รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

วรเดช อมรวรพิพัฒน์ หารือเรื่องการอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการเพิ่มงบประมาณในการสนับสนุนศาสนา และการสร้างความเข้าใจและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา

นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขอตกลงกับ ท่านประธานเรื่องเวลาล่วงหน้านิดหนึ่งครับ เพราะว่ากระผมในฐานะเปึนรองประธาน คณะกรรมาธิการการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม คนที่หนึ่ง ได้รับมอบหมาย จากคณะกรรมาธิการให้พูดหลายเรื่องนะครับ เวลาของ สนช. เหลือ ๑๖.๕๓ นาทีนะครับ แต่คงจะไม่ใช้เวลาเกินไปเปึน ๑๐ นาที อาจจะเกินไปบ้างนะครับ ประเด็นสําคัญ ในนโยบายของรัฐบาลซึ่งท่านได้แถลงเกี่ยวกับศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมในข้อ ๒.๔ ก็จะมีเรียงไปหลายข้อ ถึง ๒.๔.๔ นะครับ ในเรื่องศาสนามีความสมบูรณ์มากพอสมควร ที่ท่านบอกใน ๒.๔.๑ ว่า อุปถัมภ์คุ้มครองและทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ เพื่อให้มีบทบาทสําคัญในการปลูกฝังให้ประชาชนเข้าใจและนําหลักธรรมของศาสนามาใช้ ในการเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ประเด็นที่อยากจะตั้งข้อสังเกตว่ายังขาดไป ก็คือในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๙ ได้บอกว่าทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดี และความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา อันนี้มันจะเกี่ยวกับของเรื่องการศึกษาด้วย กระผมจะไว้พูดเปึนประเด็นต่อไป จะพูดเรื่องอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนา อื่น ๆ ก่อนนะครับ ในขณะนี้การอุปถัมภ์คุ้มครองทํานุบํารุงศาสนาของรัฐบาลไม่ใช่เฉพาะ รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลที่เพิ่งผ่านมา แต่เปึนมาแล้ว ๓๐–๔๐ ป้ ที่ว่าได้อุปถัมภ์คุ้มครองน้อยมาก ถ้าเราดูจากงบประมาณจะเห็นชัดนะครับ ในระยะ ๔๐ ป้ที่ผ่านมา ๔๐ กว่าป้ตั้งแต่เริ่ม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อป้ ๒๕๐๑ ก็จะเห็นได้ว่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง ร้อยละ ๐.๑๗ ถึง ๐.๑๙ อย่างมากที่สุดก็ร้อยละ ๐.๒๐ คือ ๑๐๐ บาทของงบประมาณ เอามาทํานุบํารุงศาสนาแค่ ๑๗ สตางค์ ๑๘ สตางค์ ๑๙ สตางค์เท่านั้นนะครับ ขณะนี้ ๔ หน่วยงานก็คือ กรมการศาสนาซึ่งดูแลทุกศาสนา สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ทั้ง ๔ หน่วยนี้รวมกันได้งบประมาณประมาณร้อยละ ๒๐ ของป้งบประมาณปัจจุบัน ป้๒๕๕๑ นะครับ ซึ่งอันนี้ก็เปึนเรื่องที่หนักหนาสาหัสที่ว่าการทํางานของหน่วยงานศาสนา ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สมาคม มูลนิธิ ที่เรามาทําจะเหนื่อยยากมาก เพราะว่า นอกจากจะต้องหาวิธีการที่จะเผยแผ่ศาสนาให้เปึนที่ประทับใจของคนรุ่นใหม่แล้ว เราจะต้องหาเงินช่วยตัวเองตลอดเวลา อย่างมหาวิทยาลัยเทียบกัน มหาวิทยาลัยสงฆ์ ท่านสร้างลําบากยากเย็น งบประมาณได้มาแค่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็จะต้องเรี่ยไรหาเงินกันเองนะครับ ตัวอย่างที่เห็นชัดอย่างพระเดชพระคุณ หลวงพ่อปัญญาท่านจะต้องเรี่ยไรเงินจนกระทั่งถึงท่านมรณภาพเมื่ออายุตั้ง ๙๖ พรรษา ก็ยังสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยยังไม่เสร็จ แต่มหาวิทยาลัยอื่นของรัฐ หรือในกํากับของรัฐได้งบก่อสร้างร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยกําลังสร้างเปึนเมน แคมพัส (Main campus) เปึนที่ทําการใหญ่อันใหม่เพราะว่าที่วัดบวรและวัดมหาธาตุแคบทั้งคู่ก็ขาด งบอีกมากมาย ทีนี้ถ้าเผื่อรัฐบาลจะได้ช่วยกรุณาถวายความสะดวกอันนี้คือ จ่ายงบฉุกเฉิน งบอะไรก็ตามให้ท่านเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านจะได้มีกําลังมาทําเรื่อง การเผยแผ่ การสร้างคุณธรรม จริยธรรมให้แท้จริง และอันนี้อีกอันหนึ่งที่กําลังเปึนที่สับสนในสังคม มากแล้วก็เปึนมานาน เราตกหลุมพรางคุณธรรม จริยธรรมมา ๒๐ ป้ ๓๐ ป้แล้วนะครับ เปึนความสับสนในกระบวนทัศน์ของการส่งเสริมศาสนา จริง ๆ เราพูดเรื่องศาสนาและ ศีลธรรมคู่กันมาตลอดอย่างนี้แต่โบราณ ท่านไปดูในรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็ยังมี คําว่า ศีลธรรมอันดีของประชาชน มีเปึนสิบคําเลยครับ การกระทําใด ๆ ก็ตามทําได้ มีเสรีภาพ ทําได้ แต่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ได้ แต่ประมาณ ๒๐ ป้ ๓๐ ป้ มานี่เราก็ไปตามฝรั่งก็เอากระบวนทัศน์ เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งปฏิเสธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอามาจากอเมริกา ๒ ระบบนี้ต่างกัน โดยสิ้นเชิงครับ ระบบคุณธรรม ระบบศีลธรรมก็คือคุณธรรม จริยธรรมที่เกิดจากศาสนา ที่ฝรั่งเรียกว่า โมแรลลิตี้ (Morality) ซึ่งโมแรลลิทีมีทุกศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข์ ท่านก็มีโมแรลลิทีของท่านทั้งนั้น คือไม่ต้องไปเถียงว่าคุณธรรม จริยธรรมของ ท่านเกิดจากอะไร ก็คือเกิดจากต้นตอศาสนา ระบบคุณธรรม จริยธรรม หรือเราเรียกง่าย ๆ ว่า ศาสนาและศีลธรรมต่างกับคุณธรรมและจริยธรรมทางโลก ซึ่งไม่อิงอาศัยศาสนา นอน รีลิจเจิน เอธธิค (Non religion ethic) ของศาสนาและศีลธรรมเปึนระบบคุณธรรม จริยธรรมที่เปึนองค์รวม รวมกันทั้งหมดครบถ้วนบูรณาการ แต่แบบศีลธรรม จริยธรรมเปึนแบบแยกส่วน อันนี้จะ ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ อย่างเช่น ชาวพุทธเรามีโลกทัศน์บูรณาการว่าทุกคนย่อมเปึนไป ตามกรรมต้องรับผิดชอบกรรมของตัวเอง ทําดีต้องได้ดี ทําชั่วต้องได้ชั่ว เพราะฉะนั้นเราก็เชื่อ ทั้งต่อหน้าลับหลัง เรามีหิริโอตตัปปะ ละอายและเกรงกลัวต่อบาป ประทานโทษต้องเอ่ย ชื่อท่าน ท่านองคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร เพิ่งปาฐกถาสมัชชาคุณธรรม เมื่อต้นเดือน ที่ผ่านมานี่นะครับ ท่านบอกว่าจากประสบการณ์ที่ท่านเปึนนักกฎหมายทําอะไรต่าง ๆ มามากมาย ท่านไม่เชื่อว่ากฎหมายหรือบ้านเมืองจะช่วยสร้างศีลธรรมได้ ท่านเชื่อว่า ในแง่ของชาวพุทธ ชาวพุทธจะต้องมีหิริโอตตัปปะเชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อการที่จะต้อง รับใช้ผลของกรรมชาติหน้า ชาตินี้ ตราบใดที่ยังมีกิเลสอย่างนี้ถึงจะทําได้มั่นคง ส่วนศาสนา ที่ท่านมีพระเจ้าอย่างสายของศาสนายิว คริสต์ อิสลาม ท่านก็เชื่อว่าพระเจ้าสร้างท่านมา ท่านจะต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า ไม่ว่าทําอะไรต่อหน้า ลับหลังพระเจ้าทรงรับทราบ และเมื่อตายไปแล้วนอนรอวันพิพากษาโลก ซึ่งพระเจ้าจะทรงเรียกขึ้นมาพิพากษาตามที่ว่า เชื่อพระองค์หรือไม่เชื่อพระองค์ ไม่มีทางหลีกเลี่ยง เพราะฉะนั้นจะเปึนองค์รวม แต่คุณธรรม จริยธรรมแบบแยกส่วนที่เรารับฝรั่งมา เอาตัวอย่างง่าย ๆ ครับ เมื่อกลางป้ ที่ผ่านมานี้เอง กระทรวงศึกษาธิการอุตส่าห์สัมมนาไม่รู้กี่สิบแห่ง ได้คุณธรรมมา ๘ ข้อ ผมก็อ่านครั้งเดียว แล้วผมก็ไม่คิดจะจํา แล้วไม่รู้จะจําไปทําไม แต่ละข้อก็อีลุ่ยฉุยแฉก นายกรัฐมนตรีทุกท่าน วันเด็กก็ให้คําขวัญวันเด็ก แล้วเด็ก ๆ ก็จําเอาไว้ท่องแลกรางวัล วันนั้น เลยวันนั้นก็ไม่มีใครจํา แต่อย่างในหลวงพระราชทานอย่างคุณธรรม ๔ ประการ ตามพระบรมราโชวาท เมื่อกรุงเทพมหานครครบ ๒๐๐ ป้ พ.ศ. ๒๕๒๕ นี่ชัดเจน เราจําได้ ถึงเดี๋ยวนี้ ฆราวาสธรรม สัจจะ ทะมะ ขันติ จาคะ หรือว่าคุณธรรมเมื่อพระราชทาน ครองราชย์ ๖๐ ป้ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ เราก็จําได้ เพราะท่านทรงสรุปจากสาราณียธรรม ๖ ข้อ ให้เหลือ ๔ ข้อ คิด พูด ทํา ด้วยเมตตา ก็มาจากกายกรรม เมตตากายกรรม เมตตา วจีกรรม เมตตามโนกรรม พระพุทธเจ้าทรงเอาการกระทําทางกายขึ้นก่อนเพราะเห็นชัด แต่ในหลวงท่านทรงนําความคิดจากข้างในออกก็เหมือนกันประยุกต์ได้ อันที่ ๒ ของพระองค์ ก็คือว่า ให้รู้จักอะไรได้มาก็แบ่งปันกัน ก็คือสาธารณโภคี แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ข้อที่ ๓ ของพระองค์ก็คือว่าการเคารพกฎเสมอกัน เคารพกฎระเบียบ ก็คือศีลและสามานยตา ยอมรับกฎของสังคม ข้อที่ ๔ ทําความเห็นให้เสมอกัน มีความสมานฉันท์ลงกันด้วย ความเห็นอย่าตีกันก็คือ ทิฐิสามานยตา นี่เราจําได้เพราะเปึนองค์รวมเปึนระบบ เพราะฉะนั้น ศาสนาและศีลธรรมก็จะยั่งยืน แต่คุณธรรม จริยธรรมทางโลกไม่ยั่งยืน แล้วก็อย่างที่ว่า ก็ส่งผลอีกข้อหนึ่งที่ต่างกันชัดเจนคือ ศีลธรรมและศาสนาเราจะเต็มใจทําทั้งต่อหน้าลับหลัง เต็มใจทํา แต่คุณธรรม จริยธรรม