วรเดช จี้รัฐ-สภานิติฯ เร่งออกกฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนา เน้นศาสนิกชน 99.5%

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

วรเดช อมรวรพิพัฒน เสนอว่ารัฐบาลและสภานิติบัญญัติต้องเร่งออกกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้ชัดเจน โดยเน้นการส่งเสริมศาสนิกชน 99.5% ให้เป็นศาสนิกชนที่ดีแทนการมุ่งเน้นเฉพาะพระสงฆ์ เพื่อแก้ปัญหาความสับสนในทัศนคติและการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ศาสนาขาดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ครับ กําลังจะ สรุปตรงนี้ครับ แต่ถ้าเปึนคุณธรรม จริยธรรมนี่เราจะจําใจทํา ตราบใดที่จับได้ ไล่ทัน เราก็ เปึนผ้าพับไว้ ลับหลังนี่เราก็ยับยู่ยี่ เพราะฉะนั้นจะต้องเลือกความสับสนในกระบวนทัศน์ ผมว่าถ้าอุปมาให้ง่ายที่สุดก็คือว่าเราตกหลุมพรางคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งกําลังเปึน ลูกทรพีที่ฆ่าพ่อแม่กําเนิด ก็คือกําลังฆ่าศาสนาและศีลธรรม กระแสขณะนี้ในทุกวงการ ในเมืองไทยนี่คล้าย ๆ ว่ากลัวศาสนาไม่กล้าพูดศาสนา คิดว่าเปึนเปึนปัจจัยลบ ซึ่งไม่ใช่เลย ของประเทศไทยนี่สถาบันหลักทั้ง ๓ ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์เปึนปัจจัยบวก เปึนทุนทางสังคมที่สําคัญอย่างยิ่ง เราจะต้องเชิดชูและจะต้องนํามาใช้ ไม่ใช่ว่าไม่กล้าพูด ศาสนา ซึ่งผู้นําประเทศแทบทุกวงการจํานวนมากนี่ไม่กล้าพูด แล้วหลบ ๆ เลี่ยง ๆ พูดแต่ คุณธรรม จริยธรรม เพราะฉะนั้นการส่งเสริมไม่มีทางสําเร็จก็นํามาสู่ที่ว่าการที่รัฐบาลจะมี นโยบายอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นจะต้องทําให้เปึนรูปธรรม ทีนี้จะเปึนรูปธรรมอย่างไร ก็จะต้องมีกฎหมาย เพราะไม่อย่างนั้นมาตรการต่าง ๆ นี่มันจะ เหมือนกับยักษ์ไม่มีกระบอง ไม่มีใครกลัวหรอกครับ อย่างทุกวันนี้ตัวอย่างง่ายที่สุด พระพุทธศาสนานี่มีปัญหายืดเยื้อมา ๓๐–๔๐ ป้ ๔๐-๕๐ ป้ ไม่มีกฎหมาย ไม่มีรัฐบาลใด ไม่มีคณะสงฆ์ไหนแก้ได้ ก็ยืดเยื้อเรื้อรังเปึนที่โจษขาน เปึนข่าวหนังสือพิมพ์หน้า ๑ แทบ ทุกวัน ทั้งวงการพระ วงการฆราวาสนี่ครับ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าไม่มีการจัด ระเบียบ ไม่มีทํานุบํารุงส่งเสริม มีพระพุทธศาสนา มีพระราชบัญญัติหลักอยู่ฉบับเดียวคือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ว่าด้วยการบริหารและ การปกครองคณะสงฆ์ ๓ แสนรูป ซึ่ง ๓ แสนรูปนี่คิดจากชาวพุทธทั้งหมด ๖๐ ล้านคน ก็คือแค่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ ฆราวาสอย่างพวกเรา อุบาสก อุบาสิกา ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์นี่ไม่มี การจัดระเบียบ ไม่มีแผนทํานุบํารุง ไม่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นชาวพุทธนี่ เปึนศาสนิกชน ถ้าเปรียบเทียบไปแล้วด้อยคุณภาพที่สุด ในระหว่างศาสนิกชนทั้งหลาย ซึ่งประเด็นนี้ พระเดชพระคุณ เจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ เจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตโต หรือ ป.อ. ปยุตโต ซึ่งเปึนปราชญ์สําคัญของไทยในปัจจุบัน ท่านบอกว่าวิธีง่ายที่สุดที่ผู้ปกครอง ที่ฉลาดจะทําได้ก็คือว่า การส่งเสริมศาสนิกชนซึ่งชาวพุทธส่วนใหญ่ หรือศาสนิกชนศาสนาอื่น ท่านก็ส่งเสริมให้เปึนศาสนิกชนที่ดี เราก็จะได้คนดี ได้นักการเมืองที่ดี ได้พ่อแม่ที่ดี ได้ลูกที่ดี แก้ที่ต้นตอเลยครับ ฟุ๋นฟูความเปึนศาสนิกชนที่ดีในตัวแต่ละคนให้ขึ้นมาให้ได้ เราฟุ๋นฟู ศาสนาและศีลธรรมกลับมา อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ ถ้าศีลธรรมกลับมาโลกาจะสดใส เพราะฉะนั้นวิธีที่พระเดชพระคุณ เจ้าคุณ พรหมคุณาภรณ์บอก เจ้าคุณประยุทธ์ท่านบอกวิธีที่ง่ายที่สุดประหยัดที่สุด มีประสิทธิผล ที่สุดและรวดเร็วที่สุด รัฐบาลที่ฉลาด สภาที่ฉลาดก็คือส่งเสริมศาสนา ศาสนิกชนแต่ละคน ให้เปึนศาสนิกชนที่ดี สมมุติว่าถ้าท่านตั้งเปัาไว้ว่า ๕ ป้นี่ ท่านให้เงินอุดหนุนศาสนาขึ้นจาก ร้อยละ ๐.๒ ให้เปึน ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าถ้ามัวไปติดเพดานว่าป้ละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีทางไปถึงไหน ให้อํานวย ความสะดวกให้ท่านในเรื่องงบประมาณ ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน แล้วท่านจะได้ทํางาน เผยแพร่ได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาเปึนเรื่อง สําคัญอย่างยิ่ง คือเน้นไปที่ฆราวาส ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วการออกกฎหมายอุปถัมภ์ คุ้มครองพระพุทธศาสนาเราก็ทํากันมาต่อเนื่อง ร่างกันมาเปึนสิบป้แล้วนะครับ มีทั้ง พระเถระผู้ใหญ่ มีนักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิทางฆราวาส มีผู้แทนอุบาสก อุบาสิกา ทําประชาพิจารณ์มานับไม่ถ้วน ประทานโทษต้องเอ่ยนามท่าน อย่างเช่นสมัยท่าน ส.ส. ร้อยโท ดอกเตอร์กุเทพ ใสกระจ่าง ท่านเปึนประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ผมก็ ช่วยท่านทํา ไปทําประชาพิจารณ์กันทั่วประเทศ ปรับปรุงมาเรื่อย สมัย สนช. ของผมก็ ปรับปรุงอีก แต่ว่าขั้นตอนต่าง ๆ อย่างที่ว่าความสับสนในกระบวนทัศน์ทําให้ไม่กล้าที่จะ ส่งเสริมศาสนา ซึ่งการอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา ศาสนาแต่ละศาสนามีเอกลักษณ์ของตัวเอง ทั้งศาสนธรรม ศาสนบุคคล ศาสนพิธี ศาสนวัตถุ เพราะฉะนั้นแต่ละศาสนาจะต้องออกกฎหมาย คนละแบบ ปนรวมกันไม่ได้ เพราะถ้าปนรวมกันแทนที่จะเปึนอุปถัมภ์คุ้มครองจะทําให้ สับสนและทําลาย ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ขณะนี้ศาสนาอิสลามท่านก็มีกฎหมายอุปถัมภ์ และคุ้มครองศาสนาท่าน อย่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจญ์ พุทธศักราช ๒๕๒๔ ใช่ไหมครับ แล้วก็มีพระราชบัญญัติบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเกิดจากการยุบรวมปรับปรุงกฎหมาย ๓ ฉบับเก่า ก็คือว่ากฎหมายว่าด้วยการอุปถัมภ์ และคุ้มครอง มีพระราชบัญญัติมัสยิด อิสลาม พุทธศักราช ๒๔๙๐ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การศาสนูปถัมภ์ฝ์ายอิสลาม พุทธศักราช ๒๔๘๘ แล้วก็พระราชกฤษฎีกาศาสนูปถัมภ์ ฝ์ายอิสลาม ฉบับที่ ๒ พุทธศักราช ๒๔๙๑ ๓ ฉบับ ยุบรวมมาเปึนพระราชบัญญัติบริหาร องค์กรศาสนาอิสลาม พุทธศักราช ๒๕๔๐ และขณะนี้ก็มีหลายฝ์ายของท่านมุสลิมกําลัง ปรับปรุงอยู่หลายร่างก็พยายามทําความเห็นส่วนของท่านให้ลงกัน แล้วที่กําลังร่างอยู่ อย่างเช่น พระราชบัญญัติกองทุนซะกาต พระราชบัญญัติอาหารฮาลาล เหล่านี้เปึนต้น ก็คือพระราชบัญญัติเฉพาะที่อุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาอิสลาม ส่วนของศาสนาคริสต์ ก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วยที่พระราชทาน พระบรมราชานุญาตแก่โรมันคาทอลิกมิสซัง ในกรุงสยาม พุทธศักราช ๒๔๕๗ ขณะนี้ท่านกําลังปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ บริหารองค์กรศาสนาคริสต์ พุทธศักราช .... ส่วนฝ์ายศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และซิกข์ ท่านมีศาสนิกชนน้อย ท่านดูแลกันได้ดีมีคุณภาพสูง ทางกรรมาธิการการศาสนาทั้งของ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ของ สนช. เราก็ได้ประสานไปที่ท่าน ท่านก็ยังไม่เห็นร่างมา ท่านอาจจะเห็นว่าไม่มีความจําเปึน เพราะฉะนั้นถ้ามีความจําเปึนเร่งด่วน อย่างชาวพุทธ ที่ว่านี่ ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์ ฆราวาส อุบาสก อุบาสิกา ไม่มีการจัดระเบียบ ไม่มีการทํานุบํารุง ร่างก็พร้อมอยู่แล้ว กระผมคิดว่ารัฐบาลนี้ก็คงจะได้พยายามผลักดัน แล้วก็จะเปึนผลงาน ชิ้นโบแดงที่ท่านจะได้ใจชาวพุทธทั่วประเทศ เพราะว่าชาวพุทธหรือประชาชนทั่วไป ก็เบื่อหน่ายกับข่าวคราววุ่นวายสับสนที่เกิดขึ้นพาดหัวแต่ละวันไม่หมดสิ้นเกี่ยวกับศาสนา ถ้าจัดระเบียบทํานุบํารุงให้เต็มที่ก็จะดีขึ้น

ประเด็นที่ ๒ ที่กระผมบอกว่านโยบายของท่านให้ข้อสังเกตว่าอาจจะตกไป ส่วนที่ว่า ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของ ทุกศาสนา อันนี้ก็เปึนหัวใจสําคัญอย่างยิ่ง แต่ทีนี้เราจะเข้าใจและก็สมานฉันท์กันได้ อย่างไรครับ ก็ต้องเกิดจากความรู้ ทีนี้ความรู้ก็โยงมาสู่นโยบายการศึกษาด้วย ขณะนี้ นโยบายการศึกษาพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ มีความบกพร่องอย่างยิ่ง เพราะไปซ่อน ศาสนาเปึน ๑ ใน ๘ แท่ง อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ศาสนา วัฒนธรรมและสังคม เปึน ๑ใน ๕ สาระ จะมีภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจการปกครองระบอบประชาธิปไตย และศาสนา โดยข้อสอบ ตัวอย่างอย่างสอบเอนทรานซ์ (Entrance) ๑๐๐ ข้อ ออกศาสนา ๕ ข้อ พุทธ ๒ ข้อ อิสลาม ๑ ข้อ คริสต์ ๑ ข้อ พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์ ๒ ศาสนารวมกัน ๑ ข้อ ๕ ข้อ เด็กก็เลยบอกว่า ๕ ข้อ จาก ๑๐๐ ข้อ ดูหนังสือเปึนตั้ง ๆ ไม่รู้จะดูไปทําไม ก็เลิก เพราะฉะนั้น วิชาศาสนาไม่เคยสอนสําเร็จ ที่สําเร็จก็คือศาสนาอิสลามและคริสต์ พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์ ท่านสอนได้ดี มีคุณภาพสูง แต่ชาวพุทธไม่มีโรงเรียนไหนสอน ที่แนะนําว่าสัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง เพราะพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ ให้อํานาจสถานศึกษาทํา หลักสูตรสถานศึกษาได้ เมื่อทําหลักสูตร สถานศึกษาก็ไม่มีอย่างโรงเรียน ๕ อันดับ ๑๐ อันดับแรกทอป ไฟว์ (Top five) ทอป เท็น (Top ten) ผมก็ไปฟังมาผมก็ศิษย์เก่าพวกนี้แหละครับ เขาก็สั่งเลยครูบอกว่า ให้ยัดเยียดสาระศาสนาถ้าเผื่อจะสอนในเทอมแรกของ ม. ๔ ให้มันหมด ให้มันรู้เรื่อง ไม่รู้เรื่อง จําได้ ไม่ได้ ไม่รู้ช่างมัน อีก ๕ เทอมที่เหลือทุ่มวิชาเอนทรานซ์ทั้งหมดนี่ก็เปึน สภาพอเนจอนาถที่ว่าเราขาด เราเรียกร้องกันมาก ผู้ปกครองต้องการมากว่าให้ฟุ๋นฟู วิชาศีลธรรมนี่แหละครับวิชาศีลธรรมขณะนี้ได้พัฒนาไปอย่างมากเปึนวิชาพระพุทธศาสนา ซึ่งสนุกน่าสนใจ เราไม่ได้เน้นเรื่องความจําสอนให้เข้าใจเรามีสื่อทําให้พร้อมทุกอย่าง อบรมครูแล้วคู่มือสอนก็มี อะไรก็มีแต่ไม่มีเวลาสอนก็เหมือนวิญญาณพเนจรหรือเหมือน ประทานโทษที่ของแพง ๆ เราบอกก๋วยเตี๋ยววิญญาณไก่ มันก็กลิ่นไก่ มีน้ํามันไก่ลอย แต่หาชิ้นไก่ไม่ได้ ก็เหมือนกันพระพุทธศาสนา วิชาพระพุทธศาสนา ขณะนี้ก็เปึนโอปปาติกะ ไม่มีร่างนะครับ มีชื่ออยู่ เขาบอกว่าผ่านอย่างไร เอาผ่านอบรมหน้าเสาธง ครู ผู้ปกครอง ก็บอกอบรมหน้าเสาธงแล้ว วันละ ๒ นาที เพราะฉะนั้นทุกคนผ่านวิชาพระพุทธศาสนาหมด อันนี่เปึนเรื่องที่ว่าอยากจะเสนอว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดว่าใน ๑ ป้นี่ต้องปรับปรุง พระราชบัญญัติการศึกษา ถ้าเราอยากเห็นเยาวชนเราไม่ตกเปึนเหยื่อ ไม่เปึนเครื่องมือ ถูกทําลายระเบียบวินัยอย่างสิ้นเชิงในขณะนี้หลงใหลมัวเมาในอินเทอร์เน็ตในบริโภคนิยม วัตถุนิยม อย่างวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาเราก็เห็น ความเละเทะซึ่งน่าสลดใจมากที่ลูกหลาน เราตกเปึนเหยื่อของสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็ส่งเสริมตั้งแท่งศาสนาอีกแท่งหนึ่งให้เปึน ๙ แท่ง มันมีอีกแท่งหนึ่งคือกลุ่มพัฒนาตนเอง ให้เปึนวิชากลุ่มสาระของตัวเองเปึนเอกเทศ ซึ่งจะสามารถทําให้มีความสนใจอย่างจริงจัง กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ เมื่อกี้ กระผมตกลงกับท่านประธานมีชัยแล้วว่าของ สนช. ของผมเหลือเวลาประมาณ ๑๖.๕๓ นาที ซึ่งท่านได้รับมอบจากท่านประธานปรีชามา ผมเปึนรองประธาน คนที่หนึ่ง คงจะใช้เวลาเกินไป แต่คงไม่ถึง ๑๖ นาที ใช้ไม่หมดนะครับ เพราะว่ากระผมได้รับมอบให้อภิปรายประเด็น เรื่องศาสนาในสาระเยอะ เพราะฉะนั้นอันที่ ๒ ประเด็นที่ ๒ ประเด็นแรกพระราชบัญญัติ อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา อื่น ๆ ก็จําเปึนจะต้องออกเพื่อทําศาสนาให้เข้มแข็ง เพื่อที่ศาสนาและศีลธรรมจะได้กลับมานะครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่าง ศาสนิกชนของทุกศาสนานี่ สนช. ก็ได้ร่างพระราชบัญญัติสถานศึกษาไว้แล้ว ซึ่งปรึกษา ผู้นําศาสนาทุกศาสนาเห็นด้วยกันหมดนะครับ ทั้ง ๕ ศาสนานี่ครับ ก็บอกว่าให้เรียน ศาสนาของตัวเองสัปดาห์ละอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง ของตัวเองนี่ต้องเรียนทั้งปริยัติ ปฏิบัติ แล้วก็การวัดผล ๘๐ ชั่วโมงต่อป้ใช่ไหมครับ สัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง เรียน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเรียนศาสนาคนอื่น ๆ ๕ ศาสนาที่ทางราชการรับรองและศาสนาของคนอื่น ๆ ของ ทุกคนในไทย สถาบันศาสนาส่วนรวมของชาวเขา ของอะไรเรียนอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของคนอื่นร้อยละ ๒๐ นี่เรียนเพื่อรู้ ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ต้องวัดผล เพราะเราจะเคารพกัน อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์นี่จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อ การปฏิบัติของเพื่อนศาสนิกชนต่างศาสนาถึงจะอยู่ร่วมกันด้วยดี อันนี้เราก็จะได้ทั้งเรื่อง การศึกษาในนโยบายการศึกษาของท่านคณะรัฐบาลที่แถลงก็จะเห็นได้ใน ๒.๑.๑ นี่ ประเด็นสําคัญอันหนึ่งที่น่าจะเพิ่มก็คือการที่จะให้มีศีลธรรมนําความรู้นี่ครับ ก็รู้สึกว่าจะ ไม่ได้พูด ไปพูดแต่เพียงในข้อ ๒.๒.๒ ว่าคุณธรรมของครู ทีนี้อย่างที่กระผมเสนอว่าให้นํา คําศาสนาและศีลธรรมกลับมาจะได้ไม่ต้องสับสนในกระบวนทัศน์ว่าจะเอาคุณธรรม จริยธรรมที่ไม่อิงศาสนาหรือเอาคุณธรรม จริยธรรมที่อิงศาสนา เพราะทุกศาสนาก็มีระบบ ศีลธรรมของตัวเอง ซึ่งเปึนคุณธรรม จริยธรรมที่เปึนองค์รวมยั่งยืน แล้วก็เต็มใจทําอย่างที่ พูดรายละเอียดไปแล้วนะครับ

ทีนี้มาประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมความเปึนไทยนี่นะครับ ในนโยบายของท่านในข้อ ๒.๔.๒ นี่ก็เห็นบอกว่า ฟุ๋นฟูสืบสานคุณค่าความหลากหลาย วัฒนธรรมไทยคือไปเน้นความหลากหลายวัฒนธรรมท้องถิ่น อันนี้ก็เปึนสิ่งที่ดีนะครับ แต่ก็เปึนการที่สุดโต่งไปข้างหนึ่งถ้าเราจะบอกว่าเราเขวไปเมื่อ ๒๐ ป้ ๓๐ ป้ ๔๐ ป้ ที่ผ่านมาเราเน้นแต่ความเปึนไทยและวัฒนธรรมไทยศูนย์กลางแล้วก็ทอดทิ้งวัฒนธรรมถิ่น อันนี้ก็เปึนเรื่องจริง แต่ในขณะนี้ก็กําลังมีแนวโน้มว่าสุดโต่งไปข้างที่จะเอาแต่วัฒนธรรมถิ่นโดยทิ้งความ เปึนไทย ซึ่งอันนี้ก็เปึนสุดโต่งที่ไม่เหมาะทั้งคู่ ต้องให้สมดุล ต้องให้พอดี อย่างเช่นเรื่อง ความเปึนไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานอย่างที่กระผมอ้างแล้วเมื่อ ๒๐๐ ป้ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๕ นี่ พระราชทานว่า การรักษาอิสรภาพและความ เปึนไทยให้ดํารงมั่นคงยืนยาวไปถือว่าเปึนกรณียกิจอันสําคัญสูงสุด ซึ่งรัชกาลที่ ๖ ท่านได้ พระราชนิพนธ์บทสยามานุสติ สยามานุสติคืออะไร อนุสติ อนุ ในที่นั้นแปลว่า เนือง ๆ ไม่ใช่ น้อย นะครับ ให้ระลึกถึงสยามคือความเปึนไทยอยู่เนือง ๆ เพราะฉะนั้นการที่เรา มีระลึกในความเปึนไทยนี่ครับ ก็จะทําให้มีชาตินิยมอย่างสร้างสรรค์ การที่เราจะคลั่งชาตินี่ เปึนไปไม่ได้ เพราะคนไทยเปึนคนโอบอ้อมอารี เอื้อเฟุ๋อเผื่อแผ่ เข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะฉะนั้นการมีชาตินิยมอย่างสร้างสรรค์นี่จะเปึนการสร้างชาติที่สําคัญเปึนพื้นฐานของ การสร้างชาติที่สําคัญทุกชาติ ตัวอย่างที่เราดูรอบ ๆ เรา อย่างญี่ปุ์น จีน เกาหลี ไต้หวัน ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อเมริกา ล้วนแต่ชาตินิยมอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนั้น เดี๋ยวนี้เราทิ้งหมด ไปเห่อตามกระแสโลกาภิวัตน์เอาตามฝรั่ง ซึ่งไม่มีทางรอดนะครับ ถ้าเผื่อเราไม่ภูมิใจในความเปึนไทยนะครับ เพราะฉะนั้นการส่งเสริมวัฒนธรรมและ ความเปึนไทยนี่ กระผมอยากจะขออนุญาตว่าถ้าเผื่อปรับปรุงได้ ๒.๑๐ ก็เพิ่ม