อลงกรณ พลบุตร วิจารณ์นโยบายคมนาคมและโลจิสติกสของรัฐบาล โดยชี้ขาดความชัดเจนในยุทธศาสตรและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันของประเทศ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะกล่าวถึงนโยบายในเรื่องของการเร่งรัดลงทุนโครงการที่สําคัญ ของประเทศโดยเฉพาะด้านคมนาคมและนโยบายทางด้านขนส่งโลจิสติกส์ (Logistics) รวมถึงนโยบายพลังงาน ทั้งนี้ เพราะว่านโยบายดังกล่าวนั้นมีความสําคัญต่ออนาคต ของประเทศและเปึนนโยบายที่มีความสําคัญในการเพิ่มขีดความสามารถหรือลดขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถือได้ว่าเปึนนโยบายซึ่งจะใช้เงินกู้หรืองบประมาณกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท มากที่สุดกว่าทุกนโยบาย รัฐบาลได้ตั้งเปัาหมายที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แล้วต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากกลุ่มนโยบายดังกล่าว ผมได้อ่าน นโยบายในข้อ ๑.๑๔ และได้อ่านนโยบายในข้อ ๑.๑๕ รวมไปถึงนโยบายในข้อ ๓.๓ และ ๓.๔ ไม่ปรากฏว่าเปึนนโยบายที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการที่จะขับเคลื่อน ประเทศไทยไปสู่ความสามารถในการแข่งขัน เพราะไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีวิสัยทัศน์ รัฐบาลเขียนแต่เพียงว่าจะเร่งรัดการลงทุนที่สําคัญของประเทศ เช่น การพัฒนาระบบ รถไฟฟัาของขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ๙ สาย รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟชานเมืองและรถไฟก้างปลาเชื่อมโยงจังหวัดที่ยังไม่มีรถไฟ และการพัฒนาขีด ความสามารถของท่าอากาศยานสากล นี่ถ้าไม่เกรงใจคงใส่รถไฟเหาะมาด้วยครับ เขียนเหมือนท่องสูตรคูณหรือลอกการบ้าน ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ ยกตัวอย่างรัฐบาล มาเลเซียเมื่อกลางป้ที่แล้วได้ประกาศยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคเหนือซึ่งล้าหลังกว่า ภาคอื่น ๆ ของประเทศ ก็คือพื้นที่ที่ติดชายแดนของประเทศไทย ด้วยนโยบายที่เรียกว่า ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ ขออภัยต้องเอ่ยเปึนภาษาอังกฤษก็คือ นอร์ทเธิร์น คอร์ริดอร์ อีโคโนมิค รีเจิน (Northern Corridor Economic Region) แล้วก็ตั้งเปัาหมายในการที่จะ ให้ป้นังเปึนฮับ (Hub) ของโลจิสติกส์ คือศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคและ ให้เปึนศูนย์กลางของป่โตรเลียม โดยจะมีการวางท่อเหมือนกับโครงการเซาท์เธิร์น ซีบอร์ด (Southern seaboard) ของเรา เพราะอยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา โครงสร้างพื้นฐานที่ดําเนินการต่อ ไม่ว่าจะเปึนรถไฟ ถนน สนามบินสากลและอื่น ๆ เปึนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ขนส่งและโลจิสติกส์ ทั้งนี้โดยมีวิสัยทัศน์ในการที่จะต้องแก้ไขปัญหาความล้าหลังยากจน ของภาคเหนือของมาเลเซียจะดําเนินการตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐ ถึงป้ ๒๕๖๓ ท่านประธาน คงจะเล็งเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายที่รัฐบาลเขียนซึ่งถือว่าเปึนนโยบายที่จะใช้เงิน ลงทุนและงบประมาณมากที่สุด ๔ ป้จากนี้ไป และเปึนความท้าทายต่อความล้มเหลว หรือความสําเร็จของประเทศไทย ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันซึ่งถดถอยมาในช่วง ๔–๕ ป้ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นความแตกต่างของนโยบายจะเห็นได้ชัดว่าอีก ๔ ป้ข้างหน้า ไทยกับมาเลเซียจะมีความสามารถมากน้อยกว่ากันแค่ไหน เวียดนามเปึนอีกตัวอย่างหนึ่ง ตอนกลางของเวียดนามเปึนพื้นที่ล้าหลังยากจน ป้ที่แล้วเวียดนามได้เริ่มต้นโครงการสําคัญ ในการที่จะสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ในภาคกลางด้วยการสร้างท่าเรือน้ําลึกที่วังฟอง แล้วก็สร้างโรงกลั่นน้ํามันโรงแรกของเวียดนาม ทั้งที่ความจริงแหล่งน้ํามันอยู่ทางตอนใต้ แต่เขาก็เอาโรงกลั่นน้ํามันโรงแรกเพื่อต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมป่โตรเคมี แล้วที่น่าสนใจ คือการสร้างขยายสนามบินจูลาย สนามบินจูลายนั้นเปึนสนามบินซึ่งได้ประกาศตัว ในการที่จะเปึนศูนย์การบินและการเชื่อมโยงของการขนส่งต่อเนื่อง มีท่าเรือมีโรงกลั่น มีอุตสาหกรรมป่โตรเคมี มีนิคมอุตสาหกรรมแล้วก็มีสนามบินดังกล่าว แต่ว่าสนามบิน ดังกล่าวนั้นน่าสนใจมาก เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่ามาท้าทายต่ออนาคตของสนามบิน ของเรารัฐบาลคงต้องมีความชัดเจน เพราะในนี้ก็ไม่มีความชัดเจน ไม่มีการจัดลําดับความสําคัญ ของนโยบายให้ชัดเจน อู่ตะเภา ดอนเมือง สุวรรณภูมิ สุวรรณภูมินั้นเดี้ยงไปแล้วครับ สร้างมาป้ ๒ ป้เป่ดมามีรันเวย์ ๒ รันเวย์ ตะวันตก ตะวันออก ตะวันออกนั้นป่ดไปครึ่งรันเวย์แล้วเพราะว่ารันเวย์ร้าว นี่ยังซ่อมอยู่ขณะนี้ แต่ที่จูลายนั้น เขาจะทําเปึนศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและบริการระดับภูมิภาค และนอกจากนั้นยังจะ ทําให้เปึนสิ่งที่เราเคยฝันแล้วก็ไม่เคยทําได้สําเร็จก็คือการเปึนโกลเบิล ทรานสพาร์ค (Global trans-park) วันนี้รัฐบาลต้องมีคําตอบนะครับ เวียดนามจี้มา ถึงยังไม่ใกล้นัก แต่โครงสร้างพื้นฐานในการลงทุนขนาดใหญ่เขาทําอย่างมียุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ ลงไปตอนใต้ เราพูดถึงสุวรรณภูมิ วันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าดอนเมืองจะมีอนาคตไปอย่างไร แล้วก็ยังไม่รู้ว่าอู่ตะเภาซึ่งมีศักยภาพสูงมากในพื้นที่ ๒๐,๐๐๐–๓๐,๐๐๐ ไร่ แต่ว่าที่ห่าง ออกไปจากเติ่นเซินเญิ๊ต สนามบินเดิมของโฮจิมินห์ ท่านประธานก็คงจะได้ไป นั่นก็คือ สนามบินลองแท็ง ๓๐,๐๐๐ กว่าไร่ ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิรับผู้โดยสารได้ ๑๐๐ ล้านคนต่อป้ ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิ ๑ เท่าตัว แล้วตรงนั้นแหละครับที่จะท้าทายประเทศไทยในเรื่องของ การเปึนศูนย์กลางการบินในระดับภูมิภาค ในขณะที่เรายังมะงุมมะงาหรา นโยบายนี้ ก็ไม่ได้บอกชัดเจนว่าการพัฒนาท่าอากาศยานและเพิ่มขีดความสามารถท่าอากาศยาน จะไปทางไหน ผมยก ๒ ตัวอย่างของต่างประเทศใกล้ตัวในอาเซียนด้วยกันมาเพื่อให้เห็นว่า วันนี้ที่เราตั้งความหวังในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถแล้ววางนโยบายการลงทุน ในโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้สูงมากและเดิมพันมันก็สูงไปด้วยผมอยากยกตัวอย่าง รัฐบาลในอดีตก็ได้ครับ เพื่อให้เห็นว่าเขาทํานโยบายเวลาเสนอสภาเขียนนั้นมียุทธศาสตร์ กํากับมีทิศทางเหมือนเข็มทิศนําทางชัดเจน และมีเปัาหมายวัดผลได้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ สมัยชวน ๑ ครับ วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์คือต้องการที่จะกระจายการกระจุกตัวของ ความเจริญและการลงทุนที่อยู่ในเมืองหลวงและปริมณฑล เมื่อมียุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ อย่างนี้ จึงได้กําหนดกลไกเชิงนโยบายด้วยการทําโครงสร้างพื้นฐานถนน ๔ เลนออกไป กรุงเทพฯ ไปภาคเหนือ ไปภาคอีสาน ไปภาคตะวันออกเชื่อมไทย เชื่อมโลก ไปถึงกัมพูชา พม่า ลาว มาเลเซียตอนใต้ รถไฟ ๔ รางทางคู่ไปทั่วทิศทั่วไทย ได้รับอนุมัติและเริ่มดําเนินการ ตามเปัาหมาย ๒๓๐ กิโลเมตรในระยะแรกและโครงการในการทําโลจิสติกส์ ฮับ (Logistics hub) โลจิสติกส์ พาร์ค (Logistics park) อย่างที่เปึนศูนย์ขนถ่ายกระจายสินค้าไอซีดี (ICD) ที่ลาดกระบัง การเพิ่มศักยภาพของอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern seaboard) โครงการพัฒนาฝัืงทะเลตะวันออก ๒ ทศวรรษกว่านั้น ด้วยการทําระบบมอเตอร์เวย์ (Motorway) สายแรกของประเทศไทยทางหลวง พิเศษ กรุงเทพฯ–ชลบุรี เรามีท่าเรือน้ําลึกแหลมฉบังเปึนประตูการค้า เปึนเกทเวย์ (Gateway) โครงสร้างสําคัญ ผมอยากเห็นรัฐบาลนี้ไปปรับปรุงนโยบาย ใส่วิสัยทัศน์ความชัดเจนและ เปัาหมายที่วัดได้ ผมเกรงว่านโยบายที่คิดว่าจะสร้างความเชื่อมั่น และหวังว่าการลงทุน จะเกิดขึ้นโดยเร็วจากโครงการเมกะโปรเจกต์ดังกล่าวนี้มันจะล่าช้า มันไม่ใช่จะเร่งรัด เพราะการไปเร่งรื้อของท่านนายกรัฐมนตรีท่านไปพูดถึงเรื่องระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วยระบบรถไฟฟัา ๘ แฉก ๙ สาย ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ สมัยท่านบุญชู ซาร์ (CZAR) เศรษฐกิจ ขออภัยต้องเอ่ยนามท่านล่วงลับไปแล้ว เขียนโครงการเหล่านี้ วิสัยทัศน์เหล่านี้ไว้ ในสมัยรัฐบาลชวน ๑ ต่อมาก็เปึนรัฐบาลทักษิณประกาศจะทํา ๑๐ สาย ต่อมาลดเหลือ ๗ ต่อมาลดเหลือ ๕ แล้วก็มาลดเหลือ ๒ แล้วก็ไม่ได้ทําแม้แต่สายเดียว จนกระทั่งถึงรัฐบาล สุรยุทธ์ เดินหน้า ๒ สาย สายหนึ่งประมูลไปแล้วรอการพิจารณา อีกสายหนึ่งพร้อมประกวดราคา วันนี้พรุ่งนี้ความสับสน การเปลี่ยนแปลงในนโยบายในเรื่องของระบบขนส่งมวลชน ระบบรถไฟฟัา ในกรุงเทพฯ ตรงนี้แหละครับคือความล่าช้า หน่วยงานเกี่ยวข้องชะลอลังเลหมด ผมถึงบอกว่าอย่าให้การรื้อเส้นทางดังกล่าวนั้นก่อให้เกิดความล่าช้าและความต้องการ ที่จะให้เกิดการกระตุ้นการลงทุนมันจะไม่เกิดขึ้นเร็วอย่างที่เราคิด แผนแม่บท ๑๐ สาย สํารวจศึกษาไว้เสร็จเกือบหมดแล้ว ไม่ว่าจะเปึนกี่แฉก ๘ แฉก ๗ แฉก สายน้ําเงินที่เปึน รถไฟฟัารอบในทุกอย่างเดินหน้าไป แต่วันนี้ถ้าต้องมารื้อ มาขยาย มาปรับปรุง ต่อเติม ใช้เวลามากครับ ผมเสนอครับ เสนอถึงท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานถึงรอง นายกรัฐมนตรีที่ดูแลในเรื่องของการคมนาคมและโลจิสติกส์ ๑. ก็คือว่า ขอให้เดินหน้าตาม แผนแม่บท๑๐ สายเดิม ๒. ส่วนต่อขยายเพิ่มเติมตามความฝันของท่านนายกรัฐมนตรี เปึนเฟส (Phase) ที่ ๒ ครับ ถ้าไปอย่างนี้เดือนหน้าการลงทุนเกิดขึ้นทันที นอกจากนั้นแล้ว ผมต้องเรียนว่านโยบายที่เขียนมาไม่รู้ร้อนรู้หนาวครับ ไม่รู้ว่าประเทศนั้นวิกฤติขนาดไหน ในเรื่องของต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ คมนาคม และพลังงานรวมกันไม่น้อยกว่า ๓ ล้านล้านบาท หรือ ๑ ใน ๓ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี นอกจาก ไม่รู้เหนือรู้ใต้คือไม่มีทิศทางชัดเจน ไม่มียุทธศาสตร์กํากับแล้วก็คือไม่รู้ร้อนรู้หนาว ท่านประธานคงทราบว่าต้นทุนที่ฉุดให้เศรษฐกิจไทยเดินไปข้างหน้าไม่ได้ และอันดับ ความสามารถในการแข่งขันที่อาร์เอ ็มดี (RMD) ได้จัดอันดับประเทศไทยลดลง ๆ นั้น ก็คือต้นทุนทางด้านการขนส่งและพลังงาน ต้นทุนภาคการขนส่งสูงเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีไปแล้ว ต้นทุนพลังงานอยู่ที่ ๑.๔ ล้านล้านบาท งบประมาณเรามี ๑.๖ ล้านล้านบาท เฉพาะน้ํามันเชื้อเพลิงนําเข้าป้ละ ๗ แสนล้านบาท คิดเปึนร้อยละ ๙๐ ที่เราต้องใช้ นั่นหมายความว่าโคลนติดล้อเหล่านี้มันทําให้ประเทศไทยเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ได้ นโยบายที่ผมบอกว่าเขียนกันมาแบบเรียบ ๆ แก้ไขไม่ได้หรอกครับ มันต้องเปึนนโยบาย ระดับยุทธศาสตร์ ต้องเปึนวาระแห่งชาติและระดับนโยบาย ๕ ดาว นโยบายพลังงานเรื่อง พลังงานทดแทนท่านเขียนเพียงแต่ว่าศึกษาและพัฒนา ความจริงพลังงานทดแทนเปึน ทางรอดของประเทศ เปึนอนาคตและจากวิกฤติเปึนโอกาสก็คือนี่คือ เศรษฐกิจใหม่ของ ประเทศครับ เราสามารถประกาศให้ประเทศไทยนั้นเปึนศูนย์กลางการผลิตเอทานอล (Ethanol) ของเอเชียและแปซิฟ่กเปึนศูนย์กลางการผลิตรถเอทานอล คาร์ (Ethanol car) ของโลก เพราะยังไม่มีประเทศไหนประกาศเรามีศักยภาพพื้นที่เกษตรมากพอเกษตรกร ของเราเก่ง ขอความแน่นอนชัดเจนของนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น ต้องเปึนนโยบายระดับ ปรับโครงสร้างและปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการขนส่ง ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของ พลังงาน ท้ายที่สุดก็คือว่านโยบายจะประกาศอย่างไร ความสําเร็จจะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ อย่าให้การคอร์รัปชันเข้ามาเกี่ยวข้อง ความล้มเหลว ดังกล่าวนั้นขอให้คิดว่างบประมาณหรือเงินกู้ที่เอามาลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่นนี้หรือว่าด้านการขนส่งโลจิสติกส์หรือในเรื่องของพลังงาน เปึนภาษีของประชาชน เปึนภาระของประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมขอเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลว่าขอให้นํานโยบายดังกล่าวนั้นไปปรับปรุง แล้วก็เขียนอย่างมีวิสัยทัศน์ให้เกิด ความเชื่อมั่นและเปึนอนาคตที่แท้จริงของประเทศครับ ขอบคุณมากครับ