เกิดประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคง และการเสริมสร้างผลประโยชน์ของชาติ โดยจัดระบบบูรณาการความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานพลเรือน ตํารวจ ทหาร และให้ความสําคัญแก่ข้อมูลเชิงลึกด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงที่เปึนประโยชน์ต่อการปัองกันและแก้ไขปัญหาของชาติได้อย่างแท้จริง

๗.๖ พัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติ โดยเน้นการบริหารวิกฤติการณ์ ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมุ่งระดมสรรพกําลังจากทุกภาคส่วน ให้สามารถดําเนินงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปัองกัน แก้ไข บรรเทา และฟุ๋นฟู ความเสียหายของชาติที่เกิดจากภัยต่าง ๆ ๘. นโยบายการบริหารจัดการที่ดี

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลจะพัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารงาน ภาครัฐเพื่อให้ส่วนราชการมีความพร้อมและกําลังคนที่มีขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล มีความคุ้มค่า และเกิดความเปึนธรรมในการให้บริการสาธารณะ และจะปรับปรุง กฎหมายและการยุติธรรม สนับสนุนการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการดําเนินนโยบายสาธารณะ เพื่อให้เกิดการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี โดยจะดําเนินการดังต่อไปนี้

๘.๑ ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน

๘.๑.๑ ปรับปรุงการให้บริการประชาชน ด้วยการสร้างนวัตกรรม และนําเทคโนโลยีทันสมัยใหม่ ๆ มาใช้ในการให้บริการรูปแบบต่าง ๆ เพื่อลดภาระ และอํานวยความสะดวกแก่ประชาชน

๘.๑.๒ พัฒนาระบบและกําหนดมาตรการเพื่อดึงดูดผู้มีความรู้ ความสามารถเข้ามารับราชการด้วยการปรับปรุงระบบค่าตอบแทนและสิ่งจูงใจ ให้เทียบเคียงหรือแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน เพื่อให้ระบบราชการเปึนนายจ้างอันเปึนที่ หมายปองของผู้สมัครงานรวมทั้งสนับสนุนให้มีการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนกําลังพล ทั้งภายในระบบราชการและระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคส่วนอื่น ๆ

๘.๑.๓ พัฒนาระบบงานและสมรรถนะของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ของรัฐทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติราชการและการ ส่งมอบบริการสาธารณะ โดยจะเน้นการพัฒนาข้าราชการในตําแหน่งที่มีความสําคัญต่อ ยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศ และสร้างผู้นําการเปลี่ยนแปลงในระบบราชการ รวมทั้ง จะวางมาตรการสําหรับประเมินผลการปฏิบัติงาน และจ่ายค่าตอบแทนที่เปึนธรรม ตามผลงานเพื่อให้เกิดขวัญกําลังใจและแรงจูงใจในการพัฒนาผลงาน

๘.๑.๔ พัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถดํารงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี โดยการเพิ่มเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการให้เหมาะสมกับสภาพการทํางาน และสถานการณ์ค่าครองชีพ ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งปรับปรุงสวัสดิการการทํางานและภาระหนี้สิน เพื่อให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความสมดุลระหว่างการทํางานกับชีวิตส่วนตัว

๘.๑.๕ เสริมสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพัฒนาความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ พร้อมทั้งปัองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้ภาคราชการเปึนที่เชื่อถือไว้วางใจแก่ประชาชน

๘.๑.๖ ส่งเสริมการกระจายอํานาจการปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างจริงจัง โดยสร้างดุลยภาพระหว่างการกํากับดูแลและความเปึนอิสระของท้องถิ่น โดยไม่กระทบความสามารถในการตัดสินใจดําเนินงานตามความต้องการของท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณและบุคลากร ของท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ตลอดจนพึ่งพาตนเองด้วยฐานรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเองได้มากขึ้น

๘.๑.๗ สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการ จัดบริการสาธารณะของท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โดยคํานึงถึงความจําเปึนและความเหมาะสม ตามศักยภาพของท้องถิ่น รวมทั้งความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนขยาย การให้บริการที่ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเชื่อมโยงและบูรณาการ กับแผนชุมชนและแผนระดับต่าง ๆ ในพื้นที่

๘.๑.๘ เร่งรัด ดําเนินการถ่ายโอนภารกิจของราชการส่วนกลาง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการจัดสรรรายได้ให้ท้องถิ่น แต่ละประเภทอย่างเหมาะสม

๘.๑.๙ สนับสนุนระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ของผู้ว่าราชการจังหวัดผ่านกระบวนการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด และการจัดทํางบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัด วางยุทธศาสตร์การพัฒนาและทิศทางการพัฒนาพื้นที่ในอนาคตที่สอดคล้องกับ แนวนโยบายของรัฐบาล เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ศักยภาพของพื้นที่และความ ต้องการของประชาชน

๘.๒ กฎหมายและการยุติธรรม

๘.๒.๑ ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรมและทั่วถึง และส่งเสริมการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่มีผลกระทบ ต่อประชาชน และภาคธุรกิจ รวมตลอดถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน และสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย แก่ประชาชน

๘.๒.๒ พัฒนากฎหมายให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและความจําเปึน ของสังคม รวมทั้งจัดให้มี “องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย” และ “องค์กรเพื่อการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม” ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศและกระบวนการยุติธรรม

๘.๒.๓ ส่งเสริมและพัฒนาระบบงานยุติธรรมทุกด้าน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการปัองกันอาชญากรรมและสร้างความเปึนธรรมในสังคม การพัฒนา กระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้เปึนไปตามหลักนิติธรรม การใช้เครื่องมือและหลัก วิชาการนิติวิทยาศาสตร์ การส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมและการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการอํานวยความยุติธรรม เช่น การพัฒนาระบบยุติธรรมชุมชนและยุติธรรม จังหวัด การพัฒนาและจัดให้มีกระบวนการยุติธรรมทางเลือก (ซึ่งเปึนกระบวนการชะลอ การลงโทษ เช่น ใช้วิธีการทํางานบําเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม เปึนต้น) ควบคู่กับ กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก รวมทั้งการพัฒนาระบบและวิธีปฏิบัติเพื่อแก้ไขฟุ๋นฟู ผู้กระทําผิดให้เหมาะสมต่อกลุ่มเปัาหมาย ตลอดจนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและ เทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม

๘.๒.๔ เสริมสร้างความยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมุ่ง พัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรมที่สอดคล้องกับพื้นที่ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ท้องถิ่น บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขจัดเงื่อนไขความไม่ยุติธรรม และพัฒนาระบบ การพิสูจน์การกระทําความผิดที่มีประสิทธิภาพ

๘.๓ ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ และสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง ถูกต้อง เปึนธรรม และรวดเร็ว

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดําเนินการตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลขอชี้แจงว่า การกําหนดนโยบายของ รัฐบาลที่ได้กราบเรียนมาแล้วนี้จะเปึนแนวทางดําเนินการในระยะเวลา ๔ ป้ ตามความ เร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาของประเทศ รวมทั้งจะเปึนการบริหารราชการแผ่นดิน ให้เปึนไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามบทบัญญัติในหมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้เพื่อให้รัฐบาลสามารถ บริหารราชการแผ่นดินได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ ดําเนินนโยบายจนบรรลุเปัาหมายตามที่กําหนดไว้ได้ รัฐบาลจะดําเนินการปรับปรุงหรือ กําหนดแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ พัฒนาระบบการบริหารจัดการ เสนอ ร่างกฎหมาย ตลอดจนดําเนินการทุกประการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินให้ มีประสิทธิภาพ และสามารถบรรลุผลในทางปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศ โดยถือเปึนนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนี้ด้วย

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ การกําหนดนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน ของคณะรัฐมนตรีตามที่กล่าวมาได้วางอยู่บนพื้นฐานข้อมูลตามความเปึนจริงของ ประเทศ และความต่อเนื่องกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตลอดจนการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ใหม่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และสถานการณ์ของโลก ที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อการแถลงนโยบายนี้เสร็จสิ้นแล้วรัฐบาลจะได้เร่งดําเนินการให้เปึน รูปธรรม โดยจัดทํารายละเอียดของแผนปฏิบัติการ ประกอบด้วยแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่าง ๆ และแผนการตรากฎหมาย ที่จะใช้เปึนคู่มือและ แนวทางการทํางานต่อไป

อนึ่ง รัฐบาลขอเรียนว่า รัฐบาลนี้ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข โดยถือว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เปึนรากฐานสําคัญในการวางระบบการบริหารประเทศให้เกิดความมั่นคงและสร้างเสริม หลักประชาธิปไตยที่ถูกต้องและเหมาะสมเปึนที่ยอมรับของชนในชาติ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบันเปึนรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ประชาชนออกเสียงลงประชามติให้ความเห็นชอบ แต่โดยที่ยังปรากฏว่ามีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่มาก รัฐบาลนี้จึงจะสนับสนุนให้มี การศึกษาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อดําเนินการแก้ไขให้เปึนไปตามหลัก ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและเปึนประโยชน์ต่อการบริหารประเทศให้ดียิ่งขึ้นในเวลา อันควรต่อไป

รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภาอันเปึนองค์กรที่มีอํานาจหน้าที่ควบคุม การบริหารราชการแผ่นดินว่า จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีความมุ่งมั่น ที่จะบริหารประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า ทัดเทียมอารยประเทศ สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมที่มีความสมดุลมากขึ้น และให้คนไทยมีความภาคภูมิใจ ในความเปึนไทย ทั้งนี้ โดยยึดประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยเปึนที่ตั้งอย่างแท้จริง ขอขอบคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เมื่อคณะรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว เราใช้ข้อบังคับของรัฐสภาป้ ๒๕๔๔ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ วรรคสอง ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเปึนเรื่องของสมาชิกจะได้มีการซักถามอภิปราย ซึ่งการซักถาม อภิปรายนั้นตามข้อบังคับนี่ให้เปึนเรื่องของการอภิปรายรวม แต่ถ้าท่านสมาชิกเห็นเปึน อย่างอื่น เช่น จะเปึนการแยกประเด็นการอภิปรายหรือจะเปึนการอภิปรายรวมนั้นก็ได้นะ ขึ้นอยู่กับมติในที่ประชุม ผมก็ขอปรึกษาท่านสมาชิกรัฐสภาในที่นี้นะครับว่า จะเห็นสมควร ดําเนินการอย่างไร เราก็จะได้ดําเนินการต่อไปครับ ผมขอผู้แทนในส่วนของ สนช. แล้วก็ ส่วนของรัฐบาล แล้วก็ส่วนของทางฝ์ายค้านได้แสดงความคิดเห็นฝ์ายละ ๑ ท่านเพื่อเรา จะได้ดําเนินการอภิปรายต่อไป ถ้าเห็นสมควรแล้วผมขอเชิญครับ ขอแสดงความคิดเห็น หรือว่าเห็นเปึนการอภิปรายรวมท่านสุขุมพงศ์ เชิญครับ

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จากจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคพลังประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับการอภิปรายเพื่อที่จะมีความเห็นตลอดจนการเสนอแนะต่อการแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรีครั้งนี้ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าพิจารณาโดยถ่องแท้ทุกถ้อยคํา ก็จะพบว่ากระบวนการแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีได้เสร็จแล้ว แต่เนื่องจากมี ข้อบังคับที่ท่านประธานได้กรุณาเรียนเมื่อสักครู่ว่าท่านสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๒ สภา ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเปึนท่านสมาชิกจาก สนช. ซึ่งทําหน้าที่วุฒิสภา ๒๐๘ ท่าน ท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติ ในฐานะที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก ๔๘๐ ท่าน ย่อมจะแสดงความคิดเห็น ได้ด้วยกันทั้งสิ้น กระผมเห็นว่าสาเหตุที่ข้อบังคับได้กําหนดให้อภิปรายรวมเปึนหลักนั้น ก็เนื่องจากว่าท่านสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะมาในซีกของสมาชิกวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรเอง ย่อมมีเอกสิทธิ์ ย่อมมีสิทธิที่จะอภิปรายแสดงความเห็นต่อนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรี แถลงเท่าเทียมกันทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้มีอยู่ ๖๘๘ ท่าน กระผมเห็นว่าในหลักของข้อบังคับ วรรคสอง ดังกล่าวน่าจะถูกต้องแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานได้กรุณาให้ทั้ง ๓ ฝ์าย ได้หารือกันเปึนเบื้องต้น กําหนดกรอบวันคือ ๓ วัน กําหนดกรอบเวลาคือฝ์ายค้าน ๑๓ ชั่วโมง ส.ส. รัฐบาล ๑๐ ชั่วโมง สนช. ๙ ชั่วโมง คณะรัฐมนตรี ๔ ชั่วโมง แต่ในส่วนของ ครม. และ ส.ส. ร่วมรัฐบาลสามารถที่จะเกลี่ยกันได้ และหัวหน้าพรรคไม่จํากัดเวลา กระผมเห็นว่า ย่อมแสดงให้เห็นว่าต้องการให้สมาชิกทุกฝ์ายได้อภิปรายกันอย่างเต็มที่ นอกจากนั้น ท่านประธานครับ เรามีพรรคเล็กในสภานี้หลายพรรค บางพรรคมีเวลาตาม สัดส่วน ๙ นาที บางพรรค ๑๗ นาที บางพรรค ๒๐ นาที ถ้าหากกําหนดเปึนประเด็น ๆ ไป บางพรรคก็จะได้พูดเรื่องเดียว เรื่องการศึกษา เรื่องเร่งด่วน เรื่องต่างประเทศ เพราะฉะนั้น การทําหน้าที่ของพรรคการเมืองนั้น ๆ ก็อาจจะบกพร่องไปนะครับท่านประธานครับ ส่วนท่าน สนช. เองท่านก็มาหลากหลายสาขาวิชาชีพท่านก็ประสงค์ที่จะพูดในหลาย ๆ เรื่อง ในคราวเดียวกันแต่ละท่านแต่ละบุคคล กระผมเห็นว่าการที่จะไปจํากัดให้อภิปราย ในเวลาแล้ว แล้วยังไปจํากัดหมวดต่าง ๆ ที่จะอภิปรายแล้ว ผมว่าน่าจะไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงใคร่ยืนยันขอเสนอให้เปึนไปตามข้อบังคับ คืออภิปรายรวมครับ ท่านประธานครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ท่านสุขุมพงศ์เสนอว่าอภิปราย รวม ในส่วนของประชาธิปัตย์ ท่านสาทิตย์หรือผู้แทนครับ ท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์เชิญครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

เรียนท่านประธานรัฐสภาต่อประเด็นข้อหารือเรื่องการอภิปรายว่าจะอภิปรายรวม หรือแยกเปึนประเด็นไป ซึ่งข้อบังคับรัฐสภาเป่ดโอกาสให้นั้นถ้าถามใจของพวกกระผม ทางนี้ เราคิดว่าน่าจะสร้างแนวทางใหม่ในการอภิปรายนโยบายด้วยการอภิปราย เปึนประเด็น ๆ ไป เพราะว่าจะง่ายต่อการติดตามของพี่น้องประชาชนซึ่งฟังอยู่ทางบ้านว่า ถ้าเราพูดกันเรื่องเศรษฐกิจก็จะได้พูดเรื่องเศรษฐกิจกันไป พูดเรื่องความมั่นคงก็พูดเรื่อง ความมั่นคงกันไป แต่ว่าอย่างไรก็ตามเข้าใจว่าทาง ส.ส. รัฐบาลก็ดี ทางสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งทําหน้าที่วุฒิสภาก็ดี อาจจะไม่ได้เตรียมลักษณะของการ อภิปรายมาเช่นนั้น แล้วก็เมื่อ ๓ ฝ์าย ได้มีการปรึกษากันบ้างแล้ว กระผมก็ไม่ติดใจนะครับ เพียงแต่ทิ้งไว้ในใจวันข้างหน้าอยากเห็นการอภิปรายของเราเน้นไปที่เนื้อหาสาระของ แต่ละหมวดเพื่อประโยชน์สูงสุดจริง ๆ อย่างไรก็ตามก็จะขอความกรุณาทางคณะกรรมการ ประสานงานว่าเพื่อให้ทางฝ์ายค้าน ซึ่งในบางเรื่องอยากจะนําเสนออย่างเปึนระบบ ก็จะขอความกรุณาว่าให้ผ่อนหรืออนุโลมบ้างว่าอย่าสลับสับเปลี่ยนตลอดเวลา เช่น ในบางเรื่องเราอาจจะมีผู้อภิปรายที่ได้เตรียมอภิปรายสอดคล้องกันไว้ ๒ ท่าน ๓ ท่าน ก็ขอความกรุณาได้มีความต่อเนื่องโดยไม่กระทบกับสัดส่วนเวลา เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือ แม้จะเห็นว่าการอภิปรายเปึนประเด็นอาจจะเปึนประโยชน์กว่าแต่ว่าเพื่อประหยัดเวลา แล้วจะได้ไม่จําเปึนต้องเสียเวลาของสภาต่อไปก็สามารถดําเนินการอภิปรายรวมได้ครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

อันนี้เปึนเรื่องวิป (Whip) ปรึกษาหารือกันนะครับ ท่านวัลลภครับ เชิญครับ

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่สมาชิก วุฒิสภา ขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับว่าทาง สนช. เราก็ได้ปรึกษาหารือกัน แล้วก็ มีการเตรียมกรอบประเด็น มีการเตรียมกรอบแล้วก็ผู้อภิปรายนั้น เราเตรียมประเด็นตามที่ นโยบายของรัฐบาลได้วางกรอบเอาไว้ เช่น นโยบายเร่งด่วนและตามนโยบายพัฒนา คุณภาพชีวิตแล้วก็ตามติดไปตามที่รัฐบาลได้วางกรอบไว้นะครับ ปัญหามีเพียงแต่ว่า ค่อนข้างเห็นด้วยกับท่านผู้นําฝ์ายค้านก็คือว่าเมื่อถึงประเด็นอะไรขอให้จบเปึนประเด็น ๆ นั้นไป เช่น ถ้าพูดเรื่องการศึกษาก็การศึกษาให้มันเรียบร้อย ถ้าพูดเรื่องสังคมก็สังคมให้ เรียบร้อย อย่างนี้เปึนต้นนะครับ ทางเราไม่ติดใจอย่างไรก็ได้ครับ ขอบคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตกลับมาทาง ท่านสุขุมพงศ์อีกครั้งหนึ่งว่าท่านเห็นเปึนประการใดครับเรื่องนี้

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้เรียนเหตุผลหลายข้อ แล้วก็ท่านผู้นําฝ์ายค้านท่านก็ ไม่ขัดข้อง แล้วก็เมื่อสักครู่ปรากฏว่าตัวแทนจากท่าน สนช. ท่านก็เห็นว่าน่าที่จะเปึน ประเด็น กระผมเข้าใจว่าถ้าท่านผู้นําฝ์ายค้านท่านเห็นพ้องด้วยกับกระผมแล้วเช่นนี้ ก็น่าที่จะปฏิบัติได้ เว้นแต่ท่าน สนช. ท่านจะยืนยันว่าจะให้แยก กระผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ท่านอาจจะยืนยันตามที่กระผมนําเสนอเหมือนกับที่ท่านผู้นําฝ์ายค้านเห็นด้วย เราก็ไม่ขัดข้องครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ผมคิดว่าในช่วงนี้ ผมอยากให้ คุยกันนอกรอบ คือเดี๋ยวเราจะเรียนเชิญท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปราย ในช่วง ที่ท่านอภิปรายนั้นวิปทั้ง ๓ ฝ์าย คุยกันอีกสักครั้งหนึ่ง แล้วถ้าไม่ตกผลึกเดี๋ยวเรามาคุย ในสภา ถ้าเห็นชอบร่วมกันเปึนทางหนึ่งทางใดแล้วก็จะดีจะได้ไม่เสียเวลาสภา ดีไหมครับ เราไปคุยนอกรอบ ผมขอเชิญท่านอภิสิทธิ์อภิปรายเลยครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้นเพื่อทําความเข้าใจ เพราะว่าเมื่อเช้ามีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายพาดพิงมาถึงฝ์ายค้านเล็กน้อย เพื่อทํา บรรยากาศแล้วก็ความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราครับ

ประการแรก ในส่วนของสถานะของฝ์ายค้านนั้นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๐ บัญญัติเอาไว้ชัดแจ้งครับว่า สถานะของฝ์ายค้านหรือผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายและเข้าบริหาร ราชการแผ่นดินแล้วเท่านั้น วันนี้เปึนวันที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้น อันนี้เพื่อความเข้าใจของท่านประธาน เพื่อนสมาชิก และพี่น้องประชาชนนะครับว่า เหตุใดฝ์ายค้านจึงยังไม่ได้มีสถานะเปึนทางการเปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๒ บังเอิญท่านพาดพิงมาถึงเรื่องประเด็นของคณะรัฐมนตรีเงา ผมก็อยากจะถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลและเพื่อนสมาชิกว่า เรื่องคณะรัฐมนตรีเงานั้นเปึนประเพณีปฏิบัติสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข คือในระบบ รัฐสภา กลไกนี้เปึนกลไกที่จะทําให้การทําหน้าที่ของฝ์ายค้านมีความเปึนระบบ ไม่ใช่ว่า การทําหน้าที่ของฝ์ายค้านแต่ละคนนั้นเสมือนกับว่าใครจะพูดใครจะวิพากษ์วิจารณ์อะไร อย่างไรก็ได้ แต่จัดระบบเสียเพื่อประโยชน์ของความชัดเจนในเรื่องของความรับผิดชอบ และยังเปึนกระบวนการที่ทําให้ฝ์ายค้านเองต้องมีมาตรฐานในการทํางานและในการ ตัดสินใจ ทั้งในแง่ของบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้ติดตามงานนั้น ๆ ไปจนถึงการที่เรามี การประชุมคณะรัฐมนตรีเงาก็เพื่อที่จะให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดกระผมกราบเรียนท่านประธานว่าในอดีตมีหลายพรรคการเมืองที่เคยเปึน ฝ์ายค้าน หรือแม้กระทั่งพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่คิดจะทําครับ แต่ว่ายังไม่สามารถ ดําเนินการได้สําเร็จ กระผมและพรรคประชาธิปัตย์คิดดําเนินการในครั้งนี้เพื่อประโยชน์ ของความก้าวหน้าของระบบรัฐสภาของเรา เพื่อให้การทํางานของทั้งฝ์ายค้านฝ์ายรัฐบาล เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นก็เข้าใจดีว่าเมื่อเปึนเรื่องใหม่ก็อาจจะ มีความไม่เข้าใจหรือความสับสนอยู่บ้าง แต่ก็ขอความกรุณาครับว่า ผมอยากจะยืนยันว่า เรื่องนี้จะเปึนประโยชน์กับพวกเราทุกคนในวันข้างหน้า เพราะจะเปึนการพัฒนาการ ทํางานของบุคลากรทางการเมือง ที่เราเรียกว่านักการเมืองอาชีพให้เปึนที่ยอมรับ ให้เปึนที่ มั่นใจของพี่น้องประชาชน ดังนั้นก็อยากจะขอความกรุณาครับว่า อะไรซึ่งจะเปึนเรื่องที่ทํา ให้บ้านเมืองหรือการเมืองเดินไปข้างหน้าเราอย่ามาขัดขวาง ขัดขาหรือทําให้บ้านเมือง ของเราไม่สามารถพัฒนาไปสู่มาตรฐานที่สากลหรืออารยประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขเขาได้วางเปึน ประเพณีปฏิบัติไว้ ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพื่อที่จะต่อเข้าสู่เรื่องของการอภิปรายนโยบายของ รัฐบาลเลยครับ เพราะว่าการแถลงนโยบายในวันนี้ก็เปึนการแถลงนโยบายตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แล้วก็เปึนการแถลงครั้งแรกตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความเหมือนความต่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับฉบับก่อน หรือฉบับ ที่แล้ว ๆ มามีทั้ง ๒ ด้าน ในความเหมือนก็คือว่าคณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายก่อนเข้า บริหารราชการแผ่นดิน เพราะในวิถีทางของประชาธิปไตยวันนี้คือวันที่ท่านทั้งหลาย ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาเปึนเสียงข้างมาก หรือรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลกําลัง จะกลับมาบอกกับพี่น้องประชาชนผ่านผู้แทนของปวงชนชาวไทยว่า ท่านมีความตั้งใจ ในการบริหารจัดการนําพาประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไรใน ๔ ป้ข้างหน้า ซึ่งก็เปึน กระบวนการที่สําคัญเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะที่ท่านนั่งกันอยู่ข้างบนนั้นก็มาจาก เสียงสนับสนุนของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนย่อมมีสิทธิจะรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เรา ได้เคยพูดกันไว้ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งนั้น เมื่อมาจัดตั้งรัฐบาลแล้ว เมื่อมารวบรวม เปึนเสียงข้างมากแล้วจะดําเนินการต่อไปอย่างไร เพื่อประโยชน์ของเจ้าของอํานาจหรือ เจ้าของประเทศนี้ ท่านประธานครับ การแถลงนโยบายในวันนี้ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าจะต้องแถลงให้เห็นด้วยว่าจะดําเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐ หรือหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง แล้วก็ยังมีบทบัญญัติเพิ่มเติมซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้กล่าวไปในช่วงของการแถลงนโยบายเช่นเดียวกันว่าจะต้องมีการไปจัดทําแผนบริหาร ราชการแผ่นดิน และแผนการตรากฎหมายด้วย กระผมขอเริ่มต้นที่จะตั้งข้อสังเกตใน ๒ แง่มุม แง่มุมแรกทําความเข้าใจซักซ้อมเกี่ยวกับ การทํางานในเรื่องเทคนิค และในแง่มุมที่ ๒ ก็คือ ในเรื่องของภาพรวมนโยบาย ก่อนที่จะ ขอใช้เวลาในการอภิปรายนโยบายสําคัญ ๆ บางด้านก่อนที่จะให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ต่อไป

เรื่องแรก ที่เปึนข้อสังเกตนั้นก็คือจะขอพูดในเชิงเทคนิคเล็กน้อยนะครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจแล้วก็ทํางานด้วยดี กระผมกราบเรียนท่านประธานแล้วว่า พวกเรา ที่เปึนฝ์ายค้านในขณะนี้ต้องการเห็นการเมืองเดินไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นการทํางาน ของเราต่อจากนี้ไปเริ่มตั้งแต่วันนี้ครับในการอภิปราย เราอยากจะเห็นการเคารพในการ ปฏิบัติหน้าที่ของกันและกัน คือฝ์ายรัฐบาลและฝ์ายค้าน ถ้าเราสามารถทําให้กระบวนการ ในวันนี้มีความสร้างสรรค์และต่อเนื่องไป เปึนกระบวนการที่พี่น้องประชาชนมองเข้ามาแล้ว เกิดความศรัทธาในระบบรัฐสภามากยิ่งขึ้น ไม่ใช่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับบางภาพของ การประชุมสภาในอดีต กระผมคิดว่ามันจะเปึนการช่วยให้การเริ่มต้นการทํางานของ รัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้เปึนไปด้วยดี การที่เราจะทํางานด้วยดีนั้น นั่นหมายความว่า เราต้องสามารถที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา เราอาจจะมีข้อมูล ไม่เหมือนกัน เราอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องของความแตกแยกหรือ การทะเลาะ คุณค่าของระบอบประชาธิปไตยก็คือว่าคนที่มีอํานาจได้อํานาจนั้นไปอย่างจํากัด ได้อํานาจนั้นไปอย่างมีเงื่อนไขและพึงใช้อํานาจนั้นด้วยการให้เกียรติ ให้สิทธิเสรีภาพ แก่ฝ์ายต่าง ๆ ในการนําเสนอมุมมองที่หลากหลาย แล้วใช้ประโยชน์จากความหลากหลายนั้น เพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ หรือเพื่อประเทศชาติโดยส่วนรวม ดังนั้น เรื่องแรกที่ กระผมขอกราบเรียนไปยังรัฐบาลก็คือว่า นโยบายวันนี้เปึนเพียงส่วนหนึ่งครับ หลังจากนี้ ท่านต้องทําแผนการบริหารราชการแผ่นดินและแผนการตรากฎหมาย ใน ๒ แผนนั้นจะมี ความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าในแต่ละป้ที่ท่านจะเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินนี่ท่านจะทํา อะไรอย่างไรบ้าง และในการบริหารให้เปึนไปตามนโยบายนั้นจะต้องตรากฎหมายอะไรบ้าง ซึ่งหมายถึงการนําเสนอกฎหมายผ่านกระบวนการของรัฐสภาแห่งนี้ ขอความกรุณาว่า เมื่อท่านจัดทําแผนดังกล่าวเสร็จกรุณาได้แจ้งหรือได้ส่งให้สมาชิกรัฐสภาได้มีโอกาสรับทราบ กระผมย้ําประเด็นนี้เพราะว่ากระผมเคยขอจากท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่ว่าเวลาผ่านไปจนกระทั่งสภายุบไปก็ไม่เคยได้เห็น แผนต่าง ๆ ที่ได้มีการตกลงไว้ว่า จะดําเนินการให้พวกเราได้รับรู้รับทราบจะได้ทํางานกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้ เปึนประเด็นแรกครับ

ประเด็นที่ ๒ กระผมได้อ่านคําแถลงนโยบายแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจครับว่า มันได้เปึนไปตามเจตนารมณ์ของกระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูมาตรา ๗๕ วรรคสอง รัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ว่าในการแถลง นโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจงต่อรัฐสภา ให้ชัดแจ้งว่าจะดําเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เปึนไปตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในคําแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้นจะมีภาคผนวกที่เรียกว่า ภาคผนวก ข ครับ ที่บอกกว้าง ๆ ว่า นโยบายตามบทบัญญัติแต่ละมาตราของรัฐธรรมนูญ มีนโยบายของคณะรัฐมนตรีเขียนไว้ในหมวดใด หน้าใด เช่น สมมุติว่า เราสนใจว่านโยบาย ที่รัฐธรรมนูญกําหนดให้รัฐบาลต้องเขียนในเรื่องของกฎหมายและการยุติธรรมก็จะอยู่ใน มาตรา ๘๑ อย่างนี้เปึนต้น ทางรัฐบาลก็เสนอภาคผนวก ข มาบอกว่าอันนี้อยู่ในหมวด ๘ ข้อ ๘.๒ แต่ถ้าท่านย้อนกลับไปดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลยังไม่ได้บอกว่า จะดําเนินการใด ในระยะเวลาใด ตรงนี้ก็ขอติงเอาไว้นะครับเพื่อที่จะกราบเรียนท่านประธานว่า หวังว่าอย่างน้อยเมื่อเราเห็นแผนการบริหารราชการแผ่นดิน จะมีความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ มากยิ่งขึ้น มิฉะนั้นบทบัญญัติที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญเสมือนเปึนเจตนารมณ์ของประเทศ ในการขับเคลื่อนทิศทางของนโยบายนั้นจะไม่มีความหมายครับ เพราะรัฐบาลทุกชุดเลยครับ จะเขียนได้กว้าง ๆ ว่ามีนโยบายในเรื่องนั้น เรื่องนี้แล้วแต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะดําเนินการ ในระยะเวลาใดคือสําเร็จเมื่อไร เงื่อนเวลาในนโยบายฉบับนี้มีอยู่เรื่องเดียวก็คือ ท่านบอกว่า ในหมวด ๑ ท่านจะเริ่มดําเนินการในป้แรก ไม่ได้บอกด้วยจะเสร็จเมื่อไรนะครับ นี่ก็คือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสอดคล้องของรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ ๒ ครับ ก็คงจะต้องสอบถามทางรัฐบาลด้วยก็คือว่าเที่ยวนี้ รัฐบาลไม่มีบัญชีร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ในการแถลงตามมาตรา ๑๗๖ ตามมาตรา ๑๔๕ คือพระราชบัญญัติที่จําเปึนต่อการบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านทําบัญชีมาเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญว่าบังคับให้ ตราขึ้น แต่ไม่ได้เขียนกฎหมายที่จําเปึนต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ความสําคัญ ของมันคงมีอยู่ ๒ ด้านครับ

ด้านที่ ๑ ก็คือว่าอันนั้นเปึนการให้สิทธิรัฐบาลว่าถ้ารัฐบาลอยากจะตรา กฎหมายที่จําเปึนต่อการบริหารราชการแผ่นดินปรากฏว่าสภาไม่เห็นชอบ รัฐธรรมนูญ ก็ให้สิทธิรัฐบาลไว้ว่า ถ้าระบุเอาไว้ในนโยบายว่าเปึนเรื่องสําคัญสามารถให้มีการประชุม ร่วมเพื่อที่จะผ่านกฎหมายฉบับนั้นได้ ผมสันนิษฐานว่าทางรัฐบาลก็คงจะสละสิทธิในเรื่องนี้ คือไม่ใช้บัญญัติตามมาตรา ๑๔๕ ก็แน่นอนครับอันนี้ก็เปึนดุลยพินิจของทางฝ์ายรัฐบาล แต่อีกด้านหนึ่งมันก็น่าเสียดายครับ น่าเสียดายเพราะว่าการระบุกฎหมายตามมาตรา ๑๔๕ มันเปึนวิธีการที่จะให้รัฐบาลได้แสดงเจตจํานงอย่างชัดแจ้งในการจัดลําดับความสําคัญ ของการบริหารประเทศ เพราะถ้าวันนี้รัฐบาลระบุมาว่าฉบับไหนบ้างที่จําเปึนต่อการ บริหารราชการแผ่นดิน พวกกระผมในฐานะตัวแทนของประชาชนก็จะทราบทันทีว่ารัฐบาล ให้ความสําคัญกับเรื่องนั้น ให้น้ําหนักกับเรื่องนี้ คงเห็นเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญ คงเห็นเรื่องนี้ เปึนเรื่องเร่งด่วน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็กราบเรียนติงเอาไว้เปึนข้อสังเกตแรกในเชิงเทคนิค ที่เกี่ยวข้องกับความสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในกระบวนการที่เรากําลัง ดําเนินการอยู่ในขณะนี้

สําหรับข้อสังเกตข้อที่ ๒ ครับในภาพรวม ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลชุดนี้ เกิดขึ้นหลังวิกฤติทางการเมืองซึ่งส่งผลต่อความเปึนอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ทําให้ความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศว่าเรามามีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้วนี่ปัญหาต่าง ๆ จะแก้ไขได้ เขาคาดหวังว่ากระบวนการประชาธิปไตยจะเปึนกระบวนการที่ศักดิ์สิทธิ์ในแง่ของการเอา เจตจํานงของเขานํามาสู่นโยบายในทางปฏิบัติ ถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็คือว่าคาดหวังที่จะเห็น ว่าวันที่พวกเราทุกคนไปพบประชาชนแล้วก็ขอคะแนนเสียง โดยบอกกับพี่น้องประชาชน ว่าจะดําเนินการเรื่องนั้น จะดําเนินการเรื่องนี้ วันนี้คือวันที่เขาจะตรวจสอบว่าตกลงจะทํา หรือไม่ กระผมกราบเรียนว่าในช่วงของการหาเสียงนั้น ผมเองเดินสายไปหลายเวที ไม่เพียงแต่แสดงเจตจํานงว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสบริหารประเทศจะดําเนินการ อย่างไรบ้าง แต่ได้ไปร่วมในเวทีของการหาเสียงที่จัดขึ้นให้ทุกพรรคไปแสดงวิสัยทัศน์ บังเอิญท่านนายกรัฐมนตรีท่านปฏิเสธที่จะไปร่วมในเวทีต่าง ๆ กระผมจึงไม่มีโอกาสได้ฟัง ท่านนายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์หรือตอบข้อซักถามในเวทีเหล่านั้นด้วยตัวของ ท่านเอง ผมมีโอกาสก็เพียงแต่ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีมิ่งขวัญ แต่สําหรับพรรคการเมือง อื่น ๆ หัวหน้าพรรคหรือผู้แทนพรรคนั้นไปกันหลายเวที สิ่งที่ผมตั้งเปึนข้อสังเกตก็คือว่า หลายนโยบายที่พูดกันนะครับ โดยเฉพาะเวลาพูดแล้วถูกซักถามว่าทําจริงใช่ไหม เอาจริง ใช่ไหม มันหายไปครับ ก็อยากจะสอบถามว่าที่หายไปเปึนเพราะว่าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ไม่เห็นพ้องหรืออย่างไร ผมยกตัวอย่างว่าบางพรรคชูประเด็นเรื่องการปลูกป์าใช้หนี้ ซึ่งเปึนนโยบายที่ได้รับการขานรับสําหรับคนที่เปึนหนี้ สําหรับคนที่ต้องการที่จะแก้ปัญหา โลกร้อน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่วันนี้เมื่อร่วมอยู่ในรัฐบาล นโยบายนี้ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจน บางพรรคบอกว่าจะมีการดําเนินการในเรื่องของการปรับปรุงระบบโครงสร้างภาษีหรือ สร้างระบบในเรื่องของสิทธิประโยชน์บางเรื่อง ยกตัวอย่าง ขอประทานโทษใช้คําภาษาอังกฤษ เพราะเขาใช้ไว้คือเบบี้ บอล (Baby ball) วันนี้ก็ไม่ปรากฏอยู่ครับ เปึนแผนการซึ่งเคยไปขอ คะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชน แต่ไม่ปรากฏอยู่บางพรรคการเมืองไปไกลถึงขนาดที่จะ จัดรัฐสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อย่างทั่วถึงก็ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายฉบับนี้ แม้แต่ พรรคแกนนําซึ่งชูประเด็นว่าเพิ่มรายได้ ๔ เท่า ลดรายจ่าย ๔ เท่า อาจจะมีบางเรื่อง เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ได้มีการยืนยันผูกมัดว่านี่คือเปัาหมายของนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ที่ตั้งข้อสังเกตนี้ก็เพื่อจะติงเอาไว้ครับว่ากระผมไม่อยากจะให้ภาพลักษณ์ของการเมือง และนักการเมืองเปึนว่าเวลาหาเสียงพูดอะไรก็ได้ เมื่อได้คะแนนเสียงแล้ว เปึนรัฐบาลแล้ว จะทําหรือไม่ทําก็ได้ สิ่งที่กระผมเห็นก็คือว่านโยบายที่เขียนมาโดยรวมนั้นเปึนนโยบาย ที่พูดได้เต็มปากเต็มคําจากคนที่ติดตามนักการเมืองของทุกพรรคด้วยกันมาว่ามีส่วนร่วม ในการกําหนดอย่างชัดเจน เพื่อให้เปึนไปตามเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งมีค่อนข้างน้อยครับ ถ้าไม่นับในหมวด ๑ ที่เปึนนโยบายเร่งด่วนแล้ว แทบจะกล่าวได้ว่านโยบายทุกหมวด ที่ท่านเขียนเปึนการเขียนล้อตามรัฐธรรมนูญบ้าง เปึนการเขียนล้อตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติบ้าง แม้กระทั่งเมื่อสักครู่ในช่วงที่ท่านนายกรัฐมนตรีอ่านนโยบาย ผมก็ สังเกตเห็นว่าศัพท์แสงหลายอย่างอาจจะไม่เปึนที่คุ้นเคยนัก เพราะมันไม่ใช่ภาษาของ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีชุดนี้ที่มักจะใช้กันเวลาพูดถึงนโยบายกับประชาชน ความกังวลที่ตามมาก็คือว่า นอกจากเรื่องต่าง ๆ ที่หายไปอยู่ตรงไหนก็คือเรื่องที่เขียนอยู่ ตั้งแต่หมวด ๒ เปึนต้นไป ซึ่งต้องยอมรับว่าเขียนไปนี่คงน้อยคนที่จะไม่เห็นด้วย สร้างความสมานฉันท์ ทําเศรษฐกิจให้ดี สร้างโอกาสทางการศึกษา ปราบปรามยาเสพติด แต่ถ้าเปึนการเขียนเพียงเพื่อล้อตามถ้อยคําซึ่งฝ์ายต่าง ๆ เขาจัดมาให้ เราก็ย่อมมีความชอบ ที่สงสัยว่าจะดําเนินการด้วยความจริงจังมากน้อยแค่ไหน แต่ในส่วนของนโยบายเร่งด่วนนั้น ก็ต้องกราบเรียนว่าตรงนี้ยอมรับครับว่าอย่างน้อยที่สุดก็มีความชัดเจนว่าพรรคแกนนําได้ ยืนยันว่าทิศทางบางส่วนของรัฐบาลชุดนี้คือการเปึนทายาทของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ทักษิณ โครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนกองทุนหมู่บ้านเอสเอ็มแอล ธนาคารประชาชนหรือ เรื่องอื่น ๆ นั้นก็คงต้องการที่จะแสดงให้ชัดครับว่ารัฐบาลนี้เปึนทายาทของรัฐบาลทักษิณ จริง ๆ และจะสานเรื่องเหล่านี้ต่อ ซึ่งกระผมก็จะมีข้อสังเกตต่อไปเมื่อลงไปสู่ประเด็นของ การอภิปรายเปึนประเด็น ๆ ไป ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดที่เปึนข้อสังเกตรวม ก็เพื่อจะตั้งโจทย์ใหญ่ว่าถ้าที่มาลักษณะการเขียนการให้ความสําคัญของนโยบายเปึน อย่างนี้จุดที่จะเปึนบททดสอบความสําเร็จ ความล้มเหลวของรัฐบาลชุดนี้ก็คือว่า ท่านจะทําเพื่อใคร คําถามใหญ่ที่สุดในทุกเรื่องจากนี้ไปหลังจากวันนี้ก็คือว่าท่านจะทํา เพื่อใครทําเพื่อพี่น้องประชาชนที่มอบคะแนนเสียงมาบนความเข้าใจว่ามีหลายสิ่งหลาย อย่างที่ท่านทั้งหลายได้ไปพูดไว้ หรือทําเพื่อแก้ปัญหาในอดีตของตัวเองบ้าง ทําเพื่อกลุ่มตน พวกพ้อง พรรคพวกบ้าง ตรงนี้จะเปึนหัวใจสําคัญในการติดตามตรวจสอบและประเมิน นโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินของพวกเราในฐานะฝ์ายค้าน ผมกราบเรียน เสียเลยครับว่าขอให้ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมั่นใจว่าพรรคฝ์ายค้านจะติดตามตรวจสอบบนหลักเกณฑ์ บนกรอบความคิดที่กระผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ อย่าห่วงเลยครับ ในระบบรัฐสภา ไม่มีฝ์ายค้านชุดไหนล้มรัฐบาลได้ เพราะในระบบรัฐสภา รัฐบาลมีเสียงข้างมาก รัฐบาล จะล้มก็ด้วยเสียงของรัฐบาลเองที่ไม่เปึนเอกภาพ และในอดีตการล้มลงของรัฐบาลจากเสียง ที่ไม่เปึนเอกภาพเกิดจากเงื่อนไขการกระทําที่มาจากรัฐบาลเอง ดังนั้นมั่นใจเถอะครับ ตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่วินาทีนี้เปึนต้นไปที่พวกกระผมทําหน้าที่ ถ้าท่านทําหน้าที่อย่างดี มีประสิทธิภาพ ทํางานเพื่อพี่น้องประชาชน พวกเราจะสนับสนุน แต่เราจะไม่สนับสนุน การกระทําใด ๆ ซึ่งขัดต่อผลประโยชน์ส่วนรวม เปึนการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง หรือทําลายระบบสถาบันอันดีงามที่มีอยู่ในประเทศไทย ตรงนี้คือกรอบที่เราจะใช้ในการ ทํางานร่วมกันต่อไป กระผมขอเข้าสู่เนื้อของนโยบายในแต่ละด้านครับ ขอเริ่มต้นจาก เรื่องที่ผมและพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าเปึนเรื่องสําคัญที่สุดคือนโยบายเรื่องการศึกษา กราบเรียนตรง ๆ ว่ารู้สึกผิดหวังว่าก่อนหน้านี้ในช่วงแรก ๆ ของการร่างนโยบายรัฐบาล หรือบุคคลในรัฐบาลได้บอกว่าจะนําเรื่องนี้เปึน ๑ ในนโยบายเร่งด่วน แต่ว่านโยบาย ที่ท่านแถลงมาแล้วก็กําหนดเงื่อนเวลาในเรื่องของการดําเนินการในป้แรกนั้นไม่มีเรื่อง การศึกษาครับ ที่กระผมผิดหวังเพราะว่าผมถือว่าเรื่องการศึกษานั้นเปึนเรื่องที่สําคัญที่สุด แล้วเปึนสิ่งที่เราจะทําประโยชน์ให้กับอนาคตของประเทศชาติบ้านเมืองได้มากที่สุด กระผมเข้าใจดีว่านโยบายการศึกษานี่มันไม่มีทางทําแล้วเห็นผลในระยะสั้น แต่ไม่ได้ หมายความว่ามันไม่เร่งด่วนครับ ตรงกันข้ามท่านต้องถือเรื่องนี้เปึนเรื่องเร่งด่วน เพราะรู้ว่า ถึงท่านเริ่มต้นในป้แรกกว่าจะเห็นผลอาจจะเปึนในป้ที่ ๑๐ ป้ที่ ๑๑ ป้ที่ ๑๒ ก็ได้ แต่ยิ่งเริ่ม ช้าเท่าไรผลของนโยบายการศึกษาที่ดีก็ยิ่งช้าไปเท่านั้น สังคมก็จะมีความอ่อนแอหรือขาด ความเข้มแข็งไปเท่านั้น ฉะนั้นก็กราบเรียนว่า ๑. เราผิดหวังที่มันไม่อยู่ในนโยบายเร่งด่วน ประการที่ ๒ ก็คือว่าต้องยอมรับว่าในบรรดาการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องต่าง ๆ ของรัฐบาล ของพรรคไทยรักไทยนั้นหลายเรื่องอาจจะมีคําชื่นชมหรือการพูดถึงการประสบความสําเร็จ ของการบริหาร แต่เรื่องซึ่งเปึนปัญหาหลักและมีการประเมินครั้งใดก็บอกว่าเปึนปัญหา ของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็คือเรื่อง การศึกษา ๕–๖ ป้ที่ทําให้การปฏิรูปการศึกษารอบที่แล้ว ไม่บรรลุผล วันนี้จึงเปึนเรื่องใหญ่เรื่องเร่งด่วน เรื่องสําคัญที่ผมอยากให้รัฐบาลใส่ใจ และ สิ่งสําคัญที่สุดก็คือว่านโยบายการศึกษาจะไม่มีทางประสบความสําเร็จ ถ้าคิดว่าเรื่อง การศึกษานั้นแก้ไขได้ด้วยเงิน และการตลาด เพราะเรื่องของการสร้างคน สร้างอนาคต ลูกหลานของเรามันละเอียดอ่อน มันต้องการความเข้าใจ มันต้องการความเอาใจใส่มากกว่า การใช้เงินหรือการใช้การตลาด วันนี้ผมขอกราบเรียนท่านประธานถึงนโยบายการศึกษา ใน ๒ แง่มุมใหญ่ซึ่งกระผมเปึนห่วง

เรื่องแรกคือโอกาสทางการศึกษา เริ่มต้นจากตรงนี้ก่อน เรื่องนี้รัฐบาลต้อง ทําไม่ใช่ตามหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐนะครับ เรื่องนี้รัฐบาลต้องทําตามหมวดในเรื่องของ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย โดยเฉพาะสิทธิและเสรีภาพในการศึกษา บทบัญญัติ ที่บัญญัติเอาไว้ก็คือ มาตรา ๔๙ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่า สิบสองป้ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เหมือนกับ บทบัญญัติ มาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว พูดง่าย ๆ เรื่องนี้คือเรื่องเรียนฟรี เรื่องเรียนฟรีเปึนเรื่องที่รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วและกฎหมายบังคับให้เกิดขึ้นตั้งแต่ ป้ พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้มีการกําหนดว่าจะมีการเรียนฟรีตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลายก็คือ เปึนเวลา ๑๒ ป้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏช่วงที่พวกกระผมไปพบกับประชาชนในช่วง ๒ ป้ ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าเดินเข้าไปที่ไหน โรงเรียนไหนทุกคนต่อว่าหมดว่า การเรียนฟรีไม่จริง แม้แต่ในโรงเรียนรัฐ เพราะว่าการเรียนฟรีถูกตีความเพียงแค่ว่าไม่เก็บ ค่าเล่าเรียน แต่โดยสภาพข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลไม่จัดงบประมาณไปให้เพียงพอกับ การเรียนฟรี ก็จะต้องไปดําเนินการเก็บเงินจากผู้ปกครองนั่นแหละ แล้วก็ไม่ใช่เก็บตาม ความสมัครใจหรอกครับทุกคนก็ยอมรับว่ามันเชิงบังคับ สุดท้ายมันก็ไม่ใช่การเรียนฟรีจริง เพราะมันมีค่าใช้จ่ายที่แฝงอยู่จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ ผมกราบเรียนว่าเมื่อนโยบาย ของรัฐบาลบอกว่า วันนี้การศึกษาจะดําเนินการให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา ๑๒ ป้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขอให้เปึนการเรียนฟรีจริง พวกกระผมเห็นว่าเรื่องนี้เร่งด่วน เพราะเรื่องนี้นี่มันเปึนเจตนารมณ์ร่วมกันของคนทั้งประเทศมาหลายป้ ๕-๖ ป้แล้ว จากวันนี้ ไปจนถึงวันเป่ดเทอมใหม่ไม่ถึง ๙๙ วันใกล้เคียง เราเชื่อว่าทําได้และขอให้รัฐบาลทํา ๑๗ พฤษภาคม ที่จะเป่ดเทอมนี่เราอยากจะเห็นสิทธิของลูกหลานของเราตามรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นจริง นั่นคือการเรียนฟรีจริงไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง กระผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้เปึน เรื่องซึ่งขอให้เริ่มดําเนินการทําเร่งด่วน เสร็จจากการแถลงนโยบายอยากให้ท่านสํารวจไป เลยครับว่าค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมดและภาระของผู้ปกครองนี่มีเท่าไร แล้วใน ๙๐ กว่าวัน ข้างหน้านี่ครับ จัดงบประมาณให้พอ รัฐบาลมีความคิดในการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว และรัฐบาลก็มีเสียงข้างมากพอที่จะผ่านงบประมาณกลางป้ ถ้าท่านจะจัดงบประมาณ กลางป้มาเพื่อให้ลูกหลานเราได้เรียนฟรีจริงในเดือนพฤษภาคมนี้นะครับ ผมยืนยันตรงนี้ เลยครับ ฝ์ายค้านจะยกมือให้ ขอให้จัดมา นั่นคือประเด็นแรกที่อยากจะกราบเรียนในเรื่อง ของโอกาสทางการศึกษา

ประการที่ ๒ ครับ เรื่องโอกาสทางการศึกษานั้นก็แปลกใจอยู่ว่าในขณะที่ รัฐธรรมนูญเขียนว่าเรียนฟรีไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้ และในช่วงที่พวกเราไปพบปะประชาชน ทุกพรรค ไม่มีพูดต่ํากว่า ๑๒ ป้ล่ะครับ ประถม มัธยมนี่พูดอยู่แล้ว อนุบาลก็พูดกัน ทุกพรรค มีบางพรรคไปไกลถึงมหาวิทยาลัย แต่ทําไมวันนี้รัฐบาลเขียนนโยบายมาไม่ใช้ คําว่า อย่างน้อย ๑๒ ป้ แต่จํากัดไว้ที่ ๑๒ ป้ อยากให้ทบทวนครับ ให้ความสําคัญกับเรื่อง นี้ ทําเรื่องนี้สําหรับอนาคตของลูกหลาน สําหรับความเข้มแข็งของบ้านเมืองของเรา ผมกังวลว่าที่ท่านจํากัดอยู่ ๑๒ ป้นี่กําลังเปึนกรอบที่จะมาสร้างปัญหาให้กับตัวท่านเอง เพราะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปให้สัมภาษณ์แล้วว่าเมื่อจํากัดอยู่ ๑๒ ป้ แต่มีความประสงค์อยากจะให้เด็กอนุบาล ก็เลยอยากจะขอทบทวนว่าที่เรียนฟรี ตั้งต้น กันไว้ที่ประถมจนจบมัธยมปลายนี่จะขอเปลี่ยนเปึนอนุบาลถึง ม. ต้น ความจริงเรื่องนี้ ไม่น่าจะมาสร้างปัญหาและความสับสนในขณะนี้เลยครับ เพราะเรื่องนี้นี่มันเคยเกิดขึ้นแล้ว มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ท่านหนึ่งไปนั่งอยู่ประมาณ ๓ เดือน ไปจุดประเด็นนี้ ขึ้นมาแล้วก็สร้างปัญหาอย่างนี้ครับ รัฐมนตรีท่านนั้นก็คือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร และหลังจากนั้นมาปมปัญหานี้ก็เลยยังเปึนปมปัญหาที่ค้างอยู่ ผมก็สันนิษฐานว่า ท่านเอาเรื่องนี้มาพูดต่อ แต่วันนี้บ้านเมืองเดินมาไกลกว่าที่จะกลับกลับไปสู่ตรงนั้นครับ ถ้าท่านอยากจะให้การศึกษาอนุบาลฟรีกรุณาทําเปึน ๑๔ ป้ หรือ ๑๕ ป้เถอะครับ ทบทวน ตรงนี้เสียว่าไม่ใช่ ๑๒ ป้ แต่อย่างน้อย ๑๒ ป้ เพราะรัฐธรรมนูญก็บัญญัติเอาไว้อย่างนั้น อยู่แล้ว และถ้าท่านไปทําอย่างที่ท่านพูดคือให้จบที่ ม. ต้นนี่ครับ มันจะเปึนเรื่องอันตราย อย่างยิ่งสําหรับการศึกษาของเราในอนาคต เพราะนั่นหมายความว่า ม. ปลายไม่ฟรี ม. ปลายเปึนจุดที่ล่อแหลมที่สุดครับ เพราะ ม. ปลายคือวัยเด็กที่สามารถเริ่มต้นทํางานได้ เสี่ยงที่สุดต่อการที่จะถูกแรงกดดันทางเศรษฐกิจและครอบครัวให้ไปหางานทําแล้วออก จากโรงเรียน เพราะถ้าอยู่ในโรงเรียนไม่เรียนฟรี นอกจากจะหารายได้ให้ครอบครัวไม่ได้ แล้วยังเปึนภาระของครอบครัวด้วย ขอให้ทบทวนเรื่องนี้ครับ ถ้า ๒-๓ วันนี้ทบทวนตัดสินใจใหม่ ได้ประกาศเลย พวกกระผมจะมีความสบายใจมากว่าเด็ก ม. ปลายจะได้เรียนฟรีตาม แนวทางที่เราทํากันมาและจะไม่มีการทบทวนเรื่องนี้

ถัดมาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คือว่า ท่านก็พูดถึงเรื่องโอกาสของเยาวชนผ่าน กองทุนให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ ในอนาคต ตรงนี้ก็สําคัญอีกครับ เพราะกองทุนกู้ยืมเพื่อ การศึกษาที่มีอยู่ในขณะนี้มีอยู่กองทุนเดียวที่มีกฎหมายรองรับเรียบร้อยแล้วงานได้ คือ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เรียกสั้น ๆ ว่า กยศ. แนวคิดเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีชวน กฎหมายมาเสร็จในสมัยรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร กองทุนนี้ให้เงินกู้ยืม แก่เด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่ยากจน ให้ตั้งแต่ ม. ปลายขึ้นไป จนจบปริญญา และให้กู้ไม่ใช่เฉพาะค่าเล่าเรียนครับ แต่ค่ากินอยู่ด้วย แต่ว่าจะด้วยเหตุผล อะไรก็แล้วแต่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณอยากจะตั้งกองทุนกู้ยืมขึ้นมาอีก กองทุนหนึ่ง เรียกสั้น ๆ ว่า กรอ. หรือกองทุนให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต ความต่าง ก็คือ กรอ. บอกว่านอกจากจะให้เด็กที่ยากจนแล้วให้เด็กทุกคน เฉพาะที่เข้ามหาวิทยาลัย และความต่างอีกประการหนึ่งก็คือให้เฉพาะค่าหน่วยกิต คือค่าเล่าเรียนไม่ให้ค่ากินอยู่ สุดท้ายรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ก็จับ ๒ กองทุนนี้มารวมกัน และแน่นอน ก็ต้องใช้ กยศ. เปึนหลักเพราะ กยศ. มีกฎหมายรองรับอยู่ กระผมก็กราบเรียนท่านประธานว่า ท่านรัฐมนตรีอย่าติดยึดกับเรื่องชื่อหรือว่าใครเปึนคนเริ่มต้นอะไรไว้ครับ กองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษา กยศ. นี่ใช้เปึนฐานเถอะครับเพราะมีกฎหมายรองรับอยู่แล้วอยากจะปรับเปลี่ยน วิธีการบริหารในเรื่องการกู้เงิน เงื่อนไขการกู้ การชําระเงิน ใช้กองทุนนี้ได้ อยากจะขยาย ให้ทุกคนได้กู้ กระผมก็ไม่ขัดข้อง เพียงแต่อย่าไปตัดเงินในส่วนที่เปึนเงินกู้สําหรับค่ากินอยู่ เพราะเด็กที่เข้าในมหาวิทยาลัยนะครับ มันไม่ใช่เฉพาะค่าหน่วยกิตหรอกครับที่เปึนภาระ ของเขาส่วนใหญ่จากบ้านอยู่หอต้องหาที่อยู่ ต้องกินอยู่ ถ้าโชคดีก็อาจจะมีงานทําซึ่ง สามารถทําให้ไม่กระทบกับการเรียนของตัวเอง เพราะฉะนั้นอย่ายึดติดกับ กรอ. ครับ จะเรียกชื่อกองทุน กยศ. เปลี่ยนชื่อกระผมก็ไม่ขัดข้อง จะให้ทุกคนกู้ก็ไม่ขัดข้อง แต่ขอให้ เด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนได้กู้และมีค่ากินอยู่ต่อเนื่องต่อไป อันนี้เพื่อทําความเข้าใจ ว่าเรื่องของโอกาสทางการศึกษานั้น นโยบายที่เขียนอยู่และสิ่งที่ท่านให้สัมภาษณ์นี่ยังสร้าง ความวิตกกังวลให้กับพวกเรา

อีกเรื่องหนึ่งสั้น ๆ ครับ ก็คือเรื่องทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศนั้น กระผมทราบดีว่ามันเคยมีโครงการหนึ่งอําเภอหนึ่งทุนนะครับ ซึ่งก็กราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วก็สามารถดําเนินการต่อได้ และขอให้ทําอย่างที่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ ก็คือว่าจัดเปึนเรื่องงบประมาณให้เรียบร้อยครับ อย่าไปผูกนี้ติดกับเรื่องหวยบนดิน ทําให้ เปึนเรื่องของกระทรวงศึกษาเสีย แล้วก็ไปทบทวนปัญหาในอดีตที่ผ่านมาว่าที่เด็กไปแล้ว ในที่สุดกลับมา หรือในกรณีที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือมีปัญหาเพราะปรับตัวไม่ได้ ทําอย่างไร ไม่เพียงแต่จัดเงิน แต่จัดระบบการดูแลคัดเลือกเด็ก และเข้าไปช่วยดูแลว่าเด็กสามารถปรับตัวได้ เรียนได้ เวลากระผมเดินทางไปต่างประเทศก็จะขอเยี่ยมเด็กที่ไปในโครงการเหล่านี้เสมอเพื่อให้ กําลังใจครับ และผมคิดว่าการจัดระบบการดูแลในหลายประเทศจะยังเปึนเรื่องที่มีความจําเปึน นี่คือเรื่องของโอกาสทางการศึกษา

อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับการศึกษาก็คือเรื่องคุณภาพ ตรงนี้สิ่งที่กระผม กราบเรียนไว้เปึนข้อสังเกตก็คือว่า การเขียนเรื่องของคุณภาพการศึกษา เขียนไว้ในเชิง นามธรรม แต่ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้นก็คงต้องไปดูทั้งในเรื่องของคุณภาพเด็ก ซึ่งก็ขอเสนอว่า ท่านคงต้องประสานงานกับกระทรวงอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้พัฒนาการของเด็กตั้งแต่ เด็กเล็กโดยเฉพาะในเรื่องโภชนาการ เรื่องสมอง ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างครบถ้วน แต่ว่าส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องครูครับ นโยบายฉบับนี้ในข้อ ๒.๑ นโยบายการศึกษา เขียนเรื่อง ครูน้อยมาก ไม่ได้แสดงออกว่าได้รับรู้ถึงปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนที่เกิดขึ้นจากปัญหา การกระจายครูว่าจะแก้ไขอย่างไร ไม่ได้มีการพูดถึงว่าจะทําอย่างไรให้ครูของเรานั้น สามารถที่จะมีโอกาสได้รับการอบรมเพื่อปรับปรุงทักษะต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในเรื่องของ คุณภาพการศึกษา และกระผมฝากไว้เลยครับ นโยบายหนึ่งซึ่งพวกกระผมพูดมากแล้ว ไปที่ไหนก็เปึนที่พึงพอใจของเพื่อนข้าราชการครู ก็คือขอให้ท่านไปทบทวนภาระงานของครู โดยเฉพาะงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน การสอนขณะนี้เยอะมาก จะเปึนงานธุรการ งานบริหาร งานรอรับการประเมินงานสังคม งานมวลชนต่าง ๆ กระผมใช้นโยบายสั้น ๆ ว่า ควรจะมีนโยบายคืนครูให้นักเรียน ขอความกรุณารับข้อเสนอนี้ไปนะครับ เพราะว่าไม่ได้ เขียนปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ในนโยบายการศึกษา ถ้ารับไปกระผมเชื่อว่าจะเปึนประโยชน์ อย่างยิ่งกับเรื่องของคุณภาพการศึกษา ซึ่งในส่วนดีก็มีนะครับ เรื่องหลักสูตรได้เขียนเอาไว้แล้ว แล้วก็เรื่องของการขยายบทบาทขององค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรทางด้านการบริหาร จัดการองค์ความรู้ก็ดี เรื่องพิพิธภัณฑ์ เรื่องศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ เรื่องเหล่านี้ ซึ่งเริ่มต้นมาดีนะครับ ขอให้ขยายแล้วก็ขอให้เด็กส่วนใหญ่ได้เข้าถึง สังคมส่วนใหญ่ได้เข้าถึง ก็จะเปึนประโยชน์ แต่ว่าเรื่องของครูนั้นขอความกรุณาว่าคงต้องให้ความสําคัญมากกว่า ที่มองเห็นอยู่ในนโยบายที่แถลง

สุดท้ายเรื่องการศึกษาครับ ก็คือเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่นเดียวกัน เทคโนโลยีสารสนเทศท่านก็เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า จะจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประกอบการเรียนการสอนให้โรงเรียนอย่างทั่วถึงซึ่งเปึนเรื่องที่จําเปึน ปัจจุบันเด็กนักเรียน ยังขาดแคลนเรื่องของอุปกรณ์เรื่องคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีสารสนเทศค่อนข้างมาก ถ้าดู สัดส่วนมีตัวเลขที่บอกว่ามีคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่อง เด็กใช้กันถึง ๔๐ คน ควรจะลดลงมา อย่างน้อยในระยะของรัฐบาลนี้ให้เหลือสัก ๑๐ คนต่อ ๑ เครื่องเพราะฉะนั้นนโยบายแนวคิด เรื่องของการจัดหาคอมพิวเตอร์นั้นพวกกระผมสนับสนุนยิ่งไปดูนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่พูดถึงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พวกกระผมก็สนับสนุนเช่นเดียวกัน แต่ที่เปึนห่วง คือคําสัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีเวลาท่านรัฐมนตรีสัมภาษณ์ท่านไม่พูดเรื่องการจัด คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ท่านพยายามจะไปพูดเหมือนกับที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณพูด คือจัดคอมพิวเตอร์ให้เด็กความแตกต่างง่ายนิดเดียว ท่านประธานหลับตานึกภาพ สําหรับพวกกระผมนี่ความขาดแคลนคอมพิวเตอร์ ถ้าวันนี้กระทรวงศึกษาธิการเอาใจใส่ เดินหน้าเสนอโครงการที่เอาคอมพิวเตอร์เข้าไปในโรงเรียน เข้าไปสู่โรงเรียนเพื่อให้มี เครื่องใช้มากเพียงพอหรือมากขึ้น

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (แบบสัดส่วน) ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

มีประเด็นอะไรครับ ท่านต้อง บอกด้วยนะครับว่าประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองต้องขอประทานโทษท่านหัวหน้าพรรคฝ์ายค้าน จริง ๆ ไม่อยากขัดท่านหรอกครับ ฟังดูก็เพลิดเพลินดีแล้ว แต่ผมคิดว่า การเอ่ยชื่อบุคคลที่เขาไม่ได้อยู่ในสภาแห่งนี้ แล้วตําหนิเขา ซึ่งตําหนิมาทั้งป้ยังไม่พออีกหรือครับ ผมอยากจะขอความกรุณาท่าน ให้ความเปึนธรรมบ้างเถอะครับ การพูดถึงคนอื่นและให้คนอื่นเขาเสียหายโดยเขาตอบโต้ ไม่ได้นั้นขอความกรุณาได้งดเถอะครับ ผมได้ฟังท่านพูดหลายคําแล้วครับ ตําหนิท่านทักษิณ หลายรอบท่านก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ครับ ขอความกรุณาครับ ขอบพระคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับก็เปึนประเด็น ในเรื่องของการบริหารแล้วก็เพื่อให้บรรยากาศในการประชุมสภาก็ขออนุญาต ท่านหัวหน้าพรรคครับ ก็พอนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ขอความกรุณาท่านนะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงกระผมก็ไม่ได้อยากเอ่ยถึงหรอกครับ แต่ว่าเปึนข้อเท็จจริง เปึนข้อเท็จจริง ผมเอ่ยถึงท่าน ๒ เรื่อง เปึนข้อเท็จจริงทั้ง ๒ เรื่อง

เรื่องแรกก็คือว่า ท่านเปึนรัฐมนตรีที่มาเสนอทบทวนเรื่องของการเรียนฟรี ใน ม. ปลาย ผมไม่ได้ตําหนิท่านนะครับ ท่านบอกว่าอยากได้เปึนอนุบาลถึง ม. ต้น ในขณะที่เขาทํามาคือ ประถมถึง ม. ปลาย

เรื่องที่ ๒ ก็คือท่านเปึนคนต้นคิดในเรื่องของการแจกเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้กับเด็ก จะผิด จะถูก จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยสุดแล้วแต่ ผมเพียงแต่เสนอข้อเท็จจริง แล้วก็กราบเรียนต่อไปครับว่า ความคิดที่กระผมบอกว่าจัดซื้อคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน จะเปึนประโยชน์ก็คือว่า ถ้าเราสามารถจัดซื้อคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนเด็กทุกคนจะมี โอกาสได้ใช้มากขึ้น แล้วในโรงเรียนจะมีความพร้อมอยู่แล้วในการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และที่สําคัญก็คือว่าถ้าเรามีศูนย์คอมพิวเตอร์ให้เด็กใช้ในโรงเรียนแล้วก็สามารถให้เด็ก ใช้นอกเวลาเรียนได้หรือแม้กระทั่งวันเสาร์ วันอาทิตย์ได้ จัดระบบการสอดส่องดูแล เราก็ จะมีความมั่นใจว่าเด็ก เยาวชนของเรานี้ได้ใช้คอมพิวเตอร์อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดและมี คนที่คอยสอดส่องดูแลด้วย ในทางกลับกันถ้าเราเอาเงินก้อนเดียวกันไปซื้อคอมพิวเตอร์ ๑ ล้านเครื่องเพื่อแจกเด็ก นั่นหมายความว่าเด็กอีกประมาณ ๙ หรือ ๑๐ ล้านคน ในโรงเรียนที่ไม่ได้รับแจกไปก็เสียโอกาส เด็กที่ได้รับไป ๑ ล้านคน เอากลับไปบ้าน ก็อาจจะไม่มีอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อ และที่สําคัญก็คือว่าการใช้คอมพิวเตอร์ ตรงนั้นก็ อาจจะเปึนการใช้ซึ่งไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่อาจจะคอยช่วยเหลือดูแล เพราะก็เปึนความกังวล ของสังคมอยู่แล้ว พวกเราเปึนผู้แทนไปหาเสียง ไปพบปะประชาชน ผู้ใหญ่กังวลอยู่แล้วว่า เด็กใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวันไม่รู้ว่าเรื่องอะไร อันนี้คือสิ่งซึ่งอยากจะกราบเรียน เพื่อชี้ให้เห็นครับว่า ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีทบทวนนะครับ อย่างที่กระผมกราบเรียนครับ อย่าไปยึดติดเรื่องของการตลาด ขอให้ทําเรื่องที่เปึนประโยชน์ตามความเปึนจริงในระยะยาว แล้วพวกกระผมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับ ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องของนโยบายการศึกษาที่ อยากจะกราบเรียนนะครับ ผมทิ้งประเด็นในเรื่องของสังคมไว้นิดเดียวครับ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เรื่องการศึกษาโดยตรงกังวลใจนิดหน่อยว่า เหมือนกับที่ความชัดเจนในเรื่องของครู ไม่มีในนโยบายการศึกษา นโยบายด้านอื่น ๆ เช่น ด้านสาธารณสุขก็ไม่ได้เขียนในเรื่อง ของแพทย์หรือบุคลากรทางสาธารณสุขไว้อย่างชัดเจนเท่าไรนัก ยกเว้นกรณีของ อสม. ซึ่งพวกกระผมก็หวังเปึนอย่างยิ่งว่าท่านจะเดินหน้ามีค่าตอบแทนให้กับ อสม. อันนี้เปึน เรื่องซึ่งอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลในส่วนของนโยบายการศึกษา

มาที่นโยบายเศรษฐกิจครับ เมื่อเช้านี้ท่านนายกรัฐมนตรีเริ่มต้นอารัมภบท ก่อนจะแถลงนโยบายนั้นก็ได้เห็นปัญหาว่า รัฐบาลก็มีความกังวลอยู่กับสิ่งที่ต้องเผชิญ ในแง่เศรษฐกิจจากนี้ไป พูดถึงปัญหาวิกฤติที่อาจจะเกิดมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พูดถึงปัญหาที่ตกค้างมา พูดถึงความสําคัญในการที่จะทําให้ประเทศของเรานั้นมีขีด ความสามารถในการแข่งขัน แต่กระผมก็กราบเรียนครับว่าที่จริงแล้วรัฐบาลนี้ก็มีโอกาส แล้วจังหวะเวลาขณะนี้ สถานการณ์ขณะนี้ก็เปึนโอกาสในหลาย ๆ ด้าน สําหรับรัฐบาล เหมือนกัน

ประการแรกเลยการที่เราหวนกลับคืนสู่รูปแบบการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขที่สากลยอมรับ มันเปึนตัวช่วยในเรื่อง ของความเชื่อมั่นอย่างมหาศาลในตัวอยู่แล้ว ท่านประธานจะเห็นครับว่าบรรดาประเทศ ต่าง ๆ ทันทีที่เรากลับสู่ระบบนี้ เขาก็จะสามารถดําเนินการหลายอย่างกับเราได้ทันที เช่น สหรัฐอเมริกาก็จะพูดถึงการคืน เรื่องของความช่วยเหลือต่าง ๆ ในยุโรปบรรดาผู้บริหาร ของประเทศก็จะสามารถเดินทางมาพบปะเข้ามาเยี่ยมเยือนประเทศไทยได้หลังจากที่ ถูกห้ามหรือมีข้อห้ามว่างเว้นไปในช่วงที่เปึนการปฏิวัติ เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนโอกาสทอง ที่รัฐบาลต้องฉกฉวยในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น เพราะสถานการณ์ของการกลับคืน สู่รูปแบบประชาธิปไตยเปึนใจอยู่แล้ว และในบางเรื่องครับแม้ว่าจะเปึนปัญหา เช่น ราคาน้ํามันมันก็มาพร้อม ๆ กับโอกาส เพราะสถานการณ์ราคาน้ํามันในขณะนี้มีผล ช่วยฉุดให้ราคาพืชผลดีขึ้นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าใครจะเปึนรัฐบาล เพราะฉะนั้นเงื่อนไข ต่าง ๆ เหล่านี้คือโอกาสที่รัฐบาลควรจะฉกฉวยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่น เปึนเรื่องแรกที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการในทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระผมขอกราบเรียนว่าขณะนี้ มันมี ๒ ประเด็นหลักที่รอคอยรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่น

เรื่องแรก ก็คือปัญหาที่พี่น้องประชาชนบ่นมากที่สุด คือเรื่องของแพง ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงทราบเรื่องนี้ เมื่อวานท่านก็ได้ออกโทรทัศน์พูดถึงเรื่องนี้บ่นไปกับ ประชาชนด้วยว่ามีปัญหาของแพง ราคาสินค้าต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาตรงนี้ทําลาย ความรู้สึก ความเชื่อมั่น ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ส่งผลกระทบต่อการหมุนเวียน ของเงินในระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลก็แถลงนโยบายไว้เรียบร้อยนะครับ แต่ว่าเขียนกว้าง ๆ ไว้ในข้อ ๑.๔ ว่าจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการโดยดูแล เสถียรภาพของค่าเงินบาท ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาพลังงานให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสม เมื่อวานท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ขยายความเล็กน้อย ความคิดท่านเรื่องของ เศษสตางค์ การขึ้นราคาที่ไม่เปึนธรรมเพราะขึ้นมากกว่าต้นทุน เนื่องจากมีการปัดเศษ แล้วก็บอกว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กําลังจะไปดําเนินการเรื่องนี้ ผมก็ทราบว่าจะมีการประชุมกับทางผู้ประกอบการ เพื่อจะดูว่าจะขึ้นราคาสินค้าหรือไม่ขึ้น ราคาสินค้าอย่างไรให้สะท้อนต้นทุนอย่างเปึนธรรมก็ถูกต้อง แต่มันมีเรื่องซึ่งผมคิดว่า รัฐบาลคงต้องย้อนไปดูตั้งแต่ต้นน้ําให้มากที่สุด คือการตรวจสอบต้นทุนนั้นจะมีต้นทุน ตัวหนึ่งซึ่งท่านประธานและพวกเราทุกคนจะทราบในขณะนี้ว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แน่นอนนั่นก็คือเรื่องของพลังงาน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นครับ ตอนนี้ราคาน้ํามันแก๊สหุงต้ม ไฟฟัา ค่าขนส่งมันจะส่งต่อมายังราคาสินค้าหมด และถ้าปัดเศษหรือไม่สามารถไปปัองกัน ไม่ให้เขาปัดเศษได้ การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้ามันก็จะยิ่งเพิ่มสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุน เหล่านี้ ประเด็นก็คือว่ารัฐบาลมีความคิดในเรื่องของการจัดการเกี่ยวกับราคาพลังงาน อย่างไร เรื่องนี้บังเอิญเปึนเรื่องที่พวกกระผมนี่พูดมากที่สุดในช่วงของการเลือกตั้ง และเราเข้าใจดีว่ารัฐบาลเองต้องรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนต้องประหยัดพลังงาน ต้องพยายามที่จะลดการพึ่งพาในแง่ของพลังงานที่นําเข้า รวมไปจนถึงเรื่องของการที่จะต้อง ระมัดระวังไม่ให้การเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดเปึนไปในทางที่ผิด หรือเปึนอันตราย หรือไม่ยั่งยืน หรือเสียวินัย แต่เราเชื่อว่ามันอยู่ที่มุมมองวิธีการคิดและการจัดการครับ วันที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปที่กระทรวงแล้วก็ให้สัมภาษณ์ ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานว่า ผมยังนึกชมเชยอยู่ในใจว่าการให้สัมภาษณ์ของท่านนั้นดูจะมี ความเข้าอกเข้าใจปัญหาของพี่น้องประชาชนมากกว่าคําสัมภาษณ์ของอีกหลาย ๆ ท่าน คือท่านไปถึงวันแรกท่านเข้าใจทันทีเลยว่าเรื่องใหญ่สําหรับชาวบ้าน ก็คือทําอย่างไรลดราคาแก๊สหุงต้มหรืออย่าให้แก๊สหุงต้มขึ้นราคา รู้ว่าพี่น้องประชาชน เดือดร้อนจากเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็เข้าใจครับ ท่านก็ไม่ผลีผลามที่จะไปบอกว่าท่านจะทํา อย่างนั้นอย่างนี้โดยไม่ฟังข้อมูลให้รอบด้านก่อน ผมก็คิดว่าเปึนท่าทีที่เหมาะสม แต่ว่า จากนี้ไปแหละครับคือจุดที่ท่านจะต้องตัดสินใจ ที่ผ่านมาพอรัฐบาลจะดําเนินการ ในเรื่องนี้มันมักจะมีการทําความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลจะต้องไปแทรกแซงกับ กลไกตลาดอยู่ตลอดเวลาที่จริงไม่ใช่ครับ อย่างกรณีน้ํามันนี่ครับสิ่งที่เรานําเสนอก็คือว่า ลดภาระประชาชน แทนที่ประชาชนที่ใช้น้ํามันบางตัวโดยเฉพาะดีเซล หรือแก๊สโซฮอล์ ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ํามันซึ่งเปึนภาระเพิ่มเติมขึ้นสําหรับประชาชน ในภาวะอย่างนี้ รัฐบาลเลิกเก็บเสีย เบนซินเราไม่ว่าเอาเฉพาะดีเซลกับแก๊สโซฮอล์ทําเสีย ตรงนี้ขอให้ ท่านรัฐมนตรีไปพิจารณานะครับ และผมยืนยันว่าไม่เปึนการแทรกแซงกลไกตลาดครับ เพราะการแทรกแซงกลไกตลาดเกิดขึ้นวันที่รัฐบาลตัดสินใจไปเก็บเงินเพิ่มจากประชาชน เข้ากองทุนน้ํามัน เพราะนั่นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกลไกตลาด ถ้าทําตรงนี้นี่ก็จะลดต้นทุน ในบางส่วนเพื่อทําให้มันเปึนลูกโซ่ล่ะครับ เราก็หวังว่าตรงนี้จะช่วยลดต้นทุนเรื่องขนส่ง ลดต้นทุนในเรื่องสินค้าบริการได้ด้วย ที่สําคัญไปกว่านั้นก็คือว่าในกรณีของแก๊สหุงต้มนั้น รัฐบาลในอดีตได้ถือว่าเปึนสินค้าสําคัญครับ ใช้ในครัวเรือน ใช้ในการทําอาหารล่ะครับ หรือใช้สําหรับพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในตลาดทําข้าวแกงให้กับพวกเราที่ไปแวะกินกันตามถนน หรือในตลาด แก๊สหุงต้มไม่มีทางเปึนสินค้าที่ใช้ฟุ์มเฟ๋อยครับถ้าใช้สําหรับหุงต้ม ในครัวเรือน ตรงนี้ในอดีตรัฐบาลก็จะชดเชยเรื่องค่าขนส่งแล้วก็จะตรึงราคาไว้ วันนี้กําลังมี การเปลี่ยนแนวความคิดว่าจะต้องลอยตัวให้เปึนไปตามราคาในตลาดโลก กระผม กราบเรียนผ่านไปยังทางรัฐบาลครับว่า ขอให้ตัดสินใจให้ชัด พวกกระผมมีความเห็นว่า แก๊งหุงต้มในขณะนี้ที่ได้มาส่วนใหญ่เปึนแก๊สธรรมชาติของเรา คําว่า เรา คือคนทั้งประเทศครับ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ต้นทุนของการได้แก๊สธรรมชาติเปลี่ยนมาเปึน แก๊สหุงต้มตัวนี้ไม่ได้สูงไปกว่าราคาที่เราเคยซื้อขายกันล่ะครับก่อนหน้าที่จะมีการบอกเริ่ม ลอยตัวแล้วก็ขึ้นไปถังละ ๒๐ บาท ผมยืนยันครับว่าวันนี้ควรจะเปึนสิทธิของคนของเรา ที่ได้ใช้แก๊สของเราในราคาที่ถูก เหมือนกับหลายประเทศที่เขามีน้ํามันเปึนของตัวเอง เขาไม่คิดขายน้ํามันให้กับคนของเขาในราคาที่ขายให้กับคนอื่น มิฉะนั้นคงไม่เกิดปัญหา อย่างที่การลักลอบน้ํามันเข้ามาจากมาเลเซียหรอกครับ เพราะมาเลเซียก็ใช้น้ํามันขายให้ คนของเขาในราคาถูก ตัดสินใจให้เด็ดขาดในเรื่องนี้ครับ ส่วนการจะไปจํากัดการใช้ ในรถยนต์หรือในโรงงานตรงนั้นไม่ว่ากันครับ ถ้าเกรงว่าจะทําให้เกิดความไม่เหมาะสม หรือการทําให้เกิดความสิ้นเปลืองหรือไม่พอ ขอให้ดําเนินการในเรื่องนี้ เช่นเดียวกันนะครับ ทั้งเรื่องน้ํามัน เรื่องแก๊สนี่ พวกเราก็เชื่อว่าสามารถทําเปึนเรื่องเร่งด่วน แล้วก็ถือว่าเปึน ของขวัญให้กับพี่น้องประชาชนได้ในโอกาสที่ถือว่าได้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง กลับมาบริหารประเทศ รวมทั้งเรื่องไฟฟัาครับ ซึ่งทุกพรรคก็หาเสียงนะครับ ไม่ใช่แค่ว่า จะไม่ขึ้นอย่างที่มีการวางแผนกัน แต่ว่าส่วนลดต่างๆ โดยเฉพาะคนใช้ไฟน้อย คนยากคนจนนั้น ก็ขอให้ดําเนินการทั้งหมดเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคหรือประชาชนที่จับจ่ายใช้สอยสามารถที่จะ ลืมตาอ้าปากช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ ผมขอฝากอีก ๒ เรื่องเท่านั้นครับ ในเรื่องของความเชื่อมั่นที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนของประชาชน ๑. คือเรื่องหนี้สินครับ บังเอิญ ท่านเขียนเรื่องหนี้สินไว้เฉพาะการพักหนี้ของเกษตรกรรายย่อยและยากจนที่ผ่านกระบวนการ จัดทําแผนฟุ๋นฟูอาชีพ แต่ขณะนี้ปัญหาหนี้สินที่เปึนปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งก็คือ ปัญหาหนี้ บัตรเครดิต แล้วก็ถูกซ้ําเติมโดยปัญหาการใช้บังคับ กฎหมายข้อมูลเครดิต ตรงนี้อยากให้รัฐบาลเร่งเข้าไปช่วยสะสางครับ ว่าทําอย่างไรพี่น้อง ประชาชนของเราที่มีปัญหาเรื่องหนี้บัตรเครดิตจะได้รับโอกาสในเรื่องของการปรับ โครงสร้างหนี้ ในเรื่องการได้รับความเปึนธรรมจากบัตรเครดิต ในเรื่องของการที่ไม่ถูก กฎหมายข้อมูลเครดิตที่ถูกนําไปใช้ในลักษณะที่จํากัด แม้กระทั่งคนที่มีหนี้ค้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เปึนปัญหากับการที่จะมีเงินทุนหมุนเวียนในการดํารงชีพ ส่วนสําหรับเกษตรกรนั้น ก็คงขอฝากไว้สั้น ๆ อีกเรื่องเดียวก็คือ เรื่องปุิยซึ่งราคาเพิ่มขึ้นรวดเร็วมากจนทําให้พี่น้อง ประชาชนจํานวนมากที่เปึนเกษตรกรแม้ว่าราคาพืชผลดีก็ยังมีปัญหาอยู่ในเรื่องรายได้ ตรงนี้ครับเปึนเรื่องแรกเรื่องสําคัญที่ผมกราบเรียนว่าอยากเห็นรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่น โดยการแก้ปัญหา ท่านนายกรัฐมนตรีหยิบขึ้นมาเปึนเรื่องใหญ่ดีแล้วครับเรื่องของแพง ทําให้สําเร็จ ทําในสิ่งที่รัฐบาลทําได้ แล้วผมคิดว่าจะทําให้เกิดความเชื่อมั่นเปึนฐานที่ดี สําหรับเศรษฐกิจในการที่จะก้าวเดินข้างหน้าต่อไป

เรื่องที่ ๒ ที่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นก็คือนโยบายของรัฐบาลครับ ตรงนี้สิ่งที่ ยังอยู่ในใจของคนในวงการจํานวนมาก ก็คือนโยบายหลายนโยบายที่ไปสร้างความหวั่นไหว ให้กับบรรดานักลงทุนทั้งต่างประเทศ ทั้งในประเทศ กระผมกราบเรียนว่ารัฐบาลก็เข้าใจว่า จะต้องมีการบริหารจัดการในเรื่องเหล่านี้ด้วยความละเอียดอ่อนนะครับ ได้ไปเขียนนโยบาย เอาไว้เรื่องแรกเลยที่เปึนเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือปัญหาเรื่องของเงินทุนระหว่าง ประเทศ ก็เขียนเอาไว้ว่าจะไปดูแลในเรื่องของการที่จะกํากับการเคลื่อนย้ายของเงินทุน ระยะสั้น ระยะยาวให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่คําถามวันนี้ที่รอคําตอบคือปัญหามาตรการ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ การกันสํารองของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องนี้ทุกพรรคพูดตรงกันนะครับ ช่วงหาเสียง บอกว่ายกเลิก ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า ๖ พรรคเห็นพ้องต้องกันแล้วก็ส่งให้กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยไปดู ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านก็ไปพบกับธนาคารแห่งประเทศไทยประชุมกัน เสร็จเรียบร้อยแต่ยังไม่มีข้อยุติ มีการพูดถึงระยะเวลา ๒ เดือน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าหมายถึงว่า จะตัดสินเรื่องนี้ภายใน ๒ เดือน หรืออีก ๒ เดือนจะยกเลิกหรืออะไร ประเด็นที่กระผม อยากจะกราบเรียนอยู่ตรงนี้ครับ เมื่อความเชื่อมั่นเปึนจุดเริ่มต้นที่สําคัญในการบริหาร เศรษฐกิจที่ดี ขอให้ทางกระทรวงการคลังได้สร้างความเชื่อมั่นโดยการแสดงภาวะความเปึนผู้นํา ที่เหมาะสม เรื่องนี้ถ้าท่านมั่นใจข้อมูลของท่าน ดูข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เห็นว่าสมควรที่จะยกเลิก เพราะอย่างที่พวกกระผมพูดไม่ใช่เฉพาะหาเสียงนะครับ พูดตั้งแต่วันที่เขาประกาศใช้ แล้วต่อมาต้องมาผ่อนผันไปเรื่อย ๆ ว่านโยบายนี้มีผลทาง จิตวิทยาในเชิงสัญญาณมากกว่าการแก้ไขปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งมีวิธีการมาตรการ อื่นซึ่งควรจะทําให้ชัดเจนเสีย ยกเลิก แต่ถ้ามีข้อมูลบางอย่างที่ท่านไปพบกับธนาคาร แห่งประเทศไทย เปึนแง่มุมซึ่งท่านคาดไม่ถึงมาก่อน แล้วก็เห็นว่าเหตุผลของธนาคาร แห่งประเทศไทยเขาดีกว่าท่านก็ประกาศไปสิครับว่ามันไม่เหมาะสมที่จะยกเลิก แล้วเมื่อ สถานการณ์เหมาะสมเมื่อไร จะยกเลิก อย่างนี้ ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นครับ แต่ถ้าวันนี้แล้ว ไปอีก ๒ เดือน คนในวงการยังจะต้องกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก จะมี มาตรการรองรับอะไร หรือไม่นี้ไม่เอื้ออํานวยต่อการเรียกความเชื่อมั่น ฉกฉวยโอกาสจาก ที่กระผมกราบเรียนก่อนหน้านี้ว่าเปึนจังหวะเวลาที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งสามารถสร้าง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้รุดหน้าไปได้ก็อยากจะฝากเรื่องนี้ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนะครับว่า การทํางานในเรื่องอย่างนี้กระผมอยากเห็นปรึกษาหารือ ภายในเรียบร้อย ปรากฏต่อสาธารณะคือประกาศสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าการไปพบปะ มีสาธารณะจับจ้องอยู่แล้วออกมาแล้วไม่มีข้อยุติ อันนี้คือเรื่องที่มีความสําคัญมาก ที่กระผมอยากจะกราบเรียน สืบเนื่องจากเรื่องนี้ก็คือว่าอยากเห็นความชัดเจนด้วยว่า กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยจะทํางานกันอย่างไร ประเด็นก็มีอยู่ว่า หลายครั้งพวกเราก็จะมีคําพูดสั้น ๆ แล้วก็ทําให้คนนี่ไขว้เขว เหมือนกับเมื่อสักครู่ผม ชี้ให้เห็นว่าคนใช้คําว่า กลไกตลาด เสียจนไม่กล้าไปปรับการส่งเงินเข้ากองทุนน้ํามัน บางทีคนมาพูดเรื่องความอิสระของธนาคารกลาง จนเสมือนกับว่ารัฐบาลหรือกระทรวง การคลังไปยุ่งเกี่ยว ไปเกี่ยวข้องอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่ครับ ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้ยืนยัน ความเปึนอิสระของธนาคารกลางใน ๒ แง่มุมคือ

๑. ส่วนที่เขากํากับดูแลสถาบันการเงินไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่ให้เกิดปัญหา เรื่องสถาบันการเงิน เรื่องการปล่อยสินเชื่อ เรื่องการกํากับดูแล

๒. ไม่ไปทําลายวินัยของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งต้องดูแลปัญหาเงินเฟัอ เพราะเขาจะกลัวว่าฝ์ายการเมืองอย่างพวกเรานี่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเงินเฟัอกลัวเศรษฐกิจ ไม่ดี กลัวจะเสียคะแนนเสียง ก็อย่าไปทํา อย่าไปทําให้เสียวินัย แต่ไม่ได้หมายความว่า นโยบายการเงินกับนโยบายการคลังจะเปึนอิสระต่อกันได้ เปึนไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น เกี่ยวพันกับเรื่อง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ กับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ก็คือผมอยากเห็นธนาคาร กลางกับกระทรวงการคลังนี่ครับ เมื่อพบปะกันแล้วสามารถแสดงจุดร่วมมาได้ชัดเจนว่า ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและเปัาหมายทางเศรษฐกิจตรงกันนะ แล้วจะมีการแบ่งหน้าที่ว่า นโยบายการเงินจะไปทําอะไร นโยบายการคลังจะไปทําอะไร ตรงนี้ไม่ใช่การแทรกแซงครับ แต่จะเปึนการสร้างความเชื่อมั่นว่ามีการประสานสอดคล้องกันแล้วระหว่างกระทรวงการคลังกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ความผิดของท่านรัฐมนตรีหรอกครับ เพราะว่าปัญหานี้ เกิดขึ้นมาก่อนท่านเข้ามาอยู่แล้ว เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์โดยกระทรวงการคลังว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยทําอย่างนั้นอย่างนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์กลับมาจากธนาคาร แห่งประเทศไทยว่าแล้วทําไมกระทรวงการคลังไม่ทําอย่างนั้นอย่างนี้ บรรยากาศอย่างนี้ ไม่เอื้อต่อความเชื่อมั่นทางการเงินการคลัง ซึ่งท่านรัฐมนตรี และถ้าจําเปึนท่านนายกรัฐมนตรี ก็ต้องแสดงภาวะความเปึนผู้นําในการที่จะสร้างความเชื่อมั่น และกติกาในการทํางานกับ ธนาคารแห่งประเทศไทยให้เกิดความชัดเจนขึ้นครับ นี่คือประเด็นแรกที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ คือความเชื่อมั่น

ประเด็นถัดมาครับ หลักของนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ในการที่จะแก้ปัญหา เศรษฐกิจส่วนหนึ่งก็คือเรื่องโครงการขนาดใหญ่ จะสร้างงาน สร้างรายได้ มีการพูดกัน เยอะแล้วนะครับ ทั้งรถไฟฟัา ทั้งรถไฟทั้งที่เปึนความเร็วสูงทั้งที่เปึนรถไฟทางคู่ ก้างปลา ชานเมืองไปจนถึงเรื่องของระบบการจัดหาน้ําที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของ อุโมงค์ส่งน้ํามูลค่าหลายแสนล้านบาทที่จะผันน้ําเข้ามาสู่ภาคอีสาน รวมไปถึงการพูดถึง การพัฒนาสนามบินที่เปึนโครงการขนาดใหญ่ ทั้งสุวรรณภูมิและก็ท่าอากาศยานอื่น ๆ กระผมขอกราบเรียนเลยนะครับว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยว่าจะต้องมีการลงทุนขนาด ใหญ่ เพราะในช่วงหลายป้ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานเราขาดการพัฒนา แต่สิ่งที่อยากจะ กราบเรียนก็คือว่าโครงการขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นขอให้ปฏิบัติหรือเกิดขึ้นได้จริงภายใต้ หลักการของความคุ้มค่าและความโปร่งใสเปึน ๒ หลักสําคัญ ที่ต้องกราบเรียนอย่างนี้ เพราะว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้เคยมีการพูดถึงโครงการขนาดใหญ่เยอะมากมูลค่ามหาศาล แต่สุดท้ายยังไม่ได้เกิดขึ้นเลยแม้แต่โครงการเดียว เหตุผลสําคัญก็เพราะว่าถ้าเราขยันพูดกัน ไปทีละโครงการ ๆ พอเรามารวมตัวเลขเหมือนกับที่ข่าวลงในวันนี้ก็จะพบว่ามีภาระหนี้สิน ที่อาจจะต้องเกิดขึ้นอาจจะเปึนมูลค่าเปึนล้านล้านบาท ภาระหนักก็ไปตกอยู่ที่กระทรวง การคลังอีกว่าจะจัดหาเงินด้วยรูปแบบงบประมาณหรือพันธบัตรหรือจะกู้ยืมในรูปแบบใด ขอให้จัดลําดับความสําคัญครับ เปึนไปไม่ได้เลยครับโครงการที่พูดมาทั้งหมดที่ฟังมา ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเกิดขึ้นได้ในระยะเวลา ๔ ป้ข้างหน้า แต่ขอให้จัดลําดับความสําคัญ ไว้ว่าจะเดินหน้าโครงการไหนก่อนโครงการไหนหลัง ยกตัวอย่างเช่น กรณีรถไฟฟัา ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็อยากจะเห็น ๑๐ สาย อยากจะเห็นเส้นทางที่ท่านเห็นว่าเหมาะ อยากจะต่อไปยังชานเมือง ผมก็เรียนว่าไม่อยากให้เสียเวลาเรื่องการถกเถียงเรื่องเส้นทาง เพราะมันมีแผนของมันรองรับอยู่มาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนจะต่อขยายไป กระผมไม่ขัดข้อง เพื่อที่คนกรุงเทพฯ และคนชานเมืองจะได้มีรถไฟฟัาใช้จริงครับ แต่ถ้าเราจะต้องเสียเวลา ถกเถียงกันอีกว่าจะขีดเส้นสายสีนั้นใหม่หรือไม่ เกรงว่าในที่สุดกว่าโครงการนี้จะใช้การได้ กว่าจะเปึนไปตามคํามั่นที่พวกเราไปพูดกันว่าได้ใช้รถไฟฟัา ๑๐ สาย บางพรรคบอกด้วย ว่า ๑๕ บาทตลอดสายจะเกิดขึ้น มันจะเปึนระยะเวลาที่เนิ่นนานเกินไป ตรงนี้ก็ขอให้มี ความชัดเจนนะครับว่าไม่ไปกระทบกับขั้นตอนการทํางานจนเสียเวลาไปมากกว่านี้ หรือเรื่องน้ํามีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ลุ่มน้ําหรือลําน้ําระหว่างประเทศ มีการศึกษาการผันแม่น้ําโขงมาหลายจุดครับ ก็ขอให้รีบเอามาดูแล้วก็ตัดสินใจแล้วก็ เดินหน้า ตรงนี้เปึนเรื่องที่สําคัญ ส่วนกรณีของสนามบินนั้นคงต้องถามท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องเลยตรง ๆ ว่าในช่วง ๑ ป้กว่า ๆ ที่ผ่านมาหลังจากที่มีการเป่ดใช้สนามบิน สุวรรณภูมิ มีการเข้าไปประเมินปัญหาความเสียหายของรันเวย์ (Runway) และแท็กซี่ เวย์ (Taxi way) แล้วก็ต้องมีการป่ดซ่อมเปึนจุด ๆ ไปทั้งแท็กซี่ เวย์แล้วก็รันเวย์ จะกรุณาเป่ดเผย ได้ไหมครับว่า ความเสียหายขณะนี้จริง ๆ แล้วเท่าไร และจริงหรือไม่ว่ามีผลทําให้การป่ด ซ่อมในบางช่วงจะต้องไปใช้สนามบินดอนเมืองเพิ่มขึ้นอีก อยากให้กราบเรียนข้อเท็จจริงนี้ ต่อสภาเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อจะได้ช่วยกันคิดต่อว่าแล้วจะพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ในส่วนต่อขยาย หรือจะต้องกลับมาใช้สนามบินดอนเมืองหรืออย่างไร ตรงนี้ก็ขอถือ โอกาสทิ้งเปึนประเด็นไว้ให้ช่วยกรุณาชี้แจงด้วย แต่ย้อนกลับมาที่ประเด็นหลักอีกครั้งครับ ว่าเราไม่ได้ขัดข้องเรื่องโครงการขนาดใหญ่สนับสนุน แต่ขอให้เปึนโครงการที่คุ้มค่าและ ขอให้ดําเนินการอย่างโปร่งใส กระผมไม่อยากเห็นการพูดถึงโครงการขนาดใหญ่มากมาย แล้วก็สุดท้ายพี่น้องประชาชนไม่ได้ใช้ กระผมไม่อยากเห็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ในกรณีของโครงการโฮปเวลล์ (Hopewell) ที่ยังเห็นตําตากันอยู่ทุกวันนี้ในขณะนี้ไปเกิดขึ้นกับ โครงการในเรื่องการผันน้ําที่อีสานอย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นขอให้รัฐบาลได้ดําเนินการ แล้วก็ได้ดําเนินการตามหลักของความคุ้มค่า และความโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนอย่างแท้จริง การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังมีอีกส่วนหนึ่ง ก็คือส่วนที่สังคม ชอบเรียกว่านโยบายประชานิยม ซึ่งตรงนี้ก็จะเน้นมากในฐานะที่เปึนนโยบายเร่งด่วนที่ ปรากฏอยู่ในข้อ ๑ ครับ เช่นกรณีกองทุนหมู่บ้านเอสเอ็มแอล ธนาคารประชาชน พักหนี้ แล้วก็เรื่องอื่น ๆ ก็ขอกราบเรียนเช่นเดียวกันว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการที่จะเห็นการ กระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างโอกาสให้กับเศรษฐกิจชุมชนให้กับพี่น้องประชาชน การเข้าถึงเงินทุนก็ดี การจะมีโครงการที่พี่น้องในหมู่บ้านได้ตกลงร่วมกันก็ดีเราสนับสนุน แต่ขอตั้งข้อสังเกตและก็มีข้อเสนอแนะอยู่ ๓ เรื่อง เรื่องแรกก็คือว่าจริงครับจะโครงการอะไรก็ แล้วแต่ครับถ้าอัดฉีดเงินลงไป มันแก้ปัญหาเศรษฐกิจเศรษฐกิจเฉพาะหน้าได้ทั้งนั้นนะครับ โครงการจะดีจะเลวอย่างไร ถ้ามีเงินอัดฉีดไปมันก็หมุนเวียนมากขึ้น เศรษฐกิจมันก็ดีขึ้น ในระยะสั้น แต่เราอยากจะให้มีการไปประเมินดูว่าตรงไหนที่ทําแล้วไม่ใช่แค่ได้ประโยชน์ ระยะสั้น แต่สร้างขีดความสามารถให้กับพี่น้องประชาชนในชุมชนดําเนินการพัฒนา รายได้ พัฒนาอาชีพได้ ตรงนั้นทําต่ออย่างเต็มที่ อันนี้ก็จะเปึนเรื่องที่ดี แต่ในอีกหลายจุด ซึ่งก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเงินลงไปแล้วไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร เราจะปรับปรุงกันอย่างไร กระผมกราบเรียนว่าจริง ๆ หลักง่ายที่สุดที่อยากจะเห็นรัฐบาลนําเข้ามาจับก็คือหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ถ้าสามารถเอานโยบายที่สังคมเรียกว่าประชานิยม เวลาเงินลงไป กองทุนหมู่บ้านก็ดี เอสเอ็มแอลก็ดี มีการนําเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาจับ กระผมคิดว่านั่นจะเปึนวิธีการที่ทําให้นโยบายเหล่านี้มีความยั่งยืนในการช่วยเหลือเศรษฐกิจ ในระดับฐานรากได้ แต่ว่าในนโยบายฉบับนี้ยังไม่ค่อยชัดเจนครับ ผมดูง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓ เขียนเอาไว้ว่า รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดําเนินการตามแนวปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ในภาคผนวกรัฐบาลก็บอกว่าเรื่องนี้ให้อยู่ในนโยบายปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจ หน้า ๑๒ ผมก็ไปพลิกดูครับ ไม่ได้ชัดเจนครับ คําว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรากฏอยู่ในเรื่องเดียวคือเรื่องพลังงานทดแทน ซึ่งกระผมก็สนับสนุนนะครับในเรื่องของ การใช้มันสําปะหลัง ใช้อ้อยเพื่อมาผลิตพลังงานทดแทน ยกระดับราคาของอ้อยกับของ มันสําปะหลัง แต่ขอให้เอาเรื่องความพอเพียงไปจับในทุกเรื่อง รวมทั้งนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาลด้วย อันนี้ก็จะเปึนประโยชน์มากกว่าที่จะทําให้โครงการเหล่านี้เราต้องมาตาม แก้ปัญหาทีหลัง อย่างเช่นกรณีกองทุนหมู่บ้าน ก็ควรคิดเลยครับ ตรงไหนดี เปึนธนาคาร หมู่บ้านไปดีแล้ว ตรงไหน มีปัญหาครับ น่าจะคิดเรื่องของโครงการปรับโครงสร้างหนี้ ให้กับกองทุนหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อให้กองทุนเดินหน้าต่อไปได้ อย่างนี้เปึนต้นนะครับ

ประการที่ ๒ อยากให้รัฐบาลได้มีการประเมินความต้องการหรือปัญหา ความยากจนในแต่ละพื้นที่ให้ละเอียดมากขึ้น อย่าคิดว่าความยากจนที่เกิดขึ้นในจังหวัด หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งจะต้องมีสาเหตุเดียวกันกับอีกพื้นที่ แล้วแก้ได้ด้วยนโยบายที่พูดง่าย ๆ เหมือนเปึนนโยบายสําเร็จรูปไป บางพื้นที่อาจจะยากจนเพราะขาดแหล่งน้ํา บางพื้นที่ อาจจะยากจนเพราะว่าไม่มีถนนหนทางเชื่อมต่อไปยังตลาด บางพื้นที่อาจจะยากจน เพราะขาดแหล่งเงินทุน เราอยากเห็นการแก้ปัญหาความยากจนที่ไปตรงจุดกับ ความต้องการในแต่ละพื้นที่ ผมทราบดีครับว่ามันโฆษณาไม่ง่ายนโยบายแบบนี้ แต่อันนี้ จะเปึนผลที่จะดึงให้พี่น้องคนยากคนจนของเราหลุดจากความยากจนเปึนจริงมากกว่า หลายนโยบายซึ่งเวลาเราประกาศภาพรวมดูหวือหวาครับ แต่ใช้ผ่านไป ๕ ป้ ๖ ป้ ความยากจนก็ยังดํารงอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า ถ้าพูดถึงประชานิยม ในส่วนของการลดรายจ่าย กระผมอยากกราบเรียนว่าวันนี้น่าจะถึงเวลาที่เราสร้างระบบ สวัสดิการให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเปึนจริงเปึนจัง อย่าปล่อยให้เปึนเรื่องนโยบาย ประชานิยม ในเรื่องสวัสดิการกระผมแปลกใจเพราะว่าที่ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ว่าช่วงหาเสียงทุกพรรคพูดเหมือนกันหมดจนคนวิจารณ์ ว่าทุกพรรคจะเอารัฐสวัสดิการ อย่างนั้นหรือ ความจริงไม่จําเปึนต้องเปึนรัฐสวัสดิการหรอกครับ แต่ระบบสวัสดิการที่ดี ต้องมีมาทดแทนประชานิยม แต่ในนโยบายฉบับนี้ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน ไม่มีการพูดถึง ว่ากองทุนประกันสังคมจะมีการพัฒนาขยายอย่างไร เพื่อให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานได้ ประโยชน์มากขึ้นจากการถูกหักเงินเดือนอยู่ทุกเดือน ไม่มีการพูดถึงว่าตรงนี้จะไป เชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการอื่น ๆ อย่างไร แล้วก็มีเรื่องหนึ่งซึ่งจําเปึนจะต้องพูดก็คือกรณี ของคนชรา ว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะถือเปึนสิทธิครับ ที่เขียนไว้แค่นี้ไม่เพียงพอครับ ที่บอกขยายฐานเบี้ยยังชีพให้คนชราที่ไม่มีรายได้ วันนี้ต้องคิดแล้วครับว่าทําอย่างไร เงินมันมีเพียงพอเหมือนเปึนหลักประกันขั้นพื้นฐานสําหรับคนชราทุกคน แล้วก็คนชรา มีศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์ที่จะมีระบบการออม หรือระบบสวัสดิการ หรือระบบ บํานาญรองรับ ขอให้ไปไกลกว่าที่เขียนไว้ตรงนี้ครับว่า ขยายสําหรับคนชราที่ไม่มีรายได้ ซึ่งก็จะเปึนเรื่องยากมาก เพราะในอดีตที่ผ่านมาปัญหาก็คือว่าใครจะได้เบี้ยยังชีพหรือไม่ ก็ไปขึ้นอยู่กับผู้นําชุมชน เพราะระบบของเราไม่ได้เปึนระบบในเชิงสวัสดิการอย่างแท้จริง ตรงนี้ก็เปึนข้อสังเกตของกระผมในเรื่องของเศรษฐกิจนะครับ ว่านอกเหนือจาก ความเชื่อมั่นโครงการขนาดใหญ่แล้ว ทําอย่างไรจะให้โครงการที่เราชอบเรียกกันว่า ประชานิยม สามารถที่จะพัฒนา ไปสู่สิ่งที่ยั่งยืนและเปึนประโยชน์สําหรับบ้านเมืองมากกว่า ผมขออนุญาตก่อนจะไปต่อ ในเรื่องถัดไปหมวดถัดไปก็คือ มันมีประเด็นในทางเศรษฐกิจที่ต้องการคําตอบ เพราะบางทีเราคิดเปึนเรื่อง ๆ เราไม่เห็นความเชื่อมโยงของนโยบายด้านหนึ่งที่ไปมี ผลกระทบกับพี่น้องประชาชนในอีกด้านหนึ่ง คําถามหลายคําถามผมเชื่อว่าสังคมต้องการ เห็นทิศทางที่ชัดเจนของรัฐบาล เช่น แนวคิดเรื่องการค้าการลงทุนกับต่างประเทศ เปึนอย่างไรแน่ จะเดินต่อหรือไม่กับการแก้ไขกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งจะไปนิยามหรือไปจํากัดการลงทุนของชาวต่างประเทศ จะคุ้มครองผลประโยชน์ ของธุรกิจไทยจากการแข่งขันการค้าการลงทุนอย่างไร จะจัดการกับปัญหาการค้าปลีก ขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยในหลายพื้นที่อย่างไร ผมว่า ๒–๓ วันนี้ เปึนโอกาสดีที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะได้ลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะแสดงออกให้ชัดเจน ว่าทิศทาง ของบ้านเมืองเราจะเดินไปในทางไหนในเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างที่เราเห็นผลกระทบชัดเจน แล้วตัวอย่างหนึ่ง ก็คือกรณีของการบังคับใช้สิทธิบัตร หรือบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร ที่เปึนที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข นี่เปึนตัวอย่างครับว่า จะบริหารจัดการกันอย่างไร จุดยืนคืออะไร กระผมกราบเรียนว่าความจริงความขัดแย้ง และวิธีการทํางานไม่น่าเปึนอย่างนี้เลย เปัาหมายเราควรจะตรงกันครับ

๑. สิทธิของผู้ป์วยในการเข้าถึงยาที่จําเปึนในราคาถูกเราต้องยืนยัน

๒. มาตรการใดที่เราทําไปไม่ขัดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ เราต้องถือ เปึนสิทธิของเราที่จะยืนยัน และ

๓. ถ้าคู่ค้ามีความไม่สบายใจในการดําเนินการของเราในเรื่องใด เจรจา วันนี้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็เพราะว่ารีบพูด พอไปรีบพูดว่าจะยกเลิกการบังคับใช้สิทธิบัตร วันนี้ผมกราบเรียนว่าทําให้อํานาจต่อรองของกระทรวงที่จะไปเจรจากับบริษัทลดลงไป ไม่ว่าเราจะเดินไปในเส้นทางที่จะใช้หรือไม่ใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรก็ตาม แล้วพอเวลานี้เรา บอกว่าจะต้องมีการประชุมตกลงกัน ตอนนี้เราก็เลยสร้างเปึนพันธมิตรขึ้นมา ๒ ข้างแล้ว ระหว่างฝ์ายธุรกิจกับฝ์ายต่างประเทศ กับในส่วนของผู้ป์วยที่มีปัญหาอีกด้านหนึ่ง ตรงนี้ ละครับที่ผมคิดว่าการบริหารจัดการในประเด็นเหล่านี้ต้องดีกว่านี้ มีความชัดเจน ในทิศทางหลัก ๆ ครับก่อนที่เราจะไปเร่งพูดเปึนเรื่อง ๆ ไป ก็เปึนข้อสังเกตในเรื่องนี้นะครับ

อีก ๒ เรื่องครับในเรื่องเศรษฐกิจที่ฝากคําถามไว้ ก็คือในส่วนของแรงงาน ก็กราบเรียนว่าจะเอาอย่างไรเรื่องของแรงงานต่างด้าว ซึ่งธุรกิจจํานวนมากใช้อยู่ในขณะนี้ จะเอาอย่างไรในแง่ของการเป่ดให้เข้ามา จะเอาอย่างไรในแง่ของการคุ้มครองสวัสดิการ แล้วก็ดูแลไม่ให้เปึนภัยในด้านความมั่นคง

แล้วก็สุดท้ายครับ สําหรับเรื่องของพลังงานเช่นเดียวกันครับ คือปัญหา การจัดหาพลังงานซึ่งมีเครื่องหมายคําถามใหญ่อยู่ในเรื่องของพลังงานนิวเคลียร์ว่าจุดยืน ของรัฐบาลนี้เปึนอย่างไร คิดว่าเปึนโอกาสดีที่จะได้แถลงเพื่อให้ผู้แทนของปวงชนชาวไทย ได้รับทราบในทิศทางของการทํางานในเรื่องนี้ครับ

ท่านประธานครับ ในส่วนของนโยบายถัดไปที่กระผมอยากจะกราบเรียน ก็คือนโยบายในเรื่องของภาคใต้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันนะครับว่า ไม่อยากเห็นการสัมภาษณ์ เปึนรายวันหรือเปึนเรื่อง ๆ เพราะยิ่งสร้างปัญหาหรือว่าสร้างความสับสน ในช่วงที่ผ่านมา มีคําพูดจากท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งไปกระทบกับ ความรู้สึกหรือเกิดความละเอียดอ่อนขึ้น ก็โชคดีว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ปรับทันนะครับ เช่น วันแรกท่านไปรับข้อเสนอว่าจะดําเนินการเรื่องการปลดป๋นหรือปลดอาวุธ พอเริ่มจะมี การวิพากษ์วิจารณ์ไปก็ดี ท่านก็บอกว่าเปึนเพียงข้อเสนอที่ท่านรับมาหรือคนมาเสนอให้ท่าน แต่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาพูดเรื่องเขตปกครองพิเศษซึ่งเปึนเรื่องละเอียดอ่อน ก็ดีว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่าไม่ควรพูด แต่ว่าอย่าให้เกิดขึ้นบ่อยไปกว่านี้ครับ เพราะว่า ในอดีตที่ผ่านมานี่เราควานหาว่ามันมีอะไรสักเรื่องหนึ่งไหมแล้วจะแก้ปัญหาภาคใต้ได้นี่ มันเปึนที่มาของความผิดพลาด จะเปึนเรื่องโจรกระจอก จะเปึนเรื่องยาเสพติด จะเปึน เรื่องเจ้าหน้าที่ทุจริตหรืออะไรก็แล้วแต่ มีความพยายามไปสรุปอยู่เรื่อยว่ามันมีเรื่องเดียว แล้วถ้าเราทําอย่างนั้น เราทําอย่างนี้ปัญหาจะหมดไป เปึนไปไม่ได้แล้วครับวันนี้ วันนี้ พวกกระผมก็จะพยายามนําเสนอมุมมองของพวกเราว่า แนวทางในการที่จะแก้ปัญหา ภาคใต้ครบวงจร ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของกฎหมาย เศรษฐกิจ การศึกษา การอํานวย ความยุติธรรม การสร้างโอกาสนั้นเรามีความคิดอ่านอย่างไร แล้วก็ย้ําอีกครั้งครับเรื่องนี้ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลต้องการให้เราให้ความเห็นเมื่อใด ในเวทีใดนั้นพวกเรายินดีเสมอ เพราะถือว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่มีความสําคัญมาก แล้วเรา อยากจะเห็นความเชื่อมั่น ความปลอดภัย ความมั่นใจ ความเปึนอันหนึ่งอันเดียวกัน เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดภาคใต้ แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนเบื้องต้นก็คือว่าต้องกลับไป ทบทวนความผิดพลาดในอดีต ความผิดพลาดที่เอาความรุนแรงไปต่อความรุนแรง แล้วไปเร่งความรุนแรงขึ้นมาเปึนวงจรใหม่ ตรงนี้ขอให้ทบทวนและมีความชัดเจนนะครับ การเดินไปข้างหน้าจะได้ไม่ผิดซ้ํารอย มีเรื่องหนึ่งซึ่งกระผมกราบเรียนครับว่า อยากจะให้ รัฐบาลได้ช่วยดูเปึนพิเศษเพราะว่าไม่แน่ใจเจตนาหรือความเข้าใจหรือความบกพร่องว่า มันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จริงอยู่แม้ว่าขณะนี้ที่มาของความขัดแย้ง หรือความรุนแรงในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่ประเด็นในเรื่องความเข้าใจระหว่าง ศาสนิกชนระหว่างศาสนาก็เปึนเรื่องสําคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ แปลกใจ นิดเดียวเท่านั้นเองละครับว่าทําไมในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนะครับเขียนเอาไว้ว่า รัฐบาลจะต้องมีนโยบายในเรื่องนี้ครับ ในรัฐธรรมนูญเขียนนะครับว่า รัฐต้องให้ ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเปึนศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับถือมาช้านานและศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา แต่พอมาดูนโยบายของรัฐบาลครับ ในหน้าที่ ๙ เหลือแค่เพียงอุปถัมภ์คุ้มครองและทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ไม่มีการพูดถึง การส่งเสริมความเข้าใจระหว่างศาสนิกชน ระหว่างศาสนา ตรงนี้ก็ขอกราบเรียนไว้เพื่อ รัฐบาลไปดําเนินการแก้ไขด้วยนะครับ

ถัดมาครับคือนโยบายเรื่องยาเสพติดก็เปึนอีกปัญหาใหญ่ซึ่งอยู่ในใจของ พี่น้องประชาชน เช่นเดียวกันนะครับเรื่องนี้มีบทเรียนในอดีตด้วย ทุกคนสนับสนุน การปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด แต่บทเรียนของปัญหาเรื่องสงครามกับยาเสพติด ที่ไปใช้วิธีนอกกฎหมายนี่ไม่ควรละเลย กระผมไม่อยากลงรายละเอียดครับเดี๋ยวจะถูก ประท้วงอีก แต่ไปหาอ่านได้นะครับ สื่อต่างประเทศยังวิพากษ์วิจารณ์อยู่นะครับ ยกตัวอย่างที่ผมมีในมือนี่บทความของเดอะ ซันเดย์ ไทม์ส (The Sunday Times) เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๐๗ เขียนวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีไว้อย่าง ค่อนข้างที่จะรุนแรงกระทบกับภาพลักษณ์ของเราพอสมควร ตรงนี้ก็เปึนจุดที่จะต้อง กลับไปทบทวนนะครับ ส่วนแนวคิดใหม่ ๆ ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอ มานั้นก็ไม่แน่ใจนะครับว่าวันนี้จะมีการชี้แจงมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าบางเรื่องก็อยากให้ ระมัดระวังในการนําเสนอความคิดไป เช่น ไปสรุปว่าการล่อซื้อ จะเปึนตัวกระตุ้นการผลิต ทั้งหมด ที่จริงไม่ใช่หรอกครับ แล้วแต่พื้นที่ก็ไม่อยากให้ไปสรุปอะไร มิฉะนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะ มีความสับสนในแง่ของการดําเนินงาน หรือในกรณีที่ท่าน บอกว่า จะดําเนินการในเรื่อง ของการไปเจรจากับกลุ่มว้า อันนี้ก็คงจะต้องปรึกษา แล้วก็สอบถามไปยังกระทรวง การต่างประเทศเช่นเดียวกันว่า แนวคิด แนวทางที่จะดําเนินการอย่างนี้จะทําอย่างไร เพราะท่านได้พูดออกมาทางสาธารณะ

ประเด็นสุดท้ายที่วันนี้กระผมจะพูดก็คือ เรื่องของประชาธิปไตย เหตุผลที่ จะต้องพูดเรื่องนี้ แล้วก็เกี่ยวข้องกับนโยบาย แล้วก็เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรงเพราะว่า อย่างที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานในเบื้องต้น สถานการณ์วันนี้ทุกคนไม่ว่าจะเลือก หรือชอบฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล ต้องการประคับประคองบ้านเมืองและประชาธิปไตย ให้เดินไปข้างหน้า แต่จะเดินไปข้างหน้าได้ดีหรือไม่อย่างไร มันอยู่ในท่าทีของฝ์ายการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีที่สําคัญของรัฐบาลและผู้นํารัฐบาล

ประเด็นที่เปึนปมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยมีอยู่หลายเรื่อง ซึ่งยังอยู่ในความวิตกกังวลหรือความไม่เข้าใจหรือความคลางแคลงใจของประชาชน กระผมก็จะขอหยิบยกมาในบางเรื่อง

ประเด็นแรก ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงอยู่ในนโยบายแล้วว่าจะดําเนินการ สนับสนุนให้มีการศึกษาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อดําเนินการแก้ไขให้เปึนไป ตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและเปึนประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ โดยท่านใช้ว่า ในเวลาอันควรต่อไป ท่านเองเคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ๓ เดือนก่อนที่ท่านจะพ้นไป ปัญหา ของระบบสภาก็คือเราไม่ทราบครับว่ารัฐบาลจะพ้นไปเมื่อไรมันไม่เหมือนกับระบบที่มี วาระตายตัว และกระผมกราบเรียนว่าบังเอิญท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ อยากจะแก้ไขมาก เพราะอยากเลือกตั้งซึ่งไม่เปึนความจริงเลยครับ วันที่มีการลงประชามติ วันนั้นไม่มีใครรู้หรอกครับ การเลือกตั้งผลจะเปึนอย่างไร กระผมก็บอกว่าในฐานะการการเมือง ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองเห็นว่ารัฐธรรมนูญควรปรับปรุงแก้ไขในบทบัญญัติซึ่งยัง ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ทุกพรรคก็พูดเหมือนกันครับ ที่จริงพรรคพลังประชาชน ก็ชูเรื่องนี้มากที่สุดด้วย เพราะเปึน ๑ พรรคที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีตรงไหนหรอกครับเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ไปผูกเอาไว้ว่าถ้าแก้เสร็จ ต้องเลือกตั้งใหม่ ผมอยากให้เรามาตั้งหลักกันว่าในฐานะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยกัน เอาเวทีของสภาเปึนจุดเริ่มต้นของการศึกษาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วก็แก้ไข ไปให้เร็วที่สุดในสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง เปึนไปตามหลักประชาธิปไตย แล้วไม่ต้องกังวลนะครับ ก็เขียนบทเฉพาะกาลเข้าไป ไม่จําเปึนจะต้องไปรีบร้อนเลือกตั้งอะไร ผมเชื่อว่าท่านประธาน และท่านนายกรัฐมนตรีก็เข้าใจดีว่าทําได้ อันนี้ก็เปึนข้อเสนอของผมในเรื่องของฐธรรมนูญ

เรื่องที่ ๒ ที่ต้องสอบถามก็คือว่าในช่วงที่มีการตรากฎหมายความมั่นคง ออกมาครับ หลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคแกนนํารัฐบาลแสดงความคิดเห็น ไว้มากว่าเปึนกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย วันนี้อยากจะฟังครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีความคิดที่จะแก้ไขกฎหมาย ความมั่นคงหรือไม่ เพราะอะไร เพราะทางพวกกระผมเห็นว่ามันยังมีบทบัญญัติ บางอย่างซึ่งเราไม่สบายใจว่าจะเปึนปัญหากับการใช้อํานาจ แล้วเกินเลยขอบเขต ของสังคมประชาธิปไตยหรือไม่ จะได้มาช่วยกันแก้ไข ตรงนี้ก็เปึนคําถามในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของกฎหมายความมั่นคงครับ แต่ในส่วนที่เหลือที่เกี่ยวข้องกับ การประคับประคองประชาธิปไตยและบ้านเมือง ตรงนี้ก็คงเปึนเรื่องที่ผมอยากจะได้ กราบเรียนถึงแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ได้ขัดกับข้อบังคับหรอกครับ ข้อบังคับเขียนเอาไว้ชัดเจนว่าการอภิปรายในวันนี้ ให้อภิปรายในทางสนับสนุนและคัดค้าน ในเรื่องความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สําเร็จผล ตามนโยบาย ตรงนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะต้องอภิปราย แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนข้อคิด กับท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง

ข้อแรกเลย ก็คืออยากจะกราบเรียนว่ากระบวนการประชาธิปไตยต้อง สะดุดหยุดลงครั้งที่แล้วนี่ ถ้าเราพูดปลายเหตุเราก็ไปพูด ๑๙ กันยายน แต่ถ้าเราพูดกัน ที่ต้นเหตุเราก็ต้องพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทํางานของฝ์ายการเมือง ผมเองเข้ามาสู่ การเมืองหลังท่านครับ แต่ว่าก็ได้ติดตามการทํางานของท่านมาโดยตลอด ก็เปึนเรื่องแปลก อย่างหนึ่งว่า ๑๕–๑๖ ป้ ผมกับท่านไม่เคยนั่งฝัืงเดียวกันในสภาเลย แต่ผมก็ยังเชื่อว่า สําหรับบุคคลที่เติบโตมากับระบบรัฐสภาอยากและจะช่วยรักษาระบบรัฐสภาขอให้สิ่งที่ ท่านปรารภกับพรรคของท่านและคณะรัฐมนตรีเปึนสิ่งที่ท่านผลักดันจริง ๆ ก็คือการให้ ความสําคัญกับกระบวนการของรัฐสภา ปัญหาก่อนหน้านี้ก็คือมีความพยายามลด ความสําคัญของกระบวนการรัฐสภา คิดว่าเรื่องของสภา คิดว่าเรื่องของฝ์ายค้าน เปึนเรื่องน่ารําคาญ เปึนเรื่องที่ไม่สะดวกแล้วสุดท้ายก็เลยทําให้หลักการหลายอย่าง ผิดเพี้ยนไปจนเกิดวิกฤติทางการเมือง แม้ผมไม่เคยนั่งฝัืงเดียวกับท่าน แต่ถ้าท่านคิดเหมือนผม ก็คือเชื่อว่าเวทีนี้ องค์กรนี้ สถาบันนี้ ระบบนี้เปึนการปัองกันวิกฤติทางการเมืองได้ดีที่สุด ก็ขอให้ท่านได้ยึดแนวทางของการให้ความสําคัญกับสภา การตอบกระทู้ถาม การเป่ด โอกาสให้พวกเราได้เสนอญัตติ การเป่ดโอกาสให้พวกเราแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ทั้งในเชิงสนับสนุน ทักท้วงวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าทําอย่างนี้ผมเชื่อครับว่าเปึนพื้นฐานที่ดี ที่เริ่มต้นสําหรับการประคับประคองระบบรัฐสภาและประชาธิปไตยต่อไป แต่มันไม่พอครับ มันไม่พอก็คือว่าในสังคมประชาธิปไตยวันนี้มีฝ์ายอื่น ๆ ในสังคมด้วยที่จําเปึนจะต้อง มีบทบาทที่เหมาะสม และตรงนี้คือความห่วงใยที่ผมมีในแง่ของท่าทีของรัฐบาล แล้วท่านนายกรัฐมนตรี เช่น วันนี้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีเฉพาะพวกเรา ที่นั่งอยู่ตรงนี้ แต่มีการเมืองภาคประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วม มีการเมืองของกลุ่มคน ต่าง ๆ มีการเมืองท้องถิ่น ผมอยากเห็นท่าทีของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่เปึนมิตร กับฝ์าย ต่าง ๆ ในสังคมมากกว่าที่เคยเห็นในอดีต ผมไม่อยากเห็นภาพเหมือนกับวันที่ สมัชชาคนจนจากอีสานอยู่หน้า กทม. ตอนที่ท่านเปึนผู้ว่าฯ แล้วก็มีการรื้อเต็นท์ต้องไป ก้มกราบท่าน อยากเห็นการทํางานที่ยอมรับในเรื่องของสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนหรือองค์กรต่าง ๆ ซึ่งผมติดตามการทํางานของท่านมา ท่านอาจจะ ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางการเมืองอย่างนี้ แต่ผมคิดว่าสังคมวันนี้จะเปึนเรื่องที่มี ความสําคัญว่าเปึนความเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งจะสร้างความสมานฉันท์ได้ถ้ามี การให้เกียรติและมีท่าทีที่เปึนมิตรต่อกัน อันนี้ก็เปึนส่วนแรก ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของ สื่อสารมวลชน กระผมกราบเรียนท่านว่าสื่อสารมวลชนนี่ ผมต้องการเห็นรัฐบาลผมไม่อยากใช้ คําว่า เปึนมิตร จะใช้ คําว่า เคารพ ในการทําหน้าที่ของสื่อสารมวลชน ผมคนหนึ่งไม่มี ความรู้สึกขัดข้องหมองใจอะไรเลยเวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในลักษณะ ต่อปากต่อคํา หรือตอบโต้กับสื่อสารมวลชน ถ้าไม่ได้เปึนคําที่ไม่เหมาะสมนะครับ ผมก็คิดว่าเปึนเรื่องซึ่งสามารถทําได้เปึนสิทธิ เปึนสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นครับ แต่สําคัญกว่านั้นก็คือปัญหาเรื่องของการให้สิทธิ เสรีภาพกับสื่อสารมวลชน ท่านต้องไม่ลืมว่าสมัยที่ท่านเปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเปึนยุคที่มีการป่ดหนังสือพิมพ์มากที่สุด ต้องไม่ให้ปัญหาอย่างนั้น ย้อนกลับคืนมา เพราะสถานการณ์ของบ้านเมืองของประชาธิปไตยในวันนี้มันจะทําให้ เกิดความอึดอัด ทําให้เกิดการต่อต้านจนเกิดวิกฤติอย่างแน่นอน แต่ที่สําคัญไปกว่านั้น ก็คือว่าการแทรกแซงสื่อในวันนี้ไม่เหมือนสมัยโน้นแล้วที่ใช้อํานาจของตํารวจหรือ มหาดไทยป่ดหนังสือพิมพ์ เปึนการแทรกแซงในรูปแบบที่แนบเนียนกว่าผ่านกลไกของ ธุรกิจเอกชน ผมต้องพูดเรื่องนี้เพราะว่านโยบายที่เกี่ยวกับสื่อของรัฐบาลเขียนไว้สั้นมาก ข้อ ๘.๓ ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการและสื่อ สาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวางถูกต้อง เปึนธรรม และรวดเร็ว มีคนให้ข้อสังเกตว่าไม่ได้ พูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อที่น่าตกใจครับ ก่อนจะมาเปึนนโยบายฉบับนี้ครับ บังเอิญ มันมีร่างนโยบายที่เสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ อยู่ในมือของผมนี่ครับ วันนั้นไม่ได้เขียนอย่างนี้ครับ วันนั้นเขียนว่าส่งเสริมให้สื่อสารมวลชนของรัฐและเอกชนมี สิทธิเสรีภาพ ไม่ทราบคณะรัฐมนตรีเห็นความจําเปึนอะไรที่ต้องตัดถ้อยคํานี้ออก เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เปึนประเด็น อยากจะตัดบทตัดตอนกันท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อวานก็บอกว่ากรมประชาสัมพันธ์ชี้แจงแล้ว ท่านรัฐมนตรีจักรภพชี้แจงแล้ว ถ้าเราเชื่อ เรื่องสิทธิเสรีภาพมันไม่ใช่ครับ กระผมอยากจะกราบเรียนว่ายุคหลังที่แทรกแซงสื่อนี่ ไม่ได้ ใช้อํานาจรัฐเข้าไปป่ด อํานาจรัฐเข้าไปสั่งหรอกครับ กลไกที่ใช้มากที่สุด ก็คือรู้ว่าสื่อเปึนธุรกิจ จะเปึนวิทยุหรือเปึนโทรทัศน์ คนทํารายการ คนจัดรายการมีบริษัทเปึนธุรกิจ แล้วธุรกิจ ก็ต้องมีปัญหาคํานึงถึงความอยู่รอด ไม่ของบริษัทเองก็ต้องคํานึงถึงลูกจ้าง พนักงาน ซึ่งอาจจะตกงานเหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นใจกับคนที่ทํางานให้ไอทีวี วิธีที่แทรกแซงสื่อก็คือสร้างความกลัว สร้างความกลัวว่าถ้าไปแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ ในทางที่ไม่ถูกใจกับรัฐบาลแล้วจะทําธุรกิจต่อไม่ได้ กรณีของดอกเตอร์เจิมศักดิ์นะครับ ต้องเอ่ยนามท่าน คนนอกครับ ผมก็ไม่พูดให้ท่านเสียหายครับ ผมก็ทราบว่าดอกเตอร์เจิมศักดิ์นั้น กับหลาย ๆ ท่านในรัฐบาลรวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีคิดไม่ตรงกันอยู่แล้ว จําได้เมื่อป้ ๒๕๓๘ ท่านร่วมรัฐบาล ท่านยังเคยบอกเลยว่ามีบุคคล ซึ่งขณะนั้นเขาให้ท่านนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านยังบอกเลยว่าท่านไม่ขอแต่งตั้งใครหรอก แต่ขออย่าให้แต่งตั้ง ๓ คน ๑ ใน ๓ คือ ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ แต่ว่าท่านกับดอกเตอร์เจิมศักดิ์ไม่จําเปึนต้องเห็นตรงกัน แต่การเสนอมุมมอง การทําหน้าที่ของแต่ละฝ์าย ผมอยากเห็น มีโอกาสทํากันไป เรื่องของ ดอกเตอร์เจิมศักดิ์จะไปสรุปว่าท่านถอนตัวเอง ข้อเท็จจริงก็คือว่าท่านได้รับการติดต่อจาก เจ้าของบริษัทที่รับสัมปทาน แล้วมีการสื่อสารไปว่าบริษัทอาจจะมีปัญหากับผู้มีอํานาจ ในบริษัทผู้ที่เกี่ยวข้อง ๒–๓ คน เขาก็ตกลงกันว่าจะทําอย่างนี้ ถ้าไปสรุปตัดตอนว่าแปลว่า อยากจะเลิกจัดรายการเอง ไม่ใช่ครับ เหตุการณ์มันเกิดหลังจากที่ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ไปจัด รายการ แล้วก็ไปพูดถึงเรื่องเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม สืบเนื่องมาจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปสัมภาษณ์โทรทัศน์ต่างประเทศว่าเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม มีผู้เสียชีวิตคนเดียว ซึ่งแน่นอนครับกลุ่มญาติวีรชนหรือกลุ่มผู้ที่ได้รับความเสียหาย เขาก็แย้งว่ามันไม่จริง ในมือผมก็มีรายชื่อของผู้ที่มีการชันสูตรพลิกศพแล้วมีรายชื่ออยู่ ๓๘ คน นี่เฉพาะฝ์ายนักศึกษาและประชาชนที่เปึนผู้ต้องหา ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ก็เอาหนังสือ ซึ่งเขียนโดยคุณวีระ มุสิกพงศ์ มาอ่านให้ฟังว่าท่านนายกรัฐมนตรีเคยไปบรรยายเกี่ยวกับ เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ว่าอย่างไร เข้าใจว่าบรรยายที่ฝรั่งเศสมันไม่ตรงกับสิ่งที่ท่านให้สัมภาษณ์ พูดไปบังเอิญวันนั้นรายการหมดเวลาก่อน บอกวันรุ่งขึ้นจะมีการดําเนินการเสนอเรื่องนี้ต่อ ประเด็นของผมก็มีอยู่ว่า ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ควรจะมีสิทธิในการเสนอข้อมูลด้านนั้นไหม ถ้าเราเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อ เราก็ต้องบอกว่าท่านมี ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีหรือใคร จะเห็นไม่ตรงกับดอกเตอร์เจิมศักดิ์ หรือเห็นว่าดอกเตอร์เจิมศักดิ์เอาความเท็จมาพูดทําให้ เกิดความเสียหายก็สามารถดําเนินการได้ตามกฎหมาย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมไม่ทราบว่าจะเปึนเพราะความกลัวของบริษัทเองหรือจะเปึนเพราะมันมีคนใกล้ชิด หรือจะเปึนเพราะเจ้าตัว ไม่มีใครทราบได้นอกจากเจ้าตัวเท่านั้น แต่ลําพังการพูดว่าเรื่องนี้ จบแล้วมีการถอนตัวไป ท่านไม่คิดหรือครับว่ามันอาจจะทําให้เกิดกรณีที่ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ เกิดขึ้นต่อไปอีก แล้วก็อ้างว่าแต่ละบริษัทตัดสินใจเอง เพราะทุกคนกลัวเรื่องของธุรกิจ กรณีที่เกิดขึ้นกับ ๑๐๕ วิสคอม (Wisdom) ก็เปึนเพราะว่ากําลังจะต่อสัญญา จริง ๆ ในประวัติเขา ก็ไม่ค่อยกลัวนะครับ ท่านรัฐมนตรีจักรภพทราบดีเพราะว่าท่านจัดรายการอยู่ที่คลื่นนั้น รู้จักอยู่กับบริษัทนั้นช่วงที่ท่านเปึน นปก. เขาก็ไม่กลัว เขาก็ให้ท่านจัด ท่านหยุดจัดไปช่วงเดียว ก็คือตอนถูกควบคุมตัว กลับออกมาก็จัดต่อ แต่ทําไมวันนี้บริษัทกลัว แล้วเมื่อบริษัทกลัว รัฐบาลบอกเขาได้ไหมว่าไม่ต้องกลัว จัดต่อได้ไม่กระทบกับการทําธุรกิจอย่างนี้สิครับ ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ผมไม่บังอาจไปกล่าวหาหรอกครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีหรือ กรมประชาสัมพันธ์หรือท่านรัฐมนตรีคงไปสั่ง ผมเพียงแต่บอกว่าถ้าเราเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพ แนวทางของท่านวันนี้ต้องไม่ใช่แค่ปฏิเสธว่าผมไม่เกี่ยว ลุกขึ้นมายืนครับ ยืนยันเลยว่า เอาอาจารย์เจิมศักดิ์กลับมาจัดต่อได้ไม่กระทบกับเรื่องธุรกิจ อย่างนี้เราก็จะได้เริ่มต้น สามารถทําให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง ซึ่งลงเลือกตั้ง แต่ต้องหมายถึงสิทธิเสรีภาพของภาคประชาชน ของสื่อสารมวลชน ของนักวิชาการ ของฝ์ายต่าง ๆ ในสังคมด้วย เรื่องนี้ก็ขอเรียนไว้นะครับ เพราะว่าผมเห็น การปรับถ้อยคําในนโยบายที่เปึนที่มาฉบับล่าสุดและเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ผมเปึนห่วงมาก

ประเด็นถัดไปครับ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือกระบวนการ ประชาธิปไตยสะดุดทุกครั้ง ข้อหาข้อแรกคือทุจริต ทุกครั้งครับ แล้วก็เปึนข้อหาที่คน เชื่อด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราอยากจะประคับประคองบ้านเมือง รัฐบาลให้เดินต่อไป ข้างหน้านี่ต้องชัดเจนว่าเรามีท่าทีต่อปัญหาเรื่องการทุจริตการปฏิบัติราชการกันอย่างไร แน่นอนท่านนายกรัฐมนตรีแถลงไปเมื่อสักครู่ตอนท้ายยืนยันกับพวกเราว่าท่านจะบริหาร ราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่ว่าทั้งหมดนี่ต้องพิสูจน์กันด้วยการกระทํา แล้วก็ท่านเองท่านก็บอกว่าท่านจะดูแลไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้นในรัฐบาลของท่าน เข้าใจว่า วันศุกร์ท่านยังปรารภเลยว่าที่คนเริ่มไปพูดว่ารัฐบาลท่านมี มิสเตอร์เอส มิสเตอร์ที ซึ่งมาจากกรุงเทพมหานคร ท่านยืนยันบอกว่าไม่มีกรณีอย่างนั้น ก็ดีครับที่ท่านทราบว่า มันเริ่มมีเสียงพูดกันอย่างนี้ จะได้ปัองกันไม่ให้อะไรก็ตามซึ่งมันไม่ควรเกิดมันเกิด แต่ว่าสําคัญไปกว่านั้นก็คือว่าท่านจะจริงใจในการสนับสนุนกลไกที่จะต่อสู้กับปัญหา การทุจริตมากน้อยแค่ไหน ช่วงหาเสียงท่านบอกท่านจะยุบ คตส. ตอนนี้ก็ไม่พูดถึง การยุบ คตส. แต่ก็ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุน คตส. ให้ทํางานได้อย่างเต็มที่ เพราะเรื่องสุดท้ายต้องไปจบลงที่ศาลอยู่แล้ว จะสนับสนุนไหมครับ ให้ คตส. เขาได้ ทํางานอย่างเต็มที่ มีมือมีไม้ให้เจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมือ เพื่อที่คนที่ทุจริตจะต้องได้รับ โทษตรงไปตรงมา ตรงนี้ละครับคือเรื่องสําคัญ ผมจึงกราบเรียนเปึนประเด็นสุดท้ายครับ ว่าวันนี้ที่สุดบ้านเมืองเราจะเดินไปตามเปัาหมายที่ท่านแถลงนโยบายไว้หรือไม่ อยู่ที่หลักการทํางานของท่าน ผมเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรี วันก่อนท่านก็พูดอีกนะครับว่า ท่านมาตัวคนเดียว แล้วก็พูดทํานองว่ามีปัญหาว่าจะถูกมองว่าเปึนหุ่นเชิดหรือไม่ ก่อนหน้านี้แน่นอนครับเปึนเรื่องลําบากสําหรับท่าน แต่วันนี้ท่านเปึนนายกรัฐมนตรีของ ประเทศไทยแล้ว อํานาจอยู่ในมือท่าน เปึนตัวจริง และผมก็อยากให้ท่านได้พิสูจน์ตัวจริง ของท่าน ท่านได้ปรารภหรือบ่นมา ๒ ครั้งนะครับ ครั้งแรกในขณะที่จะทูลเกล้าฯ รายชื่อ คณะรัฐมนตรี ท่านเปึนคนปรารภออกมาเองว่าคณะรัฐมนตรีขี้เหร่ พวกกระผมไม่ได้พูดนะครับ สื่อมวลชนพยายามให้ผมวิจารณ์อยู่นาน ผมไม่พูดเลย แต่ท่านหยิบยกขึ้นมาเองแล้วท่าน ก็นํารายชื่อนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ โดยบอกว่าปรับ ๑๒ ตําแหน่งหรือไม่อย่างไร ผมไม่ทราบ สังคมก็เห็นใจท่าน ถัดมาพอจะมีการตั้งเลขานุการรัฐมนตรี ท่านก็ปรารภอีก เหมือนกับว่า รายชื่อนี้มันไม่เหมาะสม ก็ยังไม่ทราบว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร แต่กระผมกราบเรียนว่า สิ่งซึ่งเปึนปัญหาความอึดอัดของท่าน เราอยากให้ท่านจัดการ เพราะท่านมีอํานาจ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็จะเห็นนะครับ สังคมอยากให้ท่านเปึนตัวของตัวเองจริง ๆ สู้ ทําในสิ่งที่ท่านเชื่อว่าถูกต้อง แต่ถ้ามีหนที่ ๓ หนที่ ๔ หนที่ ๕ แล้วเปึนเพียงการปรารภ แต่ยังทําไม่ได้ วันนั้นมันจะย้อนกลับมาทําลายความเชื่อมั่นที่จะทําให้ท่านไม่สามารถ บริหารราชการแผ่นดินได้เปึนไปตามเปัาหมายของนโยบายนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องกราบเรียนว่า บางเรื่องครับ กระผมอยากจะขอกับท่านว่าเมื่อท่านมาดํารงตําแหน่งตรงนี้แล้ว ท่านละเว้นอย่าไปเกี่ยวข้องได้ไหม เพราะสิ่งที่ไปตอกย้ําว่าท่านจะเปึนนายกรัฐมนตรี จริงหรือไม่ หรือมีแรงกดดัน หรือใครมาเชิดอยู่นี่มันก็อยู่กับการที่ว่าท่านยังต้องทําหน้าที่ ไปปกปัองอดีตผู้นําหรือไม่อย่างไร ผมว่าวันนี้ไม่ใช้หน้าที่ของท่านนายกรัฐมนตรีแล้วที่จะ มาพูดว่าข้อกล่าวหาต่อท่านอดีตนายกรัฐมนตรีมันเปึนอย่างไร ให้กระบวนการยุติธรรม ดําเนินการไปในตัวของมันเถอะครับ วันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของท่านแล้วที่พยายามจะบอกว่า ยังมีมือที่มองไม่เห็นเข้ามาสู่กระบวนการ กกต. บ้าง ป.ป.ช. คตส. ผมไม่ทราบ วันนี้หน้าที่ ของท่านคือจัดการกับความขี้เหร่ ความเลวร้าย ความชั่วร้ายที่มองเห็น จัดการเสียครับ ถ้าวันนั้นท่านทําสิ่งเหล่านี้สําเร็จนะครับ ผมคิดว่าท่านก็จะก้าวลงจากตําแหน่งในฐานะ นักการเมืองซึ่งมีประวัติการทํางานการเมืองมายาวนานได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ว่าถ้าท่านไม่สามารถหลุดพ้นตรงนี้ได้ครับ แล้วเปึนนายกรัฐมนตรีเทียม ผมเชื่อว่า ท่านไม่ประสงค์อย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ที่สําคัญก็คือว่าประเทศชาติและประชาชนคนไทย และสถานการณ์ของพวกเราทุกคนในวันนี้ไม่ต้องการสิ่งนั้นครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ท่านประธานคงได้ฟังก่อน ท่านขึ้นมานั่งบนบัลลังก์นะครับ เมื่อเวลาที่กระผมเปึนผู้อ่านนโยบาย ผมใช้เวลาชั่วโมงหนึ่ง ท่านหัวหน้าฝ์ายค้านใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ผมก็ยังไม่ได้ถึงเวลาที่จะตอบสิ่งที่ท่านได้วิพากษ์วิจารณ์ ตั้งแต่ต้นนะครับ แต่ขออนุญาตท่านประธานจะตอบในส่วนที่มันอยู่นอกเหนือนโยบาย ก็ขอใช้สถานะเพียงแต่ว่าผมถูกพาดพิง จะพูดในส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายทั้งนั้น ท่านวิพากษ์วิจารณ์นโยบายอย่างไรไม่เปึนปัญหาหรอกครับ แต่ว่าระยะเวลาหลังเมื่อกี้ ประมาณสักเกือบครึ่งชั่วโมงที่ท่านเริ่มอบรมสั่งสอนคนเปึนนายกรัฐมนตรี ก็อยากจะเรียน สั้น ๆ ตรงนี้เท่านั้นท่านประธานครับ ผมชื่อ สมัคร สุนทรเวช ผมเปึนหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ผมเปึนนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาตามเส้นทางของการเลือกตั้ง มีการตรวจสอบโดยคณะกรรมการ กกต. ถูกต้องเรียบร้อย หัวหน้าพรรคพลังประชาชนมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้ง ๒๓๓ คน หัวหน้าฝ์ายค้านซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ผมเมื่อสักครู่นั้นได้รับเลือกตั้ง ๑๖๕ คน ผมเลยได้เปึน นายกรัฐมนตรี อยากกราบเรียนท่านประธานไม่มากหรอกครับ ลักษณะที่ได้มาพูดจา เหมือนกับอบรมสั่งสอนคนเปึนนายกรัฐมนตรีนั้นฟังดูก็คงจะดูโก้เก๋แล้วก็เก่งกล้าดี แต่เวลาจะใช้ข้อความต่าง ๆ นั้นคนเปึนหัวหน้าฝ์ายค้านแม้อายุจะยังไม่มากควรจะต้องมี ความรอบคอบในการใช้ตัวเลขใช้อะไรต่าง ๆ มากกว่านี้ วิพากษ์วิจารณ์คนเปึนนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันว่าเมื่อเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้นสั่งป่ดหนังสือพิมพ์มากที่สุดนั้น ผมเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ วันนี้ พ.ศ. ๒๕๕๑ ผมเปึนมาแล้ว ๓๒ ป้ คนที่อบรมสั่งสอนผมเมื่อสักครู่นี้ ป้นี้อายุ ๔๓ ป้ลองลบดูสิครับ ลบดูแล้วก็จะรู้ว่า อายุ ๑๑ ป้เท่านั้นเอง แล้วอยู่ในประเทศไทยหรือเปล่า ไม่อยู่หรอกครับ อยู่ประเทศอังกฤษ ถ้าไม่รู้ข้อมูลแล้วละก็ลองให้ท่านเลขาธิการพรรค ท่านบอกให้ฟังหน่อยหรือประธานที่ปรึกษา พรรคให้เล่าให้ฟังหน่อย ข้อเท็จจริงนั้นเปึนอย่างไร ผมเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมไม่เคยสั่งป่ดหนังสือพิมพ์คนจะป่ดอาจจะเปึนเจ้าพนักงานการพิมพ์ ซึ่งผมไม่เคยสั่งให้ เขาไปป่ด ถ้าเขาจะทําตามหน้าที่บ้าง ผมก็จําไม่ได้ว่ามันมีอีกสักเท่าไร แต่ถ้าท่านหัวหน้า ฝ์ายค้านไม่เคยรู้เลย ผมจะบอกให้ฟังครับว่า เมื่อเขาปฏิวัติกันเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นั้น เขาป่ดหนังสือพิมพ์หมดทุกฉบับ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครถูกเชิญเข้าไปในคณะปฏิวัติ เขาเรียกว่าคณะปฏิรูป ผมบังเอิญนั่งอยู่ที่ กทม. ด้วย ท่านผู้ว่า กทม. ท่านก็บอกไปกับอาหน่อย ผมก็เข้าไปกับท่าน ท่านก็ไปนั่งคุยกับท่านหัวหน้าคณะปฏิรูป ผมก็นั่งคุยกับท่านนายพลอากาศเอก ท่านหนึ่ง ท่านบอก คุณสมัคร เราสั่งป่ดหนังสือพิมพ์หมดเลยทุกฉบับ ผมบอกหรือครับ แล้วพรุ่งนี้ใครจะรู้ คนไทยจะรู้ได้อย่างไรครับว่าคณะปฏิรูปเปึนใคร มาจากไหน ผมบอกผมไม่เห็นด้วยหรอกครับ อย่างนี้แล้วคนจะไม่รู้ พรุ่งนี้หนังสือพิมพ์สําคัญก็ต้องออก เขาบอกอย่างนั้นหรือ แล้วรุ่งขึ้น คณะปฏิรูปก็ตั้งคณะกรรมการเป่ดหนังสือพิมพ์ ๕ คน มีทหาร เปึนหัวหน้า ผมเปึน ๑ ใน ๕ แล้วผมนี่แหละครับเปึนคนเป่ดหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ถูกป่ด พยานที่ผมอ้างอิงได้ ชื่อนายประพันธ์ เหตระกูล ตอนนั้นอยู่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ มานั่งอยู่ที่หน้าห้อง เขามา เพราะเขาเปึนเพื่อนผมเรียนหนังสือมาด้วยกัน ผมสั่งเป่ดเปึนแถวเลยครับ เป่ดหมด นายสมัคร สุนทรเวช นี่แหละครับสั่งเป่ดหนังสือพิมพ์และไม่เห็นด้วยกับคณะปฏิรูปที่ป่ด หนังสือพิมพ์ ด้วยเหตุผลว่าพรุ่งนี้เช้าผู้คนในบ้านเมืองจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเปึนคณะปฏิรูป ถ้าหัวหน้าฝ์ายค้านไม่เคยรู้เรื่องนี้ลองถามท่านประธานที่ปรึกษาดูเถอะครับ ข้อเท็จจริง เปึนอย่างนี้ สําคัญที่สุดก็คือว่าเรื่องต่าง ๆ ที่เอามาอบรมสั่งสอนว่ากล่าวผม ท่วงท่าทีผม ต่าง ๆ นั้น ไม่เปึนปัญหาหรอกครับ ผมฟังได้ ผมอายุมากพอที่จะฟังคนอายุ ๔๓ ป้อบรม ผมได้ ผมป้นี้ย่าง ๗๓ ป้แล้วครับ อายุแก่กว่าผู้พูดเพียง ๓๐ ป้เท่านั้น ผมเห็นตื้นลึกหนาบาง ในบ้านเมืองนี้ แล้วผมเปึนคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง ถ้าผมสกปรก คิดไม่เปึนทางการเมือง มาไม่ได้ไกลถึงป์านนี้หรอกครับ จะอยู่แถวไหนยังไม่รู้ เลยครับ ถ้าผมสกปรกผมอยู่เฉย ๆ ไม่ได้หรอกครับ ผมฟัองคดีประธาน กกต. ซึ่งท่านก็ดีท่านก็บอกไม่เปึนไรหรอก มันก็ผลัดกัน ท่านมากล่าวหาผม ผมเห็นว่าไม่ถูกผมฟัองท่านครับ ยังเปึนคนรู้จักดีด้วยกันอย่างนี้ เพราะว่าผมไม่เคยรู้จักท่านเปึนส่วนตัว แต่ท่านฝากความมาบอกว่าไม่เปึนไร คุณสมัคร ก็ทําหน้าที่ของคุณไป ผมก็บอกท่านก็ทําหน้าที่ของท่าน แต่ผมเห็นว่าท่านทําไม่ถูก ผมเปึนผู้ถูกกล่าวหาที่ผมฟัองคดีผู้กล่าวหาผมนะครับ เวลานี้คดีก็อยู่ในศาล การวินิจฉัย ก็ยังครับ เรื่องทั้งหมดนั้นอยู่ที่คณะกรรมการ คตส. คตส. เปึนคนจัดการดูแลเรื่องนี้ครับ อยู่ขั้นสอบสวนเท่านั้นแหละครับ เรื่องยังไม่ถึงอัยการด้วยซ้ําไป ยังสอบคนไม่หมดเลยครับ แต่ว่าสื่อสารมวลชนว่ากล่าวกันรุนแรงเหมือนกับผมเปึนคนสกปรกเต็มที่ มีคนไปขุดออกมา ด้วยซ้ําไปนะครับ ทิ้งขยะกันมา ๓ ป้ ลองดูสิครับ ลองบอกว่าผมทําผิดแล้วลองระงับ สัญญาดูสิครับ แล้วดูสิอะไรมันจะเกิดขึ้นผมไม่ว่าอะไรหรอกครับ ทําได้ แต่ผมนี่ผมพูด กับหนังสือพิมพ์เมื่อ ๒–๓ วันเอง ผมบอก ผมนี่สุจริตเปึนเกราะบังศาสตร์พร้อง สกปรก บาทเดียวเปึนศัตรูกับสื่อสารมวลชนไม่ได้หรอกครับ ไม่ได้จริง ๆ เขาเอาตายเลยครับ ถลกหนังตายเลย ในเมืองไทยยังมีคนอย่างนี้กี่คนครับที่ต่อปากต่อคํากับสื่อสารมวลชน ไม่ละเว้นเลย แต่สําคัญที่สุดนักการเมืองกี่คนในบ้านเมืองนี้ถูกนักสื่อสารมวลชนสับโขก ดุ ด่า ว่ากล่าว เขียนกระทบกระแทกแดกดัน ผมตอบโต้คนพวกนี้ เพราะผมเปึนคนมีจิต มีวิญญาณ เปึนคนธรรมดา ไม่ให้ใครมารุกล้ําก้ําเกินผม คดีความในศาลนี่แพ้บ้างชนะบ้าง สุดแท้แต่ทนายจะเก่ง ไม่เก่งคดีหมิ่นประมาทเท่านั้นแหละครับ คดีทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ยังไม่เคยโดนเลยครับ ผมไม่ใช่คนสกปรก ผมไม่ใช่คนทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ผมต้อง แน่ใจในตัวผมเองผมถึงมาเปึนหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เพราะฉะนั้นอะไรที่เกิดขึ้น ที่อบรมเมื่อสักครู่นี้ แล้วผมเปึนเหมือนนายกรัฐมนตรีคนเก่าไหมละครับ นี่ปวดปัสสาวะ ตั้งแต่เริ่มต้นอ่าน เท่าไรครับ อ่านอยู่ชั่วโมง หัวหน้าฝ์ายค้านพูดอภิปราย ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง คนอายุขนาดนี้นั่ง ๓ ชั่วโมง เพราะเกรงใจหัวหน้าฝ์ายค้าน หิวข้าวก็หิว ปวดปัสสาวะ ก็ปวดแต่ไม่ลุกครับเพื่อจะได้ให้เห็นนึกว่าจะชมเชยกลับไปอ้างคนที่ก่อนโน้น ไปว่ากล่าวเขา เขาจะคิดอะไร จะทําอะไร เขาเปึนอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ผม อะไรต่าง ๆ ที่กระทบกระทั่ง ก็นโยบายผมเขียนมาใหม่วันนี้ ผมรับผิดชอบในสิ่งที่ผมเขียน ตัวหนังสือที่ไปแก้ไข ผมยัง ไม่ทราบเลยครับ ผมยังไม่ทราบเขามีคณะกรรมการดูแล ผมไม่ใช่เปึนคนทําเรื่องนโยบายนะครับ ตั้งคณะกรรมการ ๖ พรรคมาร่วมร่างกัน เขาประชุมกัน ๔ ครั้ง ผมยังไม่ทราบเลยครับว่า ข้อความมันมีเปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่เปึนอะไรยกประโยชน์ให้ว่าได้ เก่งนะครับช่างค้นคว้า ไปเอาฉบับก่อนหน้าฉบับนี้มา ผมก็อ่านครับฉบับก่อนหน้าแต่ผมไม่ยักสังเกตเห็น แล้วฉบับหลังผมก็เพิ่งอ่านเมื่อเช้านี้เองครับ ตะกุกตะกักไปบ้างเพราะเหตุว่ามี ความพลาดพลั้ง ผมอยากจะอ่านฉบับที่พิมพ์ เขาไปทิ้งไว้ที่บ้านผมคนเอาไว้ที่บ้าน ก็ไม่บอก ผมก็บอกจนป์านนี้ยังไม่ได้รับ เขาให้ไป ๑๐ เล่ม มันผิดปกติถ้าให้เล่มเดียว อยู่ในซองผมก็เป่ดแล้ว ให้ไป ๑๐ เล่มก็ไปวางอยู่ตรงนั้นเอง ก็เพิ่งมานั่งเป่ดดูในรถ ถูกต้องครับ ถ้อยคําสํานวนที่อ่านตะกุกตะกักเพราะคําไม่คุ้นเคย แต่คําไหนคุ้นเคยก็อ่าน ได้เร็วหน่อย ผมอยากจะบอกว่า ผมต้องรับผิดชอบสถานะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หยิบมา วิพากษ์วิจารณ์ผมก็จะใช้สถานะตรงนี้พูดเสียให้มันจบเสียจะได้ไปกินข้าว ผมจะบอก ให้ฟังนะครับว่า ผมไม่ได้ป่ดบังสถานะการที่ผมมาเปึนหัวหน้าพรรคการเมืองนี้เลย คนทั้งบ้านทั้งเมืองนี้รู้ครับ แต่ต้องถือว่ามันเปึนเรื่องที่มันเกิดขึ้น มันพิสูจน์ด้วยการที่ว่า ผมเปึนหัวหน้าพรรค จดทะเบียนถูกต้อง มีดีเบท (Debate) กันในพรรคด้วยครับก่อนจะได้ เปึนหัวหน้าพรรค หัวหน้าพรรคเก่าเขาไม่ยอมครับ ผมเคยดีเบตมาแล้วครับ แล้วผม ดีเบตชนะด้วย แล้วผมก็ได้เปึนหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และผมก็ไปสมัครรับเลือกตั้ง วันสมัครรับเลือกตั้งก็มีคนชวนไป ผมบอกไม่ มันเปึนสิทธิเสรีภาพของบุคคลในระบอบ ประชาธิปไตยนะครับที่จะไม่ขึ้นไปพูดกับใคร ที่ไหน ผมไม่พูดหรอกครับ เปึนสิทธิของผม ใครมาชวนผมพูดก็เปึนสิทธิของคนชวน แล้วเลือกตั้งก็ต่างคนต่างไปหาเสียง พูดจาหาเสียง ก็พูดกันไปสิครับ แล้วก็เปึนอย่างไรครับ หาเสียงเสร็จแล้วพูดอย่างผมนี่แหละครับ ได้ ๒๓๓ คน พูดอย่างหัวหน้าฝ์ายค้านได้ ๑๖๕ คนแล้วเปึนอย่างไร มันธรรมดาโลก เสร็จเรียบร้อยแล้วผมเข้ามานี้เปึนอย่างไรใคร ๆ ก็รู้ เหมือนที่ใคร ๆ ในบ้านเมืองนี้ก็รู้ครับว่า ในพรรคของท่านหัวหน้าฝ์ายค้านนั้นเปึนอย่างไร ใครจะขึ้นใครจะลง ใครจะมา ใครจะครวญ ใครจะเปลี่ยน ผมก็พูด คือผมวิพากษ์วิจารณ์จริง ๆ พรรคนี้ผมไม่เคยพูดจา เพราะว่า ผมเกิดมาจากพรรคที่ว่านะครับ พรรคท่านนี่ผมเกิดมาแล้วโตมาด้วย แล้วก็มาดังด้วย มีคนเคยบอกออกจากพรรคนี้ไปมันเจ๊งทุกราย แต่ไม่ใช่คนชื่อสมัคร สุนทรเวช ครับ นี่ออกมาแล้ว ตั้งพรรคการเมืองเอง ประวัติศาสตร์ที่ท่านหัวหน้าพรรคฝ์ายค้านอาจจะ ไม่ทราบ วันหนึ่งผมต้องไปสู้กับพรรคที่ผมเคยอยู่เลือกกันใน กทม. ทั้งประเทศมี ๓๙๑ คน ผมเปึนพรรคสร้างใหม่ สมัคร ๓๕ คน สมัคร ๓๕ คน ได้รับเลือกตั้งเท่าไรทราบไหมครับ ได้รับเลือกตั้ง ๓๒ คน สมัคร ๓๕ คนได้ ๓๒ คนครับ กรุงเทพฯ สมัคร ๓๒ คนได้ ๒๙ คนครับ ขอประทานโทษออกชื่อพรรคท่านนิดเถอะครับ พรรคท่านชื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้ ๑ คน พรรคผมชื่อพรรคประชากรไทยได้ ๒๙ คน แล้วจะบอกให้ฟังด้วยนะครับ ๑ คนที่ได้ไปชื่อ ถนัด คอมันตร์ ถ้าเปึนชื่ออื่นไม่ได้หรอกครับ บังเอิญชื่อถนัด คอมันตร์ เลยได้ไป แต่ผมก็จะ ไม่เล่าเกร็ดให้ฟังด้วยว่าตอนคุณถนัดท่านกลับเข้าไปในพรรคแล้วคนในพรรคเงียบหมดนั้น คุณถนัดท่านวิพากษ์วิจารณ์พรรคท่านว่าอย่างไร ท่านประธานครับ ผมก็ไม่อยากพูดจริง ๆ แล้วเขาก็บอกเลยว่า เมื่อเวลาที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ผมนึกว่าท่านหัวหน้าพรรคฝ์ายค้าน จะเข้าใจสถานการณ์การเมือง ผมเข้าใจท่านครับว่าท่านอยู่ในพรรคท่านอยู่ตรงไหน อย่างไร ท่านเปึนอย่างไร แต่ว่าผมนึกว่าท่านจะเห็นใจผมว่าผมมาอยู่ในพรรคพลังประชาชน ผมอยู่ตรงไหน อย่างไร การที่ผมบ่น ผมไม่ป่ดบังเลยครับ ผมบ่นนั้นคนเขาเห็นใจผม เขามีระบบพรรคนะครับ แล้วระบบพรรคเขาก็เล่นกับคนที่เปึนหัวหน้าพรรค ระบบเขาส่งมา อย่างนั้น ผมก็บอกถามไปเขาบอกเชิญใครเขาไม่มีใครมา คําว่า ขี้เหร่ ของผมนั้นไม่ใช่ คุณสุภาพสตรีที่เปึนลูกท่านอดีตผู้ว่าไม่ใช่เลยครับ ขี้เหร่ คือทั้งหมด มันไม่ได้อย่างใจ ไม่ได้อย่างใจรอบแรกคือไปเชิญใครต่อใครที่เขาตัวเจ๋ง ๆ เขาไม่มา เพราะมีกฎหมายที่ว่าเขารับไม่ได้ กฎหมายฉบับนี้เขาเสียคน เขาเสียของ ไม่มาจึงต้องเอา คนของเราเอง เมื่อเอาคนของเราเองยังมีระบบก็มีกรรมการ ๓๗ คน เขาเปึนคนเลือกมาให้ผม สุดท้ายความจริงเขาเลือกแล้วเขาใช้เลยก็ได้ครับ แต่เขายังดีเขามาให้ผม ผมก็บอกว่า แหมมันไม่ได้อย่างใจ ไม่ได้อย่างใจของผมเองก็พอสมควรครับ แล้วต้องผสมอีก เมื่อผสมอีกรัฐบาลเงาของท่าน ๑๖๕ คน ตั้ง ๓๖ คนง่ายนะครับ แต่ของผม ๓๑๕ คน ตั้ง ๓๖ คน ยากครับ ยากจริง ๆ แล้วผมนึกว่าหัวหน้าฝ์ายค้านจะเห็นใจผม พรรคหนึ่งเขาเอาคนนี้มา เปึนเลขา ในนั้นเขาส่งคนนี้มาเปึนเลขา แต่ผมพูดชัดเจนเลยนะครับ ผมปัองกันการสรรหา ผมบอกเลขาผมไม่ขัดข้อง แต่ผมตําหนิตอนหลังสุดบอกว่าปัทโธ่มาเปึนที่ปรึกษามันต้อง คิดบ้างสิ คนเปึนที่ปรึกษาบางคนมาสู้เลขายังไม่ได้มาใส่ที่ปรึกษา ผมบ่นเลยครับ นี่แหละครับ นายสมัคร สุนทรเวช ตัวจริง ปากกับใจตรงกันแล้วบ่น แล้วผมก็ตอบด้วย บ่นในพรรคมันก็เปึนหุ่นเชิดอยู่เหมือนเดิมตามที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กัน คนวิพากษ์วิจารณ์ ผมใครครับ สื่อสารมวลชน ที่ท่านยกย่องสรรเสริญเมื่อกี้แหละครับ สื่อสารมวลชนจะดุ จะด่าว่ากล่าวเหยียบย่ําใคร เหยียบย่ํานักการเมืองอย่างไรก็ได้ครับ แต่นักการเมืองไปมี ทีท่าอย่างผมเปึนนะครับ ท่านมาอบรมผมแล้วเหมือนกับว่าถ้าเปึนอย่างนี้ เปึนนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เปึนอย่างนี้เหมือนกับว่าไม่มีท่าดีกับสื่อ แม้กระทั่งข้อความผิด ไปหน่อยยังอุตส่าห์เอามา เทียบให้ดู ผมไม่ทราบจริง ๆ ครับ กรณีที่เอ่ยสุดท้ายนี้ผมจะใช้ตรงแค่นี้ครับ เอ่ยถึงเรื่องที่ เกิดขึ้น ๖ ตุลาคม สักนิดเถอะครับ ก็อ้ายฝรั่งมันดันมาถามผม แล้วผมก็ตอบกับฝรั่งตามที่ ผมรู้และที่ผมเห็น ผมอยู่สนามหลวงครับ เขาจะทําอะไรกันอย่างไรไม่ทราบ แต่สนามหลวง มีคนที่ถูกตีและถูกเผา ที่สนามหลวงเอายางมาใส่และเผา ตายที่สนามหลวงนั่นแหละครับ ๑ คน ฝรั่งถามผม ฝรั่งทุกคนที่สัมภาษณ์ผมต้องถามอ้ายคําถามนี้ มันทําไมครับ แหมฝรั่งมันช่างสนใจจริง มันสนใจจริง ๆ ครับ อย่าว่าอ้ายผู้ชาย ซีเอ็นเอ็น (CNN) เลยครับ ผู้หญิงอัล-จาซีราห์ (AL-JASIRAH) สวยด้วยอายุยังไม่ ๓๐ ป้ ถามผมอย่างนี้ต้องถอดเทป ออกเลยครับ ผมถาม ยู (You) ถามคําถามไอ (I) อย่างนี้อายุเท่าไรนี่ ยูอยู่เหตุการณ์ในบ้านเมืองไอ หรือใครเขาฝากมาถาม หรือไปจําขี้ปากใครเขามาถามว่าเปึนฆาตกรมือเปุ๋อนเลือด อ้ายฆาตกรมือเปุ๋อนเลือดนี่ใช้ทุกยุค ทุกสมัยนะครับ ท่านประธานครับ เวลาที่ผมเลือกตั้ง จะเลือกตั้งดัง ๆ เมื่อไรโดนทุกครั้ง เลือกตั้งผู้ว่า กทม. ฆาตกรมือเปุ๋อนเลือด ๖ ตุลาคม สมัครผู้ว่า กทม. ด่าผม ผมเอาไปศาลเลยครับ ไปศาลเลย ไม่ต้องออกชื่อหรอกใครเปึนจําเลยผม ไปฟัองศาล ศาลท่านบอก คุณสมัครจะเลือกตั้งแล้ว โถเถอะน่าถอนเถอะ เลือกตั้งสบาย ๆ ดีกว่า ผมก็เกรงใจศาลท่าน อ้าวถอนก็ถอน ถอนครับ แล้วไปเลือกตั้ง ถ้าฆาตกรมือเปุ๋อนเลือด คนกรุงเทพมหานครนี่ยอดรู้ดีกว่าใครหมด รู้เช่นเห็นชาตินักการเมืองดีกว่าใครหมด ขอประทานโทษคนต่างจังหวัดด้วยนะครับ ฆาตกรมือเปุ๋อนเลือดถูกคนด่าและไปขึ้นศาล แล้วลงเลือกตั้ง คู่ต่อสู้ผมได้ ๕ แสนกว่า ผมได้ล้านกว่า คนมี ๑๔ ล้านคน มาใช้สิทธิ ๒ ล้านคน ผมได้ล้านเศษ ๆ คู่ต่อสู้ผมได้ ๕ แสนกว่า ทําไมครับฆาตกรมือเปุ๋อนเลือด มันได้รับเลือกตั้งคะแนนล้านกว่า มีใครในประเทศไทยบ้างครับ ว่าเลือกตั้งโดยการลงคะแนน ได้คะแนนล้านกว่า ไม่มีละครับ มีชื่อสมัคร สุนทรเวช นี่แหละครับ จนบัดนี้คนที่จะเฉียดมา ตอนหลังก็ ๙ แสนครับ ไม่ได้ถึงล้านกว่า ขอประทานโทษเถอะนะครับ รายละเอียดทั้งหลาย ผมจดไว้แล้ว แล้วผมจะตอบวันสุดท้ายเรื่องในนโยบาย แต่วันนี้ขอใช้สิทธิพาดพิง แหม คืออธิบายความ ๑ ชั่วโมงรอดตัวมาได้ก็นับว่าใช้ได้แล้ว ตะกุกตะกักหน่อย นั่งทนฟัง ปวดปัสสาวะฟังท่านหัวหน้าฝ์ายค้านพูดจาอภิปรายชั่วโมงครึ่งนึกว่าจะลงท้ายอ้าว โดนอบรมอีกครึ่งชั่วโมง ท่านประธานที่เคารพโปรดให้อภัยผมนะครับ ผมเปึนนายกรัฐมนตรีผมแน่ใจว่าผมมี ความสามารถถ้าไม่อย่างนั้นไม่อาสามาเปึนหัวหน้าพรรคเขาหรอกครับ ถ้าไม่อย่างนั้น ไม่เดินหน้ามาถึงป์านนี้หรอกครับ ถ้ามันใช้ไม่ได้จริง ๆ มันแย่จริง ๆ แล้ว มันไม่เข้าท่าจริง ๆ ไม่มีโอกาสยืนพูดวันนี้ตรงนี้ ขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ผมจะใช้สิทธิผมวันสุดท้าย เวลาที่จะลงท้ายกันตรงนี้ อันนี้ถือว่าพาดพิงเท่านั้นครับ ขออภัย ท่านสมาชิกด้วยนะครับ ที่ต้องพูดหน่อย ทิ้งไว้อีก ๓ วันเก่าหมดไม่ทันกินหรอกครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านหัวหน้าพรรคครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียน ท่านประธานว่าช่วงที่ผมอภิปรายอยู่ที่จริงก็หิวข้าวไม้แพ้ท่านละครับ แต่ว่าทําหน้าที่ครับ แล้วสิ่งที่กระผมกราบเรียนท่านประธานไปทั้งหมดก็ยืนยันนะครับว่าเปึนข้อเท็จจริง มีเหตุมีผล กระผมไม่ได้อบรมท่านนายกรัฐมนตรีเลยครับ กระผมชี้ให้เห็นว่าวันนี้สังคม ต้องการนายกรัฐมนตรีตัวจริง แล้วกระผมก็ชี้ว่าในความคิดของผมเราจะประคับประคอง บ้านเมืองและระบอบประชาธิปไตยไปอย่างไร ต้องการนายกรัฐมนตรี ต้องการรัฐบาล ที่มีท่าทีต่อประเด็นในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ท่าทีต่อในเรื่องการเมืองภาคประชาชนอย่างไร ผมไม่ได้พูดตั้งหลายเรื่องที่ท่านลุกขึ้นมาแก้ตัวนี่ครับ ผมไม่ได้พูดสักคําเลยเรื่องว่า ท่านทุจริตหรือไม่ทุจริต ผมไม่ได้พูดสักคําเลยว่าท่านมีความไม่ดีหรือมีความไม่เหมาะสม แต่กระผมกราบเรียนว่ามันมีท่าทีบางอย่างซึ่งสังคมเขาวิตกกังวล ผมอายุ ๔๓ ป้ครับ แต่ถ้าผมอายุ ๔๓ ป้ แล้วผมกินเงินเดือนของประชาชนเท่ากับคนอายุเท่าไรก็แล้วแต่ ผมต้องทําหน้าที่ผมในฐานะผู้แทนของประชาชน ผมไม่มีสิทธิที่จะไม่ทําหน้าที่ของตัวเอง สิ่งที่กระผมกราบเรียนผมก็ยืนยัน แล้วเมื่อท่านได้ตอบมาแล้วก็อาจจะเกิดความเสียหายนี่ กระผมก็ต้องกราบเรียนครับ ถูกต้องครับผมอายุน้อยตอนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม แต่ผมสนใจ การเมืองมาก่อนหน้านั้น สนใจการเมืองฟังท่านตั้งแต่วันที่ท่านอยู่พรรคประชาธิปัตย์นี่ละครับ แล้วผมก็พยายามติดตามศึกษาประวัติศาสตร์แล้วก็ดูท่าทีของการเมืองว่าเปึนอย่างไร ผมก็ท้าให้ท่านไปถามเหมือนกันครับว่าในบรรดาคนที่เปึนสื่อสารมวลชนในขณะนั้น เขาจําท่านในฐานะรัฐมนตรีมหาดไทยที่เปึนมิตรกับหนังสือพิมพ์หรือไม่ ผมไม่ได้บอกท่าน สั่งป่ดนะครับ ผมบอกยุคที่ท่านเปึนมันมีการป่ดมากที่สุด ท่านก็ยอมรับเองว่าท่านมาค่อย ๆ เป่ด ทําไมไม่เป่ดพร้อมกันหมดละครับ

(นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (มหาสารคาม) ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธานครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

แล้วถามว่าเหตุผลที่ท่านบอกให้เป่ดนี่

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ขออนุญาตครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ มีอะไรประท้วงครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ผม สุทิน คลังแสง จากมหาสารคาม พลังประชาชนครับ ผมคิดว่าจะขอประท้วงผู้อภิปราย ซึ่งจริง ๆ ก็น่าจะประท้วงก่อนหน้านี้แหละแต่ให้เกียรติท่าน เหตุที่เกิดวันนี้แล้วก็จะเกิดต่อไป ถ้าหากท่านประธานไม่ได้ดูข้อบังคับ ข้อ ๑๐๓ ผู้อภิปรายกําลัง ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๐๓ ข้อ ๑๐๓ นี่สมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะซักถามอภิปรายทั้งในทางสนับสนุนและคัดค้าน ในเรื่องความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ให้สําเร็จผลตามนโยบาย ในการนี้สมาชิกรัฐสภาอาจซักถามอภิปรายถึงแผนปฏิบัติการ และวิธีการที่จะปฏิบัติตามนโยบายนั้น ๆ เรื่องที่กําลังสนทนากันจริง ๆ ผู้นําฝ์ายค้าน เริ่มต้นก่อนท่านนายกรัฐมนตรีก็มาต่อเปึนเรื่องนอกเหนือจากนโยบาย ถ้าท่านประธาน จะวินิจฉัยว่าเกี่ยวข้องกับนโยบายก็จะรับฟังได้แต่ไกลมากนะครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะวินิจฉัยอย่างนั้นเรื่องการอภิปราย ๓ วันต่อไปนี้จะยุ่งพอสมควร ถ้าเรื่องใดไกลขนาดไหนจะโยงมาเปึนเรื่องนโยบายนี่จะยุ่ง เพราะฉะนั้นจึงขอประท้วงว่า ท่านประธานได้บอกผู้อภิปรายว่าอย่าได้นอกเหนือไปจากนโยบายอย่าห่างไกลมากนัก ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดกรณีอย่างนี้อีกมากเลย การประชุมของเราจะไม่ราบรื่น ขอขอบคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

คุณสุทินครับ ตอนนี้ไม่ได้ เปึนเรื่องการอภิปรายนโยบาย เปึนเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านใช้สิทธิพาดพิงลุกขึ้นตอบ แล้วก็ผู้นําฝ์ายค้าน หัวหน้าพรรคฝ์ายค้านก็อาศัยสิทธิพาดพิงที่จะตอบส่วนที่ก้ําเกินไป จากที่เขาอภิปราย เพราะฉะนั้นก็เชิญอภิปรายต่อไปเถอะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานครับ ผมก็เพียงแต่กราบเรียนว่าผมก็ศึกษาประวัติศาสตร์ และช่วงนั้นผมก็ ติดตามบทบาทว่ามันมีการกระทบกระทั่งระหว่างท่านกับสื่อตลอด ท่านก็ไปเป่ด หนังสือพิมพ์เดลิมิเลอร์ ผมจําได้หมดครับชื่อพรรคท่าน ชื่อหนังสือพิมพ์ท่าน แล้วท่านก็ ออกไปจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมกราบเรียนว่าท่านอาจจะอายุมากกว่าผม ท่านจะ ได้รับคะแนนเสียงมากกว่าผม กระผมก็ยอมรับ แต่เราทําหน้าที่ของเราในวิถีทาง ประชาธิปไตย มันไม่ได้มีความจําเปึนอะไรที่จะต้องหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาถากถาง แล้วผมก็ไม่ได้อบรม กระผมกราบเรียนต่อว่าท่านให้เหตุผลในการเป่ดหนังสือพิมพ์ดีไหม คือเปึนห่วงฝ์ายปฏิวัติว่าคนจะไม่รู้ฝ์ายเขา นี่ก็เปึนตัวอย่างเท่านั้นเองครับ ผมก็กราบเรียนว่า หลายเรื่องท่านก็พาดพิงมาถึงพรรคของผมด้วย ผมก็เกิดจากพรรคนี้ครับ แต่ผมไม่คิดจะไป จากพรรคนี้ และหลายท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็จําได้ว่าท่านก็เคยอยู่พรรคนี้ ใช่ครับ ประชาธิปัตย์ เคยเหลือ ๑ เสียงในกรุงเทพมหานคร ตอนผมลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรก ผมก็ได้รับ เลือกตั้งมาคนเดียว ผมยังทราบเลยครับ ผมศึกษาประวัติศาสตร์ละเอียดว่าช่วงที่ พรรคประชากรไทยชนะพรรคประชาธิปัตย์ ท่านก็เยาะเย้ยด้วยว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะอยู่ได้ไม่ยั่งยืนเท่าพรรคท่าน แล้ววันนี้ท่านอาศัยพรรคท่านไหมล่ะครับ ผมก็กราบเรียน ท่านประธานว่า เรื่องอย่างนี้นี่ถ้าเรา

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

อย่าตอบโต้กันไปตอบโต้กันมา ด้วยวิธีนี้ดีกว่าครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

กระผม ก็จะพอเพียงเท่านี้แหละครับ เพียงแต่กราบเรียนว่าทั้งหมดที่พูด

(นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (มหาสารคาม) ได้ยืน และยกมือขึ้น)

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธานครับ เสียดสีครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

เพื่อยืนยัน หลักการ แล้วก็บอกว่าเราทําหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนนะครับ มีความคิดเห็น ที่แตกต่างกันไปก็แสดงกันไปครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ท่านประธานครับ ผมขอพาดพิงนิดเดียวเท่านั้นแหละครับ คนอย่างผมผมไม่เคยเยาะเย้ย พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าไปหาหลักฐานมาเลยว่าเปึนไปไม่ได้เลยนะครับว่าไปเยาะเย้ย พรรคประชาธิปัตย์ว่าจะอยู่ได้ขนาดไหน ผมพูดไม่ได้หรอกครับอย่างนั้น ขอเรียนนิดหนึ่งว่า ที่เมื่อตะกี้ไม่ได้กล่าวหาว่าผมทุจริตนะครับ แต่บอกว่าผมจะยุบ คตส. แล้วไม่ยุบนั่นละครับ มันเฉียดมาถึงตรงนั้น ผมก็เลยพูดตรงนั้นให้ฟังแล้วว่าผมเปึนผู้ถูก คตส. กล่าวหาว่าทุจริต เพราะฉะนั้นก็โปรดเข้าใจ เรื่องง่าย ๆ ไม่มีอะไรยากหรอกครับ แล้วเหตุผลอธิบายให้ฟังให้รู้ เท่านั้นละครับ คนอย่างผมก็ยืนยันไว้แล้วนะครับว่าเปึนปฏิปักษ์กับสื่อ ความคิด ไม่ตรงกับสื่อ มีรัฐธรรมนูญมาตราไหนครับที่ห้ามคนเปึนนายกรัฐมนตรี ห้ามรัฐมนตรี ห้ามนักการเมืองมีความคิดเปึนปฏิปักษ์ต่อสื่อ ไม่มีหรอก แล้วผมอยู่มาตรงนี้ เชื่อผมเถอะครับ ผมอายุมากกว่า ๓๐ ขวบ แต่ไม่เคยเอาเรื่องพรรค์อย่างนี้ไปคิดว่าอย่างโน้นอย่างนี้ต้องเทียบเคียง แต่ที่พูดก็ให้ได้สติเสียบ้างครับว่าบางครั้งก็นึกว่าตัวเองก็เก่งกาจเสีย บางทีผมใช้คําว่า อบรมผม คนทั้งบ้านทั้งเมืองเขาฟังอยู่เขาต้องยืนยันว่าคุณหัวหน้าพรรคฝ์ายค้านอบรม นายกรัฐมนตรีเท่านั้นละครับ มันเปึน การเฉียดนิดหน่อย พอสมควรแก่เหตุแล้วครับ นอกนั้นแล้วขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ผมไม่ไปมากกว่านี้หรอกครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ผมคิดว่าเราควรจะเดินหน้า อภิปรายนโยบายกันต่อไปได้แล้วนะครับ เชิญท่านที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน 🔗

ท่านผู้เปึน ประธาน กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงไม่ได้ปรารถนาที่จะ ลุกขึ้นมาอภิปราย แต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีกรุณาพาดพิงหลายครั้ง มีประธานที่ปรึกษา พรรคอยู่คนเดียวก็คงจะเปึนกระผม ก่อนอื่นกระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าเพื่อให้ ข้อเท็จจริงมันสมบูรณ์นะครับ ในประเด็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกท่านหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ให้ถามประธานที่ปรึกษากรณี ๖ ตุลาคม ในประเด็นเรื่องการป่ด หนังสือพิมพ์ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่สามารถที่จะตอบได้ เพราะตอนท่าน หารือกันอยู่นั้นผมกําลังหนีอยู่ครับ ตอน ๖ ตุลาคม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น กระผม เปึนฝ์ายที่ถูกพวกท่านกล่าวหาว่าเปึนคอมมิวนิสต์ แล้วผมกําลังหนีอยู่ คืนแรกก็หนีไปกับ ท่าน ส.ส. เชาวรินนี่แหละครับซึ่งเปึนนายตํารวจติดตามของท่านรัฐมนตรีดํารง ลัทธพิพัฒน์ แล้วก็ต้องหนีอยู่อีกเปึนเดือน เพราะว่าประชาธิปัตย์และคนในประชาธิปัตย์หลายคน ถูกหาว่าเปึนคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้นไม่มีโอกาสจะรู้เลยว่าท่านหารือกันว่าอย่างไรนะครับ แต่ว่าในขณะนั้นข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีคงต้องยอมรับก็คือว่า เมื่อมี การยึดอํานาจ มีการป่ดหนังสือพิมพ์ เขาก็จะอนุญาตให้เป่ดโดยลําดับต่อมาปัญหาจึงอยู่ที่ว่า หนังสือพิมพ์ที่ถูกป่ดไปนั้นได้รับอนุญาตให้เป่ดหมดหรือไม่ อันนี้ผมไม่ทราบว่าเหลืออยู่ กี่ฉบับ นั่นประการหนึ่งครับ

ประการต่อไปอยากกราบเรียนเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงต้องยอมรับว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี สมาชิกหลายคน ในสภาและในคณะรัฐมนตรีก็ดีเปึนอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าพูดกันอย่างพวกเรา ก็คือว่าเกิดกับประชาธิปัตย์ และถ้าไม่มีประชาธิปัตย์ไม่ได้เกิด หลายคนตระหนัก ผมยัง ชื่นชมบางคนที่สํานึกบุญคุณของพรรค แล้วผมก็นึกตําหนิในใจคนที่ไม่สํานึก พูดจาเนรคุณพรรค เพราะพรรคไม่เคยให้ร้ายกับคนเหล่านี้ พรรคมีแต่ส่งเสริม เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ต้องขอกราบเรียนในฐานะที่เปึนสมาชิกประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน วันที่เกิดเหตุ ๖ ตุลาคมนั้นต้องกราบเรียนว่าผมอยู่ใน ครม. ความจริงแล้วข้อเท็จจริงนี้ ไม่ใช่เวลาที่เราจะพูดกันว่าเปึนอย่างไร มันละเอียดมากกว่านี้ มันส่อเห็นพฤติกรรมมากมาย หลายอย่าง แต่ว่าความเปึนประชาธิปัตย์มันมีขึ้นมีลงครับ เปึนความจริงอย่างที่นายกรัฐมนตรีพูด เมื่อเกิดเหตุ ๖ ตุลาคมแล้ว ท่านรู้ว่าประชาธิปัตย์พังแล้ว หลายคนแยกตัวออกไปหลายคน ก็มาชวนผมออกไปบอกประชาธิปัตย์พังแล้ว ตายแล้ว ไม่รอดแล้ว หนีไปดีกว่า หลายคน ก็ออกไป แต่พวกผมเปึนกลุ่มที่บอกว่าเมื่อพรรคล้มไป ตายไป เราก็ไป ผมกลับไปว่า ความเปึนทนายไม่คิดจะตั้งพรรคใหม่ไม่กลับมาอีก แต่ส่วนหนึ่งก็แยกตัวไป กรณีของ ท่านหัวหน้าพรรค หัวหน้ารัฐบาลขณะนี้ท่านสมัครนั้นท่านก็แยกไปตั้งพรรคประชากรไทย ในป้ ๒๕๒๒ ท่านชนะเลือกตั้ง อันนี้เปึนความจริง เปึนช่วงที่ตกต่ําที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ ทั่วประเทศเราได้ ๓๐ กว่าคนจังหวัดตรังมีผู้แทน ๓ คน ตกหมดครับ เหลือผมคนเดียว นครศรีธรรมราชตกหมดเหลือท่านสัมพันธ์ ท่านมาโนชญ์ คุณหญิงสุพัตราเท่านั้นเอง นี่คือ ความเปึนจริงที่ยอมรับ แต่ว่าผมไม่เชื่อว่าความดีงาม ความถูกต้องมันจะถูกบดบังเสมอไป ช่วงหนึ่งมันถูกบิดเบือนว่าเราเปึนคอมมิวนิสต์ ผมไม่หนีเข้าป์าท่านครับ ความจริงแล้ว ผมก็เปึนหนึ่งที่ถูกชักชวนมาก ผมบอกผมเข้าไม่ได้ ผมไม่เชื่อระบบคอมมิวนิสต์ จะเข้าไป เพื่อต่อสู้ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ล้มล้างสถาบันศาสนา เอาระบบคอมมิวนิสต์ปกครอง ผมไม่เห็นด้วย ผมไม่เห็นด้วยกับทหารปกครองยึดอํานาจ แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยที่คอมมิวนิสต์ จะมาปกครอง ผมจึงยืนหยัดอยู่กับที่ หลบหนีเพื่อเอาตัวรอดเพราะมีการตามฆ่ากัน อันนี้ คือความจริงที่อยากกราบเรียน ส่วนกรณีของท่านนายกรัฐมนตรีสมัครนั้นท่านชนะการเลือกตั้ง ป้ ๒๕๒๒ เปึนความจริงอย่างที่ท่านพูด กรุงเทพมหานคร ๓๕ คน ท่านได้ถึง ๒๙ คน ประชาธิปัตย์ได้คนเดียว พันเอก ถนัด คอมันตร์ หัวหน้าพรรค กระผมติดมาคนเดียวจากจังหวัดตรัง แต่ท่านครับ ท่านอาจจะลืมไปแล้วในระหว่างอยู่ใน สภานั้น ท่านพูดจริง ๆ ครับ ถ้อยคําที่ท่านพูดก็คือว่าท่านหัวเราะเยาะในวันหนึ่ง เฮ่อ ประชาธิปัตย์อีกหน่อยเปึนพรรคต่ําสิบ ท่านพูดอย่างนั้นจริง ๆ ท่านไปดูรายงาน การประชุมเถอะครับ เหมือนท่านเคยสาบานเอาพระมาสาบาน แล้วผมเปึนประธาน ผมบอกท่านอย่าสาบาน แล้วท่านว่าผมว่า อ๋อ ประธานกลัวหรือ ผมบอกมันอยู่กันหลายคน ถ้าสาบานเปรี้ยงไปก็ตายหมด อันนี้คือความจริงที่อยากจะกราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรี จําได้ไม่หมดหรอกครับ แต่ว่าผมนี่จําได้ ผมยังนึกในใจเลยครับว่าอย่าไปประเมินหรือว่า ประมาณคนอื่นต่ํา ผมจําที่ท่านพูดถึงประชาธิปัตย์ว่า เฮ่อ อีกหน่อยเปึนพรรคต่ําสิบ แล้วในที่สุด

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ท่านที่ปรึกษาครับ ผมว่าอย่าไป ไกลนักนะครับ เอาเฉพาะที่พาดพิงไปก็พอครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ครับผม แล้วในที่สุดท่านครับ ประชาธิปัตย์ไม่เคยต่ําสิบ พรรคของท่านนายกรัฐมนตรีในที่สุดต่ํา สิบไป อันนี้คือความจริงที่อยากให้ท่านได้รับทราบ ผมไม่ไปวิจารณ์อะไรท่านเพราะถือว่า เปึนนักการเมืองที่มาจากระบบเลือกตั้งด้วยกัน แต่ว่าท่านครับ ท่านไปวัดว่า ๒๐๐ กว่า กับ ๑๖๔ ๑๖๕ มาเปึนความดี ไม่ดีอย่างที่ท่านให้สัมภาษณ์ข้างนอก หรือท่านคิดว่า รัฐบาลอ่านนโยบายสักชั่วโมง หรือฝ์ายค้านพูดตั้งเกือบ ๒ ชั่วโมง อันนี้ท่านคงจะจําผิดว่า ปกติแล้วรัฐบาลแถลงนโยบายก็จะอ่านเฉพาะส่วนนี้ไม่ยาวนักหรอกครับ แต่เวลา คนอภิปรายจะอภิปรายยาว เมื่อผมเปึนนายกรัฐมนตรีผมอ่านสั้นกว่าฝ์ายค้าน เขาอภิปรายครับ อันนี้เปึนเรื่องปกติ กราบเรียนเรื่องนี้เพื่อจะได้เข้าใจแล้วไม่ขัดแย้ง ในเรื่องที่ไม่จําเปึน ผมต้องกราบเรียนครับในฐานะเปึนคนประชาธิปัตย์นั้น ผมภูมิใจที่ผม อยู่พรรคนี้ เพราะว่าพรรคเราสอนให้ทํางานการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตและให้รักบ้านรักเมือง รักสถาบัน ดํารงความเปึนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เอาไว้ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้ดี ความขัดแย้งของท่านกับคนในพรรค หรือความวางบันไดสามขั้นท่านเพื่อเปึนนายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้นเปึนอีกเรื่องหนึ่ง ผมไม่วิจารณ์ครับท่านครับ แต่ว่าอะไรก็ตามที่พาดพิงถึง ประชาธิปัตย์ในทางที่ไม่เปึนความจริง ขออนุญาตให้กระผมได้มีโอกาสชี้แจง ขอบพระคุณนะครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เปึนครั้งสุดท้ายนะครับ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ครั้งสุดท้ายครับ มีข้อความจริงคลาดเคลื่อนก็คือว่า ผมไม่ได้ออกมาจากประชาธิปัตย์ แล้วบอกพรรคประชาธิปัตย์พังแล้ว ไม่ใช่ครับ ผมออกมาตอนพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่พัง ขอความกรุณาได้มีข้อเท็จจริงให้คนในบ้านเมืองนี้ได้รู้ว่าเหตุเกิดในสภานี้นะครับ มีการคนสําคัญกลับเข้ามา มีนะครับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ลุกขึ้นอภิปรายนายกรัฐมนตรี ชื่อท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ออกชื่อท่านได้ไม่เสียหายนะ คือว่า ท่านอย่างแรงครับ ท่านอาจารย์ลุกขึ้นมายืนบอกว่า ผมขอลาออกตกใจกันไปทั้งสภา ผมเปึนรัฐมนตรีอยู่ด้วยครับ เสร็จแล้วก็บอกว่าพรุ่งนี้นัดประชุม ครม. สิบโมงเช้า พอถึง สิบโมงเช้าปรากฏว่าที่ประชุมไม่มีใครพูดอะไรเลย ผมก็เลยบอกว่าไม่มีใครเสนอ ผมบอก นายกรัฐมนตรีหายาก ผม หัวหน้าพรรคการเมืองทั้งหมดอยู่ใน ครม.ขอเสนอหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เปึนนายกรัฐมนตรี ท่านหัวหน้าพรรคทั้งหลายก็ยกมือเห็นด้วย ผมบอกให้พิมพ์ หนังสือเลยส่งมาสภา ก่อนเที่ยงหนังสือมาสภาแล้วครับ บ่ายโมงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เปึนนายกรัฐมนตรี เหตุเกิดนี่นะครับ ก่อนวันที่ ๓๐ เสร็จเรียบร้อยแล้วท่านก็เปึนนายกรัฐมนตรี ตอนธรรมดาเกิดเหตุ ๒๓ กันยายน แล้วเรื่อยมา ผมเปึนคนเสนอให้ท่านเปึนนายกรัฐมนตรี แล้วท่านก็เปึนนายกรัฐมนตรี คนในพรรคก็ไม่พอใจเพราะว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงอะไรผมก็ไม่ทราบได้ ว่าอ้ายสมัคร นี่มันเสือกแท้ ๆ เขาจะทําอะไรไม่ทราบได้ เพราะบ่ายสองโมงถึงประชุม แต่บ่ายโมง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้อาจารย์เสนีย์ เปึนนายกรัฐมนตรีเสียแล้ว นั่นละครับ เปึนต้นเหตุที่ผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ เพราะเหตุว่าท่านอาจารย์เสนีย์ยืนยันว่า ผมจะต้องอยู่ใน ครม. ผมบอกผมอยู่ไม่ได้ อย่างไรก็อยู่ไม่ได้ ท่านบอกสมัครพูดไม่รู้เรื่อง ผมบอกท่านต้องกรุณาผม แล้วผมก็รายงานกับท่าน วันนั้นมี งานที่โรงแรมเอเซีย ท่านอาจารย์เปึนนายกรัฐมนตรี เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย เลี้ยงส่งข้าราชการวันที่ ๓๐ กันยายน ผมไปรายงานท่านอยู่ข้างสระน้ําบอกท่านอาจารย์ กรุณาเอาชื่อผมออกด้วย เพราะผมเปึนรัฐมนตรีร่วมกับท่านไม่ได้หรอกครับ แล้วรุ่งขึ้น เวลาประกาศวันที่ ๑ ผมก็ไม่มีชื่อเปึนรัฐมนตรี ผมขอไม่ให้ท่านใส่ชื่อผมเรียนท่านครับ ผมพูดกับท่านแรงแต่ว่าไม่ควรจะพูดในที่นี้ แล้วท่านก็แรงพอที่ท่านจะไม่ใส่ชื่อผม แล้วผม ก็ออกมา มีคนตามมาอีก ๒ คนมาด้วยกัน เท่านั้นครับ ผมเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะผมไม่ต้องการเปึนรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคต้องการให้ผมเปึน ผมพูดกับท่านแรงจนกระทั่งท่านต้องไม่ให้ผมเปึนเพราะคําพูดของผม แล้วก็ออกมา เรียบร้อยครับนั่นเกิดวันที่ ๑ นะครับที่ประกาศ ครม. แล้วก็มีเรื่องกันมาตลอด ๆ ผมไม่ได้ ยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยประการทั้งปวง ผมเปึนคนชอบสาบานครับ ถ้าผมไปเกี่ยวข้อง กับเรื่อง ๖ ตุลาคม แม้แต่นิดเดียวต้องให้มีอันเปึนไปครับ อย่าได้มีความเจริญในชีวิตนี้ นับแต่วันนี้ต่อไป ไม่ต้องครับนี่ครับชอบครับ ชอบสาบาน วันนี้มาสาบานในนี้อีก ที่สาบาน วันนั้นมีพระด้วย ก็มีเหตุผลที่ต้องสาบานเพราะถูกกล่าวหาว่า เดินเอาเกลือไปโรยข้างบน ชั้น ๓ ซึ่งเปึนความเท็จ ผมเอาพระมาสาบานบอกผมไม่ได้โรยเกลือเรื่องไม่เข้าท่าหรอกครับ แต่วันนี้แหมดีจริง ๆ ที่ได้พูดจากันเรื่องนี้เสีย ผมเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ อย่างที่ท่านที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ล้มแล้วเลยถีบหัวออกมา ไม่ครับ ออกมาตั้งแต่พรรคยังดี ๆ อยู่ ออกมาเพราะปฏิเสธไม่ต้องการเปึนรัฐมนตรีนี่เปึน ความจริง และผมเปึนรัฐมนตรีนั้นเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม มีการเปลี่ยนแปลงคือ ๖ ตุลาคม นี่ ๖ ตุลาคมนะครับ ผมเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วันที่ ๒๒ ตุลาคมครับ ผมไม่มีสถานะจะไปทําร้ายทําอะไรใครอย่างไรได้เลย ๑๔ ตุลาคม ก็ไม่เคยเกี่ยวข้อง ๖ ตุลาคม ก็ไม่เคยเกี่ยวข้อง ถ้าผมเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยประการใด ๆ ให้มีอันเปึนไป นับตั้งแต่วันนี้ครับ แต่ถ้าผมไม่เคยเกี่ยวข้องเลยนะครับ ขอให้นายสมัคร สุนทรเวช มีความเจริญรุ่งเรืองในทางการเมืองและในชีวิตทั้งหมด แหมโอกาสดีจริง ๆ ครับ ไม่ได้ว่า อย่างนั้นจริง ๆ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เอาเฉพาะตรงที่พาดพิงจริง ๆ นะครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ใช่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเพื่อให้ข้อเท็จจริงสมบูรณ์นะครับ ผมบอกว่า ในขณะนั้นคนประชาธิปัตย์บางคนเชื่อว่าประชาธิปัตย์ล้มแล้วถึงได้ออกไป ความจริง ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครจะคิดอย่างไรในขณะนั้นนี่เราไม่รู้ในใจ แต่เราทราบว่า ท่านก็เตรียมตั้งพรรค ตอนที่ท่านบอกว่าออกในตอนตั้งรัฐบาลนั้นท่านยังไม่ได้ออกจาก พรรคครับ ท่านออกจากตําแหน่งรัฐมนตรีครับ ผมถึงกราบเรียนว่า กรณีที่ท่านขัดแย้งกับ ใครนี่ก็เปึนเรื่องหนึ่ง แต่ว่าในที่สุดพวกผมอยู่ แล้วเปึนช่วงที่ประชาธิปัตย์ตกต่ําที่สุด ในป้นั้น ทั่วประเทศได้ ๓๐ กว่าคน แต่ในที่สุดกาลเวลาก็ได้พิสูจน์ ผมขอกราบเรียนให้ ข้อเท็จจริงสมบูรณ์นะครับ มีคนที่จะรู้ข้อเท็จจริงหลายคน เพราะว่าหลังเหตุการณ์ผ่านไป แล้วนี่ความจริงก็ปรากฏมากขึ้น ๆ โดยลําดับ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลชุดนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรี เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพ้นไป ก็มีการกล้าเขียน กล้าพูดอะไรมากขึ้น ความจริงก็ปรากฏมากขึ้น แต่ว่าไม่ใช่เวลาที่เราจะพูดเรื่องนี้ละเอียดมากนัก แต่เมื่อมี การพูดพาดพิงถึงก็จําเปึนเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ผมขอเรียนยืนยันสุดท้ายครับท่านประธานครับ คลาดเคลื่อนครับ คลาดเคลื่อนจริง ๆ เพราะว่าผมเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ ๓๐ กันยายน ผมตั้งพรรคเดือนเมษายน ป้ ๒๕๒๒ ห่างกันมาอีก ๓ ป้นะครับ ออกมาเปึนคนธรรมดาไม่สังกัดพรรค เดินออกจาก ประชาธิปัตย์แล้วก็มาเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะคุณธรรมนูญไม่ยอมรับ ท่านอาจารย์ธานินทร์เลยชวนผม ตอนนั้นออกมาก็อยู่ประชาธิปัตย์ไม่ได้ เพราะมาอยู่กับ รัฐบาลที่เขายึดอํานาจมานั่นละครับ วันที่ผมออกมาคือ ๓๐ กันยายน ป้ ๒๕๑๙ นะครับ แล้วไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ เดินออกมาเลยครับ ตั้งพรรคป้ ๒๕๒๒ ครับ ข้อมูลถูกต้องนะครับท่านประธานครับ ตอนนี้ขอยืนยันขอบคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ในการอภิปราย เรื่องนโยบายของรัฐบาลที่เรา

(นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (นครศรีธรรมราช) ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ประท้วงอะไรครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมคิดว่าเพื่อแง่มุมของสภาได้ครบถ้วน แล้วก็ไม่เปึนที่กังขาของคน ภายนอกตลอดไป ท่านนายกรัฐมนตรีพูดในฐานะที่คนอยู่ในสนามหลวงวันนั้น

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ผมคิดว่าถ้าไม่ใช่เรื่องผิดข้อบังคับ ก็ควรจะยุติได้แล้วครับ เพราะมิฉะนั้นจะตอบกันไปตอบกันมาโดยที่เราจะไม่สามารถ เดินหน้า

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

สั้น ๆ ครับ เพื่อความกระจ่าง เพราะว่า

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ในระหว่างอภิปรายคุณอาจจะ สอดข้อเท็จจริงอะไรที่คุณคิดว่ายังคลาดเคลื่อนหรือยังไม่สมบูรณ์ลงไปได้ แต่ ณ ขณะนี้ ขอให้หยุดเถอะครับ เพราะมิฉะนั้นก็จะตอบกันไปตอบกันมา ไม่ไปไหนหรอก เพราะถ้า คุณพูดเกินไปเดี๋ยวก็จะตอบกลับมาอีก แล้วก็ตอบไปตอบมา เอาแต่พอหอมปากหอมคอ พอเข้าใจแล้วก็แล้วกันนะครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ผมขอความกรุณานิดเดียวครับท่านประธาน สั้น ๆ นิดเดียวครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

อย่าเลยครับ อย่าเลยครับ เมื่อไม่ได้ผิด ข้อบังคับก็อย่าทําเลยนะครับ เมื่อที่ประชุมไม่ได้มีมติเปึนอย่างอื่น การอภิปรายก็ต้อง ถือว่าเปึนการอภิปรายรวมประเด็นกันไป ตามข้อบังคับที่กําหนดไว้ ผมได้ทราบว่าได้มีการ ตกลงกันในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ์ายค้านในการแบ่งเวลากัน แต่ในการแบ่ง เวลานั้นยังไม่มีข้อยุติว่าแล้วจะใช้เวลาในการอภิปรายคนละเท่าไร จะกําหนดหรือ ไม่กําหนด ผมจะขอถือโอกาสนี้หารือก่อนว่าจะกําหนดเวลาในการอภิปรายหรือไม่นะครับ เชิญครับ

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กระผมได้เปึนผู้มีโอกาสได้ร่วมประชุมทั้ง ๓ ฝ์าย กําหนดเวลาที่ท่านประธานได้ทราบแล้ว สําหรับกําหนดการอภิปรายแต่ละท่านนั้น แต่ละ พรรคจะแจ้งไปที่ท่านประธานนะครับว่า นาย ก นาย ข ใช้เวลาเท่าใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะ สามารถสะสมเวลาของแต่ละพรรค เช่น พรรคร่วมรัฐบาล ๑๐ ชั่วโมง พรรคประชาธิปัตย์ ๑๓ ชั่วโมง ครม. ๔ ชั่วโมง สนช. ๙ ชั่วโมง แต่ละส่วนก็จะแจ้งชื่อพร้อมเวลามาด้วย ท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

แต่รายชื่อที่มีอยู่ในมือผมเปึน จํานวนมากไม่บอกเวลาเลย ถ้าไม่บอกเวลาอย่างนี้ คนที่อภิปรายก่อนก็จะใช้เวลาไปโดย ไม่จํากัด ซึ่งผมก็จะไปหยุดไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาตามนั้น ก็ต้องกรุณากําหนดเวลา มาเสียด้วยพร้อม ๆ กับรายชื่อ เชิญครับคุณสุขุมพงศ์

นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในส่วนของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลใช้เวลาไม่เกินท่านละ ๑๐ นาที นะครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

พรรคฝ์ายค้านเชิญครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านประธานครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ กระบี่ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อผู้ใด จะอภิปรายเท่าไร ทางวิปจะส่งขึ้นไปว่าจะพูดกี่นาทีในแต่ละท่านอีกประการหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมขอความกรุณานิดหนึ่ง เครื่องเสียงห้องนี้วันนี้ไม่ดีเลยครับ ไม่ว่าข้างบน รัฐมนตรีพูดหรือข้างล่างพูดต้องตะแคงหูฟังด้วยความตั้งใจ ฝ์ายเครื่องเสียงกรุณาช่วยดู ให้สักนิดหนึ่งครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบด้วย นะครับ ผมมีรายชื่อของพรรคฝ์ายค้าน ๒ คน แต่ไม่บอกเวลามา เพราะฉะนั้นช่วยกรุณา ทบทวนกันขึ้นมาด้วย เพราะในลําดับถัดไปจะเปึนของพรรครัฐบาลที่จะอภิปราย เชิญคุณสุทิน คลังแสง ๑๐ นาที นะครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง พรรคพลังประชาชนจากมหาสารคาม

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

คุณวัลลภมีอะไร

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ไม่ได้ประท้วง ท่านสุทิน ขออภัยด้วยนะครับ คือเราประสานกัน แล้วก็รายชื่ออยู่ที่มือผมเรียบร้อยทั้ง ๓ ฝ์ายแล้วท่านประธานครับ หลังจากผู้นําฝ์ายค้านหมายเลข ๑ อภิปรายเสร็จ ก็จะเปึน หน้าที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือ สนช. หลังจากนั้นจะเปึนท่านสุทิน คลังแสง แล้วก็เปึนพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็เปึนอาจารย์วิริยะ แล้วก็ท่านวราวุธ จะเรียงตามนี้ ฉะนั้นต่อไปต้องเปึนของ สนช. ขอบคุณท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

คือการอภิปรายต้องลําดับ ฝ์ายค้าน ฝ์ายสนับสนุน และฝ์ายที่ไม่ค้าน และไม่สนับสนุนนะครับ เพราะฉะนั้นก็ให้ฝ์ายรัฐบาลว่า ไปก่อน

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ผมเต็มใจที่จะให้ทาง สนช. ก่อน แล้วผมต่อ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณสุทินไปเถอะครับ เดี๋ยวจะ เรียงลําดับตามนี้นะครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม 🔗

ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านการศึกษา ซึ่งก็มีหลายท่านได้พูดไปบ้างเมื่อเช้าก็มีหลาย ส่วนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย นโยบายด้านการศึกษาที่ผมอยากจะให้ความเห็นแล้วก็ ชอบอยากจะสนับสนุนรัฐบาลให้ดําเนินการและรีบดําเนินการด้วย ก็คือเรื่องของการให้ โอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการเป่ดโอกาสให้มีทุน ในการเล่าเรียนต่อ รัฐบาลชุดนี้เขียนว่าจะสนับสนุนให้มีกองทุนที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต ซึ่งก็ทราบกันดีในแวดวงการศึกษาว่าเปึน กรอ. ซึ่งเมื่อเช้าท่านผู้นําฝ์ายค้านก็บอกว่า ท่านสนับสนุน กรอ. ซึ่งถ้าบุคคลที่ติดตามเรื่องการศึกษาดี การให้เงินกู้เกี่ยวกับศึกษานั้น ก็จะมี ๒ ชื่อ ๒ กองทุน คือ กรอ. กับ กศย. ที่ผมเห็นด้วยก็หมายความว่าเดิมทีนั้นเราใช้ ระบบ กรอ. เราใช้ กศย. ประทานโทษครับ กศย. ก็คือให้ผู้ยากไร้ ให้นักเรียน นักศึกษา ให้ผู้ปกครองซึ่งเปึนผู้ยากจนได้กู้เรียนได้ ซึ่งก็ได้ทํากันมาระยะหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นก็เปึนรัฐบาล ซึ่งผมเองเปึน ส.ส. อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย คือพรรครัฐบาล พรรคไทยรักไทย จาก กศย. เราก็มา เปลี่ยนปลายสมัยเปึน กรอ. กศย. ผมกราบเรียนครับว่าเปึนนโยบายที่เราได้ลองทําแล้ว แต่พบปัญหาเยอะ กศย. ตัวนี้ตัวที่ท่านผู้นําฝ์ายค้านสนับสนุนผมเรียนว่าพบปัญหา การปรับเปลี่ยนมาเปึน กรอ. ไม่ได้หมายความว่าอยู่ ๆ จะปรับเปลี่ยนมาเลย แต่เราได้พบ ปัญหาจากภาคปฏิบัติเปึนต้นว่า เรามุ่งเน้นที่จะให้กับผู้มีรายได้ต่ําคือผู้ยากจน อันนี้ก็เกิด ปัญหาติดตามมาว่าทั้งจนจริง ทั้งจนไม่จริง มาตรการในทางปฏิบัติจริง ๆ ลําบากมาก นั่นปัญหาที่ ๑ ปัญหาประการที่ ๒ นี่ กศย. เราให้กู้ทั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าเล่าเรียนทุกอย่าง ซึ่งเปึนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับนักเรียน นักศึกษาคนนั้นก็พบปัญหามีข้อท้วงติงกันมาก ผู้ปกครองก็บ่น นักวิชาการก็ท้วงติง นักการเมืองด้วยกันก็บอกว่าการให้ค่าใช้จ่าย คือกู้เปึนค่าใช้จ่ายด้วยนั้นทําให้เด็กเอาเงินไปใช้จ่ายฟุ์มเฟ๋อย ไปซื้อโทรศัพท์มือถือบ้าง ไปใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จําเปึนบ้าง หรือบางรายก็กู้เสียเอาไปให้ผู้ปกครองใช้ไปในทางอื่น นี่ก็เปึนปัญหาหนึ่งซึ่งเราพบ แล้วปัญหาต่อมาที่สําคัญอย่างยิ่งก็คือ กศย. นั้นนี่เมื่อเราให้กับ ผู้ยากจนมันก็กระจุกอยู่กลุ่มหนึ่งเกิดปัญหาติดตามมาจากผู้ปกครองทั่วประเทศบอกว่า ให้กู้ไม่ทั่วถึง ฝนตกไม่ทั่วฟัา คนได้ก็ได้ คนไม่ได้ก็ไม่ได้ ซ้ําร้ายกว่านั้นไปตกในมือคนมี สตางค์ด้วย ไปตกในมือของกลุ่มผู้นําท้องถิ่น ลูกผู้ใหญ่บ้าน ลูกกํานันด้วย เพราะฉะนั้น ก็ปรับเปลี่ยนมาเปึน กรอ. นั่นก็หมายความว่าต่อไปนี้มีสิทธิกู้ทุกคนกู้ได้น้อยหน่อยคือ ตัดค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกมา แต่กระจายให้ฐานกว้าง กว้างก็หมายความว่าคนที่เรียนต่อไปนี้ นี่สามารถได้ถึงปริญญาตรี แล้วก็ไม่จํากัดเฉพาะคนจน ไม่จน อันนี้คือการขยายฐาน ให้กว้างขึ้น อันนี้เปึนสิ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่านี่แหละครับคือ การเป่ดให้เข้าถึงโอกาสทาง การศึกษาเท่าเทียมกัน แล้วประการต่อมาที่สําคัญก็คือ เราได้ให้เฉพาะค่าเล่าเรียน ซึ่งมันก็เปึนหลักของการแบ่งความรับผิดชอบกับผู้ปกครองแล้วก็เปึนหนทางหนึ่งซึ่งจะจัด ให้ลูกหลานของเราได้ใช้เงินเท่าที่จําเปึน และที่สําคัญที่สุดคือได้กู้กันทั่วถึง และที่สําคัญ กว่านั้นความล้มเหลวของ กศย. แล้วปรากฏผลในวันนี้เสียดายที่ทางท่านผู้นําฝ์ายค้าน ที่บอกว่าไปสํารวจปัญหาทางการศึกษาท่านพบหรือเปล่าไม่ทราบ วันนี้เด็กซึ่งกู้ในโครงการ กศย. นั้น ในเงื่อนไขนั้นนี่ไม่ได้บอกว่ามีงานทําแล้วถึงส่งคืน วันนี้เด็กถูกฟัองร้องเบี้ยวหนี้ ทั่วประเทศครับท่านประธานครับ เปึนเรื่องที่น่าเห็นใจมาก เด็กเรียนจบไปแล้วไม่มีงานทํา เพราะสภาพเศรษฐกิจอย่างที่เราทราบ เศรษฐกิจตกต่ํา ตําแหน่งงานหดหาย เด็กจึงไม่มี งานทํา ไม่มีงานทําก็ไม่มีเงินส่งคืน เมื่อไม่มีเงินส่งคืน สิ่งที่พบวันนี้ทนายความส่งโนติส (Notice) แล้วฟัองแล้วเด็กซึ่งบริสุทธิ์เพิ่งจบการศึกษาวันนี้แล้วต้องตกเปึนจําเลยเงินกู้ฟัองกัน ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นเรื่อง กศย. ผมคิดว่าเราได้เห็นความล้มเหลวชัดเจน ดีแล้วที่รัฐบาล ชุดนี้ก้าวมาทํา กรอ. กรอ. นี่ชัดเจนที่สุดซึ่งผมชอบก็คือว่าเด็กจบไปแล้วนี่ผูกพันกับรายได้ ในอนาคต หมายความว่าได้ทํางานแล้ว รายได้มีเท่าไรก็ส่งคืนตามสภาพความเปึนจริง อันนี้ก็เปึนทางหนึ่งซึ่งจะทําให้เด็กของเราซึ่งจบหางานไม่ได้ก็ยังไม่ต้องส่ง หางานได้ มีรายได้เท่าไรก็ส่งตามสภาพความเปึนจริงตามรายได้ ตรงนี้แหละครับคือการปรับเปลี่ยน และปรับปรุงมาจากเรื่องของ กศย. ผมจึงสนับสนุนให้รัฐบาลทําต่อ แต่อย่างไรก็ตามเรื่อง เงินกู้ทั้ง ๒ รูปแบบนี่มันจะมีปัญหาในทางปฏิบัติอยู่พอสมควรก็ต้องทําใจว่าในเรื่อง ปฏิบัติจริง ๆ ต้องกําชับเจ้าหน้าที่ ต้องตรวจสอบและมีมาตรการจะต้องรัดกุมพอสมควร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ขอสนับสนุนนโยบายสําคัญนี้

เรื่องหนึ่งซึ่งมีการพูดคุยถึงกันมากก็คือเรื่องปฏิรูปการศึกษา แม้รัฐบาล ไม่ได้เขียนไว้ผมก็พยายามซักถามถึงมาตรการก็ได้เห็นว่าการปรับปรุงหลักสูตรซึ่งเปึน นโยบายหนึ่งซึ่งบรรจุไว้เปึนเรื่องจําเปึนครับ วันนี้การปฏิรูปการเรียนรู้นี่เปึนเรื่องใหญ่ เราค่อนข้างจะประสบผลสําเร็จ เราทําได้ก้าวหน้า สัมผัสได้ แตะต้องได้ ก็คือเรื่องของ ปฏิรูปโครงสร้าง การบริหาร สวัสดิภาพ สวัสดิการของครูทําได้ชัดเจนวันนี้ครูมีขวัญ กําลังใจดีขึ้น มีลู่ทาง มีรายได้ที่มองเห็น แต่ว่าเรื่องปฏิรูปการเรียนรู้นี่เปึนเรื่องใหญ่ เปึนการปฏิรูปรอบ ๒ ที่จะต้องหยิบยกกันขึ้นมา หลัก ๆ จริง ๆ ต้องหลักสูตรถัดจากนั้นมา ก็ต้องปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน แล้วก็ปรับปรุงวิธีสอบ อันนี้ก็ได้เห็นในนโยบาย ก็ฝาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนะครับว่า เรื่องปฏิรูปการเรียนรู้นี่เปึนวาระใหม่ ของการปฏิรูปรอบ ๒ ซึ่งท่านได้เขียนไว้ดีแล้ว แต่ว่าการปฏิบัติต้องติดตามต่อไปอีก ท่านผู้นําฝ์ายค้านได้ท้วงติงในนโยบายว่าการพัฒนาครู ไม่ได้มีรายละเอียดไว้ ผมเห็นด้วยว่า เขียนไว้แล้วถูกต้องแล้วละครับว่าจะส่งเสริมยกระดับและพัฒนาครู แต่ว่าคงไม่ต้องไป เขียนรายละเอียดหรอกครับ ว่าจะต้องพัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้ ออกเปึนมาตรการและ แผนปฏิบัตินั้นถูกต้องแล้ว ชอบธรรมแล้ว นี่คือเรื่องการศึกษาเปึนเรื่องหลักที่อยากจะ สนับสนุนรัฐบาล

ส่วนเรื่องอื่นซึ่งผมอยากจะพูดคุยถึงก็คือเรื่องของหลักการให้ความยุติธรรม ระบบกฎหมายของรัฐ รัฐได้เขียนไว้ไม่ได้ระบุบรรทัดนะครับว่าจะมีองค์กรปฏิรูปกฎหมาย องค์กรปฏิรูปการเมืองการปกครอง อันนี้เปึนเรื่องใหญ่ครับ ๑ ป้ หรือ ๒ ป้ที่ผ่านมา เรามีการรัฐประหาร บ้านเมืองเราถูกกระทํา โดยเฉพาะหลักนิติรัฐ วันนี้ผมเชื่อว่าทุกคน ได้ตระหนักแล้วก็วิตกกันมาก ครูบาอาจารย์ทางฝ์ายกฎหมาย ซึ่งสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ในสถาบันการศึกษาวันนี้นี่ไม่รู้จะสอนอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น หลัก กฎหมายสําคัญ ซึ่งนักกฎหมายทั่วโลกต้องตกตะลึงนี่ มีการลงโทษเอาผิดย้อนหลังกันได้ หลายมาตรา เลือกปฏิบัติ หลายมาตราตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาทําหน้าที่เปึน ศาลเหล่านี้คือตัวอย่าง บางตอน ซึ่งทําให้เห็นว่าระบบนิติรัฐของเรานี่ได้ถูกกระทบอย่างรุนแรง วันนี้หลักการให้ ความยุติธรรมกับประชาชนพลเมืองถูกลดความเชื่อถือและแน่นอนที่สุด เมื่อกระบวนการ ยุติธรรมของเรา ระบบยุติธรรมของบ้านเมืองถูกสั่นคลอน ถูกลดความเชื่อถือลงมา มันกระทบกับสายตาชาวต่างชาติ กระทบกับเรื่องธุรกิจ ใครจะมาลงทุนที่บ้านเราเขาต้อง ดูระบบยุติธรรมของบ้านเรา ดูกระบวนการยุติธรรมของบ้านเรา ถ้าดูกระบวนการยุติธรรม ไม่น่าเชื่อถือ ผมเชื่อว่าไม่มีใครมาลงทุน และสุดท้ายเวลาจํากัด ผมฝากครับว่าเมื่อเช้านี่ไม่รู้ เสียดายท่านนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ ผู้นําฝ์ายค้านอุตส่าห์ได้เตือนนะครับ ท่านเตือนแล้ว ผมชอบมาก ท่านบอกว่าท่านไม่ต้องวิตกหรอก ไม่มีฝ์ายค้านที่ไหนจะทําให้รัฐบาล ท่านล้มได้ในสภา อยู่ที่มือของท่านและอยู่ที่การทํางานของพวกท่าน อันนี้ถูกครับ รัฐบาล ต้องรับฟัง แต่ผู้นําฝ์ายค้านเตือนไม่หมดครับ ผมเตือนต่ออีกเพิ่มเติมให้ ไม่มีฝ์ายค้านที่ไหน ล้มรัฐบาลได้ในสภา แต่อันตรายที่รัฐบาลจะต้องตระหนักและระวังก็คือ ระวังฝ์ายค้านสู้ ในสภาไม่ได้ไปสมคบกับอํานาจนอกระบบมาล้มรัฐบาล แล้วฝ์ายค้านพรรค์นั้นนี่ยังมีชีวิตอยู่ จิตวิญญาณก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลต้องระวังให้ครบถ้วน ท่านผู้นําฝ์ายค้าน เตือนแล้วผมเตือนต่อ ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ

(นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (นครศรีธรรมราช) ได้ยืนและยกมือขึ้น)

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนิดหนึ่งครับ ในการอภิปราย ถ้าหลีกเลี่ยงการพูดจาอะไรในเชิงที่จะให้เปึนไปในลักษณะเสียดสีได้ก็จะเปึนการดี เราจะ ประหยัดเวลาได้มากนะครับ จะได้ไม่ต้องถูกประท้วงกันอยู่เรื่อย ๆ ประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ผมประท้วงท่านประธาน แต่ว่าบังเอิญท่านประธานก็ได้กรุณานะครับ ที่ได้เตือนผู้อภิปรายคนที่ผ่านมาซึ่งท่านทําผิดข้อบังคับตั้งแต่เริ่มต้นนะครับ เงินกู้ กยศ. ท่านก็บอกว่า กศย. ๔–๕ รอบ ผมฟังนึกว่าจะพูดถึงองค์การสวนยางครับ แต่ว่าเรื่อง สําคัญที่ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ผู้อภิปรายได้ถอนนะครับ ผมคิดว่าเสียหายกับ บุคคลภายนอกแล้วก็พวกกระผม ซึ่งดําเนินการทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานและผมคงได้อ่านคําตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในกรณียุบพรรคนะครับว่า พรรคใดกันแน่ครับที่ไม่ดําเนินตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการที่ กล่าวหาว่า ฝ์ายค้านยังมีชีวิตอยู่แล้วไปสมคบกับบุคคลภายนอกเพื่อล้มรัฐบาล ผมคิดว่า การพูดอย่างนั้นเปึนการพูดที่ทําให้เห็นว่าพวกกระผมนั้นไม่ดําเนินการตามวิถีทางระบอบ ประชาธิปไตย ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมมีจิตวิญญาณในระบอบ ประชาธิปไตย และพวกผมฝ์ายค้านทุกคนคิดว่าคําพูดเช่นนี้ให้บันทึกไว้ในสภาไม่ได้ครับ ขอให้ท่านประธานได้ให้ผู้อภิปรายได้กรุณาถอนคําพูดครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เวลาอภิปรายแล้วพูดผิดนี่ ไม่ผิดข้อบังคับหรอกครับ มนุษย์พูดผิดพูดถูกได้เสมอ ส่วนที่เขาอภิปรายเรื่องฝ์ายค้าน ตอนท่อนแรกพอได้ เพราะบอกว่าระวังฝ์ายค้านที่สู้ไม่ได้แล้วจะไปสมคบกับระบบนอกสภา อันนั้นไม่ได้เจาะจงกล่าวหาใคร แต่การที่พูดว่าแล้วฝ์ายค้านนั้นยังมีฤทธิ์อยู่ในสภา ตรงนี้ เปึนอันตราย ถอนตอนท่อนหลังนี้ได้ไหมครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธานครับ จริง ๆ ผมก็ไม่ได้ระบุว่าฝ์ายค้านชุดไหนนะครับ แล้วก็บอกว่ามีชีวิต ซึ่งฝ์ายค้านก็หลายชุด ก็ยังมีชีวิตอยู่

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

บังเอิญเรามีฝ์ายค้านพรรคเดียว ในสภา เพราะฉะนั้นคําพูดนั้นจึงยังหมิ่นเหม่ กรุณาถอนเถอะครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ด้วยความ เคารพท่านประธานก็ไม่ได้บอกว่าเปึนชุดนี้นะครับ แต่ว่าถ้าหากว่าทางฝ์ายประชาธิปัตย์ จะมายอมรับว่าหมายถึงตัวเอง

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ถ้าพูดอย่างนั้นก็ยิ่งไปใหญ่

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ผมก็จะถอน

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

พูดอย่างนั้นไม่ได้ครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ผมก็จะถอนให้

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เขาไม่ได้รับว่าเปึนตัวเขา แต่ว่า การพูดอย่างนั้นมันกระทบต่อเขา คุณสุทินต้องถอนครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ผมก็พยายามจะเข้าใจว่าท่านร้อนตัวเอง ก็เลยเข้าใจว่าน่าจะรู้ว่าตัวเองมีพฤติกรรมอย่างนั้น เพราะฉะนั้น

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

พูดอย่างนั้นก็ไม่ได้เหมือนกัน คุณสุทินต้องถอน

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

เมื่อรู้แล้ว ก็ไม่เปึนไรก็จะถอนให้

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ถอนตั้งแต่ตอนแรก แล้วก็ถอน ตอนท่อนหลังนี้ด้วย

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ครับก็พอใจ แล้วรู้ตัวก็ถอนทั้งหมดครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมตรงไปตรงมาครับ ท่านประธานวินิจฉัยได้ แล้วก็ให้ถอน ตอนท่อนหลัง ท่านประธานเข้าใจว่า ผมไม่อยากใช้สภาพูดแบบกะล่อนนะครับ ท่านประธาน ผมขอบคุณท่านประธานมากครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อไปคุณวัลลภ ๒๐ นาที

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่สมาชิก วุฒิสภา ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกในเบื้องต้นก่อนว่าเนื่องจาก นโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภา ทางสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการประชุมหารือกัน แล้วก็จัดทําเปึนข้อสรุป ความหนา ๒๘ หน้า ครบถ้วนทุกประเด็นโดยจําแนกออกเปึน นโยบาย ปัญหาอุปสรรค แล้วก็ขอเสนอแนะดังที่ผมได้ถือไว้ในมือเล่มนี้ แล้วก็หวังว่า ในรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในเอกสารชิ้นนี้จะเปึนประโยชน์ต่อรัฐบาล เพราะเราจะทํางาน แบบผู้ใหญ่ นี่เปึนข้อประการที่ ๑ ที่ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลโดยตรง

ประการที่ ๒ ที่ต้องทําความเข้าใจเสียก่อน มันอาจจะเปึนความรู้สึกส่วนตัว ของผมเองก็ว่าได้นะครับท่านประธาน ผมมีความรู้สึกว่าเราในฐานะเปึน สนช. ซึ่งทําหน้าที่ เปึนสมาชิกวุฒิสภา โดยส่วนตัวเองก็สําเหนียกตลอดเวลา แม้ว่าจะทําหน้าที่ในสภา มานานถึง ๑๓ ป้อย่างต่อเนื่อง ก็สําเหนียกเสมอว่าในการทําหน้าที่ยุคหลังไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง ฉะนั้นก็ค่อนข้างจะต้องระมัดระวังในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล ซึ่งก็หวังว่ารัฐบาลจะเข้าใจนะครับว่าด้วยข้อจํากัดอันนี้ อาจจะทําให้เราไม่ค่อยจะมี ความรู้สึกเปึนตัวของตัวเองมากนัก แต่ขณะเดียวกันท่านประธานครับ ด้วยความเปึน สนช. ที่ทําหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาความเปึนกลางและความเปึนอิสระถือว่าเปึนคุณสมบัติที่เด่นที่สุด ของ สนช. ซึ่งอาจจะต่างกับฝ์ายค้าน ซึ่งจําเปึนต้องค้านนโยบายแล้วก็เสนอในบางเรื่อง แต่ สนช. เนื่องจากความเปึนกลางและความเปึนอิสระแบบนี้ จึงหวังเปึนอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอทั้งหลายที่เราเสนอนั้นอาจจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรไปแรงบ้าง ท่านก็ได้โปรดอภัย เพราะอยากจะบอกว่าเปึนสิ่งที่มาจากความรู้สึกเปึนกลางและความเปึนอิสระที่จะพูด อะไรที่จะเปึนประโยชน์ต่อนโยบายเหล่านี้ อันนี้ขอทําความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อนที่ผม จะได้ลงในรายละเอียดต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากเราดูนโยบายของรัฐบาล ที่ปรากฏในเอกสารที่แจกต่อสมาชิกในห้องประชุมแห่งนี้ ผมกลับไปนั่งอ่านแล้วก็นั่ง พิจารณาดูก็เห็นว่าการวางกรอบไว้ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ คือเปึนการวางกรอบที่น่าสนใจ คําว่า น่าสนใจในความหมายของผมก็คือว่า รัฐบาลได้วางกรอบตั้งแต่วาระเร่งด่วนที่ต้อง พึงกระทําในรอบ ๑ ป้ นับตั้งแต่การแถลงนโยบายเปึนต้นไป ซึ่งถือเปึนกรอบที่ ๑ ที่ผม อ่านแล้วใน ๑๙ มาตรการนั้นน่าสนใจมาก กรอบที่ ๒ ที่รัฐบาลได้วางเอาไว้ก็คือวาระ การทํางานระยะยาวในรอบ ๔ ป้ ซึ่งแบ่งออกเปึน ๗ ด้านใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเปึนด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคงของมนุษย์ ด้านของการปฏิรูประบบที่ดิน อย่างนี้เปึนต้นนะครับ ก็ถือเปึน การวางกรอบที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเหมือนกัน และกรอบที่ ๓ ซึ่งบังเอิญว่าท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะใช้เวลาพูดน้อยไปสักนิดหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเอกสารนั้นมีคุณค่าที่ระบุความนัยของมัน อยู่แล้ว ก็คือกรอบที่เกี่ยวกับวาระกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามกรอบที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ให้กระทําใน ๑ ป้ ใน ๓ กรอบเหล่านี้ผมกลับไปนั่งอ่านในเชิงวิเคราะห์ ต้องเน้นนะครับ เปึนการอ่านในเชิงวิเคราะห์ เพราะถ้าไม่วิเคราะห์นี่ก็ไม่สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็ เสนอแนะได้ ดังนั้นการอ่านในเชิงวิเคราะห์จาก ๓ กรอบที่เปึนนโยบายของรัฐบาลจะเห็น ได้ชัดว่าเปึนการวางกรอบที่อยู่บนพื้นฐานที่น่าสนใจจริง ๆ ส่วนความน่าสนใจนั้นจะปฏิบัติได้ หรือไม่ก็เข้าใจครับว่ารัฐบาลคงไม่สามารถจะใส่เรื่องแผนมาตรการลงไปในนโยบายได้ เพราะวันนี้เปึนการพูดเรื่องนโยบาย จึงจําเปึนต้องเขียนกรอบกว้าง ๆ เอาไว้ ทีนี้ถามว่า โดยกรอบกว้าง ๆ ใน ๓ ประเด็น เรื่องวาระเร่งด่วนก็ดี ในรอบ ๑ ป้ นโยบาย ๔ ป้ที่รัฐบาล ต้องทํา หรือเรื่องกรอบกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี ซึ่งได้ปรากฏ นโยบายลงไปแล้ว แล้วกระผมได้บอกว่าในกรอบทั้ง ๓ กรอบ แบ่งออกเปึน ๗ ด้านนั้น ก็อยากจะเรียนผ่านท่านประธานว่าสมาชิกเราก็จะมีจํานวน ๒๔ ท่านประมาณนั้น ที่อภิปรายเปึนประเด็น ๆ ไปในแต่ละด้าน แล้วเชื่อมั่นว่าจะครอบคลุมทั้ง ๗ ด้าน ตัวกระผมเองแม้จะมีโอกาสได้ลุกขึ้นอภิปรายเปึนสมาชิกท่านแรก ก็ระมัดระวังตัวพอสมควร เพราะเดี๋ยวท่านจะเข้าใจว่ากระผมเปึนผู้นํา สนช. ซึ่งมิใช่ครับ สนช. ไม่ได้มีผู้นํา มีแต่ ท่านประธานและท่านรองประธาน ช่วยกันทําหน้าที่ของเราโดยสมบูรณ์ ผมจึงจํากัดจําเขี่ย ประเด็นที่ผมจะอภิปรายลงเพียงเฉพาะด้านเดียวเท่านั้นและอีก ๖ ด้านนั้นก็เชื่อว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็จะช่วยกันอภิปรายในเชิงเสนอแนะต่อไป สาระที่ผมจะพูด ที่เกี่ยวกับวาระทั้ง ๓ กรอบใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเปึนวาระเร่งด่วนก็ดี หรือวาระตามรอบ ๔ ป้ หรือกรอบรัฐธรรมนูญก็ดี ผมขออนุญาตท่านประธานจับจุดลงไปที่ภาพของการทํางาน ในเชิงนโยบายทางสังคมเปึนการเฉพาะ และอาจจะบวกประเด็นเรื่องการศึกษาเข้าไปด้วย เหตุที่ผมต้องพูดเรื่องเหล่านี้ก็คงมาจากพื้นฐานโดยชีวิตส่วนตัวที่ทํางานในเรื่องสังคม แล้วก็การศึกษามาโดยตลอด ฉะนั้นการพูดในสิ่งที่ตัวเองมีประสบการณ์ แล้วก็พูดในสิ่งที่ ตัวเองได้ปฏิบัติมานั้นน่าจะเปึนประโยชน์แล้วน่าจะยังประโยชน์ต่อรัฐบาลไม่มากก็น้อย

ในส่วนภาพรวมนโยบายเชิงสังคมถ้าหากเราได้มีการวิเคราะห์กรอบทั้งหลาย ที่มีการเขียนในเชิงนโยบายเอาไว้ ผมพบว่ารัฐบาลได้วางภาพรวมนโยบายในเชิงสังคมนี่ ไปยัง ๓ กลุ่มเปัาหมายใหญ่ แล้วก็ ๑ ความรู้สึก ใช้ว่า ๑ ความรู้สึก ในกลุ่มเปัาหมายแรก ที่นโยบายได้พูดไว้ค่อนข้างมากก็คือฐานของกลุ่มประชากรที่เรียกว่าเกษตรกรของประเทศ กลุ่มที่ ๒ ท่านใช้เรื่องของประชาชนในชุมชนหรืออาจจะใช้ภาษาในเชิงวิชาการว่าวางฐาน บนพื้นฐานของชุมชนเปึนหลัก แล้วก็ส่วนที่ ๓ คือการวางฐานอยู่ที่กลุ่มเปัาหมายเปึนการเฉพาะ อาทิเช่น กลุ่มเด็ก กลุ่มสตรี กลุ่มผู้พิการ และกลุ่มผู้สูงอายุ เปึนต้น การวาง ๓ กรอบไว้ในฐานของฐาน ประชากรก็ดี ฐานชุมชนก็ดี หรือฐานกลุ่มเปัาหมายพิเศษก็ดี รัฐบาลยังกําหนดนโยบาย เรื่องวาระที่เปึนความรู้สึกของประชาชนไว้ ๒ เรื่อง ที่อ่านแล้วก็สะดุดความรู้สึกค่อนข้างมาก ๑. ก็คือในเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติดและผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ๒. เกี่ยวกับเรื่อง ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ผมวิเคราะห์เปึนแบบนี้ละครับท่านประธาน ว่าการวางฐาน ต่าง ๆ ๓ ฐานที่ว่า แล้วก็ ๑ ความรู้สึกที่เขียนไว้ในนโยบายนั้นเปึนเรื่องเกี่ยวกับสังคมเปึนการเฉพาะ แล้วถ้าหากเรา วิเคราะห์ลึกลงไปอีกก็จะพบอย่างนี้ครับท่านประธานบนพื้นฐานของเกษตรกรจะเห็นว่า รัฐบาลได้พยายามจะใช้นโยบายที่คล้าย ๆ กับเปึนแผนและมาตรการไปในตัว ถ้าท่านที่ได้ ศึกษาเรื่องการวางแผนหรือกรอบนโยบายก็จะเข้าใจประเด็นที่ผมอภิปรายไปในพื้นฐาน ของเกษตรกรนั้น

ประเด็นที่ ๑ ท่านใช้เรื่องนโยบายการพักหนี้

ประเด็นที่ ๒ ท่านใช้เรื่องการประกันความเสี่ยงของพืชผลทางการเกษตร

ประเด็นที่ ๓ ท่านใช้เรื่องกองทุนหมู่บ้านเปึนตัวขับเคลื่อน หรือถ้าพูดเปึน นัยสําคัญ คือท่านใช้เปึนกลไกสําคัญในเรื่องกองทุนหมู่บ้าน เพื่อให้เกษตรกรสามารถจะมี เงินไปปฏิบัติกิจต่าง ๆ ที่ยังประโยชน์ต่อกลุ่มเปัาหมายตัวเอง

และเรื่องที่ ๔ ก็คือท่านใช้ระบบชลประทาน ซึ่งยังไม่แน่ใจนักว่าจะไปเหมือน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิปรายในเบื้องต้นไว้หรือไม่ว่าเปึนเรื่องการผันน้ําจากแม่น้ําโขงไปสู่ เกษตรกรในภาคอีสานซึ่งไม่ได้ปรากฏเปึนการเขียนไว้ในนโยบาย แต่เปึนการปรากฏ ในคําพูด ซึ่งผนวกกับนโยบายเรื่องระบบชลประทานก็ไปด้วยกันได้ นี่เปึนพื้นฐานประการที่ ๑ ที่ขออนุญาตอธิบายก่อน หลังจากนั้นผมจะวิจารณ์ว่ามันควรจะเปึนอย่างไรต่อไป

กรอบที่ ๒ ที่เปึนเรื่องฐานชุมชนผมจับประเด็นได้อย่างนี้ครับท่านประธาน ฐานชุมชนรัฐบาลได้วางนโยบายเรื่องศูนย์ซ่อมเสริมชุมชน มิใช่ศูนย์ซ่อมเสริมสุขภาพนะครับ เปึนศูนย์ซ่อมเสริมชุมชน ซึ่งก็หมายความว่าเปึนศูนย์ซึ่งดูแลในเชิงอาชีวะ จะซ่อมสิ่งต่าง ๆ ในชุมชนนั่นเอง ส่วนที่ ๒ เปึนเรื่องกองทุนชุมชนซึ่งจะพัฒนาไปเปึนธนาคารหมู่บ้าน ประเด็นนี้ก็น่าสนใจ และส่วนที่ ๓ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับโอทอป (OTOP) หรือหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เปึนต้น และประการสุดท้ายก็เปึนบ้านพักสําหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งแยกออกเปึน ๓ ส่วนก็คือ บ้านพักของผู้มีรายได้น้อย บ้านเอื้ออาทร แล้วก็บ้านมั่นคงสําหรับบุคคลในสลัม

ฐานที่ ๓ เรื่องเกี่ยวกับกลุ่มเปัาหมายเฉพาะเรื่องเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ แล้วก็แรงงาน ก็เห็นมาตรการกลไกหลายตัวที่รัฐบาลได้พูดเอาไว้ แต่อาจจะยังไม่มีโอกาส ได้ลงรายละเอียด ส่วนเรื่องฐานของความรู้สึกดังที่ผมได้อภิปรายไปแล้วว่า ท่านจับจุด เรื่องโครงการเกี่ยวกับยาเสพติดและการปราบปรามผู้มีอิทธิพล แล้วก็เรื่องที่เกี่ยวกับ การแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

ท่านประธานที่เคารพ ผมใช้ช่วงเวลาแรกทําการวิเคราะห์เช่นนี้ก็เพื่อ ต้องการจะนําไปสู่ประเด็นที่ผู้ใหญ่เขาคุยกันก็คือ ข้อเสนอแนะ กระผมมีข้อเสนอแนะที่หวังว่า รัฐบาลจะนําไปปฏิบัติได้แล้วก็จะเปึนประโยชน์ต่อกลุ่มเปัาหมายแต่ละกลุ่มดังต่อไปนี้ครับ ในกลุ่มเปัาหมายที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องเกษตรกร ผมขออนุญาตเสนอเปึนในเชิงโครงการเสียเลย เพราะว่าท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ก็น่าจะนําไปปฏิบัติในเชิงที่เปึนรูปธรรมต่อ เกษตรกรได้ ส่วนที่ ๑ ที่เปึนข้อเสนอแนะในเชิงเกี่ยวกับเกษตรกรก็คือว่า นโยบาย การพักหนี้ก็ดี การประกันพืชผลทางการเกษตรก็ดี กระผมเห็นชอบครับ ดําเนินการไปเถอะ ผมเพียงแต่ต้องการจะเสนอเกี่ยวกับเกษตรกรอีก ๓ เรื่องที่ผมคิดว่าเปึนเรื่องใหญ่ที่คน ในสังคมไทยต้องการจะเห็นปรากฏขึ้นในสังคม และถ้ารัฐบาลสามารถจะนําไปปฏิบัติได้ ก็จะเปึนประโยชน์มาก

ข้อที่ ๑ ครับท่านประธานในเรื่องฐานของเกษตรกร ถ้าเราดูตัวเลขสถิติ ของเกษตรกรในสังคมไทยจะพบว่า การเข้าสู่อาชีพเกษตรกรนั้นลดน้อยถอยลง เปึนลําดับ เราขาดเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี เข้าใจเรื่องระบบบริหาร จัดการน้อยมาก จึงไม่แปลกครับที่เกษตรกรทํางานเท่าไรก็ยากจนแล้วก็เปึนหนี้มากขึ้น ท่านจะใช้วิธีของการพักหนี้ พักเท่าไรก็ไม่หมด ฉะนั้นสิ่งที่จําเปึนมาก ๆ ก็น่าจะทํา ในเรื่องของการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ซึ่งผมไปค้นดูข้อมูลของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์พบว่า มีโครงการที่สําคัญอยู่โครงการหนึ่งก็คือยุวชนเกษตร ยุวชน เกษตรเปึนกลุ่มเปัาหมายสําคัญที่เปึนลูกหลานเกษตรที่จําเปึนต้องได้รับการพัฒนา ได้รับการต่อยอดทางความคิด และให้มีความเข้มแข็งไม่แพ้กับพ่อแม่ที่เปึนเกษตรกร การต่อยอดของยุวชนเกษตรนี่นะครับ ผมคิดว่าจําเปึนจะต้องให้ความรู้เรื่องฐานเกษตร ยุคใหม่สําหรับคนเหล่านี้ แล้วก็ขอบคุณจริง ๆ สําหรับท่านรัฐมนตรีที่ทราบข่าวว่า แอบไป ทราบข่าวครับว่าท่านได้ทําเอ็มโอยู (MOU) กับกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะแท่งอาชีวศึกษา ให้มาดูแลยุวชนเกษตร ประเด็นนี้ผมพึงพอใจครับ และผมหวังว่าการทําเอ็มโอยูกับ กระทรวงศึกษาธิการนั้น จะทําในเชิงขยายฐานให้มันกว้างขวางมากขึ้น แล้วก็ต่อยอด ยุวชนเกษตรให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นได้ นี่เปึนส่วนที่ ๑ ที่ทําให้เกษตรกรรุ่นใหม่จะขึ้นมา แทนเกษตรกรรุ่นเก่า ซึ่งมีความล้าหลังอยู่พอสมควร

ส่วนที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องเกษตรกรนี่นะครับ ผมไปค้น ข้อมูลตัวเลขจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในฐานะที่ผมเปึนประธาน คณะกรรมาธิการ ก็ได้เชิญผู้จัดการและรองผู้จัดการของธนาคารแห่งนี้มาชี้แจงต่อ กรรมาธิการ ที่ผมพูดประเด็นนี้ คือผมพบว่าเกษตรกรของเราจํานวนมากเปึนหนี้ระยะยาว ไม่สามารถจะยังอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง ไม่เหมือนระบบราชการซึ่งมีบําเหน็จบํานาญ แต่เกษตรกรไม่มี ขณะเดียวกันก็ไม่เหมือนกับผู้ใช้แรงงานซึ่งมีเงินประกันสังคม ที่ทําให้ เขาสามารถจะอยู่ได้แต่เกษตรกรอยู่ไม่ได้ สิ่งที่เราพบจากธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์ ซึ่งอยากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยต่อยอดก็คือว่า ขณะนี้ได้มีการคิดรูปแบบร่วมกัน ระหว่างธนาคารกับภูมิปัญญาชาวบ้าน ขออนุญาตเอ่ยนามก็คือครูชบ ยอดแก้ว หรือ แม้กระทั่งท่านมุกดา อินต๊ะสาร ซึ่งเปึนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ทําการศึกษา และออกแบบร่วมกันกับธนาคาร พบว่าสามารถที่จะโน้มน้าวสร้างความเข้าใจให้แก่ เกษตรกรที่มีอายุตั้งแต่ ๒๕ ป้ ถึง ๖๕ ป้ เข้ามาทํางานร่วมกันในรูปแบบของการออม เพื่ออนาคต เกษตรกรเพื่อการออมในอนาคตเปึนเรื่องสําคัญครับ การออมเกษตรกร อาจจะไม่ได้มีภาพเหมือนเราซึ่งมีเงินออมมากมายในธนาคาร แต่เกษตรกรเขาจะมีเงิน ออมประมาณเดือนละ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท ๕๐๐ บาท หรืออย่างสูงสุดไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หลังจากทําความเข้าใจโดยผู้นําชุมชนและผู้นําเกษตรกร ก็ได้มีการดําเนินการ ในโครงการนี้ขึ้น ขณะนี้ตัวเลขยอดอยู่ที่ ๓๗๒,๐๐๐ กว่าคนครับ ที่ทําหน้าที่ในการออม ในทุกชุมชน คําถามสําคัญก็คือว่า เกษตรกรเรามีอยู่จํานวนหลายล้านคน ๓๗๐,๐๐๐ คน ก็ถือเปึนปริมาณไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ของยอดเกษตรกรในประเทศ ภารกิจสําคัญของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คือตรงนี้แหละครับท่านประธานที่เคารพ จําเปึนจะต้อง ขยายฐานของผู้ออมเพื่ออนาคตในภาพของเกษตรกรให้เพิ่มเปึนตัวเลขอย่างน้อย ๑ ล้านคน ในรอบป้ ถ้ารัฐบาลสามารถจะไปทําเปึนนโยบายเร่งด่วนได้ก็จะเปึนประโยชน์มากต่อ เกษตรกร และถ้าสามารถจะมีการตกลงเรื่องดอกเบี้ย แทนที่จะเปึนร้อยละ ๓ อาจจะขยับ เปึนร้อยละ ๓.๒ ร้อยละ ๓.๕ ก็จะเปึนประโยชน์ต่อเกษตรกรเหล่านั้นได้ สิ่งที่พิเศษกว่า การออมก็คือว่า มันคล้าย ๆ หลักประกันสังคมครับท่านประธานครับ เกษตรกรที่เข้าสู่ การออมในธนาคารแห่งนี้จะได้รับการประกันชีวิตและอุบัติเหตุไปด้วย ซึ่งผมถือว่า เปึนภาระที่น่าสนใจ และหวังว่าการต่อยอดจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ โดยให้เกษตรกรเข้าไปสู่การออมและประกันอุบัติเหตุนั้น ตัวเลขน่าจะเพิ่มขึ้นได้ นี่เปึน ประเด็นที่ ๒ ในเชิงเกษตรกรที่อยากจะฝากไปยังรัฐบาล

ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธานที่เคารพ ในเรื่องของเกษตรกร ในความยากจน ของประเทศไทย ในความล้าหลังจํานวนมากในเชิงเทคโนโลยีของเกษตรกร เราก็พบว่า เรามีภูมิปัญญาชาวบ้านอยู่มาก ท่านที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากอีสานใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ซึ่งเปึนบ้านเกิดของผม จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุบลราชธานี หรือแม้กระทั่งจังหวัดนครราชสีมา ก็จะพบว่าเรามีภูมิปัญญาชาวบ้านที่เปึนเกษตรกร ที่เปึนตัวอย่าง เปึนรูปแบบที่ทํางานสนองพระราชดําริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ก็คือเศรษฐกิจพอเพียง หรือไร่นาสวนผสม หรือเกษตรยั่งยืน ไม่ว่าจะเปึนพ่อผาย สร้อยสระกลาง จากจังหวัดบุรีรัมย์ ท่านคําเดื่อง ภาษี จากบุรีรัมย์ หลวงพ่อนานจากสุรินทร์ หรือแม้กระทั่ง ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม จากฉะเชิงเทรา วิธีการของปราชญ์ชาวบ้านเหล่านี้เปึนเกษตรกร ที่อยู่ไปด้วยภูมิปัญญาของตัวเอง ที่ทํางานขยายเครือข่ายด้วยเครือข่ายของตัวเอง โดยปราศจากการสนับสนุนจากรัฐแม้แต่ประการใด สิ่งที่ผมจะเสนอในที่นี้ก็คือว่า รัฐบาลพึงใช้ศูนย์ที่เปึนศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ๔๐ ศูนย์ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปึนตัวตั้งครับที่ทําให้ภูมิปัญญาชาวบ้านเหล่านี้มีโอกาส ปรึกษาแลกเปลี่ยนกัน แล้วก็ขยายเครือข่ายไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปให้มีปราชญ์ชาวบ้านที่ ทํางานสนองพระราชดําริในเชิงเศรษฐกิจพอเพียง ให้ปรากฏขึ้นเต็มแผ่นดิน เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเล็กครับท่านประธานครับ เรามักจะไปค้นหาสิ่งใหม่โดยลืมสิ่งเก่าทั้งที่เรามี ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ผมยกตัวอย่างเอ่ยชื่อมาทุกจังหวัดในทั่วประเทศไทย ผมค้นต่อไป ว่าขณะนี้ภูมิปัญญาชาวบ้านเหล่านี้ได้มีการเก็บข้อมูลเปึนสารบบหรือไม่ ก็พบว่ามีครับ เรามีทําเนียบภูมิปัญญาชาวบ้านที่เปึนเกษตรกรอยู่ทั้งประเทศ เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ ขาดการนํามาใช้ครับ ก็ฝากรัฐบาลว่าการต่อยอดภูมิปัญญาชาวบ้านและขยายเครือข่าย ให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ โดยเฉพาะทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนว พระราชดํารินั้นน่าจะเปึนทางออกที่ทําให้สังคมไทยพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ นี่คือข้อเสนอ ประการที่ ๑ ในฐานแรกคือฐานเกษตรกร

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เหลือ ๒ นาทีนะครับ

นายวัลลภ ตังคนานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ท่านประธาน ๒๐ นาทีนะครับ ใช่นะครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ใช่ ๒๐ นาที เหลือ ๒ นาทีแล้ว

นายวัลลภ ตังคนานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ฐานที่ ๒ ฐานชุมชน ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้เรามีกฎหมายที่ผ่านสภาไปแล้ว ๒ ฉบับ ก็คือ กฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมและกฎหมายสภาองค์กรชุมชน เดี๋ยวรายละเอียด ท่านมุกดา อินต๊ะสาร จะอภิปราย ผมจะไม่อภิปรายเปึนการสงวนเวลาให้ท่านมุกดาต่อไป และสงวนเวลาของผมด้วย ส่วนฐานกลุ่มเปัาหมายพิเศษ ท่านประธานที่เคารพครับ ผู้สูงอายุเท่าที่เราเดินทางไปพบปะในทุกแห่งนั้นก็พบว่ามีปัญหาในเชิงของเบี้ยยังชีพ ซึ่งพบว่าการกระจายเบี้ยยังชีพนั้น แม้เราโอนอํานาจให้กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ไปแล้วก็ตาม ก็พบว่ายังมีปริมาณจํากัดที่ไม่สามารถจะครอบคลุมบุคคลที่ต้องการได้ เราก็หวังว่าระเบียบใหม่ของกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นจะช่วยให้ท้องถิ่นสามารถ กําหนดผู้รับเบี้ยยังชีพที่เปึนผู้สูงอายุได้มากขึ้นเพิ่มเติมกว่าเดิม ส่วนผู้พิการนั้น เดี๋ยวอาจารย์วิริยะจะอภิปรายต่อไป รวบรัดตัดความมาประเด็นสุดท้ายครับ เสียดาย เวลาที่ผมมีไม่เพียงพอ สิ่งที่ผมขออนุญาตทักท้วงรัฐบาล และหวังว่ารัฐบาลท่านจะนําไป พิจารณา เพราะขณะนี้มีคําถามในเชิงสังคมอยู่ ๔ คําถามที่ท่านต้องการคําตอบจาก รัฐบาล

ประเด็นที่ ๑ กรณีหวยออนไลน์ท่านจะเอาอย่างไร เพราะถือเปึนรูปแบบ การมอมเมาประชาชนที่ชัดแจ้งที่สุด หวังว่ารัฐบาลจะยับยั้งการใช้หวยออนไลน์นั้นเสีย เพราะหวยบนดินอย่างเดียวก็แย่พออยู่แล้ว นี่ประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ การจัดระบบโซนนิ่ง (Zoning) สถานบริการและร้านเกมนั้น รัฐบาลจะเอาอย่างไร เพราะถือเปึนการสร้างความผาสุกให้กับสถาบันครอบครัว ซึ่งหวัง ว่าท่านจะกล้าที่จะใช้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเปึนจริงเปึนจัง

และประเด็นสุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นสุดท้ายผมคิดว่า มีประเด็นเรื่องการศึกษาที่ขออนุญาตเรียนผ่านประธานภายในเวลา ๑ นาที กองทุน กยศ. และ กรอ. นั้น เข้าใจท่านผู้นําฝ์ายค้านอภิปรายไปแล้ว ผมขอเสนอว่ามิควรจะแยกออก จากกัน ควรอยู่ในกองทุนเดิมคือ กยศ. ที่ทําเรื่อง กรอ. ไปด้วย มิเช่นนั้นจะมีปัญหามากว่า บุคคลที่มีความพร้อมแล้วไปใช้เงินก้อนนี้ขณะที่เด็กยากจนจาก กยศ. นั้นไม่เพียงพอ โรงเรียนขนาดเล็ก ผมหวังว่ารัฐบาลจะกล้าโอนโรงเรียนขนาดเล็กให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นเอาไปดูแลก่อนเปึนอันดับแรก เพราะเปึนโรงเรียนขนาดเล็กที่ท้องถิ่นดูแลได้ ใกล้ชิดที่สุด และสุดท้ายครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วครับ

นายวัลลภ ตังคนานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

กศน. หวังว่า รัฐบาลจะลุกขึ้นมาตั้งเขาเปึนแท่งเฉพาะขึ้นมาใน กศน. เพื่อให้เปึนการจัดการศึกษา ทางเลือก การศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาตามอัธยาศัยที่เปึนไปตามรัฐธรรมนูญอย่างไร ขอบคุณท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณกรณ์ จาติกวณิช ครับ ๒๐ นาทีใช่ไหมครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศที่ประชุม เล็กน้อยนะครับ ด้วยความที่ได้รับมอบหมายจากทางพรรคให้นําคณะทีมเศรษฐกิจ อภิปรายในส่วนของนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของปัญหาเร่งด่วนในนโยบายที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้นําเสนอต่อ รัฐสภาในวันนี้ ก็ได้มุ่งเน้นไปที่เรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสียส่วนใหญ่ โดยที่ ๑๒ มาตรการ จาก ๑๙ มาตรการเร่งด่วนก็เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง แล้วก็ทุก ๆ มาตรการ ทุก ๆ นโยบายก็เปึนนโยบายที่มีผลต้องใช้งบประมาณ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เราเห็นด้วยกับการที่ทางรัฐบาลให้ความสําคัญกับ การเยียวยารักษาปัญหาเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน และอยากให้ทางรัฐบาลขับเคลื่อน โดยเร่งด่วน เมื่อเช้าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวถึงแล้วนะครับว่ามีพิษภัยทางเศรษฐกิจ จากภายนอกรอที่จะรุมเร้าเศรษฐกิจไทยอยู่มากมายตลอดทั้งป้นี้ โดยเฉพาะปัญหา ตลาดเงินและปัญหาเศรษฐกิจของทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งถึงแม้ว่าสัดส่วนการส่งออกของ ไทยสู่อเมริกานั้นจะลดลงก็จริง แต่ความสําคัญของการส่งออกสู่สหรัฐอเมริกาก็ยังมี น้ําหนักสูงถึงประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ยังไม่นับรวมถึงผลกระทบทางอ้อม ที่ปัญหาเศรษฐกิจของอเมริกาจะมีต่อเศรษฐกิจของเพื่อนคู่ค้าประเทศอื่น ๆ ของเรา เมื่อเช้าท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เรียนกับทางรัฐสภาแล้วว่าประเด็นสําคัญ ต่อการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็คือเรื่องของความเชื่อมั่น ซึ่งเปึนเรื่องที่น่าเสียดาย สําหรับรัฐบาล และนโยบายของรัฐบาลนั้นจุดเริ่มต้นในเรื่องของความเชื่อมั่นก็ติดลบแล้ว ซึ่งผมเองมีสาเหตุอยู่ ๖ ประการหลัก ๆ ที่จะเปึนคําอธิบายว่า ณ วันนี้ทําไมความเชื่อมั่น ในส่วนของนโยบายและการบริหารจัดการทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลถึงติดลบ แล้วจะมีข้อเสนอแนะว่ารัฐบาลควรจะแก้ไขอย่างไร

ในอันดับแรกนะครับท่านประธาน ก็คือในเรื่องของวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ผ่านนโยบายที่ได้นําเสนอ ในส่วนของนโยบายที่นําเสนอนั้นขาดในแง่ของการชี้ทิศทาง การพัฒนาของเศรษฐกิจที่ควรจะเปึน จีนมีความชัดเจนครับว่าต้องการที่จะเปึนโรงงาน ของโลก อินเดียมีความชัดเจนว่าต้องการที่จะเปึนศูนย์ความรู้ของโลก หรือแม้แต่สิงคโปร์ ก็มีความชัดเจนนะครับว่าต้องการเปึนผู้นําการบริการทางการเงิน ทางการแพทย์ของ ภูมิภาคเอเชีย แต่ในส่วนของไทยนั้นยังขาดความชัดเจน แล้วถ้าเราเอาจริงกับความต้องการ ที่ระดมเงินทุนเข้ามาในประเทศไทย เราต้องแสดงความชัดเจนในเชิงยุทธศาสตร์มากกว่านี้

ส่วนสาเหตุที่ ๒ ที่มาของระดับความเชื่อมั่นที่ต่ํากว่าที่ควรจะเปึนก็คือ เรื่องของเอกภาพในส่วนของการบริหารจัดการของพรรคร่วมรัฐบาล และในส่วนของ การบริหารจัดการของผู้นํารัฐบาล ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลนะครับ พรรคที่เปึนแกนนํา รัฐบาล คือพลังประชาชน ก็ได้มีนโยบายที่ชัดเจนในช่วงของการหาเสียง โดยเฉพาะ ทางด้านเศรษฐกิจ ได้มีการโฆษณาไว้นะครับว่า จะมีวิธีที่จะเพิ่มรายได้ ๔ เท่า ลดค่าใช้จ่าย ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ๔ เท่า แต่ในนโยบายที่นําประกาศในวันนี้นะครับ ไม่ปรากฏว่า มีนโยบายใดที่จะทําให้คํามั่นสัญญาที่มีการโฆษณาไว้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดเอาไว้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าพี่น้องประชาชนเอง และรัฐสภาก็คงที่จะอยากได้คําชี้แจงจากผู้ที่ เกี่ยวข้องว่าด้วยสาเหตุใดถึงไม่ได้พูดถึงนโยบายที่ได้เคยมีการหาเสียงเอาไว้ และคิดว่า คงไม่ได้เปึนเพราะมีการเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเพียงสาเหตุเดียว นอกจากนั้นในส่วนของ พรรคร่วมรัฐบาลหลาย ๆ พรรคก็มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ในกรณีของพรรครวมใจไทย สาเหตุที่ยกตัวอย่างพรรคนี้ก็เพราะมีตัวแทนของพรรคนั่งอยู่ เปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เคยโฆษณาไว้ หาเสียงไว้ในส่วนของนโยบาย ที่จะลดภาษีส่วนบุคคล ซึ่งนโยบายนี้ในเวทีการหาเสียงก็ได้มีการคัดค้านโดยพรรคร่วม รัฐบาลคือพรรคชาติไทยอย่างชัดเจน ก็ต้องการคําอธิบายนะครับว่า ณ วันนี้นโยบายนี้ มีสถานะอย่างไร จะมีความพยายามผลักดันให้เปึนนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ และถ้า ไม่เปึนเช่นนั้นตัวแทนของ พรรครวมใจไทยที่ในทุกเวทีหาเสียงได้หาเสียงด้วยนโยบายนี้ จะให้คําอธิบายต่อพี่น้องประชาชนอย่างไร นี่คือการขาดเอกภาพซึ่งเปึนที่มาของความตกต่ํา ของความเชื่อมั่น

สาเหตุที่ ๓ ก็คือภาวะความเปึนผู้นําของผู้ที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ความพร้อมที่จะตัดสินใจในเรื่องที่มีความสําคัญต่อเศรษฐกิจ คงปฏิเสธไม่ได้นะครับ ว่าในช่วงของรัฐบาลที่ผ่านมา ๒ มาตรการ ๒ นโยบายที่มีผลต่อความเชื่อมั่นทั้งจากต่างประเทศ และโดยนักธุรกิจในประเทศมากที่สุดก็คือ มาตรการสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และความพยายาม ที่จะแก้ไขพระราชบัญญัติธุรกิจต่างด้าว ในส่วนของมาตรการสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้นทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มีจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอดในช่วงก่อนการเลือกตั้งว่ามีเจตนาตั้งใจที่จะยกเลิก มาถึง วันนี้ก็มีการผลักการตัดสินใจออกไป ๒ เดือนโดยไม่มีความชัดเจนว่าด้วยเหตุผลใด ซึ่งตรงนี้ นอกจากมีสาเหตุในการบั่นทอนความเชื่อมั่นแล้วมีผลกระทบโดยตรงท่านประธานครับ ต่อโอกาสการรื้อฟุ๋นคุณภาพเศรษฐกิจของบ้านเรา ทุกวันนี้มีผู้ประกอบการพร้อมที่จะลงทุน ซื้อเครื่องจักรลงทุนเพิ่มเติม แต่เนื่องด้วยขาดความชัดเจนในส่วนของมาตรการอัตรา แลกเปลี่ยน ก็ทําให้ชะลอการตัดสินใจออกไป การชะลอการตัดสินใจออกไปก็คือการชะลอ การลงทุน การชะลอการลงทุนแน่นอนครับมีผลต่อการชะลอการฟุ๋นคืนชีพของเศรษฐกิจ ไทยของเรา ผมเข้าใจนะครับว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาจจะมีความกังวล ต่อผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากการยกเลิกมาตรการนี้ และเคยมีการพูดถึงความกังวลว่าอัตรา แลกเปลี่ยนในประเทศจะวิ่งเข้าหาอัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า ออฟชอร์ (Offshore) ที่มีอัตราที่แข็งค่ากว่า แต่ท่านประธานครับ ไม่ว่าสินค้าประเภทใดก็ตามราคา มักจะถูกกําหนดด้วยตลาดที่ใหญ่กว่าเสมอ และตลาดการค้าเงินบาทที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ตลาดในประเทศ แล้วปรากฏแล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้วในช่วงที่กลุ่มผู้ค้าเงินคาดว่าจะมี การยกเลิกมาตรการนี้ อัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศที่ประมาณ ๒๙ บาท ก็ได้ปรับวิ่งเข้าสู่ ราคาในประเทศที่ ๓๒ บาท เพราะฉะนั้นในส่วนของความกังวลนี้ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรี ไม่จําเปึนต้องกังวลมากนัก นอกจากนั้นผมก็อยากที่จะฝากแนวคิดกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนะครับว่านโยบายเงินบาทอ่อนนั้นไม่ได้เปึนนโยบายที่ทําให้คนไทย ร่ํารวยขึ้น ที่ผ่านมาการขยายตัวของเศรษฐกิจความจริงในภาพรวมดูเหมือนว่ามีอัตรา การขยายตัวที่พอรับได้ใกล้ ๆ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เปึนที่รู้กันว่าการขยายตัวเกือบทั้งหมดนั้น เปึนเพราะภาคส่งออกที่มีการขยายตัวสูงมาก แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจนั้นไม่ได้มีผล ทําให้ผลประกอบการของบริษัทไทยมีกําไรมากขึ้น ไม่ได้มีผลทําให้สตางค์ในกระเปิาของ พี่น้องประชาชนมีมากขึ้น ในแง่ตรงกันข้ามเงินบาทที่แข็งค่าอาจจะเปึนตัวที่ลดในแง่ของ ภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนซื้อน้ํามันก็ถูกลง ในแง่ของผู้ประกอบการซื้อวัตถุดิบ จากต่างประเทศก็จะซื้อในราคาที่ลดลงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่นักธุรกิจต้องการก็คือ ความชัดเจน เราวิงวอนให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีความกล้าหาญในแง่ ของการตัดสินใจ เมื่อมีความชัดเจนนักธุรกิจเขาก็จะสามารถปรับตัวได้

ประเด็นต่อไปที่มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือก็คือเรื่องของตัวรายละเอียด ความเหมาะสมของนโยบายที่รัฐบาลได้นําเสนอ โดยเฉพาะนโยบายในส่วนที่เกี่ยวกับ การลงทุนขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ท่านหัวหน้าพรรค เมื่อเช้า ก็ได้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนแล้วว่าการนําเสนอนโยบายที่เปึนนโยบายใหม่ในรายละเอียดไม่ตรงต่อ ข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ตรงต่อทุก ๆ รัฐบาลที่ดําเนินการมาในช่วง ๑๐ ป้ มีแต่การที่จะถ่วงเวลาเพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนของรถไฟฟัา ๙ สาย เปึนต้น เมื่อเช้านี้ก็มีรายงาน ในหนังสือพิมพ์ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงว่าเพียงแค่ค่าศึกษาที่จะต้องจ่าย เพิ่มเติมเพื่อสํารวจเส้นทางที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้นําเสนอนั้นอาจจะมีต้นทุนสูงถึง ๖,๐๐๐ ล้านบาท ไม่นับถึงเวลาที่จะต้องใช้ในการศึกษาเพิ่มเติมอีกต่างหาก ช่วงเวลาที่ ท่านได้ให้คํามั่นสัญญาว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายใน ๓ ป้ จึงเปึนช่วงเวลาที่นักธุรกิจ โดยรวมไม่ให้ความน่าเชื่อถือมากเท่าที่ควร ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ เราก็จะมีผู้แทนจากพรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่ในทีมเศรษฐกิจเปึนผู้เชี่ยวชาญจะอภิปราย ตามหลังผมต่อไป แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเน้น ณ วันนี้ก็คือประเด็นในแง่ของที่มาของเงิน ที่มาของแหล่งทุนที่เราจําเปึนต้องใช้ในการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ตามที่รัฐบาลได้นําเสนอ ท่านประธานครับ ผมได้รวบรวมมูลค่าของโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้กล่าวไว้ในช่วง ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมาว่าจะผลักดัน มูลค่าโดยรวมของโครงการทั้งหมดแตะ ๆ ๒ ล้านล้านบาทครับท่านประธาน ในขณะที่ทาง กระทรวงการคลังก็ได้ออกสัญญาณมาว่าจะระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรในประเทศ เปึนพันธบัตรระยะยาว มีมูลค่าอาจจะสูงถึง ๕ แสนล้านบาท ซึ่งทางแบงก์ชาติเองก็ได้ ออกมารับลูก เพราะเนื่องจากแบงก์ชาติในช่วงที่ผ่านมาก็มีหน้าที่ดูดซับสภาพคล่อง ออกจากระบบอยู่แล้ว ก็ไม่ปฏิเสธที่จะให้กระทรวงการคลังเสมือนกับทําหน้าที่นั้นแทน แต่ปัญหาก็คือเราสามารถกู้ยืมได้จํากัด จํากัดอยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าจีดีพี โดยรวม ซึ่ง ณ ขณะนี้หนี้สาธารณะโดยรวมมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารวมถึง ภาระต่อการคลังจากกิจกรรมนอกงบประมาณหนี้สาธารณะอาจจะอยู่ที่ประมาณ ๔๐–๔๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลยังสามารถที่จะกู้ยืม ได้ระหว่างอีก ๘–๑๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าจีดีพีของประเทศไทย จีดีพี ณ วันนี้ประมาณ ๘ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นหมายถึงวงเงินกู้ยืมเพิ่มเติมที่รัฐบาลสามารถที่จะดําเนินการ ได้อยู่ที่เพียง ๖–๘ แสนล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการรองรับทุก ๆ โครงการที่รัฐบาลได้นําเสนอ ซึ่งทําให้ทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องตั้งคําถาม ๓ คําถามต่อรัฐบาลทันที อันดับแรก ก็คือตั้งใจ ทําจริงหรือไม่แต่ละโครงการที่นําเสนอมา อันดับที่ ๒ ซึ่งเปึนประเด็นที่ท่านหัวหน้าพรรค ได้เสนอแนะให้กับรัฐบาลไปแล้ว ก็คือรัฐบาลควรที่จะจัดลําดับความสําคัญของโครงการ ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเงินไม่เพียงพอ โครงการไหนจะทํา โครงการไหนจะชะลอไว้ก่อน หรือคําถามที่ ๓ ก็คือสมมุติดื้อดันริเริ่มทุกโครงการตามที่ได้ประกาศมา แล้วเกิดสุดท้าย เงินหมดจะทําอย่างไร ใครจะรับผิดชอบ ซึ่งคําถามนี้ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ไม่ได้เปึนคําถามใหม่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตต่อโครงการดี ๆ อย่างเช่น โครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรคก็เกิดปัญหาเงินทุนงบประมาณที่สนับสนุนไม่เพียงพอ ทําให้เกิดภาระขาดทุน โดยโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้หลายร้อยโรงพยาบาล เปึนเม็ดเงินรวมหลาย พันล้านบาท ส่งผลให้คุณภาพบริการต่อพี่น้องประชาชนด้อยกว่ามาตรฐานที่ควร ส่งผล ให้โรงพยาบาลที่อยู่ในโครงการนี้ต้องแบกรับภาระหนี้สินจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น เราคิดว่าควรจะต้องมีความชัดเจนในแง่ของการกําหนดวิธีการใช้แหล่งทุนต่อแต่ละโครงการ ที่รัฐบาลได้นําเสนอ

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากที่จะฝากเตือนท่านรัฐมนตรี ขออนุญาต รัฐมนตรี ที่รับผิดชอบคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไว้ คือวิธีการในการกู้ยืมเงิน ในอดีตได้มี ความพยายามที่จะกู้ยืมนอกระบบงบประมาณด้วยการกู้ยืมผ่านเอกชน อย่างเช่น ในโครงการแอร์พอร์ต ลิงค์ (Airport link) ซึ่งก็ได้สร้างปัญหาต้นทุนการเงินของโครงการ สูงกว่าที่ควรจะเปึนถ้ารัฐบาลกู้ยืมโดยตรง สุดท้ายก็วกกลับมาเปึนภาระหนี้สาธารณะ ของรัฐบาลอยู่ดีนะครับ นอกจากขีดจํากัดในส่วนของวงเงินกู้ของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็มี ข้อจํากัดมากมายทางด้านงบประมาณด้วยเช่นเดียวกัน ปัจจุบันงบประมาณป้ ๒๕๕๑ ก็ไม่ได้ให้ความยืดหยุ่นกับรัฐบาลมากนัก รัฐบาลจึงได้ส่งสัญญาณออกมาว่าจะกลับมา ขอตั้งงบประมาณกลางป้กับรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง วงเงินที่ส่งสัญญาณออกมาก็คือประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในหลักการท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เรียนไปเมื่อเช้าว่า ถ้านําเงินเหล่านั้นมาใช้สนับสนุนการศึกษาของลูกหลานของพี่น้องประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้ามิได้เปึนเช่นนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะต้องสงวนสิทธิในการพิจารณา เพราะการกลับมาของบกลางป้ในครั้งนี้มีความแตกต่างนัยสําคัญอยู่ ๒ ประเด็น จากเมื่อ ครั้งป้ ๒๕๔๘ อันดับแรกก็คือในป้ ๒๕๔๘ ได้มีการกลับมาของบประมาณกลางป้เนื่องจาก มีการเก็บภาษีได้เกินเปัา แต่ในป้ ๒๕๕๑ ถ้ามีการกลับมาของบประมาณกลางป้จะเปึน การของบประมาณที่ทําให้การขาดดุลงบประมาณมีการขาดดุลมากขึ้น นอกจากนั้นเราก็มี บทเรียนนะครับท่านประธานจากการใช้เงินงบประมาณเมื่อป้ ๒๕๔๘ ทั้ง ๆ ที่ทางพรรค ฝ์ายค้าน ณ ขณะนั้น คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยได้นําเสนอแนวทาง การใช้เงินให้กับรัฐบาล ว่าขอให้ใช้ภาษีที่เก็บได้เกินเปัานั้นไปชําระหนี้ที่เกิดขึ้นจาก การดําเนินนโยบายสนับสนุนราคาน้ํามันที่ผิดพลาดของรัฐบาล ณ วันนั้น ด้วยการนําเงิน เหล่านั้นไปลบล้างภาระหนี้สินที่กองทุนน้ํามัน แต่รัฐบาลได้ปฏิเสธที่จะดําเนินการตามข้อเสนอแนะของพรรคประชาธิปัตย์ ทําให้พี่น้อง ประชาชนต้องแบกรับราคาน้ํามันที่สูงขึ้นจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้นนะครับ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังควรจะต้องตระหนักว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ มี ๑ มาตรา คือมาตรา ๑๖๙ ที่ระบุไว้ในแง่ของภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดงบประมาณรายจ่าย ป้ถัดไปมาชดใช้การใช้เงินคงคลัง เพราะฉะนั้นการที่จะของบกลางป้ เบิกใช้เงินคงคลัง เพิ่มเติมก็เสมือนเท่ากับเปึนการจํากัดวงเงินที่ป้ถัดไปรัฐบาลจะนํามาใช้เพื่อประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนได้ ซึ่งในรายละเอียดของปัญหาที่เกี่ยวกับงบประมาณนี้สักครู่เพื่อน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ของผมคือท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล จะนําเสนอในรายละเอียด

ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของรายได้งบประมาณของรัฐบาล รัฐบาล มีเจตนาตั้งใจที่จะใช้เงินมาก ก็มีความจําเปึนที่จะต้องเสนอวิธีการในแง่ของการหาเงิน เช่นกัน ซึ่งในนโยบายที่ทางรัฐบาลได้นําเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้ไม่ปรากฏมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมรายได้ของตัวรัฐบาล เงื่อนไขการขึ้นภาษีคงเปึนไปได้ยาก ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนก็แบกรับภาระภาษีหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว และส่วนใหญ่ผู้ที่ แบกรับภาระนี้ก็คือชนชั้นกลางนั่นเอง ทุก ๆ วันนี้กําลังแรงงานทั้งหมดของประเทศอยู่ที่ ประมาณ ๓๕ ล้านคน มีผู้ที่เสียภาษีอยู่เพียงแค่ ๕.๕ ล้านคนครับท่านประธาน ความสามารถ ในการเพิ่มอัตราภาษีคงเปึนไปไม่ได้ ในขณะที่ทุก ๆ พรรคที่ร่วมรัฐบาลอยู่ก็มีแต่นโยบาย การใช้เงิน หลาย ๆ พรรคที่ร่วมเสนอนโยบายที่จะให้ลดอัตราการเก็บภาษีด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยเฉพาะคงจะต้องชี้แจงกับทางรัฐสภา ในเรื่องของที่มาของเงินที่จะมาสนับสนุนนโยบายและโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้นําเสนอ

สุดท้ายครับท่านประธาน รายได้ของรัฐบาลอีกส่วนหนึ่งมาจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสําหรับประเทศไทยนั้น รายได้จากรัฐวิสาหกิจถือว่าไม่สูงมาก คิดเปึนสัดส่วนของจีดีพี ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง ทั้ง ๆ ที่รัฐวิสาหกิจดูแลทรัพย์สินมีมูลค่าอย่างน้อย ๓ ล้านล้านบาท ในแง่ของผลตอบแทนต่อพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะทางด้านมาตรฐานการบริการ หรือในแง่ ของผลตอบแทนต่อคลังทางด้านรายได้ ถือว่ายังพัฒนาได้ แต่ในนโยบายฉบับนี้ผมเสียดาย ที่ไม่ได้มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาเยียวยาส่งเสริมการทํางานของรัฐวิสาหกิจอย่างไร ที่ผมจะพอเรียนได้ก็คือ ผมยินดี ดีใจนะครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเบรกแนวคิด ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไว้ที่จะลากภาคการเมืองให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง กับรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติมด้วยการแต่งตั้ง ๑๑๑ อดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทยเข้ามาเปึน กรรมการ ท่านประธานครับ ทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์โดยรวมมีอีกประมาณ ๒๒ ท่าน ที่วันนี้จะขออนุญาตลุกขึ้นอภิปรายชี้แนะเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของทาง รัฐบาล ผมและคณะหวังและเชื่อว่าข้อวิพากษ์วิจารณ์ และข้อเสนอแนะของเราจะเปึน ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนที่ฟังเราอยู่ และสําคัญมากกว่านั้นก็คือจะเปึนประโยชน์ต่อ การทํางานของรัฐบาล ขอบพระคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณวราวุธ ศิลปอาชา ๑๐นาที ใช่ไหมนะครับ

นายวราวุธ ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

๒๐ นาที ครับท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

๒๐ นาที หรือ

นายวราวุธ ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

ครับผม

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญ

นายวราวุธ ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

ท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อประโยชน์ในการอภิปรายขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ผ่านทางจอภาพของ ห้องประชุมแห่งนี้ครับท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

อนุญาตครับ

นายวราวุธ ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี 🔗

ขอบพระคุณครับ กระผม นายวราวุธ ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยครับ ในวันนี้ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลผ่าน ท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีใน ๔ ด้านด้วยกัน นโยบายด้านแรกคือนโยบายด้านการศึกษา ด้านที่ ๒ คือนโยบายด้านการพัฒนาสุขภาพของประชาชน ด้านที่ ๓ คือนโยบายด้านปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งทางภาคการเกษตรและภาคการท่องเที่ยวและบริการ และด้านสุดท้าย ด้านที่ ๔ คือนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในนโยบายด้านการศึกษาข้อ ๒.๑.๓ นั้นได้เขียนไว้ว่า รัฐบาลจะส่งเสริมการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน การสอน และการเรียนรู้อย่างจริงจัง จัดให้มีการเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประกอบการเรียนการสอนให้โรงเรียน อย่างทั่วถึง ซึ่งประเด็นนี้ก็จะสอดคล้องกับนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในข้อ ๓.๕.๑ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาครับท่านประธาน ผมได้อ่านคําให้สัมภาษณ์ของ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ในการที่จะให้นักเรียนทุกคนนั้นมีคอมพิวเตอร์หรือแลพทอพ (Laptop) ไว้ใช้เปึนของตนเอง ผมต้องขอกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมและพรรคชาติไทยนั้น ขอสนับสนุนนโยบายที่จะให้เด็กนักเรียนทุกคนมีคอมพิวเตอร์ มีโน๊ตบุ๊ค (Notebook) เปึนของ ตนเองก็จะทําให้เด็กไทยทุกคนนั้นได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอุปกรณ์ที่ทันสมัย ตั้งแต่อายุยังน้อยไม่เหมือนกระผมซึ่งกว่าจะได้ใช้คอมพิวเตอร์นั้นก็ปาเข้าไป ๑๗ ป้ ๑๘ ป้ เข้าไปแล้ว จึงถือได้ว่าเปึนวิสัยทัศน์ที่ดีของรัฐบาล แต่ทว่าท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อความสมบูรณ์ของนโยบาย กระผมและพรรคชาติไทยขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม สัก๓-๔ ประเด็น ดังนี้ครับ

ในข้อที่ ๑ ครับท่านประธานครับ ในโน๊ตบุ๊คหรือว่าคอมพิวเตอร์ที่เราจะซื้อ ให้กับนักเรียนนั้น เราคิดหรือยังว่าเราควรจะมีโปรแกรมอะไรใส่ลงไปในเครื่องบ้างกล่าวง่าย ๆ ก็คือว่า เราจะเอาความรู้อะไร จะเอาเนื้อหาอะไรบรรจุลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะเปึนประโยชน์ แก่เด็กนักเรียนในการเรียนรู้และส่งเสริมการพัฒนาของเด็กในแต่ละวัย ที่สําคัญก็คือว่า โปรแกรมหรือเนื้อหาทั้งหลายที่อยู่ในคอมพิวเตอร์นั้นจะมีระบบปัองกันอย่างไรครับ เพื่อไม่ให้ ถูกลบ หรือปัองกันไม่ให้เด็กนั้นเอาโปรแกรมที่ผิดกฎหมายหรือเกมต่าง ๆ โหลด (Load) เข้าไปใน เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่สําคัญอีกประเด็นหนึ่งครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลควรจะกําหนดเวลา ให้ชัดเจนนะครับว่า เนื้อหาทั้งหลายเหล่านี้ควรจะดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา เท่าไรก่อนที่จะตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์ เพราะว่าคอมพิวเตอร์นั้นถือได้ว่าเปึนสิ่งสุดท้าย ที่เราควรจะคํานึงถึงเพราะเปึนเพียงแค่วัตถุเท่านั้น หรือเปึนฮาร์ดแวร์ (Hardware) เท่านั้น แต่รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นจะต้องประชุมกันเสียก่อนว่า เนื้อหาหรือซอฟต์แวร์ ที่จะใส่ลงไปนั้นจะเปึนอย่างไร ไม่ใช่ซื้อคอมพิวเตอร์มาแล้วยังไม่ทราบเลยว่าจะใส่โปรแกรม อะไรลงไปเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเยาวชนของเรา เหมือนกับซื้อรถครับท่านประธาน ซื้อแล้วยังขับไม่เปึนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะซื้อไปทําไมนะครับท่านประธานครับ วันนี้ เรากําลังจะวางพื้นฐานอีกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เบื้องต้นซึ่งจะสอดคล้องกับพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติว่าด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต ฉะนั้นข้อมูลเนื้อหาและโปรแกรมต่าง ๆ จะต้องสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเด็ก ๆ ในแต่ละวัย เวลาเด็ก ๆ โตขึ้นข้อมูลหรือ โปรแกรมต่าง ๆ เหล่านั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร จะใช้วิธีการโหลดลงมาจาก อินเทอร์เน็ตหรือจะเปึนในรูปแบบของซีดีรอม (CD-ROM) แจกจ่ายให้กับเด็ก ๆ นั้น ประเด็นนี้ คงต้องฝากท่านประธานไปเรียนทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาด้วย

ในข้อที่ ๒ ครับท่านประธานครับ อินเทอร์เน็ตครับท่านประธาน หนึ่งใน จุดมุ่งหมายสําคัญของการมีแลพทอพหรือมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวนั้นก็เพื่อที่จะใช้หาข้อมูล จากอินเทอร์เน็ต แต่ทุกวันนี้บางหมู่บ้านในประเทศไทยแม้แต่ในจังหวัดสุพรรณบุรีของผม เองนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ใช้เลยครับท่านประธานครับ ท่านประธานก็ทราบดีว่าการจะใช้ อินเทอร์เน็ตนั้นจะต้องมีสายโทรศัพท์ ไม่ใช่จุดธูป ๓ ดอก จุดเทียน ๒ เล่ม ไหว้เช้าไหว้เย็น แล้วอินเทอร์เน็ตมันจะมานะครับ ต้องมีสายโทรศัพท์ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องสนับสนุน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเปึนบริษัท ทศท. คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ในการเร่ง ขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อให้มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในทุก ๆ หมู่บ้าน ในประเทศไทย ซึ่งจะทําให้คนไทยทั่วประเทศมิใช่แค่เพียงเด็กนักเรียนเท่านั้นมีโอกาส เข้าถึงแหล่งความรู้ได้เท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ควรจะเร่ง ดําเนินการเสียก่อนที่จะพิจารณาจัดซื้อคอมพิวเตอร์ดังกล่าว

ข้อที่ ๓ ครับท่านประธานครับ เมื่อสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้แล้ว รัฐจําเปึนต้องมีการที่จะควบคุมในการที่จะเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ และมีมาตรการปัองกัน การเข้าไปดูเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในอินเทอร์เน็ต

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นนี้ผมและพรรคชาติไทยได้เคยฝาก สภาแห่งนี้นะครับ ไปยังกระทรวงไอซีทีแล้วหลายต่อหลายครั้งนะครับ คือการที่ภาครัฐนั้น จะจัดตั้งให้มีผู้บริการอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า ไอเอสพี (ISP)ในลักษณะที่จะกรอง เอาเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมแก่เยาวชนออก กระผมเคยยกตัวอย่างเรื่องของโรงเรียนสีขาว ซึ่งเปึนโรงเรียนที่จะปลอดต่อสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายต่อเยาวชนของเรา แล้วก็เสนอแนะว่า ทางกระทรวงไอซีทีนั้นน่าจะจัดตั้งไอเอสพีสีขาวขึ้นสําหรับโรงเรียนต่าง ๆ หน่วยงาน ราชการต่าง ๆ นักเรียนหรือแม้แต่ผู้ปกครองที่เปึนห่วงลูกหลานของตน แต่มาจนกระทั่ง บัดนี้ก็ยังไม่มีการดําเนินการใด ๆ ปล่อยให้ภาคเอกชนบางรายนั้นได้ดําเนินการล่วงหน้า ไปก่อนบางส่วนแล้วนะครับ ดังนั้นเรื่องให้ผู้บริการอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมกับนักเรียน กับโครงการคอมพิวเตอร์ดังกล่าวก็ต้องขอฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าให้ความสําคัญด้วย

ข้อที่ ๔ ครับ ประการสุดท้ายครับท่านประธานที่เคารพครับ การซ่อม บํารุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ประเด็นนี้รัฐบาลจะต้องวางแผนให้ดี เพราะคอมพิวเตอร์ ที่จะซื้อมีจํานวนมาก หลายหมื่นหลายแสนเปึนล้านเครื่อง เวลาใช้งานต้องมีปัญหาแน่นอนครับ เวลาเสียขึ้นมา หน่วยงานใดครับจะมีหน้าที่เปึนผู้รับผิดชอบ เปึนผู้ดูแลซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ เหล่านั้น เปรียบเสมือนบริการหลังการขายครับท่านประธาน อาฟเทอร์ เซล เซอร์วิส (After sale service) นั้นเปึนสิ่งที่สําคัญที่รัฐบาลจะต้องคํานึงถึง ที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ ก็เปึนเพียงแค่ข้อสังเกตให้กับรัฐบาลก่อนที่ท่านจะดําเนินการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้กับเด็กนักเรียน

ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายด้านต่อมาคือ นโยบายด้านการพัฒนา สุขภาพของประชาชนในข้อ ๒.๓.๕ ได้พูดถึงเรื่องกีฬาเพื่อเสริมสร้างสุขภาพและพลานามัยที่ดี และการพัฒนากีฬาสู่ความเปึนเลิศไว้ ผมเชื่อว่าในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้มีสมาชิกหลายท่าน ที่เปึนผู้เชี่ยวชาญและทราบถึงปัญหาของวงการกีฬาบ้านเราอยู่มากมาย จึงจะขอพูด ในอีกมิติหนึ่งของด้านกีฬาครับท่านประธานที่เคารพครับ ทุกคนทราบกันดีว่าวงการกีฬานั้น จําเปึนต้องใช้เงินงบประมาณเปึนจํานวนมาก ผมและพรรคชาติไทยขอฝากท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาลขอให้พิจารณาเรื่องวัฒนธรรมการใช้กีฬาและนันทนาการในมิติทางเศรษฐกิจ ให้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้เราจะเห็นว่าภาคเอกชนนั้นได้เข้ามามีบทบาทในวงการกีฬา อย่างมากมาย ในหลาย ๆ ประเทศไม่ว่าจะเปึนสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอังกฤษ เราจะเห็นได้ว่ามิติทางเศรษฐกิจในวงการกีฬานั้นมีความชัดเจนเปึนอย่างมาก และที่สําคัญ ยังเปึนปัจจัยสําคัญในการสนับสนุนวงการกีฬาของประเทศนั้น ๆ ให้มีการพัฒนาไป อย่างรวดเร็ว เพราะเราต้องยอมรับนะครับว่าภาคเอกชนนั้น มีศักยภาพและมีความคล่องตัว ในการใช้เงินมากกว่าภาครัฐมากมายนัก ผมดีใจนะครับท่านประธานที่ได้ยิน ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ให้สัมภาษณ์ในกรณีที่จะจัดตั้งทีวีกีฬาขึ้นมาโดยเฉพาะ เพราะจะเปึนการเป่ดมิติใหม่ทางด้านเศรษฐกิจให้กับวงการกีฬาของเรานะครับ แต่ทั้งนี้ก็คงต้องขอฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าต้องคํานึงถึงการใช้กีฬาและ นันทนาการในมิติทางด้านสังคม ทางด้านความมั่นคง ทางด้านการลงทุนหรือแม้แต่ทางด้าน การระหว่างประเทศให้มากขึ้นด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อไปผมจะขออนุญาตกล่าวถึงนโยบาย ด้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใน ๒ ภาคด้วยกัน ภาคแรกคือภาคการเกษตรครับ ในข้อ ๓.๒.๑.๕ นั้น ได้พูดถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ด้วยตนเอง ผมขออนุญาตฝากข้อเสนอแนะบางประการนะครับกับท่านประธานผ่านไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ ท่านประธานคงทราบดีอยู่แล้ว นะครับว่า พี่น้องชาวเกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้นเปึนเกษตรกร รายย่อยเกือบทั้งสิ้น และหนึ่งในปัญหาใหญ่ของเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวนของไทยก็คือ การที่ไม่สามารถจะรวมตัวกัน เพื่อนําเอาผลผลิตออกสู่ตลาด ทําให้เกิดเหตุการณ์ที่มีพ่อค้า คนกลางมารับซื้อผลผลิตถึงที่ไร่ที่สวนในราคาต่ํา เช่น เหมาซื้อเงาะทั้งสวน เหมาซื้อส้ม ทั้งสวน ซื้อมังคุดยกสวนเลยนะครับ พอเกษตรกรเห็นว่าสะดวกดีก็รีบตกลงขายให้ แล้วก็มาทราบเอาทีหลังว่าราคาที่ขายไปนั้นมันถูกแสนถูก ทําให้ชาวนา ชาวสวน ของเรานั้นไม่ได้รับผลตอบแทนในราคาที่ควรจะได้ ในกรณีนี้ครับท่านประธานครับ ถ้าหากภาครัฐสามารถส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวนรายย่อย ทั้งหลายนั้นให้รวมตัวกันเปึนกลุ่มซึ่งกันและกันให้ได้ เพื่อรวบรวมผลผลิตและคัดแยก ผลผลิตและสินค้า เพื่อจะเปึนการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและประโยชน์ในการขนส่ง แล้วก็เพิ่มช่องทางในการจําหน่ายและที่สําคัญจะเปึนการเพิ่มอํานาจการต่อรองให้กับ ตนเองด้วย

ปัญหาสําคัญอีกประการหนึ่งนะครับ คือการที่ในปัจจุบันนั้นพี่น้อง ชาวเกษตรกรมีความรู้ด้านการเพาะปลูก ด้านการผลิตดีมาก แต่ทว่าพี่น้องทั้งหลายนั้น กลับไม่มีความรู้ทางด้านการตลาดเลยนะครับ ดังนั้นหากภาครัฐสามารถให้ความรู้ด้าน การตลาดกับพี่น้องชาวเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวนแล้วจะทําให้มีการวางแผนการเพาะปลูก มีการวางแผนการผลิตอย่างเปึนระบบมากขึ้น ซึ่งการกระทําเช่นนี้ผมเชื่อว่าจะช่วยลด ปัญหาผลผลิตล้นตลาดในฤดูกาลต่าง ๆ ได้อีกทางหนึ่งด้วย ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าหนึ่งในแนวทางการพัฒนาการเกษตรตามนโยบาย ข้อ ๓.๒.๑.๕ นั้นคือ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลในการกระจายสินค้าในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อให้ผู้ผลิต และผู้ซื้อในแต่ละภูมิภาคนั้นได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ศูนย์ข้อมูลนี้ จะต้องมีข้อมูลที่ทันสมัยเปึนปัจจุบันหรืออัพเดท (Update) อยู่ตลอดเวลานะครับ เกี่ยวข้อง กับผลผลิตหรือผู้ผลิตในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะอํานวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อผู้ขาย ในภูมิภาคอื่น ๆ ในการที่จะซื้อขายแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรข้ามภูมิภาคกัน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้กล่าวด้านการเกษตรมา ๒–๓ ประเด็นนี้ บางท่าน บางหน่วยงานอาจจะบอกได้ว่ามีการปฏิบัติกันอยู่แล้ว แต่ผมอยากจะย้ําผ่านท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุก ๆ หน่วยนะครับว่าขอให้มีการทํากันอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิด ผลลัพธ์ในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรอย่างเปึนรูปธรรม ไม่ใช่แค่สักแต่ว่าทําตาม นโยบายกันไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น

ท่านประธานที่เคารพครับ ภาคต่อมาคือภาคการท่องเที่ยวและบริการครับ ในส่วนแรกของ ข้อ ๓.๒.๓.๑ ของนโยบายนั้นได้พูดถึงการเร่งสร้างรายได้จาก การท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนนี้ผมขออนุญาตใช้ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแสดง ท่านประธานครับ จากสไลด จากตัวเลขที่อยู่ในจอนั้นท่านจะเห็นได้ว่าในป้ ๒๕๕๐ ประเทศไทย ได้รายได้จากนักท่องเที่ยว จากการท่องเที่ยว จํานวน ๙๒๕,๐๐๐ ล้านบาท จากจํานวน นักท่องเที่ยว ๑๔.๕ ล้านคน ในป้ ๒๕๕๓ ประเทศไทยคาดว่าจะได้รายได้จาก นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเปึน ๑,๐๓๐,๔๐๐ ล้านบาท จากจํานวนนักท่องเที่ยว ๑๙.๓ ล้านคน พอไปถึงป้ ๒๕๕๘ ท่านประธานครับ เราคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง ๑,๒๑๙,๐๐๐ ล้านบาท จากจํานวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นถึง ๓๐ ล้านคน เปึนตัวเลขที่ถือได้ว่าดูดีและค่อนข้าง จะท้าทายต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยเปึนอย่างยิ่ง แต่ท่านประธานถ้าหากมอง ในมุมกลับกันนะครับ จากตัวเลขดังกล่าวรายได้เฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยว ๑ คน ในป้ ๒๕๕๐ นั้นอยู่ที่ ๖๓,๗๙๓ บาท พอไปป้ ๒๕๕๓ ลงไปเหลือ ๕๓,๕๗๕ บาท พอไปถึงป้ ๒๕๕๘ ลงไปเหลือแค่ ๔๐,๖๓๓ บาทเท่านั้นเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในขณะที่ต้นทุนทาง แหล่งท่องเที่ยว ทางทรัพยากรธรรมชาติ ทางสิ่งแวดล้อมของประเทศเรานั้นยังเท่าเดิม และมีแนวโน้มว่าจะเสื่อมโทรมลงไปในอนาคต ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และเร่งด่วน แต่รายได้ที่ประเทศไทยนั้นจะได้รับจากนักท่องเที่ยวแต่ละท่าน ๆ กลับลดลง ถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาเพียงแค่ ๘ ป้ จาก ๖๐,๐๐๐ กว่าบาท เหลือแค่ ๔๐,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้นเอง ผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครับว่าการจะ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยประกาศให้ป้ ๒๕๕๑ และป้ ๒๕๕๒ เปึนป้ แห่งการท่องเที่ยวตามนโยบายเร่งด่วนใน ข้อ ๑.๑๖ นั้นควรจะคํานึงถึงคุณภาพของ นักท่องเที่ยวเปึนหลักสําคัญ มากกว่าปริมาณหรือจํานวนของนักท่องเที่ยว มิฉะนั้นแล้ว ในอนาคตนักท่องเที่ยวทั้งหลายจะมองเห็นประเทศไทยเปึนเพียงแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก หรือ ชีพ เดสทิเนชั่น (Cheap destination) เท่านั้น และคําว่า การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือที่เขาพูดกันว่า ซัสเทนเอเบิล ทัวร์ริซึม (Sustainable tourism) นั้นจะไม่สามารถ เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ในนโยบายข้อดังกล่าวยังได้พูดถึงการฟุ๋นฟู พัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนและสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเชิงกลุ่มพื้นที่ที่มี ศักยภาพ ผมก็คงต้องขอฝากท่านประธานแล้วก็ผ่านไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาด้วยว่า ขอให้ดําเนินการตามนโยบายข้อนี้อย่างเร่งด่วนตามที่ผม ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นะครับว่า นับวันต้นทุนทางแหล่งท่องเที่ยวของเรานั้นมีแต่จะ เสื่อมโทรมลง หากเราไม่เร่งฟุ๋นฟูและขยายปริมาณแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เปัาหมายที่เรา ได้ตั้งเอาไว้คงจะไม่สามารถทําได้ ท่านประธานครับ ในตอนสุดท้ายของนโยบาย ข้อ ๓.๒.๓.๑ นั้น ได้ให้ความสําคัญกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจ ด้านระบบนิเวศ หรือที่เขาเรียกภาษาอังกฤษกันว่า อีโค ทัวริซึม (Eco Tourism) หรือกลุ่มที่สนใจด้าน วัฒนธรรมท้องถิ่นที่เขาเรียกกันว่า คัลเชอรัล ทัวริซึม (Cultural Tourism) หรือแหล่ง ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และโบราณสถาน ซึ่งถือได้ว่าเปึนนโยบายที่ดีนะครับ ในการ ที่เราจะจับเอาตลาดของนักท่องเที่ยวเฉพาะทางหรือที่เขาเรียกกันว่า นีด’ส มาร์เก็ต (Need’s Market) นั้น แต่ทั้งนี้คงต้องขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นะครับว่า กระทรวงจะต้องรีบทําบัญชีแหล่งท่องเที่ยวในประเทศให้เสร็จโดยเร็ว และที่ สําคัญจะต้องแยกประเภทของแหล่งท่องเที่ยวด้วยว่าเปึนแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ป์า เขา น้ําตก หรือแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์โบราณสถานหรือวัฒนธรรม เพราะมิฉะนั้น แล้วเราก็คงจะไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้ได้นะครับ

ท่านประธานครับ นโยบายด้านสุดท้ายที่จะขอพูดถึงคือนโยบาย ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในข้อ ๓.๕ ครับ นโยบายนี้รัฐบาลได้เขียนไว้อย่างครอบคลุม พอสมควร แต่ว่าหนึ่งในปัจจัยสําคัญที่จะทําให้นโยบายทั้งหลายของภาครัฐนั้นจะประสบ ผลความสําเร็จก็คือบุคลากรของภาครัฐเองจากประสบการณ์ที่ผ่านมานะครับ ทั้งในส่วน ของสภาผู้แทนราษฎร หรือบางกระทรวง กรม กอง นั้นทําให้ผมได้เห็นว่าในปัจจุบันภาครัฐ ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่มากมาย สังเกตได้ จากการที่บางครั้งงบประมาณที่เสนอมาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นจะมีความสับสน มีความซ้ําซ้อนกันอยู่มากมาย หรือแม้แต่กระทั่งการกําหนดคุณสมบัติของอุปกรณ์บางชนิด แทบจะลอกกันออกมาจากแคตตาล็อก (Catalog) เลยก็ว่าได้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่ป้พุทธศักราช ๒๕๔๔ เปึนต้นมา ผมและพรรคชาติไทยได้เรียกร้องให้ทางรัฐบาลนั้น โดยกระทรวงไอซีทีนะครับ ได้จัดตั้งสถาบันส่งเสริมขีดความสามารถของข้าราชการ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้น โดยหวังว่าสถาบันนี้จะพัฒนา จะส่งเสริม และให้ความรู้ ด้านไอที (IT) กับข้าราชการทุกระดับ ท่านประธานครับ สถาบันนี้จะต้องมีหน้าที่ในการกําหนด หลักสูตร ขั้นตอน มาตรฐานความรู้ด้านไอทีของข้าราชการไทยนะครับ และจัดให้มีการ ฝ๊กอบรมด้านไอทีให้กับข้าราชการทุก ๆ คนในทุก ๆ ระดับ บุคลากรของสถาบันจะต้องมี ความสามารถมีความเข้าใจด้านไอทีเปึนอย่างดี และที่สําคัญต้องสามารถถ่ายทอดสู่ผู้อื่นได้ เพราะทุกวันนี้แต่ละหน่วยงานนะครับ บางหน่วยงานก็ไปจ้างบริษัทนี้ บางหน่วยงานก็ไปจ้าง อีกบริษัทหนึ่ง จ้างสถาบันอะไรต่อมิอะไร ก็ไม่ทราบนะครับให้มาฝ๊กอบรมข้าราชการของตน ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทําให้ไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการทํางานนะครับ ทําให้นโยบาย ด้านไอทีหรือว่าการทํางานของภาครัฐนั้นไม่มีความเปึนบูรณาการเกิดขึ้น ดังนั้นผมและ พรรคชาติไทยนะครับ ขอเรียกร้องครับ ให้รัฐบาลโดยกระทรวงไอซีทีนั้นจัดตั้งสถาบัน ดังกล่าวให้เกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อประโยชน์ของข้าราชการ การทํางานที่มีประสิทธิภาพ และ การใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า พอพูดถึงเรื่องงบประมาณครับท่านประธาน พวกเรา ทุกคนในสภาแห่งนี้ทราบกันดีนะครับว่าในขณะนี้งบประมาณป้ ๒๕๕๑ นั้นได้เริ่มใช้มาเกือบ ๕ เดือนแล้ว การนํานโยบายทั้งหมดจะปฏิบัติให้ได้นั้นรัฐบาลจะต้องมีการปรับเปลี่ยน งบประมาณกันพอสมควรนะครับ เพราะกรอบการใช้งบประมาณป้ ๒๕๕๑ นั้นพวกเรา ทราบกันดีอยู่ว่าได้ถูกกําหนดไว้ตั้งแต่ป้ที่แล้วโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กระผมและ พรรคชาติไทยจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีด้วยว่า ขอให้ทุก หน่วยงาน กระทรวง กรม กอง ทั้งหลายรีบปรับแผนการใช้งบประมาณโดยเร็วและ ที่สําคัญขอให้ทุกฝ์ายคํานึงถึงนโยบายของรัฐบาลเปึนหลักในการวางโครงสร้างของ งบประมาณป้ ๒๕๕๒ ให้สอดคล้องกัน จบแล้วครับท่านครับ ท่านประธานครับ ที่ผมได้ กล่าวมาทั้งหมดนั้นเปึนเพียงข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทางกระผมและพรรคชาติไทยขอฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี และหวัง เปึนอย่างยิ่งนะครับว่าสิ่งที่ผมได้กล่าวไปนั้นจะได้รับการพิจารณาและเปึนประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อยในการบริหารราชการแผ่นดิน ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผมจะขอปรึกษานะครับว่า เพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิของท่านผู้กําลังอธิบาย ถ้าเหลือเวลา อีก ๑ นาที ผมจะเป่ดสัญญาณไฟแดงตรงนี้นะครับ แล้วก็รู้ว่าสรุปและเตรียมตัวในการยุติ การอภิปรายนะครับ ผมจะขออนุญาตใช้สัญญาณแดง ๆ ตรงไมโครโฟน เพราะไม่อยากจะ ไปรบกวนท่าน ถ้าเห็นชอบผมก็จะปฏิบัติตามนี้นะครับ ลําดับถัดไปเพื่อให้การประชุมจะได้ เตรียมความพร้อมได้นะครับ ในส่วนของ สนช. ที่ทําหน้าที่ ส.ว. นั้นก็คือท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ นะครับ หลังจากนั้นก็จะเปึนท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมขอเชิญท่านอาจารย์วิริยะเลยครับ เชิญครับ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภา ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานก่อนนะครับ สัญญาณไฟ มันเตือนผมไม่ได้นะท่านประธาน ๒ นาทีท่านประธานช่วยเตือนหน่อยนะครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ครับ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

เพราะเดี๋ยว ท่านประธานส่งสัญญาณไฟ ผมจะไม่รับรู้ด้วย จะต้องขอบวกไปอีก ๒ นาทีนะครับ ในเรื่องที่ผมจะพูดนั้นผมก็จะขอพูดในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของคนพิการและผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะนะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องนโยบายของรัฐบาลผมก็อยากจะขอฝาก ท่านรัฐมนตรีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสํานักงบประมาณครับว่า ในเรื่องใดก็ตามครับ ที่ไม่ได้กล่าวถึงคนพิการโดยเฉพาะก็ต้องเปึนที่รู้และเข้าใจว่ารวมถึงคนพิการด้วย ไม่ว่านโยบายเรื่องเทคโนโลยีที่จะนํามาพัฒนาเรื่องการศึกษาแล้วแจกคอมพิวเตอร์นี่ ก็อย่าลืมแจกคนพิการด้วยนะครับท่านประธานครับ ไม่ว่าเรื่องแหล่งท่องเที่ยวก็ต้องคิดถึง คนพิการด้วยครับท่านประธาน ผมนี่ก็เปึนคนที่ชอบเที่ยวมากหลายคนบอกตาบอด ทําไมชอบเที่ยว แต่ท่านประธานครับความสุขของมนุษย์มันไม่ได้มาจากตาอย่างเดียวนะครับ ลูบ ๆ คลํา ๆ ได้ยินเสียงบ้างนะครับ มีคนบรรยายภาพประกอบบ้างนะครับ ก็มีความสุขครับ ท่านประธาน อย่างเมื่อวานนี้ผมไปพบเพื่อนผู้พิการที่หนองคาย คุณทะนงท่านก็เปึน จิตรกรวาดภาพด้วยปากนะครับ ก็มีคนเอาเรียกว่านางแบบมาให้วาดนะครับ แล้วท่าน ก็ต้องคาบปากกาวาด นางแบบก็ยังถามว่าคุณทะนงจะวาดไหวหรือ คุณทะนงบอกวาด ไหวครับ สมาธิดี แต่อย่าทําให้น้ําลายไหลแล้วกัน เพราะถ้าน้ําลายไหลแล้วก็จะวาดภาพ ต่อไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องการเที่ยว การรับรู้อะไรของคนพิการมันก็ไม่ต่างกับคน ทั่วไปนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นนโยบายอะไรทั่วไปก็อย่าลืมตกหล่นเรื่องคนพิการ ด้วยครับ โดยเฉพาะสํานักงบประมาณเวลาตั้งงบประมาณทีไรครับ เรื่องอะไรไม่ได้ระบุถึง เรื่องคนพิการโดยเฉพาะ สํานักงบประมาณก็จะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องของ คนพิการตั้งงบไม่ได้ อันนี้ผมอยากจะฝากไว้เลยครับท่านประธาน นโยบายทั่วไปต้องไม่ลืม คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ด้วยครับท่านประธาน นอกจากนี้ครับนโยบายที่จะต้องนํามา เชื่อมโยงเกี่ยวกับคนพิการ ผู้ด้อยโอกาสโดยเฉพาะก็จําเปึนอย่างยิ่งในการที่จะเสริมต่อให้ คนพิการเราสามารถที่จะพัฒนาตัวเองแล้วก็พึ่งตัวเองได้อยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีความสุข ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ (๑) ในส่วนเกี่ยวกับเรื่อง คนพิการโดยเฉพาะนั้น ผมก็เห็นว่าในนโยบายนั้นรัฐบาลก็ได้กล่าวไว้อยู่พอสมควรนะครับ แต่ผมก็อยากจะขอขยายให้ละเอียดขึ้นด้วยว่าในเรื่องต่าง ๆ นั้น บางทีก็กล่าวถึงบ้างไม่ได้ กล่าวถึงบ้างนะครับ ควรจะทําอะไรกันบ้างให้กับคนพิการเราเพื่อให้คนพิการพึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องเปึนภาระของครอบครัว สังคม แต่ช่วยสร้างสรรค์สังคมเราได้เริ่มตั้งแต่เรื่อง นโยบายการศึกษานะครับท่านประธาน ในเรื่องการศึกษานโยบายที่จะสนับสนุนให้ คนพิการได้รับโอกาส ได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลก็นํามาเขียนไว้ในนโยบายที่ ๑.๔ นั้นนะครับ ผมก็อยากจะขอขยายความด้วยว่าในนโยบายนี้จะบรรลุผลได้นั้นจําเปึนอย่างยิ่ง ผมไม่รู้ ไมค์ของผมทําไมมันค่อย ๆ ดัง ๆ นี่แหละครับบางครั้งสิ่งแวดล้อมมันพิการมันก็เลย กลายมาว่าคนพิการก็พิการไป ท่านประธานครับในเรื่องการศึกษานั้นเพื่อที่จะให้คนพิการ เข้าถึงการศึกษาได้เท่าเทียมกับคนทั่วไปนั้น รัฐบาลก็จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องเอาใจใส่ว่า ทําอย่างไรคนพิการจะเข้าไปสู่ในระบบเรียนร่วมกับบุคคลทั่วไปได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งใน เรื่องนี้รัฐบาลก็ต้องเอาใจใส่เรื่องศูนย์การศึกษาพิเศษ ทุกวันนี้ศูนย์การศึกษาพิเศษหลาย แห่งไม่มีอาคารต้องไปอาศัยโรงเรียนบางโรงเรียนอยู่บางห้องเล็ก ๆ เท่านั้นเองครับ บุคลากรก็ยังน้อยและการพัฒนาบุคลากรก็ยังไม่มีอย่างทั่วถึง ในสมัยก่อนนั้นก็ยังอาศัย เงินหวยได้เอามาช่วยในเรื่องเหล่านี้ได้ แต่ในสมัยนี้มันไม่มีเรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่อยากให้รัฐบาล จัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนในเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ เมื่อพัฒนาคนพิการในโรงเรียน เฉพาะความพิการเองผมก็อยากให้เน้นการศึกษาเพื่อไปสู่อาชีพ มีโรงเรียนสอนคนหูหนวก หลายแห่งที่เด็กจบมาแล้วเด็กก็ไม่รู้จะไปไหน ก็ต้องมาเกาะกลุ่มกันหน้าโรงเรียนเปึนรุ่นพี่ รุ่นน้องเพราะยังไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ซึ่งผมก็จะขอพูดเชื่อมโยงไปกับนโยบาย เรื่องการสร้างงานในเรื่องการสร้างอาชีพต่อไป ซึ่งไม่ได้มีนโยบายที่พูดถึงในเรื่องการสร้าง อาชีพของคนพิการโดยเฉพาะ แต่ผมก็คิดว่ารัฐบาลก็มีนโยบายในการที่จะสร้างงานให้กับ คนที่ว่างงานก็ควรจะรวมถึงคนพิการด้วย แต่จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการเสริม ในเรื่องการศึกษาผมขอกลับมาที่การศึกษาต่ออีกเล็กน้อยนะครับว่า ในเรื่องการศึกษานั้น นอกจากการเป่ดโอกาสการมีบุคลากรครูการศึกษาพิเศษ ที่จะมาช่วยเด็กแล้ว เรื่องสื่อ สิ่งอํานวยความสะดวกก็จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องให้มีใช้กันอย่างทั่วถึงตามที่กฎหมายได้ กําหนดเอาไว้ อันนี้ผมก็อยากจะฝากรัฐบาลเอาไว้เช่นเดียวกันนะครับ ทีนี้กลับมาสู่ ในเรื่องการมีงานทํา ท่านประธานครับ รัฐบาลไม่ได้เขียนนโยบายอะไรไว้โดยเฉพาะแต่ผม ก็บอกไว้แล้วว่าการทําให้คนมีงานทําก็ต้องรวมถึงคนพิการด้วย แต่การจะทําให้คนพิการ มีงานทํานั้นจําเปึนต้องมีมาตรการเสริมนอกเหนือจากมาตรการการจัดหางานของคนทั่วไปครับ ท่านประธาน เมื่อป้ที่แล้วผมดูเรื่องงบประมาณ กระทรวงแรงงานมีงบประมาณเกี่ยวกับ เรื่องการที่จะสร้างงานให้คนพิการมีแค่ ๓ ล้านกว่าบาท แล้วก็ใช้ในการแข่งขันเรื่องอาชีพ ของคนพิการ แน่นอนครับการแข่งขันอาชีพของคนพิการก็เปึนการส่งเสริมศักยภาพคนพิการ เปึนเรื่องที่ดีครับ แต่การจัดระบบให้คนพิการมีงานทําอย่างเปึนระบบนั้นเปึนเรื่องที่จําเปึน อย่างยิ่งครับ การช่วยให้คนพิการมีงานทําจําเปึนที่จะต้องมีระบบพี่เลี้ยง ผมขอโทษที่ใช้ ภาษาอังกฤษที่เขาเรียกว่า จ๊อบ โค้ช (Job coach) เหมือนระบบการศึกษามีครูการศึกษา พิเศษ คอยช่วยเพื่อให้เด็กได้เรียนและเข้าถึงองค์ความรู้เหมือนกับคนทั่วไป ในการสร้างงาน ให้กับคนพิการก็เช่นเดียวกันครับ ก็จําเปึนต้องมีระบบที่จะเข้ามาช่วยเปึนระบบพี่เลี้ยง ที่จะช่วยให้คนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือประกอบอาชีพอิสระอย่างมีผลสําเร็จที่เปึนรูปธรรม ผมคิดว่าประเทศไทยจําเปึนอย่างยิ่งที่ต้องเอาใจใส่เรื่องนี้ครับ ในเมื่อเราทุ่มเทเรื่องการศึกษา เข้าไปแล้ว ซึ่งเราได้ใส่ทรัพยากรเข้าไปมากพอสมควรครับท่านประธาน โดยถัวเฉลี่ยแล้วถ้าเด็กพิการ เรียนตั้งแต่อนุบาลจนมาจบ ม. ๖ นะครับ ค่าหัวตกหัวหนึ่งก็ประมาณ ๑ ล้านบาท เราไม่ควรจะปล่อยเงิน ๑ ล้านบาทนี้สูญสลายไปเฉย ๆ แล้วให้กลายเปึนคนว่างงาน อยู่เปล่า ๆ นะครับ แล้วก็เปึนภาระของครอบครัวและสังคมต่อไปครับ ระบบการสร้างงาน ให้คนพิการอย่างเปึนระบบจําเปึนอย่างยิ่งครับ ผมก็อยากจะขอฝากไปทางกระทรวง แรงงานที่จะทําในเรื่องนี้ต่อไปด้วยนะครับ ในเรื่องที่ ๓ ที่จะขอพูดถึงนะครับ นั่นก็คือการ เข้าถึงสิ่งอํานวยความสะดวกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ครับท่านประธาน ในนโยบายนั้น ไม่ได้พูดถึง แต่ผมก็พยายามที่สร้างความเข้าใจว่าในเรื่องบริการสาธารณะขนส่งสาธารณะ สิ่งเหล่านี้รัฐบาลจําเปึนอย่างยิ่งนะครับที่จะต้องดูแลเอาใจใส่ให้คนพิการได้เข้าถึงและใช้ ประโยชน์ได้ด้วยนะครับ ผมยกตัวอย่าง ทางรถไฟที่จะสร้างใหม่นะครับที่จะต้องไปอาศัยเงิน เจบิค (J-BIC) ต้องให้คนพิการไปลอบบี้ที่เจบิคว่าต้องมีเงื่อนไขให้มีสิ่งอํานวยความสะดวก ค่อยปล่อยเงินกู้ เปึนเรื่องแปลกครับ รัฐบาลทางเจบิครับเปึนนโยบายครับ เอาจริงเอาจัง มีการสอบถามคนพิการว่าจะต้องเสนอ เปึนเงื่อนไขกับรัฐบาลอย่างไรในการที่กําหนดไว้ ในเงินกู้ที่จะให้คนพิการใช้สิ่งอํานวยความสะดวกที่จะใช้รถไฟฟัาหรือรถไฟใต้ดินอะไรก็ แล้วแต่นะครับที่จะใช้เงินของเจบิค ที่ต้องมีเงื่อนไขเหล่านี้ ผมก็คิดว่ารัฐบาลไทยก็ควรที่ จะเอาใจใส่อย่างจริงจังเช่นเดียวกัน ไม่จําเปึนที่จะต้องรอให้เจบิคกําหนดในเงื่อนไขเงินกู้ มาบอกให้เราทํานะครับ ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ซึ่งผม ก็เชื่อเช่นนั้นนะครับ เพราะผมทราบมาว่าก็มีโครงการที่จะทําสิ่งอํานวยความสะดวกให้กับ คนพิการเช่นเดียวกัน แต่ความสําเร็จในการทําสิ่งอํานวยความสะดวกให้กับคนพิการนะครับ ท่านประธาน จําเปึนอย่างยิ่งต้องให้คนพิการได้ร่วมคิดร่วมเสนอแนะตั้งแต่แรกนะครับ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาเหมือนที่สนามบินสุวรรณภูมินะครับท่านประธาน เช่น ถ้าถามคน พิการตั้งแต่แรกนะครับ เรื่องห้องน้ําคนพิการอาจจะบอกว่าห้องน้ําสําหรับคนพิการนั้น ควรจะไว้ห้องแรกไม่ใช่ไว้ห้องสุดท้ายนะครับ เพราะคนพิการต่างเพศกันบางครั้งจําเปึน ต้องอาศัยเพศอื่นช่วยพาไปห้องน้ําด้วย แม้เมื่อไปอยู่ห้องสุดท้ายมันก็ลําบาก แต่ถ้าปรึกษากัน ตั้งแต่แรกอยู่ห้องแรกมันก็ไม่มีปัญหาครับ เหมือนของ กทม. ก็เช่นเดียวกันครับ ก่อนนั้น ไม่ปรึกษาเรื่องทางลาดก็มีปัญหา แต่เมื่อได้มีการปรึกษาหารือทดสอบใช้กันตั้งแต่แรก มันก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องสิ่งอํานวยความสะดวก ผมก็ขอรัฐบาล ว่าได้โปรดกรุณาจัดตั้งคณะทํางานที่มีคนพิการร่วมคิดร่วมทําตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้มีปัญหา ในภายหลังให้คนพิการมาบ่นหรือมาชุมนุมเรียกร้อง อันนี้ก็จะเกิดปัญหา โดยไม่จําเปึน นะครับ

ในเรื่องสวัสดิการครับท่านประธาน แน่นอนครับ คนพิการทุกคนครับ ไม่ใช่จะสามารถพัฒนาพึ่งตัวเองได้ เพราะการพึ่งตัวเองของคนพิการนั้นขึ้นอยู่กับศักยภาพ ของสังคมที่จะเข้ามาพัฒนาคนพิการครับ ถ้าสังคมไทยมีระบบพัฒนาศักยภาพของคน พิการที่ดี เราก็สามารถที่จะพัฒนาคนพิการเข้าสู่ระบบแรงงานได้ดี แต่เมื่อระบบสังคมเรา ยังไม่สามารถพัฒนาคนพิการเข้าสู่ระบบแรงงานได้ดีพอนะครับ ระบบสวัสดิการสังคมใน การดูแลคนพิการที่พึ่งตัวเองไม่ได้ก็ยังเปึนเรื่องจําเปึนนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องเบี้ยยังชีพ ก็เหมือนเรื่องเบี้ยผู้สูงอายุก็จําเปึนอย่างยิ่งที่ต้องจัดให้มีอย่างทั่วถึงนะครับ ผมไปสํารวจ มาในหลายแห่งครับก็ยังไม่อาจได้รับเบี้ยยังชีพนะครับ เพราะว่ามีไม่ทั่วถึง อันนี้ก็เปึนเรื่อง จําเปึนนะครับ และที่ซ้ําร้ายบางครั้งคนพิการมากกลับไม่ได้ แต่คนพิการน้อยที่มีเส้นสาย กลับได้ อันนี้ก็เปึนเรื่องที่อยากให้รัฐบาลได้เอาใจใส่ในเรื่อง ระบบสวัสดิการให้กับคนพิการหรือคนพิการระดับรุนแรงที่บางครั้งเขาต้องมีภาระเพิ่มเติม นะครับ และระบบสวัสดิการที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือก็จําเปึนอย่างยิ่งนะครับ โดยเฉพาะ เบี้ยเลี้ยงความพิการที่จะจัดช่วยเด็กพิการรุนแรงตามที่ได้เสนอไปนะครับ

เรื่องสุดท้ายในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องคนพิการ ได้มีการผ่านกฎหมายออกมา หลายฉบับมากนะครับ ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอเรียกร้องรัฐบาลอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ

เรื่องแรก ขอให้รัฐบาลได้ช่วยกรุณาช่วยให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิ คนพิการโดยด่วนนะครับ เพราะการทํางานโดยเร่งรัดเพื่อให้จบในรัฐบาลที่แล้วนั้นจบไม่ทัน และอันที่จริงเรื่องอนุสัญญานี้ก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ทักษิณที่ตั้ง คณะทํางานซึ่งเปึนตัวแทนคนพิการไปเจรจาแล้วมันก็ยังไม่จบไม่สิ้นนะครับ ผมก็หวังว่า รัฐบาลควรจะให้สัตยาบันโดยเร็ว เพราะเราก็มีบทบาทสําคัญในการเจรจาให้เกิดอนุสัญญา ฉบับนี้ ส่วนกฎหมายลําดับรองต่าง ๆ นั้นยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะกฎหมายลําดับรองของ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ และ พ.ร.บ. จัดการศึกษา สําหรับคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๑ มีระเบียบและกฎหมายลําดับรองจํานวนมาก เพราะฉะนั้น ผมต้องขอความกรุณารัฐบาลได้สนับสนุนให้กฎหมายลําดับรองนี้เกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลให้ กฎหมายสามารถทํางานได้ด้วยดีนะครับ เรื่องงบประมาณตามที่กฎหมายได้แก้ไขนั้น ไม่ว่าการแก้ไขใน พ.ร.บ. สลากก็แก้ไขไว้ชัดว่าให้มีการจัดสรรงบจากหวยบนดินมาให้กับ กองทุนต่าง ๆ ทางการศึกษาของคนพิการและในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ก็หวังว่า รัฐบาลจะดูแลเรื่องเหล่านี้ให้เปึนไปตามกฎหมายหรือแม้ว่ากฎหมายยังไม่ออกเรียบร้อย ก็ขอให้ได้ช่วยเร่งรัดดูแลเรื่องเหล่านี้ เพราะว่าในระบบงบประมาณทั่วไปคนพิการมักจะไป แข่งแย่งชิงเอามาได้ยากนะครับ คนพิการก็เลยต้องมาขอพึ่งงบก้อนอื่น เช่น งบจากหวยบ้าง หรือจากภาษีเหล้าบ้าง ก็หวังว่ารัฐบาล ก็คงจะอนุเคราะห์นะครับ

เรื่องสุดท้ายที่ผมจะขอพูดในวันนี้ครับท่านประธาน เรื่องความมั่นคง ท่านประธานไม่ทราบเหลือกี่นาทีครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

เหลืออีก ๒ นาทีเศษ ๆ ครับ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ขอบคุณ มากท่านประธาน ผมคิดว่าท่านประธานฟังผมจนหลับไปนะครับ ผมก็เร่งเร็วจนเหนื่อย แล้วครับท่านประธาน เรื่องความมั่นคงนะครับ หลายคนก็คงสงสัยครับ คนพิการมายุ่งอะไร กับเรื่องความมั่นคง ท่านประธานครับ เรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงนั้นมันมีผลกระทบทําให้ เกิดความพิการ และผมก็มีโอกาสที่ดีได้ไปอยู่ในกรรมาธิการวิสามัญสิทธิกําลังพล เพื่อที่จะไปดูแลให้ทหารผ่านศึกพิการได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าที่เขาควรจะได้นะครับ อันนี้ก็ได้มีการผ่านกฎหมายอยู่หลายฉบับในการดูแลสิทธิกําลังพล กําลังพลทหาร กองทัพ ที่เข้มแข็งอยู่ที่ทหารชั้นผู้น้อยครับท่านประธาน ถ้าทหารชั้นผู้น้อยมีศักยภาพดี มีความรู้ดี ก็ทําให้กองทัพเข้มแข็งได้นะครับ แต่การดูแลกําลังพลชั้นผู้น้อยนั้นไม่ได้ดูแลมานมนาน แล้วครับเปึนเวลาหลายสิบป้ จึงได้มีการผลักดันให้มีการดูแลสิทธิประโยชน์ของทหาร ชั้นผู้น้อย และกฎหมายนี้ก็ได้ผ่านไปจนในนาทีสุดท้ายนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะขอฝากไป ถึงท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งท่านก็อยู่ในตําแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมด้วยว่าได้โปรด ช่วยดูแลเร่งรัดกฎหมายลําดับรองในการที่จะให้สิทธิประโยชน์กับทหารชั้นผู้น้อยต่อไป นะครับ ถ้าการดูแลสิทธิประโยชน์ของทหารชั้นผู้น้อยได้ดีนะครับท่านประธานผมเชื่อครับ ต่อไปในภายหน้าจะไม่มีการเกณฑ์ทหารครับ แต่มีคนจะแย่งกันมาสมัครเปึนทหารครับ แล้วต่อไปมีแต่การคัดทหารจะไม่มีการเกณฑ์ทหาร ในเมื่อสิทธิประโยชน์ของทหารชั้นผู้น้อยนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีสมควรนะครับ และเรื่องที่จะฝาก และที่กรรมาธิการวิสามัญทําไม่สําเร็จนะครับ นั่นก็คือวันทวีคูณของข้าราชการครับ ท่านประธาน วันทวีคูณที่ได้ไปปฏิบัติราชการไม่ว่า ๓ จังหวัดภาคใต้หรือในชายแดนนั้น มันไร้ประโยชน์ เพราะว่าเงิน กบข. หลังจากที่เกษียณจะได้บําเหน็จ บํานาญนั้น คิดให้ไม่เกิน ร้อยละ ๗๐ ก็คืออายุการทํางาน ๓๕ ป้ แต่หลายคนได้วันทวีคูณไปถึง ๔๐–๕๐ ป้ ก็ไม่ได้ ประโยชน์อะไรครับ ได้มีการเสนอเอาไว้นะครับ และรัฐบาลที่แล้วก็รับปากว่าจะแก้ไข การกําหนดซีลลิง (Ceiling)

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วครับ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

๗๐ ขอให้ เปึน ๙๐ ขอบคุณมากครับท่านประธาน จบตรงที่ว่าขอให้แก้ซีลลิงจาก ๗๐ เปึน ๙๐ ในมาตรา ๖๓ ครับ ขอบคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพิเชษฐครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ ผมขอกราบเรียน ท่านประธานเปึนเบื้องต้นว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลในครั้งนี้เปึนการแถลงนโยบาย ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือ ๒๕๕๐ ซึ่งมีบทบัญญัติในมาตรา ๑๗๔ บังคับไว้ด้วยว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกัน ต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี ผมกล่าวตรงนี้เพื่อที่จะให้เห็นความสําคัญว่า การแถลงนโยบายวันนี้ไม่ใช่เพียงการนําถ้อยคําในนโยบายที่สวยหรูมาอวดอ้างในสภา เพียงเพื่อให้ผ่านพ้นไปเท่านั้น ถ้าหากไม่มีการนําไปปฏิบัติจริงหรือไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ ผลจริง หรือเปึนเพียงถ้อยคําที่เขียนไว้สวยหรูเพื่อหลอกลวงประชาชนเท่านั้น พวกผมในฐานะ ฝ์ายค้านมีความจําเปึนที่จะต้องติดตามตรวจสอบและท้วงติงรัฐบาลอย่างเข้มข้นต่อไป ท่านประธานที่เคารพ วันนี้เกิดเปึนกระแสความนิยมในสังคมเรียกร้องว่า พรรคการเมือง ที่จะชนะการเลือกตั้งได้จะต้องมีนโยบายที่ดีมาแข่งขันกันหาเสียง นโยบายที่หาเสียงก็เกิดเปึน ข้อผูกพันในการที่จะทํานโยบายของรัฐบาล ณ ขณะนี้ซึ่งก็มีทั้งที่ดีและไม่ดีมาให้เราพิจารณากัน ขณะนี้ ในสภาวะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยขณะนี้ยังยากจน ยังด้อยโอกาส นโยบายประชานิยมหลายอย่างเคยชวนให้ประชาชนเคลิบเคลิ้มหลงใหล แต่หลาย ๆ เรื่อง ก็ได้ประจักษ์ต่อมาว่าได้เปึนนโยบายที่มีผลในทางมอมเมา เปึนพิษเปึนภัย และสร้าง ความเสียหายแก่บ้านเมืองจนยากกับการแก้ไข ณ ขณะนี้ เปึนปัญหาทั้งต่อสังคม ต่อวินัย การคลังและต่อการงบประมาณของประเทศชาติอย่างมาก วันนี้ต้องยอมรับว่าประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศไทยเรายังยากจน แต่คนยากจนเหล่านี้ยากจนข้นแค้นขึ้นกว่าเดิม หนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ปัญหาสังคมเลวร้ายและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม มาก การทุจริตประพฤติมิชอบ การคอร์รัปชัน การแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและ พวกพ้อง การทุจริตเชิงนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอํานาจในทางการเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างมากมาย ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากพฤติกรรม ของนักการเมืองที่ไม่ดี ไม่ใช่เกิดจากนโยบายดีหรือไม่ดีอย่างที่เราได้พยายามฟังกันในสภา ขณะนี้ ท่านประธานครับ คําแถลงนโยบายของรัฐบาลทั้งหมดวันนี้ที่พิจารณากันมา เกือบทั้งหมดไม่ได้แตกต่างจากคําแถลงนโยบายของรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เมื่อป้ ๒๕๔๔ และป้ ๒๕๔๘ เหมือนกันเกือบทั้งหมดครับ แต่เหตุใดการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลเมื่อป้ ๒๕๔๘ จึงถึงกับนําประเทศชาติไปสู่ภาวะวิกฤติที่สุดในโลก ท่านประธานครับ การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน มีข้อกล่าวหา ๔–๕ ประการ ทําไมข้อกล่าวหาเหล่านั้น ได้รับการตอบรับ ขานรับจากประชาชนทั่วประเทศ กระผมจึงเห็นว่านโยบายไม่ใช่สิ่งสําคัญที่สุด แต่พฤติกรรมและธรรมาภิบาลที่ดีของ ผู้บริหารราชการแผ่นดินต่างหากครับคือสิ่งที่จําเปึนของบ้านเมืองในขณะนี้ ท่านประธาน ที่เคารพ ด้วยเวลาที่จํากัดผมขออนุญาตอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อสังเกตซักถาม รัฐบาลเพียงแค่ ๒–๓ เรื่อง เรื่องแรกปัญหาเศรษฐกิจในภาคมหภาค คําแถลงดังกล่าวนี้ เริ่มต้นด้วยคําแถลงนโยบายที่เสมือนเตรียมข้อแก้ตัวแก่รัฐบาลไว้ล่วงหน้า คือกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยป้นี้ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความรุนแรงจากปัญหาหนี้ด้อย คุณภาพ ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่ด้อยคุณภาพของประเทศมหาอํานาจ ผมอยากชี้ให้เห็น ไปในเบื้องต้นว่าถึงอย่างไรปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยขณะนี้ก็ไม่ได้เสียหายร้ายแรง เท่ากับภาพปัญหาเศรษฐกิจเมื่อป้ ๒๕๔๐ ขณะที่พวกผมเข้ามาเปึนรัฐบาลแก้ไขปัญหา ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพในเรื่องอสังหาริมทรัพย์ขณะนั้นร้ายแรงกว่านี้หลายเท่านัก วันนี้ รัฐบาลไม่มีปัญหาในเรื่องที่รัฐบาลก่อนหน้าไปต่อสู้ปกปัองค่าเงินบาท จนทุนสํารองของ ประเทศชาติแทบจะหมดสิ้น สุดท้ายต้องลดค่าเงินบาทและในมาตรการที่ว่าลอยตัว ค่าเงินบาท จนธุรกิจแทบจะล่มสลายทั่วประเทศ วันนี้รัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องธนาคาร แห่งประเทศไทยก่อนหน้าไปอุ้มสถาบันการเงินที่มีปัญหา จนกองทุนฟุ๋นฟูต้องสูญเสีย หายไปถึงประมาณมากกว่า ๑ ล้านล้านบาท วันนี้ประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องไปป่ด ๕๘ สถาบันการเงิน จนทําให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งอาจจะต้องพลอยล้มละลาย ไปด้วยเปึนผลให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยต้องเสียหายมากกว่า ๒ ล้านล้านบาท และหลายแห่งต้องล้มละลายเข้าสู่กระบวนการฟุ๋นฟูของศาลล้มละลาย ท่านประธานครับ วันนี้ไม่มีปัญหาเรื่องรัฐบาลก่อนหน้าต้องไปเข้ากู้เงินในโครงการขอความช่วยเหลือจาก ไอเอ็มเอฟ (IMF) จนตกอยู่ภายใต้สัญญาทาสพันธะที่เรามีอยู่ที่ทํากับไอเอ็มเอฟจนขาด อิสระการเงินการคลังโดยสิ้นเชิง วันนี้รัฐบาลมีโอกาสดีกว่ารัฐบาลเมื่อป้ ๒๕๔๐ กว่าสมัย พวกผมมากครับ ผมขอถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐบาลนี้ในเบื้องแรกว่า ในสถานการณ์ที่ดีกว่า โอกาสดีกว่า รัฐบาลได้คิดโครงการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจที่ดี ๆ อะไรบ้าง ในการที่จะนําพาประเทศชาติไปสู่เปัาหมายใดและท่านจะทําสําเร็จเมื่อไร

ในเรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องปัญหาค่าเงินบาท ผมไม่พบ คําอธิบายที่ชัดเจนในคําแถลงนี้เรื่องปัญหาค่าเงินบาท แต่ปัญหาค่าเงินบาทเปึนปัญหา ๒ ขา ถ้าเงินบาทแข็งไปก็จะมีปัญหาแก่ผู้ส่งออก แต่หากอ่อนไปก็จะเกิดเปึนปัญหา เงินเฟัอ และจะมีปัญหาแก่สินค้านําเข้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ํามัน ปัจจัยการเกษตร เคมีภัณฑ์และยารักษาโรคเปึนต้น เมื่อพรรคพลังประชาชนเคยหาเสียงโดยประกาศนโยบายว่า จะเลิกโครงการนโยบายโครงการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ยืนยันอย่างแข็งขันว่าเมื่อมาเปึน รัฐบาลจะยกเลิกมาตรการเรื่อง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ให้ได้ แต่หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังเข้าพบผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและคณะเสียงก็อ่อนไปและก็เงียบเสียงไป ผมอยากฟังนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลนี้ว่ารัฐบาลมีนโยบายกับค่าเงินบาทเหล่านี้อย่างไร โครงการกันสํารองร้อยละ ๓๐ นี้จะทํากันอย่างไรต่อไป และคิดว่าสภาแห่งนี้และประชาชน จําเปึนจะต้องได้รับทราบว่าข้อมูลจริง ๆ ที่ท่านไปคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยคืออะไร ความจําเปึนอะไรที่จะต้องมีมาตรการนี้ยกเลิกแล้วใครได้ ใครเสียอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้คิดว่า สภานี้จําเปึนจะต้องมีเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป ท่านประธานที่เคารพ ผมมีข้อมูล ต่อไปว่าในเดือนมกราคม ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยมีทุนสํารองเงินตราระหว่าง ประเทศสูงถึง ๑๐๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เงินทุนสํารองดังกล่าวนี้สภามีสิทธิที่จะได้ รับทราบว่าประกอบด้วยตัวเงินสดเท่าไร เปึนทองคําเท่าไร เปึนตราสาร เปึนหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่นอีกเท่าไร เฉพาะส่วนที่เปึนเงินเหรียญต้นทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย เท่าไร และถ้าหากว่าเลิกมาตรการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์แล้วประเมินกันว่าเงินบาท จะตกต่ําหรือแข็งขึ้นไปถึงเท่าไร คํานวณแล้วธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องขาดทุนถึง เท่าไร มีข้อมูลเชื่อกันว่าขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยขาดทุนจากทุนสํารองนี้ไม่น้อยกว่า ๓ แสนล้านบาท และถ้าเงินเหรียญแข็งไปกว่านี้ผลขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะต้องถึง ๔–๕ แสนล้านบาท นี่เปึนมาตรการหนึ่งที่เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กลับกลายเปึนปกปัองค่าเงินเหรียญตลอดเวลา เพราะมีเงินเหรียญอยู่ในมือมหาศาล ท่านประธานที่เคารพ ผมมีข้อมูลอีกว่าในขณะที่พวกผมเปึนรัฐบาลเมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึงป้ ๒๕๔๔ ฐานเงินบาททั่วประเทศทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมกันไม่ถึง ๕ แสนล้านบาท แต่วันนี้ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทยปรากฏว่าฐานเงินบาท ๙ แสนล้านบาท เข้าไปแล้ว กําลังจะสู่ ๑ ล้านล้านบาท ขอถามว่ารัฐบาลนี้ทราบไหมว่า จากรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร จนถึงปัจจุบันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิมพ์ เงินบาทเพิ่มขึ้นมากี่แสนล้านบาท และใช้เงินบาทที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นใช่ไหมครับไปปกปัอง ซื้อเงินเหรียญเอาไว้มากมายจนเปึนภาระที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เงินจํานวนที่ขาดทุน ประมาณ ๓–๔ แสนล้านบาท หรืออาจจะเปึน ๔–๕ แสนล้านบาทดังกล่าวนั้นพูดกันว่า เปึนการขาดทุนทางบัญชี เพราะยังไม่ได้ขายออกไป วันนี้ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทย ขายเงินเหรียญเหล่านี้ออกไป ขาดทุนทางบัญชีเปึนขาดทุนจริงทันที พวกผมเมื่อผ่านมา วิกฤติป้ ๒๕๔๐ เราต่อสู้ปกปัองช่วยเหลือค่าเงินบาท แต่วันนี้กลายเปึนว่าธนาคาร แห่งประเทศไทยและรัฐบาลไทยกําลังต่อสู้ปกปัองค่าเงินเหรียญ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ ก็คือราคาค่าน้ํามันและเงินเฟัอ ปัญหาเกษตรกร ท่านประธาน

เรื่องต่อไป คือเรื่องการทํางบประมาณรายจ่ายประจําป้ เมื่อตั้งรัฐบาลใหม่ ๆ มีข่าวว่ารัฐบาลจะตั้งงบประมาณกลางป้เพิ่มเติมงบประมาณป้ ๒๕๕๑ ผมเรียนถาม เบื้องแรกว่าจริงไหม รัฐบาลคิดจะทํางบประมาณกลางป้ ๒๕๕๐ จริงหรือไม่ หากเปึนจริง ผมมีข้อสงสัยว่าในทุกป้จากเดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤษภาคมเปึนป้ที่รัฐบาลจะต้องทํา งบประมาณประจําป้ของป้ต่อไปแล้ว ขณะนี้คือช่วงเวลาที่ท่านจะต้องทํางบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ เพื่อนําเข้าสู่สภาในเดือนมิถุนายน ใช้ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ทําไมในช่วง เวลาดังกล่าวนี้ถ้าท่านต้องการใช้เงินเพิ่มเติมอะไรท่านมีสิทธิที่จะตั้งในงบประมาณป้ใหม่ แล้วทําไมต้องทํางบประมาณประจําป้เพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ก็เหมือนทุกป้ละครับ คือการเบิกจ่ายงบประมาณจะน้อยมาก มีการสงสัยกันว่าที่จะทํางบประมาณกลางป้ เพิ่มเติมเพราะเหตุว่าขณะนี้รัฐธรรมนูญมีข้อกําหนดในมาตรา ๑๖๙ กําหนดการใช้ งบกลางและเงินคงคลัง รัฐบาลนี้เปึนห่วงต้องการเร่งโครงการประชานิยมไปสู่ประชาชน โดยรวดเร็วเพื่อผลในการเลือกตั้งซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นาน การที่จะใช้งบกลางดังกล่าวนั้น จะต้องใช้งบประมาณของป้นี้ไปใช้งบกลางของป้ ๒๕๕๒ ไม่ได้ จึงคิดที่จะตั้งงบกลาง ในโครงการเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อเสริมงบกลางเอาเงินคงคลังมาใช้เพื่อประโยชน์ในการเมือง ถ้าเปึนอย่างนั้นจริงมันจะฝ๋นกับนโยบายที่รัฐบาลแถลงว่า จะรักษาวินัยการเงินการคลัง วันนี้กลายเปึนว่าการเงินการคลังระบบของประเทศไทยกําลังจะถูกย่ํายีเพื่อไปสนอง การเมือง เปึนสิ่งหนึ่งที่น่าเปึนห่วง ท่านประธานที่เคารพ

ประการสุดท้าย ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านข้อมูลไปยังสํานักงาน ตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เพื่อโปรดพิจารณาว่า ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร มีการตั้งงบประมาณแผ่นดินประเภทหนึ่งจัดสรรไปสู่หมู่บ้านและชุมชนตามขนาด ประชากร หรือที่เรียกว่า โครงการเอสเอ็มแอล การดําเนินการตามโครงการเอสเอ็มแอล เหล่านี้จะไม่จ่ายเงินงบประมาณผ่านส่วนราชการที่ไหนเลย จะไม่ผ่านจังหวัด แต่จะเปึน การจ่ายตรงไปสู่หมู่บ้านหรือชุมชนทันที การจะจ่ายสู่หมู่บ้านหรือชุมชนที่ไม่ใช่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจมีติดขัดในรัฐธรรมนูญและข้อกฎหมายว่าจะต้องใช้เฉพาะรายจ่ายงบกลาง เท่านั้น รายจ่ายอื่นใช้ไม่ได้ จะต้องใช้จากงบกลาง นี่กระมังเปึนสาเหตุที่รัฐบาลนี้ พยายาม ที่จะทํางบกลางป้ในป้ ๒๕๕๐ เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มงบกลางได้มีนโยบายไปทําโครงการประชานิยม เพื่อซื้อเสียงล่วงหน้าตั้งแต่บัดนี้ นี่กระมังคือสิ่งที่กําลังคิดกันอยู่เหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ละครับ คือปัญหาเรื่องวินัยการเงินการคลัง ท่านประธานผมมีข้อมูลอีกครับว่าในรัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ดังกล่าวนี้ และในโครงการเอสเอ็มแอลได้มีการโอนเงิน งบประมาณตรงไปสู่หมู่บ้านผ่าน ธ.ก.ส.

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (แบบสัดส่วน) ได้ยืน และยกมือขึ้น)

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ ท่านสุนัย มีอะไรครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานครับ จริง ๆ ท่านสมาชิกสภาที่กําลังพูดอยู่นี้ ผมเอง นายสุนัย จุลพงศธรก็เคารพท่านอยู่ครับ เปึนพี่เปึนเชื้อกันมานานแล้วไม่อยากขัดจังหวะ แต่ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พูดในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมขอเถอะครับ ท่านประธานครับ เราน่าจะได้นับถือข้อบังคับ การที่จะกล่าวพาดพิงกับบุคคลภายนอกในทางร้ายผมขอเถอะครับท่านครับ เพราะว่า สังคมนี้ทําการโจมตีบุคคลคนหนึ่งมาเปึนเวลานานป้กว่าแล้วโดยเขาตอบโต้อะไรไม่ได้เลยครับ วันนี้เรามาเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ในสภา ผมคิดว่าเรารักษาข้อบังคับเถอะครับ ให้โอกาส อย่าได้กล่าวพาดพิงเขาในทางร้ายเลยครับ ถ้าท่านจะกล่าวว่าเปึนการกล่าวเชิงเปรียบเทียบ นโยบาย ทําไมนโยบายเผด็จการของ พลเอก สุรยุทธ์ ทําไมท่านไม่กล่าวถึงล่ะครับ ทําไม กล่าวพาดพิงไปถึง พันตํารวจโท ทักษิณ ไม่ทราบครับ ถ้าเปึนอย่างนี้สิ่งที่ท่านอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคฝ์ายค้านบอกว่า จะทําการอภิปรายเพื่อเปึนแบบอย่างนั้นเปึนไปไม่ได้หรอกครับ ท่านครับ ขอเถอะครับท่านครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ผมฟังแล้วผมเข้าใจดี ผมจะ วินิจฉัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ขอบคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

คือวันนี้เปึนเรื่องการอภิปราย ในเรื่องนโยบายได้มีการยกตัวอย่างรัฐบาลที่ผ่านมา ในส่วนของสมาชิกเองก็มีความเห็น ที่ต่างกันนะครับ ท่านสุนัยก็เห็นว่าการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก เมื่อช่วงเช้าท่านพูดถึง ครั้งหนึ่ง ท่านก็บอกว่าไม่เหมาะสม แต่ว่าบุคคลที่มาบริหารประเทศชาติในขณะนั้น ผมต้องเอ่ยชื่อท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในวันนี้ผมก็เห็นว่าการอภิปราย ดังกล่าวนั้นยังเฉียด ๆ แล้วผมกําลังฟังดูอยู่แล้วก็วินิจฉัยว่า ถ้าหากเลยเถิดอย่างนี้ไป ก็เกรงว่าสภาจะวุ่นวายอีก ก็ขอท่านพิเชษฐได้กรุณาให้ความร่วมมือสักนิดหนึ่งถอยออกมาจาก เส้นเฉียด ๆ สีแดง ๆ นั้นสักหน่อยหนึ่ง แล้วท่านอภิปรายต่อได้เลยครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมไม่รู้จะใช้คําพูดอย่างไร เพราะว่าเปึนการกล่าวถึงรัฐบาลในช่วงเวลานั้น ผมขออนุญาตต่อเถอะครับว่า ในสมัยรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีชื่อ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เมื่อป้ ๒๕๔๘ นั้นมีการปรับโครงการเอสเอ็มแอล

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธาน ผมขอหารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ ถ้าถึงคิวผมอภิปรายผมจะอภิปรายเปรียบเทียบกับ นโยบายเผด็จการของ พลเอก สุรยุทธ์ ที่มีพรรคการเมืองบางพรรคสนับสนุนอยู่อย่างนี้ ได้ไหมครับท่าน ถ้าใช้วิธีเฉียดแบบนี้ผมก็เฉียดเปึนท่านประธานครับ ไม่ใช่ฝ์ายค้าน เฉียดเปึนคนเดียวนะครับ แต่วันนี้อดทนมากครับ นั่งอยู่กับพวกเผด็จการหลายคนครับ ยังทําใจไม่ไหว ยังเงียบอยู่ทุกวันนี้ครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองบางพรรค ที่สนับสนุนการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ท่านครับผมจะอภิปรายอย่างนี้ได้ไหมครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ผมดูอยู่

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ถ้าท่านยังพูด ยังพูดอยู่ผมก็จะอภิปรายอย่างนี้เหมือนกัน

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ผมขอท่านสุนัยนั่งสักแป็บหนึ่ง ผมก็เหนื่อยใจเหมือนกัน ผมก็อยากที่จะให้บรรยากาศในการอภิปรายนั้น ถ้าท่านพิเชษฐ จะกรุณาสักนิดหนึ่งครับ เราพูดถึงรัฐบาลพูดถึงองค์รวมแล้วก็พูดถึง ไม่เอาตัวบุคคลก็จะดีครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านประธานครับ ในป้ ๒๕๔๘ ขณะที่มีนายยงยุทธ ติยะไพรัช เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ผมพูดถึงในรัฐบาลนั้นนะครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

รัฐบาล ได้ทําโครงการเอสเอ็มแอล โดยให้ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

ได้ยืนและยกมือขึ้น) นายยงยุทธ ติยะไพรัช (ประธานรัฐสภา) : คุณสุชาตินั่งเถอะครับ เดี๋ยวผม วินิจฉัย ขอเชิญนั่งครับ ไม่เปึนไรครับ

นายสุชาติ ลายน้ําเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง ข้อ ๔๕ พาดพิงครับ เอ่ยชื่อในที่ประชุมสภาครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

เชิญนั่งครับ เชิญต่อครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ท่านประธาน อยู่ในสภาครับ ที่ผมเอ่ยชื่อ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ท่านพูดถึงผมได้เลยครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

มีทําโครงการ เอสเอ็มแอลเพื่อให้ทุกหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศเป่ดบัญชีไว้กับ ธ.ก.ส.คัดเลือก คณะบุคคลกลุ่มหนึ่งในหมู่บ้าน กําหนดคน ๓ คนมีอํานาจสั่งจ่ายและ ธ.ก.ส. จะใช้เงิน งบประมาณแผ่นดินจากงบกลาง จ่ายตรงเข้าสู่หมู่บ้าน และบุคคล ๓ คนดังกล่าวนี้จะเปึนผู้มีอํานาจสั่งจ่ายโดยเด็ดขาด และเปึนคนคิดแผนงานโครงการเพื่อหมู่บ้าน เขาบอกว่านี่คือโครงการหาเสียงทางอ้อม โดยสิ้นเชิง โครงการทั่วไปดังกล่าวนี้ สุดท้ายท่านประธานครับ ๓ คนที่มีอํานาจดังกล่าว นั้นล้วนแล้วแต่เปึนตัวแทนนายหน้าและพรรคการเมืองอยู่ในทุกหมู่บ้านเลยครับ สิ่งเหล่านี้ผมผ่านมาเพื่อไปยัง สตง. ว่าท่านเคยตรวจสอบโครงการเหล่านี้หรือเปล่า แต่ยาก เพราะหลายหมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศทํากันอย่างนั้นทั้งนั้นละครับ ท่านเคยตรวจสอบ หรือเปล่าว่าโครงการเหล่านี้ใช้เงินที่ว่า ๓ แสนบาท ๕ แสนบาท ๗ แสนบาท ในที่สุด ประเทศชาติเสียหายใช้เงินไปเท่าไร แล้วเกิดอะไรขึ้น มีผลประโยชน์ในการใช้งบประมาณ จากนโยบายเหล่านั้นอะไรขึ้นมาบ้าง หัวคะแนน ๓ คนที่เปึนผู้มีอํานาจสั่งจ่ายและทํา โครงการโดยสิ้นเชิงขณะนี้ก็ยังอยู่ และวันนี้ในแถลงนโยบายรัฐบาลฉบับนี้ในข้อ ๑.๖ ในหน้าที่ ๔ ก็มีโครงการนี้เกิดขึ้นอีกแล้วนะครับ และโครงการนี้คือโครงการที่รัฐบาลเตรียมทํา งบกลางป้เพื่อขอใช้โครงการงบกลางของป้ ๒๕๕๑ จ่ายตรงไปยังหมู่บ้านไปยังตําบล เพื่อทําโครงการเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่นี้ โครงการประชานิยมที่ปรากฏในรัฐบาลเกือบทั้งสิ้น หวังอาศัยงบกลางทั้งนั้นละครับ และวันนี้เงินคงคลังเหลืออยู่เพียง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงการงบกลางจําเปึนต้องใช้จากเงินคงคลัง สิ่งเหล่านี้ในการทํานโยบายรัฐบาลเปึนสิ่งที่ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังต้องตอบ ตอบว่าท่านมีความจําเปึนอะไรที่จะทํางบกลางป้ ของป้ ๒๕๕๑ เพิ่มในขณะนี้ทับซ้อนกับการทํางบประมาณป้ ๒๕๕๒ ท่านมีความจําเปึน อะไรที่จะต้องเร่งโครงการประชานิยมเปึนโครงการเร่งด่วนที่ให้จบภายใน ๑ ป้ เขากล่าวขานกันว่า ท่านคิดว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่เลยงบประมาณป้ ๒๕๕๑ บางคนคิดกันว่าอาจจะมีการเลือกตั้ง อีกครั้งหนึ่งในป้ ๒๕๕๑ เตรียมการซื้อเสียงด้วยโครงการประชานิยมทั้งหมดที่ทํากันมานี่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเหลือเวลา ๒ นาที ผมฝาก สตง. ว่าโปรดกรุณาพิจารณา เรื่องเหล่านี้ โครงการนโยบายจะเขียนอย่างไรก็ได้ จะเขียนดีให้เลิศหรูอย่างไรก็ได้ ผมจะให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าต่อไปนี้การปราบยาบ้าเรามีนโยบายจะไม่ฆ่า ตัดตอน ต่อไปนี้เหตุการณ์ ๓ จังหวัดภาคใต้ รัฐบาลมีนโยบายจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์กรือเซะ จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ตากใบ เขียนอย่างไรก็ได้ แต่พฤติกรรมต่างหากล่ะว่าใครเข้าไปอยู่ ตรงนั้นจะทําได้อย่างไร ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ ผมขอจบแค่นี้ครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ท่านรณฤทธิชัย คานเขต เชิญครับ อยู่ไหมครับ พรรคเพื่อแผ่นดินครับ

นายรณฤทธิชัย คานเขต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

อยู่ครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ ต่อเลยครับ

นายรณฤทธิชัย คานเขต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม รณฤทธิชัย คานเขต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน ท่านประธานครับ พวกเราก็มีโอกาสได้นั่งฟังการแถลงนโยบายของทาง รัฐบาลที่แถลงต่อสภา มีประเด็นที่เกี่ยวข้องแล้วก็เปึนประโยชน์โดยตรงต่อพี่น้องประชาชน ที่เปึนเกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรในภาคอีสานและที่สําคัญที่สุดก็คือ พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดยโสธรบ้านเกิดผมเอง นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดําเนินการได้ ในป้แรกในข้อ ๑.๑๘ เรื่องการขยายพื้นที่ชลประทานและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน โดยฟุ๋นฟูและขุดลอกแหล่งน้ําธรรมชาติ รวมทั้งพัฒนาแหล่งน้ําผิวดินและใต้ดิน โดยดําเนินการ ก่อสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก เพื่อประโยชน์ในการปรับ โครงสร้าง ภาคการเกษตร การบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งทั้งในพื้นที่ที่เปึนชุมชนเมืองแล้วก็พื้นที่ เกษตรกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ําโดยการพัฒนาระบบชลประทานในรูปแบบ ต่าง ๆ เช่น ชลประทานระบบท่อในช่วงที่กระผมมีโอกาสได้เข้าไปพบปะกับพี่น้องประชาชน ในช่วงของการเลือกตั้งที่ผ่านมา พี่น้องได้ฝากความหวังเรื่องน้ําเพื่อการเกษตร เพื่อที่จะ ทําการเพาะปลูกและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ําท่วม เรื่องภัยแล้งซึ่งเกิดขึ้นซ้ําซากตลอดระยะเวลา เกือบ ๑๐ ป้ที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเปึนหนี้สินเพราะขาดรายได้ ทําแล้วขาดทุน ผมต้อง ขอขอบพระคุณทางรัฐบาลที่ได้กําหนดแนวนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการขยายพื้นที่ เขตชลประทาน จริง ๆ แล้วพี่น้องที่เปึนเกษตรกรทั้งประเทศประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ มีอาชีพในการทําไร่ทํานา ทําไร่ทําสวน แต่ปัญหาเรื่องน้ําเปึนปัญหาใหญ่ของพี่น้องเกษตรกร มาโดยตลอด บางป้ฝนทิ้งช่วงพี่น้องเกษตรกรที่ทํานาข้าวในนาตายการลงทุนพี่น้องขาดทุน แต่ว่ารัฐบาลในอดีตที่ผ่านมายังไม่มีรัฐบาลไหนที่สามารถจะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ํา ให้กับพี่น้องประชาชนได้ เมื่อตอนป้ ๒๕๔๘ ผมอยู่พรรคไทยรักไทย พูดชัดเจนครับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องในภาคอีสาน ในการที่จะแก้ไข ปัญหาเรื่องความยากจน ท่านให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีว่าจะแก้ไข ปัญหาเรื่องภัยแล้งและน้ําท่วมโดยใช้ระบบชลประทานเข้ามาช่วยพี่น้องเกษตรกร เผอิญมีปัญหาเกิดขึ้นโดยมีผู้ที่หวังดีจนเกินไปเข้ามาปฏิรูประบบราชการยึดอํานาจกันไป โครงการที่ตั้งไว้มันก็หายไป พอรัฐบาลชุดนี้เข้ามา ผมดีใจที่มีแนวนโยบายเร่งด่วนข้อนี้ ซึ่งเปึนความหวังของพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ ท่านประธานครับปัจจุบันชลประทาน ได้ดําเนินการก่อสร้างคลองส่งน้ําเปึนระบบดาดคอนกรีต ซึ่งมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง ของระดับพื้นที่ที่สูงต่ําไม่เท่ากัน แล้วยังมีปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดินเพื่อใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มีที่ดินทํากินน้อย จึงมักไม่ยินยอมให้การก่อสร้างผ่านพื้นที่นาของ ตัวเอง แล้วค่าเวนคืนที่ได้กลับมาไร่หนึ่งประมาณ ๓๒,๐๐๐ บาท ถึง ๓๔,๐๐๐ บาท มันก็ไม่สามารถที่จะไปซื้อที่ดินแปลงอื่นซึ่งมีความเหมาะสมในการที่จะทําการเกษตร เพื่อให้เกิดรายได้เหมือนกับพื้นที่เดิมของตัวเอง ทําให้ชลประทานไม่สามารถดําเนินการ ในการก่อสร้างระบบชลประทานครอบคลุมพื้นที่การเกษตรของพี่น้องเกษตรกรได้ทั่วถึง ดังนั้นชลประทานระบบท่อจึงมีความจําเปึน ท่านประธานครับพื้นที่ในประเทศไทย มันแตกต่างกันระหว่างภาคต่อภาค พื้นที่ในภาคกลาง ณ วันนี้ระบบชลประทานเข้าไป ถึง ๔๓ เปอร์เซ็นต์จากยอดของพื้นที่ที่ใช้ ในการทําการเกษตรได้ ภาคกลางทําได้ถึง ๔๓ เปอร์เซ็นต์ ผมมีสถิติที่ขอมาจากทางชลประทานเพื่อจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่า ณ วันนี้ชลประทานเราปรับปรุงพื้นที่ในการที่จะทําคลองส่งน้ําให้กับพี่น้องเกษตรกร ทั้งประเทศแบ่งเปึนรายภาคได้ชัดเจนเลย พื้นที่ภาคกลางพื้นที่เกษตรทั้งหมด ๒๕ ล้านไร่ ได้รับการพัฒนาแล้ว ๑๑ ล้านไร่ คิดเปึนเปอร์เซ็นต์จากพื้นที่ ๔๓.๕ เปอร์เซ็นต์ นี่ภาคกลางนะครับ พื้นที่เกษตรทั้งหมด ๒๕ ล้านไร่ ภาคเหนือพื้นที่เกษตร ๒๓ ล้านไร่ พัฒนาเข้าสู่ระบบชลประทานแล้ว ๕ ล้านไร่ คิดเปึนเปอร์เซ็นต์ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ภาคตะวันออก พื้นที่ที่เปึนพื้นที่ทางการเกษตร ๑๑.๖ ล้านไร่ พัฒนาเข้าสู่ระบบชลประทานแล้ว ๒.๕ ล้านไร่ คิดเปึนเปอร์เซ็นต์ ๒๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ภาคใต้พื้นที่เกษตร ๒๑ ล้านไร่ พัฒนาแล้ว ๓ ล้านไร่ คิดเปึน ๑๕.๖ เปอร์เซ็นต์ ภาคอีสานซึ่งถือว่าเปึนภาคใหญ่ที่สุดในประเทศ จํานวนประชากร ๒๑–๒๒ ล้านคน มีพื้นที่ ๑ ใน ๓ ของประเทศ พื้นที่เกษตร ๕๙ ล้านไร่ พัฒนาแล้ว ๖ ล้านไร่ คิดเปึนเปอร์เซ็นต์ ๑๐.๔ แล้วโดยเฉพาะในยโสธรบ้านผมมีระบบชลประทานที่ก่อสร้าง เสร็จแล้วเพียง ๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ท่านประธานครับ ชี้ให้ท่านประธานเห็นชัด ๆ อย่างนี้ จะได้รู้ว่าทําไมเกษตรกรในบ้านเรา ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศเขาความเปึนอยู่มัน แตกต่างกันเหมือนฟัากับดินเลย ต่างประเทศเขาใครที่เปึนเจ้าของฟาร์มเปึนคนที่มีเงินเปึน เศรษฐี แต่ว่าคนที่เปึนเกษตรกรในบ้านเรากลับมีฐานะที่ยากจน เปึนคนที่ติดหนี้ติดสิน เปึนคนที่เปึนปัญหาให้กับชาติบ้านเมืองที่มันยากจน ก็อย่างที่ผมกราบเรียนการทําเกษตร ถ้าขาดน้ําอย่างเดียวมันไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรได้ เพราะฉะนั้น รัฐบาลชุดนี้วางแนวนโยบายในการที่จะพัฒนาระบบชลประทานให้กับพี่น้องประชาชน ผมถือว่าเปึนสิ่งที่พี่น้องประชาชนมีความต้องการมากที่สุด ลองถามผู้แทนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ในสภาว่าในพื้นที่ของตัวเองมีประชาชนคนไหนที่ไม่เรียกร้องเกี่ยวกับเรื่องของน้ําเพื่อ การเกษตรบ้าง ถ้าเกษตรกรมีน้ํา พี่น้องที่เปึนเกษตรกรก็สามารถที่จะประกอบอาชีพ การงาน สามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ชลประทานระบบท่อที่อยู่ในแนวนโยบาย เปึนทางเลือกอีกทางหนึ่ง เพราะว่าชลประทานในบ้านเรามันแบ่งเปึนระบบ ที่มันผ่านมา ยังไม่มีระบบชลประทานด้วยระบบท่อเพราะอะไรครับ เพราะระบบท่อมันอาจจะแพงก็ได้ แต่ ณ วันนี้การลงทุนเพื่อให้กับพี่น้องเกษตรกรมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากได้มันต้องทํา ในภาคอีสานทางชลประทาน ทางส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเปึนมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยมหาสารคามหรือมหาวิทยาลัยขอนแก่น เขามีคณะกรรมการในการเข้ามา พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องในการแก้ไขปัญหาเรื่องหาน้ําให้กับพี่น้องเกษตรกร คุยกันในกลุ่ม ของชลประทานที่เขามีความตั้งใจอยากจะแก้ให้กับพี่น้องประชาชน เขาบอกใช้เงินไม่เกิน ๒ แสนล้านบาทในส่วนของภาคอีสาน ผมถามว่า ๒ แสนล้านบาทในการเข้ามาช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกร คน ๒๑ ล้านคน กับการที่คนกรุงเทพมหานครวันนี้กําลังจะได้รับโบนัส กับการที่มีรัฐบาลชุดใหม่จะสามารถที่จะมีรถไฟไม่ว่าจะเปึนรถไฟฟัา รถไฟใต้ดินที่จะ ขยายกันต่ออีก ๙ เส้นทาง ประมาณไม่ต่ํากว่า ๕ แสนล้านบาท ใช้กับคนในกรุงเทพมหานคร ๕ ล้าน ๘ แสนคน ในสํามะโนประชากรบวกกับคนต่างจังหวัดที่มาอยู่ตรงนี้อีกไม่เกิน ๑๐ ล้านคน ผมดีใจกับคนกรุงเทพมหานครกับปริมณฑล แต่ว่าคนอีสานวันนี้มีพื้นที่เกษตร อย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานมีแค่ ๑๐.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นกับการที่จะขอเงินกับทาง รัฐบาลประมาณสัก ๒ แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับคนทุกข์ยากลําบาก คนที่เปึน เกษตรกร ผมเชื่อว่าวันนี้ท่านคิดถูกแล้ว รัฐบาลคิดถูกแล้วที่จะลงไปช่วยเหลือพี่น้อง ซึ่งเปึนเกษตรกรเปึนกระดูกสันหลังของชาติ วันนี้เราขาดแคลนเรื่องของพลังงานทดแทน

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ท่านรณฤทธิชัยครับเวลาหมด ผมเห็นใจนะครับ

นายรณฤทธิชัย คานเขต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

เหลืออีก ๕๕ วินาที ขออนุญาตนิดเดียวครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

อันนี้เลยเวลาแล้วครับ เวลาเลยมา ๑ นาทีแล้วครับตอนนี้ เมื่อกี้ได้เตือนท่านแล้ว ผมเห็นใจนะครับในบางเรื่องต้องใช้เวลา ในการอธิบายนานถ้าหากวิปในแต่ละส่วนไม่ว่าจะเปึนฝ์ายค้าน รัฐบาลหรือ สนช. จะบริหาร เวลากันเอง อะลุ่มอล่วยกันในส่วนของผมเองก็ไม่ได้ขัดข้องนะครับ เพราะเห็นใจครับบางเรื่อง ต้องใช้เวลา แต่บางเรื่องก็ไม่ใช้เวลามากก็อาจจะตัดทอนกันไป คุยกันภายใน อันนี้ คงหมดเวลาแล้วครับ

นายรณฤทธิชัย คานเขต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

ครับ ก็คงจะ ใช้เวลาเพียงแค่นี้ เพราะว่าผมยื่นญัตติไว้แล้ว คงจะมีโอกาสได้พูดในตอนที่ที่ญัตติเข้าสู่ สภา อย่างไรสุดท้ายขอฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ แล้วโดยเฉพาะใน ครม. ทั้งหมดขอเห็นใจพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะพี่น้อง ในภาคอีสานที่ต้องการน้ําอย่างมากครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ในส่วนของ สนช. นั้น ท่าน พลเอก สุรินทร์ พิกุลทอง แล้วก็จะขอประสานทางฝัืงของประชาธิปัตย์นะครับ ยังไม่ได้ส่งรายชื่อแล้วก็เวลาด้วยครับ ขอบคุณมาก เชิญเลยครับท่าน พลเอก สุรินทร์ครับ

พลเอก สุรินทร์ พิกุลทอง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พลเอก สุรินทร์ พิกุลทอง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตอภิปรายคําแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่เปึนฝ์ายรัฐบาล และฝ์ายค้าน เพื่อจะชี้ให้เห็นนโยบายของรัฐบาลที่ให้ไว้ต่อสภาหรือต่อคนทั้งชาติ ตรงไหน ที่น่าจะเปึนอุปสรรค ตรงไหนน่าจะเปึนปัญหาแล้วมีข้อเสนอแนะอย่างไรในสายตาของกระผม หรือสายตาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาตินะครับ รัฐบาลได้มีนโยบายทั้งหมด ๘ ข้อ ด้วยกัน ข้อแรกเปึนเรื่องของนโยบายสําหรับป้แรกที่จะดําเนินการ ผมจะอภิปรายเฉพาะในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ฯพณฯ ประธานได้เคยเปึนรัฐมนตรี ประจํากระทรวงนี้อยู่นะครับ ได้เห็นว่าได้ทําเรื่องนี้มานานพอสมควร ขออนุญาตเพื่อให้สะดวก ต่อฝ์ายรัฐบาลเองที่จะบันทึกก็ดี หรือจะดําเนินการไปปรับปรุงแก้ไขอย่างไรก็ตาม ผมจะเรียงตามที่รัฐบาลได้แถลงไว้ในข้อแรกเรื่องที่จะดําเนินการในป้แรก ป้นี้มีทั้งหมด ๑๙ เรื่องด้วยกัน มีอยู่ ๓ เรื่องที่ผมอยากจะเรียนเสนอนะครับ แต่ก่อนถึง ๓ เรื่องนั้น เรื่องหนึ่งผมขออนุญาตชมเชยรัฐบาลนิดหนึ่ง ซึ่งท่านประธานมีชัยว่าห้ามชมรัฐบาลนะครับ แต่อยากขออนุญาตชมนิดหนึ่งว่า ข้อ ๑.๑ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และฟุ๋นฟูประชาธิปไตย ขออนุญาตให้ปรองดองกันในสภานี้ด้วยครับเพื่อประชาชนทั้งชาติ ในสภานี้ขอให้มีความปรองดองกันเพื่อประโยชน์ของคนทั้งชาติครับ

เรื่องแรกในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องคือ ข้อ ๑.๑๓ นะครับ รัฐบาลบอกว่าสร้างโอกาสให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึง เช่น โครงการบ้านเอื้ออาทร บ้านพักสวัสดิการ ที่อยู่อาศัยของตนเองเปึนครั้งแรก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในพื้นที่ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย ระบบขนส่งมวลชนได้อย่างสะดวก ท่านอาจจะฟังแล้วไม่เห็นเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมตรงไหนเลยครับ ท่านประธานครับชุมชนแออัดในประเทศไทยมีประมาณ ๓,๕๐๐ ชุมชม ครึ่งหนึ่งอยู่ในที่ดินของรัฐครับ ประมาณ ๑,๗๕๐ ชุมชนแออัดอยู่ในที่ดิน ของรัฐ รัฐบาลไม่ได้พูดถึง ไม่ได้นั่นไว้ หรือพูดเฉพาะส่วนที่ชุมชนที่เส้นทางการขนส่งจะ กล่าวถึงเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้ หรือก่อนสมัย ท่านทักษิณก็ได้ครับ ถึงผมจะเอ่ยนามไม่ได้เสียหายแก่ท่านว่าได้มีการดําเนินการ ก่อสร้างบ้านมั่นคงขึ้น และช่วยแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐไปในตัวด้วย ทีนี้ทําไปแล้วถึง ๒๒๖ เมืองใน ๖๙ จังหวัด ๔๘๗ ชุมชน ยังไม่ถึงครึ่งครับ อยากให้รัฐบาลได้ต่อเนื่องใน โครงการนี้ โครงการนี้ดําเนินการโดยภาคประชาชนเปึนศูนย์กลาง ไม่ได้มีส่วนร่วมนะครับ เปึนศูนย์กลางจริง ๆ คือเริ่มแก้ปัญหาด้วยตัวเองขึ้นมามีกลุ่มออมทรัพย์รัฐบาลก็ไป ส่งเสริมช่วยด้วย แล้วก็ทําให้คนซึ่งเคยอยู่บนกองขยะก็ดี อยู่อะไรก็ดีกลับมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น ก็อยากจะเรียนทางรัฐบาลว่าไม่ใช่เฉพาะเมืองที่มีขนส่งมวลชนไปถึงเท่านั้นนะครับ ๓,๕๐๐ ชุมชน ประมาณครึ่งหนึ่งของที่ดินของรัฐขอความกรุณารัฐบาลได้พิจารณาเรื่องนี้ ต่อไปด้วยนะครับ อันนี้ขอฝากเปึนเรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ คือ ข้อ ๑.๑๗ ครับ การวางระบบการถือครองที่ดินและกําหนด แนวทางเขตการใช้ที่ดินให้ทั่วถึงและเปึนธรรม โดยใช้ระบบข้อมูลระบบภูมิสารสนเทศ ภายใต้กระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทํากินและประกอบอาชีพ อย่างทั่วถึงและพอเพียง ที่ดินทํากินกับที่ประกอบอาชีพคงที่เดียวกัน ขออนุญาตเรียนว่า เรื่องนี้ก็เปึนนโยบายที่ดีนะครับ สิ่งที่จะต้องเปึนปัญหาคือ ๓ เรื่องด้วยกัน ในเรื่องนี้คือ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในขณะนี้ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องที่ดิน ไม่ว่าที่ดินทํากินหรือที่ดินที่อยู่อาศัยก็ตาม มันเปึนกฎหมายเฉพาะเรื่อง เฉพาะที่ดินประเภทนั้น ๆ ถ้าตราบใดยังไม่มีการประมวลสิ่งเหล่านี้ให้ไปสู่จุดมุ่งหมาย อย่างเดียวกันโดยชัดเจนแล้วก็จะเปึนปัญหาในการดําเนินการตามนโยบาย

อันที่ ๒ ก็คือกฎหมายเกี่ยวข้องกับเรื่องป์าไม้ เปึนกฎหมายซึ่งเห็นความสําคัญ ของเอกสารมากกว่าความสําคัญของชุมชน บางชุมชนอยู่มาเปึน ๑๐๐ป้ ๒๐๐ ป้ ๓๐๐ ป้ แต่ ๓๐๐ ป้ อยากจะยกตัวอย่างที่อําเภอบาเจาะ สุเหร่าที่อยู่ที่อําเภอบาเจาะ บนเทือกเขาบูโด เปึนเขตอุทยานแห่งชาติเทือกเขาบูโด สุไหง-ปาดีมีอายุ ๓๐๐ ป้แต่ว่าอยู่ในเขตอุทยาน ตัดยางไม่ได้ ณ วันนี้มีปัญหา เพราะฉะนั้นกฎหมายเปึนกฎหมายเฉพาะ และเปึนกฎหมาย ซึ่งอาศัยหลักฐานเอกสารทางกระดาษเท่านั้น ไม่อาศัยความเปึนจริง อันนี้คือเปึนปัญหา

อีกอันหนึ่ง ปัญหาสําหรับประเด็นนี้ที่รัฐบาลต้องคํานึงถึงก็คือ ระบบ การบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยหรือที่เปึนอยู่ขณะนี้ไม่เอื้อในการแก้ไขปัญหา ตามนโยบาย เพราะว่าเปึนพันธกิจตามรายกระทรวง เมื่อเปึนรายกระทรวงก็กระทรวง ใครกระทรวงมัน ทุกกระทรวงใหญ่ไปถึงหมู่บ้าน ใหญ่ไปถึงตําบล ไม่มีการบูรณาการกัน ไม่มีเอกภาพในการแก้ปัญหา ถือว่าประชาชนมีส่วนร่วมน้อยหรือส่วนร่วมที่ไม่จริง ส่วนร่วมแบบราชการมากกว่าเปึนศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ในเรื่อง ข้อ ๑.๑๗ ทางกระผมก็มีข้อเสนอว่าประการแรกคือ ควรบูรณาการกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องที่ดินและป์าไม้ เพื่อให้มีการกําหนดเจตนาให้เปึนไปตามนโยบายของรัฐบาลนี้ ซึ่งควรจะกําหนดอย่างนี้มานานแล้ว เปึน ๑๔ ป้มาแล้วควรจะกําหนดอย่างนี้มานานแล้วว่า มีเจตนาที่จะดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและประชาชนที่อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง ต่อไปได้ต้องมีการบูรณาการกฎหมาย กฎหมายที่ไม่เอื้อ ไม่อํานวยความเปึนธรรม กฎหมาย ไม่อาศัยความเปึนจริงต้องแก้ไข อย่างเช่น พระราชบัญญัติป์าไม้ป้ ๒๔๘๔ พระราชบัญญัติ ป์าสงวนแห่งชาติ ป้ ๒๕๐๗ โดยเฉพาะคําจํากัดความคําว่า ป์า คือที่ดินที่ไม่มีบุคคลได้มา ตามประมวลกฎหมายที่ดิน อันนี้เปึนมาตราซึ่งไม่นึกถึงความเปึนจริงเลย ไม่นึกถึง ความเปึนธรรมเลย ใครก็ตามที่มีที่ดินอยู่อาศัยมาจะกี่ร้อยป้ก็ช่าง ถ้าท่านไม่มีเอกสาร ซึ่งเปึนกระดาษ ถือว่าเปึนป์าหมด อันนี้เปึนเรื่องที่จําเปึนต้องแก้ไขโดยรีบด่วน ซึ่งอยู่ในประเด็น ของรัฐบาลอยู่แล้ว ผมเห็นว่ามีความจําเปึน

ประการที่ ๓ ที่กระผมเห็นว่ามีความสําคัญแต่แก้ยากมาก คือเรื่องกําหนด จํานวนเนื้อที่ดินให้กับบุคคลและนิติบุคคลอย่างเหมาะสม เหมือนกับพระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมายที่ดิน ป้ ๒๔๙๗ เดิมกําหนดไว้บุคคลไม่เกินเท่านั้น นิติบุคคลไม่เกิน เท่านี้ แต่มาถูกแก้ไขในสมัยป้ ๒๕๐๒ สมัยปฏิวัติ ไม่จํากัด ทําให้ที่ดินส่วนหนึ่งไปอยู่ ในมือของผู้ที่มีสตางค์มาก ๆ แล้วก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ อันนี้กระผมเห็นสมควรว่าน่าจะ แก้ไข ซึ่งเราก็เรียกร้องแก้ไขกันมานานแล้วนะครับ แต่เปึนเรื่องที่แก้ยากมาก เพราะว่า คนที่มีที่เยอะ ๆ ก็มักจะมีอํานาจไปในตัวด้วย ก็อยากจะเห็นรัฐบาลนี้ได้พึงนึกถึงข้อนี้ครับ

ประการที่ ๔ ในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ คือการบูรณาการกันในระดับ จังหวัด อําเภอ ไม่มีการบูรณาการกันอย่างแท้จริง แม้สมัยท่านทักษิณจะบอกว่า ให้มีผู้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ซีอีโอ (CEO) มันก็เลยซีอีโอแบบลมนะครับ แทงไฮโลด้วย ปากเปล่าทํานองนั้นไม่มีจริง ไม่สามารถจะบูรณาการกันได้อย่างแท้จริง ผมขอ ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาความยากจน งบประมาณของกระทรวงที่ลงไปในจังหวัดนั้นผู้ ว่าราชการจังหวัดบางท่านอาจจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรบ้าง แต่ผู้รับเหมาในจังหวัดนั้นทราบแล้ว อันนี้เปึนเรื่องของการบูรณาการที่ไม่จริง แต่ถ้าบูรณาการกันอย่างแท้จริงแล้วตั้งโต๊ะ ผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปที่อําเภอ แล้วประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้มาแต่ต้นแล้วนี่จะทําให้ การแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ ตรงเปัาและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และประการสุดท้ายของข้อนี้คือต้องส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนนั้น เปึนศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่มีส่วนร่วมเฉย ๆ ร่วมไป เซ็นชื่อครบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าประชาคมแล้วอะไรทํานองนั้นคงไม่ใช่ ประชาคมของเขา ต้องแก้ปัญหา หาทางออกซึ่งมีหลายตัวอย่างนะครับ ขณะนี้ได้ดําเนินการมาแล้วตั้งแต่ ๔ ป้ ๓ ป้ผ่านมาแล้วนี่เราได้ดําเนินการสร้างเครือข่ายแบบชุมชนแบบนี้มา ๒๔๐ อําเภอแล้ว เพราะฉะนั้นอยากให้รัฐบาลทําต่อในเรื่องนี้ครับ อันนี้ในข้อ ๑.๑๗ ครับ ข้อ ๑.๑๘ คือขยายพื้นที่ บังเอิญท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ในการขยายพื้นที่ชลประทานครับ แต่ผมอยากจะเรียนว่าเปึนนโยบายภายในป้แรกโครงการใหญ่ ๆ คงทําไม่เสร็จแต่คงจะต้อง ศึกษาในทันที การศึกษาอันนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่าขอให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม อย่างแท้จริงนะครับ เขตชลประทานทั้งหลายที่ทําไปแล้วไม่เปึนผลนั้น เพราะเปึนการวางแผน ในกระดาษ ไม่ได้เอาประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย นั่นจึงอยากจะขอเรียนเสริม ท่านนิดหนึ่งว่าในข้อนี้ประชาชนจําเปึนต้องเข้ามามีส่วนร่วม และจะทําให้ทั้งการดําเนินงาน ของในพื้นที่เอง ของรัฐบาลเอง ของหน่วยกระทรวง ทบวง กรมเองนี่ประสบผลสําเร็จ ได้อย่างแท้จริงครับ สําหรับนโยบายที่เหลือคืออีก ๗ ประการของนโยบาย ๔ ป้นั้น ในข้อ ๔ เปึนนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมคงมีอยู่ ๒ ประเด็น ซึ่งใน ๒ ประเด็นนี้ปรากฏว่าในของรัฐบาลมีอยู่ ๗ เรื่องด้วยกัน แต่ผมมองว่ารัฐบาลขาดไป ๓ เรื่องครับ

เรื่องแรกคือการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาพรวม โดยมีประชาชน หรือชุมชนเปึนศูนย์กลางหรือมีส่วนร่วมอย่างไหนสําคัญในเรื่องนโยบายพูดแต่เพียงว่า ประชาชนมีส่วนร่วมในการทําฝายกั้นลําธาร ลําน้ําเท่านั้น แต่ตราบใดท่านมีงบประมาณ อย่างมากจะวางแผนโครงการชลประทานอะไรก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการบริหารจัดการ โดยภาพรวมแล้วนี่ไม่มีทางสําเร็จ เรื่องน้ํากฎหมายบ้านเราเปึนกฎหมายแยกส่วนครับ ท่านประธานครับ ชลประทานราษฎร์ ชลประทานหลวง กฎหมายน้ําบาดาลยังไม่มี กฎหมายรวมเลย แต่เราขาดกฎหมายที่เปึนภาพรวม รัฐบาลควรจะเร่งรัดในเรื่องนี้ กฎหมาย ทรัพยากรน้ําได้มีการทํามาแล้วในสมัยของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติของสภาแห่งนี้ แต่ว่าทําต่อเนื่องมาจากหน่วยงานของรัฐ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากรัฐบาลว่าควรจะเร่งรัด อันนี้เปึนเรื่องสิ่งสําคัญ ถ้ามีกฎหมายในภาพรวมเปึนแผนแม่บทแล้วนี่ประชาชนมีส่วนร่วม อย่างแท้จริงแล้ว การบริหารทรัพยากรน้ํานี่ไม่เปึนปัญหาเลย จะไม่มีคลองชลประทาน ที่แห้งผาก ไม่มีคลองชลประทานที่หญ้าขึ้นใช้เลี้ยงวัว อันนี้ขออนุญาตเรียนว่าเปึนข้อที่ ๑ ที่นโยบายรัฐบาลไม่มีนะครับ

เรื่องที่ ๒ ของรัฐบาลพูดแตะ ๆ นิดเดียวคือทรัพยากรทางทะเลและชายฝัืง ก็เช่นเดียวกับเรื่องทรัพยากรน้ํามีกฎหมายแยกเฉพาะส่วน กฎหมายประมง กฎหมาย เดินเรือทางทะเล กฎหมายแร่ กฎหมายอย่างอื่นนะครับ แต่ในภาพรวมการบริหารจัดการ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝัืงแล้วนี่ไม่มี ประเทศไทยชายฝัืงทะเลเรานี่ ๑,๕๐๐ กิโลเมตร ๒๓ จังหวัดชายทะเล แล้วชุมชนที่ยากจนที่สุดของประเทศไทยก็เปึนชุมชนชายฝัืงทะเล เพราะฉะนั้นตราบใดถ้าชุมชนชายฝัืงไม่มีส่วนร่วมในการดําเนินการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หรือทรัพยากรทางทะเลและชายฝัืง แล้วนี่ก็เปึนปัญหาอย่างที่เห็น จะตกอยู่กับผู้ที่มีอํานาจทางการเงินทางเศรษฐกิจ ทําให้ชุมชนชายฝัืงกลายเปึนชุมชน ซึ่งยากจนต่อไปด้วย เพราะฉะนั้นประการแรกอยากจะเรียนว่า ทรัพยากรทางทะเลชายฝัืงนี่ มีความจําเปึนอย่างยิ่ง รัฐบาลที่แล้วโดยหน่วยงานทรัพยากรทางทะเลชายฝัืงนะครับ ได้ร่างกฎหมายไว้แล้วอยู่ที่กฤษฎีกาอยู่ในขณะนี้ ก็จะฝากรัฐบาลว่าอันนี้แหละครับควรจะเร่ง เข้ามาซึ่งเปึนเรื่องที่สําคัญอีกอันหนึ่ง ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วท่านจะมีนโยบายอย่างไรก็ตาม ไม่มีทางสําเร็จได้หรอกครับ ตั้งแต่ชุมพรลงไปเปึนร้อยกว่ากิโลเมตรขณะนี้น้ําทะเลเซาะ เข้าไปหลายสิบเมตรนะครับ ไม่มีกฎหมายไหนไปใช้ ไม่มีกฎหมายใดที่ไปดูแลเลย ตราบใด ที่ยังไม่เร่งเรื่องนี้ก็จะมีปัญหากับทรัพยากรทางทะเลและชายฝัืง รวมทั้งชายฝัืงจริง ๆ ของเราด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ที่รัฐบาลไม่ได้พูดถึง เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่พูดเรื่องดําเนินการลดขยะ ลดปริมาณขยะลง แต่ผมยังมองอีกภาพว่าลดขยะลง อย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะชุมชนทั้งหลายที่จะกําจัดขยะในขณะนี้ เมืองใหญ่ ๆ ก็มี นายทุนใหญ่ ๆ รับผิดชอบเรื่องเอาขยะไปฝังกลบเปึนส่วนใหญ่ อย่างเชียงใหม่เปึนต้น ทั้งเมืองเชียงใหม่มีคนอยู่รายเดียวรับไป เปึนต้น แต่ถ้ารัฐบาลได้ส่งเสริมให้ชุมชนได้นํา ขยะไปแปลงเปึนพลังงาน อันนี้จะช่วยทั้งลดปริมาณและเกิดรายได้ขึ้นด้วย อันนี้น่าจะเปึน นโยบายอันหนึ่งที่สําคัญแต่รัฐต้องช่วยสนับสนุน และเทคโนโลยีด้านนี้ไม่แพงแล้วครับ ชุมชนเกือบจะดําเนินการได้ทั้งหมดแต่ว่าบางชุมชนรัฐบาลต้องส่งเสริม อันนี้เปึนเรื่อง จําเปึนเพราะว่าขยะเปึนปัญหาสําคัญของชาติ อันนี้ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกทุกท่าน คงไม่เห็นแตกต่างไปนะครับ ในส่วนที่เปึนนโยบาย ๔ ป้ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็นเท่านั้นที่จะ ขอชี้แจงนะครับ ส่วนอีก ๖ ข้อ อีก ๖ ประเด็นนั้น ผมเชื่อว่าเปึนเรื่องที่ดีอยู่แล้วถ้ารัฐบาล ทําได้ตามนั้นก็เยี่ยมยอดแล้ว วิเศษแล้วนะครับ

เรื่องแรกคือ ข้อ ๔.๒ ครับ เร่งรัดการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ให้มีความสมดุลของการใช้ประโยชน์ การถือครอง การอนุรักษ์ ทรัพยากรดิน ป์าไม้ สัตว์ป์า ทรัพยากรน้ํา ทรัพยากรทางทะเลและชายฝัืง ทรัพยากรธรณี โดยใช้ระบบภูมิสารสนเทศควบคุมการปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง ผมให้ขีดเส้นใต้ตรงที่การบังคับใช้กฎหมายตลอดจนระเบียบที่เกี่ยวข้อง อย่างเคร่งครัด อันนี้ผมขออนุญาตเรียนว่าในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีทั้ง ป์าไม้ มีปัญหาในการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดอย่างที่ผมกล่าวไว้ตอนต้น เพราะเปึน กฎหมายซึ่งไม่อํานวยความเปึนธรรมในบางมาตราอยู่ ทางเจ้าหน้าที่เองก็ลําบากใจ ตัวประชาชนเองก็ลําบาก ถ้าจะปฏิบัติตามกฎหมายก็ไม่เกิดความเปึนธรรม ถ้าจะปฏิบัติ ให้เปึนธรรมก็ขัดกฎหมายอันนี้เปึนเรื่องจะต้องดําเนินการแก้ไขโดยรีบด่วน ซึ่งไม่ยากครับ เพียงแต่แก้กฎหมายบางมาตราเท่านั้นก็ทําให้สามารถจะดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของเราได้

ประการที่ ๒ ที่อยากจะเรียนคือในข้อ ๔.๓ ครับท่านประธาน การอนุรักษ์ ทรัพยากรดินและป์าไม้โดยยุติการเผาไร่นาและทําลายหน้าดิน อันนี้ก็ไม่อยากจะอ่าน ให้ยาวไปครับ ผมอยากจะเน้นตรงการเผาไร่ การเผาไร่นี่จริง ๆ แล้วถ้าเผาไร่ในพื้นราบนี่ เปึนปัญหาอย่างที่ท่านว่าจริงตามนโยบายจริง แต่การเผาไร่ของชุมชนบนภูเขาซึ่งเปึน ชุมชนที่อนุรักษ์ป์าไม้ โดยเฉพาะเผ่ากะเหรี่ยงเขาเผาไร่เพื่อไม่ต้องการใช้ปุิย ไม่ต้องการใช้ สารเคมี เผาโดยมีการจํากัดเขต เผาโดยในความควบคุม เผาในเวลาที่เหมาะสมและใน เนื้อที่ที่จํากัด ผมขอเรียนว่ามีชุมชนประมาณ ๔๐๐ ชุมชนที่ดําเนินการอยู่เปึนอย่างนี้ และชุมชนของเขา ณ วันนี้เปึนป์าโดยสมบูรณ์ครับท่านประธานครับเปึนเพียงแต่ทําไร่ ป้นี้เท่านั้นที่เปึนช่องว่างดูเหมือนโหว่ไป แต่ที่โหว่นั้นจากการสํารวจแล้ว ๓.๗ ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ของชุมชนที่ดําเนินการทําไร่หมุนเวียน ถ้าท่านมีนโยบายอย่างนี้ และขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการสั่งการไปแล้วว่าป้นี้ห้ามเผาไร่เด็ดขาด ตายครับ ประชาชนตรงนั้นไม่มีอาหารกินแน่นอน เพราะไร่หมุนเวียนเขานั้นเขาปลูกข้าว ปลูกพริก ปลูกมะเขือ ปลูกดอกไม้ ปลูกฟัก ปลูกแฟงพร้อม ๆ กันในแปลงเดียวกัน แล้วไร่ที่เขาเผา เขาไม่ได้โค่นแบบใช้แทรกเตอร์ถอนรากถอนโคนครับ เขาใช้ฟันจะเหลือตอครึ่งเอว ขณะที่ เก็บเกี่ยวข้าวเขาตอแตกแล้วครับ แตกกิ่งแตกก้านแล้ว และมีการแต่งกิ่งแต่งก้านแล้ว เพราะฉะนั้นการทํามาหากินแบบอนุรักษ์ของชุมชนเหล่านี้รัฐจะต้องดูแล ถ้าออกกฎหมาย หรือออกนโยบายคลุมไปทั้งหมดแล้วจะเกิดปัญหา และไม่น้อยชุมชนอนุรักษ์ทั้งหลาย ต้องขออนุญาตฝากท่านประธานนะครับ อยากจะเรียนนิดเดียวว่าทั้งหมดทั้ง ๒ เรื่องนี้ ผมมีอยู่ ๔–๕ ประเด็น คือ เร่งรัดการปรับปรุงกฎหมาย กรณีที่มีชุมชนในเขตที่ดินควร สนับสนุนให้ชุมชนเปึนศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาไม่ใช่เพียงแต่เปึนส่วนร่วม ถ้าทํา อย่างนั้นได้จะเกิดข้อมูลของชุมชนโดยประชาชนเอง ผมมีตัวอย่างหลายอําเภอที่ทาง กรมการปกครองได้สั่งให้นายอําเภอลงไปแก้ปัญหามากมาย อําเภอที่เปึนปัญหาคือ อําเภอบาเจาะที่ว่าทางราชการเข้าไปไม่ได้ ขณะนี้ทําเรียบร้อยบนเทือกเขาบูโด จะเกิด การแก้ปัญหาโดยศักยภาพของชุมชนเอง ข้าราชการเปึนส่วนสนับสนุนเท่านั้น ขออนุญาต กราบเรียนว่าถ้าเราสนับสนุนให้ประชาชนเปึนฐาน ข้าราชการเปึนโครง แล้วใครจะเปึน รัฐบาลก็ได้ครับ ประเทศไทยเจริญแน่ ขอบคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ต่อไปนะครับในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบสวัสดีท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ผมเองรับผิดชอบบรรยายในรายละเอียด ในเรื่องของกองทุนหมู่บ้านและโครงการเอสเอ็มแอล ก่อนอื่นต้องบอกว่าเปึน ส.ส. ใหม่ครับ ต้องพูดในฐานะคนรุ่นใหม่ว่าเปึน ๒ โครงการที่มีหลักการที่ดี แล้วก็เปึนหลักการที่ดีมี มาตั้งแต่ในอดีตตั้งแต่ป้ ๒๕๑๘ ตั้งแต่ครั้งที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เปึนนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีที่ชื่อเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็ทําครับ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ เปรม ติณสูลานนท์ ก็ทําครับ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อชวน หลีกภัย ก็ทําถึง ๒ โครงการด้วยกัน นั่นคือ โครงการมิยาซาวา โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ๒ โครงการ เราก็ทําในเรื่องนี้ด้วยครับ แล้วผมก็เชื่อว่าเปึนโครงการที่ดีเพราะเปึนการเพิ่มการบริโภค ภายในประเทศ ตัวนี้เปึนตัวขับดันทําให้เกิดจีดีพีรายได้มวลรวมประชาชาติ แล้วก็เปึน นโยบายที่รัฐบาลของท่านทักษิณทําอยู่ครับ แต่อย่างไรก็ดีความคิดผมมาเปลี่ยน เมื่อป้ ๒๕๔๙ กลางป้นี้เองครับ เมื่อครั้งที่นายโคฟ้ อันนัน ครั้งที่ดํารงตําแหน่งเปึนเลขาธิการ สหประชาชาติได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสําเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าความคิดในเรื่องของพอเพียงนั้นไปสอดรับกับ หลักของยูเอ็น (UN) ด้วยกัน ๒ เรื่อง นั่นคือการพัฒนาคนเปึนศูนย์กลางและการพัฒนา ที่ยั่งยืน ท่านประธานครับ ผมเองต้องบอกว่าของดีเมื่อ ๗ ป้ที่แล้ว ยังยืนยันครับว่า หลักการดีเมื่อ ๗ ป้ที่แล้ว เพราะว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีก็แถลงไว้ที่สภาแห่งนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ป้ ๒๕๔๔ ในเรื่องของโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง พอถึง เดือนมีนาคม ป้ ๒๕๔๘ ท่านก็แถมเรื่องโครงการเอสเอ็มแอลเพิ่มเติมก็เปึนหลักการที่ดี แต่วันนี้ที่ต้องพูดเพราะมันกําลังจะตกยุค เหมือนกินยาครับท่านประธาน กินไม่ครบหน่วย มี ๕ เม็ด เม็ดที่ ๔ เม็ดที่ ๕ ไม่ได้กินก็ป์วยได้ครับ วันนี้จะต้องมาพูดครับว่าหลักการดี แต่ไม่พอเพียงอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประชาธิปัตย์นั้นมีโครงการกองทุน เศรษฐกิจพอเพียง วันนี้ไม่ได้เปึนรัฐบาลเลยต้องมาแชร์ (Share) ร่วมกันที่นี่เพื่อก่อให้เกิด การขับดันต่อไปได้ครับ ลงในรายละเอียดเลยนะครับ เรื่องของกองทุนหมู่บ้านพูดให้ ประชาชนทางบ้านฟังง่าย ๆ ก็คือรัฐบาลเอาเงินมาให้ทุกหมู่บ้าน ๗๔,๗๗๐ หมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท ยัดให้กู้เลยครับ เอาไปเลยหมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท วันนี้เกิดปัญหาขึ้นนะครับ เปึนหลักการที่ดีเพราะเปึนการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ แต่ปัญหาที่เกิดคือวันนี้สังคมรากหญ้าแตกแยกครับ ผมได้มีโอกาสไปดูงานในต่างจังหวัดครับ มีการเขียนชื่อคนครับ ประจานกันกลางหมู่บ้านเลย เพราะเกิดการประจานขึ้นถ้าท่าน ไม่จ่ายหนี้ ทําอย่างไรล่ะครับ คนไหนที่มีปู์ มีย่าเปึนเกษตรกรก็ต้องไปขอคุณปู์ คุณย่า เอาเงินมาคืน เพราะไม่อย่างนั้นอยู่ในชุมชนไม่ได้ ชุมชนมันแตกแยก ท่านทราบไหมครับว่า โครงการอย่างนี้มองอีกมุมหนึ่งนะครับ เปึนการทําลายครับ ทําลายอะไรครับ เปึนการทําลายเงินออมในระบบรากหญ้า เปึนการสร้างหนี้นอกระบบให้เกิดขึ้น วันนี้นะครับ โครงการนี้อยู่ในลักษณะของเงินกู้ ๑ ป้ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่า ถ้ากู้เงินเดือนมกราคมแตะมกราคมอีกป้ต้องเอามาคืน เปึนอยู่ในรูปแบบของทุนหมุนเวียนครับ ลองไปดูเถอะครับ คืนกันทุกคนครับ ผมไปดูตัวเลขมาแล้ว ๙๐ เปอร์เซ็นต์คืนทุกคนครับ เพราะอย่างที่ผมบอกอย่างไรครับ สังคมแตกแยก แต่ท่านต้องไปดูครับว่าตัวเลขหนี้ นอกระบบนั้นเกิดขึ้นเท่าไรครับ ป้ ๒๕๔๓ หนี้สินภาคครัวเรือนต่อครัวเรือนนะครับ อยู่ที่ ๖๘,๐๐๐ บาท วันนี้ตัวเลขล่าสุดเมื่อป้ ๒๕๕๐ เมื่อต้นป้ครับ อยู่ที่ ๑๑๓,๘๘๙ บาท ท่านลองไปดูครับ มันเพิ่มขึ้นเท่าตัวเพราะอะไร ตรงนี้เปึนเรื่องสําคัญนะครับ ส่วนที่ว่า จะเสนอแนะอย่างไรนะครับ ที่เรียกว่าเปึนการยิงกระสุนนัดเดียวได้นก ๓ ตัวครับ ความคิดเบื้องแรกนั้นอยู่ที่ว่า ๑. ท่านได้ฐานเสียง ๒. ท่านได้ตัวเลขการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตัวเลขที่ ๓ แนะนําครับ ท่านฝ๊กคนครับ ท่านสอนให้เขาทําบัญชีครัวเรือนมาส่งครับ ๓ เดือน เท่านั้นเอง บัญชีครัวเรือนแยกรายรับรายจ่ายให้เหมาะสมเท่านั้นท่านก็พิจารณาครับ เหมือนกับสถาบันการเงินครับที่มีบริษัทข้อมูลเครดิตหรือเครดิต บิวโร (Credit Bureau) ในการเช็ก เลิกคิดครับว่าคนข้างบ้านจะรู้จักเพื่อนข้างบ้านดีแบบนโยบายที่แล้ว เชื่อเถอะครับ สอนเรื่องการปลูกฝังการทําบัญชีครัวเรือน สอนเถอะครับเรื่องการพัฒนาคนนะครับ ตรงนี้เปึนส่วนที่ฝากเอาไว้นะครับในส่วนของกองทุนหมู่บ้าน กลับไปดูธนาคารการ์มินนะครับ ที่เปึนฐานความคิดเริ่มแรกเดิมทีที่บังกลาเทศ ทําไมมูฮัมหมัด ยูนุส ถึงได้รางวัลโนเบล (Nobel) สาขาสันติภาพกลับไปศึกษาอีกสักครั้งครับ แล้วยึดหลักพอเพียงด้วยในครั้งนี้

ท่านประธานครับ อีกโครงการครับ โครงการเอสเอ็มแอลแปลง่าย ๆ ครับ คือให้เงินกินเปล่าครับ หมู่บ้านเล็กก็เอาไป ๒ แสนบาท กลางก็ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ใหญ่ก็ ๓ แสนบาท ผมไปดูงานเจอตัวอย่างอยู่ ๓ เหตุการณ์ด้วยกันครับ เหตุการณ์ที่ ๑ หมู่บ้าน แรกเอาไปซื้อโต๊ะประชุม เอาไปซื้อเก้าอี้ประชุม เขาบอกว่าประหยัดสตางค์ไม่ต้องไปเช่า หมู่บ้านที่ ๒ เอาไปต่อท่อประปาครับ เขาบอกจะได้มีน้ําประปาใช้ แต่ผมชอบใจหมู่บ้าน ที่ ๓ ครับ เอาไปซื้อวัวครับ เอาไปซื้อวัว ๑๕ ตัว ปรากฏว่าแม่วัวเอาไปฝากไว้พอเกิดลูก ลูกเก็บไว้แล้วแม่วัวก็ส่งต่อ แล้วทําต่อเปึนทอด ๆ เกิดการหมุนของรอบเงินครับ ผมอยาก เห็นโครงการเอสเอ็มแอลเปึนแบบนี้ละครับ ก็คือวางกรอบนโยบายชัดเจนในการหมุน ของรอบเงินเกิดขึ้น แต่วันนี้โครงการเอสเอ็มแอลนั้นเปึนเพียงทางลัดเพื่อใช้ในการหาเสียง เท่านั้นเอง ท่านอย่าลืมนะครับว่าในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่าง ปัจจุบันนั้นเรามี อบต. นะครับ ท่านให้โอกาส อบต. บ้างครับ หรือถ้าเรายังเชื่อว่าไม่มีความโปร่งใสก็พัฒนา อบต. ครับ ท่านครับท่านคงจําได้นะครับว่ามีพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอน ในการกระจายอํานาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น ป้ ๒๕๔๒ ระบุไว้ชัดเจนนะครับว่า ในป้ ๒๕๔๔ ถึงป้ ๒๕๔๙ ท่านต้องขยายงบประมาณจาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แม้วันนี้จะเลยป้ ๒๕๔๙ ไปแล้วครับ แต่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ยังเปึนเปัาที่ต้องไปถึงอยู่เดินทางตรงครับ อย่าเดินทางลัดครับ แล้วก็เน้นการพัฒนาคน วันนี้ อบต. ครับ ท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ช่วยลองกลับไปดูครับ ท่านมีข้อมูลอยู่ที่กระทรวงการคลังครับ เรื่องของการจัดตั้งบรรษัท ที่ปรึกษาที่จะเข้าไปให้คําแนะนํา อบต.ในการพัฒนาท่านลองดูนะครับมันชื่อว่า บรรษัทเงินทุน เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นหรือ บงถ. ครับ มีความคิดอย่างนี้อยู่แล้วครับ ไปหยิบขึ้นมาใช้การได้ ผมอยากให้เอสเอ็มแอลนั้นเปึนเพียงโครงการพี่เลี้ยงครับ อันไหนที่เน้นการให้เกิดรอบของ เศรษฐกิจใช้เอสเอ็มแอล อันไหนที่ก่อให้เกิดการสร้างในเรื่องของสาธารณูปโภค เมื่อกี้ ผมยกตัวอย่างเรื่องการทําท่อประปา อันนี้มันงาน อบต. ครับ ให้ อบต. ทําครับ ท่านต้อง กําหนดกรอบนโยบายที่ชัดเจน เพื่อการพัฒนาคนที่ดี ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องบอกว่าทําไมต้องลุกขึ้นมาพูดแล้ว บอกว่ามันล้าสมัยครับ นโยบายฉบับนี้โดยเฉพาะในหัวข้อการเทเงินในโครงการเอสเอ็มแอล และกองทุนหมู่บ้านไม่ได้ระบุเรื่องพอเพียงไว้เลยครับ ไม่มีเรื่องพอเพียง ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง เรื่องของการพัฒนาคน

สุดท้ายครับภายในกรอบเวลาที่จํากัด ต้องขออํานาจบารมีพระเสื้อเมือง พระหลักเมือง พระสยามเทวาธิราชครับ ดลบันดาลให้บุคคลในรัฐบาลชุดนี้ผู้ที่คิดดี ทําดี และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประสบ แต่ความสุขความเจริญทุกคนครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ บางทีผมเป่ด สัญญาณไฟแดงไว้นี้ไม่ได้ไล่ท่านนะครับ เตรียมตัวเพื่อหาข้อสรุป แล้วพอออดก็จะลงตัว พอดีนะครับ บางทีท่านยังเหลือเวลาอยู่ ผมขอเชิญท่านมานิต นพอมรบดี มัชฌิมาธิปไตย เชิญครับ

นายมานิต นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ราชบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม มานิต นพอมรบดี ส.ส. ราชบุรี พรรคมัชฌิมาธิปไตย ตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กําหนดนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดําเนินการในป้แรกนั้น ผมขอเสนอ ฝากท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในเรื่องข้อ ๑.๓ เร่งรัดแก้ไขปัญหา ยาเสพติดและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยยึดหลักผู้เสพคือผู้ป์วยที่ต้องได้รับการรักษา ส่วนผู้ค้าต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนปัองกันมิให้กลุ่มเสี่ยงเข้าไป เปึนเหยื่อของยาเสพติด ท่านประธานครับขณะนี้ยาเสพติดได้ระบาดเข้าสู่กลุ่มเสี่ยง เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องและหลายรูปแบบโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย มีข้อมูลที่น่าเปึนห่วงโดยเฉพาะจากเจ้าหน้าที่ ตํารวจที่ได้มีการจับกุมเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่จังหวัดราชบุรีว่า เด็กได้นํายาเสพติดไปจําหน่ายให้กับเพื่อนในโรงเรียน ซึ่งก็ได้มีการขยายผลโดยการตรวจ ปัสสาวะของกลุ่มเด็กที่เปึนเพื่อนอยู่ในชั้นเรียนตลอดจนกลุ่มเพื่อนใกล้ชิดของเด็กดังกล่าว ปรากฏว่าได้พบกลุ่มเด็กหลายสิบคนที่มีปัสสาวะเปึนสีม่วง ซึ่งจากการขยายผลของทาง เจ้าหน้าที่ตํารวจนั้นได้ติดตามสอบถามเด็กที่มีปัสสาวะสีม่วงนั้นปรากฏว่าได้ซื้อยาเสพติด มาจากเด็กดังกล่าวทุกคน นั่นคือความเปึนห่วงที่สังคมเรานั้นถ้าให้เด็กนักเรียนเราไม่ได้มี การปัองกัน ไม่ได้มีการระแวดระวังยาเสพติดถ้าระบาดเข้าสู่โรงเรียนได้อันตรายครับ ผมจึงอยากจะฝากผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเปึนระดับกระทรวง ผู้บริหารโรงเรียน คณะครู ตลอดจนผู้ปกครองของเด็กนักเรียนด้วยว่าถ้าเราไม่ช่วยกันนั้นเยาวชนของชาติถ้าติดยาเสพติด แล้วเราจะแก้ไขลําบากถึงแม้ว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งท่านก็อยู่ที่ ราชบุรีต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านบุญลือ ประเสริฐโสภา ท่านเปึนนักกีฬา ท่านเปึนนายกสมาคม กีฬาจังหวัดราชบุรีท่านก็ได้พยายามส่งเสริมกีฬาเข้าสู่โรงเรียนตลอดระยะเวลาต่อเนื่องมา โดยตลอด แต่ผู้ค้านั้นมีวิธีการพลิกแพลงต่าง ๆ มากมาย อยากจะฝากให้ทุกท่านผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ปัองปรามแล้วก็ปราบปรามอย่างจริงจังต่อไปครับ จากเรื่องยาเสพติดก็มาสู่เรื่อง ผู้มีอิทธิพลครับ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙ คุณกอบกุล นพอมรบดี เปึนอดีต ส.ส. ราชบุรี ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๔ ถูกคนร้ายใช้อาวุธสงคราม เอ็ม ๑๖ ยิงถล่มกลางสี่แยกกลางเมืองราชบุรีอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งหลังจากเกิดเหตุนะครับ ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ได้ส่งมือปราบทั้งหลายที่มีฝ้มือลงไปที่จังหวัดราชบุรี โดยใช้เวลา ๔–๕ วัน ก็สามารถจับกุมกลุ่มมือป๋นและขยายผลไปจนถึงผู้จ้างวานได้ ในขณะนั้นเปึนช่วงที่การเมืองเราเกิดวิกฤติ เนื่องจากพรรคร่วมฝ์ายค้านขณะนั้นไม่ได้ส่ง ผู้สมัคร ส.ส. ลงแข่งขันด้วย ทําให้เกิดการชะงักงัน และประกอบกับหลังจากนั้นวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็เกิดเหตุการณ์ปฏิรูปเปลี่ยนแปลงการปกครอง คดีของคุณกอบกุล ผ่านไปจนถึงปลายป้ ๒๕๔๙ ในส่วนของกลุ่มมือป๋นที่ลงมือ ทางพนักงานอัยการได้มี ความเห็นสั่งฟัองและขณะนี้กําลังอยู่ในกระบวนการของการสืบพยานในชั้นศาล แต่ในส่วนของผู้บงการนั้น ทางพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟัอง ประกอบกับทาง สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็มีความเห็นคล้อยกัน ซึ่งทําให้พี่น้องชาวราชบุรีจํานวนมาก เกิดข้อสงสัย เพราะมีข่าวปรากฏที่สื่อว่าผู้ที่ถูกกล่าวหานั้นได้พูดทํานองว่าเปึนเพราะมี การเปลี่ยนแปลงปฏิรูปการปกครองจึงทําให้เกิดการสั่งไม่ฟัอง ผมอยากจะฝากผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเปึนท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเคยนั่งว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ขอโทษที่ต้องเอ่ยนาม ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ซึ่งท่านมีความรอบรู้ ในแวดวงตํารวจ อัยการ กระบวนการยุติธรรม หาตัวจับยากรวมถึงท่านผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติที่ได้รับฉายาวีรบุรุษนาแก ผมอยากจะฝากท่านว่าคนเคยเปึนถึง ส.ส. ถูกยิงถล่ม ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น พี่น้องชาวบ้านพูดตลอดเวลาว่า อย่าง ส.ส. ยังถูกยิง แล้วชาวบ้านจะเหลืออะไร ผมอยากจะฝากว่าผมอยากจะให้กระบวนการยุติธรรมบ้านเรา ได้หาตัวผู้ที่บงการอย่างแท้จริงมาลงโทษตามกฎหมาย ถึงแม้นว่ากลุ่มมือป๋นนั้นคงไม่มี สาเหตุโกรธเคืองใด ๆ อยู่แล้ว นั่นคืออยากจะฝากท่านประธานถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้โปรด ดําเนินการ เพื่ออย่างน้อยนอกจากพี่น้องชาวจังหวัดราชบุรี ยังมีพี่น้องชาวไทยที่เฝัาติดตาม คดีนี้อย่างต่อเนื่อง

ท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากท่านเรื่องสุดท้าย ในเรื่องของนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อ ๔.๕ ครับ เร่งรัดการควบคุมมลพิษทางอากาศ ขยะ น้ําเสีย กลิ่น และเสียงที่เกิดขึ้นจากการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะเร่งรัดการสร้าง ระบบบําบัดน้ําเสียที่เกิดขึ้นจากสังคมเมืองและการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ท่านประธานครับ โครงการบําบัดน้ําเสียคลองด่านที่จังหวัดสมุทรปราการ ถือว่าเปึนโครงการ บําบัดน้ําเสียที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยืดเยื้อมาหลายรัฐบาล ท่านประธานก็เคยอยู่ที่กระทรวงดังกล่าวนี้มาแล้ว ผมอยากจะฝากท่านสักนิดนะครับว่า ขณะนี้โครงการก่อสร้างไป ๙๘ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๒ เปอร์เซ็นต์ จากมูลค่า ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตอนนี้จะทําอย่างไรให้สามารถจะดําเนินการต่อ หรือปรับเปลี่ยนโครงการให้ได้ประโยชน์ สูงสุดกับพี่น้องที่เสียภาษีอากร เราจะต้องดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะเดี๋ยวนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ผมถือว่าเปึนปัญหาหลัก เปึนปัญหาที่เราทุกคนเปึนผู้ทําให้เกิดสิ่งแวดล้อมเปึนพิษ ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ แต่สิ่งที่โครงการที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากโครงการบําบัดน้ําเสียคลองด่าน อีกหลาย ๆ โครงการที่มีการก่อสร้างระบบบําบัดน้ําเสีย ไม่ว่าจะทุกเทศบาลเมือง ทุกเทศบาลนคร มีอีกหลายโครงการที่ยังไม่สามารถดําเนินการบําบัดได้ อยากจะฝากให้ผู้เกี่ยวข้องว่า เราเสียเงินไปแล้วเราสร้างไปแล้วสิ่งที่เงินภาษีอากรอยากจะให้ท่านได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า มากที่สุดครับ ขอบคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านอาจารย์พรชัย มาตังคสมบัติ เชิญครับ

นายพรชัย มาตังคสมบัติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพรชัย มาตังคสมบัติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่วุฒิสมาชิก อยากจะขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสอภิปรายและอยากจะ จํากัดการอภิปรายของผมให้สั้น แล้วก็ตรงประเด็นในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายทางการศึกษา ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปรายผมอยากจะขอชื่นชมในเรื่องนโยบายนี้ได้ครอบคลุมทั้งในเรื่อง ของ ๑๒ ป้ และในเรื่องของเด็กพิเศษ เช่น เด็กออทิสติคสมาธิสั้นและผู้พิการ ซึ่งส่วนนี้ ก็เปึนส่วนที่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามที่ผมจะอภิปรายนี้ก็อยากจะขอเสนอแนะว่า ที่ร่างมาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้ให้ความสําคัญในด้านคุณภาพของการศึกษา ซึ่งผมจะใช้เวลา ส่วนใหญ่ที่จะพูดถึง และอีกด้านหนึ่งก็คือด้านความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษากับภาคส่วน อื่น ๆ ซึ่งยังขาดความเชื่อมโยงอยู่ ในเรื่องแรกคือ เรื่องคุณภาพ ผมคิดว่าในนโยบายนี้ ยังไม่ได้บ่งชี้ให้ชัดเจนและไม่ให้ความสําคัญว่าวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาก็คือ การที่จะพัฒนาเยาวชนของเราให้ถึงเต็มตามศักยภาพของแต่ละคน ซึ่งส่วนนี้เปึนส่วนที่มี ความจําเปึนต้องขยายความนะครับ ที่ผ่านมาเด็กที่โตขึ้นมาแล้วก็วิธีวัดผลการเรียน ในแต่ละขั้นตอนก็ยังมุ่งในการที่จะเรียนด้วยความจํา เราอยู่ในฐานะที่จําเปึนจะต้อง พัฒนาคุณภาพทั้งเรื่องหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนการสอน ความพร้อมของครู ความพร้อมของอาคารสถานที่ และการนําเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ให้เปึนประโยชน์ ในการที่จะสอนให้เด็กเรียนรู้วิธีที่จะเรียนเรียนรู้จักคิด คิดด้วยเหตุผล แทนที่จะท่องจํา แล้วก็หลงเชื่อคนได้ง่าย ถ้าเผื่อเด็กทุกคนได้มีการจัดการเรียนการสอนให้รู้จักคิดด้วยเหตุผล ด้วยเหตุผลแล้วนี่นะครับ ก็คงจะไม่มีปัญหาเรื่องที่มีการหลอกลวงในด้านต่าง ๆ เกิดขึ้น อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่นะครับ ในขณะเดียวกันส่วนของที่สําคัญอีกส่วนหนึ่งที่น่าจะ เพิ่มเติมสําหรับนโยบายด้านการศึกษาที่เห็นอยู่ในข้อ ๒.๑ ทั้งหมดนี้นะครับ ยังให้ ความสําคัญของการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาและการวิจัยน้อยเกินไป ที่จริง ไม่ได้พูดถึงเรื่องการวิจัยเลยแม้แต่น้อยนะครับ มีพูดถึงวิจัยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ นโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในข้อที่ ๕ นะครับ ซึ่งผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า เรื่องของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ไม่ใช่จํากัดอยู่เฉพาะเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความจําเปึนที่จะต้องศึกษาวิจัยในทุก ๆ ด้าน ดังนั้นเมื่อไม่ได้ให้ความสําคัญในส่วนของ การวิจัยที่เปึนองค์ประกอบหนึ่งของระบบการศึกษาแล้วนี่นะครับ ก็จะทําให้ความเชื่อมโยง ไปสู่ภาคการผลิตและการบริการด้อยกว่าที่ควรจะเปึน ส่วนนี้เปึนส่วนที่ผมอยากจะขอให้ ฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลเพื่อให้ปรับปรุงนะครับ เพื่อเน้นให้มีเรื่องของการวิจัยควบคู่ กับการเรียนรู้ ควบคู่กับการเผยแพร่ความรู้นะครับ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ในประเทศมีความสําคัญ ซึ่งทําให้เราไม่ต้องพึ่งพาการนําเข้า ความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศนะครับ อย่างเช่นในข้อ ๕ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังให้ความสําคัญเกี่ยวกับการนําเข้าเทคโนโลยี แทนที่จะให้ ความสําคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายในประเทศ ซึ่งส่วนนี้ผมอยากจะขอให้รัฐบาล ได้ให้ความสนใจและคงจะต้องมีกระบวนการที่ทํางานหลายกระทรวงร่วมกันนะครับ เพื่อที่จะส่งเสริมการวิจัยทั้งควบคู่ไปกับการเผยแพร่ความรู้ ซึ่งส่วนนี้ก็คงจะทราบดีนะครับ ว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ อยู่ในฐานะที่จะทําการวิจัยตั้งแต่พื้นฐาน จนกระทั่งประยุกต์ใช้ ในภาคการผลิตและการบริการ ถึงแม้ว่าในส่วนที่ผ่านไปแล้วยังมีไม่มากนัก แต่ในระยะ ๑๕–๒๐ ป้ที่ผ่านมา เริ่มต้นเห็นความต่อเนื่องระหว่างผลงานวิจัยพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้ แล้วก็ต่อเนื่องไปถึงภาคการผลิต และการบริการภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้จําเปึน จะต้องมีกลไกที่จะช่วยทําให้เกิดความพึ่งพาผลงาน ประดิษฐ์คิดค้นผลงานวิจัยภายในประเทศ มากขึ้น แล้วผมก็ไม่ได้จํากัดเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อันที่จริงแล้วหลาย ๆ องค์กรประสบความสําเร็จก็เนื่องจากการวิจัยทางด้านตลาด บางพรรคการเมืองก็ได้เปรียบ เพราะมีการวิจัยทางด้านการตลาดได้ดีกว่านะครับ ผมก็ไม่ใช่นักการเมืองจะไม่ข้องแวะ เข้าไปเรื่องนั้นนะครับ อยากจะขอกลับมาว่าให้ความสําคัญเรื่องการวิจัย แล้วก็ให้ความสําคัญ ในการที่จะเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษากับภาคการผลิต แล้วก็ภาคการใช้ ตลอดจน กระทั่งภาคการเกษตรและสุขภาพด้วยนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะขอเชื่อมโยงก็คือ นโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ได้ให้ความสําคัญเกี่ยวกับการสร้างสายอาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการส่งเสริมเด็ก ที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บังเอิญผมก็มีประสบการณ์ ที่เคยเปึนประธาน สสวท. แล้วก็ดูแลเรื่อง สสวท. มาโดยตรงระยะเวลาหนึ่งนะครับ ก็เข้าใจเรื่องนี้ดีว่ามีความสําคัญ แล้วก็ขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสําคัญวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แต่ก็อยากจะขอเน้นอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ที่เราต้องพัฒนาไม่ใช่จํากัดเฉพาะเด็กที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ ทางทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เด็กทุก ๆ สาขาที่มีความสามารถพิเศษนี้เราจะชี้บ่งได้อย่างไร ในระยะปฐมวัย ในระยะอนุบาล ในระยะประถมศึกษา ในระยะมัธยมต้น ให้เด็กแสดงออก ให้เต็มที่อย่างไร เราจึงจะแนะนําให้เขาพัฒนาศักยภาพของเขาในทุก ๆ เรื่อง ไม่ใช่เฉพาะ เรื่องใดเรื่องหนึ่งนะครับ ซึ่งส่วนนี้บังเอิญก็ได้มีการศึกษา ในระยะที่ผ่านมา แล้วก็กําลัง เปึนเรื่องที่จะนําเสนอ แล้วก็ได้นําเสนอรัฐบาลชุดที่ผ่านมาแล้วนะครับ เรื่องที่จะพัฒนาให้ เด็กทุก ๆ วัยทั้งแต่ละรุ่นป้ที่เกิด ขณะนี้เรามีเด็กที่เกิดมาป้ละประมาณ ๘ แสนกว่าคนนะครับ อยากจะเห็นทั้ง ๘ แสนคนในแต่ละป้ได้พัฒนาตามศักยภาพของตัวเองขึ้นไปให้ถึงที่สุด ไม่ใช่ไปรอพัฒนาเฉพาะเด็กที่จะไปโอลิมป่กเท่านั้นนะครับ แต่ว่าให้ทั้งแผงนี้พัฒนาได้เต็ม ความสามารถนะครับ ซึ่งส่วนนี้ก็จะได้นําเสนอในเวลาอันควรนะครับ ในองค์กร สสวท. จะเปึนผู้นําเสนอในส่วนนี้ครับ

อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องเด็กที่มีความสามารถพิเศษนะครับ ในระยะ ๓๐ ป้ที่ผ่านมา สสวท. ได้ดูแลเรื่อง สสวท. ซึ่งมีเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ป้ละร้อยกว่าคนเพิ่มมาเปึน ๒๐๐ กว่าคนนะครับ ซึ่งส่วนนี้ก็ได้พัฒนาจนกระทั่งกลับมาเปึนกําลังสําคัญในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งใน มหาวิทยาลัยในกระทรวง ทบวง กรม นะครับ แต่ว่าใน ๕ ป้ที่ผ่านมาก็ได้มีการสร้างองค์กรอื่นเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น โครงการเด็กอัจฉริยะ ซึ่งสังกัดใน สวทช. ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งก็มีเด็กจํานวนหนึ่ง ที่รับคัดเลือกเปึนพิเศษแล้วก็พัฒนาต่อไปให้สุดกู่นะครับ แล้วก็มีเด็กที่เรียกว่าโครงการ เด็กหัวแหลม ขออนุญาตใช้ภาษาต่างประเทศ เปึนโครงการกิฟทิด ชิลเดรน (Gifted children) ซึ่งสังกัด สบร. หรือสํานักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้นะครับ และก็มีโครงการเบรน เบส เลิร์นนิ่ง (Brain base learning) ซึ่งกลายเปึนว่าต่างคนต่างทํา จําเปึนอย่างยิ่งที่จะมาทําให้เสริม ซึ่งกันและกัน ส่วนนี้ก็อยากจะขอฝากให้รัฐบาลได้นําข้อเสนอของกลุ่มนี้ซึ่งได้คุยกันแล้ว แล้วก็จะนําเสนอต่อไปนะครับ เพื่อให้มีการประสานงานในหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะพัฒนา เด็กที่มีความสามารถพิเศษ แต่ที่ชัดเจนก็คือระดับของจํานวนทุน ระดับของทรัพยากร ที่จัดสรรเข้าไปสําหรับการพัฒนาเด็กเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ ก็อยากจะขอฝากรัฐบาล ให้จัดสรรให้เพียงพอ เช่นเดียวกันการที่บอกว่าจะให้การศึกษาพื้นฐาน ๑๒ ป้ โดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย พูดง่าย แต่เวลาทําจริง ๆ อยากจะให้เน้นคุณภาพ อยากจะให้ทําให้แน่ใจว่า โรงเรียนต่าง ๆ มีความพร้อมทั้งวุฒิทั้งประสบการณ์ ทั้งความสามารถ และความสัมฤทธิผล ของการจัดการเรียนการสอนของครู การใช้ประโยชน์ระบบสารสนเทศให้ชัดเจน ให้เปึน ประโยชน์ตามที่ควรก็เปึนอีกส่วนหนึ่งที่สําคัญ แต่ก็คงจะต้องเข้าใจว่าไม่ใช่อ้างถึง คอมพิวเตอร์ อ้างถึงระบบสารสนเทศอย่างเดียวแล้วจะแก้ปัญหาได้หมด คงจะต้อง มีส่วนของบุคลากร ส่วนของครู ผู้แนะนําเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของการพัฒนา ฉะนั้นผม จึงอยากจะขอใช้เวลาสภาแห่งนี้เพียงเท่านี้ ที่จะขอเสนอแนะให้ให้ความสําคัญในส่วนของ คุณภาพให้มากขึ้น แล้วก็ให้ความสําคัญในส่วนของความเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษา กับด้านอื่น ๆ นะครับ

ที่จริงก็มีบางประเด็นที่กรรมาธิการการศึกษาของสภานิติบัญญัติ ได้วิเคราะห์เอาไว้นะครับ แล้วก็ฝากให้ผมได้นําเสนอด้วยนะครับ เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้อง กับโครงสร้างของหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการนะครับ ซึ่งเดิมอุดมศึกษาแยกอยู่ สภาการศึกษาก็แยกอยู่ ต่อมาจึงได้รวมทั้งหมดกลายเปึน ๕ แท่งอยู่กระทรวงเดียวกัน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขณะเดียวกันทางกรรมาธิการการศึกษาก็ได้มีมติ แล้วก็เปึน ที่ยอมรับของ สนช. ว่าน่าจะพิจารณาให้แยกอุดมศึกษาและวิจัยออกมาต่างหากจากส่วนอื่น ๆ ซึ่งส่วนนี้เปึนส่วนของ สนช. นะครับ ผมเผอิญมีความเห็นตรงกันข้ามนะครับ ผมจะไม่พูด ความเห็นของผมนะครับ ผมจะเรียนแต่ของ สนช. ที่เสนอว่าอยากจะให้แยกออกมานะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับโครงสร้างที่ได้มีการหารือกันในกรรมาธิการการศึกษา ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายโรงเรียนต่าง ๆ เข้าสู่เขตการศึกษา ซึ่งส่วนนี้เปึนเรื่องที่จะต้องทําอย่างถูกต้องรอบคอบระมัดระวัง การจัดสรรการคัดเลือกว่า โรงเรียนไหนควรจะสังกัดส่วนกลาง โรงเรียนไหนควรจะสังกัดในเขตการศึกษานั้น ที่ดําเนินการมาแล้วก็มีผลดีส่วนใหญ่แต่ก็มีปัญหาอยู่บ้าง จึงอยากจะขอเสนอว่าผู้ที่จะมา ช่วยดูแลในเรื่องของการโอนย้าย ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่น่าจะให้มีการคัดสรรผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้พิจารณาความเหมาะสมของแต่ละโรงเรียนว่า ควรจะอยู่ตรงไหนเข้ามามากกว่าที่จะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงไปถกเถียงกันเอง แล้วก็ ทําความตกลงกันเอง ส่วนนี้ก็เปึนอีกส่วนหนึ่งที่กระผมอยากจะขอเรียนท่านประธาน เพื่อฝากไปถึงรัฐบาล ขอขอบพระคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ท่านสรรเสริญ สมะลาภา ครับ ประชาธิปัตย์ครับ เชิญครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ตั้งแต่ที่ผมได้ติดตามข่าวสาร ในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลจนมาถึงวันนี้ครับเปึนวันที่รัฐบาล แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ผมคิดว่าแนวทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลมาผิดทาง รัฐบาลบอกกับเราเสมอครับ แม้ว่าจากในเอกสารแถลงนโยบายฉบับนี้ก็ตาม รัฐบาลบอกเราว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในขั้นที่ไม่ปกติ ในเอกสารนโยบายนี้ครับ บอกไว้อย่างชัดเจนครับว่าเราเผชิญปัญหาในเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สหรัฐ ยังมีปัญหาในเรื่องของน้ํามันแพง แล้วก็ปัญหาในเรื่องของความเชื่อมั่น รัฐบาลก็เกรงว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยเราจะอยู่ในช่วงขาลง ข่าวสารที่ผมได้รับนั้นก็ล้วนแล้วแต่ จะเปึนในเรื่องของการที่รัฐบาลจะมุ่งเน้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของ การเพิ่มงบประมาณกลางป้ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่กําลังจะเสนอเข้าสภาของเรา ในปลายเดือนมีนาคมนี้ หรือไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของการทําโครงการขนาดใหญ่ที่จะต้อง ระดมทุนถึง ๕ แสนล้านบาท จุดประสงค์หลักที่ผมได้ยินในสื่อบ่อย ๆ จุดประสงค์หนึ่งก็คือ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านประธานครับที่ผมอยากเรียนกับท่านประธานให้ท่านทราบว่า แนวความคิดนี้มาผิดทาง เพราะผมคิดว่าการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจก็จําเปึน ในระดับหนึ่งในช่วงเศรษฐกิจขาลงครับ แต่มันก็ไม่ใช่ยาสามัญประจําบ้าน การบริหาร เศรษฐกิจเปึนเรื่องของการบริหารองค์ประกอบ องค์ประกอบต่าง ๆ จะต้องสอดคล้องและ เหมาะสมไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของอัตราเงินเฟัอ ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย หรือแม้แต่ใน เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน หรือไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงก็จะเปึน ในเรื่องของการบริโภค การลงทุน การนําเข้า และการส่งออก ไม่ใช่เรื่องของการกระตุ้น เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากจะให้ผมเปรียบเทียบครับ การบริหารเศรษฐกิจเหมือนกับ การทําอาหาร ส่วนผสมทุกอย่างจะต้องลงตัวพอดีถึงจะอร่อย ไม่ใช่ว่าพอไม่อร่อยแล้ว เอะอะอะไรก็จะใส่แต่ผงชูรส ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีคงจะคุ้นเคยกับเรื่องนี้เปึนอย่างดี เพราะท่านเปึนนักชิมครับ แต่ผมคาดการณ์ได้เลยครับว่าเมื่อท่านชิมเมนูทางด้าน เศรษฐกิจของรัฐบาลของท่านแล้ว ท่านจะต้องชิมไปบ่นไปแน่ ๆ เพราะว่ามีแต่ผงชูรส ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลบอกกับเราเสมอ และเปึนปัญหาหลักที่ประเทศไทยกําลังเผชิญอยู่ ก็คือในเรื่องของหนี้ด้อยคุณภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่สหรัฐอเมริกา มีการคาดการณ์ครับว่าหลังจากเหตุการณ์นี้แล้วเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะขยายตัว ลดลงจาก ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีการคาดการณ์ต่อไปอีกครับว่า การส่งออกของไทยไปสหรัฐอเมริกาอาจจะลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง รัฐบาลก็เลยบอกกับเราว่า ถึงเวลาแล้วครับที่จะต้องกู้เงินเข้าไปอัดฉีดในระบบเศรษฐกิจเพื่อชดเชยกับการส่งออก ที่ลดลง ผมไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ในเมื่อปัญหาอยู่ในเรื่องของการส่งออก การแก้ไขที่ตรงจุด และได้ผลที่สุดก็คือผลักการส่งออก ซึ่งเรื่องที่ผมจะพูดอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาคุณภาพ สินค้า ไม่ใช่เรื่องของการยกระดับการแข่งขันซึ่งเปึนเรื่องระยะยาวใครมาเปึนรัฐบาลใคร ก็ต้องทํา แต่เรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้เปึนเรื่องของการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เข้าประเทศ ให้ได้มากที่สุด ท่านประธานทราบไหมครับ สินค้าหลากหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ของพี่น้องเกษตรกรของเรา เมื่อไปวางขายในตลาดต่างประเทศ รายได้เข้าประเทศถึงมือ คนไทยเพียง ๓๐ ถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของราคาขายเท่านั้น ที่เหลือไปไหนหมดครับ ที่เหลือ หายไปกับค่าขนส่ง ค่าประกันภัยหรือว่าค่าวางสินค้าบนชั้นวางของที่ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ในต่างประเทศ และบริษัทที่ให้บริการทั้ง ๓ ด้านนี้โดยมากนะครับจะเปึนบริษัทของชาวต่างชาติ นี่ละครับ ท่านประธาน นี่คือมูลค่าเพิ่มของสินค้าไทยของเรา ที่เราต้องสูญเสียไปให้กับคนอื่น สิ่งที่รัฐบาลควรจะคิดก็คือว่าทําอย่างไรบริษัทเหล่านี้จะเปึนของคนไทย จุดประสงค์ก็มีอยู่ อย่างเดียวเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เข้ากลับประเทศให้เต็มที่ ผมมาดูรัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะ ในเรื่องของนโยบายที่เขียนออกมา เรื่องสําคัญระดับนี้กลับไม่มีครับ และถ้ารัฐบาลบอกว่า รัฐบาลไม่ทราบและไม่มีแนวความคิดที่จะทํา ผมคิดว่าการบริหารของรัฐบาลชุดนี้สอบตกครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองท่านให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ว่าอย่างนี้ ผมขออนุญาตอ่านครับ ทางเดียวที่จะทําให้เศรษฐกิจ เดินหน้าได้คือส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ เพราะส่งออกเริ่มมีปัญหา ซึ่งการส่งเสริมเศรษฐกิจ ในประเทศทําได้โดยการส่งเสริมให้มีการใช้เงินและส่งเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ท่านยังพูดต่อครับ ท่านพูดว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยวันนี้เพราะเราพึ่งพาการส่งออกสูงถึง ๗๓ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมท่านประธานครับในฐานะที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังรับผิดชอบทางด้านเศรษฐกิจ ผมขอเตือนท่านว่าต่อไปอย่าพูดอย่างนี้อีก เพราะการส่งออกที่จําเปึนต้องสูงถึง ๗๓ เปอร์เซ็นต์ มันถูกบีบบังคับโดยการนําเข้าสินค้า และบริการที่สูงถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ในป้ ๒๕๔๙ และถ้าส่งออกไม่สูง เราจะมีรายได้ เข้าประเทศได้อย่างไร ที่ท่านพูดว่าปัญหาของเราอยู่ที่การส่งออกสูงเกินไป ผมคิดว่า ท่านไม่เข้าใจระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเรา เพราะฉะนั้นผมขอวิงวอนครับ อย่าพูดเช่นนี้อีกเลย ปัญหาอีกเรื่องครับ ที่ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่ถกเถียงกันมานาน แล้วก็ เปึนความกังวลจากหลายฝ์ายก็คือในเรื่องของค่าเงินบาท ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากก็คือว่าเราจะยกเลิกมาตรการการกันสํารอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ หรือประเด็นในเรื่องของว่าเราจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ ณ เวลานี้ครับผมไม่ขอ วิจารณ์ใน ๒ เรื่องนี้ แต่ถ้ามีโอกาสหน้าก็พร้อมที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ผมคิดว่า จุดหมายหลักที่รัฐบาลเฝัาระวังอยู่ก็คือในเรื่องของการปัองกันการเก็งกําไรค่าเงินบาท ซึ่งก็ต้องยอมรับครับว่า ๑ ป้ที่ผ่านมานี้มีเงินทุนไหลเข้าประเทศจํานวนมาก ทําให้เงินบาท แข็งค่ากว่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค สิ่งที่ผมเปึนห่วงก็คือแนวความคิดของรัฐบาล ต่อสถานการณ์นี้ครับ เปึนลักษณะของการตั้งรับเพียงอย่างเดียว คือมัวแต่คิดว่าจะทํา อย่างไรถึงจะปัองกันการเก็งกําไรค่าเงินบาทได้ ยิ่งไปกว่านั้นครับรัฐบาลไม่คิดหาวิธีพลิก วิกฤติให้เปึนโอกาส เรามีฝัืงหนึ่งก็คือวิกฤติมีเงินไหลเข้าประเทศมากทําให้ ค่าเงินบาทแข็ง แต่ในวิกฤติโอกาสก็มีครับ คือมีจํานวนเงินในประเทศมาก มีความพร้อม ที่จะลงทุน เราต้องเปึนฝ์ายรุก ในเมื่อปัญหาอยู่ที่ว่าเงินไหลเข้าประเทศมาก ทางออก อย่างสร้างสรรค์เราต้องพยายามผลักเงินให้ไหลออกในรูปของการลงทุน ผมขอย้ํานะครับ ในรูปของการลงทุน เพราะนอกจากจะแก้ปัญหาในเรื่องของค่าเงินบาทแล้วก็ยังจะเปึน ประโยชน์ในระยะยาวคือเมื่อมีผลตอบแทนแล้วเราก็มีรายได้เข้าประเทศ ธุรกิจไทยที่มี ความโดดเด่นขึ้นชื่อว่าเก่ง มีชื่อเสียงในระดับโลก มีอยู่ด้วยกันหลายธุรกิจครับ ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของการโรงแรม อาหารไทย สมุนไพร หรือแม้ในเรื่องของ นวดแผนโบราณ รัฐบาลต้องคิดครับว่าทําอย่างไรคนไทยถึงจะเปึนเจ้าของธุรกิจลักษณะนี้ ในต่างประเทศ ท่านประธานครับ เมื่อสัก ๓ ป้ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ในฐานะกรรมาธิการการเงินการคลังที่ประเทศญี่ปุ์น สิ่งที่ผมได้พบเห็นนอกจากระบบ การเงินการคลังของประเทศเขาแล้ว ผมเดินไปตามห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งในเรื่อง ของตรอก ซอก ซอย ถนน ก็จะมีร้านนวดแผนไทยอยู่ที่นั่น พูดถึงการนวดแผนไทยในเมือง เราอาจจะคิดชั่วโมงละ ๒๐๐ บาท แต่ท่านประธานทราบไหมครับ ไปอยู่ที่ญี่ปุ์นเขาใช้สูตร การนวดของเรา ใช้คนนวดบางครั้งก็เปึนคนไทย เพียงแต่ผ่านการบริหารจัดการของญี่ปุ์น เขาคิดชั่วโมงละเปึนพันครับ ท่านประธานอยากจะให้ธุรกิจอย่างนี้เปึนของคนไทย ในต่างประเทศบ้างหรือไม่ครับ ผมมาดูนโยบายของรัฐบาลก็มีเขียนถึงเรื่องนี้ไว้บ้างนะครับ ในหน้า ๑๖ หัวข้อ ๓.๒.๔.๕ เปึนในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนไปต่างประเทศ แต่ก็ เปึนในเรื่องของนโยบายระยะยาว เพราะถ้ารัฐบาลคิดจะเปึนฝ์ายรุกใช้สถานการณ์ปัจจุบัน ให้เปึนประโยชน์สูงสุด คือการมีเงินทุนที่พร้อมจะลงทุน รัฐบาลต้องเลื่อนเรื่องนี้ให้เร็วขึ้นครับ ที่สําคัญครับ ผมคิดว่าเครื่องมือสนับสนุนในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนไปต่างประเทศนี้ จะต้องแรงพอ ใจที่ผมอยากเห็นก็คืออยากเห็นให้รัฐบาลมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการส่งเสริม การลงทุนไปต่างประเทศ และมีเครือข่ายอํานวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจที่ไปลงทุน ในต่างประเทศได้อย่างครบวงจร

ทีนี้ผมขออนุญาตมาดูตัวเลขกันบ้างครับ ท่านประธานเห็นตัวเลขแล้ว อาจจะตกใจเหมือนผม เปึนตัวเลขของการโอนกําไรระหว่างประเทศ ฝัืงหนึ่งที่มีก็คือ นักธุรกิจไทยที่ประกอบธุรกิจในต่างประเทศ พอถึงเวลาเขามีกําไรเขาก็โอนกลับเข้ามาในเมืองไทย แต่อีกฝัืงหนึ่งครับเปึนธุรกิจ ของต่างชาติที่ประกอบในไทย พอเขามีกําไรก็ในทางกลับกันครับเขาก็โอนกลับไปบ้านเขา พอหักลบกลบหนี้กันแล้วครับ ท่านประธานทราบไหมครับในป้ ๒๕๔๑ เราขาดทุน ถึง ๑ แสนล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้นครับ ในป้ ๒๕๔๙ เราขาดทุนเพิ่มเปึน ๒ แสนล้านบาทต่อป้ เท่าตัวภายใน ๘ ป้ ผมคิดว่าสถานการณ์นี้เปึนสถานการณ์ที่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน ที่จริง ผมมีอีกหลายเรื่องครับ และผมคิดพวกเราทุกคนในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีอีกหลายเรื่อง ที่พร้อมที่จะคุยกับรัฐบาล เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่วันนี้ขออนุญาต แสดงความเห็นไว้เท่านี้ แล้วก็ผมขอเรียนว่าผมเปึนคนสุดท้ายในเรื่องของทีมทางด้าน การเงินการคลัง ต่อไปทีมเศรษฐกิจของเราในเรื่องของการลงทุนขนาดใหญ่ และในเรื่อง ของพลังงานก็จะขอโอกาสอภิปรายแต่ข้อสรุปครับท่านประธานครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายยงยุทธ ติยไพรัช ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ถ้ารัฐบาลทําตามนโยบายอันนี้ครับโดยไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ผมคิดว่าการบริหาร เศรษฐกิจของรัฐบาลสอบตกครับ ขอบคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญคุณวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์

นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มุกดาหาร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ พรรครวมใจไทย ชาติพัฒนา จังหวัดมุกดาหาร ขอร่วมอภิปรายนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดําเนินการในป้แรก ซึ่งจะเปึนอานิสงส์แก่ประชาชนทั่วประเทศ ประชาชนทั่วประเทศรอคอยนโยบายนี้มา ท่านประธานคะ นโยบายข้อ ๑.๑๔ เร่งรัดการลงทุนที่สําคัญของประเทศ การลงทุน สิ่งที่สําคัญของประเทศนะคะ ก็คงจะต้องเปึนด้านสาธารณูปโภค รถไฟก้างปลาเชื่อมโยง จังหวัดที่ยังไม่มีรถไฟขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าทางการเกษตร นโยบายข้อนี้ ไปสอดคล้องกับนโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ยิ่งไปเชื่อมโยง ประโยชน์ให้แก่เกษตรกรในนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร ดิฉันขออภิปราย ในส่วนนี้แล้วขออภิปรายในกรณีสนับสนุนและอยากจะให้ทางรัฐบาลช่วยดูแลและเร่งรัด ให้เปึนรูปธรรมในป้แรก จังหวัดมุกดาหารเปึนศูนย์กลางของอินโดจีน ๖ ประเทศ ไม่ว่า ลาว พม่า เขมร จนไปถึงเวียดนามและจีนแดง จังหวัดมุกดาหารมีแผนงาน วางโครงข่ายการขนส่งผลผลิตด้านคมนาคม มีถนน ๔ เลนก่อสร้าง ตอนนี้ต่อเนื่องนะคะ ต่อเนื่องยังไม่เสร็จ เมื่อนโยบายมีการสร้างรถไฟแผนงานการทํารถไฟจากมุกดาหาร–บัวใหญ่ ขนส่งผลผลิตจากมุกดาหารไปผ่านทางจังหวัดร้อยเอ็ดถึงบัวใหญ่ นครราชสีมาและ ส่งออก ถ้านโยบายนี้เปึนการเร่งด่วนนะคะ ก็จะเปึนอานิสงส์ของประชาชนชาวเกษตรกร ในภาคอีสานทั้ง ๑๙ จังหวัด และในกรณีนโยบายที่บอกว่านโยบายปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจภาคเกษตรกร พัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งสินค้าเกษตรทั้งในพื้นที่ชนบทและเมือง กระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวงแผ่นดินและกรมทางหลวงชนบท และกรมการปกครอง ส่วนท้องถิ่น จะต้องเร่งรีบและดูแลเกษตรกรในพื้นที่ชนบท ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันได้ รับคําร้องเรียนจากประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหาร เมื่อในขณะที่เราจะสร้างเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ ของประเทศท่านคะ ถนนที่จะขนส่งผลผลิตทางการเกษตรออกสู่พื้นที่ในจังหวัดมุกดาหาร ท่านประธานคะ ประเทศที่เจริญแล้วขณะนี้ป้ ๒๕๕๑ ถนนที่เปึนหลุมอย่างนี้ฝนตก เฉอะแฉะ เวลาที่ฤดูร้อนฝุ์นกระจาย ท่านคะ ขนส่งผลผลิตทางการเกษตร ในจังหวัดมุกดาหารปลูกพืชเกษตรมีหลายอย่าง มันสําปะหลังซึ่งเปึนพืชเศรษฐกิจของประเทศ ยางพารา อ้อย ข้าว ถ้าถนนเปึนอย่างนี้ การขนส่งผลผลิตทางการเกษตรออกจากชนบทเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อที่จะออกสู่ประเทศอื่น ขายออกไปสู่ต่างประเทศ ท่านคะ ต้นทุนนี้เกิดขึ้นให้แก่เกษตรกรไหม ประชาชนในภาค เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่รากหญ้า ท่านบอกว่าท่านจะมองดูเกษตรระดับรากหญ้า เศรษฐกิจ ระดับรากหญ้า ท่านคะนโยบายชุดนี้ นโยบายเร่งด่วนในการที่จะให้ดําเนินการ ขอนะคะท่าน ป้แรกสัมฤทธิผล ถนนในจังหวัดมุกดาหาร ๗ สายหลัก ๗ อําเภอ ไม่ว่าจะเปึน สายนาคําน้อย-ภูล้อม อยู่อําเภอดอนตาล สายพรางแดง–ห้วยเลา ในอําเภอดงหลวง สายคําประหลาย-ก้านเหลืองดง ในอําเภอเมือง สายบางไทรน้อยถึงแก่งกระเบา อําเภอหว้าใหญ่ ๗ อําเภอ ที่มีถนนสายหลัก ๆ ที่จะขนส่งผลผลิตเข้ามาสู่ในตัวเมือง เปึนสภาพที่ให้ท่านเห็นอยู่ขณะนี้ ท่านคะ ประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารดีใจ เปึนอย่างยิ่งที่ได้รับทราบนโยบายเร่งด่วนป้แรกในขณะนี้ พร้อม ๆ กับประชาชน ทั่วประเทศ โดยเฉพาะประชาชนภาคอีสาน ๑๙ จังหวัด ได้รับอานิสงส์ในนโยบายนี้ ดิฉันไปพูดถึงผลผลิตทางการเกษตร ในกรณีด้านการขนส่ง ถ้าหากจะลดต้นทุน หรือสร้างผลกําไรให้เกิดสู่ประชาชนรากหญ้า พลังงานทดแทนค่ะท่าน พลังงานทดแทน ที่มีกําหนดอยู่ในนโยบายนี้ ไบโอดีเซลทํามาจากวัสดุเหลือใช้ เร่งเลยค่ะท่าน เปึนนโยบาย เร่งด่วนในป้นี้ที่ท่านกําหนดในแผ่นนโยบายนี้ ข้อ ๑.๑๕ กับข้อ ๑.๑๙ เร่งรัดมาตรฐาน และโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน ตอนนี้ร้อนค่ะ ไม่ว่าโลกร้อน คนก็ร้อน ตัวก็ร้อน ทําอย่างไรจะให้ได้เย็นลง แม่บ้านทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม่บ้านในจังหวัดมุกดาหารดีใจมากเลยที่ได้เห็นนโยบายนี้ออกมา รีบ ๆ เก็บสะสม น้ํามันพืชเก่า น้ํามันงาเก่าที่ทอด ๆ ทอดอยู่ ๒ ครั้ง เก็บไว้ เก็บ ๆ เอาไว้ เพื่อที่จะได้ใช้ มาเปึนพลังงานทดแทน อานิสงส์ต่อเนื่องถึงพ่อบ้านในครัวเรือน สามารถนําไบโอดีเซลนี้ ไปใส่ในเครื่องสูบน้ํา เครื่องปัืนไฟ เกษตรกรในภาคพื้นชนบทใช้รถอีแต๋น น้ํามันไบโอดีเซล สามารถสร้างคุณภาพชีวิตให้เกิดแก่เขา น้ํามันที่ทอดถ้าหากว่าเราทอด ๒ ครั้ง ไปทอดครั้งที่ ๓ สารมะเร็งมีในนั้น ดิฉันก็เพิ่งทราบ ถ้าหากว่าปล่อยปละละเลยให้ทอดไป หลาย ๆ ครั้ง ผู้บริโภคก็จะมีสารมะเร็งเกาะติดอยู่ในร่างกาย สุขภาพร่างกายย่ําแย่มาก ย่ําแย่แน่นะคะท่าน จึงขอว่านโยบายเร่งด่วนในการที่จะดําเนินในป้แรกของรัฐบาลชุดนี้ ดิฉันดีใจมากที่ประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารให้ความไว้วางใจและให้ดิฉันมาเปึน ตัวแทนของชาวจังหวัดมุกดาหารในครั้งนี้ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ท่านประธานที่เคารพ นโยบายที่ดิฉัน ได้เอ่ยไปในที่นี้ อยากจะขอเรียนว่าจังหวัดมุกดาหารของดิฉันจะเปึนศูนย์กลาง การสร้างเศรษฐกิจให้สู่ทั้งระดับรากหญ้า ระดับจุลภาค และระดับมหภาค โครงข่ายของการก่อสร้างรถไฟจากมุกดาหาร-บัวใหญ่ โครงข่ายถนน ๔ เลน ๒ สาย มุกดาหาร-แม่สอด โครงข่ายมุกดาหาร-แหลมฉบัง ๒ สายเส้นทาง ถ้าหากว่า ๒ สาย เส้นทางนี้สามารถดําเนินการก่อสร้างได้มาถึง รถไฟได้มาถึงข้ามสะพานแห่งที่ ๒ จากมุกดาหารข้ามไปที่ฝัืงลาวแค่ ๒ กิโลเมตรค่ะท่าน ข้ามแม่น้ําโขงไป ๒ กิโลเมตร อีก ๒๗๐ กิโลเมตร ถึงเขตชายแดนของเวียดนาม การแข่งขันเศรษฐกิจขณะนี้เวียดนาม จีนแดง สินค้าของเขาเข้ามากระทบถึงฝัืงประเทศไทย จะทําอย่างไรคะในการที่จะนํา เศรษฐกิจเข้าสู่ประเทศของเราได้ และสามารถนํารายได้เข้าสู่จังหวัดมุกดาหาร มุกดาหาร เปึนเขตชายแดนศุลกากรค่ะ ด่านศุลกากร จังหวัดมุกดาหารมีเขตพื้นที่ติดริมแม่น้ําโขง ๖๘,๐๐๐ เมตร ๖๘,๐๐๐ เมตร นะคะท่าน มีลําห้วยใหญ่ที่เปึนเส้นเลือดอยู่ในจังหวัด มุกดาหารคือลําห้วยมุกสามารถผันน้ําจากแม่น้ําโขงนี้ไหลไปสู่ตัวเมืองพื้นที่เกษตรกร ในจังหวัดมุกดาหาร และไหลไปสู่พื้นที่จังหวัดใกล้เคียงไม่ว่าจังหวัดร้อยเอ็ด ไม่ว่าจังหวัด กาฬสินธุ์ ไม่ว่าจังหวัดยโสธร ที่ท่าน ส.ส. รณฤทธิชัยได้กล่าวเอ่ยเมื่อตะกี้เราขาดน้ํา เรามีทั้งน้ําท่วมแล้วเรามีทั้งภัยแล้ง แต่เรามีทรัพยากรธรรมชาติที่ก่อเกิดในพื้นที่เขตชายแดน ยังไม่เห็นรัฐบาลไหนที่จะสามารถนําน้ํา ผันน้ําแม่น้ําโขงเข้ามาสู่ประเทศไทยได้

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วนะครับ

นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มุกดาหาร

ท่านคะ หมดเวลาแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะท่าน ดิฉันก็ขอสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในกรณีเร่งด่วน และขอให้รัฐบาลชุดนี้ นโยบายนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ ป้นี้นะคะ จังหวัดมุกดาหารก็จะได้รับ อานิสงส์ในส่วนของนโยบายในกรณีเร่งด่วนนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะท่าน

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณมนัส

นายมนัส โกศล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม มนัส โกศล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะรักษาการสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ วันนี้เปึนวันที่สําคัญอีกวันหนึ่งของประเทศไทยที่ทางรัฐบาลได้มาแถลงนโยบาย กระผมเอง ก็ติดตามมาตั้งแต่ตอนต้น รัฐบาลไทยนั้นนะครับ เปึนประเทศหนึ่งที่เปึนภาคีในการร่วมก่อตั้ง องค์การแรงงานระหว่างประเทศไอแอลโอ (ILO) เปึนประเทศที่ ๕๗ แต่ผมมาดูนโยบายรัฐบาลแล้ว ซึ่งรัฐบาลเขียนนโยบายไว้อย่างชัดเจนมี ๒ ระยะเวลา ระยะเวลาแรกเปึนกรณีเร่งด่วน ระยะเวลาที่ ๒ ก็คือระยะเวลาบริหารราชการแผ่นดิน ๔ ป้ ผมได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมาธิการแรงงานสวัสดิการสังคมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้มาอภิปราย ประเด็นเกี่ยวกับปัญหาแรงงาน ผมจะขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในกระทรวงแรงงาน ผมจะอภิปรายในประเด็นเร่งด่วน ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ด้วยกัน

ประเด็นแรก ในเรื่องของค่าจ้างขั้นต่ํา องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้ให้คํานิยามโดยเฉพาะคําว่า โลกาภิวัตน์ เปึนกระบวนการประสานทางเศรษฐกิจ ของประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงผลักดันจากการเป่ดเสรีทางการค้า การลงทุน การไหลเวียนของทุนและความก้าวหน้าและความทันสมัยของเทคโนโลยี สื่อสารไปพร้อม ๆ กันดังนั้นคําว่า โลกาภิวัตน์ จึงกระทบต่อสถานประกอบกิจการ และคนงานเกือบทุกประเทศ ทั้งในภาคผลิตและภาคบริการ จึงส่งผลกระทบจาก การแข่งขันระหว่างประเทศหลายเรื่อง เช่น ราคาน้ํามัน ค่าเงินบาทมีการผันแปรไม่ยอมหยุดนิ่ง ราคาสินค้าที่จําเปึนขึ้นราคา อยู่เรื่อย ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้รัฐบาลก็ยังจะบอกว่าจะมีการปรับค่าเอฟที (FT) ขึ้นอีก ซึ่งกระทบ ต่อพี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะเรื่องน้ําประปา ค่ากระแสไฟฟัาก็จะมี การบวกค่าเอฟทีขึ้นไปอีก ผมจึงคิดว่าการที่สินค้าขึ้นราคาตามยุคโลกาภิวัตน์ที่ผมกล่าว อ้างมาเมื่อสักครู่ แต่เรื่องค่าจ้างขั้นต่ําปัจจุบันนี้ก็ยังต่ําเหมือนเดิมครับท่านประธาน เพราะว่าในประเทศไทยนั้นมีค่าจ้างขั้นต่ําอยู่ทั้งหมด ๒๒ ราคา ก็คือ ๒๒ อัตรา สูงสุดตอนนี้นะครับ ๕ จังหวัด ปริมณฑลของกรุงเทพฯ วันหนึ่ง ๑๙๔ บาท ถ้าเฉลี่ย เอา ๒๖ คูณเข้าไปก็ตกเดือนละ ๕,๐๔๔ บาท ค่าแรงขั้นต่ํานะครับ ต่ําสุดก็มีอยู่ ๒ จังหวัด ก็คือจังหวัดน่านและพะเยามีค่าแรงขั้นต่ําวันละ ๑๔๔ บาท เดือนหนึ่งก็ประมาณ ๓,๗๔๔ บาท ผมจึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล ในเมื่อค่าแรงขั้นต่ํา ห่างกันอย่างนี้ สินค้าขึ้นราคา น้ํามันพืชที่กรุงเทพฯ ขวดหนึ่งประมาณ ๔๐ บาท พะเยา น่านก็ ๔๐ บาท เช่นเดียวกัน ผมจึงอยากจะฝากเปึนนโยบายเร่งด่วนให้รัฐบาลชุดนี้ ช่วยเห็นใจในภาคแรงงานซึ่งเปึนส่วนใหญ่ของประเทศที่ทํางานอยู่ตามโรงงานต่าง ๆ ให้มีการปรับฐานค่าจ้างขั้นต่ําขึ้นใหม่นะครับ โดยให้ทบทวนการปรับค่าจ้างขั้นต่ําใหม่ อย่างรวดเร็วต่อภาคผู้ใช้แรงงานนะครับ ในส่วนของนายจ้างนั้นถ้าเกิดทางรัฐบาล มีการส่งเสริมในการพัฒนาฝ้มือแรงงาน เพิ่มทักษะ แล้วก็มีส่วนกระตุ้นในการลดภาษี ทั้งขาเข้าและขาออก ผมคิดว่าในส่วนที่จะมีการบวกเรื่องค่าจ้างขั้นต่ําขึ้นนั้นก็คง ไม่น่ากระทบมากนัก ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลให้มี การทบทวนเรื่องค่าจ้างขั้นต่ําเปึนประเด็นแรกในเรื่องของระยะเวลาเร่งด่วน

ในส่วนประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ปัจจุบันนี้ความปลอดภัยในการทํางาน โดยเฉพาะลูกจ้างในโรงงานต่าง ๆ จะเปึนในเรื่องของสิ่งทอ รถยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ความปลอดภัยในการทํางานนั้นก็ค่อนข้างที่จะไม่ปลอดภัยมากนัก เนื่องจากบางครั้ง การนําเทคโนโลยีที่ประเทศอื่นเขาใช้แล้วนําเข้ามาในประเทศเรา และผู้ใช้แรงงาน ภาคแรงงานไปทํางานก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นค่อนข้างจะสูงนะครับ ผมก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐบาลนะครับ โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน คณะกรรมาธิการ แรงงานสวัสดิการสังคมได้รับการร้องเรียนจากสภาองค์การลูกจ้าง กลุ่มผู้ใช้แรงงาน สภานายจ้างต่าง ๆ เรามีการจัดประชุมสัมมนาหาข้อมูลเหตุผลต่าง ๆ นะครับ จึงเปึนข้อสรุปว่า ในส่วนของความปลอดภัยอาชีวอนามัยนั้น คณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคมได้ทํา เปึนร่างกฎหมาย แล้วก็ผ่านกรรมาธิการวิสามัญเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเปึนสิ่งที่ทั้งผู้ประกอบกิจการ และทางผู้ใช้แรงงานก็เห็นพ้องต้องกันก็น่าจะออกมาเปึนกฎหมายบังคับใช้ ดังนั้นก็อยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานนะครับ โปรดได้ขอความกรุณา เปึนไปได้นําเอากฎหมาย พ.ร.บ. ความปลอดภัยอาชีวอนามัยในสถานประกอบกิจการ มาสานต่อเปึนนโยบายเร่งด่วนด้วยนะครับ เปึนประเด็นที่ ๒

ในส่วนประเด็นในระยะเวลา ๔ ป้ การบริหารราชการแผ่นดินนั้น ผมก็จะ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ ครับท่านประธาน

ประเด็นแรก ปัจจุบันนี้ในส่วนของแรงงานสัมพันธ์ในประเทศไทยนั้นมีอยู่ ๒ ลักษณะ มี ๒ ระบบนะครับ ก็มีแรงงานสัมพันธ์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจและมีแรงงาน สัมพันธ์ของภาคเอกชน เพราะปัจจุบันนี้นะครับการใช้แรงงานสัมพันธ์นั้นผมคิดว่า ถ้าเกิดพนักงานรัฐวิสาหกิจกับภาคเอกชนมาใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน ผมคาดว่าโอกาสที่จะสร้างแรงงานสัมพันธ์เกิดขึ้นในประเทศไทยค่อนข้างที่จะสูง แล้วก็จะ เกิดผลประโยชน์กับประเทศชาติ เพราะว่าปัจจุบันนี้กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาแล้ว ๓๓ ป้ ซึ่งไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ถ้าในโอกาสข้างหน้าทางรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานได้วางกรอบในการแก้ไขปรับปรุง ผมคาดว่าการสร้าง แรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบกิจการคงจะเปึนประโยชน์เกิดขึ้นในภาคธุรกิจได้ อันนั้นก็คือในประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของระยะเวลา ๔ ป้

ในส่วนประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของแรงงานนอกระบบ ผมกราบเรียนท่านประธาน ไปแล้วว่าประเทศนั้นเปึนภาคีหนึ่งที่ร่วมก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศอันดับที่ ๕๗ เรารับรองอนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับที่ ๑๗๗ ในเรื่องของแรงงานนอกระบบที่ให้ลูกจ้าง ที่เหมาค่าแรง ที่ลูกจ้างรับงานไปทําที่บ้าน ปัจจุบันนี้การจ้างงานนอกระบบค่อนข้างที่จะ แพร่หลายในประเทศไทย ในการจ้างงานก็ไม่เปึนธรรม ค่าจ้างก็ไม่ได้รับตรงเวลา ส่วนใน เรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ แม้กระทั่งอุบัติเหตุเจ็บป์วยในเวลาทํางานก็ไม่มีกองทุนไหน ไปรักษากองทุนเงินทดแทนก็ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ กองทุนประกันสังคมก็ไม่ได้ ดังนั้น ผมมองว่าถ้ารัฐบาลเห็นความสําคัญแรงงานนอกระบบควรจะมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับ คุ้มครองแรงงานนอกระบบเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ก็จะเปึนประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและ ภาคสังคม ผู้ใช้แรงงานในการรับงานเอามาทําข้างนอกสถานประกอบกิจการ อันนี้ก็เปึน ในส่วนประเด็นที่ ๓ ที่อยากจะขอเพิ่มเติมในกรณีที่ในระยะ ๔ ป้

ประเด็นที่ ๔ ประเด็นนี้เปึนประเด็นที่เกิดขึ้นซึ่งค่อนข้างที่จะเห็นแล้ว หลายท่านบอกว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรในประเทศไทย ถ้าท่านประธานโดยเฉพาะ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่ทรงเกียรติท่านอาจจะอยู่ต่างจังหวัด อยู่หลายที่หลายจังหวัด ตามที่ผมได้ไปศึกษาตามคําร้องเรียนจากองค์กรต่าง ๆ กรรมาธิการแรงงานสวัสดิการสังคม ได้ไปศึกษางานตามจังหวัดที่มีรอยตะเข็บต่อจากเพื่อนบ้านของเรา โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว ปัจจุบันนี้แรงงานต่างด้าว ถ้าพูดเรื่องแรงงานต่างด้าวแล้วอาจจะเข้าใจในเรื่องของพม่า ลาว เขมร จริง ๆ ไม่ใช่คําว่า แรงงานต่างด้าว จะมีทุกสัญชาติ ซึ่งกฎหมายของประเทศไทย เรานั้นก็ยังก้าวไปไม่ถึงในการเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เมื่อ ๒–๓ เดือนที่แล้วเราได้ไปดูงาน ที่จังหวัดระนอง ไปพบสิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดนั้นก็คือมีหมู่บ้านหนึ่งเปึนชาวพม่าทั้งหมด มีร้านค้าร้านขายเราไปสอบถามว่าเงินทองที่ได้มาเอาไปไหน ส่วนมากก็เอากลับประเทศเขา เราก็เก็บอะไรไม่ได้ ดังนั้นกรรมาธิการแรงงานก็ศึกษาว่าควรจะทําอย่างไร ก็เลยมีข้อเสนอแนะ ต่อทางรัฐบาลผ่านไปยังท่านประธานสภาข้อเสนอแนะข้อที่ ๑ ในเรื่องของแรงงานต่างด้าว ทบทวนนโยบายโดยกําหนดจุดหมายใหม่เปึนการควบคุมแรงงานต่างด้าวให้มีจํานวน ตามความต้องการจริงและสามารถปฏิบัติตามกฎหมายมีคุณภาพและได้รับการปฏิบัติ ตามมาตรฐานการจ้างแรงงาน ๒. กําหนดให้นโยบายเปึนหลักปฏิบัติที่มีความมั่นคง ๓. กําหนดยุทธศาสตร์ใหม่ขึ้นมารองรับนโยบายตามยุทธศาสตร์ ๗ ประการ

ยุทธศาสตร์แรก นายจ้างและการจ้างงานมีเปัาหมายในการทํางาน ให้นายจ้างเป่ดเผยแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีอยู่ทั้งหมดและดําเนินการจ้างงานให้ถูกต้อง ตามกฎหมาย เพราะปัจจุบันนี้แรงงานต่างด้าวเราก็ไม่ทราบยอดจํานวนที่ชัดเจนว่ามีเท่าไร มีการหลบหนีไปอยู่ที่ไหนบ้าง ก็มีการประกาศเรื่อย ๆ ตามมติ ครม. มีการขยายการต่ออายุ การทํางานมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดังนั้นในยุทธศาสตร์ข้อที่ ๒ การนําแรงงานมีเปัาหมายในการทํางาน การนําเข้าแรงงานเปึนไปอย่างมีระบบถูกต้องตามกฎหมาย

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ผลักดันและส่งกลับ มีเปัาหมายในการทํางานให้แรงงาน ต่างด้าวที่เกินความต้องการ รวมทั้งผู้ติดตามและครอบครัวให้ถูกส่งกลับยังประเทศ ต้นทางนะครับ โดยไม่ย้อนกลับมาได้อีก หรือควบคุมไว้ ณ สถานที่ควบคุมนะครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ บังคับใช้กฎหมายโดยการปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณา ให้รวดเร็วทันเหตุการณ์

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ คุณภาพและมาตรฐานการจ้างแรงงานมีเปัาหมาย ในการทําที่แรงงานต่างด้าวมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมาตรฐานการใช้แรงงาน

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ การจ้างแรงงานต่างด้าวสามารถปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย

ยุทธศาสตร์ที่ ๗ การติดตามประเมินผล ติดตามและตรวจสอบผล การปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ประการต่าง ๆ ประเมินผลการปฏิบัติงานและเสนอแนะแนวทาง ปรับปรุงแก้ไข

ประการสุดท้ายครับท่านประธานครับ ปรับปรุงโครงสร้างองค์กร คือคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองก็คือ กบร. ทั้งระดับนโยบายและ ระดับปฏิบัติ ดังนั้นแรงงานต่างด้าวควรจะมีกฎหมายออกมาบังคับใช้ ซึ่งคณะกรรมาธิการ แรงงานก็ได้ศึกษาแล้วก็เปึนกฎหมายออกมาแล้วนะครับ ซึ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไปแล้ว ถ้าเกิดโอกาสบังคับใช้กฎหมายก็อยากจะฝากรัฐบาลครับถึงทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานบังคับ กฎหมายฉบับนี้ก็จะเปึนประโยชน์กับประเทศชาติต่อไป

ส่วนประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ ๖ ในเรื่องของการส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศ ปัจจุบันนี้มีการส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศค่อนข้างที่จะมาก การส่งแรงงานไทย ไปต่างประเทศนั้นการติดตามสัญญาโดยเฉพาะภาครัฐนะครับ เมื่อไม่กี่เดือนทางส่วนของ กรรมาธิการแรงงานได้รับการร้องทุกข์จากพี่น้องที่ไปทํางานอยู่ต่างประเทศหลากหลายนะครับ หลายบริษัทที่ส่งไปแล้วไปผิดสัญญาจ้างไปผิดสัญญาข้อตกลงเวลาทํางานอยู่ประเทศเขา เราตกลงในประเทศไทยว่าจะได้ค่าล่วงเวลาทํางานขนาดนี้จะได้เงินเท่าไรนะครับ ท้ายที่สุด คนไทยทนไม่ไหวหนีกลับนะครับ หนีกลับมาก็ยังปรับเงินประกันไว้อีกคนหนึ่งหลายหมื่นบาท ก็มีการฟัองร้องกัน เนื่องจากว่าในส่วนภาครัฐโดยเฉพาะในกรมจัดหางานก็ควรจะมี การสอดส่องกําชับบริษัทที่ส่งแรงงานไปทํางานต่างประเทศควรจะมีดูสัญญาข้อตกลง ให้ชัดเจนว่าคนไทยไปอยู่ต่างประเทศแล้วได้ตามข้อตกลงที่ตกลงไว้หรือไม่ พอเขากลับมา ครับท่านประธาน ได้เงินกลับมาแล้วนี่ บางครั้งเขาอาจจะไปต่อไม่ได้เนื่องจากว่าอายุมากขึ้น ทางต่างประเทศไม่รับ ส่วนที่อยู่ในประเทศไทยที่กลับมาแล้วโดยเฉพาะในส่วนของแรงงาน กรรมาธิการแรงงานได้ไปดูที่จังหวัดนครราชสีมานะครับ มีหมู่บ้านหนึ่งไปทํางานที่ ประเทศอิสราเอลกลับมาก็ตกงานกัน เงินที่ได้มาก็หมด เกษตรกรที่รอจะไปทําไร่ ทําสวน ก็ไม่มีแล้ว ที่นาก็ขายหมด ดังนั้นก็อยากจะฝากนิดหนึ่งว่าคนที่กลับมาแล้วนี่นะครับ ทางกระทรวงแรงงานควรจะมีนโยบายชัดเจนในกรณีที่ฝ๊กฝนอาชีพ หรือเพิ่มทักษะให้ เขามีอาชีพเปึนหลักในการทํางานให้เขานะครับ จึงจะสามารถเลี้ยงชีพได้ ก็อยากจะฝาก กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องนะครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณอลงกรณ์ครับ ๑๕ นาทีนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะกล่าวถึงนโยบายในเรื่องของการเร่งรัดลงทุนโครงการที่สําคัญ ของประเทศโดยเฉพาะด้านคมนาคมและนโยบายทางด้านขนส่งโลจิสติกส์ (Logistics) รวมถึงนโยบายพลังงาน ทั้งนี้ เพราะว่านโยบายดังกล่าวนั้นมีความสําคัญต่ออนาคต ของประเทศและเปึนนโยบายที่มีความสําคัญในการเพิ่มขีดความสามารถหรือลดขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถือได้ว่าเปึนนโยบายซึ่งจะใช้เงินกู้หรืองบประมาณกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท มากที่สุดกว่าทุกนโยบาย รัฐบาลได้ตั้งเปัาหมายที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แล้วต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากกลุ่มนโยบายดังกล่าว ผมได้อ่าน นโยบายในข้อ ๑.๑๔ และได้อ่านนโยบายในข้อ ๑.๑๕ รวมไปถึงนโยบายในข้อ ๓.๓ และ ๓.๔ ไม่ปรากฏว่าเปึนนโยบายที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการที่จะขับเคลื่อน ประเทศไทยไปสู่ความสามารถในการแข่งขัน เพราะไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีวิสัยทัศน์ รัฐบาลเขียนแต่เพียงว่าจะเร่งรัดการลงทุนที่สําคัญของประเทศ เช่น การพัฒนาระบบ รถไฟฟัาของขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ๙ สาย รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟชานเมืองและรถไฟก้างปลาเชื่อมโยงจังหวัดที่ยังไม่มีรถไฟ และการพัฒนาขีด ความสามารถของท่าอากาศยานสากล นี่ถ้าไม่เกรงใจคงใส่รถไฟเหาะมาด้วยครับ เขียนเหมือนท่องสูตรคูณหรือลอกการบ้าน ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ ยกตัวอย่างรัฐบาล มาเลเซียเมื่อกลางป้ที่แล้วได้ประกาศยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคเหนือซึ่งล้าหลังกว่า ภาคอื่น ๆ ของประเทศ ก็คือพื้นที่ที่ติดชายแดนของประเทศไทย ด้วยนโยบายที่เรียกว่า ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ ขออภัยต้องเอ่ยเปึนภาษาอังกฤษก็คือ นอร์ทเธิร์น คอร์ริดอร์ อีโคโนมิค รีเจิน (Northern Corridor Economic Region) แล้วก็ตั้งเปัาหมายในการที่จะ ให้ป้นังเปึนฮับ (Hub) ของโลจิสติกส์ คือศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคและ ให้เปึนศูนย์กลางของป่โตรเลียม โดยจะมีการวางท่อเหมือนกับโครงการเซาท์เธิร์น ซีบอร์ด (Southern seaboard) ของเรา เพราะอยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา โครงสร้างพื้นฐานที่ดําเนินการต่อ ไม่ว่าจะเปึนรถไฟ ถนน สนามบินสากลและอื่น ๆ เปึนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ขนส่งและโลจิสติกส์ ทั้งนี้โดยมีวิสัยทัศน์ในการที่จะต้องแก้ไขปัญหาความล้าหลังยากจน ของภาคเหนือของมาเลเซียจะดําเนินการตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐ ถึงป้ ๒๕๖๓ ท่านประธาน คงจะเล็งเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายที่รัฐบาลเขียนซึ่งถือว่าเปึนนโยบายที่จะใช้เงิน ลงทุนและงบประมาณมากที่สุด ๔ ป้จากนี้ไป และเปึนความท้าทายต่อความล้มเหลว หรือความสําเร็จของประเทศไทย ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันซึ่งถดถอยมาในช่วง ๔–๕ ป้ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นความแตกต่างของนโยบายจะเห็นได้ชัดว่าอีก ๔ ป้ข้างหน้า ไทยกับมาเลเซียจะมีความสามารถมากน้อยกว่ากันแค่ไหน เวียดนามเปึนอีกตัวอย่างหนึ่ง ตอนกลางของเวียดนามเปึนพื้นที่ล้าหลังยากจน ป้ที่แล้วเวียดนามได้เริ่มต้นโครงการสําคัญ ในการที่จะสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ในภาคกลางด้วยการสร้างท่าเรือน้ําลึกที่วังฟอง แล้วก็สร้างโรงกลั่นน้ํามันโรงแรกของเวียดนาม ทั้งที่ความจริงแหล่งน้ํามันอยู่ทางตอนใต้ แต่เขาก็เอาโรงกลั่นน้ํามันโรงแรกเพื่อต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมป่โตรเคมี แล้วที่น่าสนใจ คือการสร้างขยายสนามบินจูลาย สนามบินจูลายนั้นเปึนสนามบินซึ่งได้ประกาศตัว ในการที่จะเปึนศูนย์การบินและการเชื่อมโยงของการขนส่งต่อเนื่อง มีท่าเรือมีโรงกลั่น มีอุตสาหกรรมป่โตรเคมี มีนิคมอุตสาหกรรมแล้วก็มีสนามบินดังกล่าว แต่ว่าสนามบิน ดังกล่าวนั้นน่าสนใจมาก เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่ามาท้าทายต่ออนาคตของสนามบิน ของเรารัฐบาลคงต้องมีความชัดเจน เพราะในนี้ก็ไม่มีความชัดเจน ไม่มีการจัดลําดับความสําคัญ ของนโยบายให้ชัดเจน อู่ตะเภา ดอนเมือง สุวรรณภูมิ สุวรรณภูมินั้นเดี้ยงไปแล้วครับ สร้างมาป้ ๒ ป้เป่ดมามีรันเวย์ ๒ รันเวย์ ตะวันตก ตะวันออก ตะวันออกนั้นป่ดไปครึ่งรันเวย์แล้วเพราะว่ารันเวย์ร้าว นี่ยังซ่อมอยู่ขณะนี้ แต่ที่จูลายนั้น เขาจะทําเปึนศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและบริการระดับภูมิภาค และนอกจากนั้นยังจะ ทําให้เปึนสิ่งที่เราเคยฝันแล้วก็ไม่เคยทําได้สําเร็จก็คือการเปึนโกลเบิล ทรานสพาร์ค (Global trans-park) วันนี้รัฐบาลต้องมีคําตอบนะครับ เวียดนามจี้มา ถึงยังไม่ใกล้นัก แต่โครงสร้างพื้นฐานในการลงทุนขนาดใหญ่เขาทําอย่างมียุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ ลงไปตอนใต้ เราพูดถึงสุวรรณภูมิ วันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าดอนเมืองจะมีอนาคตไปอย่างไร แล้วก็ยังไม่รู้ว่าอู่ตะเภาซึ่งมีศักยภาพสูงมากในพื้นที่ ๒๐,๐๐๐–๓๐,๐๐๐ ไร่ แต่ว่าที่ห่าง ออกไปจากเติ่นเซินเญิ๊ต สนามบินเดิมของโฮจิมินห์ ท่านประธานก็คงจะได้ไป นั่นก็คือ สนามบินลองแท็ง ๓๐,๐๐๐ กว่าไร่ ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิรับผู้โดยสารได้ ๑๐๐ ล้านคนต่อป้ ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิ ๑ เท่าตัว แล้วตรงนั้นแหละครับที่จะท้าทายประเทศไทยในเรื่องของ การเปึนศูนย์กลางการบินในระดับภูมิภาค ในขณะที่เรายังมะงุมมะงาหรา นโยบายนี้ ก็ไม่ได้บอกชัดเจนว่าการพัฒนาท่าอากาศยานและเพิ่มขีดความสามารถท่าอากาศยาน จะไปทางไหน ผมยก ๒ ตัวอย่างของต่างประเทศใกล้ตัวในอาเซียนด้วยกันมาเพื่อให้เห็นว่า วันนี้ที่เราตั้งความหวังในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถแล้ววางนโยบายการลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้สูงมากและเดิมพันมันก็สูงไปด้วยผมอยากยกตัวอย่าง รัฐบาลในอดีตก็ได้ครับ เพื่อให้เห็นว่าเขาทํานโยบายเวลาเสนอสภาเขียนนั้นมียุทธศาสตร์ กํากับมีทิศทางเหมือนเข็มทิศนําทางชัดเจน และมีเปัาหมายวัดผลได้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ สมัยชวน ๑ ครับ วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์คือต้องการที่จะกระจายการกระจุกตัวของ ความเจริญและการลงทุนที่อยู่ในเมืองหลวงและปริมณฑล เมื่อมียุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ อย่างนี้ จึงได้กําหนดกลไกเชิงนโยบายด้วยการทําโครงสร้างพื้นฐานถนน ๔ เลนออกไป กรุงเทพฯ ไปภาคเหนือ ไปภาคอีสาน ไปภาคตะวันออกเชื่อมไทย เชื่อมโลก ไปถึงกัมพูชา พม่า ลาว มาเลเซียตอนใต้ รถไฟ ๔ รางทางคู่ไปทั่วทิศทั่วไทย ได้รับอนุมัติและเริ่มดําเนินการ ตามเปัาหมาย ๒๓๐ กิโลเมตรในระยะแรกและโครงการในการทําโลจิสติกส์ ฮับ (Logistics hub) โลจิสติกส์ พาร์ค (Logistics park) อย่างที่เปึนศูนย์ขนถ่ายกระจายสินค้าไอซีดี (ICD) ที่ลาดกระบัง การเพิ่มศักยภาพของอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern seaboard) โครงการพัฒนาฝัืงทะเลตะวันออก ๒ ทศวรรษกว่านั้น ด้วยการทําระบบมอเตอร์เวย์ (Motorway) สายแรกของประเทศไทยทางหลวง พิเศษ กรุงเทพฯ–ชลบุรี เรามีท่าเรือน้ําลึกแหลมฉบังเปึนประตูการค้า เปึนเกทเวย์ (Gateway) โครงสร้างสําคัญ ผมอยากเห็นรัฐบาลนี้ไปปรับปรุงนโยบาย ใส่วิสัยทัศน์ความชัดเจนและ เปัาหมายที่วัดได้ ผมเกรงว่านโยบายที่คิดว่าจะสร้างความเชื่อมั่น และหวังว่าการลงทุน จะเกิดขึ้นโดยเร็วจากโครงการเมกะโปรเจกต์ดังกล่าวนี้มันจะล่าช้า มันไม่ใช่จะเร่งรัด เพราะการไปเร่งรื้อของท่านนายกรัฐมนตรีท่านไปพูดถึงเรื่องระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วยระบบรถไฟฟัา ๘ แฉก ๙ สาย ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ สมัยท่านบุญชู ซาร์ (CZAR) เศรษฐกิจ ขออภัยต้องเอ่ยนามท่านล่วงลับไปแล้ว เขียนโครงการเหล่านี้ วิสัยทัศน์เหล่านี้ไว้ ในสมัยรัฐบาลชวน ๑ ต่อมาก็เปึนรัฐบาลทักษิณประกาศจะทํา ๑๐ สาย ต่อมาลดเหลือ ๗ ต่อมาลดเหลือ ๕ แล้วก็มาลดเหลือ ๒ แล้วก็ไม่ได้ทําแม้แต่สายเดียว จนกระทั่งถึงรัฐบาล สุรยุทธ์ เดินหน้า ๒ สาย สายหนึ่งประมูลไปแล้วรอการพิจารณา อีกสายหนึ่งพร้อมประกวดราคา วันนี้พรุ่งนี้ความสับสน การเปลี่ยนแปลงในนโยบายในเรื่องของระบบขนส่งมวลชน ระบบรถไฟฟัา ในกรุงเทพฯ ตรงนี้แหละครับคือความล่าช้า หน่วยงานเกี่ยวข้องชะลอลังเลหมด ผมถึงบอกว่าอย่าให้การรื้อเส้นทางดังกล่าวนั้นก่อให้เกิดความล่าช้าและความต้องการ ที่จะให้เกิดการกระตุ้นการลงทุนมันจะไม่เกิดขึ้นเร็วอย่างที่เราคิด แผนแม่บท ๑๐ สาย สํารวจศึกษาไว้เสร็จเกือบหมดแล้ว ไม่ว่าจะเปึนกี่แฉก ๘ แฉก ๗ แฉก สายน้ําเงินที่เปึน รถไฟฟัารอบในทุกอย่างเดินหน้าไป แต่วันนี้ถ้าต้องมารื้อ มาขยาย มาปรับปรุง ต่อเติม ใช้เวลามากครับ ผมเสนอครับ เสนอถึงท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานถึงรอง นายกรัฐมนตรีที่ดูแลในเรื่องของการคมนาคมและโลจิสติกส์ ๑. ก็คือว่า ขอให้เดินหน้าตาม แผนแม่บท๑๐ สายเดิม ๒. ส่วนต่อขยายเพิ่มเติมตามความฝันของท่านนายกรัฐมนตรี เปึนเฟส (Phase) ที่ ๒ ครับ ถ้าไปอย่างนี้เดือนหน้าการลงทุนเกิดขึ้นทันที นอกจากนั้นแล้ว ผมต้องเรียนว่านโยบายที่เขียนมาไม่รู้ร้อนรู้หนาวครับ ไม่รู้ว่าประเทศนั้นวิกฤติขนาดไหน ในเรื่องของต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ คมนาคม และพลังงานรวมกันไม่น้อยกว่า ๓ ล้านล้านบาท หรือ ๑ ใน ๓ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี นอกจาก ไม่รู้เหนือรู้ใต้คือไม่มีทิศทางชัดเจน ไม่มียุทธศาสตร์กํากับแล้วก็คือไม่รู้ร้อนรู้หนาว ท่านประธานคงทราบว่าต้นทุนที่ฉุดให้เศรษฐกิจไทยเดินไปข้างหน้าไม่ได้ และอันดับ ความสามารถในการแข่งขันที่อาร์เอ ็มดี (RMD) ได้จัดอันดับประเทศไทยลดลง ๆ นั้น ก็คือต้นทุนทางด้านการขนส่งและพลังงาน ต้นทุนภาคการขนส่งสูงเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีไปแล้ว ต้นทุนพลังงานอยู่ที่ ๑.๔ ล้านล้านบาท งบประมาณเรามี ๑.๖ ล้านล้านบาท เฉพาะน้ํามันเชื้อเพลิงนําเข้าป้ละ ๗ แสนล้านบาท คิดเปึนร้อยละ ๙๐ ที่เราต้องใช้ นั่นหมายความว่าโคลนติดล้อเหล่านี้มันทําให้ประเทศไทยเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ได้ นโยบายที่ผมบอกว่าเขียนกันมาแบบเรียบ ๆ แก้ไขไม่ได้หรอกครับ มันต้องเปึนนโยบาย ระดับยุทธศาสตร์ ต้องเปึนวาระแห่งชาติและระดับนโยบาย ๕ ดาว นโยบายพลังงานเรื่อง พลังงานทดแทนท่านเขียนเพียงแต่ว่าศึกษาและพัฒนา ความจริงพลังงานทดแทนเปึน ทางรอดของประเทศ เปึนอนาคตและจากวิกฤติเปึนโอกาสก็คือนี่คือ เศรษฐกิจใหม่ของ ประเทศครับ เราสามารถประกาศให้ประเทศไทยนั้นเปึนศูนย์กลางการผลิตเอทานอล (Ethanol) ของเอเชียและแปซิฟ่กเปึนศูนย์กลางการผลิตรถเอทานอล คาร์ (Ethanol car) ของโลก เพราะยังไม่มีประเทศไหนประกาศเรามีศักยภาพพื้นที่เกษตรมากพอเกษตรกร ของเราเก่ง ขอความแน่นอนชัดเจนของนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น ต้องเปึนนโยบายระดับ ปรับโครงสร้างและปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการขนส่ง ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของ พลังงาน ท้ายที่สุดก็คือว่านโยบายจะประกาศอย่างไร ความสําเร็จจะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ อย่าให้การคอร์รัปชันเข้ามาเกี่ยวข้อง ความล้มเหลว ดังกล่าวนั้นขอให้คิดว่างบประมาณหรือเงินกู้ที่เอามาลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่นนี้หรือว่าด้านการขนส่งโลจิสติกส์หรือในเรื่องของพลังงาน เปึนภาษีของประชาชน เปึนภาระของประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมขอเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลว่าขอให้นํานโยบายดังกล่าวนั้นไปปรับปรุง แล้วก็เขียนอย่างมีวิสัยทัศน์ให้เกิด ความเชื่อมั่นและเปึนอนาคตที่แท้จริงของประเทศครับ ขอบคุณมากครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วครับ เชิญครับ คุณสรวง

(นายวิเชียร ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (อุดรธานี) ได้ยืนและยกมือขึ้น)

มีอะไรครับ

นายวิเชียร ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิเชียร ขาวขํา ส.ส. อุดรธานี พรรคพลังประชาชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนขอประท้วงท่านประธานนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ข้อผิดพลาดอะไรมากมายนัก ขอประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๑๙ และข้อ ๔๕ ซึ่งข้อ ๑๙ ได้เขียนไว้ว่า สมาชิกรัฐสภาท่านใดต้องการจะอภิปรายให้ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ เพราะฉะนั้นผมยกมือมาตั้งแต่ท่านประธานยังไม่เข้ามานั่งแทนท่านประธานยงยุทธ เพราะฉะนั้นคนอื่นที่ท่านประธานเรียกนี่ไม่มีใครยกมือสักคน เพราะฉะนั้นผมถือว่า ท่านประธานทําผิดข้อบังคับนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อเปึนข้อคิดนิดหนึ่ง การใช้ดุลยพินิจของท่านประธานถือว่าเปึนเรื่องสําคัญ ขอบคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ประธานไม่ได้ใช้ดุลยพินิจเลย พรรคการเมืองทุกพรรคตกลงกันเองว่าจะให้ใครพูดตามลําดับอย่างไร แล้วก็ถือว่า เปึนข้อยุติที่ทุกฝ์ายตกลงกันแล้วเพราะฉะนั้นก็พูดกันไปตามนั้น ถ้าคุณวิเชียรจะพูด ก็ควรจะตกลงกับพรรคของคุณวิเชียรเพื่อที่จะกําหนดลําดับ สําหรับประธานไม่มีส่วน ได้เสีย ใครจะพูดก่อนพูดหลังไม่เกิดปัญหาสําหรับประธานทั้งนั้น เพราะฉะนั้นกรุณา ตกลงกันข้างล่างก็แล้วกันนะครับ

นายวิเชียร ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ครับ ผมเรียนท่านประธานเรื่องข้อบังคับนะครับ ไม่ใช่ข้อตกลงของพรรคนะครับ ผมนั่งอยู่ ตรงนี้แล้วพร้อมที่จะพูด พร้อมที่จะอภิปรายนี้ผมถือว่าผมทําถูกต้องตามข้อบังคับ เพราะฉะนั้นผมมีสิทธิประท้วงท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เมื่อสมาชิกทั้งหมดตกลง อย่างนั้นก็ต้องถือว่าสภายกเว้นข้อบังคับข้อนั้นเพื่อที่จะดําเนินการไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ ถ้าไม่เปึนไปตามที่ตกลงการประชุมก็จะไม่ราบรื่น เพราะฉะนั้นก็ต้องไปพูดจากันในพรรค กันไปนะครับ คุณสรวงอยู่ไหมครับ เชิญคุณสรวงครับ

นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สระแก้ว

สรวงศ์ครับ ท่านครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

อ้อ สรวงศ์ ขอประทานโทษครับ

นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สระแก้ว 🔗

ครับผม กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระแก้ว พรรคประชาราช กระผม ขอใช้สิทธิในการอภิปรายครั้งนี้สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในกรณีเร่งด่วนมีทั้งหมด ๓ เรื่องครับ

เรื่องแรก คือการวางระบบการถือครองที่ดิน และกําหนดแนวเขตการใช้ ที่ดินให้ทั่วถึงและเปึนธรรม เปึนที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า ปัญหาที่ดินทํากินของ พี่น้องเกษตรกรในชนบทเปึนปัญหาที่หลาย ๆ รัฐบาลพยายามที่จะแก้ไข และออก เอกสารสิทธิตลอดจนโฉนดที่ดินให้กับพี่น้องเกษตรกร แต่ปัญหาเหล่านั้นก็ยังไม่ได้รับ การแก้ไขอย่างทั่วถึงและชัดเจน กระผมก็อยากจะขอวิงวอนให้กับรัฐบาลชุดนี้ ได้แก้ปัญหาที่ดินทํากินให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างทั่วถึงและเปึนธรรม อย่างที่ได้บัญญัติ ไว้ในนโยบาย

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการขยายพื้นที่ชลประทาน และเพิ่มประสิทธิภาพ ในระบบชลประทานของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ เรื่องของชลประทานเปึนเรื่อง ที่คนไทยทั้งประเทศให้ความสําคัญมาก จะสังเกตเห็นถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงงานเกี่ยวกับเรื่องของน้ํา อยู่ตลอดเวลา แต่ประเทศไทยเปึนประเทศที่แปลกอย่างหนึ่งครับ รัฐบาลจะต้องเสีย งบประมาณไม่ใช่น้อย ๆ ทุกป้อย่างแน่นอน ที่ผ่าน ๆ มา ๒ เรื่อง ที่จะต้องเสียเงินไป คือถ้าฝนมาเขาก็เรียกว่าเปึนเบี้ยอุทกภัย ถ้าฝนแล้งก็เปึนเบี้ยภัยแล้ง อย่างนี้ทุกป้นะครับ สิ่งที่กระผมนั้นอยากจะฝากถึงรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็ขอให้กําลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ผมขอเสนออย่างนี้ครับว่า การจะใช้งบประมาณต่าง ๆ เพื่อจะมาทดแทน แล้วก็บํารุง ในสิ่งที่เปึนทรัพยากรธรรมชาติที่ประเทศไทยเคยมีอยู่ให้กลับมาเหมือนเดิม กระผมปัจจุบัน อายุ ๓๒ ป้ เกิดป้ ๒๕๑๘ ขณะนั้นประชากรประเทศไทย มีอยู่ ๑๘ ล้านคน ผมเกิดไม่ทัน หรอกครับที่จะเห็นในน้ํามีปลาในนามีข้าว สิ่งที่ผมเห็นในปัจจุบันคือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ ทางด้านอีสานพื้นดินแตกระแหง พอน้ํามาน้ําก็ท่วม นี่คือสิ่งที่กระผมนั้นอยากจะฝากให้ รัฐบาลชุดนี้ได้แก้ปัญหาระบบชลประทานอย่างจริงจังนะครับ โดยการนําโครงการในพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับปรุง มาใช้ มาสร้างให้เปึนรูปธรรมให้ได้นะครับ ยกตัวอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งผมยังเห็นอยู่ ปัจจุบันนี้ คลองรังสิตเปึนสายหลัก แล้วก็มีเปึนคลองก้างปลาออกมาเปึนคลองหนึ่ง คลองสอง คลองสาม ตลอดจนไปเกือบจะถึงธัญบุรีโน่นนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมอยากจะให้รัฐบาลชุดนี้ได้เน้นให้เกิดเปึนรูปธรรมให้ได้นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากจะกล่าวถึงคือ ประเด็นในเรื่องของการศึกษา ผมขอใช้ตรงนี้นะครับว่า กระผมเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลที่จะให้คอมพิวเตอร์ แลปท็อปกับน้อง ๆ นักเรียนทุก ๆ คนให้ได้มีการใช้คอมพิวเตอร์เกิดขึ้น แต่ผมกราบเรียน อย่างนี้นะครับว่า เปึนสิ่งที่แปลกอย่างหนึ่งว่าทุกท่านคงจะสังเกตเห็นเด็กสมัยนี้ มีความก้าวร้าว ไม่มีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่แม้แต่กับพ่อกับแม่ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ น่าแปลกนะครับ เปึนเพราะว่าสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเขาที่ผ่านมา สมัยผมมีการเรียน การสอนอาจารย์ไม่ได้หันหลังให้นักเรียนตลอดเวลาเขียนกระดาน พอออดเลิกเรียนปุ็บก็ยังมี การจับกลุ่มคุยกัน อาจารย์ก็ยังมีการคุยกับลูกศิษย์ แต่สมัยนี้ต้องยอมรับนะครับว่า ที่เกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นแล้วจะเปึนปัญหาใหญ่ในอนาคต เพราะว่าเราไปเน้นในการที่จะ ใช้เครื่องมาสอนคน เราไม่ได้ใช้คนมาสอนคนนะครับ สิ่งที่แปลกก็คือข้าราชการครู ข้าราชการหมอ ที่เปึนครู เปึนหมอ เดี๋ยวนี้สังเกตเห็นนะครับการเรียนที่จะผลิตครู ออกมานี่ไม่มีใครอยากเรียนครูแล้วครับ เพราะอะไร เงินเดือนต่ํา ครูบ้านผมสระแก้ว บางโรงเรียนนักเรียน ๓๐๐ คน ๒๐๐ คน ครู ๕ คน ๖ คน แล้วจะเอาที่ไหนไปสอนเด็กครับ ครูคนหนึ่งสอน ๓–๔ วิชา นี่ละครับคือปัญหา ข้าราชการครูสมมุติว่าป้นี้เกษียณ ๑๐๐ คน บรรจุเข้ามาใหม่เพียง ๒๐–๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น บุคลากรน้อยลงเรื่อย ๆ ผมอยากจะ เน้นตรงนี้นะครับว่าผมอยากจะให้รัฐบาลชุดนี้เน้นในเรื่องของการสร้างบุคลากรในการ เพิ่มบุคลากรที่จะติดอาวุธให้กับเยาวชนของชาติที่จะไปสู้รบในเรื่องของการทํามาหากิน กับต่างประเทศในอนาคต ผมเห็นด้วยนะครับในเรื่องของคอมพิวเตอร์ แต่อย่างที่มี ท่านสมาชิกจากพรรคชาติไทยได้พูดเปรียบกันเหมือนกับว่าการให้รถกับคนที่ขับรถไม่เปึน เดี๋ยวนี้โรงเรียนตามชนบทไม่ใช่ไม่มีคอมพิวเตอร์นะครับ มีแต่ใช้กันไม่เปึนนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะอย่างนี้นะครับว่า อยากจะสนับสนุนในทุก ๆ นโยบายที่รัฐบาล ชุดนี้ได้ร่างขึ้นมา แต่ผมอยากจะให้ข้อสังเกตใน ๓ ข้อหลัก ๆ ที่กระผมได้เสนอไปนะครับ ในการที่เราจะต้องเน้นเรื่องการใช้คนมาสอนคนให้เวลากับเด็ก ให้เขาได้บอกเรา ให้เขาได้รู้ว่าเราเอาใจใส่เขา ไม่ใช่ว่าเอะอะอะไรก็จะใช้เครื่อง ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้ทีวี ไปสอนเขา ครูแทนที่จะหันก้นให้เด็กเขียนกระดาน เขียนอย่างเดียวเลย พอถึงเวลา ออดหมดเวลาก็แยกย้ายกันไปใครสงสัยอะไรก็ไปเรียนพิเศษเพิ่มเอา นี่คือการสร้างรายได้ ที่ไม่เหมาะสมนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนให้กับรัฐบาลชุดนี้ผ่านท่านประธานให้ได้ให้ความสําคัญกับเยาวชน ของชาติให้มากกว่านี้ เพราะว่าคนรุ่นกระผม ผมพูดเรื่องนี้ที่เข้าใจ เพราะว่าก็เพิ่งผ่าน วัยรุ่นมาหมาด ๆ ก็อายุไม่มากเท่าไร แต่ว่าก็ได้รับฟังจากน้อง ๆ เยาวชนทั้งเด็กกรุงเทพฯ แล้วก็เด็กต่างจังหวัดด้วยนะครับ งบประมาณต่าง ๆ ในการที่จะเอาไปซื้อคอมพิวเตอร์ ซื้ออะไรอย่างนี้ ผมอยากจะเห็นแค่ว่าเด็กในชนบท น้อง ๆ นักเรียน มีเสื้อผ้า มีหนังสือ ใหม่ ๆ ได้ใช้ ผมเคยไปเปึนตัวแทนในการมอบรางวัล สมมุติว่าประกาศชื่อขึ้นมาว่า นายสรวงศ์ เทียนทอง แต่ขึ้นมาเปึนเสื้อผู้หญิง เปึนเด็กหญิงอะไรไม่รู้ แต่เปึนผู้ชายขึ้นมา อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเห็นในอนาคตมากกว่าที่จะให้น้อง ๆ นักเรียนนั้นได้ถือ คอมพิวเตอร์ไปเรียนตามชนบท ให้น้อง ๆ ของผมได้ใส่เสื้อใหม่ รองเท้าใหม่ ถุงเท้า ไม่ต้องขาดไปเรียนนะครับ ผมก็ขอกราบขอใช้เวลารัฐสภาเพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณ มากครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ขอเชิญคุณหมออําพล

นายอําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา ในนามของคณะกรรมาธิการ สาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่านครับ เปึนประธานครับ กระผมใคร่ขออนุญาตอภิปราย แสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในด้านการพัฒนาสุขภาพประชาชน ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารนโยบายหน้า ๙ ข้อ ๒.๓ นโยบายการพัฒนาสุขภาพ ของประชาชนรวม ๔ ประเด็นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หากอภิปรายไปแล้ว อาจจะเลย ๒๐ นาทีบ้างเล็กน้อย ขอความกรุณาท่านประธานได้กรุณาใช้ดุลยพินิจ ให้ความเมตตา เพราะว่าสักครู่นี้โควตาของ สนช. นั้นได้ร่นเวลาสั้นเข้ามาประมาณ ๙ นาทีครับ หากท่านเห็นว่ายังเปึนสาระ แล้วก็เปึนประโยชน์ก็ขอความกรุณาท่านครับ

ประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธานที่เคารพ เปึนที่น่ายินดีครับที่รัฐบาล ได้เขียนไว้ในนโยบายข้อ ๒.๓.๑ นะครับ ว่าจะเพิ่มคุณภาพของระบบหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไม่เปึนอุปสรรคครับ ท่านประธานครับ ในปัจจุบันนี้คุณภาพบริการของการบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยังมีปัญหาและมีอุปสรรคมากมายที่ทําให้ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการที่ดีครับ กระผมจะขอ อนุญาตนําเรียน ๓ เรื่องด้วยกันครับ เรื่องที่ ๑ ครับ ปัจจุบันนี้ยังมีความเหลื่อมล้ํากัน อย่างมากระหว่างประชาชนที่อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔๘ ล้านคนนะครับ กับผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคมและกลุ่มข้าราชการ พนักงาน รัฐวิสาหกิจและครอบครัว โดยประชาชนที่อยู่ในกลุ่มแรกนี้ ๔๘ ล้านคน ได้รับงบประมาณ สนับสนุนเพียงป้ละประมาณ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และครอบครัวซึ่งมีจํานวนไม่ถึง ๑๐ ล้านคน ใช้งบประมาณรักษาพยาบาลสูงถึงป้ละ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ตรงนี้เปึนความเหลื่อมล้ําที่รุนแรง เพราะฉะนั้นคุณภาพบริการ สําหรับประชาชน ๔๗–๔๘ ล้านคนจึงมีปัญหามาโดยตลอด ตรงนี้กระผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครับว่ารัฐบาลมีนโยบายอย่างไรที่จะลด ความเหลื่อมล้ําตรงนี้เพื่อจะไปเพิ่มคุณภาพบริการให้กับประชาชนภายใต้ระบบหลักประกัน ที่รัฐบาลได้กล่าวถึงครับ

สําหรับเรื่องที่ ๒ ในประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน การจัดบริการสาธารณสุข ให้แก่คนไทยภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ๔๘ ล้านคนนี้นะครับ ประชาชนส่วนใหญ่ เปึนชาวบ้านที่อยู่ในภูมิภาคและชนบทครับ ประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์ พยาบาล เรื้อรังรุนแรงมาโดยตลอด ประเทศไทยมีแพทย์โดยเฉลี่ยโดยประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ทํางานอยู่ในเมืองและในกรุงเทพฯ เปึนส่วนใหญ่ ทํางานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนระดับ อําเภอทั่วประเทศเพียงประมาณร้อยละ ๑๐ เท่านั้นเองครับ คือประมาณ ๓,๐๐๐ คน แต่ต้องแบกรับภาระบริการประชาชนกว่าครึ่งประเทศ แพทย์ พยาบาลเหล่านี้ต้อง ทํางานหนักอยู่ในภาวะงานล้นมือ เครียดและเหน็ดเหนื่อย ในขณะที่ประชาชนนั้น คาดหวังในเรื่องของสิทธิและคาดหวังคุณภาพบริการที่สูงขึ้น จึงเกิดปัญหาความขัดแย้ง มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป์วยมากขึ้นตามลําดับ ในขณะเดียวกันนั้น รัฐบาลได้มีนโยบายขยายบริการธุรกิจสุขภาพ ซึ่งเขียนไว้ในนโยบายปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการนะครับ อยู่ในข้อ ๓.๒.๓.๒ หน้า ๑๕ ซึ่งนโยบาย ขยายบริการธุรกิจสุขภาพนี้เปึนนโยบายที่มุ่งผลกําไรทางเศรษฐกิจเปึนหลัก แต่ในขณะเดียวกันนโยบายนี้จะเปึนตัวดูดแพทย์ พยาบาลให้เข้าเมืองมากขึ้นเพื่อไป รองรับการจัดบริการให้กับต่างชาติ ก็จะเปึนการซ้ําเติมปัญหาการขาดแคลนแพทย์ พยาบาลในชนบทรุนแรงมากขึ้น ตรงนี้ก็เปึนคําถามครับสําหรับรัฐบาลว่ามีนโยบาย และมาตรการที่จะแก้ปัญหาความรุนแรงอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะดูไปแล้วนโยบาย ทางด้านเศรษฐกิจประเด็นนี้และนโยบายทางด้านสังคมที่เกี่ยวกับสุขภาพนั้นจะขัดแย้ง กันอยู่ในตัวครับ

เรื่องที่ ๓ ในประเด็นที่ ๑ เรื่องนี้เปึนเรื่องปัญหาการเข้าถึงยาของผู้ป์วยที่ อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปัญหานี้เปึนปัญหาใหญ่ครับ เพราะรัฐบาล มีงบประมาณให้ผู้ป์วยต่อหัวเพียงป้ละประมาณ ๒,๑๐๐ บาทเศษต่อคน ในขณะที่ จําเปึนต้องขยายชุดสิทธิบริการ ชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพราะมีโรคภัยไข้เจ็บ เพิ่มขึ้น และยาหลายชนิดมีราคาแพง เพราะยังเปึนยาที่ติดสิทธิบัตรอยู่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการเข้าถึงยาจําเปึนของผู้ป์วยภายใต้ระบบหลักประกันนี้ เปึนเรื่องที่สําคัญ ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วได้มีการดําเนินการมาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ เหนือสิทธิบัตรยา ที่เรียกว่า คัมพัลซะรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ขอประทานโทษ ที่ใช้ภาษาอังกฤษครับ หรือที่คนไทยขณะนี้รู้จักกันว่า ซีแอล (CL) เรื่องนี้กรรมาธิการ สาธารณสุขของสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ติดตามศึกษามาตลอดอย่างใกล้ชิดครับ พบข้อมูลดังนี้ครับท่านประธานครับ รัฐบาลชุดที่แล้วได้นําการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐเหนือ สิทธิบัตรยา ผมจะเรียกสั้น ๆ ว่าซีแอลนี้นะครับ สําหรับยาต้านไวรัส ๒ รายการ ยาละลาย ลิ่มเลือดในผู้ป์วยโรคหัวใจ ๑ รายการนะครับ เพื่อทําให้สามารถซื้อยาชื่อสามัญตัวเดียวกัน ในราคาที่ถูกลงเปึน ๑๐ เท่ามาใช้รักษาผู้ป์วย ทําให้สามารถประหยัดงบประมาณได้ป้ละ เปึนพันล้านบาทครับ สามารถนําเงินที่ประหยัดได้ไปขยายสิทธิให้กับผู้ป์วยไตวายเรื้อรัง สามารถฟอกไตได้เปึนพันคนนะครับ แล้วก็สามารถขยายการเข้าถึงยาของผู้ป์วยเอดส์และ ผู้ป์วยโรคหัวใจภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้เปึนหมื่นคน และรัฐบาลยังได้ ขยายการทําซีแอลเพิ่มอีก ๔ รายการ สําหรับยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็ง กระเพาะอาหาร มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านมที่มีราคาแพงมาก ซึ่งก็จะสามารถทําให้ผู้ป์วย ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้าถึงยาเหล่านี้เพิ่มขึ้นประมาณ ๑๐,๐๐๐–๑๒,๐๐๐ ราย และประหยัดงบประมาณได้ป้ละถึง ๔,๐๐๐–๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ

ท่านประธานที่เคารพ เรื่องซีแอลนี้กระผมขออนุญาตขยายความเพิ่มเติม โดยสังเขปดังนี้ โดยหลักการแล้วเปึนหลักการสากลของการที่มีกฎหมายทรัพย์สิน ทางปัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งบ้านเราก็มีกฎหมายสิทธิบัตรบังคับใช้อยู่ กฎหมายนี้ รัฐจะให้สิทธิบัตรหรือเอกสารสําคัญที่รัฐออกให้แก่ผู้ลงทุนในการวิจัยเพื่อการพัฒนา หรือประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ที่สามารถนํามาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยรัฐให้สิทธิผูกขาดแก่ ผู้ทรงสิทธิในการนําเข้า จําหน่าย หรือใช้ผลิตกรรมนั้นเปึนเวลานานถึง ๒๐ ป้ ก็เพื่อให้ผู้ลงทุน ได้ถอนทุนจากทรัพย์สินทางปัญญาของตน เรื่องยาก็เข้าข่ายเรื่องนี้ครับ เมื่อบริษัทยา ข้ามชาติจดสิทธิบัตรยา เขาก็จะได้รับการคุ้มครองนานถึง ๒๐ ป้ แล้วก็จะสามารถกําหนด ราคายาที่สูงได้เพราะไม่มีคู่แข่ง โดยอ้างว่าการผลิตยาแต่ละตัวต้องลงทุนศึกษาวิจัย และพัฒนาด้วยต้นทุนที่สูงมาก แต่ในความเปึนจริงหาเปึนเช่นนั้นไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ หนังสือที่กระผมถืออยู่นี้คือหนังสือกระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาตินะครับเปึนภาษาไทย ที่แปลมาจากหนังสือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า เธอะ ทรูธ อะเบาท์ เธอะ ดรัก คัมพะนีส์ (The Trugh About the Drug Companies) ซึ่งเขียนโดยแพทย์หญิงมาร์เซีย แอนเจลล์ ซึ่งเปึน ผู้ที่มีวิชาการและก็ได้รับการยอมรับในสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิง ประจักษ์นะครับ พบว่าธุรกิจยาในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าสูงถึง ๒ แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ ๘ ล้านล้านบาทต่อป้ครับ ระบบผลิตและจําหน่ายเปึนระบบที่ซับซ้อนและดํามืด ที่เรียกว่า ดํามืด ก็คือป่ดลับ ประชาชนทั่วไปรู้แต่เพียงที่บริษัทยาบอกว่าเราทําเพื่อประชาชน ยาแพงเพราะเราลงทุนวิจัยมาก แต่ข้อเท็จจริงที่แพทย์หญิงผู้นี้ได้ศึกษาวิจัยพบว่า การวิจัยส่วนใหญ่ในการผลิตยาใหม่ไม่ได้ทําโดยบริษัทยาครับ แต่เปึนการลงทุน โดยรัฐ คือใช้เงินของสาธารณะ บริษัทยาได้กําไรมหาศาลบนความเจ็บป์วยของประชาชน ราคายาแพงทําให้คนจนทั้งในสหรัฐอเมริกาเองและในโลกไม่สามารถเข้าถึงยาจําเปึน ต่อชีวิตได้ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยาบางรายมีเงินเดือนแต่มีค่าตอบแทน ประจําป้ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อคนต่อป้ ไม่นับรวมหุ้นที่มีอยู่ ในบริษัทอีก เงินที่บริษัทยาจํานวนมากใช้ ใช้เพื่อการวิ่งเต้นนักการเมือง ในการออก กฎหมายหรือยับยั้งการออกกฎหมาย ซึ่งจะยังประโยชน์ให้กับบริษัทยา ตรงนี้อาจจะต้อง ขีดเส้นใต้ไว้สัก ๒–๓ เส้น สําหรับที่เราจะได้ดูกันต่อไปนะครับ และยังทําให้ประชาชน เสียประโยชน์ในการเข้าถึงยา เพราะราคาแพงมาก ในประเทศสหรัฐอเมริกาเองครับ คนอเมริกาซื้อยาแพงมากก็จะไปขอซื้อยาที่ประเทศข้างเคียง ที่แคนาดาซึ่งถูกกว่า บริษัทยาก็วิ่งเต้นให้รัฐสภาออกกฎหมายห้ามประชาชนของตัวเองซื้อยาจากต่างประเทศ และมีการใช้เงินเข้าไปครอบงําอยู่ในระบบการทํางานของระบบของสํานักงานอาหาร และยาต่าง ๆ ในประเทศต่าง ๆ เปึนจํานวนมาก ที่กระผมกราบเรียนตรงนี้เพื่อจะ ให้เห็นว่าอิทธิพลของบริษัทยาข้ามชาตินั้นมากมายสักเพียงใดครับ ท่านประธานครับ เมื่อความจริงเปึนดังนั้น ในระดับสากลเขาจึงมีข้อตกลงสําคัญเกิดขึ้นที่เรียกว่า ประกาศที่ กรุงโดฮา ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับคือ โดฮา เดคคลาเรชั่น ออน ทริพส์ แอนด์ พับลิก เฮลธ์ (Doha Declaration on Trips and Public Health) นะครับ ข้อตกลงนี้ เปึนข้อตกลงภายใต้องค์การค้าโลกนะครับ เขากําหนดว่าประเทศสมาชิกองค์การค้าโลก สามารถออกกฎหมายหรือมาตรการยืดหยุ่นให้รัฐหรือผู้อื่นใช้สิทธิแทนผู้ทรงสิทธิได้ ในกรณีที่ทําเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลเจ้าของธุรกิจที่ผูกขาด สิทธิบัตรอย่างไร้คู่แข่ง ซึ่งถ้าไม่มีช่องทางนี้ในการถ่วงดุลนะครับ ประชาชนก็จะเกิดปัญหา การเข้าไม่ถึงการบริโภคสินค้าและยาจําเปึน ข้อตกลงนี้เปึนข้อตกลงสากลครับ ท่านประธานครับ กฎหมายสิทธิบัตรของประเทศเราก็เขียนรองรับข้อตกลงนี้ บริษัทยา ทุกแห่งทราบข้อตกลงนี้มาโดยตลอดและทราบกฎหมายนี้มาโดยตลอดครับ ประเทศ ที่พัฒนาแล้วทุกประเทศก็ทราบ แล้วมีการใช้มาตรการการทําซีแอลกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเปึนสหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี บราซิล ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เปึนต้นครับ ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ แต่ประเทศไทย เราไม่เคยทํามาก่อนครับ จนกระทั่งรัฐบาลที่ผ่านมาได้ทําซีแอลเปึนครั้งแรก เพราะว่า ประเทศไทยต้องดูแลผู้ป์วยภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ ๒๕๔๕ ครับ เพื่อจะให้คนไทยเข้าถึงยาได้ทั่วถึง กฎหมายสิทธิบัตรของไทย ได้กําหนดให้กระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องมีอํานาจบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาได้ เมื่อทําซีแอลแล้วรัฐยังต้องจ่ายลิขสิทธิ์นะครับ ค่าลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทที่เปึนผู้ทรงสิทธิ ในอัตราที่สมเหตุสมผล และบริษัทยาผู้ทรงสิทธิถ้าไม่พอใจก็สามารถให้กรมทรัพย์สิน ทางปัญญาชี้ขาดได้ ไม่ได้เอามาฟรีนะครับ จากนั้นรัฐก็มีสิทธิที่จะสั่งยาชนิดเดียวกัน ที่ผลิตโดยบริษัทยาอื่นที่เปึนสูตรสามัญที่มีมาตรฐานเดียวกันจากบริษัทยาอื่น ซึ่งมักจะ ถูกกว่าเปึนสิบ ๆ เท่ามาใช้ในการรักษาผู้ป์วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งรัฐ ซึ่งอันนี้ เปึนเหตุผลว่าที่กระผมกราบเรียนว่าทําไมรัฐประหยัดเงินได้มากและขยายบริการได้มาก แต่รัฐไม่มีสิทธิเอายานี้ไปขายเปึนเชิงการค้า หรือขายในท้องตลาดทั่วไปนะครับ กระผมจะกราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ยกตัวอย่างยาชนิดหนึ่งเปึนยารักษา มะเร็งเต้านมบริษัทยาผู้ทรงสิทธิผลิตและขายเม็ดละ ๒๓๐ บาท ผู้ป์วยต้องทานวันละเม็ด เดือนหนึ่งก็ประมาณ ๗,๐๐๐ บาท แต่ยาเดียวกันนี้ผลิตเปึนยาสามัญบริษัทอื่นผลิต ที่ไม่ใช่บริษัทผู้ทรงสิทธิยาราคาเม็ดละเพียง ๖ บาท ถึง ๗ บาทเท่านั้น ราคาถูกกว่ากัน ๓๐ เท่าครับ เพราะฉะนั้นนโยบายการทําซีแอลนี้ก็เพื่อจะทําให้คนไทยภายใต้ระบบ หลักประกันสุขภาพเข้าถึงยา การใช้มาตรการทําซีแอลเช่นนี้นะครับ รัฐสามารถทําได้เพราะถูกหลักสากล ถูกกฎหมาย สากลและกฎหมายไทย รัฐสามารถประหยัดงบประมาณ ขยายการเข้าถึงยาให้กับ ประชาชนได้อย่างชัดเจน ท่านประธานครับ มีบางท่านเปึนห่วงว่าการทําซีแอลจะเปึนเหตุ ให้ต่างชาติโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาใช้เปึนเงื่อนไขตอบโต้ทางการค้าและจะกระทบ การส่งสินค้าออกของประเทศไทยไปยังสหรัฐอเมริกา ข้อเท็จจริงเปึนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ สหรัฐอเมริกาไม่สามารถนําประเด็นซีแอลมาใช้เปึนข้ออ้างตัดสิทธิ ทางด้านการค้าหรือกีดกันทางด้านการค้าให้กับประเทศไทยได้เลย เพราะประเทศไทย ได้ทําตามข้อตกลงสากล และประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ใช้ทําซีแอลด้วยเช่นเดียวกัน การที่สหรัฐอเมริกาได้จัดประเทศไทยอยู่ในประเทศที่ต้องเฝัาระวังเปึนพิเศษเมื่อป้ที่แล้ว หรือไพรออริตี้ วอช ลิสท์ (Priority watch list) นะครับเมื่อป้กลาย สหรัฐอเมริกาไม่ได้อ้าง เหตุผลการทําซีแอลของประเทศไทยครับ แต่ประเด็นที่สหรัฐอเมริกานํามาอ้างนั้น เปึนเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์อื่น ๆ เช่น เรื่องเทปผี ซีดีเถื่อน เปึนต้น ไม่ได้นําประเด็นเรื่อง ซีแอลมาใช้เปึนข้ออ้าง เพราะการทําซีแอลนั้นถูกต้องตามหลักสากลและถูกตามกฎหมาย และประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ทําครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนโยบายมาตรการ บังคับใช้สิทธิโดยรัฐเหนือสิทธิบัตรยานี้ก็เพื่อให้ผู้ป์วยภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ของรัฐเองเข้าถึงยาจําเปึนโดยถ้วนหน้า ซึ่งก็ตรงกับนโยบายของรัฐบาลซึ่งกระผม กราบเรียนตอนต้นที่รัฐบาลเขียนไว้ว่า เพิ่มคุณภาพของระบบหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า และให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไม่มีอุปสรรคนะครับ ไม่เปึนอุปสรรค ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ช่วงที่ผ่านมานี่ท่าทีของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้แสดงออกถึง แนวทางการบริหารงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนที่รัฐบาลจะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันนี้ ดูคล้ายกับว่าอาจจะไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้เมื่อเช้าวันนี้เองครับ กระผมใคร่ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานผ่านไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่ารัฐบาล มีนโยบายต่อเรื่องนี้อย่างไรกันแน่ รัฐบาลจะยืนข้างประโยชน์ของประชาชนภายใต้ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ๔๘ ล้านคน และระบบสวัสดิการอื่นของรัฐตามนโยบาย ที่แถลงไว้ หรือจะเลือกยืนอยู่ข้างผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มธุรกิจข้ามชาติ เปึนหลักครับ

ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๒ ครับ ประเด็นที่ ๒ กระผมอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนเรื่องการกระจายอํานาจและการกระจายบริการสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลได้เขียนนโยบายไว้ในข้อ ๘.๑.๖ ๘.๑.๗ หน้า ๒๕ นะครับ ในนโยบายการเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ในด้านงานด้านสาธารณสุขนะครับ รัฐบาล ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ ซึ่งรัฐบาลอาจจะคิดอยู่แล้วนะครับ กระผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ในปัจจุบันประเทศของเราในด้านสุขภาพนั้นได้มี พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ใช้แล้ว มีการจัดงบประมาณบริการสาธารณสุขให้ประชาชนแบบต่อหัว ต่อคนต่อป้นะครับ ต่อหัวต่อคนต่อป้นี่ก็พูดซ้ําครับ จริง ๆ ก็คือต่อคนต่อป้นะครับ ไม่ได้จัดสรรผ่านกระทรวงสาธารณสุขแบบเดิมแล้ว แต่โรงพยาบาล สถานบริการ และสถานีอนามัยของกระทรวงสาธารณสุขยังคงเปึนสถานบริการของรัฐที่ขึ้นกับ กระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิมในอดีต ยังคงถูกพันธนาการด้วยการบริหารด้วยระบบ และระเบียบราชการรวมศูนย์เช่นเดิมทุกอย่าง ซึ่งทําให้ขาดความคล่องตัวในการบริหาร ทั้ง ๆ ที่ปรับระบบการเงิน การคลังไปแล้วอย่างสิ้นเชิงก็จะเจอปัญหามากมาย ทั้งเรื่อง การหาตําแหน่งบรรจุบุคลากรใหม่ ซึ่งก็จะไปติดขัดข้อจํากัดมาตรการควบคุมขนาด กําลังคนภาครัฐ ทําให้เปึนงูกินหางแก้ปัญหาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ระบบการเงินการคลังเปลี่ยนไปแล้ว รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ และป้ ๒๕๕๐ ก็ได้กําหนดทิศทางกระจายอํานาจไว้ชัดเจน ปัจจุบัน เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ มีอํานาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะ เรามีการทดลองให้โรงพยาบาลบางแห่งออกไปบริหารในรูปแบบองค์การมหาชน เช่น โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ซึ่งก็ทํางานประสบความสําเร็จได้ดีมาก เรามีการทดลองถ่ายโอน สถานีอนามัยให้ อบต. เพื่อที่มีความพร้อมรับไปบริหารจัดการนะครับ ดูแลจัดบริการ สาธารณะ แต่เรื่องนี้ไม่มีความชัดเจนในนโยบายของรัฐบาล กระผมใคร่ขออนุญาต กราบเรียนรัฐบาลว่ามีนโยบายผลักดันเรื่องการกระจายอํานาจ และการจัดบริการ สาธารณสุขออกไปจากกระทรวง ทบวง กรมที่อยู่กับรัฐบาลกลางอย่างไรหรือไม่นะครับ จะมีการผลักดันสิ่งที่ทําแล้ว และทดลองทําอยู่ให้ขยายผลหรือไม่อย่างไรครับ

ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธานครับ เรื่องนโยบายการจัดการกับผลกระทบ ด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ เรื่องนี้ไม่พบว่ามีการเขียนไว้ในนโยบาย ด้านสุขภาพหรือในส่วนใด ๆ ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้ประชาชนได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ เพิ่มขึ้นมากมายครับ ยกตัวอย่างเช่น ที่มาบตาพุด ที่ระยอง ผู้ป์วยเจ็บป์วยเรื้อรังเปึนมะเร็ง เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศชัดเจน ผลกระทบด้านสุขภาพจากการทําเหมือง จากโรงไฟฟัาและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ ก็ได้ เขียนไว้ชัดเจนว่า การดําเนินโครงการหรือกิจกรรมอันก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทํามิได้ เว้นแต่ได้ศึกษาผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนก่อน ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ป้ ๒๕๕๐ ที่ให้มีการประเมินผลกระทบ ด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ โดยให้สิทธิประชาชนร้องขอให้มีการประเมินผลกระทบ และมีสิทธิเข้าร่วมด้วย ข้อนี้กระผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่ารัฐบาลได้มีการกําหนด เปึนนโยบายเอาไว้หรือไม่อย่างไรนะครับ หรือกระผมหวังว่ารัฐบาลคงไม่คิดหวังว่าจะให้ ประชาชนได้รับผลกระทบต่อไป ต้องเผชิญชะตากรรมด้วยตัวเองต่อไปตามลําพัง

ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้าย ขออนุญาตใช้เวลาอีกนิดเดียว ประเด็นที่ ๔ ประเด็นนี้ก็ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐบาลด้านสุขภาพ แต่กระผม ในนามของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอฝากรัฐบาล พิจารณาร่างกฎหมาย ๒ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจาก บริการสาธารณสุข ซึ่งมีการยกร่างกันไว้แล้วนะครับ โดยที่ฝ์ายราชการ ฝ์ายวิชาการ และฝ์ายประชาชนได้ร่วมกันยกร่าง เพื่อหวังให้มีกองทุนชดเชยความเสียหายให้แก่ประชาชน ที่ใช้บริการสาธารณสุขโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ทั้งนี้ก็เพื่อเปึนการเยียวยาผู้ป์วย ที่ได้รับผลเสียหายอย่างเหมาะสม ซึ่งจะทําให้สัมพันธภาพระหว่างผู้ป์วยกับแพทย์ดีขึ้น ลดความขัดแย้งระหว่างกันได้มาก เรื่องจะได้ไม่ต้องไปถึงโรงถึงศาลมาก อย่างในปัจจุบัน เรื่องนี้ขออนุญาตกราบเรียนฝากรัฐบาลได้กรุณาช่วยพิจารณาด้วยในรัฐบาลที่แล้วเรื่องนี้ ยังมาไม่ถึงสภานะครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถ ปัจจุบันนี้มี พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอยู่แล้ว แต่คณะกรรมาธิการ การสาธารณสุขได้ศึกษาเรื่องนี้แล้วมีความเห็นว่าระบบภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ล้าสมัยแล้วเมื่อบริบทต่าง ๆ เปลี่ยนไป มีการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในการบริหารผ่านเอกชนสูงมาก ในขณะที่ประชาชนผู้ประสบภัยไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ควรจะจัดระบบเสียใหม่ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขจึงได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ขึ้นมา มีอาจารย์ดอกเตอร์อัมมาร์ สยามวาลา ขอประทานโทษต้องเอ่ยนามท่านนะครับ เปึนประธานยกร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ขึ้นมา แล้วเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติให้ส่งไปให้รัฐบาลชุดที่แล้วพิจารณาดําเนินการ เนื่องจากเปึนพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ การเงินซึ่งสภาไม่สามารถดําเนินการเองได้ แต่รัฐบาลชุดที่แล้วยังมิได้ดําเนินการใด ๆ นะครับ จึงขออนุญาตฝากกราบเรียนท่านประธานไปถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าได้กรุณาช่วย พิจารณาและผลักดันให้เปึนผลสําเร็จต่อไปด้วย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณสามารถ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมดีใจที่รัฐบาลได้ให้ความสําคัญต่อรถไฟฟัาและที่ดีใจมากเปึนพิเศษ ก็คือรัฐบาลต้องการก่อสร้างรถไฟฟัา ๙ สาย ระยะทางกว่า ๓๐๐ กิโลเมตร ให้แล้วเสร็จ ภายใน ๓ ป้ ถ้าต้องการให้ประชาชนได้ใช้รถไฟฟัาในเร็ววันนี้ รัฐบาลควรที่จะคัดเลือก เส้นทางจากแผนแม่บทมาทําการก่อสร้าง ไม่ต้องศึกษาและออกแบบใหม่ให้เสียทั้งเงิน และเวลา แผนแม่บทรถไฟฟัาได้มีการศึกษากันมาแล้วอย่างรอบคอบ มีการปรับแก้แผน กันมาแล้วหลายครั้ง ใช้เงินไปไม่ต่ํากว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถึงแม้จะเปึนการคัดเลือก เส้นทางจากแผนแม่บทก็ตาม ก็ยังต้องใช้เวลาในการก่อสร้างอยู่ดี ยกตัวอย่าง เช่น การก่อสร้างเส้นทางสายสีม่วง จากบางใหญ่มาบางซื่อซึ่งมีความพร้อมมากที่สุด สมมุติว่าเริ่มหาผู้รับเหมาในวันนี้ กว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ก็เปึนเดือนมีนาคมป้หน้า เพราะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ การก่อสร้างใช้เวลาประมาณ ๓ ป้ รวมเวลาทั้งหมด นับตั้งแต่วันนี้ไม่น้อยกว่า ๔ ป้ จึงจะได้ใช้รถไฟฟัาสายสีม่วงครับ การก่อสร้างรถไฟฟัา ต้องใช้เวลาพอสมควร ในกรณีที่เปึนรถไฟลอยฟัาต้องใช้เข็มเจาะจํานวนมาก โดยที่สถานี จะต้องใช้เข็มเจาะสถานีละประมาณ ๓๖ ต้น และที่ทางวิ่งซึ่งมีเสารองรับทุก ๆ ระยะ ๓๐-๓๕ เมตร จะต้องใช้เข็มเจาะเสาละ ๑ ต้น การทําเข็มเจาะนั้น ๑ ต้น ใช้เวลา ๒ วัน หากต้องการเร่งรัด การก่อสร้างโดยเป่ดพื้นที่ก่อสร้างหลาย ๆ พื้นที่พร้อมกันก็จะยิ่งทําให้รถติดมากขึ้น ท่านประธานครับ เพื่อให้รถไฟฟัาเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน ผมมีเรื่องสําคัญ ขอเสนอ ๗ เรื่องครับ

เรื่องที่ ๑ ระบบอาณัติสัญญาณ อาณัติสัญญาณมีบทบาทสําคัญ ในการควบคุมการเดินรถปัองกันอุบัติเหตุไม่ให้รถไฟฟัาชนกัน อีกทั้งยังช่วยให้มีการใช้ ความจุของรางได้อย่างเต็มสมรรถนะ อาณัติสัญญาณมี ๒ ระบบ คือระบบป่ดกับระบบ เป่ด ระบบป่ด หมายถึงอาณัติสัญญาณที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับอาณัติสัญญาณของ ผู้ผลิตรายอื่นได้ทําให้รถไฟฟัาเส้นทางใหม่ที่จะมีการต่อขยายจําเปึนจะต้องใช้อาณัติ สัญญาณของผู้ผลิตรายเดิมเท่านั้น มิฉะนั้นรถไฟฟัาที่วิ่งอยู่บนเส้นทางเดิมจะไม่สามารถ วิ่งบนเส้นทางใหม่ได้ หลายท่านคงอยากทราบว่ารถไฟฟัาที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้นั้นที่เราใช้ กันอยู่ใช้อาณัติสัญญาณเปึนระบบป่ดหรือระบบเป่ด เรื่องนี้เปึนหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะต้องหาคําตอบและหาทางแก้ไขก่อนเดินหน้าขยายสายทางต่อไป

เรื่องที่ ๒ เปึนเรื่องรูปแบบการลงทุนรถไฟฟัา ท่านประธานครับ ถึงวันนี้ รัฐบาลจะต้องมีแนวทาง แนวคิดเรื่องรูปแบบการลงทุนที่ชัดเจน จะลงทุนทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรวมทั้งงานโยธา งานระบบรถไฟฟัา และว่าจ้างเอกชนให้เปึนผู้บริหาร เดินรถไฟฟัา โดยภาครัฐจะเก็บค่าโดยสารทั้งหมดหรือภาครัฐจะลงทุนเฉพาะงานโยธา แล้วให้เอกชนหารถไฟฟัามาวิ่ง ในกรณีที่ภาครัฐจะลงทุนเองทั้งหมดนั้นก็จะสามารถกําหนด อัตราค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่ประชาชนส่วนใหญ่สามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึง

เรื่องที่ ๓ เปึนเรื่องการเชื่อมต่อรถไฟฟัาที่กําลังจะก่อสร้างกับรถไฟฟัาที่มี อยู่แล้ว ท่านประธานครับ ผมมีความห่วงใยกับการก่อสร้างรถไฟฟัา ๒ สายคือ สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ซึ่งทางสายนี้น่าจะเปลี่ยนชื่อเปึนบางใหญ่-เตาปูน เพราะเปึน การขนผู้โดยสารมาปล่อยไว้ทิ้งที่เตาปูนหยุดอยู่เพียงแค่นี้เท่านั้น ไม่ได้ส่งต่อไปถึงสถานี บางซื่อซึ่งเปึนหัวใจสําคัญของระบบขนส่งมวลชนตามที่หลายท่านเข้าใจกัน สายที่ ๒ ที่น่าห่วงก็คือสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ที่บอกว่าน่าห่วงก็เพราะว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ก็ยังไม่สามารถเป่ดใช้ได้ เพราะไม่ได้เชื่อมต่อกับสถานีบางซื่อ เนื่องจากเส้นทาง ยังขาดด้วนอยู่อีกประมาณ ๑,๕๐๐ เมตร และยังไม่มีการยกระดับสถานีบางซื่อให้สูงขึ้น อีกด้วย

เรื่องที่ ๔ เปึนระบบขนส่งเสริม ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ไม่มีเมืองใดในโลกนี้ที่จะใช้รถไฟฟัาให้ได้ผลถ้าไม่มีรถเมล์ที่มีประสิทธิภาพมารองรับ ท่านประธานครับ รถเมล์ รถไฟฟัาจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน รถเมล์มีบทบาทสําคัญ ในการรับส่งผู้โดยสารระหว่างสถานีรถไฟฟัากับแหล่งงานและแหล่งที่อยู่อาศัย แต่หลายท่าน ไม่อยากใช้รถเมล์ เพราะต้องรอรถนาน ผู้โดยสารแน่น ดังนั้นจึงจําเปึนต้องมีการยกระดับ คุณภาพการให้บริการของรถเมล์

เรื่องต่อไปครับ เปึนเรื่องสําคัญนะครับ เปึนการส่งเสริมการผลิตรถไฟฟัา ในประเทศ การก่อสร้างรถไฟฟัา และรถไฟทางคู่เปึนระยะทางหลายพันกิโลเมตร ทําให้จําเปึนต้องมีการซื้อรถไฟและรถไฟฟัาเปึนจํานวนมาก ในปัจจุบันเราต้องพึ่งพา สิ่งเหล่านี้จากต่างประเทศทั้งหมด ทําให้ต้องเสียเงินตราให้กับต่างประเทศมากมาย ดังนั้นจะดีกว่าไหมครับ ถ้ารัฐบาลจะเตรียมพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟฟัาในประเทศ ซึ่งจะทําให้เกิดการจ้างงานเปึนจํานวนมาก ผมขอเสนอแนะให้รัฐบาลดําเนินการเปึน ๓ ระยะ ดังนี้ ระยะแรกผลิตซอฟต์แวร์ ระยะกลางตั้งโรงงานประกอบ ระยะยาว ตั้งโรงงานผลิต

เรื่องต่อไปครับ เปึนเรื่องที่ ๖ การวางผังเมืองเพื่อบูรณาการเส้นทาง รถไฟฟัา ท่านประธานครับ การต่อขยายสายทางรถไฟฟัาในอนาคตนั้นจะต้องมีการวาง ผังเมืองควบคู่กันไปด้วย เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ที่ดินบริเวณสถานีรถไฟฟัาอย่างเหมาะสม เปึนผลให้มีผู้โดยสารมากขึ้น ดังนั้นจึงจําเปึนต้องมีคณะกรรมการด้านการผังเมือง สําหรับโครงการรถไฟฟัาขนส่งมวลชน เพื่อกําหนดกรอบนโยบายแนวทางปฏิบัติ ในการจัดทําระบบการผังเมืองที่บูรณาการกับเส้นทางรถไฟฟัา

เรื่องที่ ๗ การชะลอ การปรับการก่อสร้างรถไฟฟัาบางเส้นทาง โครงข่าย รถไฟฟัาตามแผนแม่บทนั้นมีบางช่วงที่ซ้ําซ้อนกันอยู่ คือ สายสีน้ําเงินช่วงหัวลําโพง-บางหว้า เส้นทางช่วงนี้สามารถชะลอการก่อสร้างได้ เพราะผู้โดยสารสามารถเดินทางจากหัวลําโพง โดยใช้รถไฟฟัาใต้ดินและเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟัาบีทีเอส (BTS) ที่สถานีสีลมเพื่อเดินทางไปสู่ บางหว้า หากรัฐบาลใช้แนวคิดนี้ก็จะสามารถประหยัดเงินได้หลายหมื่นล้านบาทครับ ท่านประธานครับ การแก้ปัญหาจราจรในเมืองหลักในภูมิภาคนั้นจะทํากันอย่างไร ผมขอให้รัฐบาลให้ความสําคัญด้วยครับ

เรื่องต่อไป เปึนเรื่องรถไฟทางคู่ การสานต่อโครงการรถไฟทางคู่ซึ่งริเริ่มขึ้น โดยรัฐบาล ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ถือว่าเปึนนโยบายที่ดี ผมขอเสนอให้รัฐบาลเร่งก่อสร้าง รถไฟทางคู่ไปสู่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่ไม่มีสนามบิน เรื่องขนาดความกว้าง ของรางเวลานี้ทางรถไฟทั่วประเทศใช้รางที่มีความกว้าง ๑ เมตร รวมทั้งรถไฟทางคู่ด้วย ดังนั้นจึงมีความจําเปึนหรือไม่ที่จะก่อสร้างรถไฟทางคู่โดยใช้รางที่มีขนาด ๑.๔๓๕ เมตร และหากใช้รางขนาดนี้แล้วจะเชื่อมต่อกับทางรถไฟเดิมได้อย่างไร ผมเข้าใจดีครับว่า รางขนาด ๑.๔๓๕ เมตรนั้นมีความจําเปึนสําหรับรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งด้วยความเร็ว ตั้งแต่ ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป แต่เวลานี้รถไฟของเราวิ่งด้วยความเร็วแค่เพียง ประมาณ ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น เพราะมีจุดตัดกับถนนมากมาย และหากเปึน ทางคู่ความเร็วก็จะเพิ่มขึ้นเปึนประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ท่านประธานครับ ทุกคนอยากเห็นรถไฟของเราวิ่งด้วยความเร็วสูง แต่การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้น จะต้องมีการวางแนวเส้นทางใหม่ มีเขตทางวิ่งโดยเฉพาะ พร้อมทั้งมีการปรับแก้จุดตัดกับ ถนนด้วย และที่สําคัญควรก่อสร้างเมื่อรัฐบาลมีความมั่นใจว่ามีเงินมากเพียงพอที่จะ ช่วยเหลือค่าโดยสารให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งหมดนี้ผมขอฝากไปถึงรัฐบาลด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญคุณศุภชัยครับ อยู่ไหมครับ เชิญ พลเอก ปรีชาก่อนครับ

พลเอก ปรีชา โรจนเสน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก ปรีชา โรจนเสน ประธานคณะกรรมาธิการสามัญศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม จะขออภิปรายโดยรวม ๆ จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้อื่น อภิปรายไปแล้วนะครับ

ในประเด็นแรกผมจะอภิปรายเกี่ยวกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีนโยบายที่จะไม่แทรกแซง การโยกย้ายของกองทัพ หากท่านกระทําได้จริงกระผมคิดว่าท่านจะเปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือว่าภาษาทั่ว ๆ ไป เขาเรียกว่าล้วงลูก แต่อย่างไรก็ตามหากท่านกระทําได้จริงแล้วท่านก็จะต้องปกปัองไม่ให้ ผู้อื่นเข้าไปล้วงลูกด้วย ไม่ใช่ว่าท่านไม่ล้วงแต่ปล่อยให้คนอื่นล้วงก็เปึนเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

ในประเด็นที่ ๒ ท่านมีนโยบายในการปรับย้ายนายพล ซึ่งเรื่องนี้กระผม เห็นด้วยเปึนอย่างยิ่ง เพราะว่าจะเปึนการสร้างความเปึนธรรมให้แก่ข้าราชการทหาร เปึนอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันนี้นายพล ในฐานะที่กระผมเองก็เปึนนายพล ปรากฏว่า การโยกย้าย ปรับย้ายของนายพลที่เลื่อนยศเลื่อนตําแหน่งต่างกับไม่มีวาระในการโยกย้าย แต่ระดับ พันเอก (พิเศษ) ลงไปจนถึงร้อยตรี มีวาระในการโยกย้ายจะต้องมีระยะห่าง ในการโยกย้ายหรือว่าเลื่อนยศ เลื่อนตําแหน่งกี่ป้ ๆ ซึ่งเปึนเรื่องที่ไม่ถูกต้องผมเห็นด้วย เปึนอย่างยิ่งถ้านํานโยบายนี้มาปรับได้

ในประเด็นต่อไปคือ ความเด็ดเดี่ยวของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่ยังไม่พิจารณา บุคคลที่จะมาเปึนเลขานุการและเปึนที่ปรึกษารัฐมนตรี กระผมเห็นว่าบุคคลที่จะมา เพราะว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์อยู่ว่าคณะรัฐมนตรี คณะนี้ออกจะขี้เหร่ไปสักหน่อย เพราะฉะนั้นเมื่อคณะรัฐมนตรีออกจะขี้เหร่แล้วก็อย่าให้ ที่ปรึกษาหรือเลขานุการขี้เหร่ไปกว่านั้น ผมฟังเสียงประชาชนทั่วไปแล้วก็ไม่สบายใจก็เลย นํามาอภิปราย ณ ที่นี้ด้วย

ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของกระผมก็คือวัฒนธรรม ขณะนี้เท่าที่ผมดู โทรทัศน์ภาคเอกชนจะมีการจัดรายการวัฒนธรรมแต่ละจังหวัดขึ้นมาทุกวัน ๆ วันละจังหวัด หรือว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แล้วก็ทางรัฐบาลได้เตรียมการในเรื่องของวัฒนธรรมบัญญัติไว้อย่างไร เพราะว่าวัฒนธรรมเปึนเรื่องสําคัญ กระผมเคยประสบมาในฐานะที่เคยเปึนอนุกรรมการ กองทุนวัฒนธรรมแห่งชาติ ปรากฏว่าเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาตินั้น มาจากคนของรัฐมนตรีทุกครั้ง ทุกยุคทุกสมัย แทนที่รองเลขาธิการจะขึ้นเปึนเลขาธิการ แต่หาเปึนเช่นนั้นไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อเลขาธิการมาใหม่ก็จะต้องมาตั้งต้นกันใหม่ งานวัฒนธรรมก็จะไม่ต่อเนื่อง งานวัฒนธรรมนั้นจะช่วยให้ประชาชนทุกเพศ ทุกวัยมีจิตสํานึก ในความมีระเบียบ มีวินัย มีความรักชาติ ในเรื่องของการศึกษาของพระ ขณะนี้ในกระทรวงศึกษาธิการและสํานักนายกรัฐมนตรี มีหน่วยงานอยู่ ๒ หน่วยที่ซ้ําซ้อนกันคือสํานักพระพุทธศาสนากับกรมการศาสนา ๒ หน่วยงานต่างคนต่างทําในเรื่องของศาสนา มหาเถรสมาคมนี่ไม่ได้มีความร่วมรู้ รับรู้รับเห็นด้วยนะครับ สํานักพระพุทธศาสนามีประจําจังหวัดทุกจังหวัดเปึนสํานัก พระพุทธศาสนาจังหวัดนะครับ มีกําลังพลรวมแล้วประมาณ ๑,๒๐๐ คน ส่วนกรมการศาสนา มีกําลังพลประมาณ ๗๐๐ คน ซึ่งการทํางานของ ๒ หน่วยงานนี้ซ้ําซ้อนกัน เปึนเรื่องที่ ไม่ถูกต้อง

ประการต่อไป แนวความคิดของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่จะผันน้ําจาก แม่น้ําโขงเข้ามาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น กระผมมีความเห็นสอดคล้องด้วย เพราะว่ากระผมเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาแล้ว หลายครั้งว่า จังหวัดทางตอนบนของภาคกลางน้ําท่วมซ้ําซาก เพราะฉะนั้นควรจะมี การขุดอ่างเก็บน้ําให้มีจํานวนมาก แล้วก็มีการเชื่อมต่อกันลักษณะแก้มลิง ในยามน้ําท่วม น้ําหลาก น้ําก็ไม่ท่วมจังหวัดต่าง ๆ เหล่านั้น เวลาหน้าแล้งเกษตรกรก็สามารถใช้น้ํา ในอ่างต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นกระผมจึงมีความเห็นด้วยในประเด็นนี้

ในเรื่องของแนวความคิด ผมขออภิปรายไปในทางด้านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย แนวความคิดที่จะจัด ๓–๕ จังหวัดภาคใต้เปึนเขตปกครอง อย่างใดก็ตาม กระผมก็ฝากไว้ว่าต้องคํานึงถึงสาเหตุหรือเบื้องลึกของการก่อการร้ายว่าเกิดมาจากอะไร กระผมในฐานะที่เปึนกรรมาธิการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรมนั้น มีคณะกรรมาธิการอยู่จํานวน ๑๓ ท่าน ในจํานวน ๑๓ ท่าน มีถึง ๕ ท่านเปึนระดับประธาน เปึนระดับผู้ใหญ่ของคณะกรรมการอิสลามอยู่ใน ๓ จังหวัดภาคใต้ แล้วก็คณะกรรมาธิการ ของเราได้ลงไปพบปะสังสรรค์กับคณะกรรมการในท้องที่มาแล้วปรากฏว่าผู้ก่อการร้ายนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาแต่ประการใด แต่เปึนการกระทําในลักษณะที่ค่อนข้างจะเปึน การแบ่งแยกดินแดนเสียมากกว่า โดยมีทุนรอนจากต่างประเทศสนับสนุน ซึ่งในฐานะที่ กระผมได้ทํางานด้านการข่าวมาเปึนระยะเวลานาน แล้วเรื่องนี้ก็มีตัวอย่างเรื่องสะมะแอ ท่าน้ํา มาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นทางผู้นําศาสนาอิสลามบอกไม่เกี่ยว เพราะว่าพวกนั้น ก็นับถือศาสนาใช้ศาสนาอิสลาม แต่เปึนพวกไม่ปฏิบัติตามคําสั่งสอนของคัมภีร์ อัลกุรอานนั่นเอง

ในประการสุดท้าย เนื่องจากมีร่าง พ.ร.บ. หลายฉบับของสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาไม่ทันในรัฐบาลที่แล้ว ทางท่านประธานสภานิติบัญญัติ แห่งชาติได้ชี้แจงว่าจะรวบรวมส่งต่อให้รัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ขออภัย ขออนุญาตเอ่ยชื่อว่านายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก็ขอความกรุณาได้นําขึ้นมา พิจารณาด้วย เพราะว่าร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ เหล่านั้นมีความสําคัญต่อสังคม และบ้านเมืองทั้งสิ้น ผมก็มีเรื่องที่จะกราบเรียนเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณไพจิต ศรีวรขาน ครับ เพื่อความสะดวกของท่านผมจะอ่าน ๓ รายชื่อถัดไปนะครับ ถัดไปคือ คุณอนุชา บูรพชัยศรี คุณปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ และคุณวรเดช อมรวรพิพัฒน์ เชิญคุณไพจิตครับ

นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ ครับ คุณไพจิต ศรีวรขาน ก่อน อยู่ไหมครับ เชิญครับ

นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ เปึนอีกครั้งหนึ่งที่ถือว่าเปึนการทําภาระหน้าที่ ที่มีความสําคัญ นโยบายของรัฐบาลที่เสนอต่อรัฐสภาวันนี้ หลายท่านได้แสดง ความคิดเห็น ยังมีประเด็นที่ผมเห็นว่าน่าจะต้องได้รับเครดิตของการเร่งรัดในการแก้ไข ปัญหายาเสพติดและปราบผู้มีอิทธิพล ท่านประธานครับ ในช่วงของเวลาที่เราได้เสนอ นโยบายในเรื่องการปราบยาเสพติด ล้วนแต่เปึนความคาดหวังของพี่น้องประชาชน ในการที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง เคยได้รับเกียรติการยกย่องอย่างจริงจังสําหรับ การที่จะให้ผู้เสพเปึนผู้ป์วยที่ต้องรักษา ขณะเดียวกันก็ต้องดําเนินการมาตรการ อย่างเด็ดขาดกับคนค้ายาเสพติด จนมีบางครั้งครับ ท่านประธานครับ มีกระบวนการค้า ยาเสพติดที่ต้องมีการทําลายล้างกันถึงชีวิต นั่นคาดว่าเปึนประเด็นทางการเมือง แต่ว่า สิ่งที่เกิดผลต่อพี่น้องประชาชนก็คือกระบวนการค้าการขายทั้งหลายนี้ได้ลดลง วันนี้สังคม กําลังต้องการความหวัง ความสําเร็จในการที่จะให้ดําเนินการกับผู้ค้าผู้ผลิตให้ได้รับโทษ อย่างจริงจังเด็ดขาด ท่านประธานครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มักจะเจอว่า กระบวนการค้า ยาเสพติดนี้มีสายสนเล่ห์เหลี่ยมในการหลบเลี่ยงช่องทางของกฎหมาย เพราะฉะนั้น กว่าที่จะไปถึงจุดที่จะต้องลงโทษเด็ดขาด ซึ่งในระยะหลังนี้ก็จะใช้กระบวนการยึดทรัพย์ เพื่อเข้ามาเปึนมาตรการที่เด็ดขาดกับผู้กระทําความผิดในการผลิตการค้า แต่ก็ยังมีช่องทาง ที่ต้องทําให้เกิดช่องว่าง กระผมก็จะฝากในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้พูดถึงประเด็นในการที่จะทําสงครามกับยาเสพติดให้ได้รับชัยชนะ ในรอบที่ ๒ นั่นเปึนมาตรการที่ถูกต้องแล้ว ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และทีมที่จะดําเนินการทําสงครามกับยาเสพติดได้รับชัยชนะและจะได้รับเสียงยกย่องจาก พี่น้องประชาชน แม้จะมีความเห็นว่าบางครั้งต้องรุนแรงเด็ดขาด บางครั้งก็ต้องได้รับ ความเจ็บปวดครับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าวิธีการเหล่านี้ถ้าได้ยึดด้วยความรอบคอบ และทําอย่างจริงจัง กระบวนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเปึนผู้ที่มีบทบาทภาระ ที่เปึนข้าราชการก็ดี ที่เปึนส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเด็ดขาดหมดนะครับท่านประธาน เคยได้รับคําชื่นชมในสมัย ที่ทําในรอบที่ ๑ ก็อยากได้มาตรฐานอันนั้นไว้เปึนหลัก ผมไม่ทราบว่าการเตรียมการทั้งหมดนี้ ก็คงจะไม่มีเวลาที่ต้องเยิ่นเย้อเสียเวลา

เรื่องที่ ๒ ที่กระผมอยากจะขออนุญาตได้เสริมประเด็นของการเร่งรัดที่ รัฐบาลได้ประกาศชัดเจนว่า ภายในเวลา ๑ ป้ กระบวนการที่จะพัฒนาข้อ ๑.๑๔ เร่งรัด การลงทุนที่สําคัญของประเทศ ท่านประธานครับ รถไฟฟัาได้รับเสียงชื่นชมอย่างจริงจัง ผมเองเปึนคนจังหวัดนครพนม บ้านนอกครับท่านประธานครับ แต่ว่ามีพี่น้องประชาชน ที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วถือว่าเปึนหัวใจที่เราต้องให้การสนับสนุน วันนี้รัฐบาลได้เขียน เปึนนโยบายเร่งด่วน นั่นคือความจริงใจที่จะต้องทํา จะตรงกันกับทุกพรรคนะครับ ทุกภาคส่วน ที่มีความเห็นว่าอยากให้พบความสําเร็จ ท่านประธานครับ ก็ต้องฝากทาง รถไฟไปสู่ชนบท เมื่อกี้นี้มีท่านสมาชิกได้อภิปรายถึงทางรถไฟสายอีสานกลาง ถ้าพูดถึง เรื่องทางรถไฟสายอีสานกลาง ก็เปึนความหวังของคนมาหลายช่วงของการพิจารณา การทํางานทางด้านการคมนาคมในสภาที่บอกไว้ ผมเคยมีโอกาสได้ไปติดตามโครงการนี้ จากกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีผลศึกษาที่ควรค่าแก่การลงมือ ในการก่อสร้าง เพื่อขนส่งพี่น้องจากบัวใหญ่ ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร นครพนม ท่านประธานครับ มีการสํารวจประมาณการทําเส้นทางที่จะลงมือก่อสร้างแล้ว โครงการนี้ ได้หายไป ผมอยากจะให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ทําแผนปฏิบัติการว่ามันจริงไหม กระจายความเจริญเหล่านี้นะครับ ไปสู่คนภาคอีสาน ไม่ได้มีความเข้าใจเปึนอย่างอื่นหรอกครับ การที่จะทํารถไฟฟัาในกรุงเทพฯ ขณะเดียวกัน ก็ควบคุมการไปถึงการทํารถไฟไปสู่ชนบท ก็น่าจะได้รับการพิจารณาอย่างทั่วถึงเช่นเดียวกัน

ประการที่ ๓ เรื่องของเอกสารสิทธิครับท่านประธาน ต้องขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณรัฐบาล ๑.๑๗ เรื่องของเอกสารสิทธิ ล้วนแต่เปึนปัญหาที่พี่น้องประชาชนในชนบท เรียกร้อง ต้องทําเปึนโครงการพิเศษ ผมเข้าใจว่าแผนปฏิบัติการของรัฐบาลนี้ควรจะใส่เสีย ให้ชัด ว่าที่ดินที่พร้อมจะออกเอกสารสิทธิ ท่านประธานครับ ในเขตเลือกตั้งที่ผมไปพบใหม่ ที่อําเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม เกือบทั้งอําเภอครับ เปึนที่เสื่อมโทรม แล้วก็อยู่ในที่ ที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ เปึนที่ว่าการอําเภอ เปึนสถานีตํารวจ เปึนตลาดร้านค้า เกือบทั้งอําเภอ ผมอยากฝากเรื่องนี้ว่า ทําแผนปฏิบัติการแล้วใส่เงินลงเพื่อที่จะทําให้พี่น้อง ประชาชนที่มีปัญหาเฉกเช่นที่กระผมได้ยกตัวอย่างขึ้นมาให้ได้มีโอกาสได้รับ ผมทราบว่า กรมที่ดินเองพร้อมที่จะทํางานอยู่เช่นเดียวกันหลาย ๆ แห่ง แต่ว่าขาดจํานวนเงินที่จะเข้าไป ทําให้เกิดความสัมฤทธิ์ของโครงการ

ประเด็นที่ ๔ เรื่องของระบบชลประทาน แม้นว่าจะได้เขียนไว้ค่อนข้าง ชัดเจนในเรื่องการพัฒนาระบบชลประทาน ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของภาคอีสาน ก็เรียกร้องกันตรงนี้มาโดยตลอด คราวนี้รัฐบาลก็ได้ใส่โครงการนี้ไว้ครับท่านประธาน สละสลวยและเปึนความหวัง ผมฟัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงการผันน้ําโขงมาสู่ ภาคอีสาน ๑๗ จังหวัด เติมเต็มในลําน้ําที่เปึนแหล่งน้ําสํารองที่สําคัญ ผมเข้าใจว่าน่าจะเปึนความหวังพัฒนาให้เปึนทางปฏิบัติ ผมขอขอบคุณและเห็นว่า นโยบายที่ได้เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนที่ว่าจะต้องทําภายใน ๑ ป้ น่าจะจบด้วยความสุข ความสมบูรณ์ ความหวังของพี่น้องประชาชน เมื่อมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขอบพระคุณ ครับท่านประธาน

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณอนุชาครับ

นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กระผม นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้มีโอกาสได้อ่านแล้วก็นั่งฟังคําแถลง นโยบายของรัฐบาล ในส่วนของนโยบายที่ผมจะขออภิปรายก็คือข้อ ๓.๓ นะครับ นโยบาย โครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการขนส่งมวลชนสินค้าและบริการ ซึ่งในข้อ ๓.๓.๔ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมจะขออภิปรายในเรื่องของการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูมิภาคและอุตสาหกรรมการบินของไทย เพื่อให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลาง การบินการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าทางอากาศชั้นนําของเอเชียและโลก ท่านประธานครับ นโยบายดังกล่าวได้มีการกําหนดไว้ว่าจะดําเนินการ ในระยะเวลาตาม วาระของรัฐบาลก็คือ ๔ ป้ คราวนี้นอกเหนือจากนโยบายปกติแล้วยังมีนโยบายเร่งด่วน ซึ่งกําหนดไว้ใน ข้อ ๑.๑.๔ ในเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยาน สากล ผมก็อยากจะขอกราบเรียนว่าผมมีความกังวลนะครับ และอยากจะขอเสนอแนะ ดังนี้ครับ

ประการแรกนะครับ เมื่อครั้งที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้มีการประกาศ ว่าจะมีการก่อสร้าง ผมเข้าใจว่าประชาชนชาวไทยทุกคนตั้งความหวังว่าสนามบินแห่งนี้ จะเปึนที่เชิดหน้าชูตา เปึนความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน แต่หลังจากนั้นที่ได้มีการเป่ด ใช้อย่างเปึนทางการเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งผ่านมาเวลาป้กว่าแล้วนี่นะครับ กลับเปึนสิ่งที่ตรงกันข้ามครับ เพราะเนื่องจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีปัญหามากมายครับ ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของทางด้านกายภาพ หรือในเรื่องของคุณภาพการให้การบริการ ซึ่งเมื่อช่วงเช้าท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้พูดไปแล้วว่า ในส่วนของลู่วิ่งและทางขับนะครับหรือที่เรียกกันว่า รันเวย์ แล้วก็ แท็กซี่เวย์ มีปัญหา มากมายครับ มีความเสียหายที่จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณอีก ในการที่จะต้อง ไปซ่อมแซม ซึ่ง ณ วันนี้ก็ยังไม่ทราบว่าการซ่อมแซมนั้นได้บรรลุวัตถุประสงค์แล้วหรือยัง หรือว่าจะต้องมีการซ่อมแซมเพิ่มเติมอีก ในส่วนของการที่จะให้คุณภาพในเรื่องของ การบริการ ปัจจุบันผมก็เห็นว่าทุกท่านที่ไปใช้บริการไม่ว่าจะเปึนคนไทยหรือชาวต่างประเทศ ก็จะมีแต่เสียงติมากกว่าเสียงชมครับ ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของการจัดจราจรภายใน สนามบินเองก็ดี ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของการเข้าคิวหรือต่อแถวเพื่อที่จะเตรียมรับบัตร โดยสารหรือว่าที่เรียกว่า เช็ก อิน (Check in) หรือการที่จะเข้าคิวหรือว่าต่อแถวเพื่อที่จะ ตรวจหนังสือเดินทาง ไม่ว่าจะเปึนทั้งทางด้านขาออกหรือขาเข้าหรือแม้กระทั่งเรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น ในเรื่องของห้องน้ําครับ ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของปริมาณก็ดี ในห้องน้ําที่ไม่มีความพอเพียง หรือว่าในเรื่องของการที่จะต้องเดินเปึนระยะไกลมากกว่า จะหาห้องน้ําเจอ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เปึนปัญหา ซึ่งมันมีผลสะท้อนออกมาจากสถาบัน ที่ผมอาจจะขออนุญาตนําเสนอ ก็คือเขาเรียกว่า สกาย แทรค (Sky track) สกาย แทรค เปึนสถาบันที่ปรึกษานะครับ ที่เขามีความเชี่ยวชาญและเขาก็วิจัยในเรื่องของสนามบิน ทั่วโลก ซึ่งเปึนที่ยอมรับของนานาชาติ สกาย แทรคเขาจัดลําดับของสนามบินทั่วโลก เปึนคล้าย ๆ กับการจัดระดับโรงแรมนะครับ ก็คือจะมีในส่วนของ ๕ ดาว ๔ ดาว ๓ ดาว ๒ ดาวไปเรื่อย ๆ จากมูลค่าการลงทุนสนามบินสุวรรณภูมินะครับ ๑๕๕,๐๐๐ ล้านบาท พื้นที่ถึง ๒๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งมากกว่าท่าอากาศยานกรุงเทพหรือที่เราเรียกกันว่าท่าอากาศ ยานดอนเมืองถึง ๖ เท่า ผมเข้าใจว่าพี่น้องประชาชนทุกคนมีความตั้งใจและมุ่งหวังว่า นี่น่าจะเปึน ๕ ดาว แต่ตรงกันข้ามครับ สกาย แทรคสถาบันแห่งนี้ให้ระดับสนามบินสุวรรณภูมิ ของเราเพียงแค่ ๓ ดาวเท่านั้นเองครับ ถามว่าความเข้มงวด ตรงนี้เปึนบรรทัดฐานอะไร อย่างไรในการที่สคาย แทรคให้ ผมจะขออนุญาตพูดถึงสนามบินอื่นนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น ใกล้ ๆ บ้านเรานี่เอง ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เขาได้ ๔ ดาวครับ พูดถึง สนามบินชางฮี ที่ประเทศสิงคโปร์ พูดถึงสนามบินนานาชาติฮ่องกงเขาได้รับ ๕ ดาวครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับ ผมอยากจะให้ทางด้านรัฐบาลได้รีบเร่งเข้ามาปรับปรุงและพัฒนา ท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิของเราให้เปึนที่เชิดหน้าชูตา แล้วก็ปรับระดับขึ้นมา โดยเร็วนะครับ ทั้งนี้ผมคิดว่าคงไม่เพียงพอที่เราจะไปประกาศ หรือโฆษณาว่าหอบังคับการบิน สูงสุดในโลกอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือจะไปพูดว่าอาคารผู้โดยสารมีความกว้าง หรือว่ามีพื้นที่มากที่สุดในโลกถึง ๕๖,๓๐๐ ตารางเมตร ไม่มีประโยชน์แล้วครับ ผมคิดว่า ณ ตอนนี้คงต้องยกระดับคุณภาพการบริการในทุก ๆ ด้าน ทั้งนี้ในส่วนของป้ ๒๕๕๐ ที่ผ่านมามีผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถึง ๔๑,๒๐๖,๕๑๒ คนครับ ผมมีความหวังเปึนอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการที่จะเข้าไปพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารเหล่านี้ต้องผิดหวังและเปลี่ยนไปมาใช้สนามบินอื่น

ในเรื่องของการขนส่งทางอากาศที่มีบทบาทต่อการจัดระบบโลจิสติกส์ คุณอลงกรณ์ พลบุตร ได้พูดถึงไปในเบื้องต้นแล้วนะครับ ผมก็อยากจะขอพูดในประเด็นที่ ๒ อยากจะกล่าวว่าในส่วนของต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยตอนนี้สูงมากครับ เปึนระดับ ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งเปรียบเทียบกับไม่ว่าจะเปึนสหรัฐอเมริกา หรือว่า ในส่วนของทางด้านญี่ปุ์น ของเขาอยู่ที่ประมาณแค่ ๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้น จากศักยภาพ ภูมิศาสตร์แล้วก็เปัาหมายของการที่จะเปึนศูนย์กลางในการบินของ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมคิดว่าเปึนไปได้สูง เพราะฉะนั้น จะต้องกําหนดบทบาทของสนามบินภายในประเทศ ไม่ใช่เฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิ อย่างเดียวนะครับ แต่พูดถึงในส่วนของสนามบินภูมิภาคทั่วประเทศด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้ มีการทิ้งปล่อยร้างไว้มากมาย เพราะฉะนั้นสนามบินต่าง ๆ ควรจะมีการพัฒนาในส่วนของ การบริการขั้นพื้นฐาน แล้วก็พัฒนากิจกรรมสนับสนุนไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของไอทีก็ดี หรือว่าในเรื่องของตัวการที่จะให้บริการทางด้านภาคพื้นดินที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้นะครับ ผมอยากจะขอกล่าวสั้น ๆ ด้วยเวลาที่จํากัดก็คือว่าในเรื่องของการที่มีการจัดตั้งเขตปลอดอากร หรือที่เรียกว่า คัสตอม ฟรี โซน (Custom free zone) มีการลงทุนไปมากเลยครับ ที่ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ แต่ ณ วันนี้ไม่เปึนที่ยอมรับ หรือว่ายังไม่มีความสนใจในส่วนของหมู่ธุรกิจ อย่างกว้างขวาง ก็อยากจะให้รัฐบาลได้รีบเข้าไปสนับสนุนแล้วก็จัดนโยบายให้ชัดเจน

ประเด็นที่ ๓ เรื่องอุตสาหกรรมการบินของไทยที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ทางอากาศ กระผมอยากจะเสนอแนะให้รัฐบาลได้เร่งสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสายการบิน สินค้าโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า คาร์โก แอร์ไลน์ เพราะว่าเมื่อป้ ๒๕๕๐ สินค้าที่เข้าออก แล้วก็แวะพักที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีถึง ๑,๒๖๑,๑๔๘ ตันแต่สายการบินไทย สายการบินแห่งชาติของเราอยู่ในอันดับที่ ๒๗ ของโลกในเรื่องของการขนส่งสินค้าทางอากาศ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับทางสนามบินท่าอากาศยานที่กัวลาลัมเปอร์เขามีสินค้าที่แวะเข้ามา เข้าออกเพียงแค่ ๖๗๐,๗๙๐ ตันในป้ที่ผ่านมา แต่ลองไปมองดูนะครับ มาเลเซียน แอร์ คาร์โก เขาอยู่อันดับที่ ๒๑ นะครับ ในการที่ขนส่งสินค้าทางอากาศ สูงกว่าการบินไทยถึง ๖ อันดับ ถามว่าเพราะอะไรครับ ถึงแม้ว่าการขนส่งสินค้าของทางด้านที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ จะต่ํากว่าเราเกือบครึ่งหนึ่ง เพราะเราไม่ได้มีในการที่จะจัดตั้งสนามบิน ขอโทษครับ สายการบินในเรื่องของการขนส่งทางอากาศอย่างจริงจัง มาเลเซียน แอร์ คาร์โก เขามี เครื่องบินขนส่งสินค้าแบบโบอิ้ง ๗๔๗ ถึง ๙ ลํา สิงคโปร์ แอร์ไลน์มีเครื่องบินขนส่งสินค้าโบอิ้ง ๗๔๗ ถึง ๑๔ ลํา สายการบินไทยไม่มีเลยครับ โบอิ้ง ๗๔๗ ลําหนึ่งขนส่งได้เกือบ ๑๒๐ ตัน สายการบินไทยเราขนส่งได้แค่เพียงประมาณ ๒๐ ตันเท่านั้นครับ ภายใต้เครื่องบินที่รับส่ง ผู้โดยสารนอกจากนี้นะครับ เนื่องจากเวลาจํากัดผมอยากจะขออนุญาตเปึนประการสุดท้ายเลย ก็แล้วกันนะครับ ผมอยากจะให้มีนโยบายชัดเจนในการขยายก่อสร้างท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิในระยะที่ ๒ เพื่อรองรับผู้โดยสารนะครับ ปัจจุบันนี้ได้แค่เพียง ๔๕ ล้านคน เพราะฉะนั้นอย่างที่ผมเรียนไปแล้วในป้ที่ผ่านมามีถึง ๔๑ ล้านคนแล้ว จึงอยากให้มีการใช้ ประโยชน์ในส่วนของท่าอากาศยานกรุงเทพฯ หรือที่ดอนเมืองมาพิจารณากันดูอีกทีว่า จะเปึนอะไรกันแน่ เปึน โลว คอสท์ (Low cost) หรือว่าจะเปึนอะไรนะครับ ซึ่งนอกจากนี้ ควรจะต้องให้ความสําคัญในเรื่องของท่าอากาศยานที่ดูแลโดยกรมการขนส่งทางอากาศ ในส่วนของภูมิภาคอีก ๒๖ สนามบินด้วย ไม่รวมถึงอู่ตะเภา

สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้ โอกาสผมในฐานะ ส.ส. ใหม่ได้รับการเลือกตั้งมาสมัยแรกได้มีโอกาสพูดในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ ก็หวังเปึนอย่างยิ่งว่าในส่วนของประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสได้ทํา ธุรกิจแล้วก็เปึนผู้บริหารมากว่า ๒๐ ป้นะครับ ทางรัฐบาลจะได้นําข้อเสนอแนะที่ผมได้ อภิปรายไปในวันนี้มาใช้ประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณปณวัตรครับ

นายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคชาติไทย วันนี้นับว่าเปึนวันที่มีความสําคัญเปึนอย่างยิ่งวันหนึ่ง ของประเทศไทย เพราะเปึนวันที่รัฐบาลจะได้แถลงนโยบายและนํานโยบายไปปฏิบัติ ท่านประธานครับ คําว่า นโยบาย กระผมเปรียบดังว่าคือความฝัน เปึนความฝันพวกเราได้ ขายฝันให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงที่เราหาเสียงและประชาชนก็รับซื้อความฝันของเราแล้ว ท่านประธานครับเพียงแต่ว่าเปึนเพียงความฝันยังไม่เปึนความจริง เพราะฉะนั้นวันนี้เปึน วันที่ความฝันจะเปึนความจริงของพี่น้องประชาชนท่านประธานครับ กระผมเปึน ส.ส. มาจากต่างจังหวัด การอภิปรายในวันนี้กระผมจะไม่อภิปรายในเชิงวิชาการ แต่ผมจะเอา ความจริง เอาปัญหาความเดือดร้อนซึ่งเกิดขึ้นจริงมาอภิปรายในวันนี้ โดยเฉพาะนโยบาย เร่งด่วนซึ่งรัฐบาลต้องดําเนินการภายใน ๑ ป้ นโยบายเร่งด่วนแก้ไขปัญหายาเสพติดและ ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ท่านประธานครับกระผมเห็นด้วยในหลักการที่ผู้เสพคือผู้ป์วย ที่ต้องได้รับการรักษา ส่วนผู้ค้าคือผู้ที่ได้รับโทษตามกระบวนกฎหมาย กระผมอยาก กราบเรียนว่ากระผมกังวลใจตะขิดตะขวงใจในวิธีการปราบปราม พูดตรง ๆ ครับผมกลัว มีการสั่งยิง ผมกลัวมีการสั่งฆ่าเหมือนที่ผ่านมาเพราะในอําเภอหนึ่งวันเดียวกันมีการสั่งฆ่า มีการยิงกัน ๕ ศพจับใครไม่ได้แม้สักคนเดียว ถามว่าสลดใจไหมครับท่านประธานครับ เราเปึนเมืองพุทธ ถามว่าผมกลัวบาปครับท่านประธาน แม้ว่าผมจะกลัวบาปผมก็ยังยืนยันว่า ผมเห็นด้วย ในการที่จะปราบปรามยาเสพติด ขอให้การปราบปรามนั้นเปึนไปตาม กระบวนการยุติธรรม หลายคนโต้แย้งว่าใช้กฎหมายไม่ได้ผล ก็อาจจะจริงครับแต่ไม่จริง ทั้งหมด เพียงแต่ว่าเราบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่น ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหา ในข้อหาที่ค้ายาเสพติดหรือผลิตท่านประธานครับ ห้ามประกันตัวโดยเด็ดขาด หากว่าได้รับ ประกันตัวหัวหน้าสถานี โรงพักนั้นต้องได้รับโทษครับ หรือในชั้นอัยการ ท่านประธานครับ เฉพาะข้อหาผู้ผลิตหรือจําหน่ายนะครับห้ามประกันตัวเด็ดขาดเช่นเดียวกัน หากว่าได้รับ การประกันตัวอัยการจังหวัดนั้นต้องรับโทษครับ หรือแม้กระทั่งศาลยุติธรรม จริงอยู่เราไม่ สามารถที่จะไปบังคับให้ศาลตัดสินอย่างไร เพราะอยู่ในดุลยพินิจของท่าน แต่อย่างไรครับ ท่านครับ ศาลก็คือคน ถ้าหากว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองก็อยู่ในวิสัยที่เราจะทําความเข้าใจได้ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่ามาตรการเปึนมาตรฐานทั้งประเทศแล้วว่าผู้ค้ายาเสพติด ติดคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ผมเชื่อว่ามาตรการนี้จะได้ผล ท่านประธานครับ บังเอิญท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่อยู่ ท่าน มท. ๑ คือ ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ท่านไม่อยู่ ผมอยากให้ท่านมายืนยันต่อสภาอีกว่าท่านจะปราบปรามยาเสพติด แก้ไข ปราบปรามยาเสพติดโดยใช้กระบวนการยุติธรรม จะไม่ใช้วิธีการสั่งฆ่าหรือวิธีการที่นอก รูปแบบครับท่านประธาน ท่านประธานครับ นอกจากนี้นโยบายเร่งด่วนที่กระผมค่อนข้าง เห็นด้วย โดยเฉพาะนโยบายข้อที่ ๑.๑๑ หน้า ๕ ท่านประธานครับ สร้างระบบประกัน ความเสียหายให้กับเกษตรกรเพื่อลดความเสียหายอันเนื่องมาจากผลกระทบความเสียหาย มาจากภัยธรรมชาติ นโยบายนี้ท่านประธานครับ ในฐานะที่พรรคชาติไทยเปึนพรรคร่วม รัฐบาลเห็นด้วยอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะระบบการประกัน คนยังมีประกันชีวิตท่านประธานครับ รถยังมีประกัน บ้านช่องยังมีประกันวินาศภัย เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ารัฐบาลประกัน ความเสี่ยงภัยจากภัยธรรมชาติเปึนสิ่งที่กระผมเห็นด้วยแต่ท่านประธานครับ อาชีพเกษตรกรรม เปึนอาชีพที่น่าเห็นใจครับโดยเฉพาะชาวไร่ ชาวนา เปึนอาชีพที่มีความเสี่ยง เสี่ยงทั้ง ภัยธรรมชาติ เสี่ยงทั้งความไม่แน่นอนของราคา ซึ่งโดยเฉพาะภัยธรรมชาติ ภัยแล้ง หรือน้ําท่วมจะต้องเปึนปรากฏการณ์ เกิดขึ้นแทบทุกป้ในประเทศเรา โดยเฉพาะภัยแล้ง กราบเรียนว่า รัฐบาลยังมีความรับผิดชอบแล้งป้ไหนรัฐบาลก็จัดสรรงบประมาณภัยแล้ง ไปให้ทุกป้ แต่งบภัยแล้งเปึนงบที่มีปัญหาที่สุดอีกงบหนึ่ง โดยเฉพาะเหตุมันเกิดที่อําเภอ ลําปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ มีการเลือกปฏิบัติครับ เลือกปฏิบัติก็คือว่า เลือกที่รักมักที่ชัง ให้เฉพาะคนของตัวเอง ให้เฉพาะหัวคะแนนให้เฉพาะญาติส่วนคนที่ไม่ใช่ของตัวเองบาท หนึ่งก็ไม่ให้ท่านประธานครับ กระผมอยากยกตัวอย่างให้เห็นเปึนรูปธรรมว่า สมมุติว่า ในพื้นที่ ๑ กิโลเมตร ถ้าหากจะมีแล้ง แล้งด้วยกันครับ ถ้าหากน้ําท่วม ท่วมด้วยกันครับ ท่านประธาน ถ้าหากงบภัยแล้งไปถึงพื้นที่ แปลว่าต้องได้รับเท่ากัน ทีนี้ปัญหาเกิด การเลือกปฏิบัติ ท่านประธานครับ คนที่มีเส้น นาแล้งอยู่ ๕ ไร่ ก็ไปแจ้งกับผู้ที่มีอํานาจ ในพื้นที่บอกว่าแล้ง ๒๐ ไร่ ซึ่งคนผู้มีอํานาจก็รู้ว่ามีนาแค่ ๕ ไร่ ได้รับงบภัยแล้งด้วยครับ ๑๕ ไร่ ที่น่าเกลียดที่สุดท่านประธานครับ ไม่มีนาแม้แต่ไร่เดียว แต่อาศัยว่ามีเส้นใหญ่ครับ ได้รับเงินภัยแล้งหน้าตาเฉยครับท่านประธาน ในขณะที่พี่น้องผมในพื้นที่เดียวกันแล้ง แต่ว่าไม่ได้รับแม้แต่บาทเดียว ถามว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ ๑ ป้ ๒ ป้ที่แล้ว ปณวัตรพูดทําไม ผมกราบเรียนว่าที่พูดเพื่ออยากให้เปึนอุทาหรณ์เพื่อเตือนสติรัฐบาลนี้ว่า เหตุการณ์แบบนี้ อย่าเกิดขึ้นอีก ท่านประธานครับนโยบายที่ผมเสียดายอีกข้อหนึ่ง รัฐบาลกล้าที่จะประกัน แม้กระทั่งภัยธรรมชาติให้กับพี่น้องเกษตรกร แต่ทําไมรัฐบาลไม่กล้าประกันราคาพืชผล เช่น ข้าว อ้อย ถ้าหากว่ารัฐบาลชุดนี้บรรจุหรือว่าแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกันราคาข้าวหอมมะลิ ขั้นต่ํากิโลกรัมละ ๑๒ บาท ข้าวซึ่งไม่ใช่ข้าวหอมมะลิกิโลกรัมละ ๘ บาท หรือประกันอ้อย ตันละ ๘๐๐ บาท ท่านประธานครับ จะเปึนนโยบายที่ดีที่สุดในโลกอีกนโยบายหนึ่ง ท่านประธานครับ นโยบายที่จะประกันราคาข้าวนั้นประชาชนได้ประโยชน์ ได้ประโยชน์กว่า นโยบายที่จะพักหนี้ให้กับเกษตรกร การพักหนี้ให้กับเกษตรกรต่อให้พักสัก ๑๐ ป้ก็ไม่มี ประโยชน์หรอกครับ แต่ถ้าหากให้ความสําคัญประกันราคาพืชผลนี่สิครับ ประชาชนเขาได้ประโยชน์ ท่านประธานครับ ด้วยเวลาที่จํากัดเหลืออีก ๑ นาที กระผมอยากเสริมอีกนิดหนึ่งครับ เกี่ยวโยงกัน โดยเฉพาะ นโยบายเกี่ยวกับขยายฐานการให้เบี้ยยังชีพแก่คนชราผู้ไม่มีรายได้ ผมขอเปึนตัวแทนผู้ชรา ทั้งประเทศขอบคุณรัฐบาล ที่รัฐบาลได้เห็นคุณค่าและให้ความสําคัญกับผู้สูงอายุ ท่านประธานครับ งบตัวเบี้ยผู้สูงอายุมีปัญหาเช่นเดียวกัน มีปัญหาในพื้นที่เพราะจํานวนเงินที่ให้ไปกับ คนชรานั้นได้ไม่ครบทุกคน ทําให้เกิดช่องว่างในการเลือกปฏิบัติครับท่านประธาน เลือกปฏิบัติก็ให้คนที่เปึนพรรคพวกญาติพี่น้องของตัวเองเห็นได้ชัด ท่านประธานครับ ระหว่างคน ๒ คน คนหนึ่งมีอายุ ๖๑ ป้ กับอีกคนหนึ่งอายุ ๗๕ ป้ ท่านประธานครับ เขาให้ใครครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วครับ

นายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

เขาให้ คนอายุ ๖๑ ป้ครับ ส่วนอายุ ๗๕ ป้ เขาไม่ให้ครับท่านประธานอธิบายเหตุผลภาษาบ้าน ผมว่าไม่ใช่คนของกู กูไม่ให้ครับ ท่านประธานครับ นอกจากนี้ขอแถมนิดหนึ่งครับ นโยบายเกี่ยวกับ อสม. เปึนบุคคลที่เสียสละ สมควรแล้วที่รัฐบาลจะเพิ่มเบี้ย หรือเพิ่ม สวัสดิการเงินเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่มากหรอกครับ ท่านประธานครับ สุดท้าย นโยบายเกี่ยวกับถ่ายโอนภารกิจส่วนกลางให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นเห็นได้ชัด ๆ คือ รพช. โยธาธิการ ส่งมอบงานคือถนนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้แต่ถนน แต่ไม่ให้ เงินครับ ถามว่าถนนสายหนึ่งต้องใช้เงินดูแล ๕ ล้านบาท ๑๐ ล้านบาท อบต. เขาไม่มี ปัญญาหรอกครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถามว่าการถ่ายโอนมีหลักการหลักเกณฑ์ อย่างไร และอยากกราบเรียนต่อท่านสมาชิกว่าสมัยนี้เราจะของบประมาณสร้าง ถนนลาดยางสัก ๑ สาย เราแทบเจอทางตัน ไปกรมทางหลวงชนบท ท่านก็บอกโอนให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปหาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. ก็บอกไม่มีเงิน ถามว่านี่คือปัญหา ท่านประธานครับ ด้วยเวลาที่มีแค่นี้ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าใน ฐานะที่พรรคชาติไทยเปึนพรรคร่วมรัฐบาลก็อยากจะเสนอแนะที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมด สิ่งใดที่แก้ไขหรือเพิ่มเติมได้ได้โปรดเพิ่มเติมแก้ไขเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณวรเดช

นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขอตกลงกับ ท่านประธานเรื่องเวลาล่วงหน้านิดหนึ่งครับ เพราะว่ากระผมในฐานะเปึนรองประธาน คณะกรรมาธิการการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม คนที่หนึ่ง ได้รับมอบหมาย จากคณะกรรมาธิการให้พูดหลายเรื่องนะครับ เวลาของ สนช. เหลือ ๑๖.๕๓ นาทีนะครับ แต่คงจะไม่ใช้เวลาเกินไปเปึน ๑๐ นาที อาจจะเกินไปบ้างนะครับ ประเด็นสําคัญ ในนโยบายของรัฐบาลซึ่งท่านได้แถลงเกี่ยวกับศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมในข้อ ๒.๔ ก็จะมีเรียงไปหลายข้อ ถึง ๒.๔.๔ นะครับ ในเรื่องศาสนามีความสมบูรณ์มากพอสมควร ที่ท่านบอกใน ๒.๔.๑ ว่า อุปถัมภ์คุ้มครองและทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ เพื่อให้มีบทบาทสําคัญในการปลูกฝังให้ประชาชนเข้าใจและนําหลักธรรมของศาสนามาใช้ ในการเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ประเด็นที่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่ายังขาดไป ก็คือในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๙ ได้บอกว่าทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดี และความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา อันนี้มันจะเกี่ยวกับของเรื่องการศึกษาด้วย กระผมจะไว้พูดเปึนประเด็นต่อไป จะพูดเรื่องอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนา อื่น ๆ ก่อนนะครับ ในขณะนี้การอุปถัมภ์คุ้มครองทํานุบํารุงศาสนาของรัฐบาลไม่ใช่เฉพาะ รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลที่เพิ่งผ่านมา แต่เปึนมาแล้ว ๓๐–๔๐ ป้ ที่ว่าได้อุปถัมภ์คุ้มครองน้อยมาก ถ้าเราดูจากงบประมาณจะเห็นชัดนะครับ ในระยะ ๔๐ ป้ที่ผ่านมา ๔๐ กว่าป้ตั้งแต่เริ่ม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อป้ ๒๕๐๑ ก็จะเห็นได้ว่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง ร้อยละ ๐.๑๗ ถึง ๐.๑๙ อย่างมากที่สุดก็ร้อยละ ๐.๒๐ คือ ๑๐๐ บาทของงบประมาณ เอามาทํานุบํารุงศาสนาแค่ ๑๗ สตางค์ ๑๘ สตางค์ ๑๙ สตางค์เท่านั้นนะครับ ขณะนี้ ๔ หน่วยงานก็คือ กรมการศาสนาซึ่งดูแลทุกศาสนา สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ทั้ง ๔ หน่วยนี้รวมกันได้งบประมาณประมาณร้อยละ ๒๐ ของป้งบประมาณปัจจุบัน ป้๒๕๕๑ นะครับ ซึ่งอันนี้ก็เปึนเรื่องที่หนักหนาสาหัสที่ว่าการทํางานของหน่วยงานศาสนา ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สมาคม มูลนิธิ ที่เรามาทําจะเหนื่อยยากมาก เพราะว่า นอกจากจะต้องหาวิธีการที่จะเผยแผ่ศาสนาให้เปึนที่ประทับใจของคนรุ่นใหม่แล้ว เราจะต้องหาเงินช่วยตัวเองตลอดเวลา อย่างมหาวิทยาลัยเทียบกัน มหาวิทยาลัยสงฆ์ ท่านสร้างลําบากยากเย็น งบประมาณได้มาแค่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็จะต้องเรี่ยไรหาเงินกันเองนะครับ ตัวอย่างที่เห็นชัดอย่างพระเดชพระคุณ หลวงพ่อปัญญาท่านจะต้องเรี่ยไรเงินจนกระทั่งถึงท่านมรณภาพเมื่ออายุตั้ง ๙๖ พรรษา ก็ยังสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยยังไม่เสร็จ แต่มหาวิทยาลัยอื่นของรัฐ หรือในกํากับของรัฐได้งบก่อสร้างร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยกําลังสร้างเปึนเมน แคมพัส (Main campus) เปึนที่ทําการใหญ่อันใหม่เพราะว่าที่วัดบวรและวัดมหาธาตุแคบทั้งคู่ก็ขาด งบอีกมากมาย ทีนี้ถ้าเผื่อรัฐบาลจะได้ช่วยกรุณาถวายความสะดวกอันนี้คือ จ่ายงบฉุกเฉิน งบอะไรก็ตามให้ท่านเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านจะได้มีกําลังมาทําเรื่อง การเผยแผ่ การสร้างคุณธรรม จริยธรรมให้แท้จริง และอันนี้อีกอันหนึ่งที่กําลังเปึนที่สับสนในสังคม มากแล้วก็เปึนมานาน เราตกหลุมพรางคุณธรรม จริยธรรมมา ๒๐ ป้ ๓๐ ป้แล้วนะครับ เปึนความสับสนในกระบวนทัศน์ของการส่งเสริมศาสนา จริง ๆ เราพูดเรื่องศาสนาและ ศีลธรรมคู่กันมาตลอดอย่างนี้แต่โบราณ ท่านไปดูในรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็ยังมี คําว่า ศีลธรรมอันดีของประชาชน มีเปึนสิบคําเลยครับ การกระทําใด ๆ ก็ตามทําได้ มีเสรีภาพ ทําได้ แต่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ได้ แต่ประมาณ ๒๐ ป้ ๓๐ ป้ มานี่เราก็ไปตามฝรั่งก็เอากระบวนทัศน์ เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งปฏิเสธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอามาจากอเมริกา ๒ ระบบนี้ต่างกัน โดยสิ้นเชิงครับ ระบบคุณธรรม ระบบศีลธรรมก็คือคุณธรรม จริยธรรมที่เกิดจากศาสนา ที่ฝรั่งเรียกว่า โมแรลลิตี้ (Morality) ซึ่งโมแรลลิทีมีทุกศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข์ ท่านก็มีโมแรลลิทีของท่านทั้งนั้น คือไม่ต้องไปเถียงว่าคุณธรรม จริยธรรมของ ท่านเกิดจากอะไร ก็คือเกิดจากต้นตอศาสนา ระบบคุณธรรม จริยธรรม หรือเราเรียกง่าย ๆ ว่า ศาสนาและศีลธรรมต่างกับคุณธรรมและจริยธรรมทางโลก ซึ่งไม่อิงอาศัยศาสนา นอน รีลิจเจิน เอธธิค (Non religion ethic) ของศาสนาและศีลธรรมเปึนระบบคุณธรรม จริยธรรมที่เปึนองค์รวม รวมกันทั้งหมดครบถ้วนบูรณาการ แต่แบบศีลธรรม จริยธรรมเปึนแบบแยกส่วน อันนี้จะ ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ อย่างเช่น ชาวพุทธเรามีโลกทัศน์บูรณาการว่าทุกคนย่อมเปึนไป ตามกรรมต้องรับผิดชอบกรรมของตัวเอง ทําดีต้องได้ดี ทําชั่วต้องได้ชั่ว เพราะฉะนั้นเราก็เชื่อ ทั้งต่อหน้าลับหลัง เรามีหิริโอตตัปปะ ละอายและเกรงกลัวต่อบาป ประทานโทษต้องเอ่ย ชื่อท่าน ท่านองคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร เพิ่งปาฐกถาสมัชชาคุณธรรม เมื่อต้นเดือน ที่ผ่านมานี่นะครับ ท่านบอกว่าจากประสบการณ์ที่ท่านเปึนนักกฎหมายทําอะไรต่าง ๆ มามากมาย ท่านไม่เชื่อว่ากฎหมายหรือบ้านเมืองจะช่วยสร้างศีลธรรมได้ ท่านเชื่อว่า ในแง่ของชาวพุทธ ชาวพุทธจะต้องมีหิริโอตตัปปะเชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อการที่จะต้อง รับใช้ผลของกรรมชาติหน้า ชาตินี้ ตราบใดที่ยังมีกิเลสอย่างนี้ถึงจะทําได้มั่นคง ส่วนศาสนา ที่ท่านมีพระเจ้าอย่างสายของศาสนายิว คริสต์ อิสลาม ท่านก็เชื่อว่าพระเจ้าสร้างท่านมา ท่านจะต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า ไม่ว่าทําอะไรต่อหน้า ลับหลังพระเจ้าทรงรับทราบ และเมื่อตายไปแล้วนอนรอวันพิพากษาโลก ซึ่งพระเจ้าจะทรงเรียกขึ้นมาพิพากษาตามที่ว่า เชื่อพระองค์หรือไม่เชื่อพระองค์ ไม่มีทางหลีกเลี่ยง เพราะฉะนั้นจะเปึนองค์รวม แต่คุณธรรม จริยธรรมแบบแยกส่วนที่เรารับฝรั่งมา เอาตัวอย่างง่าย ๆ ครับ เมื่อกลางป้ ที่ผ่านมานี้เอง กระทรวงศึกษาธิการอุตส่าห์สัมมนาไม่รู้กี่สิบแห่ง ได้คุณธรรมมา ๘ ข้อ ผมก็อ่านครั้งเดียว แล้วผมก็ไม่คิดจะจํา แล้วไม่รู้จะจําไปทําไม แต่ละข้อก็อีลุ่ยฉุยแฉก นายกรัฐมนตรีทุกท่าน วันเด็กก็ให้คําขวัญวันเด็ก แล้วเด็ก ๆ ก็จําเอาไว้ท่องแลกรางวัล วันนั้น เลยวันนั้นก็ไม่มีใครจํา แต่อย่างในหลวงพระราชทานอย่างคุณธรรม ๔ ประการ ตามพระบรมราโชวาท เมื่อกรุงเทพมหานครครบ ๒๐๐ ป้ พ.ศ. ๒๕๒๕ นี่ชัดเจน เราจําได้ ถึงเดี๋ยวนี้ ฆราวาสธรรม สัจจะ ทะมะ ขันติ จาคะ หรือว่าคุณธรรมเมื่อพระราชทาน ครองราชย์ ๖๐ ป้ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ เราก็จําได้ เพราะท่านทรงสรุปจากสาราณียธรรม ๖ ข้อ ให้เหลือ ๔ ข้อ คิด พูด ทํา ด้วยเมตตา ก็มาจากกายกรรม เมตตากายกรรม เมตตา วจีกรรม เมตตามโนกรรม พระพุทธเจ้าทรงเอาการกระทําทางกายขึ้นก่อนเพราะเห็นชัด แต่ในหลวงท่านทรงนําความคิดจากข้างในออกก็เหมือนกันประยุกต์ได้ อันที่ ๒ ของพระองค์ ก็คือว่า ให้รู้จักอะไรได้มาก็แบ่งปันกัน ก็คือสาธารณโภคี แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ข้อที่ ๓ ของพระองค์ก็คือว่าการเคารพกฎเสมอกัน เคารพกฎระเบียบ ก็คือศีลและสามานยตา ยอมรับกฎของสังคม ข้อที่ ๔ ทําความเห็นให้เสมอกัน มีความสมานฉันท์ลงกันด้วย ความเห็นอย่าตีกันก็คือ ทิฐิสามานยตา นี่เราจําได้เพราะเปึนองค์รวมเปึนระบบ เพราะฉะนั้น ศาสนาและศีลธรรมก็จะยั่งยืน แต่คุณธรรม จริยธรรมทางโลกไม่ยั่งยืน แล้วก็อย่างที่ว่า ก็ส่งผลอีกข้อหนึ่งที่ต่างกันชัดเจนคือ ศีลธรรมและศาสนาเราจะเต็มใจทําทั้งต่อหน้าลับหลัง เต็มใจทํา แต่คุณธรรม จริยธรรม

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

คุณวรเดชครับ อย่าไปให้ไกลนัก วกกลับมานโยบายหน่อย

นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

ครับ กําลังจะ สรุปตรงนี้ครับ แต่ถ้าเปึนคุณธรรม จริยธรรมนี่เราจะจําใจทํา ตราบใดที่จับได้ ไล่ทัน เราก็ เปึนผ้าพับไว้ ลับหลังนี่เราก็ยับยู่ยี่ เพราะฉะนั้นจะต้องเลือกความสับสนในกระบวนทัศน์ ผมว่าถ้าอุปมาให้ง่ายที่สุดก็คือว่าเราตกหลุมพรางคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งกําลังเปึน ลูกทรพีที่ฆ่าพ่อแม่กําเนิด ก็คือกําลังฆ่าศาสนาและศีลธรรม กระแสขณะนี้ในทุกวงการ ในเมืองไทยนี่คล้าย ๆ ว่ากลัวศาสนาไม่กล้าพูดศาสนา คิดว่าเปึนเปึนปัจจัยลบ ซึ่งไม่ใช่เลย ของประเทศไทยนี่สถาบันหลักทั้ง ๓ ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์เปึนปัจจัยบวก เปึนทุนทางสังคมที่สําคัญอย่างยิ่ง เราจะต้องเชิดชูและจะต้องนํามาใช้ ไม่ใช่ว่าไม่กล้าพูด ศาสนา ซึ่งผู้นําประเทศแทบทุกวงการจํานวนมากนี่ไม่กล้าพูด แล้วหลบ ๆ เลี่ยง ๆ พูดแต่ คุณธรรม จริยธรรม เพราะฉะนั้นการส่งเสริมไม่มีทางสําเร็จก็นํามาสู่ที่ว่าการที่รัฐบาลจะมี นโยบายอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นจะต้องทําให้เปึนรูปธรรม ทีนี้จะเปึนรูปธรรมอย่างไร ก็จะต้องมีกฎหมาย เพราะไม่อย่างนั้นมาตรการต่าง ๆ นี่มันจะ เหมือนกับยักษ์ไม่มีกระบอง ไม่มีใครกลัวหรอกครับ อย่างทุกวันนี้ตัวอย่างง่ายที่สุด พระพุทธศาสนานี่มีปัญหายืดเยื้อมา ๓๐–๔๐ ป้ ๔๐-๕๐ ป้ ไม่มีกฎหมาย ไม่มีรัฐบาลใด ไม่มีคณะสงฆ์ไหนแก้ได้ ก็ยืดเยื้อเรื้อรังเปึนที่โจษขาน เปึนข่าวหนังสือพิมพ์หน้า ๑ แทบ ทุกวัน ทั้งวงการพระ วงการฆราวาสนี่ครับ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าไม่มีการจัด ระเบียบ ไม่มีทํานุบํารุงส่งเสริม มีพระพุทธศาสนา มีพระราชบัญญัติหลักอยู่ฉบับเดียวคือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ว่าด้วยการบริหารและ การปกครองคณะสงฆ์ ๓ แสนรูป ซึ่ง ๓ แสนรูปนี่คิดจากชาวพุทธทั้งหมด ๖๐ ล้านคน ก็คือแค่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ ฆราวาสอย่างพวกเรา อุบาสก อุบาสิกา ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์นี่ไม่มี การจัดระเบียบ ไม่มีแผนทํานุบํารุง ไม่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นชาวพุทธนี่ เปึนศาสนิกชน ถ้าเปรียบเทียบไปแล้วด้อยคุณภาพที่สุด ในระหว่างศาสนิกชนทั้งหลาย ซึ่งประเด็นนี้ พระเดชพระคุณ เจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ เจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตโต หรือ ป.อ. ปยุตโต ซึ่งเปึนปราชญ์สําคัญของไทยในปัจจุบัน ท่านบอกว่าวิธีง่ายที่สุดที่ผู้ปกครอง ที่ฉลาดจะทําได้ก็คือว่า การส่งเสริมศาสนิกชนซึ่งชาวพุทธส่วนใหญ่ หรือศาสนิกชนศาสนาอื่น ท่านก็ส่งเสริมให้เปึนศาสนิกชนที่ดี เราก็จะได้คนดี ได้นักการเมืองที่ดี ได้พ่อแม่ที่ดี ได้ลูกที่ดี แก้ที่ต้นตอเลยครับ ฟุ๋นฟูความเปึนศาสนิกชนที่ดีในตัวแต่ละคนให้ขึ้นมาให้ได้ เราฟุ๋นฟู ศาสนาและศีลธรรมกลับมา อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ ถ้าศีลธรรมกลับมาโลกาจะสดใส เพราะฉะนั้นวิธีที่พระเดชพระคุณ เจ้าคุณ พรหมคุณาภรณ์บอก เจ้าคุณประยุทธ์ท่านบอกวิธีที่ง่ายที่สุดประหยัดที่สุด มีประสิทธิผล ที่สุดและรวดเร็วที่สุด รัฐบาลที่ฉลาด สภาที่ฉลาดก็คือส่งเสริมศาสนา ศาสนิกชนแต่ละคน ให้เปึนศาสนิกชนที่ดี สมมุติว่าถ้าท่านตั้งเปัาไว้ว่า ๕ ป้นี่ ท่านให้เงินอุดหนุนศาสนาขึ้นจาก ร้อยละ ๐.๒ ให้เปึน ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าถ้ามัวไปติดเพดานว่าป้ละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีทางไปถึงไหน ให้อํานวย ความสะดวกให้ท่านในเรื่องงบประมาณ ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน แล้วท่านจะได้ทํางาน เผยแพร่ได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาเปึนเรื่อง สําคัญอย่างยิ่ง คือเน้นไปที่ฆราวาส ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วการออกกฎหมายอุปถัมภ์ คุ้มครองพระพุทธศาสนาเราก็ทํากันมาต่อเนื่อง ร่างกันมาเปึนสิบป้แล้วนะครับ มีทั้ง พระเถระผู้ใหญ่ มีนักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิทางฆราวาส มีผู้แทนอุบาสก อุบาสิกา ทําประชาพิจารณ์มานับไม่ถ้วน ประทานโทษต้องเอ่ยนามท่าน อย่างเช่นสมัยท่าน ส.ส. ร้อยโท ดอกเตอร์กุเทพ ใสกระจ่าง ท่านเปึนประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ผมก็ ช่วยท่านทํา ไปทําประชาพิจารณ์กันทั่วประเทศ ปรับปรุงมาเรื่อย สมัย สนช. ของผมก็ ปรับปรุงอีก แต่ว่าขั้นตอนต่าง ๆ อย่างที่ว่าความสับสนในกระบวนทัศน์ทําให้ไม่กล้าที่จะ ส่งเสริมศาสนา ซึ่งการอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา ศาสนาแต่ละศาสนามีเอกลักษณ์ของตัวเอง ทั้งศาสนธรรม ศาสนบุคคล ศาสนพิธี ศาสนวัตถุ เพราะฉะนั้นแต่ละศาสนาจะต้องออกกฎหมาย คนละแบบ ปนรวมกันไม่ได้ เพราะถ้าปนรวมกันแทนที่จะเปึนอุปถัมภ์คุ้มครองจะทําให้ สับสนและทําลาย ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ขณะนี้ศาสนาอิสลามท่านก็มีกฎหมายอุปถัมภ์ และคุ้มครองศาสนาท่าน อย่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจญ์ พุทธศักราช ๒๕๒๔ ใช่ไหมครับ แล้วก็มีพระราชบัญญัติบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเกิดจากการยุบรวมปรับปรุงกฎหมาย ๓ ฉบับเก่า ก็คือว่ากฎหมายว่าด้วยการอุปถัมภ์ และคุ้มครอง มีพระราชบัญญัติมัสยิด อิสลาม พุทธศักราช ๒๔๙๐ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การศาสนูปถัมภ์ฝ์ายอิสลาม พุทธศักราช ๒๔๘๘ แล้วก็พระราชกฤษฎีกาศาสนูปถัมภ์ ฝ์ายอิสลาม ฉบับที่ ๒ พุทธศักราช ๒๔๙๑ ๓ ฉบับ ยุบรวมมาเปึนพระราชบัญญัติบริหาร องค์กรศาสนาอิสลาม พุทธศักราช ๒๕๔๐ และขณะนี้ก็มีหลายฝ์ายของท่านมุสลิมกําลัง ปรับปรุงอยู่หลายร่างก็พยายามทําความเห็นส่วนของท่านให้ลงกัน แล้วที่กําลังร่างอยู่ อย่างเช่น พระราชบัญญัติกองทุนซะกาต พระราชบัญญัติอาหารฮาลาล เหล่านี้เปึนต้น ก็คือพระราชบัญญัติเฉพาะที่อุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาอิสลาม ส่วนของศาสนาคริสต์ ก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วยที่พระราชทาน พระบรมราชานุญาตแก่โรมันคาทอลิกมิสซัง ในกรุงสยาม พุทธศักราช ๒๔๕๗ ขณะนี้ท่านกําลังปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ บริหารองค์กรศาสนาคริสต์ พุทธศักราช .... ส่วนฝ์ายศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และซิกข์ ท่านมีศาสนิกชนน้อย ท่านดูแลกันได้ดีมีคุณภาพสูง ทางกรรมาธิการการศาสนาทั้งของ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ของ สนช. เราก็ได้ประสานไปที่ท่าน ท่านก็ยังไม่เห็นร่างมา ท่านอาจจะเห็นว่าไม่มีความจําเปึน เพราะฉะนั้นถ้ามีความจําเปึนเร่งด่วน อย่างชาวพุทธ ที่ว่านี่ ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์ ฆราวาส อุบาสก อุบาสิกา ไม่มีการจัดระเบียบ ไม่มีการทํานุบํารุง ร่างก็พร้อมอยู่แล้ว กระผมคิดว่ารัฐบาลนี้ก็คงจะได้พยายามผลักดัน แล้วก็จะเปึนผลงาน ชิ้นโบแดงที่ท่านจะได้ใจชาวพุทธทั่วประเทศ เพราะว่าชาวพุทธหรือประชาชนทั่วไป ก็เบื่อหน่ายกับข่าวคราววุ่นวายสับสนที่เกิดขึ้นพาดหัวแต่ละวันไม่หมดสิ้นเกี่ยวกับศาสนา ถ้าจัดระเบียบทํานุบํารุงให้เต็มที่ก็จะดีขึ้น

ประเด็นที่ ๒ ที่กระผมบอกว่านโยบายของท่านให้ข้อสังเกตว่าอาจจะตกไป ส่วนที่ว่า ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของ ทุกศาสนา อันนี้ก็เปึนหัวใจสําคัญอย่างยิ่ง แต่ทีนี้เราจะเข้าใจและก็สมานฉันท์กันได้ อย่างไรครับ ก็ต้องเกิดจากความรู้ ทีนี้ความรู้ก็โยงมาสู่นโยบายการศึกษาด้วย ขณะนี้ นโยบายการศึกษาพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ มีความบกพร่องอย่างยิ่ง เพราะไปซ่อน ศาสนาเปึน ๑ ใน ๘ แท่ง อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ศาสนา วัฒนธรรมและสังคม เปึน ๑ใน ๕ สาระ จะมีภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจการปกครองระบอบประชาธิปไตย และศาสนา โดยข้อสอบ ตัวอย่างอย่างสอบเอนทรานซ์ (Entrance) ๑๐๐ ข้อ ออกศาสนา ๕ ข้อ พุทธ ๒ ข้อ อิสลาม ๑ ข้อ คริสต์ ๑ ข้อ พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์ ๒ ศาสนารวมกัน ๑ ข้อ ๕ ข้อ เด็กก็เลยบอกว่า ๕ ข้อ จาก ๑๐๐ ข้อ ดูหนังสือเปึนตั้ง ๆ ไม่รู้จะดูไปทําไม ก็เลิก เพราะฉะนั้น วิชาศาสนาไม่เคยสอนสําเร็จ ที่สําเร็จก็คือศาสนาอิสลามและคริสต์ พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์ ท่านสอนได้ดี มีคุณภาพสูง แต่ชาวพุทธไม่มีโรงเรียนไหนสอน ที่แนะนําว่าสัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง เพราะพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ ให้อํานาจสถานศึกษาทํา หลักสูตรสถานศึกษาได้ เมื่อทําหลักสูตร สถานศึกษาก็ไม่มีอย่างโรงเรียน ๕ อันดับ ๑๐ อันดับแรกทอป ไฟว์ (Top five) ทอป เท็น (Top ten) ผมก็ไปฟังมาผมก็ศิษย์เก่าพวกนี้แหละครับ เขาก็สั่งเลยครูบอกว่า ให้ยัดเยียดสาระศาสนาถ้าเผื่อจะสอนในเทอมแรกของ ม. ๔ ให้มันหมด ให้มันรู้เรื่อง ไม่รู้เรื่อง จําได้ ไม่ได้ ไม่รู้ช่างมัน อีก ๕ เทอมที่เหลือทุ่มวิชาเอนทรานซ์ทั้งหมดนี่ก็เปึน สภาพอเนจอนาถที่ว่าเราขาด เราเรียกร้องกันมาก ผู้ปกครองต้องการมากว่าให้ฟุ๋นฟู วิชาศีลธรรมนี่แหละครับวิชาศีลธรรมขณะนี้ได้พัฒนาไปอย่างมากเปึนวิชาพระพุทธศาสนา ซึ่งสนุกน่าสนใจ เราไม่ได้เน้นเรื่องความจําสอนให้เข้าใจเรามีสื่อทําให้พร้อมทุกอย่าง อบรมครูแล้วคู่มือสอนก็มี อะไรก็มีแต่ไม่มีเวลาสอนก็เหมือนวิญญาณพเนจรหรือเหมือน ประทานโทษที่ของแพง ๆ เราบอกก๋วยเตี๋ยววิญญาณไก่ มันก็กลิ่นไก่ มีน้ํามันไก่ลอย แต่หาชิ้นไก่ไม่ได้ ก็เหมือนกันพระพุทธศาสนา วิชาพระพุทธศาสนา ขณะนี้ก็เปึนโอปปาติกะ ไม่มีร่างนะครับ มีชื่ออยู่ เขาบอกว่าผ่านอย่างไร เอาผ่านอบรมหน้าเสาธง ครู ผู้ปกครอง ก็บอกอบรมหน้าเสาธงแล้ว วันละ ๒ นาที เพราะฉะนั้นทุกคนผ่านวิชาพระพุทธศาสนาหมด อันนี่เปึนเรื่องที่ว่าอยากจะเสนอว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดว่าใน ๑ ป้นี่ต้องปรับปรุง พระราชบัญญัติการศึกษา ถ้าเราอยากเห็นเยาวชนเราไม่ตกเปึนเหยื่อ ไม่เปึนเครื่องมือ ถูกทําลายระเบียบวินัยอย่างสิ้นเชิงในขณะนี้หลงใหลมัวเมาในอินเทอร์เน็ตในบริโภคนิยม วัตถุนิยม อย่างวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาเราก็เห็น ความเละเทะซึ่งน่าสลดใจมากที่ลูกหลาน เราตกเปึนเหยื่อของสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็ส่งเสริมตั้งแท่งศาสนาอีกแท่งหนึ่งให้เปึน ๙ แท่ง มันมีอีกแท่งหนึ่งคือกลุ่มพัฒนาตนเอง ให้เปึนวิชากลุ่มสาระของตัวเองเปึนเอกเทศ ซึ่งจะสามารถทําให้มีความสนใจอย่างจริงจัง กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ เมื่อกี้ กระผมตกลงกับท่านประธานมีชัยแล้วว่าของ สนช. ของผมเหลือเวลาประมาณ ๑๖.๕๓ นาที ซึ่งท่านได้รับมอบจากท่านประธานปรีชามา ผมเปึนรองประธาน คนที่หนึ่ง คงจะใช้เวลาเกินไป แต่คงไม่ถึง ๑๖ นาที ใช้ไม่หมดนะครับ เพราะว่ากระผมได้รับมอบให้อภิปรายประเด็น เรื่องศาสนาในสาระเยอะ เพราะฉะนั้นอันที่ ๒ ประเด็นที่ ๒ ประเด็นแรกพระราชบัญญัติ อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา อื่น ๆ ก็จําเปึนจะต้องออกเพื่อทําศาสนาให้เข้มแข็ง เพื่อที่ศาสนาและศีลธรรมจะได้กลับมานะครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่าง ศาสนิกชนของทุกศาสนานี่ สนช. ก็ได้ร่างพระราชบัญญัติสถานศึกษาไว้แล้ว ซึ่งปรึกษา ผู้นําศาสนาทุกศาสนาเห็นด้วยกันหมดนะครับ ทั้ง ๕ ศาสนานี่ครับ ก็บอกว่าให้เรียน ศาสนาของตัวเองสัปดาห์ละอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง ของตัวเองนี่ต้องเรียนทั้งปริยัติ ปฏิบัติ แล้วก็การวัดผล ๘๐ ชั่วโมงต่อป้ใช่ไหมครับ สัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง เรียน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเรียนศาสนาคนอื่น ๆ ๕ ศาสนาที่ทางราชการรับรองและศาสนาของคนอื่น ๆ ของ ทุกคนในไทย สถาบันศาสนาส่วนรวมของชาวเขา ของอะไรเรียนอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของคนอื่นร้อยละ ๒๐ นี่เรียนเพื่อรู้ ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ต้องวัดผล เพราะเราจะเคารพกัน อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์นี่จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อ การปฏิบัติของเพื่อนศาสนิกชนต่างศาสนาถึงจะอยู่ร่วมกันด้วยดี อันนี้เราก็จะได้ทั้งเรื่อง การศึกษาในนโยบายการศึกษาของท่านคณะรัฐบาลที่แถลงก็จะเห็นได้ใน ๒.๑.๑ นี่ ประเด็นสําคัญอันหนึ่งที่น่าจะเพิ่มก็คือการที่จะให้มีศีลธรรมนําความรู้นี่ครับ ก็รู้สึกว่าจะ ไม่ได้พูด ไปพูดแต่เพียงในข้อ ๒.๒.๒ ว่าคุณธรรมของครู ทีนี้อย่างที่กระผมเสนอว่าให้นํา คําศาสนาและศีลธรรมกลับมาจะได้ไม่ต้องสับสนในกระบวนทัศน์ว่าจะเอาคุณธรรม จริยธรรมที่ไม่อิงศาสนาหรือเอาคุณธรรม จริยธรรมที่อิงศาสนา เพราะทุกศาสนาก็มีระบบ ศีลธรรมของตัวเอง ซึ่งเปึนคุณธรรม จริยธรรมที่เปึนองค์รวมยั่งยืน แล้วก็เต็มใจทําอย่างที่ พูดรายละเอียดไปแล้วนะครับ

ทีนี้มาประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมความเปึนไทยนี่นะครับ ในนโยบายของท่านในข้อ ๒.๔.๒ นี่ก็เห็นบอกว่า ฟุ๋นฟูสืบสานคุณค่าความหลากหลาย วัฒนธรรมไทยคือไปเน้นความหลากหลายวัฒนธรรมท้องถิ่น อันนี้ก็เปึนสิ่งที่ดีนะครับ แต่ก็เปึนการที่สุดโต่งไปข้างหนึ่งถ้าเราจะบอกว่าเราเขวไปเมื่อ ๒๐ ป้ ๓๐ ป้ ๔๐ ป้ ที่ผ่านมาเราเน้นแต่ความเปึนไทยและวัฒนธรรมไทยศูนย์กลางแล้วก็ทอดทิ้งวัฒนธรรมถิ่น อันนี้ก็เปึนเรื่องจริง แต่ในขณะนี้ก็กําลังมีแนวโน้มว่าสุดโต่งไปข้างที่จะเอาแต่วัฒนธรรมถิ่นโดยทิ้งความ เปึนไทย ซึ่งอันนี้ก็เปึนสุดโต่งที่ไม่เหมาะทั้งคู่ ต้องให้สมดุล ต้องให้พอดี อย่างเช่นเรื่อง ความเปึนไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานอย่างที่กระผมอ้างแล้วเมื่อ ๒๐๐ ป้ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๕ นี่ พระราชทานว่า การรักษาอิสรภาพและความ เปึนไทยให้ดํารงมั่นคงยืนยาวไปถือว่าเปึนกรณียกิจอันสําคัญสูงสุด ซึ่งรัชกาลที่ ๖ ท่านได้ พระราชนิพนธ์บทสยามานุสติ สยามานุสติคืออะไร อนุสติ อนุ ในที่นั้นแปลว่า เนือง ๆ ไม่ใช่ น้อย นะครับ ให้ระลึกถึงสยามคือความเปึนไทยอยู่เนือง ๆ เพราะฉะนั้นการที่เรา มีระลึกในความเปึนไทยนี่ครับ ก็จะทําให้มีชาตินิยมอย่างสร้างสรรค์ การที่เราจะคลั่งชาตินี่ เปึนไปไม่ได้ เพราะคนไทยเปึนคนโอบอ้อมอารี เอื้อเฟุ๋อเผื่อแผ่ เข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะฉะนั้นการมีชาตินิยมอย่างสร้างสรรค์นี่จะเปึนการสร้างชาติที่สําคัญเปึนพื้นฐานของ การสร้างชาติที่สําคัญทุกชาติ ตัวอย่างที่เราดูรอบ ๆ เรา อย่างญี่ปุ์น จีน เกาหลี ไต้หวัน ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อเมริกา ล้วนแต่ชาตินิยมอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนั้น เดี๋ยวนี้เราทิ้งหมด ไปเห่อตามกระแสโลกาภิวัตน์เอาตามฝรั่ง ซึ่งไม่มีทางรอดนะครับ ถ้าเผื่อเราไม่ภูมิใจในความเปึนไทยนะครับ เพราะฉะนั้นการส่งเสริมวัฒนธรรมและ ความเปึนไทยนี่ กระผมอยากจะขออนุญาตว่าถ้าเผื่อปรับปรุงได้ ๒.๑๐ ก็เพิ่ม

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตขัดสักเล็กน้อยนะครับ ท่านวรเดชครับ คือเนื้อหาสาระท่านนี่น่าฟังนะครับ ฟังทั้งวันทั้งคืนก็ไม่เบื่อแต่ว่าเวลา มันจํากัด ท่านจะให้เวลาอีกสักกี่นาทีดีครับ ท่านสมาชิกท่านอื่นรอกันอภิปรายนี่ผมขอให้ ท่านสรุปสัก ๒ นาทีได้ไหมครับ เดี๋ยวเรามีเวลาอื่นอีก เรายังได้พบกันอีก สัก ๓ นาทีนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

๒. นี่กระผม อยากจะเพิ่มตอนต้นว่าให้ส่งเสริมจิตสํานึกหรือเสริมสร้างจิตสํานึกเกี่ยวกับสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และส่งเสริมเอกลักษณ์ของความเปึนไทย และค่อยต่อด้วยฟุ๋นฟู และสืบสานคุณค่า คือเอาเรื่องส่วนรวมตั้งก่อนและค่อยเข้าลงท้องถิ่นนะครับ

ทีนี้ประเด็นที่ ๔ ประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องพิพิธภัณฑ์ เราก็คงไม่ค่อยรู้นะครับ ว่าเมืองไทยเรานี่มีพิพิธภัณฑ์มากเปึนที่ ๒ ของโลกนะครับ ประเทศมากที่สุดก็คืออเมริกา ๑,๗๐๐ แห่ง ของไทยมากที่ ๒ ของโลก ๙๓๕ แห่ง ของญี่ปุ์นมากที่ ๓ ประมาณ ๙๐๐ แห่ง แต่พิพิธภัณฑ์ของเราไม่ค่อยมีคุณภาพ ไม่มีการส่งเสริมอย่างจริงจังพิพิธภัณฑ์มี ๓ แบบ คือพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์สถาน และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติยังไม่มีพระราชบัญญัติ ที่ดูแลทั้งหมด เพราะฉะนั้นควรมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการพิพิธภัณฑ์ให้ชัดเจน ส่งเสริม ทํานุบํารุง ๙๓๕ แห่ง ซึ่งเปึนแหล่งเรียนรู้ของชุมชนของท้องถิ่นแล้วก็เชื่อมวัฒนธรรม ทั้งหมดเข้าด้วยกันนี่ อันนี้ก็เปึนอีกประเด็นหนึ่ง ที่ฝากไว้นะครับ ส่วนประเด็นอีกอันหนึ่ง ก็คือเรื่องของการบวชสามเณรในป่ดเทอมกลาง เดิมเรามีบวชสามเณรฤดูร้อน ๑ เดือน ก็ประมาณ ๒ แสนกว่ารูป ทีนี้ป้ก่อน สนช. ปรารภกันว่าเนื่องจากในหลวงท่านทรงพระชนม์ ๘๐ พรรษา เราก็บวชกรณีพิเศษถวายเปึน พระราชกุศลตั้งเปัาไว้ ๘๔,๐๐๐ รูป รัฐสภา ก็ช่วยกันทําร่วมกับทุกจังหวัด ก็ได้เกินเปัาประมาณ ๙๐,๐๐๐ ถึงแสนรูป ก็อยากจะฝาก รัฐบาลว่าให้ส่งเสริมธรรมเนียมการบวชในป่ดเทอมกลางช่วงเดือนตุลาคมอีก ๑ เดือนด้วย เพราะเปึนโอกาสที่จะให้เด็กและเยาวชนได้เข้ามานะครับ นี่กระผมพูดอันนี้ทั้งหมด เรื่องสําคัญก็บอกไปแล้ว อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา ศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าใจอันดี และสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา ส่งเสริมวัฒนธรรมความเปึนไทย ส่งเสริมพิพิธภัณฑ์ ส่งเสริมการบวช

ทีนี้ก็มาประเด็นสุดท้ายครับที่ว่า เรื่องของจิตใจ คุณธรรมนี่ สําคัญอย่างยิ่ง เปึนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างที่บอกแล้ว นักปราชญ์สําคัญ พระเดชพระคุณ เจ้าคุณ พรหมคุณาภรณ์ เจ้าคุณประยุทธ์ ท่านก็บอกว่าวิธีง่ายที่สุดที่รัฐบาลที่ฉลาด หรือว่า รัฐสภาที่ฉลาดจะสามารถพัฒนาพลเมืองของเรา คนไทยให้เปึนคนมีคุณธรรม จริยธรรม ตามที่รัฐธรรมนูญต้องการ หรือว่าใคร ๆ ก็ต้องการเรียกร้องทุกวันนี้ ก็คือฟุ๋นฟูความเปึน ศาสนิกชนที่ดีให้เกิดขึ้นในตัวเอง ซึ่งจะเปึนพื้นฐานให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด เร็วที่สุดนะครับ จะยกตัวอย่างง่าย ๆ ยังเหลือเวลาอีก ๔๖ วินาที ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เรื่องที่ไทยเราเปึนครัวของโลกอันดับ ๕ อันดับ ๖ ขึ้น ๆ ลง ๆ นี่นะครับ ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลก มีประมาณ ๒๐๐ ประเทศ ถ้าเราใช้ศาสนาและศีลธรรมเข้ามาบอกว่าเปึนพืชอินทรีย์ ออร์แกนิค ฟูัด (Organic food) ก็พืชอินทรีย์จริง ๆ ปลอดสารพิษก็ปลอดสารพิษจริง ๆ ไม่หลอกลวงไม่โกงเขานี่ รับรองเราจะขึ้นอันดับ ๓ อันดับ ๔ หรือว่าศาสนา ศีลธรรมกลับมา การประหยัดพลังงานขณะนี้เราสั่งเข้าป้ละ ๙ แสนล้านบาท ผมว่าถ้าเราประหยัดจริงจัง ทั้งรัฐ ทั้งเอกชน น้ํามัน ไฟฟัา ประหยัดได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับ หรืออย่างเช่นที่ว่าเราจะทําเรื่องสุขภาพแพทย์แผนปัองกัน

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วครับ ผมว่า ท่านวรเดช กรุณาเอาเอกสารคําแนะนําทั้งหลายฝากผ่านสภาไปยังรัฐบาลก็เปึนประโยชน์เผื่อรัฐบาล จะได้ไปอ่านต่อ แล้วเนื้อหาสาระท่านดีมาก ผมคิดว่าวิทยุรัฐสภากรุณาจัดรายการให้ท่าน ไปนั่งพูดคุยเผื่อรัฐบาลจะได้ยินบ้างก็ดี เนื่องจากเราบริหารเวลาเพื่อความเปึนธรรม ผมปล่อยเวลาให้ท่าน ผมรู้ว่าเนื้อหาดี แต่ผมปล่อยไปมากท่านสมาชิกท่านอื่นจะดูแล้ว ไม่มีความเปึนธรรม เอาแค่นี้ก่อนนะครับ ขอบคุณมากครับ ท่านถัดไปท่านนิพนธ์ บุญญามณี ๑๒ นาทีครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับผมได้นั่งฟังท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย เมื่อตอนเช้า แล้วก็ได้พยายามศึกษาเอกสารคําแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ซึ่งใน ส่วนที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานหรือในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบขนส่งนั้นท่านได้ แถลงไว้ในข้อ ๑.๑๔ ในเรื่องการเร่งรัดการลงทุนที่สําคัญของประเทศ เช่น การพัฒนา ระบบรถไฟฟัาขนส่งมวลชนและปริมณฑล ๙ สาย รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ รถไฟชานเมือง แล้วก็ในข้อที่ ๓.๓ นโยบายโครงสร้างพื้นฐานและระบบการจัดการขนส่งมวลชน สินค้า และบริการ

ในประเด็นที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานนั้น ในประเด็น ๓.๓.๑ และ ๓.๓.๓ ครับ ผมได้พิจารณาแนวทางของรัฐบาล สิ่งที่ผมกังวลเปึนอย่างยิ่งก็คือว่าผมกลัว ว่ารัฐบาลนี้จะนําไปสู่การพัฒนาที่เรียกว่าขาดความสมดุลในการพัฒนาระหว่างเมืองกับ ชนบทมากขึ้นทุกทีครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้เพราะว่าถ้าได้อ่าน ในนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลจะให้ความสําคัญเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในส่วนของกรุงเทพมหานครหรือปริมณฑลซึ่งเปึนสิ่งที่ถูกต้อง โดยหลักการนั้นพวกผม เห็นด้วยครับ แต่ว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ละเลยและผมไม่เห็นด้วยก็คือว่า รัฐบาลละเลยที่จะพูด ถึงภาคชนบท การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชนบทนั้น ปัจจุบันนี้ท่านประธานก็คงจะ ทราบนะครับว่าในโครงสร้างพื้นฐาน เอาว่าการขนส่งทางบกซึ่งเปึนเครือข่ายที่ใช้ เปึนเครือข่ายหลักในการที่จะใช้ในการขนส่ง ไม่ว่าจะเปึนการขนส่งสินค้าหรือขนส่งประชาชน การสัญจรไปมาต่าง ๆ ผมเอาเฉพาะขนส่งทางถนนนะครับ โครงข่ายการขนส่งทางถนน ทางหลวงพิเศษมี ๔๗๒ กิโลเมตร ทางหลวงแผ่นดิน ๕๑,๒๙๗ กิโลเมตร ทางหลวงชนบท ๑๕๐,๐๐๐ กิโลเมตร ในส่วนที่เปึนทางหลวงชนบทเปึนส่วนที่วันนี้ผมคิดว่าอย่างน้อย พี่น้องในชนบทส่วนหนึ่งยังอยู่กับสภาพที่เราเรียกว่า ถนนฝุ์น หรือว่าถนนดินแดงหรือว่า ถนนลูกรัง ตรงนี้มีระยะความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ท่านประธานครับ รัฐบาลไม่ได้พูดถึงส่วนนี้ทั้ง ๆ ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศใช้บริการในส่วนนี้อยู่ ผมคิดว่า นี่คือสิ่งจําเปึนที่รัฐบาลน่าที่จะให้ความสําคัญในโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว การที่ทุ่มเท งบประมาณ ๔–๕ แสนล้านบาทไปเพื่อระบบราง แล้วไปละเลยการพัฒนาชนบท มันยิ่งทําให้ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทยิ่งห่างขึ้นทุกวัน นั่นคือสาเหตุหนึ่งที่คนใน ชนบทหลั่งไหลเข้ามาอยู่ในเมืองครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราได้กระจายความเจริญไปสู่ ภูมิภาค เรากระจายอํานาจไปสู่ภูมิภาค เราพัฒนาภูมิภาคให้มีความเท่าเทียมกับเมืองหลวง การย้ายหรือการอพยพคนจากชนบทเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงก็จะน้อยลง ความแออัด ในเมืองหลวงก็จะน้อยลง เพราะฉะนั้นเราต้องทํา ๒ อย่างนี้ควบคู่กันไป เราจะไปละเลย สิ่งใดสิ่งหนึ่งไปให้ความสําคัญกับสิ่งหนึ่งมากเกินไป อีกสิ่งหนึ่งให้ความสําคัญน้อยเกินไป มันก่อให้เกิดความไม่สมดุล อันนี้คือช่องว่างของการพัฒนา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียน กับท่านประธานก็คือว่ารัฐบาลนี้น่าที่จะให้ความสําคัญกับเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในชนบท ท่านกล้าพูดไหมครับ รัฐบาลกล้าที่จะรับปากไหมครับว่าถนนฝุ์น หรือว่าถนนดินแดง ถนนลูกรังในชนบทที่เหลืออยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐–๔๐,๐๐๐ กิโลเมตรนั้น ท่านจะทําให้จบ ท่านจะลาดยางให้หมดภายใน ๔ ป้ อันนี้ผมคิดว่าใช้งบประมาณกิโลเมตรหนึ่ง ท่านประธานครับ ถนนจากสภาพเปึนถนนลูกรังแล้วนําไปสู่สภาพการลาดยางที่พอใช้ได้ ในชนบท ผมคิดว่ากิโลเมตรหนึ่งไม่เกิน ๒ ล้าน ๕ แสนบาท ถึงประมาณ ๓ ล้านบาท คูณเข้าไปกับ ๓๐,๐๐๐ กิโลเมตร ประมาณ ๑ แสนกว่าล้าน ๑ แสนกว่าล้าน ใช้เวลา ๔ ป้นี่ถ้าท่านกล้าประกาศว่า ๔ ป้ต่อไปนี้ชนบทจะไม่มีฝุ์นใช้งบประมาณประมาณ ๑ แสนล้านบาท ป้หนึ่ง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ ท่านทยอยทํา ผมคิดว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนี้ละเลย ไม่ได้เขียนไว้ในนโยบายให้ชัดเจน แล้วท่านก็มุ่งไปสู่การพัฒนา เพียงจุดใดจุดหนึ่ง มันทําให้ขาดความสมดุลในการพัฒนา นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไว้เปึนเบื้องต้นนะครับ นอกจากนั้นท่านประธานจะได้เห็นว่าเมื่อได้อ่าน นโยบายใน ๓.๓.๑ แล้ว ท่านพูดถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กระจายไปยังภูมิภาค ท่านพูดลอย ๆ ไว้ แต่ว่าสิ่งสาระสําคัญนั่นก็คือนโยบายด้านการขนส่งที่ปลอดภัย ท่านไม่ได้ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ ท่านจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้การขนส่งทางบกก่อให้เกิด อันตรายต่อทรัพย์สินและชีวิตของประชาชนในแต่ละป้นั้นมากมาย แต่ไม่มีส่วนใดในนโยบาย ที่จะได้กล่าวถึงความปลอดภัยของระบบการขนส่ง ไม่ว่าจะเปึนทางบก ทางน้ํา หรือทาง อากาศ นอกจากนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งสําคัญในนโยบายทางบกนั้นหรือการขนส่ง ทางบกนั้น ท่านขาดนโยบายสําคัญไปก็คือว่าการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะถ้าจะพูดไปแล้วรถขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ นี่แหละครับ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้ ท่านน่าที่จะให้ความสําคัญ เพราะว่าถามว่าคนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ใช้บริการอะไร เปึนหลักใช้บริการของ ขสมก. เปึนหลัก แต่สภาพปัจจุบัน ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสภาพ รถของ ขสมก. นั้น รัฐบาลได้ละเลย ได้ให้ความสําคัญน้อยมากในการที่จะยกระดับ คุณภาพในการที่จะให้บริการกับพี่น้องประชาชน ผมติดตามข่าวทราบข่าวว่ารัฐบาลเอง ก็กําลังจะมีความคิดที่จะไปนําเอาระบบรถไฟฟัาของเอกชน รัฐบาลจะเข้าไปซื้อหุ้น ในบริษัทเอกชน ซึ่งเขาลงทุนไปแล้ว ทําไมรัฐบาลคิดที่จะยังเอางบประมาณแผ่นดินซึ่งเปึน ภาษีของประชาชนไปซื้อในโครงสร้างพื้นฐานที่เราให้เอกชนได้ดําเนินการแล้วงบประมาณ ส่วนนี้ผมคิดว่าอีกประมาณ ๔๐,๐๐๐–๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านจะไปซื้อรถไฟฟัา จากเอกชนมาบริหารจัดการ ท่านสู้เอางบประมาณส่วนนี้ไปแก้ไขปัญหาขนส่งมวลชน ของกรุงเทพมหานครหรือ ขสมก. จะดีกว่าครับท่านประธานครับ

สิ่งสําคัญอีกประการหนึ่ง ท่านประธานครับ ในนโยบาย ๓.๓.๓ ก็คือ การพัฒนาขนส่งทางน้ํา ผมคิดว่ารัฐบาลขาดความชัดเจนในการที่จะพูดถึงโครงสร้าง พื้นฐานในด้านนี้ วันนี้ไม่ว่าจะเปึนภาคเหนือก็ดีครับ ภาคเหนือในการพัฒนาท่าเรือที่ เชียงแสน ที่บ้านของประธานแห่งที่ ๒ ก็ดี ภาคกลางการก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าทางน้ํา เพื่อประหยัดพลังงานนะครับ ภาคตะวันออกการพัฒนาท่าเรืออเนกประสงค์ที่จังหวัดตราด ก็ดี ที่จังหวัดจันทบุรีก็ดี หรือแม้แต่ภาคใต้ ท่านประธานครับ ภาคใต้ตอนบนนั้นเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดชุมพรกับจังหวัด ระนอง ภาคใต้ตอนกลางนั้นระหว่างจังหวัดกระบี่กับจังหวัดสุราษฎร์ธานีหรือขนอม ซึ่งรัฐบาล ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้สร้างในส่วนที่เรียกว่าเปึนส่วนถนนไว้แล้ว ที่สําคัญก็คือ ภาคใต้ตอนล่าง ท่านประธานครับ วันนี้จําเปึนอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีท่าเรือน้ําลึกเกิดขึ้น ในฝัืงอันดามัน เพื่อที่จะเปึนประตูเป่ดการค้าขายกับประเทศอินเดียก็ดี กับตะวันออกกลาง ก็ดี สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าวันนี้ท่าเรือน้ําลึกที่สตูลมีความจําเปึน ท่านจะต้องกําหนดกรอบ ระยะเวลาที่ชัดเจนและแน่นอนว่าท่านจะทําให้จบภายในระยะเวลาเท่าไร ผมคิดว่า ถ้าท่านทําสิ่งเหล่านี้แล้วสามารถเชื่อมระหว่างท่าเรือน้ําลึกที่สตูลกับท่าเรือน้ําลึกที่สงขลาได้ เราจะทุ่นค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เราจะลดต้นทุนในการที่จะสร้างเสริมศักยภาพในการแข่งขัน กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราจะเป่ดเชื่อมระหว่างฝัืงอ่าวไทยกับอันดามันก็ดี หรือว่าอ่าวไทย ฝัืงสงขลาเชื่อมไปยังท่าเรือน้ําลึกที่แหลมฉบังก็ดี อันนี้จะเปึนเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เรามุ่ง จะลดต้นทุน เราต้องการที่จะสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยหวังว่านอกจาก ที่จะลดต้นทุนในด้านสินค้าคงคลังแล้ว คือไม่ต้องไปให้มีสินค้าคงคลังมากนัก เพราะการมี สินค้าคงคลังมากมันก่อให้เกิดต้นทุนของผู้ผลิต ถ้าเราจัดระบบการขนส่งที่มีคุณภาพ ทั้งทางบกและทางน้ํา เราเชื่อมโยงกัน มีการวางแผนรองรับที่ชัดเจน เราจะเพิ่มศักยภาพ ในการแข่งขันของประเทศเพิ่มขึ้นเปึนอย่างยิ่ง แต่ผมดูนโยบายรัฐบาลแล้วผมคิดว่า รัฐบาลให้ความสําคัญกับส่วนนี้ยังน้อยอยู่ ท่านเขียนไว้แต่เพียงลอย ๆ แล้วท่านก็ไม่ได้ ระบุว่าถ้าท่านต้องการที่จะส่งเสริมการพาณิชยนาวีท่านจะเพิ่มการลงทุนในบริษัทไทย เดินเรือทะเล ท่านจะทํา ท่านจะทําอย่างกับบริษัทนี้ ท่านเขียนไว้ลอย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าภายใต้เวลาที่จํากัด ผมอยากจะฝากให้รัฐบาลได้มี ความชัดเจนว่าวันนี้เมื่อท่านพูดถึงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์นี้ท่านจะทําอย่างไร สร้างความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศได้อย่างไร ท่านต้องพูดเปึนระบบทั้งหมด ไม่อย่างนั้นถ้าท่านพูดเฉพาะส่วนท่านไม่สามารถจะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ ทําให้ต้นทุนในการแข่งขันของประเทศนี้สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน นั่นก็หมายความว่า ประสิทธิภาพ หรือว่าความสามารถในการแข่งขันของเราด้อยลง เพราะฉะนั้นการให้ ความสําคัญกับระบบโลจิสติกส์อย่างแท้จริงนี้เปึนสิ่งสําคัญที่รัฐบาลนี้จะต้องให้ความสําคัญ แล้วก็รัฐบาลจะต้องไม่มีการพัฒนากระจุกตัว ซึ่งจะทําให้เกิดช่องว่างระหว่างเมืองกับ ชนบทมากยิ่งขึ้น ผมจึงได้กราบเรียนในประเด็นดังกล่าวกับรัฐบาล ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปนะครับ ก็เปึน ท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ พรรคเพื่อแผ่นดิน เชิญครับ

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม สมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อแผ่นดิน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาในวันนี้ นโยบายที่ รัฐบาลได้แจกให้ผมนั้นนะครับ ผมได้อ่านมาครบถ้วนแล้วถึง ๙ นโยบายหลัก จะเห็นว่า นโยบายต่าง ๆ นี้ได้ครอบคลุมทุกมิติครบถ้วนในปัญหาทางสังคม แต่ผมในฐานะที่เปึน สมาชิกของพรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคเพื่อแผ่นดินได้รับผิดชอบกระทรวงเทคโนโลยีและ สารสนเทศผมจึงขออนุญาตที่จะเอานโยบายข้อ ๓.๕ เรื่องนโยบายเทคโนโลยีและ สารสนเทศมาขยายความ แล้วก็มาแสดงให้เห็นว่าเรามีความตั้งใจที่จะทํางานอย่างไร ท่านทราบไหมครับว่าโลกของเราทุกวันนี้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนี้ได้แข่งขันกันด้านไอซีที (ICT) สูงมาก เรามีคําถามไหมครับว่าทําไมเราจึงแพ้จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย สิ่งเหล่านี้ทําให้เราเกิดความรู้สึกว่าประเทศไทยเรานี้เริ่มล้าหลังจะแพ้เวียดนามตามอีก ประเทศหนึ่ง เรามาฉุกคิดดูว่าไอซีทีนั้นนะครับ เรานี่ได้พัฒนาประเทศไปลักษณะที่ยังไม่จริงจัง ผมเชื่อว่าในยุคของรัฐบาลชุดนี้จะมีความตั้งใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างก้าว กระโดดและจริงจัง เช่น ในอดีตที่ผ่านมาเราคิดถึงการพัฒนาคน การพัฒนาเครือข่าย การใช้ไอซีทีในระบบ ราชการและเอกชน ไม่ว่าอีโลจิสติกส์ (e-Logistic) หรืออีกัฟเวิร์นเมนท์ (e-Government) แต่ลักษณะอย่างนั้นนะครับ เปึนแนวคิดโดยการลอกจากบรรทัดฐานที่ประเทศอื่นทํามา เสร็จแล้วก็นําเข้าเทคโนโลยี มีการซื้อซอฟต์แวร์ของแซพ (SAP) บ้าง ของโอราเคิล (Oracle) จากต่างประเทศนําเข้าในป้ต่าง ๆ เราเสียเงินเปึนจํานวนนับหมื่นล้าน ในช่วงที่ผ่านมา ๑๐ ป้นี่นะครับ ผมคิดว่าเราเสียเงินมานับแสนล้านในการพัฒนาไอซีทีของประเทศเรา แต่พอเรานํามาใช้ เราจะเห็นได้ว่าซอฟต์แวร์ที่นําจากต่างประเทศก็ตาม จะไม่สอดคล้องบริบทของสังคมไทย สิ่งเหล่านี้นะครับทุกคนทราบ ข้าราชการทุกคนทราบ แต่ทุกคนไม่กล้าพูด เพราะฉะนั้น ผมเชื่อนะครับว่า การพัฒนา ณ วันนี้เราจะต้องกลับมาเพื่อจะสร้างสรรค์ไอซีทีอย่างที่ได้ เขียนไว้ในนโยบายข้อ ๓.๕.๒ ว่าจะมีการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และอุตสาหกรรมไอซีทีนั้นให้เจริญก้าวหน้าในประเทศ ผมคิดว่าไอซีทีของบ้านเรานะครับ สถานการณ์ปัจจุบัน ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดเปึนรูปธรรม สมมุติว่ากรณีอินเทอร์เน็ต ที่เราใช้ความเร็วสูงนี่ เราจ่ายเดือนละ ๖๐๐ บาท เราได้ ๑ เมกกะบิท เพอร์ เซค (Mega-bit per sec) ท่านทราบไหมครับว่าจ่าย ๖๐๐ บาท ของเกาหลีได้ ๕๐ เมกกะบิท เพอร์ เซค เรามีถนน ๑ เลน แต่เขามี ๕๐ เลน มันจะสู้กันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าท่านจะสร้างซอฟต์แวร์ หรือไอซีทีของกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี หรือว่ากระทรวง พาณิชย์ต่าง ๆ ที่ทํากันมากมายนี่นะครับ ไม่สามารถเลย เหมือนเราสร้างตึกหลายหลัง แต่เรามีถนนตรอก ซอก ซอยเล็ก ๆ พอมาก็ติดขัด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญ ที่ท่านต้องกลับมาพัฒนาอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนะครับ ทีนี้ประเด็นนี้ที่เราจะฝากนะครับ คือว่าในเรื่องที่ผ่านมานี้เราเน้นแต่ว่าจะพัฒนาเทคโนโลยี แล้วก็นํางบประมาณของประเทศชาติไปซื้อแต่ละป้ แต่เราน่าจะเปลี่ยนมิติใหม่ในการพัฒนา ที่ผมจะขออนุญาตเสนอในวันนี้ก็คือว่า เราต้องพัฒนาอย่างก้าวกระโดดนะครับ โครงสร้าง ไอซีทีขนาดใหญ่ เช่น ซิลิกอน วัลเลย์ (Silicon valley) ต้องมีการคิด ต้องมีการกระทําทุกประเทศ ทั่วโลกมีหมด มันจะดึงดูดผู้มีองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมามากมาย เราต้องปรับปรุงกฎหมาย แก้ไขกระบวนการต่าง ๆ เพื่อจะส่งเสริมให้มีการพัฒนาเทคโนโลยี สารสนเทศในลักษณะที่เปึนใหญ่ ๆ แบบซิลิกอน วัลเลย์ นั้นนะครับ ทีนี้เรามาดูว่า เปึนโชคดี ที่ประเทศไทยเรานี่นะครับ บริษัท แคท เทเลคอม (CAT Telecom) ได้ไปร่วมพัฒนาการลงทุน กับเครือข่ายของไฟเบอร์ เอเอจี (Fiber AAG) ก็คือว่าอเมริกัน เอเซียน เกทเวย์ (American Asian Gateway) มีความเร็วถึง ๖๔๐ จิกกะบิท เพอร์ เซค (Giga-bit per sec) สิ่งเหล่านี้แหละครับ เปึนประตูสําคัญที่ได้ลงทุนกับ ๑๐ ประเทศก็คือว่า อเมริกา ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟ่ลิปป่นส์ อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน เวียดนาม และไทย และมาลงที่ศรีราชา ต้นทางที่อเมริกา ท่านคิดนะครับว่าเรามีเกทเวย์ใหญ่จะมาถึงศรีราชาที่จะใช้ได้ประมาณ เดือนมีนาคม ๒๕๕๒ แต่ท่านเชื่อไหมครับว่า เราสร้างถนนเกทเวย์ใหญ่มาแล้ว แต่เรา ยังไม่สร้างถนนซอย ผมไปถามแคท เทเลคอม แล้ว มีแผนการลงทุน แต่ไม่มากเท่าไร ถ้าเราสร้างเกทเวย์ใหญ่นี่ไปที่เกาะภูเก็ต เกาะภูเก็ตจะเปึนแหล่งดึงดูดนักธุรกิจจะเปึนแหล่ง ดึงดูดธุรกรรมต่าง ๆ มากมาย เพราะฉะนั้นแล้วผมเชื่อเลยนะครับว่าเกาะภูเก็ตเรานี่นะครับ จะเปึนเอาท์ซอร์สซิง ไอแลนด์ (Outsourcing island) แล้วก็จะเปึนแหล่งวิจัยพัฒนาทางด้าน นวัตกรรมของโลก ได้มีการไถ่ถามนักลงทุน แล้วก็นักคิดต่าง ๆ ถ้าเปรียบเทียบกับ สิงคโปร์ เวียดนามเขายินดีจะมาเกาะภูเก็ต ท่านคิดดูสิครับ ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราพัฒนาอินฟราสตรัคเจอร์ได้อย่างสมบูรณ์ แต่เราปล่อยให้ กสท. พัฒนาด้วย รัฐวิสาหกิจตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้วผมขอฝากเรียนรัฐบาลเลยครับว่า จะต้องสนับสนุนเงิน จะเปึนหมื่นล้านก็ยินดี เพราะสิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากมาย ผมจะยกตัวอย่าง ให้ฟังว่าเราอาจจะได้มีเว็บ มาสเตอร์ (Web master) แบบดี ๆ เหมือนอย่างอี-เบ (e-Bay) ท่านทราบไหมครับ อี-เบนี่ทํากําไรป้ละ ๘,๐๐๐ ล้านบาท อาลีบาบา (Alibaba) ทํากําไรป้ละ ๔,๐๐๐ ล้านบาท กูเกิล (Google) ป้ละ ๒ แสนกว่าล้านบาท ผมได้เคยไปประเทศเกาหลี นะครับ บริษัท แกรวิตี้ (Gravity) ที่ผลิตเกมแรกนาร็อก (Ragnarok) ท่านเชื่อไหมครับว่ามีคนทํางาน ๓๕๐ คน มีตึกหลังหนึ่งทําเงินในแต่ละป้ได้นะครับ ประมาณป้ละ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมถามว่าเราต้องใช้นากี่ไร่ ต้องใช้คนกี่สิบล้านคน เปึนล้านไร่นะครับกว่าจะได้เงินขนาดนี้ เพราะฉะนั้นแล้วการเป่ดเกทเวย์ครั้งนี้เปึนมิติ สําคัญผมขอฝากรัฐบาลว่า กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศมีความจําเปึนที่จะต้อง สนับสนุนแคท เทเลคอม เราสนับสนุนกันเต็มที่เลยครับ เราดูว่าการอภิปรายในแต่ละเรื่องมา เรามีการลงทุนพาณิชยนาวี เรามีทุกอย่างในประเทศเรามีหมด แต่ทําแล้วไม่จบ ทําครึ่ง ๆ กลาง ๆ มีแล้วก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นผมขอฝากนะครับว่าปัญหา ปัจจุบันที่บ้านเราเกิดขึ้นนอกจากจะอินฟราสตรัคเจอร์ไม่สมบูรณ์แล้วนะครับ ระบบ การเขียนซอฟต์แวร์หรือการสอนซอฟต์แวร์นะครับ ๑. อาจารย์ไม่ทุ่มเทเวลาเต็มที่เอาเวลา ไปทํางานจ็อบ (Job) เสียส่วนมาก นี่เกิดขึ้น ผมคุยกับซิปัา (SIPA) ดอกเตอร์รุ่งเรืองนะครับ ได้บอกว่าปัจจุบันซิปัาได้เข้าไปบริหารงานกับอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยในการสอนไอทีแล้ว สมัยก่อนกว่าจะเปลี่ยนหลักสูตรได้ต้องใช้เวลาเปึนป้เดี๋ยวนี้ทุกคนร่วมมือกันแสดงว่า แสงสว่างเริ่มที่จะมีแล้วครับในการพัฒนาร่วมกัน แล้วคุณภาพของเด็กที่มาเรียนปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อเด็กปัจจุบันสมาธิสั้น ไม่ตั้งใจ ไม่สนใจในการเรียนที่จะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยแท้จริง ผมไม่รู้ว่าระบบเกมต่าง ๆ ทําให้เด็กแปรปรวนทางจิตใจมากหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อระบบการศึกษาระดับสูงมาก เพราะฉะนั้นผมได้เห็นมากมาย แล้วงบประมาณที่ซิปัาที่ส่งไปให้ในการสนับสนุนมหาวิทยาลัยสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ป้ละมากนะครับ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดเอาท์คัม (Outcome) ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่สําคัญ ที่เราจะต้องดู แล้วประการสุดท้าย เกี่ยวกับเรื่องปัญหาเทคโนโลยีสารสนเทศเราครับ คือการเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์เราไม่มีมาตรฐาน ท่านเชื่อไหมครับมาตรฐานของโลก ซีเอ็มเอ็ม (CMM) มี ๕ ระดับ ก็คือเหมือนกับมาตรฐานไอเอสโอ (ISO) ของการเขียน ซอฟต์แวร์ ประเทศไทยเรานะครับ ในระดับ ๑ ระดับ ๒ มีไม่ถึง ๑๐ คน ประมาณหลักสิบ แต่ระดับ ๔ ระดับ ๕ แทบไม่มีเลย ขณะนี้ในประเทศอินเดียมีเปึนแสนคน ในประเทศ เกาหลีมีเปึนหมื่นคน ถ้าเรายังไม่พัฒนาทุกกระบวนการทั้งระบบอย่างนี้นะครับเราจะ ไม่สามารถที่จะต่อสู้กับเขาได้ ผมขอฝากสุดท้ายนะครับ ว่าการเป่ดน่านฟัาเทคโนโลยีสารสนเทศ นั้นจะเปึนการเป่ดน่านฟัาที่ทําให้เรามีอินคัม (Income) เข้าประเทศมาก อย่างที่ผมได้กล่าว ไว้แล้วจะทําให้เอาท์ซอร์สซิง แม้กระทั่งโรงพยาบาลที่รัฐมนตรีได้บอกนะครับ ไม่จําเปึนเลย ต้องไปเป่ดโรงพยาบาลใหม่ สามารถใช้โรงพยาบาลอย่างนี้ครับ สามารถวิเคราะห์แล็บ (Lab) แล้วส่งไปที่อเมริกาได้ เพราะว่าเกทเวย์ที่จะทํานั้นเปึนจํานวนมาก คนที่มาทํางานประเทศไทย ก็เหมือนทํางานอเมริกา เพราะฉะนั้นแล้วจีดีพีของเรา ๘.๔ ล้านล้านบาทในอนาคต ถ้าเราพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ดีแล้วจีดีพีเราจะถึงสิบล้านล้านบาท ผมขอฝากนะครับว่า เราพัฒนาเกษตร พัฒนาอะไรได้ใช้เงินเปึนหมื่น ๆ ล้านบาท ขอฝากว่าป้หน้า อีก ๒ ป้ เราจะได้ใช้เกทเวย์แล้ว ป้ ๒๕๕๒ ถ้าเรายังไม่ทําอินฟราสตรัคเจอร์ไปถึงกรุงเทพมหานคร ไปถึงภูเก็ตแล้วที่เราลงทุนกับเขาก็สูญเปล่า ขอฝากให้รัฐบาลนี้ได้นําพาเรื่องนี้ ขอบคุณมากครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ตรงเวลาเป็ะเลยนะครับ ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่าน พลอากาศเอก วัลลภ มีสมศัพย์ เชิญเลยครับ

พลอากาศเอก วัลลภ มีสมศัพย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

กราบเรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วัลลภ มีสมศักดิ์ สมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา วันนี้ก็จะขอพูดและแนะนําในเรื่อง สัก ๔ หัวข้อแต่แบบสั้น ๆ นะครับ ก็เปึนเรื่องนโยบายที่ทั่วไป แล้วก็นโยบายในเรื่อง ความมั่นคงของชีวิตและสังคม นโยบายการเงินการคลัง และเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมครับ ก็คิดว่าคงใช้เวลาไม่มาก เพราะว่าพูดยาว ๆ ไม่ค่อยเปึน ดูนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไปในวันนี้แล้วก็รู้สึกว่าจะครอบคลุมดีและค่อนข้างจะยาวไป ด้วยซ้ําไป เพราะว่าถ้านโยบายลงละเอียดแล้วก็จะเปึนภาระหรือว่าจะเปึนแบบข้อผูกมัด ที่ว่าจะต้องทําให้ได้ ทําให้ครบ ปกติแล้วนโยบายจะพูดเรื่องกว้าง ๆ แล้วเราลงไปในแผน ปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยนิยมที่จะพูดให้ครอบคลุมแล้วก็ให้ละเอียดกว่าปกติ อย่างเช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ เปึนต้น แล้วก็จะต้องมีมาตรามากมายซึ่งช่วงที่ผ่านมา ก็ได้อภิปรายถึงเรื่องนี้ว่าเราจะลดลงบ้างได้ไหม ก็ลดลงได้ไม่มากครับ สําหรับนโยบาย เร่งด่วนที่สําคัญก็คือข้อ ๑.๑ นี้ครับ ก็ขอกล่าวอีกนิดเพราะว่ามีบางท่านกล่าวมาแล้ว ๑.๑ นี้น่าจะเปึนเรื่องที่ให้ความเร่งด่วนซึ่งสําคัญที่สุดเลยมาอยู่ ๑.๑ เรื่องสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ฟุ๋นฟูอะไรนี่ครับ แล้วผมก็ไปชอบบรรทัดที่ ๓ ที่บอกว่า สมัครสมานสามัคคี มิใช่ว่าเผอิญไปพ้องกับชื่อท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่หมายถึงว่า คําว่า สมัครสมาน สามัคคี นี้เปึนเรื่องแรกเร่งด่วนที่จะทํา ทําอย่างไรถึงจะให้คนมาสมัครใจ ประชาชนในชาติ ที่ว่ามีความเห็นแตกต่างกัน แล้วก็ค่อนข้างจะแตกแยก แต่ก็ไม่ถึงแตกหักนี่ละครับ ทําอย่างไรให้เขาสมัครใจมาสมัครสมานสามัคคีกันได้ คือให้สมัครใจด้วยความยินยอม พร้อมใจ ก็มีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่งว่า ที่จริงแล้วเราก็เปึนคนไทยด้วยกันทั้งหมดนะครับ การที่จะให้เกิดอย่างนี้ขึ้นได้มันก็ต้องคิดส่วนรวมเปึนหลัก ผลประโยชน์ของประเทศชาติ เปึนหลัก แล้วก็ข้อต่อไปก็คือต้องลดอัตตาลงเล็กน้อย ต่างคนต่างช่วยลดว่า ตนของตน กูของกู อย่างนี้ตามหลักธรรมะ ถ้าเราเห็นแต่ประโยชน์ของชาติเปึนหลัก อะไรที่เปึน ผลประโยชน์ของชาติเราก็สนับสนุน อะไรที่เปึนตัวของเรา ของเรานี่เราก็พี่น้องกันทั้งนั้น เราก็คุยกันได้คงไม่มีอะไร ประชาชนในชาตินี้เขาก็มีแนวโน้มที่ดีอยู่แล้วนะครับ ส่วนสําหรับ เรื่องต่าง ๆ ที่เปึนคดีความเปึนอะไรก็เปึนเรื่องของคดีความไป เหมือนกับพี่น้องเราก็โดน ลงโทษก็ช่าง แต่ตอนหลังเราก็มาดีกันอีกก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ

สําหรับข้อต่อไปก็เปึนเรื่องความมั่นคงชีวิตและสังคม ซึ่งผมก็เปึนรองประธาน คณะกรรมาธิการสามัญ เด็ก เยาวชนและสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของ มนุษย์นะครับ ที่ผ่านมาได้เสนอพระราชบัญญัติไปเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนา เด็กและเยาวชนครับ ซึ่งหลังจากพระราชบัญญัติได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคมแล้ว ในนั้นก็จะบอกว่าใช้บังคับ ๙๐ วัน แล้วก็ให้ตั้งสภาเด็ก และเยาวชนประจําอําเภอขึ้นก่อนภายใน ๙๐ วันหลังจากที่ประกาศแล้ว ก็เปึน ๑๘๐ วัน หลังจากนั้นเพิ่มอีก ๙๐ วัน ก็ให้ตั้งของจังหวัดนะครับ สภาเด็กและเยาวชนจังหวัด ต่อจากนั้นก็ตั้งสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติในเวลา ๑๘๐ วัน ซึ่งนับแล้วทั้งหมดนี้ก็ต้อง เสร็จภายในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ป้นี้นะครับ แต่หลังจากการที่ได้ไปติดตามผลหลังจาก พระราชบัญญัติออกมาแล้ว ทางเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงซึ่งมีกระทรวงพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับกระทรวงศึกษาธิการและหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ หน่วยงานก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจกันดีนัก แล้วก็ยังไม่ได้เริ่มทําอะไร ก็ฝากเปึนข้อสังเกตไว้ว่า ควรจะต้องรีบเร่งทําไปตามพระราชบัญญัติให้เรียบร้อยนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็เปึนเรื่องนโยบายเกี่ยวกับการเงินการคลัง ซึ่งมีสมาชิกผู้ทรง เกียรติหลายท่านได้พูดถึงว่ามาตรการการประกัน ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี่ละครับ เมื่อที่ผ่านมานี้ ท่านสมาชิก สนช. หลายท่านก็ได้เป่ดอภิปรายเรื่องนี้ครับ ก็มีความเห็นว่าควรจะเลิก ซึ่งมีเหตุผลต่าง ๆ นานา แต่ทางรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบก็รับไปพิจารณาแต่ยังไม่ได้ปฏิบัติ ทั้ง ๆ ที่ตอนที่ท่านมารับตําแหน่งใหม่ ๆ ท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าจะเลิก แล้วไปศึกษากับ ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยที่เกี่ยวข้องแล้ว ตอนหลังก็เกิดเปลี่ยนใจก็ยังไม่ได้เลิก คิดว่าคงจะต้องดูผลดีผลเสียอะไรต่าง ๆ นานาให้มันรอบคอบอีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะเราเคยอภิปรายไปแล้วก็ยังไม่ได้มีผลอย่างนั้นนะครับ ซึ่งตอนนั้นก็ได้พูดถึงว่าการ ที่เราประกัน ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้ทําให้เกิดตลาดออฟชอร์ขึ้นที่ประเทศเพื่อนบ้านเราทางใต้ ทางรัฐบาลก็ได้บอกว่า ตลาดออฟชอร์นี่ตอนนั้นบอกว่าไม่มีหรอก เพราะว่าการจะเอาเงิน ใครไปแลกดอลลาร์ที่ประเทศนั้นมันยากต้องไปแลกเปึนเงินของประเทศนั้นก่อนแล้วไป แลกดอลลาร์กลับมา ซึ่งอันนั้นเปึนวิธีที่ถูกต้อง แต่ที่จริงเขาสามารถเอาไปแลกได้เลยนะครับ โดยที่ตามห้าง บางแห่งเขาก็รับแลกเลย แต่ในภายหลังก็คงจะยอมรับกันว่ามีตลาดออฟชอร์จริง คือดูใน ทีวีช่อง ๙ เขาจะมีเรท (Rate) ตอนแรกอัตราเงินไทยต่อดอลลาร์ มีตลาดออฟชอร์ แล้วก็ ตลาดในประเทศนะครับ ตอนนั้นมัน ๒๙ บาทกว่า กับ ๓๓ บาทกว่าก็เปึนที่ยอมรับ ซึ่งตอนนั้นได้ข่าวว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็มึน ๆ ไปกับธนาคารแห่งประเทศไทย เหมือนกันนะครับ เรื่องธนาคารแห่งประเทศไทยท่านก็มีเหตุผลของท่าน เพราะว่าเปึน หลักการครับ ทีนี้ในระบบการเงินในสมัยปัจจุบันนี่มันใช้นอกหลักการ ใช้แบบคล้าย ๆ อย่างที่ศัพท์ชาวบ้านเขาเรียก วิชามาร ซึ่งการศึกษาไม่ได้บอกไว้ การศึกษาสมัยก่อน เดี๋ยวนี้มันมีพลิกแพลงต่าง ๆ เยอะ เพราะฉะนั้นก็เปึนข้อสังเกตว่ารัฐบาลก็ควรจะไปคุย กับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือว่าสมาคมธนาคาร หรือสมาคมอะไรที่คุยกัน คุยกันให้ดี เพราะว่าลึก ๆ มันมีอะไร ไม่อยากให้เกิดคําว่า แบบป้ ๒๕๔๐ ออกมายอมรับว่า ในนั้นที่ วิกฤติเศรษฐกิจเพราะว่ารู้ไม่เท่าทันแล้วก็โดนฟัองปรับไปคนเดียวอะไรอย่างนั้น ไม่อยาก ให้เกิดอย่างนั้น แต่มีในแง่ลบที่เขามองกันว่าออฟชอร์มันดีตรงที่ว่าสถาบันการเงิน หรือบุคคลที่ร่ํารวยหน่อยก็สามารถจะเมค มันนี (Make money) ได้โดยเอาเงินไทยไปซื้อ ดอลลาร์แล้วกลับมาแลกเงินบาทในเมืองไทย อันนี้ก็มองในแง่ลบ ไม่ทราบจะมีจริง หรือไม่มีจริงนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องนโยบายข้อ ๓.๒ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมให้ได้เปรียบ ให้เปึนสินค้าส่งออกที่ทําเงินให้กับประเทศซึ่งรัฐบาล ที่ผ่านมาก็เคยพูดว่า เราจะทําประเทศไทยให้เปึนครัวของโลกบ้าง ทําให้เปึนฮับ ในเรื่องอุตสาหกรรมบ้างอันนี้ก็เปึนสิ่งที่ดี แต่มีข้อสังเกตว่าน่าจะดูประเทศต่าง ๆ ให้รอบคอบ เผอิญผมได้ไปอียิปต์มาก็คิดว่าอียิปต์นี้อยู่แอฟริกา มีทะเลทรายซาฮารา (Sahara) คงจะแห้งแล้ง ขาดแคลนอาหาร แต่พอไปแล้วตกใจครับ เพราะว่าอาหารเขา อุดมสมบูรณ์ มีทั้งเนื้อ ทั้งไข่ ทั้งผัก ผักนี่เขาสดกว่าของเราแล้วก็ปลอดสารพิษ โดยเขามี ระบบชลประทานที่ดี มีน้ําออกมาทางท่อเอามาจากโอเอซิส (Oasis) เขามาเดินตามท่อ อันนี้ ก็คิดว่าน่าปฏิบัติ แต่เราจะต้องหาข้อมูลให้เรียบร้อยนะครับ ซึ่งก็จะได้เงินเข้าประเทศเยอะ เพราะว่ารัฐบาลที่ผ่านมากับ สนช. ก็ได้ออกพระราชบัญญัติที่ประกาศราชกิจจานุเบกษา ไปแล้วรวม ๑๗๒ ฉบับ แล้วที่รออยู่อีก ๔๙ ฉบับ รวมแล้ว ๒๒๑ ฉบับ ก็ใช้เงินใช้ทองมาก ทั้งใช้ทรัพยากร ทั้งบุคลากร แล้วมีกองทุนต่าง ๆ อีกซึ่งก็เปึนภาระกับรัฐบาลชุดนี้ที่จะต้อง ขยันหาเงินขึ้นมา วิธีหนึ่งที่จะหาเงินได้นอกจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนแล้วคือถ้าเรามี ความสามัคคี ประเทศเราไปด้วยกันเปึนอันหนึ่งอันเดียว เห็นแก่ประโยชน์ของชาติแล้ว ก็เปึนที่เชื่อถือของต่างประเทศ เดี๋ยวเงินทองมันก็จะไหลเข้ามาลงทุน อีกวิธีหนึ่งก็หาเงิน จากภายในประเทศ หรือว่ากู้ยืมธนาคารอะไรต่าง ๆ ก็พอจะได้ ที่ผ่านมาเมื่อป้ที่แล้ว ผมได้เสนอญัตติอภิปรายทั่วไปในเรื่องการพิจารณาเก็บภาษีมรดกและทรัพย์สิน ซึ่งเราไม่ได้กะว่าจะเก็บแบบขูดเลือดขูดเนื้อ เอาเปึนเอาตาย คล้าย ๆ กับสิงคโปร์ เขาเก็บ แค่พอให้รู้ว่าต้องรับผิดชอบต่อสังคมอะไรอย่างนี้ ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็เสนอไป ตอนนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังก็มาฟังท่านก็เห็นด้วย แต่เวลาไปปรึกษา หรือนําไปปฏิบัติท่านรัฐมนตรีผู้ที่รับผิดชอบก็ไม่ได้ทํา ผมเจอท่านก็เลยถามว่า มีสาเหตุ อะไรท่านก็บอกว่ามันอาจจะเก็บได้ไม่ทั่วถึง คนที่หลบเลี่ยงเก่งก็จะหลบหลีกเก่ง มันเลย ไม่ยุติธรรม เก็บภาษีตอนเปึนแล้วไปเก็บตอนตายอีก ซึ่งตอนนั้นก็ได้อภิปรายว่าภาษี กองมรดกคนตายไม่จําเปึนต้องเก็บ เก็บจากคนเปึนทายาทนี่ละครับ อาจจะเก็บภาษีจาก กองมรดก เก็บจากผู้รับมรดกครับ ไม่ต้องเอามากแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากจะได้เงินเปึนบางส่วนแล้วซึ่งมองแล้วอาจจะไม่มากแต่มันจะได้ผลทางจิตใจ จะได้รู้ว่าเราร่ํารวยมานี่เราต้องเสียสละให้สังคมต้องเสียภาษีไป หรือทายาทที่จะรับมรดก ทายาทที่จะรับต้องรับผิดชอบต่อสังคมว่าไม่ใช่ได้มาฟรี ๆ มันจะต้องบริจาคส่วนหนึ่ง หรือว่าจ่ายส่วนหนึ่งให้กับสังคม มันก็จะได้ผลทางสังคม เพื่อนฝูงหรือคนที่รู้จักจะได้มองว่าถึงร่ํารวยก็ไม่เปึนไร แต่เขาก็ ยอมเสียภาษีมากลักษณะนั้น แต่ก็อย่างที่เรียนให้ทราบมันคงจะมีปัญหาหลาย ๆ ด้าน แต่อย่างไรก็ตามมีการศึกษากันแล้วว่าควรจะเก็บ ก็มีทั้งสื่อมวลชน ทั้งอะไรก็พูดกัน หรือว่าให้ข่าวว่าเปึนไปไม่ได้ที่จะเก็บภาษีมรดกและทรัพย์สินสําหรับรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง เพราะว่าเปึนพวกนายทุน มีฐานะดีอะไรเขาก็ไปว่ากันอย่างนั้น แต่ผมก็ ลองเสนอดู รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ลักษณะคล้าย ๆ กันคาดว่าอาจจะมี ปัญหาอะไรบางอย่างที่นอกเหนือไปจากที่ทราบนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ได้พูดเรื่อง นโยบายที่แถลงที่ค่อนข้างอาจจะยาวไปหน่อย แต่อาจจะเปึนที่ถูกใจ เพราะว่าคนไทย ชอบอะไรที่มันค่อนข้างจะละเอียด แม้จะเปึนข้อผูกมัดกับรัฐบาลก็ตาม แล้วก็เรื่องติดตาม พระราชบัญญัติการส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน เราพูดถึงเรื่องการประกันค่าเงินบาท ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่ทําให้เกิดตลาดออฟชอร์ ซึ่งได้มีสมาชิกบางท่านอภิปรายว่าขณะนี้มัน ใกล้เคียงกันแล้ว นอกจากนั้นก็เปึนเรื่องที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม ต้องดูความเปึนไปได้แล้วก็ศึกษาทั่วโลกให้ครบก็น่าจะดี อันนี้ก็เปึนข้อสังเกตไม่ได้คิดว่า จะสั่งสอนรัฐบาลหรือว่าไปแนะนําอะไร เพราะท่านก็มีฝ้มือกันอยู่แล้ว แล้วก็มีสต๊าฟ (Staff) ที่เก่ง ๆ โดยเฉพาะหน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็คงจะยินดีที่จะร่วมมือร่วมงาน แล้วก็ให้ข้อมูล ที่ดีนะครับ ก็เหลือเวลา ๗ นาทีก็พอแค่นี้ เผื่อท่านอื่น ขอบคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่าน พลอากาศเอก วัลลภ มีสมศัพย์ ต่อไปประชาธิปัตย์นะครับ ท่านอภิมงคล โสณกุล เชิญครับ ๑๐ นาทีครับ

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้รับโอกาสที่จะได้พิจารณาอภิปรายนโยบายด้านการพลังงานของรัฐบาล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้นปัญหาด้านราคาพลังงานได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ ของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาด้านราคาน้ํามันซึ่งได้พุ่งสูงขึ้นในรอบ ๓ ป้ที่ผ่านมา ในป้ที่ผ่านมานี้เองประเทศของเราได้นําเข้าน้ํามันสูงถึง ๗๐๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบ ในเชิงลบต่อดุลการค้าของประเทศเปึนอย่างมาก กระผมรู้สึกยินดีที่รัฐบาลนั้นได้เล็งเห็นถึง ความสําคัญของปัญหาด้านราคาน้ํามัน โดยที่ได้บรรจุมาตรการการใช้พลังงานทดแทน และพลังงานพืชผลทางการเกษตรเอาไว้ในนโยบายเร่งด่วน อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน นโยบายดังกล่าวนั้นแม้ว่าอยู่ในนโยบายเร่งด่วนก็ต้องถือว่าเปึนมาตรการระยะยาว ที่คงไม่อาจจะแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับ การที่จะใช้พืชผลเกษตรมาผลิตพลังงานนั้นย่อมต้องมีการลงทุนในการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี ย่อมต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านถ่ายโอนเทคโนโลยีต่าง ๆ นอกจากนี้การเตรียมการ ด้านอื่น ๆ ก็มีความจําเปึน เช่น การพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของการเกษตร เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นกระผมมีความเห็นว่าในระยะสั้นนั้นรัฐบาล น่าจะเข้ามามุ่งแก้ไขปัญหาด้านราคาพลังงานให้กับพี่น้องประชาชน โดยการมุ่งเน้น การใช้กลไกราคาเปึนหลัก เมื่อเช้านี้ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เกริ่นนําในเรื่องของ ราคาน้ํามันก็ดี เรื่องของราคาก๊าซหุงต้ม เรื่องของราคาไฟฟัา กระผมคิดว่าในการเข้าไป แก้ไขกลไกราคานั้น อย่างเช่น ในเรื่องของราคาน้ํามันจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนั้นมีการเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงสูงถึงลิตรละ ๓ บาทสําหรับน้ํามันเบนซิน ๙๕ และในอัตราที่ต่ําลงมา สําหรับเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ ผมคิดว่าในภาวะปัจจุบันนั้นพี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อน จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะลองพิจารณาว่าจะสามารถ ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนประมาณ ๑.๕๐–๒.๐๐ บาทต่อลิตรสําหรับน้ํามันดีเซลและ แก๊สโซฮอล์อย่างน้อยให้กับพี่น้องประชาชนได้ นอกจากนี้ครับจะมองเห็นว่าในราคาน้ํามันนั้นก็มีการเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อการอนุรักษ์ พลังงาน โดยที่รัฐบาลนั้นบอกว่าการเก็บเงินเข้ากองทุน ๗๕ สตางค์ต่อลิตรนี้จะนําไป เพื่อการพัฒนาระบบรางของประเทศ แต่กระผมต้องเรียนว่าในเรื่องนี้กระผมไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่าในปัจจุบันนั้นพี่น้องประชาชนต้องถือว่าไม่มีโอกาสที่จะเลือกพลังงานทางอื่น แล้วก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ํามัน ดังนั้นกระผมคิดว่าในเรื่องการลงทุนในระบบรางนั้น รัฐบาลควรจะพิจารณาว่าควรจะเอาเงินงบประมาณมาทดแทนเงินในส่วนนี้หรือไม่ อีกหน้าที่สําคัญของรัฐบาลครับ ตามที่ได้ระบุเอาไว้ในการแถลงนโยบายฉบับนี้ ก็คือการจัดหาพลังงานให้มีความพอเพียง มีความมั่นคงและมีราคาที่เหมาะสมในอนาคต กระผมได้มีโอกาสพิจารณาแผนการจัดหาพลังงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนการจัดหาไฟฟัา การจัดหาก๊าซธรรมชาติ ก็พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ ๒–๓ ประการครับ

ประการแรก จากการที่ได้พิจารณาแผนการพัฒนากําลังการผลิตไฟฟัา ของ กฟผ. นั้นจะเห็นว่าแผนฉบับนี้ซึ่งได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลที่ผ่านมา มีความแตกต่าง กับแผนที่ผ่าน ๆ มา คือมีการสํารองไฟฟัาในอัตราประมาณร้อยละ ๒๐ เปึนเวลาหลายป้ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ปกติที่เคยนํามาใช้ และเปึนเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในหมู่นักวิชาการ ในหมู่ผู้ที่อยู่ในวงการคือร้อยละ ๑๕ จากการที่มีการสํารองในอัตราที่สูงเกินความจําเปึนนี้ แน่นอนครับว่าจะทําให้ต้นทุนด้านการสร้างโรงไฟฟัา การจัดหาพลังงานของประเทศ ย่อมสูงขึ้นโดยไม่มีความจําเปึน กระผมได้นําข้อมูลต่าง ๆ นั้นมาประมวล รวมทั้งได้ใช้ ข้อมูลที่ได้ใช้ในการคํานวณอัตราค่าไฟฟัาให้กับประเทศของเรามาประมวลร่วมกัน พบว่าในแต่ละป้นั้นจากการที่เรามีการสํารองสูงขึ้นร้อยละประมาณ ๕ จะมีโรงไฟฟัา ที่สร้างขึ้นโดยไม่จําเปึนประมาณ ๒,๐๐๐–๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ต่อป้ นั่นหมายถึงว่า เราจะมีโรงไฟฟัา ๒-๓ โรงที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และเมื่อลองประมาณการทาง การเงิน ซึ่งกระผมจะขอแสดงผลบนเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) จะเห็นว่าในแต่ละป้นั้น เราจะมีต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ประมาณป้ละ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมในแผน ทั้งแผนแล้วซึ่งเปึนแผน ๑๕ ป้นั้นจะเห็นว่าต้นทุนในการจัดหาไฟฟัาของประเทศเรา หากมีการสร้างโรงไฟฟัาตามแผนอย่างที่กําหนดไว้ในปัจจุบันนี้ จะสูงเกินความจําเปึนถึง ๑๓๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตรงนี้กระผมคิดว่าเปึนเรื่องที่น่าเปึนห่วงสําหรับว่าในอนาคตของเรา เราจะต้องมองถึงการประหยัดพลังงาน การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นก็อยากจะฝาก ประการนี้ผ่านท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า จะมีการทบทวน แผนพัฒนากําลังการผลิตไฟฟัาในเรื่องนี้อย่างไรหรือไม่ แล้วจะทําอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ ในการผลิตไฟฟัาสูงสุด

นอกจากนี้ครับ ประการที่ ๒ จะเห็นว่าในการจัดทําแผนดังกล่าว มีการปรับปรุงแผนโดยที่ลดจํานวนและปริมาณโรงไฟฟัาที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ และได้เพิ่ม จํานวนโรงไฟฟัาที่นําเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเปึนโรงไฟฟัาที่ใช้พลังน้ํา แต่ปรากฏว่าแม้ว่ามีการปรับปรุงแผนการผลิตไฟฟัา แต่ยังไม่มีการพิจารณาปรับปรุงแผน การจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศ ส่งผลให้ในที่สุดแล้วเราจะต้องมีการนําเข้าก๊าซธรรมชาติ ที่ไม่จําเปึน มีภาระผูกพันถ้าหากว่าเราดําเนินตามแผนนี้ นอกจากนี้จะส่งผลให้ประเทศเรา มีความจําเปึนที่จะต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี (LNG) ซึ่งทราบกันดีว่า ก๊าซธรรมชาติเหลวนั้นมีต้นทุนสูง รวมทั้งมีภาระความเสี่ยงจากการที่ต้องสร้างโรงงานและ เครื่องมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงงานดีแคลสซิฟ่เคชัน (Declassification) มีมูลค่ากว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้แหละครับที่มีส่วนหนึ่งที่น่าเปึนห่วง ก็คือว่ารัฐบาลที่ผ่านมา ได้กําหนดให้การใช้โรงงานและเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ได้เข้าไปบวกกับราคาเนื้อก๊าซ ซึ่งถ้าหากเปึนเช่นนี้กระผมคิดว่าในอนาคตแล้วถ้าเราจําเปึนต้องใช้ก๊าซแอลเอ็นจี จริง ๆ ก็อาจส่งผลไปถึงการผูกขาดของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ได้ ดังนั้นกระผมคิดว่า เมื่อเรามีการพิจารณาปรับปรุงแผนการผลิตไฟฟัาไปแล้ว ก็น่าจะมีการปรับปรุงแผน การใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศให้สอดคล้องไปด้วย โดยเฉพาะจะต้องมีการพิจารณา ความเหมาะสมและต้นทุนของการนําแอลเอนจีมาใช้ในประเทศไทย

ประการที่ ๓ ครับ จะเห็นได้ว่าในการกําหนดให้มีโรงไฟฟัาในประเทศไทย นั้นมีการลงทุนสูง มีต้นทุนสูง แต่ในแผนนั้นกําหนดว่าเราจะมีโรงไฟฟัาขนาดใหญ่เสีย เปึนส่วนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ที่ผ่านมาเราเคยสนับสนุนให้มีโรงไฟฟัาขนาดเล็กหรือว่าเอสพีพี (SPP) แล้วก็ โรงไฟฟัาขนาดเล็กมากก็คือวีเอสพีพี (VSPP) ซึ่งจะเปึนการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน จะเปึนการกระจายทําให้ระบบไฟฟัามีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งลดต้นทุนในระบบขนส่ง ไฟฟัา ปรากฏว่าเมื่อป้ที่ผ่านมามีการเป่ดรับซื้อไฟฟัาจากโรงไฟฟัาขนาดเล็ก ๑,๗๐๐ เมกะวัตต์ และขนาดเล็กมาก ๑,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์เศษ ๆ มีผู้สนใจเข้ามายื่นซอง สูงเกินกว่ากําหนดมาก แสดงให้เห็นว่าโรงไฟฟัาเหล่านี้นอกจากจะมีประสิทธิภาพ แล้วยังสามารถมีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟัาให้กับประเทศได้อีกมาก แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้มีมติให้ กฟผ. ยุติการรับข้อเสนอการซื้อขาย ไฟฟัาจากระบบเอสพีพี ตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ เปึนต้นไป กระผมคิดว่า การป่ดกั้นในลักษณะนี้คงไม่เปึนผลดี เนื่องจากว่าเรายังมีศักยภาพอีกมากที่จะผลิตไฟฟัา โดยยึดถือหลักการเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนก็ดี ยึดถือหลักการว่าเราไม่ต้องการให้มี โรงไฟฟัาขนาดใหญ่เปึนจํานวนมาก และให้โอกาสกับผู้ผลิตไฟฟัารายเล็ก ก็อยากจะ ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าท่านอาจจะพิจารณาตรงนี้ใหม่ ว่าจะเปึนไป ได้ไหมว่าจะให้โอกาสกับผู้ผลิตไฟฟัากับรายอื่น ๆ ในการเข้ามาผลิตไฟฟัาเพื่อการแข่งขัน และเพื่อเจริญรอยตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

สุดท้ายครับท่านประธานสั้น ๆ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เกริ่นนํา ในเช้าวันนี้ว่าประเด็นที่ประชาชนให้ความสําคัญในขณะนี้ ก็คือเรื่องของพลังงาน นิวเคลียร์ ซึ่งกระผมคิดว่าในเรื่องนี้ก็ขอฝากข้อคิดไว้สั้น ๆ ๒ ข้อ คือว่าในที่ผ่านมานั้น ในหลายประเทศเราเห็นตัวอย่างของการก่อสร้างโรงไฟฟัานิวเคลียร์ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า ที่ประเมินเอาไว้หลายเท่า

ประการที่ ๒ ก็คือ ขอฝากไว้สั้น ๆ ว่า กระผมไม่อยากให้ประเด็นนี้ เปึนประเด็นที่สร้างความแตกแยกมากขึ้นไปกว่านี้ในสังคม เพราะเรื่องนี้เปึนเรื่องที่คนไทย ทุกคนจะต้องได้รับผลกระทบไม่ว่าในเชิงลบหรือเชิงบวกก็ตาม ดังนั้นก็ขอฝากว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานควรจะหาวิธีที่แจ้งข้อมูลให้โปร่งใส ดําเนินการ อย่างโปร่งใสที่สุดให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงครับ ขอบคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เผอิญต่อเนื่องนะครับ ผมก็เลยไม่ยุติการอภิปราย ต้องขออภัยท่านสมาชิกด้วย ต่อจากนี้เปึนในส่วนของพรรค มัชฌิมาธิปไตยนะครับ ท่านอารยะ ชุมดวง ครับ

นายอารยะ ชุมดวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอารยะ ชุมดวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคมัชฌิมาธิปไตยจากจังหวัดสุโขทัยครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ วันนี้เปึนวันที่ พ่อแม่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ๗๖ จังหวัดคงจะสบายใจแล้วก็ดีใจนะครับที่มีรัฐบาล ใหม่ แล้วแถลงนโยบายในวันนี้วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์นะครับ ผมคิดว่านโยบายในหลาย ประการที่ทางรัฐบาลได้แถลงต่อสภา แล้วก็วันนี้ผมอยากจะพูดในด้านภาพรวมของ เศรษฐกิจ แล้วก็ปัญหาในท้องที่ทางต่างจังหวัด เพื่อท่านรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงที่อยู่ที่นี่ แล้วก็ท่านที่นั่งอยู่ข้างนอกจะได้รับทราบแล้วก็เปึนข้อสังเกตไว้ ปัญหาหลักคือจริง ๆ แล้ว ในจังหวัดสุโขทัยจะเปึนปัญหาเรื่องปัญหาน้ําท่วมเปึนปัญหาใหญ่ ซึ่งเปึนประจําทุกป้ ที่จังหวัดผมโดนประจํา ฉะนั้นการแก้ปัญหาตรงนี้นี่ผมอยากจะให้ทางรัฐบาลฝากถึง ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยดูแลแก้ปัญหาตรงนี้ให้เปึนรูปธรรมนะครับ เพราะไม่อย่างนั้น ทุกป้ ๆ พ่อแม่พี่น้องประชาชนก็จะโดนน้ําท่วมอยู่ประจํา แล้วก็พวกเราก็ต้องออกไปช่วย แล้วก็นําสิ่งของซึ่งเปึนเครื่องใช้อุปโภค บริโภค เข้าไปแจกจ่ายให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน อยู่ตลอดเวลา แต่นั่นคือปัญหาที่เราแก้กันในปลายเหตุนะครับ ทีนี้ต้นเหตุผมคิดว่า ควรจะต้องมีสร้างที่กักเก็บน้ําในเวลาที่น้ํามีมากนะครับ พอเวลาน้ําแห้งพ่อแม่พี่น้องจะใช้น้ําในการทําไร่ทํานาน้ําก็ไม่มี นี่คือปัญหาใหญ่ ที่เกิดขึ้นอยู่เปึนประจํา ฉะนั้นผมอยากจะฝากถึงทางรัฐบาลนะครับถึงข้อปัญหาตรงนี้

ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องการประกันราคาผลิตผลทางการเกษตร ตรงนี้ ก็ทุกยุคทุกสมัยนะครับที่เราได้พูดคุยกันเปึนประจํา แล้วก็ที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ก็คือ ข้าว ข้าวคือปัจจัยหลักนะครับ คือทุกวันนี้พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยต้องทานข้าวนะครับ การประกันราคาข้าวจริง ๆ แล้วปัจจุบันราคาข้าว ๖,๗๐๐ กว่าบาทต่อเกวียน แล้วแต่ สถานที่รับซื้อ ในจังหวัดผมก็ประมาณนี้ละครับ ๖,๗๐๐ บาท ถามว่าอยู่ได้ไหม ก็พออยู่ได้ แต่ปัญหาตามมาก็คือราคาปุิย ราคาปุิยที่ซื้อกันทุกวันนี้คือ ๗๖๐ บาท ซึ่งเปึนราคาที่สูง เกษตรกรไม่สามารถที่จะซัพพอร์ท (Support) ไหว นั่นก็คือเพิ่มอีกกระสอบละ ๒๐ บาท ๓๐ บาท ๕๐ บาท ๑๐๐ บาท เขาก็ไม่ไหวแล้วนะครับ นั่นก็จะทําให้ราคาต้นทุน ในการที่จะขาย การเก็บเงินออมต่าง ๆ มันก็น้อยลง ผมคิดว่าปัญหาตรงนี้ละครับ ที่ทางรัฐบาล ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝากท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ดูราคาเรื่องปุิยด้วยนะครับ อย่างไรขอให้ราคาปุิยได้ลดลง ให้ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปากได้ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของเอกสารสิทธิที่ดินอันนี้เปึนเรื่องปัญหาหลัก และปัญหา หมักหมมมานานแล้วนะครับ ซึ่งหลาย ๆ จังหวัดนะครับ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดสุโขทัย ใกล้เคียงนะครับ ทางด้านอีสานก็มีนะครับ ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกทุกอย่างนะครับ เท่าที่ผมฟังจากเพื่อน ส.ส. ด้วยกันจะเจอปัญหาเรื่องเอกสารที่ทํากินมากที่สุด เพราะว่า ปัจจุบันที่ทํากินพวกนี้จะเปึนที่ซึ่งมีโรงเรียน มีวัด มีสถานีอนามัยตั้งอยู่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะออกเอกสารสิทธิได้ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่ามันเปึนเรื่องที่ค้างคา มานานมากแล้วนะครับ แล้วก็อยากจะกราบเรียนฝากท่านประธานไป ก็เรื่องที่ท่านประธาน เคยดูแลกระทรวงนี้มาก่อนก็คือท่านอนงค์วรรณ เทพสุทิน ท่านเลขาธิการพรรคผมเอง ดูแลเรื่องกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านอนงค์วรรณแล้วก็ท่านมีนโยบาย ที่จะดูแลเรื่องปลูกป์าให้มากที่สุด เพราะว่าเปึนพระราชดําริ ตรงนี้เปึนสิ่งที่พวกเรา พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกหน่วยทุกเหล่าสนองพระราชดําริตรงนี้ แล้วก็เรื่องสัตว์ป์า ซึ่งถูกทําลาย ถูกนํามาเปึนอาหารนะครับ เพราะว่าวันนี้เราจะใช้สังเกตว่าร้านอาหารป์าก็ดี อะไรก็ดี จะมีเขาเรียกว่า ถ้าคนต่างประเทศมานะครับ จะเห็นอุ้งตีนหมี กินแล้วบอกร่างกายดี เสริมพละกําลัง แต่จริง ๆ แล้วนี่ส่วนใหญ่แล้วสัตว์ป์าพวกนี้เราต้องเก็บไว้ อนุรักษ์ไว้ ผมคิดว่าตรงนี้นะครับ สัตว์ป์าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนเสือก็ดี อะไรก็ดีทุกวันนี้ นอกจากวัว ควายก็ดีแทบจะไม่ค่อยเหลือแล้ว ควายจริง ๆ ในบ้านเรานี่หาดูยากนัก ฝรั่งนักท่องเที่ยว ไปจังหวัดแถวพิษณุโลก แถวสุโขทัย แถวนครสวรรค์ พอไปถึงแล้วลงรถทัวร์แล้วไปถ่าย เอากล้องวิดีโอบ้าง กล้องถ่ายรูปบ้างไปถ่าย เพราะเขาไม่ค่อยได้เห็นนะครับ วันนี้ได้ถูก ทําลายไปเยอะก็กราบเรียนตรงนี้ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีของผมเดินมาแล้วนะครับ ท่านได้ดูตรงนี้อยู่ประจํานะครับ ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีช่วยติดตามเรื่องตรงนี้ แล้วก็ อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องระบบกําจัดขยะในชุมชนในต่างจังหวัด เราทุกวันนี้ไม่มีระบบกําจัด ขยะเลย เราจะใช้วิธีไปฝัง เอาแบ็คโฮขุด แล้วก็ไปกลบนะครับ ซึ่งบางทีท้องที่ตรงนั้น มีพ่อแม่พี่น้องประชาชนไปอยู่ เมื่อเวลาฝนตกกลิ่นมันก็ออก แล้วก็ทําให้มีการร้องเรียนกันเข้าไป สิ่งที่จะทําได้ผมคิดว่า ควรจะเปึนระบบกําจัดขยะที่ถาวร อาจจะเปึนว่าแต่ละตําบล ๆ รวมกัน มี ๕ ตําบลมารวม เปึนหนึ่งที่เดียว แล้วทําเปึนโรงเก็บกําจัดขยะเสียทีเดียว อันนั้นก็จะเปึนประโยชน์กับพ่อ แม่พี่น้องประชาชน แล้วผมคิดว่ามันก็ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมากนัก แล้วก็จะเปึน ประโยชน์ต่อพวกเราในการบริหารงานในหลาย ๆ จังหวัด

อีกอย่างที่ผมจะต่อเนื่องคือเรื่องของเบี้ยเลี้ยง เบี้ยยังชีพ ต่อจากท่านปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ ต้องเอ่ยนามท่าน ท่านได้พูดค้างไว้และหมดเวลาไป เรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ ผู้พิการ ตรงนี้ที่จะได้เบี้ยยังชีพ ๑,๐๐๐ บาท ต่อเดือนต่อคน ตรงนี้เปึนปัจจัยหลักที่จะ เสริมสร้าง แล้วก็ช่วยเหลือทาง อบต. อีกแรงหนึ่งนะครับ รวมไปถึงทั้ง อสม. อปพร. แล้วก็ ถ้าจะให้ดีฝากไปถึงท่านพวกแม่บ้านหรือหัวหน้าคุ้ม เพราะเดี๋ยวนี้มีแม่บ้าน หัวหน้าคุ้ม เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว อย่างนี้จะเปึนประโยชน์ อย่างน้อยเดือนหนึ่งให้เขาสัก ๕๐๐ บาท ถือว่าก็เต็มที่ เพราะว่าพวกนี้ทํางานโดยที่ว่าไม่ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงมาโดยตลอดเลย ทําโดย ใจรักในหมู่บ้านของตัวเอง ผมถึงบอกว่าตรงนี้เปึนสิ่งสําคัญ แล้วก็เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ จะเปึนประโยชน์ต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุก ๆ จังหวัด ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดผมจังหวัด เดียวนะครับ

แล้วก็อีกเรื่องเกือบ ๆ สุดท้ายคือเรื่องเงินเดือนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อันนี้ก็พูด กันมาเยอะ ผมว่าท่านผู้แทนในสภาผู้แทนราษฎรของเราทุกคนคงเห็นด้วยทุกคน เพราะว่าอันนี้เปึนปัจจัยหลัก เพราะกํานัน ผู้ใหญ่บ้านทํางานเหนื่อย ทํางานรับจากทาง อําเภอ ได้เรื่องได้ราวมาก็ส่งต่อ อธิบายให้กับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่ของเราได้รับทราบ แล้วก็ค่าเบี้ยยังชีพ ค่าเบี้ยตอบแทน ก่อนจะออกหลังจากประชุมเสร็จ ผมเห็นแล้วเดิน ออกมาจากห้องประชุมเหลือกันไม่ถึงคนละ ๕๐๐ บาทก่อนจะถึงบ้าน นี่คือปัญหาหลัก ที่เปึนมา แล้วก็สวัสดิการควรจะให้เขา สวัสดิการในการดูแลรักษาพยาบาลก็ดี อะไรต่าง ๆ เพราะเขาทํางานเหนื่อยมาโดยตลอด ตรงนี้ก็คิดว่าเปึนประโยชน์ ต่อท่านกํานัน ผู้ใหญ่บ้านนะครับ

แล้วก็เรื่องสุดท้ายที่จะฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ซึ่งเปึนท่านหัวหน้าพรรคเก่าผม เรื่องสวัสดิการของ ตํารวจ เพราะว่าที่ผ่าน ๆ มาพวกตํารวจเบี้ยเลี้ยง สวัสดิการยังน้อย แล้วก็อยากจะให้ แม่บ้านของตํารวจได้มีรายได้เสริมบ้าง อย่างน้อยฝากให้ครอบครัวเขาได้มีรายได้เสริม

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

หมดเวลาพอดีครับ

นายอารยะ ชุมดวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ต่อไปในส่วนของ สนช. ที่ทํา หน้าที่ ส.ว. ท่านมุกดา อินต๊ะสาร ผมขอผู้ประสานงานในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ กรุณาส่งรายชื่อด้วยนะครับ

นางมุกดา อินต๊ะสาร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ครูมุกดา อินต๊ะสาร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่วุฒิสภา ท่านที่เคารพ ดิฉันมาจากชุมชน ดิฉันอยากจะขอพูดถึงเรื่องของชุมชน และขณะเดียวกันตัวของดิฉันเองได้มีโอกาสและได้มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่สําคัญที่ได้มานั่งอยู่ ในสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์และถือว่าที่สําคัญมากต่อการพัฒนาประเทศชาติ ดิฉันเองก็จะกลับ ไปสู่ดินเหมือนเดิม คือกลับไปเปึนครู กลับไปอยู่ที่พื้นที่ กลับไปทําหน้าที่ของคนที่อยู่ใน ชุมชน ทุกท่านที่เคารพ นโยบายในคําแถลงการณ์ของท่านรัฐบาลที่ได้พูดถึง โดยเฉพาะ นโยบายความมั่นคงของชีวิตและความมั่นคงของสังคม ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการประสาน เชื่อมโยง การดําเนินงาน การใช้ประโยชน์จากกองทุนต่าง ๆ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสร้าง หลักประกันความมั่นคงและศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์ การเตรียมความพร้อมให้แก่ สังคมผู้สูงอายุและเด็ก การสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ในสังคม ในชุมชน ท่านคะ อยากจะกราบเรียนว่าดิฉันมาจากเด็กบ้านนอก มาจากในชุมชน ดิฉันต่อสู้กับชีวิต เพราะคิดว่าเมื่อเราเกิดเปึนคนทุกคนมีคุณค่า แล้วทุกคนมีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเอง ขณะที่เรากําลังพัฒนาตัวเองเราสามารถที่จะแสวงหาการเรียนรู้ แสวงหากัลยาณมิตร หาทุนทางสังคมที่มีอยู่โดยบทบาทหน้าที่ของเรา แล้วกลับนําเอาสิ่งเหล่านั้นไปรับใช้สังคม ตามบทบาทหน้าที่ที่เรามีอยู่ในขณะที่เราเปึนอยู่ เรามีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นโดยเหตุนี้ดิฉัน จึงมีความเชื่อว่าคนทุกคนมีคุณค่า คนทุกคนสามารถจัดการได้ ถ้าหากว่าเราให้โอกาส และให้ที่ยืนกับเขา สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้พยายามตลอดเวลาในช่วงชีวิตของดิฉันคือ กลับไปบ้านเกิดนําเอาองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้ แล้วต้องพยายามเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิตเพื่อที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์และองค์ความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ แล้วก็ เชิญชวนทุกท่านที่เปึนภาคีไม่ว่าจะเปึนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรชุมชน หรือทุกหน่วย ผู้ใหญ่ใจดี ทุกท่านเหล่านี้มีคุณูปการในการที่จะทําให้ชุมชนมีที่ยืน ทําให้คนในชุมชน สามารถพึ่งตัวเองและจัดการตัวเองได้ หลายท่านได้มีความพยายาม หลายรัฐบาล ที่ผ่านมาดิฉันเชื่อนะคะว่ามีความมุ่งมั่นที่อยากจะแก้ไขปัญหาและจัดการกับเรื่องราว ต่าง ๆ ที่จะให้ชุมชนอยู่ดีมีสุขได้ ทําให้ชุมชนอยู่ร่วมกันได้ โดยใช้วิถีของวัฒนธรรมเราที่มี ให้อยู่เชื่อมโยงกัน ดังนั้นดิฉันจึงได้พยายามร่วมกับกรรมาธิการกิจการเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและความมั่นคงของมนุษย์ ในช่วงระยะ ๑ ป้ เปึนจังหวะที่ดีค่ะว่า ขณะที่ดิฉันเอง ได้อยู่ร่วมในกรรมาธิการชุดนี้มีองค์ประกอบที่มาจากหลากหลาย ทําให้เราได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์ของแต่ละท่านในการที่จะนําประสบการณ์ นําปัญหาที่ตัวดิฉันเองได้กลับไป เปึนครูที่บ้านเกิด แล้วเรียนรู้ร่วมกับภาคีต่าง ๆ ได้เห็นปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้อง จนกระทั่ง บางเรื่องราวเราสามารถจัดการได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีตกเขียวของเด็กที่ดอกคําใต้ กรณีปัญหาของการมีหนี้สินนอกระบบที่ชาวบ้านต้องจัดการหนี้นอกระบบ ต้องยืมเงิน ภายนอกร้อยละ ๒๐–๓๐ ต่อเดือน สิ่งเหล่านี้เปึนกระบวนการหนึ่งที่ทําให้ดิฉันได้คิด เสมอว่าในฐานะที่เราเปึนคนไทยคนหนึ่ง ในฐานะที่เราทําหน้าที่ของความเปึนคนเราจะทํา อย่างไรที่จะเชื่อมโยงเรื่องเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ เมื่อมาอยู่ในกรรมาธิการ ดิฉันเชื่อว่าเราสามารถต่อยอด สามารถที่จะนําสิ่งที่ดี ๆ สิ่งที่เปึนทุนทางสังคม ซึ่งชาวเหนือ ของดิฉันเองได้บอกว่าตื๊นของหมู่เฮา ถ้าเฮาสามารถที่จะเอาตื๊นของหมู่เฮานี่มาเปึน เครื่องไม้เครื่องมือที่จะมาช่วยกันในการพัฒนาตัวเก่าและพัฒนาคนอื่นตวย บ่สร้างความ เดือดร้อนให้กับคนอื่น ตรงนี้แหละค่ะทุกท่านทุนทางสังคมที่ดิฉันมอง ดิฉันบอกว่าเราต้อง ช่วยกันค่ะ หยิบยกเอาสิ่งที่ดี ๆ สิ่งที่เปึนคุณค่าของทุกท่านหลายท่านผู้ทรงเกียรติในที่นี้ ได้มีโอกาสได้ช่วย มีโอกาสได้ทําให้เกิดศักยภาพเหล่านี้ในชุมชนมาโดยตลอดนะคะ ไม่ว่า จะเปึนท่านใดก็ตามที่ดิฉันได้สัมผัสมาอยู่เสมอ กฎหมาย ๒ ฉบับนี้เปึนการสร้างฐานราก ให้กับชุมชนเปึนอย่างดี ซึ่งเราไม่ได้คิดมาจากความรู้สึก แต่เรามาจากประสบการณ์ ๓๐ ป้ ๔๐ ป้ หรือบางที่ อาจจะไม่ถึง ๕ ป้ อย่างเช่น ประสบการณ์ของกองทุนหมู่บ้าน ของธนาคารหมู่บ้าน ของกลุ่มสัจจะวันละบาท ของเครือข่ายต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน เรามาร่วมกันคิดนะคะว่า เราจะทําอย่างไรที่จะให้ทุกภาคส่วนไม่ติดยึดว่าเราเปึนเจ้าของชาวบ้านแต่เพียงผู้เดียว แต่ชาวบ้านมีความเปึนอิสระในตัวตนของตัวเอง แล้วก็ร่วมไม้ร่วมมือกับภาคีรอบข้าง ในการที่จะพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต วิธีที่เริ่มดีที่สุดจากการที่ดิฉันได้ศึกษาแล้วก็ได้เรียนรู้ จากการทํางานกับชุมชน การพัฒนาคน พัฒนาเด็กและพัฒนาสังคมมาโดยตลอด ก็คือ การจัดการ โดยมีเครื่องมือ ไม่ว่าจะเปึนถ้าเปึนเรื่องเด็กก็อาจจะมีการจัดค่ายเด็ก แต่ถ้าหากว่าเปึนเรื่องของชุมชนสิ่งสําคัญที่เราปฏิเสธไม่ได้คือเรื่องของสวัสดิการ หลายคนอยากจะออกมาทํางานข้างนอก หาวิธีทุกอย่างที่จะให้ตัวเองได้รายได้กลับไปสู่ ครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวมีสวัสดิการ แต่ไม่ได้เปึนอย่างคิดเลยค่ะ หลายครั้งหลายคน พอออกมาจากหมู่บ้าน ก็มาเจอภาวะปัญหาต่าง ๆ มากมายในสังคมภายนอก สิ่งเดียว ที่เราคิดว่าน่าจะทําได้ก็คือต้องสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง โดยการเริ่มต้นที่ตัวเอง หลายท่าน ผู้รู้มักจะพูดเสมอว่าต้องระเบิดออกมาจากตัวเอง และเริ่มต้นจากตัวเอง และเกาะเกี่ยว กันขึ้นมา กลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนในเรื่องของการจัดการการเงินเพื่อชุมชน ณ ตอนนี้ไม่ได้มี กลุ่มเดียวในส่วนของกองทุนหมู่บ้านเท่านั้น ดิฉันเคยบอกเสมอว่ากองทุนทุกกองทุนเรามี เปัาหมายอย่างเดียวกัน คือทําอย่างไรที่จะจัดสวัสดิการให้พี่น้อง สิ่งที่ทําได้ดีที่สุดคือ การจัดสรรประโยชน์จากการจัดการกองทุนเพื่อเปึนสวัสดิการให้พี่น้อง ถึงวันนี้ดิฉันได้เห็น นโยบายของหลาย ๆ พรรค ได้พยายามพูดถึงเรื่องของสวัสดิการ และที่สําคัญที่สุดนะคะ นโยบายที่จะต่อเติมเรื่องของกองทุนหมู่บ้านเพื่อให้มีประสิทธิภาพ เรื่องของการสร้าง สวัสดิการเพื่อนําไปสู่เรื่องบํานาญภาคประชาชน ซึ่งคนจาก ๒๓ ล้านคน ภาคประชาชน ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย เราทําอย่างไรที่จะให้เขาได้รับอย่างมีศักดิ์ศรี และทําอย่างไรที่จะ ให้เขาสามารถที่จะร่วมไม้ร่วมมือกับกลุ่มต่าง ๆ ในกลุ่มต่าง ๆ เหล่านั้นไม่จําเปึนจะต้องมี เฉพาะแค่กลุ่มที่รัฐจัดตั้ง รัฐมีกี่กระทรวง หลายกระทรวงไปจัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน โดยตามแนวนโยบายแห่งรัฐ แต่ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเกิดวิกฤติปัญหา และพยายามต่อสู้ และลุกขึ้นมาจัดการด้วยตัวเอง กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ดิฉันเอง ไม่อยากให้รัฐละทิ้งและขณะเดียวกันนั้นก็ยังมีกลุ่มพี่น้องที่ภาคีภาคเอกชน ไม่ว่าจะเปึน หน่วยงาน บริษัท หรือแม้กระทั่งเอ็นจีโอ (NGO) หรือกลุ่มภาคประชาสังคมต่าง ๆ มูลนิธิ ที่พยายามที่จะไปหนุนเสริมเรื่องราวที่ดี ๆ ในชุมชน เรื่องที่เปึนปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ในชุมชน ให้ทุกคนได้ลุกขึ้นมาสู้ แต่มีอยู่อย่างเดียวค่ะท่านที่ดิฉันเห็นก็คือเวลาเราทําเรามักจะทํา กันไปคนละส่วน เพราะฉะนั้นดิฉันเองจึงได้พยายาม ในขณะที่มาอยู่ ๑ ป้ คิดอยู่เสมอว่า เราจะทําอะไรที่จะให้ชุมชนได้เข้มแข็ง โดยการให้กลุ่มทุกกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กันที่สุด คืออยู่ในชุมชน มีภาคีท้องที่ ท้องถิ่นและกลุ่มพี่เลี้ยงต่าง ๆ ได้มาช่วยเคียงข้างและนําเสนอ ข้อมูลที่ดีงามที่จะให้การศึกษาตลอดชีวิตแก่เขาได้ สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือชุมชนไม่มีที่ยืน ชุมชนที่จัดตั้งกันขึ้นมาเองมักจะถูกเรียกว่ากลุ่มเถื่อนเสมอ ดังนั้นเพื่อให้เขามีที่ยืนในสังคม และให้เขาได้ร่วมทํางานกับทุกฝ์ายได้ และให้ทุกฝ์ายมีชุมชนเปึนที่ตั้ง ไม่มีใครเปึนเจ้าของ คนใดคนหนึ่ง แต่เราทุกคนเปึนเจ้าของชุมชนร่วมกัน และช่วยกันพัฒนาในชุมชนของตัวเอง ดังนั้น ดิฉันเองกับคณะกรรมาธิการก็เลยพยายามเอากฎหมายที่เริ่มเกิดความขัดแย้ง เกิดความ ไม่เข้าใจในบางขณะในขณะที่รัฐบาลเสนอมาในครั้งที่แล้ว แต่ในทางตัวดิฉันเองกับพี่น้อง ในเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศได้พยายามช่วยกันหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้มาพูดคุยและมา หาข้ออ่อน หาข้อบกพร่อง หาข้อดี เชิญชวนนักกฎหมายที่มีประสบการณ์หลายท่าน เชิญผู้มีองค์ความรู้จากทุกภาคส่วนมาช่วยกันดูว่าเราจะทําอย่างไรที่จะมีกฎหมาย สักฉบับหนึ่งที่ไม่ใช่เปึนกฎหมายไปบังคับชาวบ้าน แต่เปึนกฎหมายที่จะให้ที่ยืนแก่ ชาวบ้าน แก่ชุมชนในการที่จะดูแลเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยกัน เพื่อว่าทางรัฐบาลจะได้นํา ข้อมูลที่เปึนข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในพื้นที่ ข้อเท็จจริงที่จะต่อเชื่อมกับทางสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีมาต่อไปได้นําข้อมูลเหล่านั้นโดยที่ ไม่ต้องยาก แต่ขณะเดียวกันเปึนข้อมูลเท็จจริงที่มีมาจากกระบวนการ การแลกเปลี่ยน เรียนรู้จากการที่มีเวทีของพี่น้องร่วมกันหลายฝ์าย ไม่เปึนของผู้ใดผู้หนึ่ง สิ่งเหล่านี้จะทํา ให้เกิดการเชื่อมโยง เกิดนโยบายที่ท่านได้พูดถึงว่าความมั่นคงของชีวิตและสังคมเกิดขึ้น บํานาญชราภาพดิฉันอยากจะให้ทุกท่านได้พยายามทําอย่างไร เชื่อว่าทั้งฝ์ายนิติบัญญัติ และฝ์ายบริหารจะช่วยทําให้พี่น้อง ๒๓ ล้านคนของดิฉันได้มีการรับอย่างมีศักดิ์ศรี และสามารถที่จะผ่านกระบวนการออมในชุมชนจากกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน แล้วมา บูรณาการร่วมกันในพื้นที่ระดับตําบล โดยมีท้องถิ่น ก็คือไม่ว่าจะเปึนเทศบาล อบต. หรือกรรมการในชุมชนในเขตเมืองที่จะมาร่วมร้อยรัก สร้างความรัก สร้างที่ยืน สร้างความสมานฉันท์เหมือนที่ท่านพูด แต่ดิฉันอยากจะบอกว่าคําว่า สมานฉันท์ ที่นําเสนอมันก็คือลักษณะของวิถีวัฒนธรรมไทยที่สร้างความรักซึ่งมันเปึนทุนเดิม ของสังคม ดิฉันมักจะพูดเสมอถึงเรื่องของความมีน้ําใจ เพราะน้ําใจเปึนเรื่องที่สําคัญมาก ถ้าคนเรามีน้ําใจแล้วน้ําใจจะเปึนเครื่องหล่อหลอม เปึนเครื่องหล่อเลี้ยงทําให้ชีวิต ของผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ ท่านผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉันอยากจะฝากเรียน ท่านประธานผ่านไปยังผู้ทรงเกียรติทุกท่าน คนในชุมชนทุกคนอยากจะมีโอกาสหลายเรื่อง เขาไม่รู้ ดิฉันเองกลับจากนี้ไปกฎหมาย ๒๐๐ กว่าฉบับที่ออกในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดิฉันจะไปถ่ายทอดและไปให้เขาได้รู้ว่ากฎหมายที่ใกล้ตัวของเขาเปึนอย่างไร ในฐานะของ ความเปึนครูเปึนคนในชุมชน พี่น้องไม่รู้อะไรหลาย ๆ เรื่อง แต่หลาย ๆ เรื่องพี่น้องมี องค์ความรู้มากมายที่จะผ่านประสบการณ์ของพี่น้องนํามาใช้เปึนเครื่องมือในการที่จะสร้าง สิ่งที่ดี สิ่งที่เปึนคุณค่าแก่สังคมได้ หลายพื้นที่ได้มีการเรียนรู้เปึนแหล่งเรียนรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทางรัฐบาลจะทําอย่างไรที่จะทําให้ยุวชนในกลุ่มต่าง ๆ ได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ จากองค์ความรู้เหล่านี้ ทุกท่านที่เคารพ ๒-๓ เรื่องที่ดิฉันอยากจะนําเสนอต่อนโยบายชุดนี้ อยากจะกราบวิงวอนขอให้ท่านได้ช่วยติดตามดูแลกฎกระทรวง เพื่อที่จะให้ดําเนินการ เกี่ยวกับกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับที่ดิฉันเชื่อว่าเปึนรากที่จําเปึนที่จะต้องมีการใส่ปุิย พรวนดิน รดน้ํา และน้ําที่สําคัญที่ดิฉันพูดถึงก็คือน้ําใจของทุกท่านที่จะทําให้เกิดการบูรณาการ ร่วมกัน และทําให้ต้นไม้เหล่านี้เติบโตออกดอกออกผลและก็เปึนที่พึ่งของคนต่อไป

อันที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะฝากเปึนข้อเสนอแนะก็คือว่าทําอย่างไรที่จะ สนับสนุนส่งเสริมและต่อยอดทุนทางสังคมในการให้มีสภาองค์กรชุมชนที่มาจาก ความร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วนจริง ๆ เราอย่า คือถ้าพูดออกมาจากหัวใจของดิฉันคือ เราเริ่มต้นจากตัวเรา เริ่มที่จะให้น้ําใจกับผู้อื่น เราจะเห็นนะคะว่าเราจะมีสุขการดําเนินการ เกี่ยวกับสวัสดิการสังคม การสร้างบํานาญชราภาพให้แก่ภาคประชาชนจะเปึนสิ่งที่เรา ได้ทําบุญร่วมกัน ทําบุญโดยมีศักดิ์ศรีที่เริ่มจากฐานการออมของภาคประชาชน

ส่วนอันที่ ๓ ที่ดิฉันอยากจะนําเสนอก็คือสนับสนุนกลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่ได้เน้น เฉพาะที่รัฐจัดตั้ง แต่เหลียวกลับไปมองกลุ่มที่ชาวบ้านจัดตั้งกันขึ้นมาเอง ซึ่งบางทีเขาไม่มี โอกาส ไม่มีที่ยืน เราจะช่วยทําอย่างไรที่จะให้กลุ่มต่าง ๆ เหล่านั้นมีที่ยืน สภาองค์กร ชุมชน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะช่วยทําให้ที่ยืนตรงนี้ชัดเจนและทางภาครัฐจะมีข้อมูล ข้อเท็จจริงที่จะนํามาสู่นโยบายได้ชัดเจนขึ้น ร้อยรัดน้ําใจ ร้อยรัดโซ่ใยแห่งชีวิตด้วยการจัด เรื่องของสวัสดิการบํานาญภาคประชาชนและให้มีเวทีการเรียนรู้ของพี่น้องให้มากขึ้น กราบขอบพระคุณค่ะ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ท่านอาคม เอ่งฉ้วน เชิญครับ

นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่ 🔗

ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม อาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากว่าในนโยบายเศรษฐกิจยังมีผู้พูดอยู่อีก ๕ คน คือ คุณผ่องศรี คุณสาทิตย์ คุณอรรถพร และดอกเตอร์ไตรรงค์ และเปึนเรื่องของการเกษตรล้วน ๆ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี จะกรุณาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรขึ้นมานั่งฟังบ้างก็จะเปึนพระคุณอย่างสูง เพราะถือว่าเปึนการทําหน้าที่ฝ์ายนิติบัญญัติ ท่านประธานครับ นโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาล แถลงไปเมื่อเช้ากระผมเจาะเอาเฉพาะนโยบายภาคเกษตร ซึ่งเขียนเอาไว้หน้าเดียว ในหน้าที่ ๙ เขียนไว้หน้าเดียวมี ๕ ข้อ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้อ่านไปเมื่อเช้ามีหลายข้อนะครับ ท่านประธาน หลายประการที่มองดูเสมือนว่ารัฐบาลนี้มีความจริงใจจะแก้ไขปัญหาเกษตรกร เพราะประเทศนี้มีคนทําการเกษตร ๑๓๑ ล้านไร่จากที่ดินทั้งหมด ๓๒๐ ล้านไร่ คนที่เกี่ยวข้อง กับภาคเกษตรมี ๒๐ ล้านคน เพราะมาจากครอบครัวเกษตรกร ๕.๘ ล้านครอบครัว เพราะฉะนั้นรัฐบาลเศรษฐกิจของประเทศจะดีหรือไม่อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับภาค ๒๐ ล้านคนนี้ครับ เพราะประเทศไทยเปึนประเทศเกษตรกรรมท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ปฏิเสธ ผมจึงเห็นว่า มันเปึนความสําคัญยิ่งยวดที่เราจะให้ความสําคัญกับการอภิปรายติติงรัฐบาล วิจารณ์ ในภาคส่วนที่รัฐบาลทําดีกระผมไม่วิจารณ์ แต่ผมจะเสนอแนะในฐานะที่เปึนเกษตรกร และในฐานะที่เคยทํางานภาคเกษตรมาบ้างในช่วงที่เปึนรัฐบาล ในช่วงที่เปึนฝ์ายบริหาร ผมดูรายละเอียดของนโยบายแล้ว ท่านประธานครับ มันมืดมน ผมใช้คําว่า มืดมน เพราะมันไม่มีส่วนใดที่จะแสดงให้เห็นว่าต่อแต่นี้ไปรัฐบาลจะบริหารประเทศภายใต้รัฐบาล ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เปึนนายกรัฐมนตรี จะนําพาเกษตรกร ๒๐ ล้านคนให้ทําการเกษตร มีกําไรได้ ผมใช้คําว่ามีกําไร นะครับ เพราะว่าทุกอย่างเวลานี้มันต้องพูดถึงเรื่องต้นทุน แล้วก็การผลิต แล้วก็กําไรที่เราพูดกันเสมอ ๆ ว่า เราผลิต เราแปรรูป และส่งออกหรือขาย แต่ว่าในส่วนของนโยบายที่ท่านแถลงผมจะเจาะลงมาให้ท่านได้เห็นว่าจากตัวเลขทั้งหมด ที่เมื่อเช้ามีคนพูดกันว่าเวลานี้ภาคเกษตรกรเปึนหนี้จากที่รัฐบาลก่อนทําไว้นะครับ คือ ลักษณะการพักหนี้แล้วเข้าสู่ระบบ มีการเข้าสู่ระบบได้เพียง ๑.๒ ล้านครอบครัว ใน ๑.๒ ล้านครอบครัว ท่านประธานครับ ทราบไหมครับว่าหนี้สินเวลานี้เปึน ๑๑๓,๐๐๐ ล้านบาท นี่เมื่อ ๖ เดือนที่ผ่านมานะครับ เพราะฉะนั้นหนี้สินมีแต่เพิ่มขึ้น ผมไม่กล้าพูดว่าเมื่อครบ ๔ ป้เกษตรกรไทยจะมีหนี้เปึน ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล ท่านประธาน ครับ นอกจากที่ผมได้ชี้แจงตัวเลขเหล่านี้แล้วนะครับ ผมจะพูดถึงเรื่องการเกษตรให้ ท่านประธานได้เห็นนะครับว่า ด้านการผลิต รัฐบาลพูดแต่โครงการน้ําขนาดใหญ่ มีท่อ ส่งน้ําจากแม่โขงเกษตรกรก็มึนเลยนะครับไม่รู้ว่าเมื่อไรน้ําจะมาถึงไร่นา แต่ว่าไม่ได้พูดถึง น้ําที่เกษตรกรใช้อยู่ในชีวิตประจําวัน ก็ยังฝากไว้กับอนาคตคือ เทวดา อาศัยฝนเปึนหลัก เพราะฉะนั้นจึงไม่เห็นอนาคตนะครับถ้าพูดถึงเรื่องน้ํา ความจริงเกษตรกรเขาพูดอยู่ชัด ปัญหาของเขามี ๓ อย่างครับ ที่ ดิน น้ํา ที่ดิน ที่ หนี้ น้ํา เพราะผมพูดเร็วไปนิดหนึ่ง ๓ อย่างนี้ละครับถ้ารัฐบาลแก้ให้เขาได้เขากําไรแน่นอนทําการเกษตรแล้วเขาขยัน

อันแรกที่ผมพูดถึงเรื่องด้านการผลิตนะครับ ท่านรัฐมนตรีเกษตรเข้ามา พอดี ท่านจะต้องลุกขึ้นมาแสดงให้เห็นว่าช่วงระยะเวลาต่อไปนี้ ในเวลาที่เหลือหรือจะ ลุกขึ้นเลยก็ได้ หรือมีเวลาอีก ๒ วัน ว่าท่านจะทําเรื่องปุิยราคาแพงเวลานี้ที่พูดกันแล้ว หลาย ๆ คน รัฐบาลก็พูดให้ถูกลงได้อย่างไร ผมอยากจะฟังว่าท่านมีแนวคิดหรือไอเดีย (Idea) ว่าในช่วงที่ท่านบริหารปุิยเคมีจะถูกลงได้อย่างไรที่เราต้องซื้อปุิยป้หนึ่งประมาณ ๔ แสนล้านบาท ท่านประธานครับ ถ้าพูดตรงนี้ได้นะครับมันก็จะพ่วงลงไปถึงเรื่องราคา ยาปราบวัชพืชและพูดถึงเรื่องน้ํามัน โดยทั่วไปน้ํามันมันแพงอยู่แล้ว แต่ว่าท่านจะต้องมี กําลังใจหรือให้ความหวังกับเกษตรกรรายเล็กว่าน้ํามันราคาถูกสําหรับเกษตรกรท่านทํา ได้อย่างไร เอาเฉพาะเรือประมงพอ ท่านมีนโยบายที่จะช่วยชาวประมงอย่างไรที่จอดตาย กันเต็มซากท่าเรือไปหมดในเวลานี้ รอรัฐบาลนี้ รัฐบาลบอกว่ารัฐบาลนี้จะแก้ปัญหาได้ แล้วก็คุยกันตั้งแต่เช้าเลยว่าเสียงมา ๒๐๐ กว่าเสียง หัวหน้ารัฐบาลคุยเอง นั่นแหละ นอนรออยู่ ผมไม่ทราบว่าเขาจะเดินเรือออกไปหาปลาได้เมื่อไร ทําเสียด้วย นี่ผมฝากไว้ ในประเด็นที่ ๑

ในประการที่ ๒ ท่านประธานครับเมื่อผมพูดถึงเรื่องต้นทุนการผลิตแล้ว แน่นอนที่สุดผมจะพูดเรื่องที่ดิน ในฐานะที่เปึนลูกเกษตรกรแล้วก็คลุกคลีอยู่กับการทํา การเกษตร รัฐบาลกรุณาเหลือเกินครับเขียนไว้ในหน้า ๖ วางระบบการถือครองที่ดิน ท่านดูสิ ท่านยังวางระบบอยู่เลยครับ ท่านรัฐบาลครับ ท่านสมัครครับ ท่านสมศักดิ์ครับ ไม่ทราบท่านสมศักดิ์ได้อ่านหรือเปล่านโยบายนี้บางทีเขาเขียนให้ท่านก็ได้ เพราะคนร่าง อาจจะไม่ใช่พรรคชาติไทย ผมว่าท่านก็มาจากเกษตรกร ท่านมีโรงสีท่านต้องรู้ว่าวันนี้ เกษตรกรไทยมันมีที่ดินมีปัญหา มีปัญหาแล้วทําไมไม่บอกเขาไปละครับ ว่าที่ดินที่มันเปึน ครอบครองถือครองตามประมวลกฎหมายที่ดินอย่างนี้ออกโฉนดให้เลย ประกาศไปสิครับ คนที่ครอบครองที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่มี สค. ๑ ที่มี น.ส. ๒ ที่มีใบจองรัฐบาล นี้จะออกโฉนดให้ในเวลากี่ป้บอกได้ไหม ไม่ใช่มาวางระบบอยู่ วางไปไหนท่านสมัคร

ประการที่ ๒ ประชาชนที่ครอบครองที่ดินและยังไม่มีเอกสารสิทธิ บุกรุก ทํากินมา ๓๐ ป้แล้ว แล้วเวลานี้มีเปึน ๑๐ ล้านไร่ บอกเขาได้ไหมว่าให้ ส.ป.ก. ต้องอย่างนี้ครับ รัฐบาลมันถึงจะเกิดความหวัง นโยบายนี้ถึงจะเปึนความหวัง ไม่ใช่จะแถลงมาเพื่อได้ แถลงแล้วไปเปึนรัฐบาลบริหารประเทศ ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทํากิน บุกรุกทํากิน แน่นอน รัฐบาลไม่สามารถให้ได้ ออกเปึนนโยบายได้ไหมว่าให้เช่า ให้เช่า ๑๕ ป้ ๒๐ ป้ คนที่เขาอยู่ ในที่ดินเขาจะได้รู้เลยจะอยู่ต่อหรือวิ่งหนี หรือคนที่ยากจนจัดให้เขาได้ไหม จัดในรูป สหกรณ์นิคมให้เขา ๔ อย่างนี้ถ้าท่านทําครบ ผมว่าประชาชนสรรเสริญแน่นอน มันต้องให้ เหมือนกับที่ท่านตอนหาเสียง เมื่อมาเปึนรัฐบาลมันต้องให้ความหวังด้วย เพราะรัฐบาล ประชาธิปไตยนั้นมันเปึนความหวังของประชาชนผู้ใช้สิทธิครับ

ท่านประธานครับ ในประเด็นต่อไปผมอยากจะเรียนต่อเล็กน้อยว่า เมื่อผมพูดถึงเรื่องที่ดินแล้ว เพราะที่ดินสามารถแปลงสภาพเปึนทุนได้ เพราะฉะนั้นถ้ามี ที่ดินก็มีทุน อย่าไปพูดเรื่องว่าจะไปเอาหนี้ให้เขา จะไปให้กองทุนหมู่บ้าน จะไปพักหนี้ จะให้กู้ธนาคารคนจน จัดการเรื่องที่ดินให้เขาสิครับ รับรองเขาหาทุนได้เอง อย่าหาว่า ผมเลียนแบบท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมก็เปึนคนที่ต้องดื่มน้ําเวลาพูดไปด้วย ประเด็นนี้สําคัญครับท่านรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ ผมจะพูดกับ ท่านประธานด้วย เมื่อผมพูดถึงเรื่องทุน ผมพูดเรื่องที่ดินแล้ว ประเด็นนี้เรื่องการแปรรูป ด้านการแปรรูปนี่ครับ ประเทศไทยนี่มันเปึนประเทศเกษตรกรรม ผมไม่อยากเห็นคนไทยตื่นยางพารา ตื่นปาล์มน้ํามัน เหมือนรัฐบาลที่แล้ว ผมไม่อยากเห็น และผมไม่อิจฉาพี่น้องอีสาน ผมไม่อิจฉาพี่น้อง ภาคเหนือนะครับที่ท่านปลูกยาง ปลูกไปเถอะครับ เพราะขณะนี้ยางราคาดี ๘๐ บาท ๗๐ บาท ๕๐ บาท ผมเข้าใจว่าอาจจะชั่วรัฐบาลนี้ก็ได้ อาจจะยังราคาดีอยู่ แต่ในอนาคตไม่แน่ แต่ถึงเวลาหรือยังครับ มันมีพืชอีกหลายชนิด ทําไมรัฐบาลไม่ประกาศว่าผมจะจัดการเรื่อง การทําการเกษตรโดยทําเปึนโซนนิ่งมันเปึนไปไม่ได้ที่ประเทศไทยนี่จะมีดินดีทั้งประเทศ ไม่ใช่ และดินบางภาค บางจังหวัด มันก็เหมาะกับพืชชนิดหนึ่งชนิดใดเปึนอย่าง ๆ พราะฉะนั้น ต้องทําโซนนิ่งและผมเชื่อว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทําไว้แล้วรัฐบาลไปเอามาใช้เถอะครับ ถ้ารัฐบาลทําโซนนิ่งได้ อันนี้ทําปศุสัตว์ อันนี้ปลูกผัก อันนี้ปลูกเพื่อส่งให้กับโรงแรมประกอบการ ถ้าทําได้อย่างนี้นะครับ พืชก็ไม่ล้นตลาด แต่รัฐบาลต้องเข้าไปจัดการ นี่เขาเรียกว่าความหวัง แต่ว่าถ้าอ่านในนี้แล้วมันไม่มีความหวัง ผมจึงบอกว่าต้องทําอย่างนี้ถึงจะเกิดความหวัง เห็นไหมครับ จุดประเด็น เรื่องยูคาลิปตัสขึ้นมาอีก ชาวบ้านเขาอาจจะแห่ไปตามอีก ปลูกตามคันนา แล้วบอกว่าปลูกทั่วประเทศเลย เพราะว่าเปึนพืชมหัศจรรย์รวยแน่ ๆ เอาเถอะครับ ค่อยว่ากันอีกรอบหนึ่ง เอาตรงนี้ก่อน

ทีนี้อีกเรื่องหนึ่งครับท่านรัฐมนตรีครับ ในฐานะที่เปึนเพื่อนกับผม เคยอยู่ กระทรวงศึกษาธิการมาด้วยกัน ท่านไม่เคยพูดถึงเรื่องด้านความตกลงทางด้านการค้าเลย นี่ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่อยู่กระทรวงพาณิชย์ ถ้าจะกรุณาฟังแล้วเอาไปแนะนําบ้าง เอาไปทําบ้างผมก็ไม่หวงนะครับ เวลานี้ถึงเวลาแล้วประเทศไทยต้องทําการเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ําถึงปลายน้ํา ท่านไปถามบริษัทใหญ่ ๆ ดูก็ได้ ประเภทที่ปล่อยให้เกษตรทําไปตาม ยถากรรม แล้วในที่สุดก็มาเปึนหนี้ ไปกู้ ธ.ก.ส. รัฐบาลก็พักหนี้ พอไปหาเสียงก็บอกว่า พักหนี้ พอได้เปึนรัฐบาลก็ให้พักหนี้ ให้พักเฉพาะแสนบาท เกินแสนบาทไม่ให้พัก แล้วเขา ก็จนเหมือนเดิม ติดกับ เขาเรียกว่า ติดกับประชานิยม เหมือนเขาพูดกันหลายคน วันนี้ ไม่ต้องมี ไม่ต้องให้มีหนี้ครับ รัฐบาลต้องไปตกลงทําการค้าให้เขา เปึนพี่เลี้ยง เขาก่อนที่เขาเรียกว่าไปเซ็นสัญญาในการผลิต นี่ภาษาไทยนะ ทําความตกลงในการผลิต ที่สมุทรสาครนะครับ บ้านแพ้ว เกษตรกรรวมตัวกันเลี้ยงกุ้งและเปึนสหกรณ์ พอรวมตัวกัน เสร็จเปึนสหกรณ์เสร็จ เขายืนยันว่าเขาจะผลิตกุ้งโดยที่ไม่มีสารปนเปุ๋อน เมื่อเขาทําได้ อย่างนี้เขาก็เจรจากับผู้ซื้อเลย เจรจากับผู้ซื้อเลยว่าเขาจะผลิตส่งได้กี่ตันต่อเดือน ต่อ ๒ เดือน เมื่อเจรจาได้ทําสัญญา พอทําสัญญาได้ไฟแนนซ์ (Finance) เข้ามาเลย ไฟแนนซ์ธนาคารเข้ามาให้เงินกู้เลย ไม่ต้องไปดิ้นรนเลย อันนี้เขาเรียกว่าทําการเกษตร แบบคอนแทคท์ ฟาร์มมิง (Contact farming) มันรู้เลยว่าผลิตไปขายใคร ขายกิโลกรัมละเท่าไร และเมื่อไรที่จะได้ขาย รู้หมดเลย ผมว่าวันนี้ประเทศไทยถึงเวลาแล้ว มันอาจจะเริ่ม พร้อมกันทั้งประเทศไม่ได้ แต่ท่านต้องเริ่มแล้วก็ต้องทํานะครับ มันมีพืชอีกหลายตัวที่ทํา สัญญาอย่างนี้ได้ ผู้ซื้อเขาก็ได้สบายใจด้วย และราคามันก็แน่นอน นี่ละครับที่ผม บอกว่าถ้าพูดอย่างนี้เกษตรกรมีความหวัง เอาอีกข้อก็ได้ครับว่าเกษตรกรจะมีความหวัง หรือไม่ ความมั่นคงในอาชีพครับท่านประธานครับ ท่านยอมรับกับผมไหมครับว่าเวลานี้ เกษตรกรไม่มีความมั่นคง ท่านก็มาจากจังหวัดเชียงราย ผมก็มาจากจังหวัดกระบี่ เพื่อนผมมาจากทุกจังหวัด เวลานี้ลูกหลานเกษตรกรหนีเข้าเมือง หนีเข้าเมืองครับ พ่อแม่ เขาทําการเกษตรเมื่อ ๕๐ ป้ที่แล้ว พอวันนี้แก่ชราลง คิดว่าลูกหลานจะช่วยพ่อแม่ทํา การเกษตร ไม่อยู่แล้วเข้าเมืองครับ เข้าเมืองไปเรียนหนังสือ ไปทํางานโรงงาน ไปหมด ทิ้งให้คนแก่ทําการเกษตรอยู่ที่บ้าน อย่างนี้ประเทศไทยก็จน อีกร้อยป้ก็ยังจนครับ ท่านรัฐมนตรีต้องประกาศนโยบาย ต้องจัดการ ท่านรัฐมนตรีมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ผมเสียดายถ้าท่านไม่ประกาศเรื่องนี้ ประกาศอย่างไรครับ ท่านต้องประกาศว่าในช่วง รัฐบาลของท่านนั้นท่านจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ฝ์ายภาคเกษตร ท่านต้องพูดอย่างนี้สิ เกษตรกรเขาจะได้ลืมตาอ้าปากได้ว่าต่อไปนี้จะได้รับการอบรม จะได้รับการฟูมฟัก จะให้การเรียนรู้ เพื่อที่จะผลิตและมีกําไร หรือว่ายินดีที่เขาจะอยู่อย่างนั้น ดักดานอยู่อย่างนั้น อย่างนี้มันก็ไม่มีความหวัง ป์วยการ ที่จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างประเทศฟ่นแลนด์ ประเทศฟ่นแลนด์เขาทําเทคโนโลยีขาย ที่เราเรียกว่าโนเกีย (Nokia) ผมโฆษณาให้เขาก็ได้ ผมไม่ได้อะไรหรอก เราซื้อโนเกียเขา แต่ในขณะเดียวกันพี่น้องที่ทําการเกษตรขายไม้ มาประเทศเรามูลค่าเท่ากับโนเกีย เกษตรกรเขาภูมิใจว่าเขาขายไม้มาสร้างบ้านบ้านเรา หลังหนึ่ง ๔–๕ ล้านบาท ไม้จากฟ่นแลนด์ เราต้องทําให้เกษตรกรบ้านเราเปึนอย่างนั้นบ้าง หรือเอาอีกประเทศหนึ่งครับ ประเทศอิสราเอลที่ว่าแล้งจัดนี่ท่านทราบไหมครับคนไทย ไปรับจ้างอยู่ที่นั่นเดือนหนึ่งได้ ๓,๓๐๐ เชเกล ไปเลี้ยงเปึด ๗๕๐ ตัว เลี้ยงเปึด ๗๕๐ ตัว ได้เดือนหนึ่ง ๓,๓๐๐ เชเกล คิดเปึนเงินไทย ๓๓,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเขาไปครับ เสี่ยงตายก็ไป อยู่เมืองไทยเลี้ยง ๗๕๐ ตัว ไม่รู้กําไรได้สักพันบาทหรือเปล่า

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตขัดจังหวะนิดเดียว นะครับ เวลาท่านจะหมด ผมอยากจะขอท่านผู้ประสานงานฝ์ายประชาธิปัตย์จะเพิ่มเวลา ให้ท่านอีกสัก ๕ นาทีไหมครับ ท่านจะจบแล้วใช่ไหมครับ เชิญต่อเลยครับ

นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่ 🔗

แล้วแต่จะกรุณา แต่ว่าผมยังมีอีกแผ่นหนึ่งประมาณ ๕ นาที ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมคิดว่า นี่สภาถึงจะเปึนประโยชน์ ไม่ใช่ว่ามาแถลงนโยบายเสร็จพวกผมก็พูดไปตามระบบ คนใหม่บ้าง คนเก่าบ้าง พูดไปเสร็จเกษตรกรก็ฟังป์านนี้หลับ หมุนไปดูละครแล้ว เขาต้อง ฟังสิประเทศชาติมันวิกฤติมานานเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูด เมื่อเขาวิกฤติวันนี้ มาแถลงนโยบาย แถลงทําไม แถลงเพื่อจะเอางบประมาณไปใช้ เขาจะได้บอกว่าพรุ่งนี้ กูจะไปเสียภาษีแล้ว รัฐบาลนี้เข้าท่า หรือบอก โอ๊ย พอแถลงแล้วกูไม่เกิดความหวังเลย กูไม่เสียภาษีต่อไป เห็นไหมครับท่านประธานครับ ผมใช้ภาษาชาวบ้านเลย ท่านประธานครับ เมื่อเราพัฒนาทรัพยากรได้ ทรัพยากรมนุษย์ด้านการเกษตรได้ เกษตรกรก็มีความฉลาด ในการที่จะไปทําการผลิต พี่น้องครับ พี่น้องเกษตรกรที่เคารพครับ วันนี้ผมจะทวงให้ท่าน ๑ เรื่องนะครับ ในช่วงระยะเวลาป้ ๒๕๔๒ มีเกษตรกรเปึนเรือนหมื่นมาเรียกร้องกฎหมาย ฉบับหนึ่ง ท่านยงยุทธก็คงจะจําได้ คือพระราชบัญญัติกองทุนฟุ๋นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในช่วงนั้นประชาธิปัตย์ก็รับช่วงมาจากรัฐบาลก่อนคือรัฐบาล พลเอก ชวลิต แล้วก็มาเสนอ กฎหมายในสภานี้ผ่านเปึน พ.ร.บ. เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.บ. กองทุนฟุ๋นฟู เอาเงินใส่ให้ ๑,๘๐๐ ล้านบาท ท่านนายชวน หลีกภัย เอาเงินใส่ให้เพราะว่ามันเปึน เริ่มป้แรก สตาร์ท (Start) ป้แรก แต่จริง ๆ เกษตรกรมาลงทะเบียน ๔ ล้านคน ผมฟัองคน ๔ ล้านคนที่ฟังอยู่ในเวลานี้ว่าวันนี้ในนโยบายเล่มนี้ไม่มีเลย แม้กระทั่งรัฐบาลจะพูดว่าจะ รื้อฟุ๋นหรือจะเร่งรัดจะดําเนินการให้กองทุนฟุ๋นฟูมันเดินไปได้ ไม่มี เพราะฉะนั้นงบประมาณ ที่จะนําเสนอเข้ามาผมเชื่อว่าไม่ได้เติมงบประมาณลงไปหรอก เพราะท่านไม่เอากองทุน ฟุ๋นฟู ท่านไปเอากองทุนหมู่บ้าน กองทุนหมู่บ้านมันเร็วดี หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท เร็วดี กองทุนฟุ๋นฟูมันเปึนกฎหมาย และมันเปึนกฎหมายที่ออกในยุคประชาธิปัตย์ มันทําไมล่ะครับ ถ้ามันเปึนกฎหมายที่ดี หลายคนในนี้ก็ยกมือผ่านกฎหมายนี้เอาไปใช้ และประชาชนเขา รออยู่ ๔ ล้านคน นี่ผมทวงให้ท่านแล้วนะ ๑ เรื่อง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในประเด็นที่ ผมจะกราบเรียนต่อไปก็คือว่านโยบายสําคัญ ๆ นะครับ มันจะแก้ปัญหาความยากจน ให้กับประชาชนได้ ผมไม่อยากเห็นรัฐบาลใช้เวลา ๔ ป้ แล้วประชาชน เกษตรกรยัง ยากจนอยู่เหมือนเดิม ผมไม่อยากได้ยิน ดีใจที่รัฐบาลนี้ไม่บอกว่าจะทําให้ประชาชน พ้นจากความยากจนภายใน ๔ ป้ ผมไม่ได้ยิน แต่ว่าถ้าเขียนนโยบายอย่างนี้นะครับ ๔ ป้ ประชาชน เกษตรกร ๒๐ ล้านคน ขอให้ภูมิใจได้เลยว่าท่านจะยากจนเท่ากันหมด ทั้งประเทศ

ในเรื่องสุดท้ายครับ ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ผมนับถือเปึนเพื่อนกัน ท่านต้อง ลุกขึ้นประกาศเลยว่าในช่วงที่ท่านเปึนรัฐบาลจะไม่ให้มีการหาเศษหาเลยกับโครงการ ช่วยเหลือเกษตรกร ประกาศไปเลย ท่านต้องประกาศไปเลยเพราะว่าประชาชน เกษตรกรช้ําใจมากในรัฐบาลก่อนหน้านี้ ท่านต้องประกาศไปเลยว่าในช่วงที่ท่านเปึน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านจะไม่ให้มีการโกงกล้ายาง ท่านจะไม่ให้ โกงปุิย จะไม่ให้โกงวัวไปให้หัวคะแนน ในโครงการพระราชดําริ ท่านจะต้องประกาศว่า ไม่โกงลําไย ท่านกล้าประกาศไหม ประกาศไปก่อน ใครโกงค่อยว่าเชือดคออย่างนี้นะครับ เกษตรกรมันถึงจะภูมิใจแล้วก็เกิดความหวัง

สุดท้ายครับ เหลือเวลานิดเดียว ปัญหาเฉพาะหน้าท่านรัฐมนตรีครับ จดเลย

๑. การแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตเรื่องปุิย เรื่องน้ํามันอย่างที่ผมพูดไปแล้ว

เรื่องที่ ๒ เรื่องหนี้สิน ๕.๖ ล้านบัญชี จัดการ แต่ว่าไม่ใช่แก้ด้วยวิธีพักหนี้ แก้ด้วยให้เขาทําการเกษตรให้มีกําไร

ข้อที่ ๓ เรื่องการขาดแคลนแรงงาน บางภาคยังต้องใช้อาศัยแรงงาน ต่างชาติอยู่ ยางพารา ประมง ปัูมน้ํามัน กาแฟ

เรื่องที่ ๔ เอฟทีเอ (FTA) ใครพูดรู้เรื่องก็กรุณาพูดต่อ เพราะว่าเวลามีอีก ๒ วัน พูดให้พวกผมได้ยิน แล้วเกษตรกรก็จะได้เข้าใจด้วย และ

เรื่องสุดท้ายการส่งออกไม้ยางพาราแถลงหน่อย มูลค่าเยอะตอนนี้ ว่าจะให้ส่งเปึนไม้ยางพาราแปรรูป หรือส่งเปึนไม้ยางพาราที่เปึนเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ซึ่งมันจะเพิ่มมูลค่าเหมือนกัน ป้หนึ่งหลายหมื่นล้านบาท เกษตรกรภาคใต้รออยู่ช่วยกัน หน่อย ๓ จังหวัดภาคใต้เขากําลังเดือดร้อนมาก แล้วไม้ยางพาราทําราคา ทํารายได้ให้กับ เขาได้ ขอบคุณครับท่านประธานครับที่กรุณาให้เวลาผมเหลือมาเล็กน้อยเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

๑๘ นาทีครับ เชิญท่านทัศนียา รัตนเศรษฐ รวมใจไทยครับ

นางทัศนียา รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ทัศนียา รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ท่านประธานคะ จากนโยบายที่รัฐบาล ได้แถลงทั้งหมด ๒๘ หน้า แบ่งออกเปึน ๘ ด้าน ดิฉันเห็นด้วยในทุก ๆ นโยบาย แล้วก็ทุก ๆ ด้านค่ะที่มีความพร้อมแล้วก็สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ แล้วดิฉันก็ยังเห็นด้วย อย่างมากที่ท่านได้กรุณาเอานโยบายการปราบปรามยาเสพติด นโยบายในเรื่องของ กองทุนหมู่บ้าน แล้วก็นโยบายในเรื่องของเอสเอ็มแอล แล้วก็ในส่วนนโยบายในเรื่องของ โอทอปมาเปึนนโยบายเร่งด่วนนะคะ แต่ดิฉันก็อยากจะฝากท่านประธานว่า ถ้าท่านจะกรุณา เพิ่มนโยบายที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ แล้วก็ อสม. อปพร. ตํารวจบ้าน ก็จะเปึนพระคุณอย่างยิ่ง เพราะว่าโดยเฉพาะทาง อสม. นั้นเปึนผู้ที่ทํางานหนัก แล้วก็เปึนกําลังหลักในการพัฒนา ประเทศ ไม่ว่าท่านจะกรุณาเดือนละ ๕๐๐ บาท เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท อะไรก็แล้วแต่ กําลังของประเทศ แล้วโดยเฉพาะในส่วนของผู้สูงอายุค่ะท่าน ซึ่งทุกวันนี้ท่านมีเวลาเหลือ ไม่มากเพราะฉะนั้น ๕๐๐ บาท ที่รัฐจัดให้ยังไม่เพียงพอค่ะ ท่านยังเหลืออยู่มาก อย่าว่าแต่ ๖๐ ป้เลยค่ะท่าน ๗๐ ป้ ๘๐ ป้ก็ยังไม่ได้รับ ฝากท่านตรงนี้ด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ในการ แปลงนโยบายมาสู่การปฏิบัติมันไม่ได้สวยหรู มันไม่ได้ราบรื่นเหมือนอย่างที่ท่านบอก ท่านเขียน เพราะว่าในการแปลงนโยบายมาสู่การปฏิบัตินั้นมันยังมีช่องว่างมีช่องโหว่ ที่ทําให้ผู้ปฏิบัตินั้นนําไปก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งเงินนี้ดิฉันก็อยากจะฝากข้อห่วงใย แล้วก็ข้อคําถามกับคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสัก ๒–๓ ประเด็น

ประเด็นแรก ก็คือในเรื่องของนโยบายการปราบปรามยาเสพติด ว่าท่านมี มาตรการในการกํากับดูแลอย่างไรที่จะทําให้เหตุการณ์ในอดีตที่ผิดพลาดบกพร่องไม่ต้อง กลับมาอีก หรือหากเกิดขึ้นท่านมีมาตรการจะชดเชยอย่างไร ใครจะเปึนผู้รับผิดชอบ ไม่ว่า จะเปึนการอุ้มฆ่า การฆ่าตัดตอน แล้วที่สําคัญก็คือการยัดยาบ้าผู้บริสุทธิ์ เพราะนั่นเปึน สิ่งที่พี่น้องประชาชนเขากลัวค่ะท่าน กลัวว่าสักวันหนึ่งเหตุการณ์นั้นจะมาเกิดขึ้นกับเขา หรือเปล่า ที่ทําให้เขาต้องถูกอุ้มไปแล้วก็ยัดยาบ้า จนทําให้เขาต้องเจ็บตัวฟรี เสียเงินฟรี แล้วในที่สุดก็ติดคุกฟรีซึ่งหาใครรับผิดชอบไม่ได้ นี่คือข้อห่วงใยประเด็นที่หนึ่ง

ข้อห่วงใยประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของนโยบายประชานิยม ซึ่งเปึน นโยบายที่ประชาชนชื่นชอบ แล้วก็มีประโยชน์ แต่ว่าก็ยังมีหลาย ๆ นโยบายที่ได้ปฏิบัติ มาแล้วนั้นยังมีข้อบกพร่อง ไม่ว่าจะเปึน ๓๐ บาท รักษาทุกโรคก็ยังไม่สามารถรักษาได้ ทุกโรคจริง ยังมีโรคมะเร็ง โรคหัวใจที่เปึนโรคที่ร้ายแรงก็ฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีด้วย หรือว่าแม้แต่ในเรื่องของโครงการเงินกู้ก็ยังไม่ทั่วถึง กองทุนหมู่บ้านยังไม่กระจาย อย่างทั่วถึงไม่เปึนธรรม ยังไปกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางกลุ่มที่เปึนคณะกรรมการ แล้วที่สําคัญนั้นก็คือนโยบายของสินค้าโอทอปค่ะท่าน ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีตลาดรองรับ ที่แน่นอนที่จะทําให้ประชาชนผู้ผลิตนั้นสามารถที่มีรายได้อย่างยั่งยืน นี่เปึนข้อห่วงใย เรื่องที่๒

แล้วเรื่องที่ ๓ ก็คือในเรื่องของการศึกษาในข้อ ๒ ทุกท่านก็ยอมรับนะคะว่า การศึกษาคือที่มาของรายได้ การศึกษานั้นคือรากฐานชีวิต เราจะทําอย่างไรล่ะคะท่าน ที่จะทําให้การศึกษานั้นเปึนจริงในทุก ๆ นโยบายโดยเฉพาะเรียนฟรี ๑๒ ป้ ว่าจะทํา อย่างไรที่จะฟรีจริงนะคะท่านทั้งค่าเล่าเรียนแล้วก็ค่าแป็ะเจี๊ยะ เพราะทุกวันนี้ผู้ปกครอง ก็ไม่ได้ห่วงหรอกค่ะว่าค่าเล่าเรียนเท่าไร เขาห่วงเรื่องค่าแป็ะเจี๊ยะมากกว่าซึ่งมันสูงกว่า ค่าเล่าเรียนถึงหลายร้อยตัวหลายสิบเท่านะคะ แล้ว ๑๒ ป้นั้นจะเริ่มจากระดับใดแน่ จะเอาจากประถมถึง ม. ๖ หรือว่าจากอนุบาลถึง ม. ๔ ก็อยากให้ท่านได้ให้ความชัดเจน เพื่อผู้ปกครองเขาจะได้เตรียมฐานะทางการเงินได้ถูก แล้วถ้าเกิดว่า ๑๒ ป้เรียนไปแล้ว ไม่จบท่านจะทําอย่างไร นอกจากนั้นดิฉันก็ใคร่จะฝากในเรื่องของข้อสังเกตค่ะท่าน เกี่ยวกับคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งนับตั้งแต่ที่มีการยุบรวมประถม มัธยมเข้าด้วยกัน แล้วก็ถ่ายโอนสถานศึกษาไปอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปรากฏว่าคุณภาพ การศึกษานั้นลดน้อยถอยลงทุกวัน จะคงที่อยู่ก็เฉพาะในส่วนที่สังกัดของเทศบาลหรือว่า อบจ. ในตัวจังหวัดเท่านั้น จากเดิมที่ในป้ ๒๕๔๘ ค่ะท่านมาตรฐานการศึกษาไทยเรา อยู่ในลําดับที่ ๕ ของทั้งหมด ๑๒ ประเทศในเอเชีย พอมาป้ ๒๕๔๙ เราหล่นมาอยู่ลําดับที่ ๘ แล้วมาป้นี้ก็ยิ่งตกหนักเราอยู่ลําดับที่ ๑๐ ค่ะท่าน ซึ่งดิฉันก็ไม่มั่นใจว่าป้หน้าจะหล่นไปใน อันดับที่ ๑๒ สุดท้ายหรือเปล่าซึ่งตรงนี้ล้วนแต่น่าห่วง ก็ฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ท่านได้หาสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร เกิดจากความไม่พร้อมขององค์การปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือเปล่าที่ท่านให้งบประมาณไม่เพียงพอ หรือเกิดจากสถานศึกษาที่ไม่มีครู อย่างเพียงพอ ไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัยจนทําให้ผู้บริหารต้องวิ่งทอดผ้าป์า กันทุกป้ หรือว่าเกิดจากตัวครูผู้สอนเองที่ไม่มีขวัญกําลังใจในการทํางาน ไม่มีความมั่นคง ในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะครูใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทุกวันนี้ต้องตายรายวัน จนกลายเปึนเครื่องเซ่นสังเวยประจําวันไปแล้วค่ะท่านประธาน สิ่งที่ครูมีทุกวันนี้ก็คือ มีแต่หนี้สิน มีแต่ความหวาดกลัว แล้วก็มีแต่ความยุ่งยากในการประเมินในการเลื่อน วิทยฐานะที่เปลี่ยนหลักเกณฑ์กันทุกป้จนทําให้ครูนั้นไม่มีเวลาที่จะเตรียมการสอนจาก สาเหตุนี้หรือเปล่า หรือว่าเกิดจากสาเหตุตัวเด็กเองที่ไม่มีอาหารกลางวันอย่างเพียงพอ ไม่มีเงินกองทุนในการที่จะให้เด็กที่ยากจนกู้เรียน หรือว่าไม่มีทุนกู้เรียนที่จะให้เด็กที่อยาก เรียนสูง ๆ ได้เรียน หรือว่าเรียนไปแล้วจนก็ต้องออกกลางคัน หรือว่าผูกคอตายเพราะกู้ไม่ได้ ปัญหาทั้งปวงนี้ค่ะท่านล้วนแต่รอรัฐบาลที่จะมาเยียวยารักษา เพราะฉะนั้นโดยเฉพาะ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งท่านเปึนความหวังอย่างมากของพี่น้องประชาชนที่เขาหวังว่า ท่านจะสามารถแก้ปัญหาของประเทศในขณะนี้ที่เปึนวิกฤติให้ทุเลาเบาบางอย่างรวดเร็ว ทุก ๆ ปัญหา ไม่ว่าจะเปึนปัญหาในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา หรือแม้แต่ ความมั่นคง ความปลอดภัย แล้วที่เขาหวังอย่างมากค่ะท่านก็คือหวังว่ารัฐบาลจะสามารถ นําพาประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าให้พ้นจากบ่วงของการปฏิวัติรัฐประหารอย่างถาวร ไม่บริหารบ้านเมืองผิดพลาด ทุจริต คอร์รัปชัน ในนโยบายหรือว่าโครงการที่กํากับดูแล จนเปึนเหตุทําให้การปฏิวัติรัฐประหารต้องย้อนกลับมาอีก เพราะนั่นคือความบอบช้ํา ของประเทศค่ะท่าน ถ้าเราจะเปรียบความบอบช้ําของประเทศกับร่างกายของมนุษย์ก็คือ มนุษย์ที่อมโรค มนุษย์ที่เจ็บป์วยทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเปึนภาครัฐทุกวันนี้ก็ป์วยเปึนโรค สมองฝ์อไม่กล้าคิดกล้าทําอะไร เพราะว่ากลัวจะถูกเช็คบิล หรือว่าแม้แต่ภาคธุรกิจเอกชน ก็ป์วยเปึนโรคขวัญหนีดีฝ์อไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุนเพราะไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวนาน แค่ไหน แล้วการตัดสินใจของคณะรัฐบาลเปึนตัวจริงเสียงจริงหรือเปล่าหรือจะต้องมีการปรับแก้กัน หรือไม่ แล้วยิ่งเมื่อมามองภาคสื่อสารมวลชนนี่ยิ่งป์วยหนักค่ะท่านประธาน ป์วยเปึนโรคย้ําคิดย้ําทํา ถ้าท่านได้ดูทีวี ท่านได้อ่านหนังสือพิมพ์ ท่านจะเห็นว่าทุกครั้ง ที่พูดถึงรัฐบาล ไม่เคยเลยมีสักครั้งจะบอกว่าเปึนรัฐบาลมืออาชีพ มีแต่บอกว่ารัฐบาล ตัวแทน รัฐบาลร่างทรง รัฐมนตรีเบอร์ ๒ รัฐมนตรีตัวแทนกลุ่ม พูดอยู่นั่นแหละค่ะ พูดจน ทําให้พี่น้องประชาชนที่เขาบริโภคสื่อต้องพลอยป์วยไปด้วย ป์วยเปึนโรคหวาดระแวง โรคไม่เชื่อมั่นไม่เชื่อถือต่อรัฐบาล จนกลายเปึนวิกฤติศรัทธาทุกวันนี้ ท่านประธานคะ โรคทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็ล้วนแล้วแต่รอคอยหมอที่จะมาเยียวยารักษา คณะรัฐบาลท่านก็ คือหมอ นโยบายที่ท่านให้ที่ท่านแถลงก็คือยาที่ใช้ในการรักษา เพราะฉะนั้นถ้าท่าน ได้หมอไม่ตรงกับโรค ได้หมอที่มีความเชี่ยวชาญชํานาญไม่เฉพาะด้าน แล้วก็ให้ยาผิด ๆ ถูก ๆ โรคที่ว่าจะหายในที่สุดก็อาจจะตายได้ แล้วนโยบายที่ท่านแถลงไว้ในวันนี้ก็จะต้อง สูญเปล่าโดยสิ้นเชิง กลายเปึนเศษกระดาษที่เขียนไว้ด้วยตัวอักษรที่สวยหรูเท่านั้น แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ แล้วที่สําคัญท่านประธานคะ ประเทศไทยประกอบด้วยคนถึง ๖๕ ล้านคนที่รอคอยอานิสงส์จากนโยบายของรัฐบาลที่แถลงวันนี้ ประเทศไทยไม่ใช่หนู ที่จะใช้ในการทดลองยาได้อีกต่อไปแล้ว เพราะระดับความเชื่อมั่นของประเทศนั้นตกต่ําลง ทุกวัน จากที่สหรัฐอเมริกาเคยจัดระดับของประเทศเราอยู่ในระดับความเชื่อถือที่ ๓ เอ (3 A) ทุกวันนี้เราตกลงมาอยู่ในระดับ ๓ บี ลบ (3 B–) จนทําให้ประเทศเกาหลีเขาแซงหน้าเราไป ถึง ๒ ระดับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

หมดเวลาครับ

นางทัศนียา รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

ฝากนะคะว่า รัฐบาลจะเปลี่ยนวิกฤติให้เปึนโอกาส เปลี่ยนแรงเสียดทานทั้งหลายให้เปึน นโยบายต่าง ๆ แล้วก็ทํานโยบายทุก ๆ นโยบายนี้ให้เปึนจริงได้ค่ะ ขอกราบขอบคุณค่ะ ท่านประธาน

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ต่อไปในส่วนของ สนช. นะครับ ท่านอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ครับ เชิญครับ

นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาครับ เนื่องจากว่าอดีตผมก็เปึนข้าราชการและเปึนผู้บริหาร อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาหลายกรม เพราะฉะนั้นการอภิปรายก็จะเน้นไปใน เรื่องของนโยบายภาคการเกษตร แต่อย่างไรก็ตามจากการที่ได้รับทราบว่าทาง คณะรัฐมนตรีก็คงจะต้องไปจัดทําแผนบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งแผนการตรา กฎหมาย เพราะฉะนั้นผมคงจะขออนุญาตวิเคราะห์ วิจารณ์ และเสนอความเห็นเพิ่มเติม ไปในสาขาอื่นบ้าง รวมทั้งเพิ่มเติมจากที่ทางรัฐบาลได้เสนอนโยบายในวันนี้ สิ่งที่ผมจะ เรียนนั้นก็จะเปึนทางด้านการเกษตร แล้วก็จะเน้นไปในเรื่องของการปรับโครงสร้าง การผลิตภาคการเกษตรในเรื่องแนวนโยบายแนวคิดการทําการเกษตร การพัฒนาสถาบัน เกษตรกรและการมีส่วนร่วม ส่วนด้านอื่น ๆ ก็คงจะเปึนโดยย่อในเรื่องพลังงาน เรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องการบริหารจัดการที่ดี และเรื่องนโยบายเร่งด่วน

ในประการแรกนั้นเปึนเรื่องของนโยบายทางด้านการเกษตร เรื่องการปรับ โครงสร้างภาคการผลิตซึ่งอยู่ในเอกสารนโยบายหน้า ๑๒ ถึงหน้า ๑๓ ข้อ ๓.๒.๑.๑ ซึ่งผม จะขออนุญาตอ่านนิดเดียวนะครับท่านประธานว่า เร่งปรับโครงสร้างการผลิตทาง การเกษตรให้สอดคล้องกับโอกาสทางการตลาดและการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค ทั้งที่เปึนตลาดเดิมและตลาดใหม่โดยกําหนดยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลาง การผลิตอาหารของโลก รวมทั้งสนับสนุนการผลิตพืชพลังงาน สนับสนุนการผลิตสินค้า ใหม่ที่มีโอกาสทางการตลาด เช่น พืชเส้นใย หรือว่าสมุนไพร เปึนต้น ในประเด็นแรกเรื่อง ศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลก จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เปึนเรื่องใหม่ เปึนเรื่องต่อเนื่อง แต่ก็ เปึนเรื่องที่มีความสําคัญมาก เพียงแต่ว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ดําเนินการโดยตลอดมา หลายป้นั้นไม่ค่อยครอบคลุมในสิ่งที่ควรจะเปึน ดังนั้นการเปึนศูนย์กลางอาหารของโลก จึงไม่สามารถเปึนได้อย่างแท้จริง ยังมีอีกหลายประการที่เราสามารถจะทําได้ ผมคงจะ เสนอปัจจัยหลักต่อการที่จะเปึนศูนย์กลาง ซึ่งก็คงหมายถึงว่าสิ่งที่เราจะทําเพื่อที่จะเปึน ศูนย์กลางนั้นก็คงจะต้องพยายามทําในสิ่งนั้นให้ได้ แล้วก็เปึนสิ่งที่ผมอยากจะเรียนเสนอ เพื่อจะได้ประกอบการพิจารณาในการจัดทําแผนบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคงจะเกิดขึ้น ในเวลาอันสั้นนี้

ในประเด็นแรกของปัจจัยคือการผลิตในสิ่งที่ตลาดหรือโลกต้องการ ไม่ว่า จะเปึนวัตถุดิบ เปึนของสดหรือของแปรรูปก็ตามนะครับ สิ่งที่เราต้องการทราบก็คือว่า ตกลงมันชนิดอะไรกันแน่ที่ตลาดโลกเขาต้องการ ไม่ใช่เราไม่รู้เลย แต่ประเด็นก็คือว่าเรา จะทําอย่างไรจึงจะรู้ให้มันได้ชัดเจนว่าสิ่งที่ตลาดโลกซึ่งมีอยู่กระจัดกระจายไปทั่วไปนั้น เขาต้องการอะไร เขาต้องการรสชาติอะไร เขาต้องการสีสันอะไร และที่สําคัญที่สุดก็คือ เรื่องความปลอดภัยซึ่งเปึนเรื่องที่มีความสําคัญมากขึ้นทุกทีนะครับ สิ่งเหล่านี้มันเปึนสิ่งที่ เราจะต้องร่วมกันในบรรดากระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ พาณิชย์คงจะต้องแจ้งให้ทราบนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องราคา การแข่งขันในตลาดโลกเปึนเรื่องที่สําคัญมาก ประสิทธิภาพการผลิตต้นทุนต่อหน่วย ซึ่งตรงนี้ก็จะมาถึงในเรื่องแนวความคิดในการผลิต ที่ผมจะกราบเรียนในโอกาสต่อไปว่าเรากําลังมีแนวความคิดที่มันไม่ตรง หรือผมอยากจะ เรียกว่าผิดจากสิ่งที่ควรจะเปึน เพราะว่าถ้าเราจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้นคง หมายถึงว่าต้นทุนต่อหน่วยของผลผลิตมันถูกมันต่ํากว่าภายใต้คุณภาพเท่ากัน

อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้คํานึงถึงก็คือความสม่ําเสมอในการส่ง มันจะต้องมีการวางแผนที่จะมีผลผลิตที่จะออกมาอย่างสม่ําเสมอ จะต้องมีระบบ การตรวจสอบและการรับรองเพื่อที่จะสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้รวดเร็ว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เปึนเรื่องใหม่อย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว เพียงแต่ว่าทําอย่างไรถึงจะจัดระบบ ให้มันเชื่อมโยงและสนับสนุนให้มันสามารถทําได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการขนส่ง การเก็บรักษาและการขนส่งไปต่างประเทศก็เปึนอีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่สามารถทําให้มัน เปึนลักษณะที่เรียกว่าเปึนองค์รวมของในเรื่องการที่จะทําให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลาง อาหารของโลกได้อย่างแท้จริง ผมคิดว่าเรามั่นใจว่าโดยศักยภาพของสภาพภูมิประเทศ แล้วเราสามารถที่จะเปึนศูนย์กลางอาหารของโลกได้อย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าทําอย่างไร รัฐบาลจะสามารถจัดให้มียุทธศาสตร์ มีมาตรการ มีแผนงานที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ผมได้ กราบเรียนโดยย่อ ผมคงจะมีเรียนเสนอโดยย่อเท่านั้น สําหรับในรายละเอียดก็คือ การปรับปรุงทบทวนมาตรการหรือแผนงานที่มีอยู่แล้วให้ครบถ้วน ให้สามารถที่จะ บูรณาการเปึนวงจรได้ครบตามที่จะเปึนศูนย์กลางอาหารของโลกอย่างแท้จริง

ในประเด็นที่ ๓ คือการผลิตสินค้าใหม่ที่มีโอกาสทางการตลาดเรื่องนี้ ก็เช่นกันนะครับ มันก็สอดคล้องกับประเด็นที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ว่า ทางฝ์าย การตลาดของเรา กระทรวงพาณิชย์ คงไม่ใช่ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเที่ยวหาว่า มันควรจะมีสินค้าอะไร จริงอยู่เราไม่ได้ห้าม แต่สิ่งที่จะต้องเปึนประเด็นก็คือพาณิชย์ ซึ่งตรงนี้ผมเคยเรียนมาหลายครั้งในหลายที่ว่า ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ขอความกรุณาทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ลองทบทวนดูนะครับว่าเรื่องการตลาดมันคงต้องให้พาณิชย์เปึนคนดําเนินการ ไม่ควรจะ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปดําเนินการ การจัดองค์กรของพาณิชย์มีครบ ไม่ว่าจะเปึนกรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก และยังมี ทูตพาณิชย์อยู่ต่างประเทศตั้ง ๔๐ กว่าประเทศ ทําไมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจะต้องไปทําในเรื่องของการตลาดไม่ว่าจะเปึนภายในหรือต่างประเทศก็ตาม ตรงนี้ผม จึงอยากจะกราบเรียนเปึนประเด็นที่ให้ได้กรุณาทบทวนในบทบาทภารกิจ ในทางนิตินัย มีอยู่แล้ว แต่ในทางพฤตินัยหลายป้ที่ผ่านมาลองดูสิครับว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าไปดําเนินการในเรื่องของกิจการทางการตลาดมากน้อยแค่ไหน แล้วก็เปึนสิ่งที่สมควร จะต้องทบทวนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นการผลิตสินค้าใหม่ก็ควรจะทบทวน แล้วก็พิจารณาดูว่ามีอะไรบ้างนะครับ

ส่วนในเรื่องที่สําคัญมากในประเด็นก็คือการผลิตพืชพลังงาน ในเรื่อง การผลิตพืชพลังงานอย่างที่ผมกราบเรียนว่าประเทศไทยโชคดีนะครับ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ เปึนเรื่องใหม่ เปึนเรื่องต่อเนื่องที่มีความพยายามจะทํามาในช่วงประมาณ ๔–๕ ป้ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าต้องเรียกว่าเราไม่ประสบความสําเร็จในการที่จะเอาพืชที่มัน สามารถผลิตเปึนพลังงาน ซึ่งมีความชัดเจนในทางวิชาการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเปึนมันสําปะหลัง เปึนอ้อย เปึนปาล์มน้ํามัน ส่วนตัวอื่น ๆ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนก็ทําการศึกษาวิจัยกันต่อไป แต่ ๓ ตัวนี้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะปาล์มน้ํามัน มันสําปะหลัง แล้วก็อ้อย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาในอดีตนี่นะครับผมอยากจะสรุปโดยย่อว่ามีอยู่ ๓ ประการที่เปึนปัญหาใหญ่ก็คือ

ประการที่ ๑ การไม่ตัดสินว่าจะทําอะไร จะทําอย่างไร เราคิดกันมา ผมจําได้ว่าสมัยผมเปึนเลขาธิการสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร เคยเสนอนโยบายปาล์ม น้ํามัน ๑๐ กว่าป้แล้วครับ ประเทศไทยยังไม่ค่อยตัดสินในเรื่องพวกนี้เลย เพราะฉะนั้น การไม่ตัดสินใจให้ชัดเจนว่าจะทําอย่างไรในเรื่องยุทธศาสตร์ ในเรื่องแผน ในเรื่องมาตรการ

ประการต่อไปก็คือว่ามันไม่ครบวงจร ถ้าเราจะทําเรื่องพืชพลังงานในเรื่อง ๓ ตัวเปึนตัวอย่างที่เห็นชัดเจนอยู่แล้ว มันต้องครบวงจรตั้งแต่ในกระบวนการผลิตวัตถุดิบ ในการแปรรูปเบื้องต้น ในการแปรรูปเปึนน้ํามัน ตลอดจนในเรื่องของตลาด เรื่องราคา ลองไปทบทวนดูสิครับว่ามันไม่ครบองค์สักครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ครบองค์ต่างฝ์ายต่างก็ระมัดระวัง ฝ์ายผลิตวัตถุดิบก็เกรงว่า ถ้าผลิตมากเดี๋ยวมันจะล้นตลาด ฝ์ายทําการแปรรูปก็เกรงว่าถ้าสร้างโรงงานมันจะไม่มี วัตถุดิบเพียงพอ เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าเราสามารถที่จะทําเรื่องทั้งหลายให้มันครบวงจร เรื่องไม่ครบวงจรนี่เปึนประเด็นที่สําคัญมากในเรื่องวัตถุดิบนะครับ ในเรื่องเอทานอลว่า ตกลงฝ์ายโรงงานเอทานอลก็กล่าวหาว่าไม่มีมันพอ ฝ์ายมันก็บอกว่าผลิตแล้วมันจะ ล้นตลาด ใน ๒ ป้ที่ผ่านมาเราเคยวางแผนว่าจะผลิตมันสําปะหลังสําหรับปัอนเอทานอล ๗ แสน พอถึงเวลาจริง ๆ เกือบไม่ได้รับไปเลย รับไปประมาณเกือบ ๒ แสนกว่าเท่านั้น ยังโชคดีว่าราคามันไม่ตก อย่างนี้เปึนตัวอย่างอย่างหนึ่งของการไม่ครบวงจรนะครับ ผมคงไม่สามารถอธิบายในรายละเอียด แต่ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่ทั้งกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงพลังงานและผู้ที่เกี่ยวข้องรับรู้มาโดยตลอด เพียงแต่ว่ามันไม่สามารถ ที่จะเสนอให้มันมีการตัดสินใจออกมาอย่างเปึนรูปธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะเรียกร้อง ในเรื่องนี้ก็คือว่า ทําอย่างไรจึงจะเร่งในการวิเคราะห์ แล้วก็หาทางตัดสินอย่างเปึนรูปธรรม

ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ที่จะไปทํางานทําไม่ได้ครับ วันนี้เสนอไปบอกเอาอย่างนี้ พออีก ๒ วัน ๓ วัน เปลี่ยนไปอีกอย่างแล้ว อีก ๓ เดือน ๔ เดือน เปลี่ยนไปอีกอย่าง อีกป้หนึ่งเปลี่ยนไป อีกอย่าง แล้วหลายอย่างมันมีความจําเปึนที่จะต้องมีการเตรียมการ ผมยกตัวอย่าง ปาล์มน้ํามันในป้ ๒๕๔๙ มีการตั้งเปึนแผนการที่ชัดเจนเลยว่าเราจะผลิตไบโอดีเซล เพื่อทดแทนน้ํามัน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็วางแผนว่าจะมีการผลิต ๕ ล้านไร่ ผู้ค้ากล้า ปาล์มเก็งไว้เลยว่ามันบูมแน่นอน มันต้องไปมากแน่นอน มีการเตรียมการเรื่องกล้าปาล์ม แล้วเปึนอย่างไรครับ พอไม่ออกมาปรากฏว่ากล้าปาล์มล้นตลาด เหลืออยู่ประมาณ เกือบ ๒๐ ล้านต้น พังกันเปึนระเนระนาด อันนี้เปึนตัวอย่าง แล้วตอนหลังเวลาจะวางแผน มันก็ทํายากเพราะว่าไม่มีความมั่นใจว่าตกลงรัฐบาลเคยคิด เคยประกาศแล้ว ตกลง จะเอาอย่างไรแน่ ตรงนี้ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าขอความกรุณาได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงานเปึนหลักนะครับ วิเคราะห์กันให้ชัด ตอนนี้ผมทราบว่า มีแผนพัฒนาปาล์มน้ํามันอยู่แล้วนะครับ ที่ว่าจะพัฒนา ๒ ล้าน ๕ แสนไร่ แต่ลองไปดูมาตรการสิครับ มาตรการที่เราจะไปสนับสนุนให้เกษตรกรเขาปลูก มีปลูกใหม่ มีโค่นของเก่าเพื่อปลูกใหม่มันจะต้องมีเงินทุน มีดอกเบี้ยราคาพอสมควร แล้วยังต้องมี การสนับสนุนในเรื่องอื่น ในเรื่องของราคาที่จะต้องให้ความมั่นใจว่าถ้าผลิตออกมาแล้ว ราคามันจะพอไปได้ ทั้งในราคาวัตถุดิบ แม้กระทั่งราคาของน้ํามันไบโอดีเซลมันก็จะต้อง ให้โรงงานแปรรูปเขามีความมั่นใจว่าเขาขายได้ แล้วก็ราคาพอสมควรที่จะได้กําไรในระดับ ที่พอสมควร เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมกราบเรียนว่าคงจะต้องจัดการในเรื่องของมาตรการ ให้ชัดเจน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือนี่กุมภาพันธ์นะครับ เดือนหน้ามีนาคม เมษายน พฤษภาคม ถึงฤดูปลูกอีกแล้วนะครับ มันสําปะหลังถ้าจะทําอย่างไรก็ต้องทําแล้ว ในเรื่องปาล์มน้ํามัน ก็เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นมันเหมือนกับว่าเราเกือบจะช้าไปอีก ๑ ป้แล้วครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมจึงกราบเรียนมาเพื่อได้เร่งรัดในเรื่องการกําหนดมาตรการเสียให้ชัด แล้วก็ดําเนินการ แล้วขอความกรุณาว่ากรุณาอย่าเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีความจําเปึน

ในเรื่องที่ ๒ ในเรื่องนโยบายเกษตรในเรื่องแนวคิด ในเรื่องนี้เกิดความ สับสนมากในเรื่องของแนวคิดในการทําการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเช่นว่า เราจะต้องทําการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ในเรื่องของการเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารพิษ อะไรต่าง ๆ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างครับบอกจะทําเกษตรอินทรีย์ ขออภัย เกษตรทฤษฎีใหม่ ไปทําที่ไหนครับ ไปทําบนเขา ซึ่งมันไม่ใช่ มันขัดกับแนวคิด เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนตัวอย่าง อย่างหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า คงจะต้องพยายามทําความเข้าใจกันให้ชัด ป้ที่แล้ว ผมก็เคยอภิปรายไปแล้วว่าแม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเราใช้กันจนเฝ๋อครับ ต่างคน ต่างเศรษฐกิจพอเพียงหมด ต่างคนต่างทฤษฎีใหม่หมด แต่จริง ๆ แล้วปรากฏว่าไม่ใช่ครับ ผมจึงอยากให้ลองทําความเข้าใจกันให้ชัดแล้วก็เอาไปใช้ เกษตรอินทรีย์ก็เหมือนกันครับ เปึนของดีครับ ผมเคยพูดหลายครั้งว่าเกษตรอินทรีย์เปึนของดี เพียงแต่ว่าต้องมั่นใจว่า มีตลาดเพียงพอนะครับ เพราะถ้าไม่มีตลาดเพียงพอคนทําเกษตรอินทรีย์ร้องไห้กันมา ไม่ใช่น้อยแล้ว แล้วคนทําเกษตรอินทรีย์บางคนก็ไม่เข้าใจหรอกครับ คิดว่าการไม่ค่อยใช้ปุิย ไม่ค่อยใช้อะไรก็คือเกษตรอินทรีย์ ความจริงมันมีหลักการ มีอะไรเยอะแยะไปหมดซึ่งตรงนี้ ผมจึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทําความชัดเจนให้มันชัด แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือพอไปพูด หลงให้ความสําคัญกับเรื่องเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรปลอดภัยจากสารพิษ ปรากฏว่า กลับมาต่อว่าต่อขานหรือผมอยากจะว่ากล่าวร้ายกับเกษตรที่ไปใช้สารเคมีไม่ว่าจะเปึน ปุิยเคมี หรือยาเคมีก็ตาม สิ่งเหล่านี้มันเปึนอันตราย ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้นหนีไม่พ้นหรอกครับที่จะต้องใช้ปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะเปึนปุิยเคมีหรือยาเคมีเท่าที่จําเปึน แต่ในอดีตเราอาจจะใช้ ไม่ถูกต้อง พอใช้ไม่ถูกต้องเราก็บอกอย่าไปใช้มันเปึนการใช้ไม่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนให้มีการทบทวนกันให้ชัดนะครับ ขอความกรุณา ถ้าผมจะใช้ถ้อยคําตลาดสักนิดหนึ่ง คืออย่าเห่อจนเกินกว่าความเปึนจริงเลยครับ ผมสังเกตหรือได้ดูตลอดมาว่าบางทีเราเห่อจนเกินไป ในเรื่องการใช้ปุิยเคมี ถ้าไม่มีการใช้ การเพิ่มผลผลิตมันสําปะหลังจาก ๓ ตันกว่าเปึน ๕ ตัน เลิกพูดได้เลยครับ หรือจะไปเพิ่ม ผลผลิตปาล์มน้ํามัน เพิ่มผลผลิตยางพารา เพิ่มผลผลิตข้าวนี่จริงอยู่ครับ ในขนาดเล็ก ๆ ก็สามารถที่จะทําได้

ประเด็นสุดท้ายของเรื่องความเข้าใจผิดก็คือในเรื่องจีเอ็มโอ (GMO) ผมคงไม่มีเวลาที่จะอธิบายในที่นี้มากนัก แต่ผมอยากจะกราบเรียนนะครับ คณะรัฐมนตรี ชุดที่แล้วเปึนชุดที่ผมหวังอย่างยิ่งเลยว่าจะสามารถทําความเข้าใจตรงนี้ให้ชัด เพราะมี ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่มากมาย เปึนผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงมาก่อนด้วย แต่จริง ๆ เราก็ไม่สามารถ ทําความเข้าใจได้ ผมอยากจะกล่าวหาว่าผมรู้สึกว่าไม่กล้ามากกว่าที่จะตัดสิน เพราะเกรง อะไรครับ เกรงประชาชนบางส่วนซึ่งอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างไม่เห็นด้วยก็เลยไม่อยากจะ ตัดสิน ผมอยากจะขอความกรุณารัฐบาลชุดนี้ได้กรุณาตัดสินให้ชัดเจนเถอะครับ มีหน่วยงานที่เขาสามารถให้ข้อเท็จจริงว่าอะไรมันเปึนจริง ปัจจุบันนี้มีประเทศต่าง ๆ ๒๒ ประเทศแล้วครับ พัฒนาปลูกพืชจีเอ็มโอในเชิงธุรกิจ ๖๐๐ กว่าล้านไร่ และคาดการณ์ว่า อีก ๗–๘ ป้จะมีถึง ๔๐ ประเทศ ปลูก ๑,๒๐๐ กว่าล้านไร่ ประเทศไทยยังจํากัดไม่ให้วิจัย อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เรากําลังจะตกหรอกครับ เราตกรถไฟไปเยอะแล้ว ตอนนี้ผมอยากจะ เรียกร้องให้รัฐบาลได้กรุณาทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ทบทวนมติ ครม. ป้ ๒๕๔๔ ๖ ป้กว่าแล้วครับ บอกห้ามวิจัยในไร่นา จนกระทั่งนักวิจัยเรื่องนี้จะยกเลิกกันหมดแล้ว ผมอยากจะกราบเรียนได้กรุณาทบทวนในเรื่องนี้นะครับ ในเรื่องของการสนับสนุน ให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผมคงเรียนนิดเดียวครับในประเด็นนี้สาระสําคัญก็คือว่า ๑. กลุ่มเกษตรกรที่เปึนนิตินัยทางกฎหมาย กลุ่มสหกรณ์การเกษตร ขอความกรุณาว่าได้ กรุณาให้ความสําคัญในเรื่องนี้ต่อเนื่องถึงจะสําคัญกลุ่มอื่น ๆ ด้วยก็ตาม แต่สิ่งที่เปึนไป ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็คือจะต้องมีการจัดทําสภาเกษตรกร เพื่อสนับสนุนการ รวมกลุ่ม ผมกราบเรียนว่าใน สนช. ไม่สามารถที่จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสภา การเกษตรแห่งชาติ ซึ่งเปึนสภาไตรภาคีมีทั้งภาครัฐมีทั้งภาคเอกชน แล้วภาคเกษตรกร ไม่ใช่อันเดียวกันกับสภาเกษตรกร ผมอยากจะกราบเรียนว่า มันเปึนคนละสภากัน ถ้าหากว่า เราสามารถทําให้สภาการเกษตรแห่งชาติออกมาก่อน จะทําให้กลุ่มของเกษตรกรที่เปึน ส่วนหนึ่งและเปึนประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของในสภาการเกษตรแห่งชาติ สามารถที่จะ รวมตัวกันเข้าไปเจรจากับภาครัฐกับภาคเอกชน แล้วก็ในขณะเดียวกันก็มาพัฒนาตัวเอง ในสภาเกษตรกร มันจะทําให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยสภาเกษตรกร อย่างเดียว ผมยังเกรงว่ามันอาจจะคล้าย ๆ กับกองทุนฟุ๋นฟูซึ่งก็ยังไม่ได้พูดอยู่ในนี้อย่างที่ ท่านผู้อภิปรายได้อภิปรายไปแล้ว อันนั้นก็เปึนตัวอย่างอีกอันหนึ่ง แต่ก็ควรจะให้ ความสําคัญในเรื่องนั้นด้วยเช่นกันครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าในเรื่องกฎหมาย สภาการเกษตรแห่งชาติ ผมอยากจะกราบเรียนได้กรุณาพิจารณาเถอะครับ มีความเข้าใจ ผิดคิดว่ามันเปึนกฎหมายที่ให้อํานาจแก่ภาคราชการกับภาคเอกชนเท่านั้น ไม่สนใจ ภาคเกษตรกร ผิดครับ ภาคเกษตรกรถ้าพูดถึงสัดส่วนมีถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของบรรดา จํานวนทั้งหมด ๘๑ คนด้วยซ้ําไปนะครับ สําหรับอันนั้นก็เปึนนโยบายทางด้านการเกษตร ซึ่งผมคงจะกราบเรียนโดยย่อ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เปึนเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียน ให้คณะรัฐมนตรีได้กรุณาทบทวนในเรื่องนี้อย่างชัดเจน แล้วก็กรุณาเถอะครับตอนนี้ กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคมก็ฤดูฝนใหม่แล้วครับ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ นโยบายอื่น ๆ นะครับ ผมคงแตะโดยย่อเท่านั้น

ประเด็นแรกในเรื่องนโยบายด้านพลังงานซึ่งอยู่ในข้อ ๓.๔ หน้า ๑๖ หน้า ๑๗ นะครับ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าในนโยบายพลังงานได้พูดถึงเรื่องต่าง ๆ ซึ่งก็สมควร ผมไม่ได้ไปถึงตรงนั้น แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ในนโยบาย พลังงานไม่ได้พูดให้มันสอดรับกับการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการปลูกพืชพลังงานเลย พลังงานชีวภาพหรือพลังงานพวกไบโอแก๊ส (Biogas) พลังงานที่มาจากแก๊สชีวภาพจาก มูลสัตว์มูลอะไรต่าง ๆ พวกเหล่านี้เปึนสิ่งที่สมควรจะสนับสนุนอย่างยิ่งนอกเหนือจากใน นโยบายที่กล่าวแล้ว ไม่ว่าจะเปึนพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ําอะไรก็ตาม สิ่งนี้ไปพูดในภาคของการเกษตร แต่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่ในภาคของพลังงานด้วย เพื่อให้สามารถสอดรับกัน แล้วก็เปึนครบวงจรอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ในเรื่องของ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปึนนโยบาย ข้อที่ ๔ หน้า ๑๘ ถึงหน้า ๑๙ ๒ ประเด็นครับในเรื่องที่ดิน ที่ดินมันมีทั้งกรรมสิทธิ์และการใช้ประโยชน์ ก็มีการพูดอยู่บ้าง นะครับ ไม่ใช่ว่าไม่พูดเลย แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ๑. ไม่เห็นชัดเจนในนโยบาย แก้ปัญหาอย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดไปบ้างเหมือนกัน ก็คือว่าไม่เห็นชัดเจนว่านโยบาย ในการแก้ปัญหา เรื่องการบุกรุกที่ดินซึ่งเปึนปัญหาเรื้อรังมามากกว่า ๓๐ ป้ ผมอยากจะ กราบเรียนว่าในความเห็นผมที่เคยเปึนอดีตเลขาธิการ ส.ป.ก. ผมอยากจะกล้าพูดว่า ไม่ค่อยมีรัฐบาลไหนกล้าที่จะเข้ามาทํา ไม่กล้าที่จะเข้ามาแก้ปัญหาการบุกรุกการครอบครอง ที่ดินของรัฐโดยมิชอบทางกฎหมาย แต่มันเปึนปัญหาที่จะต้องมีการสะสางมีการแก้ไข ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะสะสมแล้วก็เดินต่อไปเรื่อย ๆ แล้วก็มากขึ้นทุกที ปัญหาเรื่องของการ กระจายกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็เปึนอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสําคัญมากก็เห็นอยู่เหมือนกัน ครับ แต่เนื่องจากมันเปึนระดับนโยบาย ก็ยังไม่เห็นในเรื่องของแนวทางที่จะนําไปปฏิบัติ แต่เรื่องนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องการปฏิรูปที่ดินยังมีความสําคัญ แต่มันยังเดินไป ได้ช้าเพราะเราเอาการปฏิรูปที่ดินไปแก้ปัญหาการครอบครองที่ดินของรัฐ อยากจะให้ลอง ทบทวนนะครับ เคยมีการเสนอแยกการปฏิรูปที่ดินเปึนการปฏิรูปที่ดินจริง ๆ คือเพื่อกระจาย กรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับเกษตรกรและการแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐนะครับ

สําหรับในเรื่องทรัพยากรน้ํา สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนนิดหนึ่ง ซึ่งก็คือ เรื่องนโยบายที่ไปพูดเปึนนโยบายเร่งด่วนทั้งในเรื่องการจัดหาน้ําต่าง ๆ นี่นะครับ ผมเพียงแต่กราบเรียนว่าในเมื่อกําหนดเปึนนโยบายเร่งด่วนมันควรจะต้องสอดคล้อง เข้าไปในกลุ่มของนโยบายทรัพยากรธรรมชาติด้วย เพราะอย่างไรเสียมันไม่สามารถ จะเปึนเฉพาะแค่เริ่มต้นด้วยความเร่งด่วน แต่มันจะต้องเปึนการวางแผนในระยะยาว ตรงนี้จึงเปึนข้อสังเกตเท่านั้นละครับ

ประเด็นรองสุดท้ายก็คือเรื่องบริหารจัดการที่ดี สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ด้วยความกังวลก็คือในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินของภาครัฐนะครับ สิ่งที่ น่ากังวลก็คือปัจจุบันนี้ความน่าเชื่อถือของหน่วยงานของรัฐในความเห็นของผมรู้สึกว่า มันค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ มันเหมือนกับคนไม่ค่อยเชื่อถือภาคราชการ ตรงนี้ เปึนอันตรายมาก เพราะอย่างไรเสียประเทศไทยไม่มีทางที่จะขาดภาคราชการไปได้ ตรงนี้ ความจําเปึนในการเพิ่มประสิทธิภาพนั้นสําคัญมาก แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ปัญหาใหญ่ก็คือปัญหาไม่ใช่ตัวระบบงานหรอกครับ แต่ปัญหาใหญ่คืออยู่ที่ตัวบุคคล ตัวบุคคลที่เปึนปัญหามากที่สุด ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสักนาทีได้ไหมครับ ตัวปัญหาบุคคลก็คือว่าในเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย ทําให้เกิดความท้อถอยในเรื่องของ การที่จะเข้ามาทํางาน ตราบใดที่การโยกย้ายแต่งตั้งไม่เปึนธรรม ข้าราชการไม่มีวิญญาณ ในการทํางาน เราจะหวังได้อย่างไร จะวางนโยบายอย่างไร วางแผนปฏิบัติอย่างไร วางระบบอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะทําให้ได้

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานครับ ในเรื่องนโยบายเร่งด่วน ซึ่งมีอยู่ หลายกลุ่มทั้งหมด ๑๙ อันนะครับ หลายเรื่องผมเห็นว่ามันด่วนจริง ๆ ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง การปรองดอง เรื่องชายแดนภาคใต้ เรื่องยาเสพติด เรื่องฟุ๋นความเชื่อมั่น เรื่องค่าเงิน เรื่องราคาสินค้า ลดผลกระทบจากพลังงาน อันนี้ด่วนจริง ๆ แต่อันอื่น ๆ มันอาจจะ เปึนด่วนที่จะต้องเริ่ม แต่มันไม่ใช่ด่วนเฉย ๆ แล้วหยุดแค่นั้น แต่มันจําเปึนต้องต่อไป ในระยะยาว ผมจึงเสนอว่าน่าจะต้องเตรียมที่จะสอดเข้าไปในนโยบายและกลุ่มต่าง ๆ ในข้อ ๒ ถึงข้อ ๘ เพื่อให้มันแน่ใจเหมือนที่ผมได้กราบเรียนเปึนเรื่องของระบบชลประทาน

ประเด็นสุดท้ายก็คือว่าปัจจุบันนี้กุมภาพันธ์ ผมพูดซ้ําอีกครั้งครับ ท่านประธานครับ ที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะว่านี่กุมภาพันธ์ เดี๋ยวรัฐบาลก็ต้องไปทําแผน บริหารราชการแผ่นดิน ครึ่งป้งบประมาณแล้วครับ แล้วก็ฤดูฝนก็กําลังจะมาแล้วครับ จะทําอย่างไรผมคงเสนอไม่ได้ชัดเจนนัก แต่ผมเข้าใจว่าทางคณะรัฐมนตรีคงจะเห็น ประเด็นนี้แล้วก็แก้ไขปัญหาในเรื่องของกรอบเวลา ขอบพระคุณครับ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมเห็นใจครับ เวลาในสภาเราค่อนข้างจํากัด ท่านสมาชิกท่านใดที่มีเนื้อหาสาระที่มากไม่พอที่จะพูดใน สภา ท่านฝากเปึนเอกสารผ่านไปยังที่ท่านเลขาธิการรัฐสภานี้นะครับ แล้วก็ทางนี้ก็จะได้ มอบให้รัฐบาลต่อนะครับจะได้บริหารเวลาได้ แล้วสําหรับไฟที่ไมค์ขออีกครั้งหนึ่งว่า เพื่อให้ท่านได้สรุปจะเป่ดทิ้งไว้สัก ๑ นาทีครึ่งเพื่อเวลาหมดก็จะได้ลงพอดีเลยครับ เครื่องลงสนามได้พอดีเลย ผมขอท่านผ่องศรี ธาราภูมิ เชิญครับ

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอใช้เวลาอันมีค่านี้ทําหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนและเกษตรกรไทยทั้งแผ่นดินเพื่อที่จะ สะท้อนมุมมองข้อคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐบาล ตามที่สืบเนื่องจากที่เพื่อนสมาชิก ได้กล่าวถึงปัญหาของพี่น้องเกษตรกรมาหลายท่านแล้ว แต่ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าพวกเราคงจะทราบดีว่าทุกข์ของเกษตรกร นั้นคือทุกข์ของแผ่นดิน ในฐานะที่ดิฉันเปึนเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวเกษตรคนหนึ่ง และมีความรัก ความผูกพันและสํานึกในบุญคุณของพี่น้องเกษตรกร ดิฉันจึงขอ กราบเรียนว่าทุกวันนี้พี่น้องเกษตรกรของเรานั้นนอกเหนือจากที่ท่านเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม คือท่านอาคม เอ่งฉ้วน ได้กล่าวไปแล้วว่ามีปัญหาเรื่องของ หนี้สินที่ดินทํากิน แล้วก็เรื่องน้ํา ทุกข์ของเกษตรกรยังมีมากมาย อีกทั้งเรื่องทุกข์ อันเนื่องมาจากการต้องคอยเฝัาระวังกับโรคระบาด ภัยธรรมชาติ แล้วก็ความไม่แน่นอน ของราคาพืชผลการเกษตร ตลอดจนทุกข์อันเนื่องจากผลกระทบจากนโยบายของรัฐ ในเรื่องของการค้าเสรีและการได้รับการกีดกันทางการค้า ตลอดจนต้องแบกรับภาระ ค่าใช้จ่ายที่เปึนต้นทุน ไม่ว่าจะเปึนค่าพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ แล้วก็ปุิยที่มี ราคาแพง ตลอดจนสารเคมีต่าง ๆ ดังนั้นดิฉันจึงได้ศึกษานโยบายของรัฐบาล แล้วก็ได้ตั้งใจ รับฟังนโยบายมาโดยตลอดว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้จะเปึนคําตอบเปึนทางออกให้กับ พี่น้องเกษตรกรได้อย่างไรที่จะนําพาพวกเขาให้พ้นจากภาวะอยู่ร้อนนอนทุกข์ที่ต้องเผชิญ อยู่ทุกวัน ดิฉันคิดว่าดิฉันเข้าใจดีว่ารัฐบาลได้ทํานโยบายนี้ภายใต้การคํานึงถึงนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ แต่อาจจะด้วยข้อจํากัดด้านเวลา และขาดความมุ่งมั่นจริงจังเพียงพอ ที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร จึงทําให้นโยบายนี้ดูเหมือนจะขาดพลังที่จะนําพาเกษตรกร ทั้งแผ่นดินให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากได้ ดิฉันขออนุญาตตั้งข้อสังเกตสัก ๒–๓ เรื่อง เท่าที่เวลาจะมี สืบเนื่องจากที่หลายท่านได้พูดไปแล้วเรื่องที่ดินที่เปึนปัญหาใหญ่ของ พี่น้องเกษตรกร ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะให้ความสําคัญโดยบรรจุไว้ในนโยบายเร่งด่วนว่า ให้ทําในป้แรก แต่ก็มีเพียงกําหนดไว้ว่าจะจัดให้มีการจัดระบบการถือครองที่ดินเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ในนโยบายอื่น ๆ ตลอด ๔ ป้เลยนะคะ ว่าจะทําอย่างไรหลังจาก วางระบบการถือครองที่ดินแล้ว ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หมวด ๕ ว่าด้วย แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๕ (๒) ได้กําหนดไว้ชัดเจนว่า ให้รัฐดําเนินนโยบาย ด้านที่ดิน โดยการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเปึนธรรมและดําเนินการให้เกษตรกรมี กรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดิน หรือวิธีอื่น ดังนั้นเมื่อนโยบายของรัฐบาลไม่มีการกล่าวถึงการกระจายการถือครองที่ดิน หรือการปฏิรูปที่ดินอยู่เลย ทั้ง ๆ ที่เปึนหัวใจที่พี่น้องเกษตรกรรอคอย และถามถึง ไม่ว่าจะเปึนที่ดินที่ซ้อนทับกับที่ของราชการ หรือที่ป์าสงวนแห่งชาติ ตลอดจนที่ที่มี ปัญหาต่าง ๆ แล้วดิฉันคิดว่าในเวลาอันใกล้นี้สมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ตลอดจน ท่านคณะรัฐมนตรีจะต้องเป่ดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ ถ้าหากพวกเราไม่ได้ ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายในเรื่องของการปฏิรูปที่ดินก็อาจจะต้องตกเปึน จําเลยของพี่น้องประชาชน ตลอดจนเกษตรกรว่าถ้าหากท่านใดที่ถือครองที่ดินมากเกินไป เกินความจําเปึนนั้นอาจจะเปึนเพื่อประโยชน์ของใคร ในข้อสังเกตข้อที่ ๒ ในเรื่องของ การพักชําระหนี้ ดิฉันมีข้อสังเกตว่าในนโยบายครั้งนี้ได้มีการนําเรื่องของการพักชําระหนี้ กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ดิฉันเองได้พบปะกับพี่น้องเกษตรกร และได้ศึกษารายงาน หลายชิ้น พบว่านโยบายการชําระหนี้ของรัฐบาลนั้นที่ผ่านมาไม่สามารถรักษาอาการ เปึนหนี้ของพี่น้องเกษตรกรได้จริง โดยเฉพาะในรายงานที่ได้ศึกษามานั้นพบว่าเกษตรกร ที่เข้าโครงการพักชําระหนี้ซึ่งเปึนเกษตรกรรายย่อยเปึนหนี้น้อยกว่า ๑ แสนบาทกับ ธ.ก.ส. มีจํานวนประมาณร้อยละ ๓๖ เท่านั้นที่ได้นําเงินระหว่างการพักชําระหนี้ไปใช้เพื่อพัฒนา อาชีพอีกประมาณถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่นําไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค นอกจากนั้น ในระหว่างที่พักชําระหนี้ยังไม่สามารถกู้ยืมเงินจาก ธ.ก.ส. ได้ ทําให้ไปกู้หนี้นอกระบบที่อื่น ดังนั้นเมื่อครบเวลาพักชําระหนี้ ๓ ป้ จึงทําให้พี่น้องเกษตรกรมีหนี้ ๒ ต่อ ทั้งหนี้ที่เกิดกับ ธ.ก.ส. เดิม และหนี้ใหม่ ดังนั้นเมื่อรู้ว่ายาขนานนี้รักษาอาการเปึนหนี้ของเกษตรกร ไม่ได้ผลแล้ว เหตุไฉนรัฐบาลจึงนํานโยบายพักชําระหนี้กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้ไม่ได้บอก ด้วยซ้ําว่าจะพักเปึนเวลากี่ป้ ๑ ป้ ๒ ป้ ๓ ป้ หรือว่าพักตลอดกาล อันนี้ดิฉันขอเรียนถาม เพื่อความชัดเจนนะคะ สําหรับในเรื่องของกองทุนฟุ๋นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งมี หลายท่านได้พูดถึงนั้น ดิฉันเองก็ได้มีโอกาสได้ศึกษาผลการสัมมนาของกองทุนฟุ๋นฟูและ พัฒนาเกษตรกรนะคะ แล้วก็ทราบดีว่ากองทุนแห่งนี้ได้ก่อตั้งขึ้นโดยการผลักดันของ พี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยเกิดขึ้นสมัยรัฐบาลของท่านชวน หลีกภัย ตั้งแต่ ป้พุทธศักราช ๒๕๔๒ จากผลการสัมมนาของคณะกรรมการกองทุนฟุ๋นฟูเมื่อป้ ที่ผ่านมานะคะ ในช่วงที่ปลอดจากอํานาจทางการเมือง คณะกรรมการกองทุนนั้น ได้ทบทวนตัวเองนะคะว่าที่ผ่านมาเหตุใดองค์กรแห่งนี้จึงไม่สามารถทําหน้าที่เปึนกลไก ที่แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรได้จริง จนกระทั่งผ่านเวลามาเกือบ ๑๐ ป้แล้วนะคะ ผลการสัมมนาระบุชัดเจนนะคะว่าช่วงของการก่อตั้งกองทุนฟุ๋นฟูและพัฒนาเกษตรกร ใน ๑ ถึง ๒ ป้แรกนั้น ภายใต้รัฐบาลของท่านชวน องค์กรนี้มีความเปึนอิสระในการทํางาน จริงนะคะ ไม่ได้ถูกแทรกแซงจากทางการเมืองแต่อย่างใด แต่หลังจากนั้นตั้งแต่ ป้พุทธศักราช ๒๕๔๔ เปึนต้นมานะคะ องค์กรแห่งนี้ได้ถูกครอบงําและถูกแทรกแซงทาง การเมืองมาโดยตลอด โดยมีการส่งคนเข้าไปเปึนเลขาธิการบ้าง หรือเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ บ้าง ทําให้กลไกการทํางานของกองทุนฟุ๋นฟูและพัฒนาเกษตรกรนั้นไม่สามารถขับเคลื่อน ภารกิจที่จะแก้ไขปัญหา เรื่องของหนี้สิน แล้วก็ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรด้วยตนเองนะคะ อันนี้จึงเปึนที่มาว่าเหตุไฉนสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนกองทุนฟุ๋นฟูได้ถ่ายเอกสาร ที่บ้านดิฉัน ถ่ายเอกสารหมดค่าถ่ายเอกสารหลายครั้งแล้ว ต่างก็รอความหวังที่จะได้ฟุ๋นฟูหนี้กับ กองทุนฟุ๋นฟู ขณะนี้ก็ยังต้องรอความหวังอย่างลม ๆ แล้ง ๆ นะคะ ดิฉันจึงขอเรียนถาม รัฐบาลนะคะว่า รัฐบาลนี้จะมีนโยบายอย่างไรต่อกระบวนการทํางานของกองทุนฟุ๋นฟู และพัฒนาเกษตรกร จะปล่อยให้เปึนองค์กรอิสระที่ให้ผู้ที่อยู่กับปัญหา รู้ปัญหา และ แก้ปัญหาด้วยตนเอง ให้กองทุนฟุ๋นฟูเปึนของเกษตรกร โดยเกษตรกร เพื่อเกษตรกรได้ หรือไม่ หรือจะมีนโยบายอย่างไร เพราะในนโยบายของรัฐบาลก็ไม่ได้กล่าวถึงนะคะ

ดิฉันมีข้อสังเกตในนโยบายเรื่องน้ํานะคะ ในฐานะที่ดิฉันเองก็เคย เปึนคณะกรรมการลุ่มน้ําป์าสักนะคะ เคยทํางานกับองค์กรลุ่มน้ําทั้งท้องถิ่น ภาคราชการ แล้วก็องค์กรที่เกี่ยวข้องนะคะ ในนโยบายนี้ไม่ได้กล่าวถึงความสําคัญของคณะกรรมการ ลุ่มน้ํานะคะ ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันนี้องค์กรแห่งนี้ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหา หรือบริหารจัดการน้ําได้ทั้งระบบ แต่เรามีคณะกรรมการลุ่มน้ําทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ํานะคะ ซึ่งได้ทํางานร่วมกันโดยกระบวนการมีส่วนร่วม แล้วก็บูรณาการ ในการบริหารจัดการน้ํา นั้นคงไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องของน้ํา แล้วก็การชลประทาน แล้วก็ท่อนะคะ แต่เมื่อมองน้ํา ท่านจะต้องมองให้เห็นถึงป์า มองให้เห็นถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญา แล้วก็เศรษฐกิจ ชุมชน แล้วก็มองให้เห็นการบริหารจัดการร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ําและปลายน้ํา ดังนั้นองค์กรคณะกรรมการลุ่มน้ํานั้นเราได้ทํางานร่วมกันมานะคะ ถ้าหากว่าจะได้โปรด กรุณาชี้แจงว่ารัฐบาลนี้จะให้ความสําคัญหรือว่าจะสนับสนุนกระบวนการทํางานของ คณะกรรมการลุ่มน้ําหรือไม่อย่างไร ดิฉันก็ขอคําชี้แจงด้วยนะคะ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งดิฉันมีข้อสังเกต แล้วก็มีมุมในเรื่องของเกษตรอินทรีย์ ในฐานะที่มีแนวร่วมเปึนเครือข่ายเกษตรอินทรีย์นะคะ ในนโยบายนี้ได้พูดถึงเรื่องของ การส่งเสริมการเรียนรู้ กระบวนการเกษตรอินทรีย์ แต่ว่าไม่ได้บอกลงไปถึงการปฏิบัตินะคะ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้พูดแล้วว่าเกษตรอินทรีย์นั้นก็เปึนเกษตรกรรม ทางเลือกนะคะ ดิฉันเองก็เรียนเกษตรแล้วก็รู้ดีว่าเรื่องของสารเคมีก็มีความจําเปึน แต่เกษตรอินทรีย์เปึนเกษตรทางเลือก แล้วก็เปึนทางรอดของเกษตรกรไทย เพราะถ้าหาก เกษตรกรรายย่อยเลือกการทําเกษตรอินทรีย์ก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ แล้วก็จะ ทําให้ชีวิตของเขาปลอดภัยนะคะ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีหลายเรื่องนะคะ เนื่องจากว่า เวลามีจํากัดนะคะ ดิฉันก็คงมีข้อสังเกตอีกมากมายซึ่งจะได้สรุปเปึนเอกสารแล้วก็นําเรียน ต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ที่เคารพต่อไปนะคะ ขอกราบขอบพระคุณค่ะ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณสุรพงษ์ครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะอภิปรายในประเด็นนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ จะเปึนการเสนอแนะในการทํางาน ของรัฐบาลเพื่อที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่ผม ห่วงใยอยู่ ๒ ประเด็นที่ผมอยากจะฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล คือว่าการปฏิบัติงาน ของรัฐบาลนั้นอาจจะมีปัญหาถ้ารัฐบาลไม่แถลงให้ประชาชนได้รับทราบว่า ๒ ป้ที่ผ่านมา หลังจากที่คณะปฏิวัติได้จัดตั้งรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ขึ้นมานั้นได้ทําความเสียหายให้กับ ประเทศชาติไปเปึนเงินเท่าไร หรือทํากําไรให้ประเทศชาติไปเปึนเงินเท่าไร ผมอยากจะ เรียกร้องว่ารัฐบาลควรที่จะแถลงว่าสถานภาพทางการเมืองของประเทศชาติ ณ วันที่ท่าน เข้ามารับตําแหน่งนี้มีเงินเท่าไร แล้วหลังจากที่ท่านบริหารไปสักระยะหนึ่งประชาชนก็จะ ได้รับรู้ว่าท่านทํางานได้ดีขึ้นหรือเลวลง อันนี้จะเปึนตัววัดได้ว่าผลงานของรัฐบาลนั้น ได้แก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนได้หรือไม่

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเปึนห่วงคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ร่างขึ้นมาโดย สสร. ซึ่งไม่เคยเปึน ส.ส. มาก่อน ร่างขึ้นมาโดยนักวิชาการ ไม่เข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน ผมในฐานะที่เปึน ส.ส. ไม่สามารถที่จะช่วยงานกับรัฐบาลได้เลย ยกตัวอย่างครับ เมื่อวันก่อนผมไปที่อําเภอหางดง ตําบลสบแม่ข่า จังหวัดเชียงใหม่ ลําน้ําป่งมีลําน้ําจากคลองแม่ข่าซึ่งเปึนน้ําเสียไหลจากตัวเทศบาลนครเชียงใหม่ไปลง ลําน้ําป่ง มีฟองอากาศเต็มไปหมด น้ําเน่าเสีย ปลาตาย แล้วผมก็ไม่สามารถที่จะไป เรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ ผอ. สํานักสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ให้มาดูแล รักษาได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ (๑) เขียนไว้ชัดเจนว่า ห้าม ส.ส. ก้าวก่าย การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ ดังนั้นวันนี้ผมก็ไม่รู้จะช่วยรัฐบาลทํางานได้อย่างไร ผมจึง ต้องทําหนังสือฉบับนี้ เดี๋ยวผมจะฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ดูแลปัญหา มลภาวะ ซึ่งเปึนไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้เขียนไว้ในข้อ ๔.๕ หน้า ๑๙ ผมจะพูดถึงเรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นที่รัฐบาลได้วางแนวทางไว้ว่าจะทําอยู่ ๑๖ ข้อ ในข้อ ๑.๓ หน้า ๔ รัฐบาลได้บอกว่าจะมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดและปราบผู้มีอิทธิพล เจ้ามือ การพนัน อันนี้ผมอยากจะฝากอย่างนี้ครับว่า วันนี้เจ้ามือหวยใต้ดินเต็มบ้านเต็มเมือง หรือเจ้ามือกินรวบนั่นละครับก็คือเจ้ามือการพนัน วิธีที่จะปราบได้เร็วที่สุดคือต้องเอาหวย บนดินกลับคืนมาครับ วันนี้ คตส. ทะเลาะอยู่กับอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่ตรงกัน อันนั้น ก็ให้เขาทําไป สนช. เอากฎหมายหวย ๒ ตัว ๓ ตัวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวันนี้ รัฐบาลนี้ไม่ต้องรอช้า อันนั้นก็ทําไป เราก็หาเงินเข้ารัฐใหม่ครับ เพราะว่าแต่ละงวด ๕๐๐ กว่าล้านบาทที่ไปอยู่ในมือเจ้ามือหวยใต้ดิน เพราะว่าตามตัวเลขในสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ กําไรแต่ละงวด ๕๐๐ ล้านบาท เดือนหนึ่งก็พันล้านบาท วันนี้รัฐเสียหายไปหมื่นกว่าล้านบาท เราต้องรีบเอากลับคืนมา ก่อน จะให้เปึนทุนการศึกษาเด็กหรือไม่ตามที่เคยทํา อันนั้นเก็บไว้ก่อน แต่ทําให้ถูกต้อง ออกไปก่อนเลยครับ จะให้รัฐสภาแห่งนี้ออกกฎหมายใหม่ก็ทําได้ครับท่าน ผมอยากจะ ฝากไว้นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ แล้วก็ คตส. ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเมื่อเช้านี้ว่าจะไม่ยุบ ก็ไม่จําเปึนต้องยุบ ผมอยากจะเปลี่ยนเปึน คตป. คือ คณะกรรมการตรวจสอบความเสียหาย ของประชาชนนะครับ แล้วก็จะได้เปลี่ยนกรรมการชุดใหม่แล้วก็ตรวจสอบกันเลยใครทํา ความเสียหายให้กับประชาชนจับให้หมด เอาความผิดให้ได้ครับ

อีกอย่างหนึ่งครับเรื่องปราบยาเสพติด อยากจะฝากไว้ เพราะว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้พูดว่า ๙๐ วันนั้นไม่ทันกินหรอกครับ เพราะว่าพี่น้อง ในจังหวัดเชียงใหม่ในหลายอําเภอลูกหลานกลับไปติดยาบ้า ยาเสพติดอีกครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นต้องรีบดําเนินการอย่าได้รอช้านะครับ

ข้อ ๑.๔ หน้า ๔ ครับ ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยจัดหาสินค้า ราคาประหยัดจําหน่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อย ผมอยากจะฝาก รัฐบาลอย่างนี้ครับ ท่านเคยไปเมืองนอกกันท่านเคยเห็นสินค้าที่ไม่มีแบรนด์ (Brand) ใช่ไหมครับ ที่เปึนกล่องขาว ๆ ห่อขาวดํา วันนี้ฝากกระทรวงพาณิชย์รีบทําเลยครับ เพราะว่าสินค้า เหล่านี้ไม่ต้องไปโฆษณา ไม่เสียค่าโฆษณา ไปวางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) หรือตลาดนัดจะช่วยคนจนได้ครับ ลดรายจ่ายของพี่น้องประชาชน

สําหรับข้อ ๑.๑.๖ หน้าที่ ๔ เรื่องฟุ๋นความเชื่อมั่นส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ประเทศไทย โดยจะประกาศให้ป้ ๒๕๕๑ ป้ ๒๕๕๒ เปึนป้แห่งการท่องเที่ยว อันนี้ ผมอยากฝากไว้เลยครับว่าท่านไม่ต้องลงทุนใหม่ ท่านฟุ๋นไนท์ ซาฟารี (Night safari) กับพืชสวนโลกครับ ไนท์ ซาฟารีลงทุนไปพันกว่าล้านบาท แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด พวกเราในสภาแห่งนี้ถวายสัตย์รับหน้าที่ทํางานเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ปรากฏว่ารัฐบาล ขิงแก่วันที่ ๒๒ มกราคม มีมติให้โอนไนท์ ซาฟารีไปอยู่กับองค์การสวนสัตว์ภายใน ๓๐ วัน องค์การสวนสัตว์บริหารสวนสัตว์ทุกแห่งในประเทศป้หนึ่งขาดทุนร้อยกว่าล้านบาทครับ ผมอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลไปพิจารณาโดยด่วนเลยครับ ยกเลิกมติ ครม. อันนี้ เถอะครับ มันน่าเกลียดนะครับ ของดี ๆ เอาไปฝากไว้กับของที่กําลังจะเสีย ประชาชน ไม่เห็นด้วยครับ เพราะว่าไนท์ ซาฟารีสามารถทํารายได้ให้จังหวัดเชียงใหม่ นักท่องเที่ยว มาเที่ยวกันเยอะ พืชสวนโลกก็เช่นกันครับลงทุนไปพันกว่าล้านบาท เมื่อกี้ท่านอดีตอธิบดี กรมส่งเสริมซึ่งเปึนคนที่สร้างพืชสวนโลกขึ้นมาเห็นประโยชน์ครับที่คนเชียงใหม่จะได้รับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือว่าวันนี้พืชสวนโลกเหมือนสนามร้าง ๆ ไม่มีกิจกรรมใด ๆ ไม่หารายได้เข้า ไม่รู้ว่าบริหารบ้านเมืองได้อย่างไรนะครับรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับ ประเทศชาติเลยของดีมีอยู่เอาไปทิ้งไว้เฉย ๆ ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้เอาพืชสวนโลก กลับมาครับ ป้หนึ่งเป่ดสัก ๓ เดือนช่วงฤดูหนาวก็จะเปึนประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน

ท่านประธานครับ สําหรับนโยบายที่รัฐบาลจะดําเนินการภายใน ๔ ป้นั้น ผมมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ครับ ข้อ ๓.๑ นโยบายการเงินการคลังนั้นผมเห็นว่ามีช่องโหว่ ในการจัดทํางบประมาณแผ่นดิน การจัดเก็บภาษีต่าง ๆ การปรับปรุงตลาดทุนการพัฒนา รัฐวิสาหกิจให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผมมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ครับ งบประมาณด้านการทหาร ผมไม่อยากเห็นรัฐบาลชุดนี้พิจารณางบประมาณโดยไม่คํานึงถึงปากท้องพี่น้องประชาชน รัฐบาลที่ผ่านมาใช้งบประมาณไป ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานไปซื้อเครื่องบิน ๖ ลํา ถามจริง ๆ เถอะครับว่าเครื่องบินนั้นกินได้ไหม พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ซื้อมาตั้งแต่ เอฟ ๕ (F5) เอฟ ๕ อี (F5E) เอฟ ๑๖ (F16) เราไม่เคยไปสู้รบปรบมือกับใครเลยครับ เอามา ใช้จนหมดอายุ เกษียณไป ไม่เคยไปยิงรบกับใคร แต่วันนี้บ้านเมืองเดือดร้อนน้ํามันแพง เศรษฐกิจไม่ดี ทําไมเราไม่เอางบประมาณส่วนนี้กลับมาพัฒนาประเทศชาติ มีหลาย ๆ โครงการครับที่รัฐบาลสุรยุทธ์ได้ยกเลิกโครงการของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ เช่น ศูนย์ประชุมนานาชาติที่จังหวัดเชียงใหม่ ทํามาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๖ ถึงป้ ๒๕๔๙ ให้งบประมาณไป ๑,๙๐๐ กว่าล้านบาท ในที่สุดพอมีการปฏิวัติรัฐประหาร รัฐบาลชุดนี้ อ้างว่า เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไปจําเปึนต้องรื้อกลับมาทําใหม่ ในขณะที่พ่อค้า ประชาชน ที่ลงทุนรองรับโรงแรมต่าง ๆ ได้จัดสร้างขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว วันนี้โรงแรมอย่าง ดาราเทวีก็ดี แชงกรีลาก็ดี ไม่มีคนไปพักพาอาศัย

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

หมดเวลาแล้วครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

เพราะว่าเขาสร้างขึ้นมาเพื่อจะรองรับศูนย์การค้านะครับ ผมขออนุญาตอีกนิดเดียว ท่านประธานครับ อย่างกรณีการจัดเก็บภาษีนี้ผมเห็นหลาย ๆ แห่งด้วยกัน อย่างลานจอดรถ ที่ลาดพร้าว ศูนย์การค้านี้ครับ ผมถามว่าเราเคยเก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยไหม ร้านอาหารใหญ่ ๆ อย่างร้านอาหารที่มีชื่อเสียง บางร้านไม่ออกใบเสร็จรับเงินเลยใช้วิธี เหมาจ่าย เลิกเสียเถอะครับ ใช้ระบบบัญชีให้ถูกต้องเสียแวต (VAT) ให้ถูกต้องจะทํารายได้ เข้าประเทศ นอกจากนั้นแล้วนะครับ อย่างกรณีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดหลักทรัพย์ ผมนึกถึงเบียร์ช้าง เบียร์ช้างจําเปึนต้องไปอยู่ที่สิงคโปร์ เพราะว่ามีคนกลุ่มหนึ่งออกมา ประท้วง แล้วรัฐบาลก็ไม่กล้าที่จะตัดสินใจให้เบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นไทย ถามว่าวันนี้ คนไทยเมาเบียร์ช้างมากขึ้นไหมก็เท่าเดิม เบียร์ช้างผลิตได้สูงขึ้นไหมก็เท่าเดิมแต่ต่างชาติ ได้ประโยชน์คือหุ้นนี้ไปอยู่ในสิงคโปร์ แต่พวกที่ออกมาประท้วงนั้นไม่ได้เข้าใจเลยว่า บ้านเมืองเปึนอย่างไร ไม่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจของประเทศชาติ สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องคอย ให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์นะครับ

ประเด็นสุดท้ายครับ เรื่องรัฐวิสาหกิจอยากจะฝากไว้ว่าผมนึกถึงการรถไฟ ที่เอาที่ดินไปให้เซ็นทรัลเช่าทํา เซ็นทรัลรวย เอาที่ดินไปให้ กทม. ทําสวนจตุจักร กทม. รวย เอาที่ดินไปให้ตลาด อตก. เช่า อตก. รวย แต่ทั้งหมดการรถไฟเจ๊งครับ อันนี้ผมอยากจะฝาก รัฐบาลชุดนี้ไว้ว่ารัฐวิสาหกิจไหนที่ไม่สามารถทํารายได้ท่านต้องเปลี่ยนกรรมการบอร์ด เปลี่ยนผู้บริหารครับ มีการประเมินผลงานของผู้บริหารเหล่านั้นแล้วประเทศชาติเราจะได้ เจริญขึ้นครับ มีอีกหลาย ๆ เรื่องนะครับ แต่ผมไม่มีเวลา

ผมฝากสิ่งสุดท้ายคือเรื่องลําไย วันนี้ดอกลําไยติดมากในอําเภอสารภี อําเภอหางดง และจังหวัดลําพูนนะครับ อยากจะฝากรัฐบาลไว้ด้วยว่ารีบลงไปดําเนินการ ประชุมเลยครับว่าจะแทรกแซงราคาเท่าไร จะประกันราคาเท่าไร จะแปรรูปเท่าไร จะขาย ต่างประเทศอย่างไร จะกระจายวิธีไหนไปให้คนไทยได้บริโภค ผมฝากไว้แค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณภราเดชครับ

นายภราเดช พยัฆวิเชียร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายภราเดช พยัฆวิเชียร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาในฐานะที่ทําหน้าที่กรรมาธิการอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายในประเด็นเรื่องของการท่องเที่ยวสัก ๒–๓ ประเด็น เพื่อที่จะประมวลสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ดําเนินการมาอาจจะเปึนประโยชน์ต่อการทํางานของรัฐบาล ต่อไป

ในเรื่องแรกจะขอเรียนในเรื่องของการปรับโครงสร้างของภาครัฐที่เกี่ยวกับ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับ เริ่มตั้งแต่ สนช. ได้ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะกรรมาธิการอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวนั้นได้พิจารณาในกรอบหลักอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้นเอง

อันที่ ๑ คือโครงสร้างการทํางานของภาครัฐที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว

และอันที่ ๒ ก็คือเรื่องเครื่องมือก็คือตัวกฎหมายที่จะออกมารองรับให้รัฐ ได้ทํางานทางด้านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเราจํากันได้ตั้งแต่มีการปฏิรูประบบ ราชการในป้ ๒๕๔๖ เราได้มีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเกิดขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว ในแนวคิดของในรัฐบาลยุคนั้นก็ต้องการที่จะให้มีกระทรวงหรือมีเจ้าภาพที่จะรองรับงาน ทางด้านการท่องเที่ยวอย่างเปึนระบบ เพราะมีการเติบโตอย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราจะดูแล้วเรื่องของการท่องเที่ยวนั้นมันเปึนเรื่องของระหว่าง กระทรวง แม้ว่าจะมีกระทรวงการท่องเที่ยวก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้แต่ฝ์ายเดียว ทรัพยากรหลายอย่างยังอยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม ยังอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ยังอยู่ที่ท้องถิ่นอีกเปึนจํานวนมาก เพราะฉะนั้นมันเปึนงานข้ามกระทรวง เมื่อเราไปดู โครงสร้างของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจริง ๆ ก็จะเห็นว่ามันเปึนกระทรวงนโยบาย มากกว่ากระทรวงปฏิบัติ ไม่มีงบประมาณของตัวเอง แล้วก็ไม่มีทรัพยากรที่ตัวเองจะต้อง ดูแล ต้องอาศัยความร่วมมือ แต่จะเห็นว่าถ้าอาศัยความร่วมมือแล้ว ถ้าไม่มีเครื่องมือ ทางกฎหมายนี่เปึนไปได้ยาก เพราะฉะนั้นทางสภานิติบัญญัติจึงได้ผลักดัน มีการบัญญัติ กฎหมายขึ้นมาใหม่ แล้วก็ได้ผ่านมาเปึนพระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับพุทธศักราช ๒๕๕๑ ซึ่งเพิ่งจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้เองนะครับ อันนี้ต้องถือว่าเปึนเครื่องมือที่จะให้เกิดบูรณาการระหว่างกระทรวง เพราะว่าได้มีหน้าที่ กําหนดไว้ชัด ไม่ว่าในส่วนขององค์ประกอบของคณะกรรมการ ซึ่งมีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตัวแทนท้องถิ่น แล้วก็กลุ่มวิชาการนะครับ มีการให้กําหนดแผนที่จะต้องประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาที่จะต้องผูกพันกับส่วนราชการต่าง ๆ รวมไปถึงการจัดการ งบประมาณ มีการให้กําหนดเขตพื้นที่ ไม่ว่าจะเปึนจังหวัด กลุ่มจังหวัดหรือพื้นที่เฉพาะ แล้วให้มีกรรมการในระดับพื้นที่ ก็หมายความว่าโดยกฎหมายแม่บทตัวนี้สามารถที่จะ มีนโยบายจากบนลงล่าง แล้วก็สามารถที่จะบูรณาการจากล่างขึ้นบน จากคณะกรรมการ ในระดับพื้นที่ได้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าจะเปึนกฎหมายแม่บทที่ค่อนข้างสําคัญ แต่เมื่อเรา ย้อนกลับมาดูโครงสร้างของกระทรวง ซึ่งต้องเห็นว่ายังไม่รองรับในลักษณะตรงนี้ จําเปึน ที่จะต้องมีการปรับปรุงอย่างมาก ก็น่าเห็นใจเมื่อช่วงที่มีการปฏิรูประบบราชการนั้น นี่นะครับ กระทรวงที่เกิดใหม่ ๆ อื่น ๆ นั้น เปึนเพียงการย้ายหน่วยงานและไปรวมกลุ่มงาน เปึนกลุ่มเดียวกัน คนก็ย้ายตามกันไป มีแต่เพียงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานี่แหละครับ ซึ่งใหม่หมด คนก็มาจากที่อื่น เพราะฉะนั้นยังมีปัญหาค่อนข้างมีข้อจํากัดอยู่มากไม่ว่าจะเปึน เรื่องของกําลังคน งบประมาณ หรือการพัฒนาตัวบุคลากรเองซึ่งยังไม่ได้มีความรู้ความสามารถ ทางด้านการท่องเที่ยวอย่างเพียงพอซึ่งต้องใช้เวลา นอกจากนั้นจะเห็นว่าโครงสร้างนั้น ยังไม่คลุมอุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรมนะครับ จะดูแลเพียงบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่สามารถที่จะรองรับกับภารกิจตามพระราชบัญญัติที่เกิดใหม่ แล้วก็รวมทั้งการถ่ายโอนงาน จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเดิมนั้น แม้กระทั่งในกฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการ ของกระทรวงนั้นจะต้องดึงงานมาเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ แล้วก็ยังไม่สามารถที่จะ รองรับได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งอันนี้เปึนจุดอ่อน ซึ่งผมใคร่ที่จะขอเสนอแนวทาง ที่จะดําเนินการ อย่างน้อย ๆ ๓ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ก็คือจะต้องปรับ ทบทวนโครงสร้างอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมเข้าใจว่า ขณะนี้ทางคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการก็กําลังพิจารณาตรงนี้อยู่ รอรัฐบาลใหม่ ที่จะมาพิจารณาให้เกิดมีความชัดเจนนะครับ เพื่อที่จะครอบคลุมอุตสาหกรรมทุกด้าน ผมยกตัวอย่างแค่เรื่องเดียวครับ ผู้ประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่มี คนดูแลนะครับ ถ้าเราประกอบอุตสาหกรรมนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมเขาจะดูแล ไม่ว่าจะ เรื่องของการพัฒนาศักยภาพ เรื่องของเงินทุน เรื่องของกองทุนอะไรต่าง ๆ รวมถึงการเจรจา ถ้าเราส่งออกกระทรวงพาณิชย์จะดูแล แต่ถ้าเราเปึนผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว ไม่ได้ อยู่ในหน้าที่ของกระทรวงนะครับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าจําเปึนที่จะต้องปรับหน้าที่อันนี้ ให้ครอบคลุม และขณะเดียวกันอย่างที่กราบเรียนแล้วก็คือ ครอบคลุมหน้าที่ที่จะเกิดตาม พระราชบัญญัติซึ่งเกิดขึ้นมาใหม่ รวมทั้งมีการพัฒนาบุคลากร แล้วก็มาตรฐานของ บุคลากรให้สามารถที่จะกํากับดูแลอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่ารัฐบาลจําเปึนที่จะต้องพิจารณารวมหน่วยงาน ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้อยู่ในกลุ่มงานเดียวกันหรือภายใต้กระทรวง ผมอยากจะ ยกตัวอย่างนะครับ เมื่อเรามีคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติเปึนแม่บทแล้ว เรามีกระทรวงรองรับคือกระทรวง การท่องเที่ยวและการกีฬา ขณะเดียวกันเราจะต้องมีแขน ขาของกระทรวง ยกตัวอย่าง ขณะนี้เรามีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็ถือว่าเปึนแขน ขาทางด้านการตลาด แต่ขณะที่บางหน่วยงาน ยกตัวอย่างเช่น อพท. หรือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้น มันสามารถที่จะเปึนแขน ขาทางด้านการพัฒนาได้ แต่กลับไปอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรี ในขณะเดียวกันอีกหน่วยงานหนึ่งคือ สสปน. หรือ สํานักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ ซึ่งต้องถือว่าเปึนสาขาย่อยของกระบวนการ ท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ขณะนี้ก็ไปอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน ถ้าต่อไปเราเกิดมี สาขาย่อยเติบโตขึ้นมาอีก เปึนต้นว่าลอง สเตย์ (Long stay) การพักระยะยาวหรือการท่องเที่ยว เชิงสุขภาพตั้งเปึนหน่วยงานขึ้นมาแล้วไปสังกัดหน่วยงานอื่นมันจะเกิดบูรณาการได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะเปึนนโยบายสําคัญที่จะต้องมองกลุ่มงานเดียวกันให้อยู่ในการกํากับดูแล ที่เปึนหนึ่งเดียวกันนะครับ

และประเด็นที่ ๓ เสนอในเชิงของโครงสร้างนั้น ก็คือควรที่จะมีหน่วยงาน บางหน่วยงาน แต่กระทรวงไม่จําเปึนต้องทําเอง หน่วยงานที่ว่านี้คือหน่วยงานทางด้าน พัฒนาและวิจัย เชื่อไหมครับว่าอุตสาหกรรมนี้เปึนอุตสาหกรรมซึ่งมากกว่าล้านล้านบาท ทั้งการท่องเที่ยวจากต่างประเทศและภายในประเทศ แต่ไม่มีหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเลย งานวิจัยเปึนลักษณะของหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่มีการประมวลข้อมูลอย่างเปึนระบบ แล้วก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สรุปแล้วอุตสาหกรรมนี้ไม่มีหน่วยงานและวิจัยพัฒนา เมื่อเทียบกับสาขาเล็ก ๆ อย่างเรื่องของอัญมณีมีสถาบันวิจัยอัญมณี สิ่งทอมีสถาบันสิ่งทอ แต่ในขณะที่การท่องเที่ยวไม่มี ที่ผมเห็นว่าไม่ควรทําเองก็คือว่าการที่เราจะพัฒนาระบบ ราชการทางด้านงานวิจัยและพัฒนานั้นคิดว่าหน่วยงานราชการคงเกิดยากเนื่องจาก มีข้อจํากัดทางด้านกําลังคนแล้วก็ขีดความสามารถที่จะไปดึงผู้มีความรู้ ความสามารถมา ตามความเห็นของ ก.พ.ร. ได้เสนอว่าหน่วยงานบางอย่าง เช่น เรื่องของไอซีทีเรื่องของ การวิจัยและพัฒนานั้นควรที่จะให้หน่วยงานอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษา ที่มีอยู่ มีการวิจัย มีกองทุน แล้วเดี๋ยวนี้ก็เปึนมหาวิทยาลัยในกํากับมีความคล่องตัว สามารถที่จะรับงานโดยกระทรวงให้งบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แล้วเขาสามารถ ที่จะไปหาทุนมาเสริมได้ สามารถที่จะพัฒนาเปึนองค์ความรู้มีนวัตกรรมเกิดขึ้น และไม่ใช่ สนองตอบต่อระบบราชการ แต่สามารถสนองตอบทั้งระบบอุตสาหกรรมคือผู้ประกอบการ ด้วย อันนี้ก็เปึนประเด็นที่ ๑ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียน

ประเด็นที่ ๒ อยากจะขอพูดในประเด็นเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยว บนฐานคิดเศรษฐกิจพอเพียง จะเห็นว่าในนโยบายรัฐบาลเกือบทุกยุคจะมองการท่องเที่ยว เปึนเครื่องมือทางเศรษฐกิจแต่ด้านเดียว ซึ่งตรงนี้ถ้าเราพัฒนามีหลายระยะที่เราใช้ การท่องเที่ยวเปึนเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งไม่ผิดหรอกครับ ถ้าการกระตุ้นนั้น เปึนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้ากระตุ้นกันทุกวันผมคิดว่าคงตายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อกระตุ้นอย่างนี้แล้วมันจะส่งผลกระทบทางด้านสังคมแล้วก็สิ่งแวดล้อมด้วย และในที่สุดนําไปสู่ความไม่ยั่งยืนในตัวทรัพยากรเองในตัววัฒนธรรมแล้วก็สิ่งแวดล้อมเอง ซึ่งตรงนี้ก็จะทําให้แหล่งท่องเที่ยวนั้นมันเสื่อมโทรมลง ขาดความสมดุล ในขณะเดียวกัน การลงทุนก็ยิ่งต้องสูงขึ้น ต้นทุนก็ต้องยิ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเปึนการทําการตลาด เราก็จะเข้าไปสู่ กับดักราคาต่ํา ซึ่งอันนี้เปึนปัญหามาก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราจําเปึนที่จะต้องมองให้ ครบถ้วน ไม่ว่าทางด้านมิติทางด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งมิติทาง เศรษฐกิจเอง รัฐเองก็มักจะมองการท่องเที่ยวในแง่ของการลงทุนทางด้านมหภาค ไม่ค่อย ได้มองในภาคจุลภาค มองว่าถ้าทําเศรษฐกิจในระดับมหภาคแล้วมันจะไหลติ๊ก ๆ ลงจนไปถึง ข้างล่าง แต่เอาเข้าจริง ๆ ไม่ถึงครับจะเห็นว่าการกระจุกตัวของรายได้ทางการท่องเที่ยว ไม่เกิน ๑๒ จังหวัด ที่มีนักท่องเที่ยวเกินล้านคนนะครับ ขณะที่เรามี ๗๖ จังหวัด ลักษณะ ต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าถ้าเราหาทางเลือกการที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวในเชิงลู่บน ในการแข่งขันในเชิงกระแสหลักก็ไม่ได้ห้ามกัน แต่ขณะเดียวกันควรที่จะมองการท่องเที่ยวในลู่ล่าง ในการที่จะใช้การท่องเที่ยวเปึนเครื่องมือ ในการที่จะไปพัฒนาเศรษฐกิจ ไปเสริมรายได้โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมให้เปึน ซัพพลิเมนทารี อินคัม (Supplementary Income) หรือไปเสริมให้มีรายได้ และให้เขาอยู่ได้ อย่างพอเพียง ซึ่งตรงนี้ก็ไปเข้ากับกระแสของการท่องเที่ยวโลกซึ่งเขาใช้คําว่า เอาการท่องเที่ยว เปึนเครื่องมือไปแก้ไขปัญหาความยากจนของคนในชาติหรือในโลกนี้นะครับ ผมคิดว่า อันนี้เปึนสิ่งที่จําเปึน เพราะฉะนั้นผมมีข้อเสนอแนะประมาณสัก ๓ ด้านก็แล้วกันนะครับ

อันที่ ๑ ในแง่ของนโยบายและแนวคิด ในส่วนนี้ผมคิดว่าควรที่จะต้องมี การท่องเที่ยวทางเลือกให้มากขึ้นโดยใช้ชุมชนเปึนฐาน แล้วก็ใช้ฐานของชุมชนที่มีอยู่ โดยเฉพาะในภาคเกษตรใช้วิถีชีวิตของเขา ทรัพยากรของเขาแล้วให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ให้เปึน รายได้ไปเสริมภาคเกษตรไม่ใช่เข้าไปทดแทน ลักษณะอย่างนี้เราก็จะสามารถกระจายรายได้ ได้กว้างขึ้น แล้วก็สามารถที่จะเกิดแหล่งท่องเที่ยวได้มากขึ้น ผมขอยกตัวอย่างนิดเดียว อย่างจังหวัดเชียงใหม่ที่ท่านผู้มีเกียรติได้พูดถึงไนท์ ซาฟารี ไนท์ ซาฟารีกลายเปึนการลงทุน ขนาดใหญ่ แล้วกลายเปึนที่เรียกว่าเปึนแหล่งที่เราจะต้องหางบประมาณไปใส่ ไม่ใช่แหล่งที่หากําไร เพราะว่าเราไปทําสิ่งที่ผิดที่ ผิดกิจกรรมในที่ที่ผิดมันก็จะต้องมีต้นทุน ที่สูงขึ้นนะครับ แต่ถ้าเรามองกลับกัน เอาเงิน ๑,๒๐๐ ล้านบาทนั้นไปต่อยอดให้ชุมชน ซึ่งเขามีวิถีชีวิต มีทรัพยากรอยู่แล้ว ไปเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มโครงสร้าง พื้นฐาน เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสม เราก็จะเกิดกระบวนการขึ้นมากมายโดยไม่ต้อง ไปลงทุน แล้วทุกอย่างก็น่าจะทําให้ชุมชนและท้องถิ่นนี้ดีขึ้นนะครับ อันนี้ก็คือต้องมี นโยบายตรงนี้ที่ชัดเจน แล้วใช้การท่องเที่ยวเปึนเครื่องมือไปแก้ไขปัญหาความยากจน อย่างที่ผมกราบเรียนมาแล้ว ถัดไปเราน่าจะใช้การท่องเที่ยวเปึนกระบวนการเรียนรู้ ของคนในชาติ ให้เราพี่น้องได้รู้จักวัฒนธรรมที่ต่างกัน ได้เกิดความรักความสามัคคี ความเข้าใจอันดีต่อกัน รัฐจะต้องกําหนดตัวชี้วัดตรงนี้ให้ชัดนะครับ ไม่ใช่เพียงแต่จีดีพี ถ้าเรามองดูว่าจะมีตัวอื่นมาชี้วัดได้ไหม เช่น ลดการเคลื่อนย้ายประชากรในพื้นถิ่นได้มาก แค่ไหนถ้ามีการท่องเที่ยวเข้าไปมีคนกลับเข้ามาพื้นถิ่นไหมนะครับ คุณภาพของชุมชนดี ขึ้นไหม มีการจัดตั้งหน่วยงานเข้ามาดูแลทางด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งผมเห็นว่าเราลงทุน ส่วนอื่นได้ แต่หน่วยงานที่จะมาดูการท่องเที่ยวชุมชนซึ่งตอนนี้เกิดขึ้นเปึนหลาย ๆ แห่งเลย แต่เขาขาดศักยภาพในการที่จะต่อยอด เขาสามารถจะจัดการต่อทรัพยากรต่อสิ่งที่เขามีอยู่ แต่ขาดการที่เชื่อมโยงเปึนเครือข่ายก็ดี หรือจะต่อยอดในเชิงการตลาดก็ดี ซึ่งผมหวังว่า ในแง่ของนโยบายนั้นถ้ารัฐทําทางนี้อีกทางหนึ่งก็น่าจะเปึนทางเลือกที่จะทําให้ชุมชนได้ เข้มแข็งขึ้นแล้วก็สนองนโยบายรัฐบาล ในส่วนด้านการพัฒนานั้นผมคิดว่าน่าจะให้มี การกําหนดการพัฒนามาตรฐานการประกันคุณภาพ การพัฒนาขีดความสามารถของชุมชน ให้มีการวิจัยโดยชุมชนให้มากขึ้น แล้วมีการทําบัญชีติดตามสถานภาพแหล่งท่องเที่ยว ของชุมชน ในส่วนเรื่องทางด้านการตลาดนั้นอยากให้เน้นในเชิงคุณภาพแล้วก็ต่อยอด การตลาดให้ชุมชน มีการทําการตลาดที่เรียกว่าเปึนการตลาดที่มีส่วนร่วมพาร์ติซิเพทอรี มาร์เก็ตติง (Participatory marketing) ผมขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งก็เปึนสิ่งที่ไม่ใช่ เพียงแต่ว่าเปึนผู้ซื้อกับผู้ขายเท่านั้น แต่เปึนการที่กระทําร่วมกันนะครับ เพราะว่าเรื่อง ของการท่องเที่ยวนี่เราไปใช้กระบวนการผู้ซื้อกับผู้ขายไม่ได้ เพราะผู้ซื้อจะเปึนพระเจ้า แต่การท่องเที่ยวไม่ใช่ต้องใช้กระบวนการของเจ้าของบ้านและผู้มาเยือน และในสถานะ ที่เท่าเทียมกันถ้าเปึนอย่างนั้นผมคิดว่าชุมชนก็ไม่ล่มสลายนะครับ

ผมคงมีเวลาอีกนิดหนึ่งผมอยากไปหัวข้อที่ ๓ นิดหนึ่งครับ คือเรื่องของ โลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผมไม่ทราบจะใช้ภาษาไทยว่าอย่างไร ถ้าจะใช้ คําว่า การบริหารจัดการโซ่อุปทาน เดี๋ยวก็จะงงกันไปใหญ่ เอาเปึนว่าโลจิสติกส์ทางด้าน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็แล้วกัน ในที่นี้มันไม่ได้หมายถึงเฉพาะทางด้านการขนส่ง แต่อย่างเดียว แต่หมายรวมไปถึงไม่ว่าจะเปึนเรื่องของเครือข่ายข้อมูล แล้วเดี๋ยวนี้เริ่มที่จะว่ามีเรื่องที่ว่า กรีน โลจิสติกส์ (Green logistics) ขึ้นมาแล้ว เพราะว่าในกระบวนการซัพพลาย (Supply) ทั้งหมด ในกระแสของโลก ไม่ว่าเรื่องของโลกร้อนก็ดี บวกไปกับกระแสทางการเมือง การต่อต้าน ทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือเอ็นจีบี (NGB) นั้น ได้ใช้กระบวนการนี้ที่จะไม่เลือกใช้สินค้า ของเรา เพราะว่าเราไม่มีมาตรฐานในการจัดการ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เปึนเรื่องที่สําคัญมาก ที่ทางกระทรวงจะต้องไปปรับมาตรฐานการจัดการของการท่องเที่ยว

ทีนี้ผมย้อนมาในเรื่องของการคมนาคมขนส่ง ถ้าเราพูดถึงโลจิสติกส์ คือไม่ได้มองถึงโดด ๆ คือต้องมองอย่างเปึนห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงกัน บางอย่างเราดี บางอย่าง เราไม่ดีเท่าไร ยกตัวอย่างเช่น มีสักกี่ประเทศบ้างครับที่ในแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญ ไม่มีรถแท็กซี่ ไม่มีรถประจําทาง การจัดการนักท่องเที่ยวที่ไปเองไม่สามารถที่จะเข้าถึง แหล่งท่องเที่ยวได้โดยระบบการบริการสาธารณะ ผมยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้ภูเก็ต มีหรือยังแท็กซี่ เชียงใหม่เริ่มมีแล้ว เปึนเรื่องที่น่าแปลกมาก พัทยาไม่มีแน่นอนนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเห็นว่ากระบวนการห่วงโซ่นี้มันไม่ครบอันนี้ก็ฝากไว้ รวมทั้งในกรุงเทพฯ มีเรื่องที่ จะอภิปรายได้อีกมากมายนะครับ ผมคิดว่าจะทําเปึนเอกสารซึ่งได้เตรียมไว้แล้วเพื่อที่จะ เสนอต่อไป แต่ผมอยากจะแตะเรื่องการบินนิดเดียวครับ การบินอะไรเราดีหมดนะครับ แต่เราไม่ใช้โอกาสเท่าที่เปึนอยู่ ผมอยากให้ดูอย่างสิงคโปร์นิดหนึ่ง สิงคโปร์มันมีสนามบิน เขาจะเปึนทั้งนานาชาติในระดับระยะไกล ระยะกลาง ทั้งท้องถิ่นและในประเทศ อยู่ที่เดียวกัน เพราะเขาเปึนเกาะแค่นั้น เราก็พยายามจะไปแข่งเขาเราก็ใช้สุวรรณภูมิซึ่งทํา หน้าที่ทั้งในประเทศ ในภูมิภาคแล้วก็ระยะใกล้ ระยะไกล ทั้ง ๆ ที่เราน่าจะมีโอกาส กระจายไปได้ ผมยกตัวอย่างถ้าเราจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปโกตาบารูของมาเลเซีย เราจะต้องบินไปสิงคโปร์แล้วต่อเครื่องบิน ทําไมเราไม่บินไปแค่หาดใหญ่แล้วใช้หาดใหญ่ เปึนศูนย์กลาง เปึนฮับในระดับภูมิภาคโดยให้มีสายการบินใช้เปึนฐาน ผมเชื่อว่าสายการบินไทย มีเยอะ ถ้าท่านอยู่ในสหรัฐ ถ้าท่านใช้สายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ ใช้เมืองแอตแลนต้า เปึนฐานแล้วก็จะกระจายกันออกไป ลักษณะอย่างนี้ผมคิดว่าเปึนเรื่องของโลจิสติกส์ที่ น่าจะไปทบทวนก็คงจะไม่มีเวลาที่จะกล่าวไปได้มากกว่านั้นนะครับ อีกอย่างหนึ่งโลจิสติกส์ ทางด้านการบินอีกเหมือนกัน ตอนนี้เรายังต้องบินมากรุงเทพฯ ตลอดเวลา จากเชียงใหม่ จะไปอุดรธานีอะไรต่าง ๆ ก็ต้องบินกลับมากรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ใช้สนามบินใน ภูมิภาคที่จะเปึนศูนย์กลางการบิน ไม่ว่าจะสินค้าหรือทางด้านการขนส่งคนเท่าที่ควร ก็ขอบคุณครับ หวังว่าทางรัฐบาลจะได้นําไปพิจารณาให้เกิดประโยชน์ต่อไป ขอบคุณมากครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณสาธิตครับ

นายสาธิต ป่ตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สาธิต ป่ตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ศึกษาคําแถลงนโยบายของรัฐบาล และผมก็ได้ติดตามในเรื่องของพืชผลทางการเกษตร ซึ่งผมคิดว่ามีความสําคัญอย่างที่สุด ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลบรรจุไว้ในนโยบายข้อ ๓.๒ นโยบายปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจภาคเกษตร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลไหนก็ตามสามารถ สร้างเสถียรภาพให้กับราคาพืชผลทางการเกษตร หรือสร้างความมั่นคงยั่งยืนในอาชีพ เกษตรกรทุกชนิด ไม่ว่าจะเปึนพืชผลทางการเกษตร และแม้กระทั่งรัฐบาลชุดไหนก็ตาม ที่ทําให้เกษตรกร ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคไหนปลูกพืชผลเกษตรชนิดใด รัฐบาลทําให้ราคา พืชผลทางการเกษตรนั้นทุกชนิดมีราคาที่มีความมั่นคงและทําให้เกษตรกรมีรายได้ ที่ยั่งยืน ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนั้นจะมีความสําเร็จในการแก้ไขปัญหาทางโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจ

ท่านประธานที่เคารพ โดยภาพรวมของปัญหาในราคาพืชผลทางการเกษตรนั้น มีหลักที่สําคัญ หลักที่ว่าก็คือหลักอุปสงค์และอุปทานครับท่านประธาน หลักอุปสงค์กับอุปทานก็คือว่า ปริมาณสินค้าที่จะออกสู่ตลาดกับปริมาณความต้องการ ของผู้บริโภค ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดในประเทศเราก็คือว่าความต้องการในตลาดของ ผู้บริโภคนั้นมีน้อยกว่าปริมาณสินค้าเกษตรที่อยู่ในตลาด รัฐบาลควรจะทําอย่างไร ที่จะสร้างความสมดุลของความต้องการของตลาดและปริมาณสินค้าที่มีอยู่ให้มีดุลยภาพ กันให้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับผมเรียนว่าผมได้ติดตามความคิดของฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่เข้ามารับตําแหน่ง ผมขออนุญาตชื่นชมท่านครับว่าท่านมีความเร็ว แล้วก็ทันต่อสถานการณ์ ส่วนท่านจะแก้ไขปัญหาได้ประสบความสําเร็จหรือไม่นั้น ผมขออนุญาตว่าต้องตรวจสอบแล้วก็ต้องติดตามต่อไปครับ ความคิดแรกของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้นในการที่จะนําสนามบิน อย่างเช่น สนามบิน อู่ตะเภาจะมาใช้เปึนคาร์โกขนส่งสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ ความคิดนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ แต่ว่าผมมีข้อสังเกตบางประการที่ฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ท่านต้องไปดูปัญหาในทาง ปฏิบัติด้วยว่าเวลาขนส่งสินค้าทางการเกษตรไปในต่างประเทศแล้ว แต่ขากลับมาจะมี สินค้าชนิดใดที่กลับมาแล้วคุ้มค่ากับการขนส่งหรือไม่ แล้วการขนส่งทางเลือกอื่นที่มีอยู่ เช่น ขนส่งทางเรือที่มีต้นทุนถูกกว่า ผู้ประกอบการทั้งหมดจะใช้บริการนี้หรือไม่อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตนําท่านประธานกลับมาสู่แกนหลักของปัญหา เพื่อที่จะเปึนข้อมูลให้ท่านประธานฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้แก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ผมเรียนว่า วันนี้ผมขออนุญาตถามท่านว่า ท่านมั่นใจตัวเลขปริมาณสินค้าทางการเกษตรทุกตัวที่มี อยู่ในตลาดมีปริมาณทั่วประเทศเท่าไร อย่างไร แล้วก็ข้อมูลที่ท่านมีอยู่ที่สํานักงานส่งเสริม การเกษตรและกระทรวงพาณิชย์มันแม่นยํา เที่ยงตรงแท้จริงแค่ไหน ถ้าตราบใดที่ท่าน ไม่สามารถทราบถึงปริมาณสินค้าพืชผลทางการเกษตรทุกตัวที่จะออกมาสู่ตลาดนั้น ผมเข้าใจว่าท่านก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ข้อเสนอในปัญหานี้ของผมก็คือว่า รัฐบาลต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร ที่ปลูกพืชผลเกษตรทุกชนิด และต้องทําใหม่ทั้งหมดโดยการใช้ผู้นําหมู่บ้าน ผู้นําท้องถิ่น ข้าราชการทุกส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องสํารวจข้อมูลอย่างถูกต้อง แน่นอนและเปึนจริง เพื่อเปึนข้อมูลสําคัญในการแก้ไขปัญหาสินค้าที่จะออกมาสู่ตลาด ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ผมยังไม่เห็นอยู่ในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับเมื่อได้ข้อมูล เหล่านี้แล้วสิ่งที่ต้องทําไปพร้อมกันก็คือว่า ทําอย่างไรให้ราคาพืชผลทางการเกษตร มีเสถียรภาพ ผมเรียนว่าสิ่งที่เปึนหัวใจของการแก้ไขปัญหานั้นมีหลายประการด้วยกัน แต่ผมยังไม่เห็นบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาลฉบับนี้ อาทิเช่น การกระจายสินค้าไปสู่ ผู้บริโภคอย่างทันท่วงที ในช่วงเวลาอันจํากัด

ประเด็นถัดไปที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์โดยตรง การเพิ่มตลาด ทั้งตลาดที่มีอยู่เดิมและการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่เราไม่เคยค้ากับเขา ซึ่งขณะนี้ ผมดูตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์ครับท่านประธาน มีความโชคดีที่ตัวเลขที่เราไปขยาย ตลาดใหม่ในภูมิภาคอื่น ยกตัวอย่างเช่น แอฟริกา มีตัวเลขมูลค่าส่งออกที่สูงขึ้น แต่ส่วนใหญ่เปึนสินค้าชนิดอื่นทั้งหมดครับ ยกตัวอย่างเช่น สินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไปดูในหมวดของสินค้าพืชผลทางการเกษตร ผมคิดว่าตัวเลขที่ขยายตัวที่มีมูลค่า สูงขึ้นนั้นไม่ได้อยู่ในหมวดสินค้าเหล่านี้เลยครับ ผมยังไม่เห็นการกําหนดนโยบาย และเปัาหมายที่ชัดเจนว่าทําอย่างไร รัฐบาลจะบอกให้ชัดไปเลยครับว่าจะเพิ่มขยายตลาด ในภูมิภาคใหม่นี้มีจํานวนเท่าไร ทําอย่างไร ป้ละเท่าไรอย่างชัดเจนที่สุด

สิ่งที่สําคัญมากไปกว่านั้นประการถัดไปนะครับ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าต้องใช้ การบูรณาการร่วมกันระหว่าง ๓ กระทรวงหลัก คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ รัฐบาลจะต้องส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงเกษตรให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงผลผลิตทางการเกษตร ได้ซื้อผลผลิตทางการเกษตรอย่างมี คุณภาพ ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้ในภูมิภาคตะวันออกไม่ว่าจะเปึนจันทบุรี ระยอง รัฐบาล ต้องส่งเสริมให้ผู้บริโภคเดินทางไปท่องเที่ยวแล้วก็ไปซื้อผลไม้เหล่านั้นในสวนซึ่งได้ คุณภาพที่ดีและมีราคาที่ถูก

ประการถัดไปครับ การสร้างคุณภาพของสินค้าเกษตรให้เพิ่มขึ้น ผมคิดว่า อันนี้ก็มีบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้แล้ว เปึนการให้ความสําคัญในระยะยาวที่ทํา อย่างไรจะเพิ่มคุณภาพให้สินค้าเกษตรทุกตัวมีคุณภาพ ผมคิดว่าถ้าสินค้าเกษตรทุกตัว มีคุณภาพ ปัญหาทางการตลาดจะน้อยลง

ประการถัดไปครับ สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะเห็นอยู่ในนโยบายของรัฐบาล มากที่สุด แต่ผมก็รู้สึกผิดหวังครับ คือการส่งเสริมการวิจัยเทคโนโลยีทั้งเทคโนโลยี ในการที่จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้เกษตรกรทุกคนมีรายได้ต่อไร่เพิ่มขึ้น การวิจัยในเทคโนโลยี ที่จะควบคุมการออกของผลผลิตของพืชเกษตรบางชนิด อันนี้ผมก็ยังไม่เห็นครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมในส่วนของความต้องการ ของตลาดซึ่งเปึนภารกิจหน้าที่โดยตรงของกระทรวงพาณิชย์ เพราะผมคิดว่า มีความสําคัญอย่างยิ่งยวดนะครับ เกษตรกรผลิตเปึนเพียงต้นน้ําครับ แต่กระทรวง พาณิชย์เปึนปลายน้ําที่จะเอาของไปขายให้ได้ รัฐบาลต้องสร้างความต้องการของตลาด ให้เพียงพอกับปริมาณสินค้าที่จะออกมา กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่อย่างเต็มที่ครับ ผมย้ํา นะครับว่าในตลาดเดิมก็ต้องทําให้เพิ่มขึ้นครับ ผมไปดูตัวเลขการส่งออกของกระทรวง พาณิชย์ในส่วนของหมวดยางพาราครับท่านประธานครับ ยางพาราป้ ๒๕๔๙ มีมูลค่า ๒๐๕,๔๘๓ ล้านบาท ป้ ๒๕๕๐ มีมูลค่า ๑๙๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานจะเห็นว่า มีตัวเลขที่ลดลง แต่ยังโชคดีนะครับ เพราะว่าเกษตรกรชาวสวนยางพารามีราคาที่ดี แต่ก็ เปึนสัญญาณเตือนภัยเหมือนกันว่ารัฐบาลควรจะตระหนักถึงตัวเลขการส่งออกที่ลดลง ของยางพารา ข้าวสารมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นครับ ขออนุญาตไม่พูดถึงตัวเลข ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้งส่งออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ในทางกลับกันผักสดแช่เย็น แช่แข็งกลับมีตัวเลข ที่ลดลง ข้าวโพดเพิ่มขึ้น ใบยาสูบเพิ่มขึ้นครับ กล้วยไม้ก็เพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้น ผมเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ว่ามีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เล็กน้อยเท่านั้นครับ เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการส่งออกทั้งหมดที่มีอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอย้ําในส่วนของตลาดเดิมที่รัฐบาลที่ต้องทําให้ความต้องการ ของประเทศนั้น ๆ มีเพิ่มมากขึ้น ในประเทศสิงคโปร์เราส่งผลไม้ไปขายได้เยอะในมาเลเซีย แต่ผมคิดว่าแค่นั้นยังไม่พอครับ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีท่านนี้มีความเชี่ยวชาญเรื่องการตลาด ทําอย่างไรครับ ไปโฆษณา ไปทําการตลาดให้ประเทศเหล่านี้บริโภคผลไม้ พืชผลทางเกษตร ของเราให้มากขึ้น และด้วยความทันสมัยของ ฯ พณฯ รัฐมนตรีนะครับ ในนโยบายฉบับนี้ ผมยังไม่เห็นคําว่า โมเดิร์น เทรด (Modern trade) ผมยังไม่เห็นคําว่า ศูนย์กระจายสินค้า ในต่างประเทศ ซึ่งควรจะมีอยู่เพื่อเปึนศูนย์กลางในการที่จะส่งออกพืชผลทางการเกษตร ไปขายเพื่อเพิ่มความต้องการในตลาด

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับการที่จะให้เห็นถึงความสําคัญ ในเรื่องโลจิสติกส์การขนส่ง เพื่อให้สินค้าทางการเกษตรไปสู่เปัาหมายได้ทันท่วงที แต่ผม ยังไม่เห็นอีกอย่างหนึ่งครับท่านประธาน ผมยังไม่เห็นการเขียนนโยบายที่วางแผน ที่จะสามารถกระจายสินค้าได้อย่างทันท่วงที นั่นคือการไปสนับสนุนกลไกตลาดในตลาด ที่มีคุณภาพต่ํา รัฐบาลยังไม่ได้เขียนแผนการที่ชัดเจน รัฐบาลต้องระวังนะครับว่าพืชผล ทางการเกษตรแต่ละชนิดเวลามันพีค (Peak) เวลามันออกมันใช้เวลาสั้นมาก การกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคให้ทันท่วงทีมีความจําเปึนอย่างที่สุด ผมยังไม่เห็นอยู่ ในนโยบายของรัฐบาลฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ผมได้แต่เห็นข้าราชการบางท่านออกมาพูดถึงเรื่องการเปึนฮับในภูมิภาค ไม่ว่าจะเปึนในตะวันออกกลาง การเปึนผู้นํา เปึนลีดเดอร์ ฮับ (Leader hub) ในส่วนของ พืชผลทางการเกษตร ซึ่งผมคิดว่าผมคงไม่ต้องพูดเรื่องนี้ เพราะว่าผมเข้าใจว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีความรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่ผมยังไม่เห็นที่เปึน นโยบายอย่างรูปธรรมในนโยบายฉบับนี้ของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ภายใต้ เวลาอันจํากัด ผมคิดแล้วก็หวังว่าถ้าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลภายใต้นโยบายฉบับนี้ ทําให้เกิดรายได้ที่มั่นคง มีความยั่งยืนของพี่น้องเกษตรกร ถ้ารัฐบาลสามารถทําให้เกษตรกร มีเสถียรภาพ สามารถทําให้ประชาชนที่เปึนเกษตรกรที่มีจํานวนมากของประเทศนี้มีรายได้ เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชสินค้าเกษตรทุกตัว รัฐบาลนี้จะได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนครับ และผมพร้อมจะให้การสนับสนุนและผมคิดว่าผมจะติดตามแล้วก็ตรวจสอบการทํางาน ของรัฐบาลชุดนี้ต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณสุรเดชครับ

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดิน ระบบบัญชีสัดส่วน และในฐานะของสมาชิกรัฐสภา กระผมจะขออภิปราย ในเรื่องของนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในข้อที่ ๑.๑๖ ที่พูดถึงเรื่องของการลงทุนและ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในส่วนของการลงทุนกระผมคงไม่มีอะไรที่จะพูดมากนะครับ เนื่องจากว่าผมเชื่อมั่นว่าหลังจากที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเปึนที่ยอมรับกันทั่วโลกนะครับ ก็คงจะไม่มีปัญหาเรื่องที่การลงทุนจะต้องมีการลงทุน ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนในเรื่องของการท่องเที่ยวผมคงจําเปึนต้องอภิปรายมากหน่อยนะครับ ซึ่งเมื่อกี้นี้ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามคือท่าน สนช. ซึ่งทําหน้าที่ ส.ว. ขออนุญาตที่เอ่ยนาม นะครับ ท่านภราเดช พยัฆวิเชียร ท่านได้พูดเกี่ยวกับเรื่องท่องเที่ยว ซึ่งผมก็ได้เตรียมที่จะพูด ก็มีส่วนที่จะคล้ายคลึงกับท่านนะครับ ดังนั้นจึงต้องขอเจาะลึก ลงไปอีกสักหน่อยนะครับ เวลาผมมีแค่ ๑๐ นาที ก็พยายามที่จะสรุปในการที่จะนําเสนอ รัฐบาล แล้วก็ข้อสังเกตต่าง ๆ เนื่องจาก ขออารัมภบทนิดหนึ่งนะครับ คือกระผมเคยเปึน อดีตประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวของวุฒิสภาในชุดเมื่อป้ ๒๕๔๓ ถึงป้ ๒๕๔๙ ตลอดระยะเวลา ๖ ป้ที่ทําหน้าที่ของวุฒิสมาชิกในวุฒิสภานะครับ กระผมก็ได้มี การติดตามตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องของการท่องเที่ยวของผู้บริหาร ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่มี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเกิดขึ้นนะครับ จนกระทั่งเมื่อป้ ๒๕๔๖ ได้มีการแก้ไข ปรับปรุงจนกระทั่งเกิดเปึนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขึ้นมา ซึ่งจริง ๆ แล้วสภาร่าง ตอนนั้นที่ส่งร่างขึ้นมานั้นไม่มีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีแค่กระทรวงกีฬา นันทนาการและกิจการเยาวชนนะครับ ซึ่งทางกรรมาธิการของวุฒิสภาก็ได้แปรญัตติ ขอเพิ่มกระทรวงการท่องเที่ยวขึ้นมา เนื่องจากว่าเรามองเห็นว่ากระทรวงการท่องเที่ยว เปึนกระทรวงสําคัญที่จะต้องเปึนเจ้าภาพหลัก อย่างน้อยที่สุดเราก็ยังมีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวที่เราจะไปพูดคุยกับเขาในต่างประเทศนะครับ กรรมาธิการ การท่องเที่ยวตอนที่ผมได้เปึนประธานคณะตอนนั้นนะครับ ผมได้พาคณะเดินทางไป มากกว่า ๒๐ ประเทศ และได้มีโอกาสไปพบกับการท่องเที่ยวของประเทศเขา บางประเทศ ก็ได้มีโอกาสไปพบผู้บริหารในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ของเขานะครับ มีหลาย ๆ ประเทศที่เปึนประเทศสําคัญ ๆ ที่เขาเปึนเมืองท่องเที่ยว มากกว่าเราเสียอีกนะครับ เช่น ประเทศอียิปต์ ประเทศอังกฤษ ยกตัวอย่างนะครับ แล้วก็ อีกหลาย ๆ ประเทศนะครับ ทั้งในภูมิภาคเอเชียและยุโรปนะครับ จากข้อมูลที่กระผม และคณะได้ข้อมูลมาจากทางภาครัฐของเขา แล้วก็ภาคเอกชนของเขา ก็ทราบมาว่า ประเทศไทยเปึนเมืองท่องเที่ยวที่พวกเขาสนใจที่จะมาเที่ยวนะครับ เนื่องจากว่าเขาใช้ คําภาษาอังกฤษว่า ขออนุญาตที่ต้องพูดภาษาอังกฤษอย่างที่เขาพูดนะครับ เขาใช้คําว่า แวลูว์ ฟอร์ มันนี (Value for Money) ซึ่งหมายถึงว่าคุ้มค่าในการที่จะมาใช้จ่ายใน ประเทศไทยนะครับ แล้วก็นอกจากนั้นเขาก็ยังชอบอัธยาศัยไมตรีของคนไทย ชอบแหล่ง ท่องเที่ยว ชอบวัฒนธรรม ชอบศึกษาประวัติศาสตร์นะครับ ดังนั้นสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวท่านปัจจุบันนี้นะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่พูดถึงว่าท่านอยากจะเพิ่มยอดรายได้ของการท่องเที่ยวจาก ๖ แสนล้านบาท ขึ้นมาเปึน ๘ แสนล้านบาทนั้น กระผมขอร่วมยืนยันด้วยว่าทําได้แน่นะครับ แล้วก็เชื่อมั่น ว่าทําได้มากกว่านั้นด้วยนะครับ ถ้าเราทําเปึนคือเราต้องเข้าใจปัญหาและอุปสรรคของ การท่องเที่ยวไทยอย่างแท้จริง ซึ่งผมก็จะกราบเรียนผ่านทางท่านประธานไปสู่ทางรัฐบาล ก็ต้องขออนุญาตที่จะต้องเสริมท่านภราเดช พยัคฆวิเชียร ซึ่งท่านเปึนอดีตผู้ว่าการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาก่อน ก็ขอยืนยันว่าการท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่เฉพาะกระทรวง หนึ่งกระทรวงใดนะครับ การท่องเที่ยวนี่เกี่ยวข้องกับกระทรวงไม่ต่ํากว่า ๗–๘ กระทรวง ด้วยกันนะครับ ท่านเจ้ากระทรวงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องหลาย ๆ ท่าน ด้วยกันก็มีตั้งแต่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็กระทรวงวัฒนธรรม อีกหลาย ๆ กระทรวงนะครับ ดังนั้นเราต้องมีเจ้าภาพในลักษณะเจ้าภาพร่วมในการที่จะร่วมกัน ผลักดันให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยเกิด จะทํากระทรวงหนึ่งกระทรวงใดไม่ได้ แต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานี่สามารถที่จะเปึนกระทรวงหลักในการที่จะ ประสานงานในทุก ๆ กระทรวงนะครับ แต่ผมอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานว่า อยากจะขอให้ทางรัฐบาลประกาศให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยของเราเปึนวาระ แห่งชาตินะครับ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะได้มาร่วมกันในการที่จะผลักดันไปในทิศทาง เดียวกัน เพราะว่าในขณะนี้เราจําเปึนต้องแข่งขันกับหลาย ๆ ประเทศด้วยกันนะครับ ที่เขาก็เปึนเมืองท่องเที่ยวเช่นเดียวกับเรา จริง ๆ เขาเกิดมาหลังเราด้วยซ้ําไปหลาย ๆ ประเทศ แต่ปัจจุบันเขาแซงหน้าเราไปในบางประเทศแล้วนะครับ จึงต้องขอกราบเรียน ให้ทราบตรงนี้นะครับ

นอกจากนี้ผมอยากจะนําเสนอว่า ตํารวจท่องเที่ยวของเรามีความสําคัญ มากเลยนะครับ สมัยที่ผมเปึนประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวของวุฒิสภา ในชุดแรก เราได้ผลักดันเสนอทางรัฐบาลในยุคนั้นนะครับ ตอนนั้นก็เปึนพรรคไทยรักไทยอยู่นะครับ ก็ได้นําเสนอว่าอยากให้ยกระดับตํารวจท่องเที่ยว จากกองบังคับการเปึนกองบัญชาการเสีย เพราะว่าตํารวจท่องเที่ยวจริง ๆ แล้วมีอยู่แค่ ๑,๐๐๐ นาย แล้วไปดูแลนักท่องเที่ยว ๑๔ ล้านคน เท่ากับตํารวจท่องเที่ยว ๑ คน ต่อ นักท่องเที่ยว ๑๔,๐๐๐ คน ซึ่งเปึนไปไม่ได้ในการที่จะดูแลเขาเปึนอย่างดีนะครับ ดังนั้น อยากจะขอให้ยกระดับตํารวจท่องเที่ยวขึ้นเปึนกองบัญชาการเสีย แล้วก็นอกจากนั้น อุปกรณ์ของตํารวจท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการดูแลรักษาความปลอดภัยน้อยมาก มีแค่รถยนต์แล้วก็รถจักรยานยนต์เท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วตํารวจท่องเที่ยวควรจะต้องมี เฮลิคอปเตอร์อย่างน้อย ๒–๓ ลํา จะเปึนลําเล็ก ๆ ก็ได้ในการลาดตระเวนดูแลนักท่องเที่ยว ตามเกาะแก่งแล้วก็ควรจะต้องมีเรือเร็วให้กับตํารวจท่องเที่ยวเพื่ออํานวยความสะดวก ซึ่งตรงนี้เราใช้ประชาสัมพันธ์ทั่วโลกได้ เพราะว่าเท่าที่กระผมทราบมาก็คือว่ามีไม่กี่ประเทศ ในโลกที่มีตํารวจท่องเที่ยว รวมทั้งประเทศที่ผมได้เอ่ยเมื่อกี้ก็คือประเทศอียิปต์ก็มีเหมือนกัน แต่น้อยมากนะครับ ดังนั้นจึงอยากจะให้รัฐบาลให้ความสนใจตรงนี้เปึนสําคัญว่า ตํารวจท่องเที่ยวของเราเปึนตํารวจที่มีศักยภาพในด้านการบริการ แล้วก็ไม่อยากให้เอา ตํารวจท่องเที่ยวไปใช้งานจุดอื่น เพราะว่าตํารวจท่องเที่ยวจะมีสไตล์ (Style) การทํางาน ที่ต่างกันกับตํารวจทั่ว ๆ ไป เพราะเขาจะเปึนตํารวจบริการนะครับ นอกจากนั้นก็อยากจะ ให้คํานึงถึงเรื่องของความปลอดภัยทั่ว ๆ ไป เรื่องของระบบกล้องโทรทัศน์วงจรป่ด ซึ่งปัจจุบันนี้เขาติดตั้งระบบเขาเรียก ไอพี คาเมร่า (IP Camera) ก็คือใช้ดาวเทียม ใช้อินเทอร์เน็ต จะติดตั้งตรงจุดไหนก็ได้ ก็สามารถจะตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยได้อย่างดี ซึ่งประเทศ สหรัฐอเมริกาเขาก็ใช้ ประเทศอังกฤษเขาก็ใช้ ซึ่งเขามีปัญหามากกว่าเรา ผมก็อยากจะ ฝากเรื่องของ ๓ จังหวัดภาคใต้ด้วย เพราะเคยอภิปรายไว้หลายครั้งแล้วสมัยตอนเปึน วุฒิสมาชิกนะครับ ว่าอยากให้ลองศึกษาระบบกล้องโทรทัศน์วงจรป่ดแบบไอพี คาเมร่า แล้วก็นอกจากนั้นก็ยังมีอุปกรณ์ที่เปึนระบบไฮเทค (Hightech) ต่าง ๆ ก็ต้องฝากทาง ท่านรัฐมนตรีกระทรวงไอซีที ซึ่งก็อยู่ในพรรคเดียวกันนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม คือ ดอกเตอร์มั่น พัธโนทัย ก็ต้องฝากพี่มั่นด้วยเรื่องนี้ เพราะว่าเปึนสิ่งสําคัญมาก เพราะมัน จะช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยแทนคนที่เราต้องเอาไปเสียชีวิต เรามาใช้ระบบไฮเทคเข้าไป แทนที่นะครับ ก็จะได้รักษาชีวิตของมนุษย์ที่เขาต้องไปสูญเสียเลือดเนื้อที่เปึนข้าราชการ ทั้งหลาย แล้วนอกจากนั้นผมอยากจะฝากว่าถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาท่านต้องการนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ท่านจําเปึนต้องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แบบมีคุณภาพนะครับ ถ้าเกิดว่าท่านไม่สามารถพัฒนาตรงนี้ได้ นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ก็จะไม่เข้ามา เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องยอมรับสภาพในตรงนี้ แล้วก็ขอฝากเรื่องโฮม สเตย์ (Home stay) เรื่องลอง สเตย์ ขอให้ท่านไปศึกษาหน่อยนะครับว่าโฮม สเตย์ คือการที่ชาวบ้านแบ่งห้องให้เช่า แล้วก็จะมีรายได้กระจายไปสู่ชุมชน ตอนนี้ก็มีความสําเร็จหลาย ๆ สิบจังหวัดแล้ว ผมยินดี ที่จะให้ข้อมูลท่านรัฐมนตรีนะครับ เรื่องของลอง สเตย์ เปึนเรื่องที่สําคัญมาก ก็คือว่ามีนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติเขารักเมืองไทย ชอบเมืองไทย แล้วก็มาพักอาศัยเปึนบ้านที่ ๒ เพื่อประหยัดรายจ่าย เวลาผมมีจํากัดเนื่องจาก ๑๐ นาที ก็ไม่รู้จะทําอย่างไร ไว้เราพูดคุยกันนอกสภาก็แล้วกัน กราบขอบพระคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณกระหยิ่มครับ

นายกระหยิ่ม ศานต์ตระกูล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายกระหยิ่ม ศานต์ตระกูล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่วุฒิสภา ก่อนอื่นผมใคร่จะขอเสนอปัญหาหรือจุดอ่อนที่สําคัญของประเทศไทย ซึ่งมี ๘ ปัญหาคือ ปัญหาเรื่องระบบเศรษฐกิจภายในของประเทศ อันที่ ๒ ปัญหาเรื่องการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัญหาที่ ๓ คือปัญหา เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปัญหาเรื่องระบบการศึกษา ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการผลิตที่ต่ํามาก ปัญหาเรื่อง พลังงาน ปัญหาเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ปัญหาเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นปัญหาที่ผมได้กล่าวมานี้รัฐบาลอย่านิ่งนอนใจให้รีบแก้ไขปัญหาเหล่านี้เสีย เพื่อที่จะได้สร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยให้กลับมา สร้างความเจริญของ ประเทศให้ยั่งยืนตลอดไป ประเทศไทยก็จะกลับมามีความเจริญในที่สุดอีกทีหนึ่ง ให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในเวทีโลกให้ได้เสียที ดังนั้นการรู้ปัญหาที่แท้จริง ของประเทศอย่างถูกต้องและเที่ยงธรรมนั้น จึงสามารถเข้าใจสาเหตุของปัญหาและ สามารถดําเนินการแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างถูกต้อง ปัญหาทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ผมขอ เน้นว่าจะต้องเข้าใจปัญหาและแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องเท่านั้นถึงจะประสบผลสําเร็จได้

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงขออภิปรายในนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม อีกทั้งยังขออภิปรายในเรื่องของนโยบายทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ และอภิปรายสั้น ๆ เกี่ยวกับนโยบายทางด้านพลังงานเพื่อที่จะสนับสนุน การทําหน้าที่ของรัฐบาลและฝ์ายค้าน ให้นโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไปเมื่อเช้านี้ได้บรรลุผล สําเร็จได้อย่างรวดเร็ว ท่านประธานที่เคารพ ผมขอเริ่มด้วยนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งรัฐบาลได้มี ๔ นโยบาย จะเห็นได้ว่าหลายสิบป้ที่ผ่านมา การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมก็ยังวนเวียนอยู่ในกรอบวิธีการเก่า ๆ ที่เลือกหาแต่งบประมาณ กําลังคน และทรัพยากรต่าง ๆ ตามความจริงแล้ว สาเหตุ ที่สําคัญที่เราไม่สามารถประสบผลสําเร็จได้นั้นเกี่ยวกับในการแก้ไขความตกต่ําของ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรมของประเทศไทย ก็เปึนเพราะเราไม่รู้จริง ในสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงต่างหาก จึงทําให้การดําเนินการแก้ไขปัญหาที่ผิดพลาดแล้ว ก็ไม่สามารถพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศได้เสียที ผมจึงขอ เสนอสาเหตุของปัญหาที่คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ทําการศึกษามาดังนี้

ประการแรก การดําเนินการทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของประเทศขาดประสิทธิภาพและขาดความเปึนรูปธรรม โดยรัฐบาลที่ผ่านมาขาดการเน้นถึง ความสําคัญในนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่ภาคปฏิบัติให้ เกิดผลอย่างจริงจัง ซึ่งทําให้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทย อยู่ในอันดับท้าย ๆ ของโลก

ประการที่ ๒ การดูแลการดําเนินการวิธีการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศขาดประสิทธิภาพ ไม่มีความเปึนเอกภาพในการ บริหารจัดการ อีกทั้งการดําเนินการด้านวิจัยและพัฒนาของสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษา ส่วนมากจะเน้นความพอใจของนักวิจัยและการตีพิมพ์ทางด้านวิชาการซึ่งจะใช้เปึนตัวชี้วัด ของผลสําเร็จ ทั้ง ๆ ที่งบประมาณในการวิจัยได้รับมาจากเงินภาษีจึงทําให้ขาดการเชื่อมโยง ระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ จึงไม่สามารถทําการวิจัยและพัฒนาตามความต้องการ ของผู้ประกอบการและตลาดได้ ซึ่งทําให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการแข่งขันธุรกิจกับ นานาประเทศ

ประการที่ ๓ การปล่อยปละละเลยและให้ความสําคัญในการปฏิบัติงาน การดําเนินการวิจัยและพัฒนาของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการวิจัยและพัฒนาโดยตรง

ประการที่ ๔ ความคลาดเคลื่อนในการรวบรวมตัวเลขของการวิจัยและ พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศอย่างถูกต้อง หน่วยงานวิจัยจะ ทํางานซ้ําซ้อนกัน ขาดการเชื่อมโยงและประสานงานกัน สร้างความสับสนให้แก่นักวิจัย นักคิดค้น นักประดิษฐ์ ซึ่งทําให้ใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพต่ําและไม่คุ้มค่า

ประการที่ ๕ ขาดการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ นวัตกรรมของประเทศอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะเห็นได้จากการสนับสนุนไม่ต่อเนื่องและครบ วงจร คือตั้งแต่เด็ก นักคิดค้น นักประดิษฐ์ นักวิจัย ตลอดจนถึงผู้ประกอบการยังไม่ทั่วถึง เฉพาะในส่วนภูมิภาค ในส่วนภูมิภาคนั้นซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่สามารถลงไปถึง ชุมชนต่าง ๆ ได้เพื่อที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าต่าง ๆ ของชุมชน

ประการที่ ๖ ขาดระบบการบริหารจัดการ การตรวจสอบประเมินผลที่เปึน ที่น่าเชื่อถือและเปึนที่พึ่งของประชาชนได้

ประการที่ ๗ การขาดการพัฒนานําองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา ประยุกต์เปึนเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อนํามาใช้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการกิน อยู่ดีของประชาชน ทั้งทางภาคการเกษตร การผลิต และการบริการอย่างเปึนรูปธรรม

สาเหตุปัญหาที่ได้กล่าวมามีข้อเสนอแนะดังนี้

ประการแรก ควรจะมีการจัดการงบประมาณ การวิจัยให้มี ความถูกต้องและเปึนมาตรฐานสากล

ประการที่ ๒ กําหนดนโยบายให้มีการเชื่อมโยงการทํางานและ การบริการให้เปึนเครือข่ายระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุทยานวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยที่กําลังดําเนินการอยู่ ทั้งในส่วนกลางและ ส่วนภูมิภาคค่อนข้างจะล่าช้า จึงทําให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสในการที่จะแข่งขันกับ นานาประเทศได้

ประการที่ ๓ กําหนดนโยบายการสนับสนุน นักคิดค้น นักประดิษฐ์ และผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ซึ่งโดยปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่านักประดิษฐ์และ นักคิดค้นนั้นถูกปล่อยปละละเลย ไม่ได้ให้ความสําคัญกับกลุ่มคนเหล่านี้จึงทําให้ ประเทศไทยล้าหลังและเสียประโยชน์เปึนอย่างมาก

ประการที่ ๔ พัฒนาบุคลากรของหน่วยงานในด้านวิจัยและพัฒนา ให้มีความสามารถในระดับสูง และมีความรู้ความเข้าใจในการดําเนินการทางภาคธุรกิจ สามารถให้บริการด้านต่าง ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่ ๕ ซึ่งเปึนเรื่องสําคัญที่ขาดมิได้ ก็คือการสร้างองค์ความรู้ ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ มีความเข้าใจในสิทธิของการเรียกร้องและการพัฒนา ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ รวมทั้งด้านบริการและการถ่ายทอด ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อเท็จจริงที่สําคัญ ของประเทศไทย เปึนประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีคนเก่งและคนดี มีอยู่เปึนจํานวนมาก ซึ่งไม่น้อยหน้าประเทศอื่นเขา ปัญหาที่สําคัญคือการแบ่งพรรคแบ่งพวกของกลุ่มผู้มีอํานาจ ขาดความสามัคคี โดยมุ่งแต่พยายามแก่งแย่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มคณะ ทําให้ระบบการบริหารปกครองขาดความจริงใจ ขาดการให้โอกาสคนดี ๆ มาช่วยกันบริหาร พัฒนาประเทศร่วมกันนั่นเอง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใคร่จะขอเสริมและเพิ่มเติมนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งรัฐบาลมี ๓ นโยบายด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อกี้นี้ทาง ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดินได้พูด ไปแล้วบ้าง ซึ่งเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศของประเทศไทยนั้น แต่ที่สําคัญที่สุด สิ่งที่ขาดการมีโครงการระดับชาติมารองรับที่จะทําให้ประเทศไทยมีรายได้ในการพัฒนา ซอฟต์แวร์ของโลก ซึ่งไทยสามารถที่จะทํารายได้ถึง ๒ แสนล้านบาท ภายเวลา ๓ ป้ ถ้ารัฐบาลสามารถให้งบประมาณในหลักหมื่นล้านบาทเท่านั้น ถ้ารัฐบาลสามารถที่จะช่วย สนับสนุนได้ ผมคิดว่าคนไทยจะมีงานทําจะมีอาชีพเปึนนักผลิตซอฟต์แวร์เปึนจํานวนมาก ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมหาศาล ข้อเสนอแนะในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพิ่มเติมนะครับ จัดให้มีโครงการระดับชาติขนาดใหญ่ในเชิงรุกที่สามารถทําให้มีการพัฒนา ซอฟต์แวร์ให้ทั่วถึงทุกภูมิภาคของไทย ซึ่งปัจจุบันนี้ส่วนต่าง ๆ ของภูมิภาคก็ได้เริ่มมี การทํางานอยู่แล้วแต่ขาดการสนับสนุน ที่แท้จริงก็อยากจะให้มีการสนับสนุน

ข้อเสนอแนะอันที่ ๒ ให้มีการร่วมมือและประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ ในอดีตหน่วยงานต่าง ๆ ของทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ และหน่วยงานของเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นไม่ค่อยจะมีการร่วมมือกัน หน่วยงานที่ทํา ซอฟต์แวร์ก็ต่างคนต่างทําบางทีทําซ้ําซ้อนกัน ก็ในที่สุดก็จะสูญเสียงบประมาณไปโดยใช่เหตุ เพราะฉะนั้นควรจะมีการที่จะแบ่งงานกันให้ชัดเจนและร่วมมือและประสานงานกัน ซึ่งเปึนจุดอ่อนของหน่วยราชการไทย

ส่วนนโยบายทางด้านพลังงานนั้น ซึ่งรัฐบาลได้มี ๕ นโยบาย ผมขอเพิ่มเติม นโยบายในข้อที่ ๓.๔.๓ ซึ่งทางรัฐบาลจะเน้นเฉพาะพลังงานทดแทน ส่วนผมคิดว่า พลังงานที่ได้เกิดจากซากพืชซากสัตว์ ซึ่งมีทั้งน้ํามัน ก๊าซ และถ่านหินเปึนหัวใจสําคัญด้วย ประเทศไทยมีถ่านหินเปึนจํานวนมาก แล้วก็ประเทศเพื่อนบ้านก็มีจํานวนมากและถ่านหิน เปึนเชื้อเพลิงที่มีต้นทุนต่ํา แต่อย่างไรก็ตามถ่านหินนี้ปัญหาที่สําคัญที่สุดคือมลภาวะ เพราะฉะนั้นควรจะมีการวิจัยและพัฒนาทางด้านพลังงานในด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ควรจะมีการสร้างต้นแบบพลังงานทุก ๆ ชนิด เพื่อเตรียมพร้อมสําหรับใช้ในชุมชนต่าง ๆ ด้วย ผมคิดว่าถ้าแต่ละชุมชนเรามีพลังงานที่เหมาะสมให้สําหรับเขาใช้ก็จะเปึนการประหยัด แล้วก็จะทําให้ชุมชนต่าง ๆ นั้นลดความยากจนลงไป อันนี้ก็เปึนข้อเสนอแนะที่ให้มีการส่งเสริม และสนับสนุนทําการวิจัยเพื่อให้ได้ต้นแบบการใช้พลังงานประเภทต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับ ท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานจากแก๊สชีวภาพ พลังงานจากชีวมวล และพลังงาน จากถ่านหินที่มีการวิจัยและพัฒนาแล้ว

สุดท้ายนี้ ผมในฐานะประชาชนคนหนึ่งใคร่ขอสนับสนุนให้รัฐบาลและ ฝ์ายค้านช่วยกันดําเนินการให้นโยบายของรัฐบาลนั้นให้ดําเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเปึนจริงทุกประการ ขอบคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญคุณอรรถพรครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จากเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอขอบคุณที่ท่านประธานได้ให้ โอกาสผมอภิปรายนโยบายของรัฐบาลเปึนคนสุดท้ายของคืนนี้ แต่เปึนครั้งแรกของผม ซึ่งโดยแท้ที่จริงแล้วโอกาสตรงนี้ไม่ใช่โอกาสของกระผมครับ แต่เปึนโอกาสของพี่น้อง ชาวประมงนับล้านชีวิตในพื้นที่ ๒๓ จังหวัด ๓ ฝัืงทะเล ไม่ว่าจะเปึนทะเลอันดามัน อ่าวไทย หรือทะเลสาบสงขลา ที่จะได้มีโอกาสระบายความทุกข์ยากคับแค้นของชีวิตจาก โศกนาฏกรรมและวิกฤตการณ์ของการประมงที่เกิดขึ้นอย่างร้ายแรง อย่างที่ไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งต้นเหตุของวิกฤตการณ์เหล่านั้นมาจากต้นทุนน้ํามันเชื้อเพลิงที่สูงที่สุด ในประวัติศาสตร์ รวมทั้งการปราศจากการเหลียวแลของภาครัฐตลอดเวลาที่ผ่านมา บนความทุกข์ยากคับแค้นของพี่น้องชาวประมง พวกเขาตั้งความหวังว่าเมื่อเรามีรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เขาจะได้เห็นรัฐบาลได้เขียนหรือ ประกาศนโยบายที่มีความชัดเจนและเปึนรูปธรรมที่จะทําให้ชีวิตของพวกเขาได้รอดพ้น จากพวกหายนะ แต่เปึนที่น่าเสียดายครับว่านโยบายของรัฐบาลคณะนี้ซึ่งมีทั้งสิ้น ๔๕ หน้ากระดาษ มีข้อความเพียงประโยคเดียวที่ได้พูดถึงเรื่องราวของการประมง ข้อความที่บอกว่า รัฐบาลจะเน้นการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการผลิตของการทํา การประมง เนื้อที่ ๔๔ หน้า ถ้าจะบรรจุเรื่องราวความทุกข์ยากของพี่น้องชาวประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวประมงเรือเล็กไม่พอเขียนนะครับ แต่ว่ามีเพียงประโยคเดียวที่บอกถึง ทางออก ๑ ประโยคกับ ๖ คําเท่านั้นเองครับ ตรงนี้ชาวประมงก็ไม่มีความหวังอะไรอีกต่อไป วันพรุ่งนี้เขาจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ราคาน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งสําหรับประมงขนาดใหญ่ ขนาดกลางเปึนต้นทุนมากกว่าร้อยละ ๘๐ แต่ถ้าเปึนเรือเล็ก เรือพื้นบ้าน อวนปู อวนกุ้ง อวนปลา เปึนต้นทุนมากกว่าร้อยละ ๙๐ วันนี้มีราคาสูงถึง ๒๙.๑๔ บาท ราคาเชื้อเพลิงที่สูงถึงขนาดนี้เขาไม่มีโอกาสที่จะมีชีวิตรอด ลูกหลาน ชาวประมงพื้นบ้านต้องออกจากโรงเรียน ร้องห่มร้องไห้กันระงมอยู่ที่บ้าน พี่น้อง เรือประมงขนาดเล็กที่หากินอยู่หน้าบ้านชายฝัืง วันนี้เปึนหนี้นอกระบบ เปึนหนี้นายทุน พ่อค้าคนกลาง หนี้นอกระบบโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ยกตัวอย่างสั้น ๆ ที่เพชรบุรี บ้านผม บ้านแหลม บางขุนไทร บางแก้ว ปากทะเล ร้อยละ ๒๐–๖๐ ต่อเดือนครับ มีที่ไหน ในโลกละครับ แต่มีที่ฝัืงทะเลครับ อีกส่วนหนึ่งไปเปึนหนี้พ่อค้าคนกลาง หรือว่าพ่อค้า รับซื้อสัตว์น้ําในระดับท้องถิ่น เวลาไปขายปลา คนที่ไม่ได้เปึนหนี้เขาขายได้ราคา ขนาดหนึ่งขณะนี้ แต่คนที่เปึนหนี้ก็ต้องถูกกดราคา ๑๐ บาท อาจจะขายได้ ๗ บาท ๘ บาท เขาเรียกค่าหัวกิโลครับ ชาวประมงเรือเล็กร้อยละ ๙๐ เปึนหนี้ทั้ง ๒ ระบบนี้ทั้งสิ้น ครับ แต่ว่านี่เปึนเพียงจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เปึนที่คาดคะเนว่าภายใน ๑ เดือน หรือ ๒ เดือนจากนี้ไป ราคาน้ํามันดีเซลจะเพิ่มขึ้นมากไปกว่านี้ และอาจจะทะลุ ๓๐ บาท วันพรุ่งนี้พวกเขาจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องชาวประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประมงชายฝัืงเขาต้องการให้รัฐบาลเขียนนโยบายอย่างไร ให้เขามี ชีวิตรอด เขาต้องการให้รัฐบาลประกาศนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องราวของการแก้ไขลดราคา น้ํามันสําหรับพี่น้องชาวประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ํามันราคาต่ําที่พี่น้องชาวประมง เรือเล็กสามารถเติมได้บนบกที่เกิดความสะดวกสบายในการเข้าถึงการบริการ รัฐบาล ที่ผ่านมาได้จัดโครงการหนึ่งซึ่งเรียกว่า โครงการจําหน่ายน้ํามันสําหรับเรือประมงในพื้นที่ ต่อเนื่อง ๑๒–๒๔ ไมล์ทะเล หรือ ๒๒-๔๔ กิโลเมตร น้ํามันนี้ราคาถูกกว่าท้องตลาด ประมาณ ๖ บาท เพราะได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ภาษีท้องถิ่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้รับการยกเว้นการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน หรือกองทุนอนุรักษ์พลังงาน แต่ระยะทาง ที่ห่างไกล ๒๒-๔๔ กิโลเมตร เรือประมงชายฝัืง ไม่มีเรือไหนหรอกครับที่จะเดินทางไปเพื่อ ไปเติมน้ํามันตรงนี้ได้ พวกเขาหากินอยู่ชายฝัืงไม่เกิน ๒ ไมล์ทะเลครับ ไม่เกิน ๓–๔ กิโลเมตร เท่านั้นเองครับ วางอวน วางลอบอยู่แถวนั้นครับ รัฐบาลที่ผ่านมาบางช่วงบางเวลาจัดทําโครงการน้ํามันม่วง ขยายพื้นที่บริการมาให้ สามารถเติมได้ห่างจากชายฝัืงประมาณ ๕ ไมล์ทะเล หรือ ๙ กิโลเมตร น้ํามันม่วงถูกกว่า ท้องตลาด ๒ บาท เพราะใช้กลไกเรื่องกองทุนน้ํามันเข้าไปปรับราคา รวมทั้งต้นทุน การกลั่นที่ต่ํากว่า แต่ ๙ กิโลเมตรก็ไกลเกินกว่าที่เรือประมงชายฝัืงซึ่งหากินอยู่แค่ ๓ กิโลเมตร ไป-กลับ ๑๘ กิโลเมตร ไปเติมน้ํามันซึ่งถูกกว่า ๒ บาท ไม่คุ้มค่าครับ โครงการนี้ล้มเหลวไป โดยสิ้นเชิง สิ่งที่พี่น้องชาวเรือประมง โดยเฉพาะเรือประมงพื้นบ้านต้องการก็คือโครงการ น้ํามันราคาถูกที่จําหน่ายบนบกจะเปึนน้ํามันม่วง น้ํามันแดง น้ํามันส้มอะไรก็ว่าไปเถอะครับ แต่มันต้องมีน้ํามันประเภทนี้เกิดขึ้น ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาสมัยที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เปึน นายกรัฐมนตรี ได้เคยริเริ่มโครงการน้ํามันม่วงนี้เอาไว้แล้ว มีองค์การสะพานปลาเปึนผู้บริหาร โครงการ มีสถานีน้ํามันจํานวนเกือบ ๒๐๐ แห่งเข้าร่วมในโครงการ ชาวประมงสามารถไป ขึ้นทะเบียนแล้วก็ไปเติมได้บนสถานีน้ํามันหรือปัูมน้ํามันใกล้บ้านนั่นนะครับ เขาไม่ต้อง เดินทางไป-กลับ ๑๘ กิโลเมตร เพื่อไปเติมน้ํามันซึ่งมูลค่าไม่คุ้มค่าที่เขาจะดําเนินการทาง ธุรกิจหรือประกอบการประมง ชาวประมงต้องการอย่างนี้ครับ ต้องการให้รัฐบาลประกาศ นโยบายที่ชัดเจนในเรื่องนี้ครับ ชาวประมงต้องการอะไรอีก เขาต้องการให้รัฐบาลนี้ ประกาศนโยบายที่ชัดเจนในการตั้งสหกรณ์ประมงท้องถิ่นให้กระจายทั่วถึงในทุกชุมชน ชาวประมงเปึนแหล่งรวมตัวของพี่น้องชาวประมง โดยเฉพาะชาวประมงชายฝัืงในการแก้ไข หรือพัฒนาอาชีพเปึนแหล่งทุนสําหรับที่พี่น้องชาวประมงจะสามารถสลัดโซ่ตรวนของหนี้ นอกระบบและหนี้นายทุน ขณะเดียวกันในโอกาสข้างหน้าอาจจะพัฒนาเปึนห้องเย็น ท้องถิ่น เพื่อให้พี่น้องชาวประมงสามารถกําหนดราคาสัตว์น้ําได้เอง เขาไม่เคยมีโอกาส กําหนดตามหลักดีมานด์ ซัพพลาย หรืออุปสงค์ อุปทาน ขอให้เขาได้มีโอกาสอย่างนี้ สักครั้งหนึ่งในชีวิต เขาต้องการอะไรอีก เขาต้องการให้รัฐบาลนี้ประกาศนโยบายปรับ โครงสร้างหนี้ของพี่น้องชาวประมงขนาดเล็ก เราเคยปรับโครงสร้างหนี้ พัก ลด ปลดหนี้ เกษตรกรบนแผ่นดิน แต่ทะเลก็คือแผ่นดินของพี่น้องชาวประมงชายฝัืงทําไมทําไม่ได้ ปรับโครงสร้างหนี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลโดยกระทรวง การคลัง ขอให้ธนาคารของภาครัฐ หรือสถาบันการเงินภาครัฐยินยอมรับเรือประมงหรือเครื่องมือทําการประมงเปึนหลักทรัพย์ ค้ําประกันเงินกู้ ทุกวันนี้ค้ําประกันอะไรไม่ได้เขาจึงต้องเปึนหนี้นอกระบบและพ่อค้า คนกลางครับ เขาต้องการอย่างนี้ครับ เขาต้องการให้รัฐบาลประกาศนโยบายที่ชัดเจน ในการส่งเสริมการตลาด การแปรรูปการผลิต จะใช้ระบบการจับคู่ธุรกิจหรือที่เรียกว่า บิซิเนส แมชชิง (Business matching) หรืออะไรก็ตามแต่ เขาต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เขาต้องการท่าเรือชายฝัืงที่กระจายทั่วถึงจะได้ลดต้นทุน ในการเดินทางไปจับปลา ต้องการการขุดลอกร่องน้ําที่ทั่วถึง รวมทั้งกองทุนที่จะทําให้เรือประมงบางชนิดที่มีเครื่องมือ ทําการประมง และอยู่ในลักษณะของการทําลายทรัพยากรสัตว์น้ําค่อนข้างสูง ได้ปรับเปลี่ยนอาชีพไปสู่การทําการประมงที่มีลักษณะอนุรักษ์ทรัพยากรมากยิ่งขึ้น และ

สุดท้ายสิ่งที่เขาฝากผมมาไม่ว่าจะเปึนชาวประมงที่ไหนใน ๒๓ จังหวัด เขาต้องการให้รัฐบาลนี้ได้เริ่มต้น การสร้างสภาการประมงแห่งชาติที่จะเปึนเวทีกลาง ในการกําหนดวิธีการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ไม่ว่าการผลิต การจับปลา การแปรรูป การตลาด การพลังงาน หรือเรื่องของแรงงานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่พี่น้องชาวประมง ต้องการให้รัฐบาลนี้ได้เขียนเอาไว้ในนโยบายที่ได้ประกาศในเนื้อที่ ๔๔ หน้านี้ครับ แต่เขาไม่ได้เห็นครับ มันกลายเปึนนโยบายที่มองไม่เห็นครับ เหมือนมือที่มองม่เห็น อย่างนั้นแหละครับ และเมื่อมองไม่เห็นเขาก็ไม่เห็นความหวังอะไรอีกต่อไป ผมในฐานะ ตัวแทนของพี่น้องชาวฝัืงทะเล โดยเฉพาะเรือพื้นบ้านก็ขอวิงวอนนะครับให้รัฐบาลได้นําสิ่ง ต่าง ๆ เหล่านี้ไปปรับปรุงนโยบาย แล้วก็หามาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขวิกฤตินี้ให้โดยเร็วที่สุด รายละเอียดมากไปกว่านี้กระผมรวมทั้ง ส.ส. ฝัืงทะเลทั้งหมดจะร่วมเสนอเปึนญัตติด่วน ต่อไป และ

สุดท้ายครับ อดีตที่ผ่านมาชาวประมงเลือกอะไรไม่ได้เลยสักอย่างหนึ่ง ในชีวิต กําหนดราคาต้นทุนก็ไม่ได้ กําหนดราคาสินค้าที่ตัวเองเอาหยาดเหงื่อไปจับมา ก็กําหนดไม่ได้ กําหนดอะไรสักอย่างหนึ่งไม่ได้ในชีวิตครับ ถึงเวลาแล้วครับที่ต้องช่วยกันนะครับ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องช่วยกัน ขอให้เราร่วมกันใช้ นโยบายนี้เปึนคําตอบสําหรับคําถามซึ่งน่าเปึนคําถามป่ดท้ายการปราศรัยอภิปราย ในค่ําคืนนี้ ก็คือคําถามที่ว่า พี่น้องชาวประมง พี่น้องเกษตรกร และพี่น้องคนไทย วันพรุ่งนี้ จะมีชีวิตรอดได้อย่างไร ขอขอบคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

เชิญ พันตํารวจโท นุกูล แสงศิริ

พันตํารวจโท นุกูล แสงศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท นุกูล แสงศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด นครสวรรค์ พรรคมัชฌิมาธิปไตยครับ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาลที่จะเริ่มดําเนินการในป้แรกนะครับ ในข้อที่ ๑.๘ ขยายพื้นที่ชลประทานและ เพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานนะครับ ผมได้รับฟังคําแถลงจากคณะรัฐบาลแล้วรู้สึก มีความยินดีแทนพี่น้องเกษตรกรนะครับ ที่รัฐบาลให้ความสําคัญกับเกษตรกรในเรื่อง ระบบน้ํา เพราะว่าน้ําถือว่าเปึนหัวใจของพี่น้องเกษตรกรนะครับ โดยเฉพาะเรื่องระบบ ส่งน้ําโดยท่อนะครับ ผมเห็นว่าถึงแม้จะใช้ต้นทุนที่สูงสักนิดหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเปึนการลงทุน ที่คุ้มค่านะครับ ก็อยากจะฝากไปถึงรัฐบาลนะครับว่า ตามนโยบายที่ท่านได้ประกาศไว้ โดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องทางภาคอีสาน ก็ยังมีชาวเกษตรกรที่ยังอยู่ในภาคอื่นที่ยังมี ความต้องการในการแก้ไขปัญหาน้ําทั้งระบบนะครับ ไม่ว่าจะเปึนหน้าน้ําท่วมหรือว่า ภัยแล้ง โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างนะครับ โดยเฉพาะจังหวัดนครสวรรค์ ของผมนั้น ถึงแม้ว่าจะเปึนแหล่งกําเนิดของน้ําคือแม่น้ําเจ้าพระยานะครับ ก็ยังมีปัญหา เรื่องน้ําท่วม แล้วก็ปัญหาภัยแล้ง หน้าน้ําน้ําก็ท่วม โดยเฉพาะจังหวัดนครสวรรค์และ จังหวัดชัยนาทที่เปึนพื้นที่ใกล้เคียง เรื่องภัยแล้งฟังดูแล้วจังหวัดนครสวรรค์ไม่น่าจะมี ปัญหา เนื่องจากมีลุ่มน้ําเจ้าพระยานะครับ แต่ว่าข้อเท็จจริงปรากฏว่า พื้นที่อําเภอที่อยู่ ห่างจากแม่น้ําก็ยังเปึนพื้นที่ที่สูงกว่าระดับของแม่น้ํานะครับ การทําคลอง น้ําก็ไม่สามารถ ที่จะไปถึง ก็ฝากไปยังรัฐบาลนะครับ นครสวรรค์ก็ยังมีโครงการระบบท่อส่งน้ํา ที่คณะรัฐมนตรีชุดของท่านทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่าน ครม. ไปเรียบร้อยแล้ว พี่น้องชาว จังหวัดนครสวรรค์ก็ยังมีความต้องการระบบท่อส่งน้ําอยู่ ก็ฝากไปยังรัฐบาลด้วยว่า ช่วยแก้ปัญหาระบบน้ําทั้งประเทศทั่วทุกภาคนะครับ

ในเรื่องที่ ๒ นโยบายข้อที่ ๑.๑๑ สร้างระบบประกันความเสี่ยงให้เกษตรกร เพื่อลดความเสี่ยงอันเนื่องมาจาผลกระทบความเสียหายจากภัยธรรมชาตินั้น กระผมเห็น ด้วยเปึนอย่างยิ่งนะครับ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในกลุ่มภาคเหนือตอนล่างม่ว่าจะเปึน จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดกําแพงเพชร จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ ความเสียหาย ไม่ใช่เกิดจากภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ยังมีความเสียหายที่เกิดจากการกระทําของ มนุษย์ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างนะครับ มียุทธศาสตร์การผลิตข้าว แต่ปรากฏว่า เมื่อได้ผลผลิตมาแล้วเกษตรกรถูกฉ้อโกงจากพ่อค้า ก็เปึนปัญหาทุกป้ ก็ยังไม่ได้รับ การแก้ปัญหา อยากจะฝากไปถึงรัฐบาลให้ช่วยแก้ปัญหาภัยจากมนุษย์ด้วยกัน ถึงแม้ว่าภาครัฐจะได้ช่วยเหลือ ส่งอัยการไปช่วยเหลือทางการดําเนินคดี แต่ปรากฏว่ากว่าจะได้บังคับเอาทรัพย์สินของ จําเลยมาชดใช้ให้เกษตรกรนั้นต้องกินระยะเวลาเปึนแรมป้ ระหว่างที่ยังไม่ได้รับชําระหนี้นั้น เพราะพี่น้องชาวเกษตรกรมีความเดือดร้อนเปึนอย่างมากนะครับ ก็ฝากทางรัฐบาลให้ช่วย หาทางแก้ไข ซึ่งเปึนปัญหาซ้ําซากในกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง

นโยบายข้อต่อไปข้อ ๑.๓ เร่งรัดการแก้ปัญหายาเสพติดนะครับ ก็ต้อง เรียนท่านประธานว่าถึงแม้ขณะนี้จะมีปัญหาในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดอยู่บ้าง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมก็เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดี ๆ ก็ยังมีขวัญ กําลังใจที่จะช่วยเหลือ ทางรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติด ผมดูตามนโยบายของรัฐบาลแล้วผู้เสพคือ ผู้ป์วย ที่ต้องได้รับการรักษานะครับ ผมเห็นด้วยนะครับ เพราะว่าการปราบปรามหรือการแก้ไข ปัญหายาเสพติดนั้นจะไม่อยู่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งนะครับ ไม่ว่าจะเปึนการปัองกัน ยาเสพติด หน่วยงานที่รับผิดชอบคือกระทรวงมหาดไทย แล้วก็การปราบปรามนั้นเปึน สํานักงานตํารวจแห่งชาติที่รับผิดชอบนะครับ ผมอยากให้ทางรัฐบาลเห็นความสําคัญ เรื่องการบําบัดฟุ๋นฟูผู้ป์วย เพราะว่ารัฐบาลประกาศไปแล้วว่าผู้เสพนั้นถือว่าเปึนผู้ป์วย ปรากฏว่างบประมาณนั้นจะตกไปอยู่ที่หน่วยงานของฝ์ายปกครองที่เน้นในการปัองกัน การปราบปราม สํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นก็ถือว่างบประมาณในการที่จะใช้ในการปราบปราม ก็ยังน้อย โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดต้องทําทั้ง ๓ ฝ์าย คือการฟุ๋นฟูผู้ป์วย ผมเห็นว่าการฟุ๋นฟูผู้ป์วยนั้นเปึนเรื่องสําคัญที่รัฐจะต้องสนับสนุนงบประมาณนะครับ เพราะขณะนี้ก็ถือว่าทางสาธารณสุขเปึนผู้รับผิดชอบนะครับ ก็ขอให้รัฐบาลสนับสนุน งบประมาณในเรื่องการฟุ๋นฟูผู้ป์วยให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วยนะครับ ก็วันนี้พวกเรา ก็ได้มาประชุมกันถือว่าดึกแล้วนะครับ ก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้ขึ้นมา อภิปราย ขอบคุณครับ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เราได้พิจารณา กันมาเปึนเวลาพอสมควรแล้วนะครับตั้งแต่เช้า มีพรรคร่วมรัฐบาลอภิปราย ๑๔ ท่าน ใช้เวลาไป ๒.๔๐ ชั่วโมง พรรคฝ์ายค้านอภิปราย ๑๔ ท่าน ใช้เวลา ๒.๕๖ ชั่วโมง โดยไม่นับ เวลาของหัวหน้าฝ์ายค้านนะครับ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ๑๓ ท่าน ใช้เวลา ๔.๐๒ ชั่วโมง ผมคิดว่าเปึนผลงานที่พอสมควรแล้วนะครับ วันนี้ผมขอป่ดประชุมครับ ขอขอบพระคุณครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๓.๔๐ นาฬิกา