ภราเดช พยัฆวิเชียร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เสนอแนะการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้สามารถรองรับงานด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ช่วยให้บูรณาการระหว่างกระทรวงและหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างและทรัพยากรของกระทรวง นอกจากนี้ยังเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและวิจัยอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเสนอให้หน่วยงานดังกล่าวไม่ควรเป็นหน่วยงานราชการ แต่ให้สถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยรับงานวิจัยและพัฒนา โดยมีการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายภราเดช พยัฆวิเชียร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาในฐานะที่ทําหน้าที่กรรมาธิการอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายในประเด็นเรื่องของการท่องเที่ยวสัก ๒–๓ ประเด็น เพื่อที่จะประมวลสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ดําเนินการมาอาจจะเปึนประโยชน์ต่อการทํางานของรัฐบาล ต่อไป
ในเรื่องแรกจะขอเรียนในเรื่องของการปรับโครงสร้างของภาครัฐที่เกี่ยวกับ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับ เริ่มตั้งแต่ สนช. ได้ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะกรรมาธิการอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวนั้นได้พิจารณาในกรอบหลักอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้นเอง
อันที่ ๑ คือโครงสร้างการทํางานของภาครัฐที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว
และอันที่ ๒ ก็คือเรื่องเครื่องมือก็คือตัวกฎหมายที่จะออกมารองรับให้รัฐ ได้ทํางานทางด้านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเราจํากันได้ตั้งแต่มีการปฏิรูประบบ ราชการในป้ ๒๕๔๖ เราได้มีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเกิดขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว ในแนวคิดของในรัฐบาลยุคนั้นก็ต้องการที่จะให้มีกระทรวงหรือมีเจ้าภาพที่จะรองรับงาน ทางด้านการท่องเที่ยวอย่างเปึนระบบ เพราะมีการเติบโตอย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราจะดูแล้วเรื่องของการท่องเที่ยวนั้นมันเปึนเรื่องของระหว่าง กระทรวง แม้ว่าจะมีกระทรวงการท่องเที่ยวก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้แต่ฝ์ายเดียว ทรัพยากรหลายอย่างยังอยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม ยังอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ยังอยู่ที่ท้องถิ่นอีกเปึนจํานวนมาก เพราะฉะนั้นมันเปึนงานข้ามกระทรวง เมื่อเราไปดู โครงสร้างของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจริง ๆ ก็จะเห็นว่ามันเปึนกระทรวงนโยบาย มากกว่ากระทรวงปฏิบัติ ไม่มีงบประมาณของตัวเอง แล้วก็ไม่มีทรัพยากรที่ตัวเองจะต้อง ดูแล ต้องอาศัยความร่วมมือ แต่จะเห็นว่าถ้าอาศัยความร่วมมือแล้ว ถ้าไม่มีเครื่องมือ ทางกฎหมายนี่เปึนไปได้ยาก เพราะฉะนั้นทางสภานิติบัญญัติจึงได้ผลักดัน มีการบัญญัติ กฎหมายขึ้นมาใหม่ แล้วก็ได้ผ่านมาเปึนพระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับพุทธศักราช ๒๕๕๑ ซึ่งเพิ่งจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้เองนะครับ อันนี้ต้องถือว่าเปึนเครื่องมือที่จะให้เกิดบูรณาการระหว่างกระทรวง เพราะว่าได้มีหน้าที่ กําหนดไว้ชัด ไม่ว่าในส่วนขององค์ประกอบของคณะกรรมการ ซึ่งมีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตัวแทนท้องถิ่น แล้วก็กลุ่มวิชาการนะครับ มีการให้กําหนดแผนที่จะต้องประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาที่จะต้องผูกพันกับส่วนราชการต่าง ๆ รวมไปถึงการจัดการ งบประมาณ มีการให้กําหนดเขตพื้นที่ ไม่ว่าจะเปึนจังหวัด กลุ่มจังหวัดหรือพื้นที่เฉพาะ แล้วให้มีกรรมการในระดับพื้นที่ ก็หมายความว่าโดยกฎหมายแม่บทตัวนี้สามารถที่จะ มีนโยบายจากบนลงล่าง แล้วก็สามารถที่จะบูรณาการจากล่างขึ้นบน จากคณะกรรมการ ในระดับพื้นที่ได้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าจะเปึนกฎหมายแม่บทที่ค่อนข้างสําคัญ แต่เมื่อเรา ย้อนกลับมาดูโครงสร้างของกระทรวง ซึ่งต้องเห็นว่ายังไม่รองรับในลักษณะตรงนี้ จําเปึน ที่จะต้องมีการปรับปรุงอย่างมาก ก็น่าเห็นใจเมื่อช่วงที่มีการปฏิรูประบบราชการนั้น นี่นะครับ กระทรวงที่เกิดใหม่ ๆ อื่น ๆ นั้น เปึนเพียงการย้ายหน่วยงานและไปรวมกลุ่มงาน เปึนกลุ่มเดียวกัน คนก็ย้ายตามกันไป มีแต่เพียงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานี่แหละครับ ซึ่งใหม่หมด คนก็มาจากที่อื่น เพราะฉะนั้นยังมีปัญหาค่อนข้างมีข้อจํากัดอยู่มากไม่ว่าจะเปึน เรื่องของกําลังคน งบประมาณ หรือการพัฒนาตัวบุคลากรเองซึ่งยังไม่ได้มีความรู้ความสามารถ ทางด้านการท่องเที่ยวอย่างเพียงพอซึ่งต้องใช้เวลา นอกจากนั้นจะเห็นว่าโครงสร้างนั้น ยังไม่คลุมอุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรมนะครับ จะดูแลเพียงบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่สามารถที่จะรองรับกับภารกิจตามพระราชบัญญัติที่เกิดใหม่ แล้วก็รวมทั้งการถ่ายโอนงาน จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเดิมนั้น แม้กระทั่งในกฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการ ของกระทรวงนั้นจะต้องดึงงานมาเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ แล้วก็ยังไม่สามารถที่จะ รองรับได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งอันนี้เปึนจุดอ่อน ซึ่งผมใคร่ที่จะขอเสนอแนวทาง ที่จะดําเนินการ อย่างน้อย ๆ ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ก็คือจะต้องปรับ ทบทวนโครงสร้างอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมเข้าใจว่า ขณะนี้ทางคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการก็กําลังพิจารณาตรงนี้อยู่ รอรัฐบาลใหม่ ที่จะมาพิจารณาให้เกิดมีความชัดเจนนะครับ เพื่อที่จะครอบคลุมอุตสาหกรรมทุกด้าน ผมยกตัวอย่างแค่เรื่องเดียวครับ ผู้ประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่มี คนดูแลนะครับ ถ้าเราประกอบอุตสาหกรรมนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมเขาจะดูแล ไม่ว่าจะ เรื่องของการพัฒนาศักยภาพ เรื่องของเงินทุน เรื่องของกองทุนอะไรต่าง ๆ รวมถึงการเจรจา ถ้าเราส่งออกกระทรวงพาณิชย์จะดูแล แต่ถ้าเราเปึนผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว ไม่ได้ อยู่ในหน้าที่ของกระทรวงนะครับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าจําเปึนที่จะต้องปรับหน้าที่อันนี้ ให้ครอบคลุม และขณะเดียวกันอย่างที่กราบเรียนแล้วก็คือ ครอบคลุมหน้าที่ที่จะเกิดตาม พระราชบัญญัติซึ่งเกิดขึ้นมาใหม่ รวมทั้งมีการพัฒนาบุคลากร แล้วก็มาตรฐานของ บุคลากรให้สามารถที่จะกํากับดูแลอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่ารัฐบาลจําเปึนที่จะต้องพิจารณารวมหน่วยงาน ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้อยู่ในกลุ่มงานเดียวกันหรือภายใต้กระทรวง ผมอยากจะ ยกตัวอย่างนะครับ เมื่อเรามีคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติเปึนแม่บทแล้ว เรามีกระทรวงรองรับคือกระทรวง การท่องเที่ยวและการกีฬา ขณะเดียวกันเราจะต้องมีแขน ขาของกระทรวง ยกตัวอย่าง ขณะนี้เรามีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็ถือว่าเปึนแขน ขาทางด้านการตลาด แต่ขณะที่บางหน่วยงาน ยกตัวอย่างเช่น อพท. หรือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้น มันสามารถที่จะเปึนแขน ขาทางด้านการพัฒนาได้ แต่กลับไปอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรี ในขณะเดียวกันอีกหน่วยงานหนึ่งคือ สสปน. หรือ สํานักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ ซึ่งต้องถือว่าเปึนสาขาย่อยของกระบวนการ ท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ขณะนี้ก็ไปอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน ถ้าต่อไปเราเกิดมี สาขาย่อยเติบโตขึ้นมาอีก เปึนต้นว่าลอง สเตย์ (Long stay) การพักระยะยาวหรือการท่องเที่ยว เชิงสุขภาพตั้งเปึนหน่วยงานขึ้นมาแล้วไปสังกัดหน่วยงานอื่นมันจะเกิดบูรณาการได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะเปึนนโยบายสําคัญที่จะต้องมองกลุ่มงานเดียวกันให้อยู่ในการกํากับดูแล ที่เปึนหนึ่งเดียวกันนะครับ
และประเด็นที่ ๓ เสนอในเชิงของโครงสร้างนั้น ก็คือควรที่จะมีหน่วยงาน บางหน่วยงาน แต่กระทรวงไม่จําเปึนต้องทําเอง หน่วยงานที่ว่านี้คือหน่วยงานทางด้าน พัฒนาและวิจัย เชื่อไหมครับว่าอุตสาหกรรมนี้เปึนอุตสาหกรรมซึ่งมากกว่าล้านล้านบาท ทั้งการท่องเที่ยวจากต่างประเทศและภายในประเทศ แต่ไม่มีหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเลย งานวิจัยเปึนลักษณะของหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่มีการประมวลข้อมูลอย่างเปึนระบบ แล้วก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สรุปแล้วอุตสาหกรรมนี้ไม่มีหน่วยงานและวิจัยพัฒนา เมื่อเทียบกับสาขาเล็ก ๆ อย่างเรื่องของอัญมณีมีสถาบันวิจัยอัญมณี สิ่งทอมีสถาบันสิ่งทอ แต่ในขณะที่การท่องเที่ยวไม่มี ที่ผมเห็นว่าไม่ควรทําเองก็คือว่าการที่เราจะพัฒนาระบบ ราชการทางด้านงานวิจัยและพัฒนานั้นคิดว่าหน่วยงานราชการคงเกิดยากเนื่องจาก มีข้อจํากัดทางด้านกําลังคนแล้วก็ขีดความสามารถที่จะไปดึงผู้มีความรู้ ความสามารถมา ตามความเห็นของ ก.พ.ร. ได้เสนอว่าหน่วยงานบางอย่าง เช่น เรื่องของไอซีทีเรื่องของ การวิจัยและพัฒนานั้นควรที่จะให้หน่วยงานอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษา ที่มีอยู่ มีการวิจัย มีกองทุน แล้วเดี๋ยวนี้ก็เปึนมหาวิทยาลัยในกํากับมีความคล่องตัว สามารถที่จะรับงานโดยกระทรวงให้งบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แล้วเขาสามารถ ที่จะไปหาทุนมาเสริมได้ สามารถที่จะพัฒนาเปึนองค์ความรู้มีนวัตกรรมเกิดขึ้น และไม่ใช่ สนองตอบต่อระบบราชการ แต่สามารถสนองตอบทั้งระบบอุตสาหกรรมคือผู้ประกอบการ ด้วย อันนี้ก็เปึนประเด็นที่ ๑ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียน
ประเด็นที่ ๒ อยากจะขอพูดในประเด็นเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยว บนฐานคิดเศรษฐกิจพอเพียง จะเห็นว่าในนโยบายรัฐบาลเกือบทุกยุคจะมองการท่องเที่ยว เปึนเครื่องมือทางเศรษฐกิจแต่ด้านเดียว ซึ่งตรงนี้ถ้าเราพัฒนามีหลายระยะที่เราใช้ การท่องเที่ยวเปึนเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งไม่ผิดหรอกครับ ถ้าการกระตุ้นนั้น เปึนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้ากระตุ้นกันทุกวันผมคิดว่าคงตายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อกระตุ้นอย่างนี้แล้วมันจะส่งผลกระทบทางด้านสังคมแล้วก็สิ่งแวดล้อมด้วย และในที่สุดนําไปสู่ความไม่ยั่งยืนในตัวทรัพยากรเองในตัววัฒนธรรมแล้วก็สิ่งแวดล้อมเอง ซึ่งตรงนี้ก็จะทําให้แหล่งท่องเที่ยวนั้นมันเสื่อมโทรมลง ขาดความสมดุล ในขณะเดียวกัน การลงทุนก็ยิ่งต้องสูงขึ้น ต้นทุนก็ต้องยิ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเปึนการทําการตลาด เราก็จะเข้าไปสู่ กับดักราคาต่ํา ซึ่งอันนี้เปึนปัญหามาก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราจําเปึนที่จะต้องมองให้ ครบถ้วน ไม่ว่าทางด้านมิติทางด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งมิติทาง เศรษฐกิจเอง รัฐเองก็มักจะมองการท่องเที่ยวในแง่ของการลงทุนทางด้านมหภาค ไม่ค่อย ได้มองในภาคจุลภาค มองว่าถ้าทําเศรษฐกิจในระดับมหภาคแล้วมันจะไหลติ๊ก ๆ ลงจนไปถึง ข้างล่าง แต่เอาเข้าจริง ๆ ไม่ถึงครับจะเห็นว่าการกระจุกตัวของรายได้ทางการท่องเที่ยว ไม่เกิน ๑๒ จังหวัด ที่มีนักท่องเที่ยวเกินล้านคนนะครับ ขณะที่เรามี ๗๖ จังหวัด ลักษณะ ต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าถ้าเราหาทางเลือกการที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวในเชิงลู่บน ในการแข่งขันในเชิงกระแสหลักก็ไม่ได้ห้ามกัน แต่ขณะเดียวกันควรที่จะมองการท่องเที่ยวในลู่ล่าง ในการที่จะใช้การท่องเที่ยวเปึนเครื่องมือ ในการที่จะไปพัฒนาเศรษฐกิจ ไปเสริมรายได้โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมให้เปึน ซัพพลิเมนทารี อินคัม (Supplementary Income) หรือไปเสริมให้มีรายได้ และให้เขาอยู่ได้ อย่างพอเพียง ซึ่งตรงนี้ก็ไปเข้ากับกระแสของการท่องเที่ยวโลกซึ่งเขาใช้คําว่า เอาการท่องเที่ยว เปึนเครื่องมือไปแก้ไขปัญหาความยากจนของคนในชาติหรือในโลกนี้นะครับ ผมคิดว่า อันนี้เปึนสิ่งที่จําเปึน เพราะฉะนั้นผมมีข้อเสนอแนะประมาณสัก ๓ ด้านก็แล้วกันนะครับ
อันที่ ๑ ในแง่ของนโยบายและแนวคิด ในส่วนนี้ผมคิดว่าควรที่จะต้องมี การท่องเที่ยวทางเลือกให้มากขึ้นโดยใช้ชุมชนเปึนฐาน แล้วก็ใช้ฐานของชุมชนที่มีอยู่ โดยเฉพาะในภาคเกษตรใช้วิถีชีวิตของเขา ทรัพยากรของเขาแล้วให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ให้เปึน รายได้ไปเสริมภาคเกษตรไม่ใช่เข้าไปทดแทน ลักษณะอย่างนี้เราก็จะสามารถกระจายรายได้ ได้กว้างขึ้น แล้วก็สามารถที่จะเกิดแหล่งท่องเที่ยวได้มากขึ้น ผมขอยกตัวอย่างนิดเดียว อย่างจังหวัดเชียงใหม่ที่ท่านผู้มีเกียรติได้พูดถึงไนท์ ซาฟารี ไนท์ ซาฟารีกลายเปึนการลงทุน ขนาดใหญ่ แล้วกลายเปึนที่เรียกว่าเปึนแหล่งที่เราจะต้องหางบประมาณไปใส่ ไม่ใช่แหล่งที่หากําไร เพราะว่าเราไปทําสิ่งที่ผิดที่ ผิดกิจกรรมในที่ที่ผิดมันก็จะต้องมีต้นทุน ที่สูงขึ้นนะครับ แต่ถ้าเรามองกลับกัน เอาเงิน ๑,๒๐๐ ล้านบาทนั้นไปต่อยอดให้ชุมชน ซึ่งเขามีวิถีชีวิต มีทรัพยากรอยู่แล้ว ไปเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มโครงสร้าง พื้นฐาน เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสม เราก็จะเกิดกระบวนการขึ้นมากมายโดยไม่ต้อง ไปลงทุน แล้วทุกอย่างก็น่าจะทําให้ชุมชนและท้องถิ่นนี้ดีขึ้นนะครับ อันนี้ก็คือต้องมี นโยบายตรงนี้ที่ชัดเจน แล้วใช้การท่องเที่ยวเปึนเครื่องมือไปแก้ไขปัญหาความยากจน อย่างที่ผมกราบเรียนมาแล้ว ถัดไปเราน่าจะใช้การท่องเที่ยวเปึนกระบวนการเรียนรู้ ของคนในชาติ ให้เราพี่น้องได้รู้จักวัฒนธรรมที่ต่างกัน ได้เกิดความรักความสามัคคี ความเข้าใจอันดีต่อกัน รัฐจะต้องกําหนดตัวชี้วัดตรงนี้ให้ชัดนะครับ ไม่ใช่เพียงแต่จีดีพี ถ้าเรามองดูว่าจะมีตัวอื่นมาชี้วัดได้ไหม เช่น ลดการเคลื่อนย้ายประชากรในพื้นถิ่นได้มาก แค่ไหนถ้ามีการท่องเที่ยวเข้าไปมีคนกลับเข้ามาพื้นถิ่นไหมนะครับ คุณภาพของชุมชนดี ขึ้นไหม มีการจัดตั้งหน่วยงานเข้ามาดูแลทางด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งผมเห็นว่าเราลงทุน ส่วนอื่นได้ แต่หน่วยงานที่จะมาดูการท่องเที่ยวชุมชนซึ่งตอนนี้เกิดขึ้นเปึนหลาย ๆ แห่งเลย แต่เขาขาดศักยภาพในการที่จะต่อยอด เขาสามารถจะจัดการต่อทรัพยากรต่อสิ่งที่เขามีอยู่ แต่ขาดการที่เชื่อมโยงเปึนเครือข่ายก็ดี หรือจะต่อยอดในเชิงการตลาดก็ดี ซึ่งผมหวังว่า ในแง่ของนโยบายนั้นถ้ารัฐทําทางนี้อีกทางหนึ่งก็น่าจะเปึนทางเลือกที่จะทําให้ชุมชนได้ เข้มแข็งขึ้นแล้วก็สนองนโยบายรัฐบาล ในส่วนด้านการพัฒนานั้นผมคิดว่าน่าจะให้มี การกําหนดการพัฒนามาตรฐานการประกันคุณภาพ การพัฒนาขีดความสามารถของชุมชน ให้มีการวิจัยโดยชุมชนให้มากขึ้น แล้วมีการทําบัญชีติดตามสถานภาพแหล่งท่องเที่ยว ของชุมชน ในส่วนเรื่องทางด้านการตลาดนั้นอยากให้เน้นในเชิงคุณภาพแล้วก็ต่อยอด การตลาดให้ชุมชน มีการทําการตลาดที่เรียกว่าเปึนการตลาดที่มีส่วนร่วมพาร์ติซิเพทอรี มาร์เก็ตติง (Participatory marketing) ผมขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งก็เปึนสิ่งที่ไม่ใช่ เพียงแต่ว่าเปึนผู้ซื้อกับผู้ขายเท่านั้น แต่เปึนการที่กระทําร่วมกันนะครับ เพราะว่าเรื่อง ของการท่องเที่ยวนี่เราไปใช้กระบวนการผู้ซื้อกับผู้ขายไม่ได้ เพราะผู้ซื้อจะเปึนพระเจ้า แต่การท่องเที่ยวไม่ใช่ต้องใช้กระบวนการของเจ้าของบ้านและผู้มาเยือน และในสถานะ ที่เท่าเทียมกันถ้าเปึนอย่างนั้นผมคิดว่าชุมชนก็ไม่ล่มสลายนะครับ
ผมคงมีเวลาอีกนิดหนึ่งผมอยากไปหัวข้อที่ ๓ นิดหนึ่งครับ คือเรื่องของ โลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผมไม่ทราบจะใช้ภาษาไทยว่าอย่างไร ถ้าจะใช้ คําว่า การบริหารจัดการโซ่อุปทาน เดี๋ยวก็จะงงกันไปใหญ่ เอาเปึนว่าโลจิสติกส์ทางด้าน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็แล้วกัน ในที่นี้มันไม่ได้หมายถึงเฉพาะทางด้านการขนส่ง แต่อย่างเดียว แต่หมายรวมไปถึงไม่ว่าจะเปึนเรื่องของเครือข่ายข้อมูล แล้วเดี๋ยวนี้เริ่มที่จะว่ามีเรื่องที่ว่า กรีน โลจิสติกส์ (Green logistics) ขึ้นมาแล้ว เพราะว่าในกระบวนการซัพพลาย (Supply) ทั้งหมด ในกระแสของโลก ไม่ว่าเรื่องของโลกร้อนก็ดี บวกไปกับกระแสทางการเมือง การต่อต้าน ทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือเอ็นจีบี (NGB) นั้น ได้ใช้กระบวนการนี้ที่จะไม่เลือกใช้สินค้า ของเรา เพราะว่าเราไม่มีมาตรฐานในการจัดการ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เปึนเรื่องที่สําคัญมาก ที่ทางกระทรวงจะต้องไปปรับมาตรฐานการจัดการของการท่องเที่ยว
ทีนี้ผมย้อนมาในเรื่องของการคมนาคมขนส่ง ถ้าเราพูดถึงโลจิสติกส์ คือไม่ได้มองถึงโดด ๆ คือต้องมองอย่างเปึนห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงกัน บางอย่างเราดี บางอย่าง เราไม่ดีเท่าไร ยกตัวอย่างเช่น มีสักกี่ประเทศบ้างครับที่ในแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญ ไม่มีรถแท็กซี่ ไม่มีรถประจําทาง การจัดการนักท่องเที่ยวที่ไปเองไม่สามารถที่จะเข้าถึง แหล่งท่องเที่ยวได้โดยระบบการบริการสาธารณะ ผมยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้ภูเก็ต มีหรือยังแท็กซี่ เชียงใหม่เริ่มมีแล้ว เปึนเรื่องที่น่าแปลกมาก พัทยาไม่มีแน่นอนนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเห็นว่ากระบวนการห่วงโซ่นี้มันไม่ครบอันนี้ก็ฝากไว้ รวมทั้งในกรุงเทพฯ มีเรื่องที่ จะอภิปรายได้อีกมากมายนะครับ ผมคิดว่าจะทําเปึนเอกสารซึ่งได้เตรียมไว้แล้วเพื่อที่จะ เสนอต่อไป แต่ผมอยากจะแตะเรื่องการบินนิดเดียวครับ การบินอะไรเราดีหมดนะครับ แต่เราไม่ใช้โอกาสเท่าที่เปึนอยู่ ผมอยากให้ดูอย่างสิงคโปร์นิดหนึ่ง สิงคโปร์มันมีสนามบิน เขาจะเปึนทั้งนานาชาติในระดับระยะไกล ระยะกลาง ทั้งท้องถิ่นและในประเทศ อยู่ที่เดียวกัน เพราะเขาเปึนเกาะแค่นั้น เราก็พยายามจะไปแข่งเขาเราก็ใช้สุวรรณภูมิซึ่งทํา หน้าที่ทั้งในประเทศ ในภูมิภาคแล้วก็ระยะใกล้ ระยะไกล ทั้ง ๆ ที่เราน่าจะมีโอกาส กระจายไปได้ ผมยกตัวอย่างถ้าเราจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปโกตาบารูของมาเลเซีย เราจะต้องบินไปสิงคโปร์แล้วต่อเครื่องบิน ทําไมเราไม่บินไปแค่หาดใหญ่แล้วใช้หาดใหญ่ เปึนศูนย์กลาง เปึนฮับในระดับภูมิภาคโดยให้มีสายการบินใช้เปึนฐาน ผมเชื่อว่าสายการบินไทย มีเยอะ ถ้าท่านอยู่ในสหรัฐ ถ้าท่านใช้สายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ ใช้เมืองแอตแลนต้า เปึนฐานแล้วก็จะกระจายกันออกไป ลักษณะอย่างนี้ผมคิดว่าเปึนเรื่องของโลจิสติกส์ที่ น่าจะไปทบทวนก็คงจะไม่มีเวลาที่จะกล่าวไปได้มากกว่านั้นนะครับ อีกอย่างหนึ่งโลจิสติกส์ ทางด้านการบินอีกเหมือนกัน ตอนนี้เรายังต้องบินมากรุงเทพฯ ตลอดเวลา จากเชียงใหม่ จะไปอุดรธานีอะไรต่าง ๆ ก็ต้องบินกลับมากรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ใช้สนามบินใน ภูมิภาคที่จะเปึนศูนย์กลางการบิน ไม่ว่าจะสินค้าหรือทางด้านการขนส่งคนเท่าที่ควร ก็ขอบคุณครับ หวังว่าทางรัฐบาลจะได้นําไปพิจารณาให้เกิดประโยชน์ต่อไป ขอบคุณมากครับ