พรชัย มาตังคสมบัติ หารือเรื่องนโยบายการศึกษาและวิทยาศาสตร์ โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การเชื่อมโยงระหว่างการศึกษากับภาคการผลิตและการบริการ การพัฒนาความสามารถเด็กทุกวัย และการพัฒนาคนพิเศษ พร้อมเสนอแนะการแยกส่วนอุดมศึกษาและวิจัยออกจากส่วนอื่น ๆ และการคัดสรรผู้ทรงคุณวุฒิในการดูแลเรื่องนี้
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพรชัย มาตังคสมบัติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่วุฒิสมาชิก อยากจะขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสอภิปรายและอยากจะ จํากัดการอภิปรายของผมให้สั้น แล้วก็ตรงประเด็นในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายทางการศึกษา ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปรายผมอยากจะขอชื่นชมในเรื่องนโยบายนี้ได้ครอบคลุมทั้งในเรื่อง ของ ๑๒ ป้ และในเรื่องของเด็กพิเศษ เช่น เด็กออทิสติคสมาธิสั้นและผู้พิการ ซึ่งส่วนนี้ ก็เปึนส่วนที่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามที่ผมจะอภิปรายนี้ก็อยากจะขอเสนอแนะว่า ที่ร่างมาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้ให้ความสําคัญในด้านคุณภาพของการศึกษา ซึ่งผมจะใช้เวลา ส่วนใหญ่ที่จะพูดถึง และอีกด้านหนึ่งก็คือด้านความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษากับภาคส่วน อื่น ๆ ซึ่งยังขาดความเชื่อมโยงอยู่ ในเรื่องแรกคือ เรื่องคุณภาพ ผมคิดว่าในนโยบายนี้ ยังไม่ได้บ่งชี้ให้ชัดเจนและไม่ให้ความสําคัญว่าวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาก็คือ การที่จะพัฒนาเยาวชนของเราให้ถึงเต็มตามศักยภาพของแต่ละคน ซึ่งส่วนนี้เปึนส่วนที่มี ความจําเปึนต้องขยายความนะครับ ที่ผ่านมาเด็กที่โตขึ้นมาแล้วก็วิธีวัดผลการเรียน ในแต่ละขั้นตอนก็ยังมุ่งในการที่จะเรียนด้วยความจํา เราอยู่ในฐานะที่จําเปึนจะต้อง พัฒนาคุณภาพทั้งเรื่องหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนการสอน ความพร้อมของครู ความพร้อมของอาคารสถานที่ และการนําเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ให้เปึนประโยชน์ ในการที่จะสอนให้เด็กเรียนรู้วิธีที่จะเรียนเรียนรู้จักคิด คิดด้วยเหตุผล แทนที่จะท่องจํา แล้วก็หลงเชื่อคนได้ง่าย ถ้าเผื่อเด็กทุกคนได้มีการจัดการเรียนการสอนให้รู้จักคิดด้วยเหตุผล ด้วยเหตุผลแล้วนี่นะครับ ก็คงจะไม่มีปัญหาเรื่องที่มีการหลอกลวงในด้านต่าง ๆ เกิดขึ้น อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่นะครับ ในขณะเดียวกันส่วนของที่สําคัญอีกส่วนหนึ่งที่น่าจะ เพิ่มเติมสําหรับนโยบายด้านการศึกษาที่เห็นอยู่ในข้อ ๒.๑ ทั้งหมดนี้นะครับ ยังให้ ความสําคัญของการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาและการวิจัยน้อยเกินไป ที่จริง ไม่ได้พูดถึงเรื่องการวิจัยเลยแม้แต่น้อยนะครับ มีพูดถึงวิจัยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ นโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในข้อที่ ๕ นะครับ ซึ่งผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า เรื่องของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ไม่ใช่จํากัดอยู่เฉพาะเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความจําเปึนที่จะต้องศึกษาวิจัยในทุก ๆ ด้าน ดังนั้นเมื่อไม่ได้ให้ความสําคัญในส่วนของ การวิจัยที่เปึนองค์ประกอบหนึ่งของระบบการศึกษาแล้วนี่นะครับ ก็จะทําให้ความเชื่อมโยง ไปสู่ภาคการผลิตและการบริการด้อยกว่าที่ควรจะเปึน ส่วนนี้เปึนส่วนที่ผมอยากจะขอให้ ฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลเพื่อให้ปรับปรุงนะครับ เพื่อเน้นให้มีเรื่องของการวิจัยควบคู่ กับการเรียนรู้ ควบคู่กับการเผยแพร่ความรู้นะครับ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ในประเทศมีความสําคัญ ซึ่งทําให้เราไม่ต้องพึ่งพาการนําเข้า ความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศนะครับ อย่างเช่นในข้อ ๕ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังให้ความสําคัญเกี่ยวกับการนําเข้าเทคโนโลยี แทนที่จะให้ ความสําคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายในประเทศ ซึ่งส่วนนี้ผมอยากจะขอให้รัฐบาล ได้ให้ความสนใจและคงจะต้องมีกระบวนการที่ทํางานหลายกระทรวงร่วมกันนะครับ เพื่อที่จะส่งเสริมการวิจัยทั้งควบคู่ไปกับการเผยแพร่ความรู้ ซึ่งส่วนนี้ก็คงจะทราบดีนะครับ ว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ อยู่ในฐานะที่จะทําการวิจัยตั้งแต่พื้นฐาน จนกระทั่งประยุกต์ใช้ ในภาคการผลิตและการบริการ ถึงแม้ว่าในส่วนที่ผ่านไปแล้วยังมีไม่มากนัก แต่ในระยะ ๑๕–๒๐ ป้ที่ผ่านมา เริ่มต้นเห็นความต่อเนื่องระหว่างผลงานวิจัยพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้ แล้วก็ต่อเนื่องไปถึงภาคการผลิต และการบริการภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้จําเปึน จะต้องมีกลไกที่จะช่วยทําให้เกิดความพึ่งพาผลงาน ประดิษฐ์คิดค้นผลงานวิจัยภายในประเทศ มากขึ้น แล้วผมก็ไม่ได้จํากัดเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อันที่จริงแล้วหลาย ๆ องค์กรประสบความสําเร็จก็เนื่องจากการวิจัยทางด้านตลาด บางพรรคการเมืองก็ได้เปรียบ เพราะมีการวิจัยทางด้านการตลาดได้ดีกว่านะครับ ผมก็ไม่ใช่นักการเมืองจะไม่ข้องแวะ เข้าไปเรื่องนั้นนะครับ อยากจะขอกลับมาว่าให้ความสําคัญเรื่องการวิจัย แล้วก็ให้ความสําคัญ ในการที่จะเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษากับภาคการผลิต แล้วก็ภาคการใช้ ตลอดจน กระทั่งภาคการเกษตรและสุขภาพด้วยนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะขอเชื่อมโยงก็คือ นโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ได้ให้ความสําคัญเกี่ยวกับการสร้างสายอาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการส่งเสริมเด็ก ที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บังเอิญผมก็มีประสบการณ์ ที่เคยเปึนประธาน สสวท. แล้วก็ดูแลเรื่อง สสวท. มาโดยตรงระยะเวลาหนึ่งนะครับ ก็เข้าใจเรื่องนี้ดีว่ามีความสําคัญ แล้วก็ขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสําคัญวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แต่ก็อยากจะขอเน้นอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ที่เราต้องพัฒนาไม่ใช่จํากัดเฉพาะเด็กที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ ทางทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เด็กทุก ๆ สาขาที่มีความสามารถพิเศษนี้เราจะชี้บ่งได้อย่างไร ในระยะปฐมวัย ในระยะอนุบาล ในระยะประถมศึกษา ในระยะมัธยมต้น ให้เด็กแสดงออก ให้เต็มที่อย่างไร เราจึงจะแนะนําให้เขาพัฒนาศักยภาพของเขาในทุก ๆ เรื่อง ไม่ใช่เฉพาะ เรื่องใดเรื่องหนึ่งนะครับ ซึ่งส่วนนี้บังเอิญก็ได้มีการศึกษา ในระยะที่ผ่านมา แล้วก็กําลัง เปึนเรื่องที่จะนําเสนอ แล้วก็ได้นําเสนอรัฐบาลชุดที่ผ่านมาแล้วนะครับ เรื่องที่จะพัฒนาให้ เด็กทุก ๆ วัยทั้งแต่ละรุ่นป้ที่เกิด ขณะนี้เรามีเด็กที่เกิดมาป้ละประมาณ ๘ แสนกว่าคนนะครับ อยากจะเห็นทั้ง ๘ แสนคนในแต่ละป้ได้พัฒนาตามศักยภาพของตัวเองขึ้นไปให้ถึงที่สุด ไม่ใช่ไปรอพัฒนาเฉพาะเด็กที่จะไปโอลิมป่กเท่านั้นนะครับ แต่ว่าให้ทั้งแผงนี้พัฒนาได้เต็ม ความสามารถนะครับ ซึ่งส่วนนี้ก็จะได้นําเสนอในเวลาอันควรนะครับ ในองค์กร สสวท. จะเปึนผู้นําเสนอในส่วนนี้ครับ
อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องเด็กที่มีความสามารถพิเศษนะครับ ในระยะ ๓๐ ป้ที่ผ่านมา สสวท. ได้ดูแลเรื่อง สสวท. ซึ่งมีเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ป้ละร้อยกว่าคนเพิ่มมาเปึน ๒๐๐ กว่าคนนะครับ ซึ่งส่วนนี้ก็ได้พัฒนาจนกระทั่งกลับมาเปึนกําลังสําคัญในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งใน มหาวิทยาลัยในกระทรวง ทบวง กรม นะครับ แต่ว่าใน ๕ ป้ที่ผ่านมาก็ได้มีการสร้างองค์กรอื่นเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น โครงการเด็กอัจฉริยะ ซึ่งสังกัดใน สวทช. ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งก็มีเด็กจํานวนหนึ่ง ที่รับคัดเลือกเปึนพิเศษแล้วก็พัฒนาต่อไปให้สุดกู่นะครับ แล้วก็มีเด็กที่เรียกว่าโครงการ เด็กหัวแหลม ขออนุญาตใช้ภาษาต่างประเทศ เปึนโครงการกิฟทิด ชิลเดรน (Gifted children) ซึ่งสังกัด สบร. หรือสํานักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้นะครับ และก็มีโครงการเบรน เบส เลิร์นนิ่ง (Brain base learning) ซึ่งกลายเปึนว่าต่างคนต่างทํา จําเปึนอย่างยิ่งที่จะมาทําให้เสริม ซึ่งกันและกัน ส่วนนี้ก็อยากจะขอฝากให้รัฐบาลได้นําข้อเสนอของกลุ่มนี้ซึ่งได้คุยกันแล้ว แล้วก็จะนําเสนอต่อไปนะครับ เพื่อให้มีการประสานงานในหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะพัฒนา เด็กที่มีความสามารถพิเศษ แต่ที่ชัดเจนก็คือระดับของจํานวนทุน ระดับของทรัพยากร ที่จัดสรรเข้าไปสําหรับการพัฒนาเด็กเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ ก็อยากจะขอฝากรัฐบาล ให้จัดสรรให้เพียงพอ เช่นเดียวกันการที่บอกว่าจะให้การศึกษาพื้นฐาน ๑๒ ป้ โดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย พูดง่าย แต่เวลาทําจริง ๆ อยากจะให้เน้นคุณภาพ อยากจะให้ทําให้แน่ใจว่า โรงเรียนต่าง ๆ มีความพร้อมทั้งวุฒิทั้งประสบการณ์ ทั้งความสามารถ และความสัมฤทธิผล ของการจัดการเรียนการสอนของครู การใช้ประโยชน์ระบบสารสนเทศให้ชัดเจน ให้เปึน ประโยชน์ตามที่ควรก็เปึนอีกส่วนหนึ่งที่สําคัญ แต่ก็คงจะต้องเข้าใจว่าไม่ใช่อ้างถึง คอมพิวเตอร์ อ้างถึงระบบสารสนเทศอย่างเดียวแล้วจะแก้ปัญหาได้หมด คงจะต้อง มีส่วนของบุคลากร ส่วนของครู ผู้แนะนําเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของการพัฒนา ฉะนั้นผม จึงอยากจะขอใช้เวลาสภาแห่งนี้เพียงเท่านี้ ที่จะขอเสนอแนะให้ให้ความสําคัญในส่วนของ คุณภาพให้มากขึ้น แล้วก็ให้ความสําคัญในส่วนของความเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษา กับด้านอื่น ๆ นะครับ
ที่จริงก็มีบางประเด็นที่กรรมาธิการการศึกษาของสภานิติบัญญัติ ได้วิเคราะห์เอาไว้นะครับ แล้วก็ฝากให้ผมได้นําเสนอด้วยนะครับ เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้อง กับโครงสร้างของหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการนะครับ ซึ่งเดิมอุดมศึกษาแยกอยู่ สภาการศึกษาก็แยกอยู่ ต่อมาจึงได้รวมทั้งหมดกลายเปึน ๕ แท่งอยู่กระทรวงเดียวกัน ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขณะเดียวกันทางกรรมาธิการการศึกษาก็ได้มีมติ แล้วก็เปึน ที่ยอมรับของ สนช. ว่าน่าจะพิจารณาให้แยกอุดมศึกษาและวิจัยออกมาต่างหากจากส่วนอื่น ๆ ซึ่งส่วนนี้เปึนส่วนของ สนช. นะครับ ผมเผอิญมีความเห็นตรงกันข้ามนะครับ ผมจะไม่พูด ความเห็นของผมนะครับ ผมจะเรียนแต่ของ สนช. ที่เสนอว่าอยากจะให้แยกออกมานะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับโครงสร้างที่ได้มีการหารือกันในกรรมาธิการการศึกษา ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายโรงเรียนต่าง ๆ เข้าสู่เขตการศึกษา ซึ่งส่วนนี้เปึนเรื่องที่จะต้องทําอย่างถูกต้องรอบคอบระมัดระวัง การจัดสรรการคัดเลือกว่า โรงเรียนไหนควรจะสังกัดส่วนกลาง โรงเรียนไหนควรจะสังกัดในเขตการศึกษานั้น ที่ดําเนินการมาแล้วก็มีผลดีส่วนใหญ่แต่ก็มีปัญหาอยู่บ้าง จึงอยากจะขอเสนอว่าผู้ที่จะมา ช่วยดูแลในเรื่องของการโอนย้าย ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่น่าจะให้มีการคัดสรรผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้พิจารณาความเหมาะสมของแต่ละโรงเรียนว่า ควรจะอยู่ตรงไหนเข้ามามากกว่าที่จะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงไปถกเถียงกันเอง แล้วก็ ทําความตกลงกันเอง ส่วนนี้ก็เปึนอีกส่วนหนึ่งที่กระผมอยากจะขอเรียนท่านประธาน เพื่อฝากไปถึงรัฐบาล ขอขอบพระคุณครับ