รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ หารือเรื่องนโยบายภาคการเกษตร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องกับโอกาสทางการตลาดและเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนการผลิตพืชพลังงานและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีโอกาสทางการตลาด นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแข่งขันในตลาดโลกและประสิทธิภาพการผลิต ต้องการให้รัฐบาลจัดระบบที่เชื่อมโยงและสนับสนุนการผลิตอาหารไทยให้มีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพที่จะกลายเป็นศูนย์กลางอาหารของโลก

นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาครับ เนื่องจากว่าอดีตผมก็เปึนข้าราชการและเปึนผู้บริหาร อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาหลายกรม เพราะฉะนั้นการอภิปรายก็จะเน้นไปใน เรื่องของนโยบายภาคการเกษตร แต่อย่างไรก็ตามจากการที่ได้รับทราบว่าทาง คณะรัฐมนตรีก็คงจะต้องไปจัดทําแผนบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งแผนการตรา กฎหมาย เพราะฉะนั้นผมคงจะขออนุญาตวิเคราะห์ วิจารณ์ และเสนอความเห็นเพิ่มเติม ไปในสาขาอื่นบ้าง รวมทั้งเพิ่มเติมจากที่ทางรัฐบาลได้เสนอนโยบายในวันนี้ สิ่งที่ผมจะ เรียนนั้นก็จะเปึนทางด้านการเกษตร แล้วก็จะเน้นไปในเรื่องของการปรับโครงสร้าง การผลิตภาคการเกษตรในเรื่องแนวนโยบายแนวคิดการทําการเกษตร การพัฒนาสถาบัน เกษตรกรและการมีส่วนร่วม ส่วนด้านอื่น ๆ ก็คงจะเปึนโดยย่อในเรื่องพลังงาน เรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องการบริหารจัดการที่ดี และเรื่องนโยบายเร่งด่วน

ในประการแรกนั้นเปึนเรื่องของนโยบายทางด้านการเกษตร เรื่องการปรับ โครงสร้างภาคการผลิตซึ่งอยู่ในเอกสารนโยบายหน้า ๑๒ ถึงหน้า ๑๓ ข้อ ๓.๒.๑.๑ ซึ่งผม จะขออนุญาตอ่านนิดเดียวนะครับท่านประธานว่า เร่งปรับโครงสร้างการผลิตทาง การเกษตรให้สอดคล้องกับโอกาสทางการตลาดและการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค ทั้งที่เปึนตลาดเดิมและตลาดใหม่โดยกําหนดยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลาง การผลิตอาหารของโลก รวมทั้งสนับสนุนการผลิตพืชพลังงาน สนับสนุนการผลิตสินค้า ใหม่ที่มีโอกาสทางการตลาด เช่น พืชเส้นใย หรือว่าสมุนไพร เปึนต้น ในประเด็นแรกเรื่อง ศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลก จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เปึนเรื่องใหม่ เปึนเรื่องต่อเนื่อง แต่ก็ เปึนเรื่องที่มีความสําคัญมาก เพียงแต่ว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ดําเนินการโดยตลอดมา หลายป้นั้นไม่ค่อยครอบคลุมในสิ่งที่ควรจะเปึน ดังนั้นการเปึนศูนย์กลางอาหารของโลก จึงไม่สามารถเปึนได้อย่างแท้จริง ยังมีอีกหลายประการที่เราสามารถจะทําได้ ผมคงจะ เสนอปัจจัยหลักต่อการที่จะเปึนศูนย์กลาง ซึ่งก็คงหมายถึงว่าสิ่งที่เราจะทําเพื่อที่จะเปึน ศูนย์กลางนั้นก็คงจะต้องพยายามทําในสิ่งนั้นให้ได้ แล้วก็เปึนสิ่งที่ผมอยากจะเรียนเสนอ เพื่อจะได้ประกอบการพิจารณาในการจัดทําแผนบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคงจะเกิดขึ้น ในเวลาอันสั้นนี้

ในประเด็นแรกของปัจจัยคือการผลิตในสิ่งที่ตลาดหรือโลกต้องการ ไม่ว่า จะเปึนวัตถุดิบ เปึนของสดหรือของแปรรูปก็ตามนะครับ สิ่งที่เราต้องการทราบก็คือว่า ตกลงมันชนิดอะไรกันแน่ที่ตลาดโลกเขาต้องการ ไม่ใช่เราไม่รู้เลย แต่ประเด็นก็คือว่าเรา จะทําอย่างไรจึงจะรู้ให้มันได้ชัดเจนว่าสิ่งที่ตลาดโลกซึ่งมีอยู่กระจัดกระจายไปทั่วไปนั้น เขาต้องการอะไร เขาต้องการรสชาติอะไร เขาต้องการสีสันอะไร และที่สําคัญที่สุดก็คือ เรื่องความปลอดภัยซึ่งเปึนเรื่องที่มีความสําคัญมากขึ้นทุกทีนะครับ สิ่งเหล่านี้มันเปึนสิ่งที่ เราจะต้องร่วมกันในบรรดากระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ พาณิชย์คงจะต้องแจ้งให้ทราบนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องราคา การแข่งขันในตลาดโลกเปึนเรื่องที่สําคัญมาก ประสิทธิภาพการผลิตต้นทุนต่อหน่วย ซึ่งตรงนี้ก็จะมาถึงในเรื่องแนวความคิดในการผลิต ที่ผมจะกราบเรียนในโอกาสต่อไปว่าเรากําลังมีแนวความคิดที่มันไม่ตรง หรือผมอยากจะ เรียกว่าผิดจากสิ่งที่ควรจะเปึน เพราะว่าถ้าเราจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้นคง หมายถึงว่าต้นทุนต่อหน่วยของผลผลิตมันถูกมันต่ํากว่าภายใต้คุณภาพเท่ากัน

อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้คํานึงถึงก็คือความสม่ําเสมอในการส่ง มันจะต้องมีการวางแผนที่จะมีผลผลิตที่จะออกมาอย่างสม่ําเสมอ จะต้องมีระบบ การตรวจสอบและการรับรองเพื่อที่จะสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้รวดเร็ว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เปึนเรื่องใหม่อย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว เพียงแต่ว่าทําอย่างไรถึงจะจัดระบบ ให้มันเชื่อมโยงและสนับสนุนให้มันสามารถทําได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการขนส่ง การเก็บรักษาและการขนส่งไปต่างประเทศก็เปึนอีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่สามารถทําให้มัน เปึนลักษณะที่เรียกว่าเปึนองค์รวมของในเรื่องการที่จะทําให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลาง อาหารของโลกได้อย่างแท้จริง ผมคิดว่าเรามั่นใจว่าโดยศักยภาพของสภาพภูมิประเทศ แล้วเราสามารถที่จะเปึนศูนย์กลางอาหารของโลกได้อย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าทําอย่างไร รัฐบาลจะสามารถจัดให้มียุทธศาสตร์ มีมาตรการ มีแผนงานที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ผมได้ กราบเรียนโดยย่อ ผมคงจะมีเรียนเสนอโดยย่อเท่านั้น สําหรับในรายละเอียดก็คือ การปรับปรุงทบทวนมาตรการหรือแผนงานที่มีอยู่แล้วให้ครบถ้วน ให้สามารถที่จะ บูรณาการเปึนวงจรได้ครบตามที่จะเปึนศูนย์กลางอาหารของโลกอย่างแท้จริง

ในประเด็นที่ ๓ คือการผลิตสินค้าใหม่ที่มีโอกาสทางการตลาดเรื่องนี้ ก็เช่นกันนะครับ มันก็สอดคล้องกับประเด็นที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ว่า ทางฝ์าย การตลาดของเรา กระทรวงพาณิชย์ คงไม่ใช่ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเที่ยวหาว่า มันควรจะมีสินค้าอะไร จริงอยู่เราไม่ได้ห้าม แต่สิ่งที่จะต้องเปึนประเด็นก็คือพาณิชย์ ซึ่งตรงนี้ผมเคยเรียนมาหลายครั้งในหลายที่ว่า ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ขอความกรุณาทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ลองทบทวนดูนะครับว่าเรื่องการตลาดมันคงต้องให้พาณิชย์เปึนคนดําเนินการ ไม่ควรจะ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปดําเนินการ การจัดองค์กรของพาณิชย์มีครบ ไม่ว่าจะเปึนกรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก และยังมี ทูตพาณิชย์อยู่ต่างประเทศตั้ง ๔๐ กว่าประเทศ ทําไมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจะต้องไปทําในเรื่องของการตลาดไม่ว่าจะเปึนภายในหรือต่างประเทศก็ตาม ตรงนี้ผม จึงอยากจะกราบเรียนเปึนประเด็นที่ให้ได้กรุณาทบทวนในบทบาทภารกิจ ในทางนิตินัย มีอยู่แล้ว แต่ในทางพฤตินัยหลายป้ที่ผ่านมาลองดูสิครับว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าไปดําเนินการในเรื่องของกิจการทางการตลาดมากน้อยแค่ไหน แล้วก็เปึนสิ่งที่สมควร จะต้องทบทวนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นการผลิตสินค้าใหม่ก็ควรจะทบทวน แล้วก็พิจารณาดูว่ามีอะไรบ้างนะครับ

ส่วนในเรื่องที่สําคัญมากในประเด็นก็คือการผลิตพืชพลังงาน ในเรื่อง การผลิตพืชพลังงานอย่างที่ผมกราบเรียนว่าประเทศไทยโชคดีนะครับ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ เปึนเรื่องใหม่ เปึนเรื่องต่อเนื่องที่มีความพยายามจะทํามาในช่วงประมาณ ๔–๕ ป้ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าต้องเรียกว่าเราไม่ประสบความสําเร็จในการที่จะเอาพืชที่มัน สามารถผลิตเปึนพลังงาน ซึ่งมีความชัดเจนในทางวิชาการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเปึนมันสําปะหลัง เปึนอ้อย เปึนปาล์มน้ํามัน ส่วนตัวอื่น ๆ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนก็ทําการศึกษาวิจัยกันต่อไป แต่ ๓ ตัวนี้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะปาล์มน้ํามัน มันสําปะหลัง แล้วก็อ้อย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาในอดีตนี่นะครับผมอยากจะสรุปโดยย่อว่ามีอยู่ ๓ ประการที่เปึนปัญหาใหญ่ก็คือ

ประการที่ ๑ การไม่ตัดสินว่าจะทําอะไร จะทําอย่างไร เราคิดกันมา ผมจําได้ว่าสมัยผมเปึนเลขาธิการสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร เคยเสนอนโยบายปาล์ม น้ํามัน ๑๐ กว่าป้แล้วครับ ประเทศไทยยังไม่ค่อยตัดสินในเรื่องพวกนี้เลย เพราะฉะนั้น การไม่ตัดสินใจให้ชัดเจนว่าจะทําอย่างไรในเรื่องยุทธศาสตร์ ในเรื่องแผน ในเรื่องมาตรการ

ประการต่อไปก็คือว่ามันไม่ครบวงจร ถ้าเราจะทําเรื่องพืชพลังงานในเรื่อง ๓ ตัวเปึนตัวอย่างที่เห็นชัดเจนอยู่แล้ว มันต้องครบวงจรตั้งแต่ในกระบวนการผลิตวัตถุดิบ ในการแปรรูปเบื้องต้น ในการแปรรูปเปึนน้ํามัน ตลอดจนในเรื่องของตลาด เรื่องราคา ลองไปทบทวนดูสิครับว่ามันไม่ครบองค์สักครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ครบองค์ต่างฝ์ายต่างก็ระมัดระวัง ฝ์ายผลิตวัตถุดิบก็เกรงว่า ถ้าผลิตมากเดี๋ยวมันจะล้นตลาด ฝ์ายทําการแปรรูปก็เกรงว่าถ้าสร้างโรงงานมันจะไม่มี วัตถุดิบเพียงพอ เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าเราสามารถที่จะทําเรื่องทั้งหลายให้มันครบวงจร เรื่องไม่ครบวงจรนี่เปึนประเด็นที่สําคัญมากในเรื่องวัตถุดิบนะครับ ในเรื่องเอทานอลว่า ตกลงฝ์ายโรงงานเอทานอลก็กล่าวหาว่าไม่มีมันพอ ฝ์ายมันก็บอกว่าผลิตแล้วมันจะ ล้นตลาด ใน ๒ ป้ที่ผ่านมาเราเคยวางแผนว่าจะผลิตมันสําปะหลังสําหรับปัอนเอทานอล ๗ แสน พอถึงเวลาจริง ๆ เกือบไม่ได้รับไปเลย รับไปประมาณเกือบ ๒ แสนกว่าเท่านั้น ยังโชคดีว่าราคามันไม่ตก อย่างนี้เปึนตัวอย่างอย่างหนึ่งของการไม่ครบวงจรนะครับ ผมคงไม่สามารถอธิบายในรายละเอียด แต่ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่ทั้งกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงพลังงานและผู้ที่เกี่ยวข้องรับรู้มาโดยตลอด เพียงแต่ว่ามันไม่สามารถ ที่จะเสนอให้มันมีการตัดสินใจออกมาอย่างเปึนรูปธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะเรียกร้อง ในเรื่องนี้ก็คือว่า ทําอย่างไรจึงจะเร่งในการวิเคราะห์ แล้วก็หาทางตัดสินอย่างเปึนรูปธรรม

ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ที่จะไปทํางานทําไม่ได้ครับ วันนี้เสนอไปบอกเอาอย่างนี้ พออีก ๒ วัน ๓ วัน เปลี่ยนไปอีกอย่างแล้ว อีก ๓ เดือน ๔ เดือน เปลี่ยนไปอีกอย่าง อีกป้หนึ่งเปลี่ยนไป อีกอย่าง แล้วหลายอย่างมันมีความจําเปึนที่จะต้องมีการเตรียมการ ผมยกตัวอย่าง ปาล์มน้ํามันในป้ ๒๕๔๙ มีการตั้งเปึนแผนการที่ชัดเจนเลยว่าเราจะผลิตไบโอดีเซล เพื่อทดแทนน้ํามัน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็วางแผนว่าจะมีการผลิต ๕ ล้านไร่ ผู้ค้ากล้า ปาล์มเก็งไว้เลยว่ามันบูมแน่นอน มันต้องไปมากแน่นอน มีการเตรียมการเรื่องกล้าปาล์ม แล้วเปึนอย่างไรครับ พอไม่ออกมาปรากฏว่ากล้าปาล์มล้นตลาด เหลืออยู่ประมาณ เกือบ ๒๐ ล้านต้น พังกันเปึนระเนระนาด อันนี้เปึนตัวอย่าง แล้วตอนหลังเวลาจะวางแผน มันก็ทํายากเพราะว่าไม่มีความมั่นใจว่าตกลงรัฐบาลเคยคิด เคยประกาศแล้ว ตกลง จะเอาอย่างไรแน่ ตรงนี้ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าขอความกรุณาได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงานเปึนหลักนะครับ วิเคราะห์กันให้ชัด ตอนนี้ผมทราบว่า มีแผนพัฒนาปาล์มน้ํามันอยู่แล้วนะครับ ที่ว่าจะพัฒนา ๒ ล้าน ๕ แสนไร่ แต่ลองไปดูมาตรการสิครับ มาตรการที่เราจะไปสนับสนุนให้เกษตรกรเขาปลูก มีปลูกใหม่ มีโค่นของเก่าเพื่อปลูกใหม่มันจะต้องมีเงินทุน มีดอกเบี้ยราคาพอสมควร แล้วยังต้องมี การสนับสนุนในเรื่องอื่น ในเรื่องของราคาที่จะต้องให้ความมั่นใจว่าถ้าผลิตออกมาแล้ว ราคามันจะพอไปได้ ทั้งในราคาวัตถุดิบ แม้กระทั่งราคาของน้ํามันไบโอดีเซลมันก็จะต้อง ให้โรงงานแปรรูปเขามีความมั่นใจว่าเขาขายได้ แล้วก็ราคาพอสมควรที่จะได้กําไรในระดับ ที่พอสมควร เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมกราบเรียนว่าคงจะต้องจัดการในเรื่องของมาตรการ ให้ชัดเจน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือนี่กุมภาพันธ์นะครับ เดือนหน้ามีนาคม เมษายน พฤษภาคม ถึงฤดูปลูกอีกแล้วนะครับ มันสําปะหลังถ้าจะทําอย่างไรก็ต้องทําแล้ว ในเรื่องปาล์มน้ํามัน ก็เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นมันเหมือนกับว่าเราเกือบจะช้าไปอีก ๑ ป้แล้วครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมจึงกราบเรียนมาเพื่อได้เร่งรัดในเรื่องการกําหนดมาตรการเสียให้ชัด แล้วก็ดําเนินการ แล้วขอความกรุณาว่ากรุณาอย่าเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีความจําเปึน

ในเรื่องที่ ๒ ในเรื่องนโยบายเกษตรในเรื่องแนวคิด ในเรื่องนี้เกิดความ สับสนมากในเรื่องของแนวคิดในการทําการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเช่นว่า เราจะต้องทําการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ในเรื่องของการเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารพิษ อะไรต่าง ๆ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างครับบอกจะทําเกษตรอินทรีย์ ขออภัย เกษตรทฤษฎีใหม่ ไปทําที่ไหนครับ ไปทําบนเขา ซึ่งมันไม่ใช่ มันขัดกับแนวคิด เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนตัวอย่าง อย่างหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า คงจะต้องพยายามทําความเข้าใจกันให้ชัด ป้ที่แล้ว ผมก็เคยอภิปรายไปแล้วว่าแม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเราใช้กันจนเฝ๋อครับ ต่างคน ต่างเศรษฐกิจพอเพียงหมด ต่างคนต่างทฤษฎีใหม่หมด แต่จริง ๆ แล้วปรากฏว่าไม่ใช่ครับ ผมจึงอยากให้ลองทําความเข้าใจกันให้ชัดแล้วก็เอาไปใช้ เกษตรอินทรีย์ก็เหมือนกันครับ เปึนของดีครับ ผมเคยพูดหลายครั้งว่าเกษตรอินทรีย์เปึนของดี เพียงแต่ว่าต้องมั่นใจว่า มีตลาดเพียงพอนะครับ เพราะถ้าไม่มีตลาดเพียงพอคนทําเกษตรอินทรีย์ร้องไห้กันมา ไม่ใช่น้อยแล้ว แล้วคนทําเกษตรอินทรีย์บางคนก็ไม่เข้าใจหรอกครับ คิดว่าการไม่ค่อยใช้ปุิย ไม่ค่อยใช้อะไรก็คือเกษตรอินทรีย์ ความจริงมันมีหลักการ มีอะไรเยอะแยะไปหมดซึ่งตรงนี้ ผมจึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทําความชัดเจนให้มันชัด แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือพอไปพูด หลงให้ความสําคัญกับเรื่องเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรปลอดภัยจากสารพิษ ปรากฏว่า กลับมาต่อว่าต่อขานหรือผมอยากจะว่ากล่าวร้ายกับเกษตรที่ไปใช้สารเคมีไม่ว่าจะเปึน ปุิยเคมี หรือยาเคมีก็ตาม สิ่งเหล่านี้มันเปึนอันตราย ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้นหนีไม่พ้นหรอกครับที่จะต้องใช้ปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะเปึนปุิยเคมีหรือยาเคมีเท่าที่จําเปึน แต่ในอดีตเราอาจจะใช้ ไม่ถูกต้อง พอใช้ไม่ถูกต้องเราก็บอกอย่าไปใช้มันเปึนการใช้ไม่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนให้มีการทบทวนกันให้ชัดนะครับ ขอความกรุณา ถ้าผมจะใช้ถ้อยคําตลาดสักนิดหนึ่ง คืออย่าเห่อจนเกินกว่าความเปึนจริงเลยครับ ผมสังเกตหรือได้ดูตลอดมาว่าบางทีเราเห่อจนเกินไป ในเรื่องการใช้ปุิยเคมี ถ้าไม่มีการใช้ การเพิ่มผลผลิตมันสําปะหลังจาก ๓ ตันกว่าเปึน ๕ ตัน เลิกพูดได้เลยครับ หรือจะไปเพิ่ม ผลผลิตปาล์มน้ํามัน เพิ่มผลผลิตยางพารา เพิ่มผลผลิตข้าวนี่จริงอยู่ครับ ในขนาดเล็ก ๆ ก็สามารถที่จะทําได้

ประเด็นสุดท้ายของเรื่องความเข้าใจผิดก็คือในเรื่องจีเอ็มโอ (GMO) ผมคงไม่มีเวลาที่จะอธิบายในที่นี้มากนัก แต่ผมอยากจะกราบเรียนนะครับ คณะรัฐมนตรี ชุดที่แล้วเปึนชุดที่ผมหวังอย่างยิ่งเลยว่าจะสามารถทําความเข้าใจตรงนี้ให้ชัด เพราะมี ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่มากมาย เปึนผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงมาก่อนด้วย แต่จริง ๆ เราก็ไม่สามารถ ทําความเข้าใจได้ ผมอยากจะกล่าวหาว่าผมรู้สึกว่าไม่กล้ามากกว่าที่จะตัดสิน เพราะเกรง อะไรครับ เกรงประชาชนบางส่วนซึ่งอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างไม่เห็นด้วยก็เลยไม่อยากจะ ตัดสิน ผมอยากจะขอความกรุณารัฐบาลชุดนี้ได้กรุณาตัดสินให้ชัดเจนเถอะครับ มีหน่วยงานที่เขาสามารถให้ข้อเท็จจริงว่าอะไรมันเปึนจริง ปัจจุบันนี้มีประเทศต่าง ๆ ๒๒ ประเทศแล้วครับ พัฒนาปลูกพืชจีเอ็มโอในเชิงธุรกิจ ๖๐๐ กว่าล้านไร่ และคาดการณ์ว่า อีก ๗–๘ ป้จะมีถึง ๔๐ ประเทศ ปลูก ๑,๒๐๐ กว่าล้านไร่ ประเทศไทยยังจํากัดไม่ให้วิจัย อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เรากําลังจะตกหรอกครับ เราตกรถไฟไปเยอะแล้ว ตอนนี้ผมอยากจะ เรียกร้องให้รัฐบาลได้กรุณาทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ทบทวนมติ ครม. ป้ ๒๕๔๔ ๖ ป้กว่าแล้วครับ บอกห้ามวิจัยในไร่นา จนกระทั่งนักวิจัยเรื่องนี้จะยกเลิกกันหมดแล้ว ผมอยากจะกราบเรียนได้กรุณาทบทวนในเรื่องนี้นะครับ ในเรื่องของการสนับสนุน ให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผมคงเรียนนิดเดียวครับในประเด็นนี้สาระสําคัญก็คือว่า ๑. กลุ่มเกษตรกรที่เปึนนิตินัยทางกฎหมาย กลุ่มสหกรณ์การเกษตร ขอความกรุณาว่าได้ กรุณาให้ความสําคัญในเรื่องนี้ต่อเนื่องถึงจะสําคัญกลุ่มอื่น ๆ ด้วยก็ตาม แต่สิ่งที่เปึนไป ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็คือจะต้องมีการจัดทําสภาเกษตรกร เพื่อสนับสนุนการ รวมกลุ่ม ผมกราบเรียนว่าใน สนช. ไม่สามารถที่จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสภา การเกษตรแห่งชาติ ซึ่งเปึนสภาไตรภาคีมีทั้งภาครัฐมีทั้งภาคเอกชน แล้วภาคเกษตรกร ไม่ใช่อันเดียวกันกับสภาเกษตรกร ผมอยากจะกราบเรียนว่า มันเปึนคนละสภากัน ถ้าหากว่า เราสามารถทําให้สภาการเกษตรแห่งชาติออกมาก่อน จะทําให้กลุ่มของเกษตรกรที่เปึน ส่วนหนึ่งและเปึนประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของในสภาการเกษตรแห่งชาติ สามารถที่จะ รวมตัวกันเข้าไปเจรจากับภาครัฐกับภาคเอกชน แล้วก็ในขณะเดียวกันก็มาพัฒนาตัวเอง ในสภาเกษตรกร มันจะทําให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยสภาเกษตรกร อย่างเดียว ผมยังเกรงว่ามันอาจจะคล้าย ๆ กับกองทุนฟุ๋นฟูซึ่งก็ยังไม่ได้พูดอยู่ในนี้อย่างที่ ท่านผู้อภิปรายได้อภิปรายไปแล้ว อันนั้นก็เปึนตัวอย่างอีกอันหนึ่ง แต่ก็ควรจะให้ ความสําคัญในเรื่องนั้นด้วยเช่นกันครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าในเรื่องกฎหมาย สภาการเกษตรแห่งชาติ ผมอยากจะกราบเรียนได้กรุณาพิจารณาเถอะครับ มีความเข้าใจ ผิดคิดว่ามันเปึนกฎหมายที่ให้อํานาจแก่ภาคราชการกับภาคเอกชนเท่านั้น ไม่สนใจ ภาคเกษตรกร ผิดครับ ภาคเกษตรกรถ้าพูดถึงสัดส่วนมีถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของบรรดา จํานวนทั้งหมด ๘๑ คนด้วยซ้ําไปนะครับ สําหรับอันนั้นก็เปึนนโยบายทางด้านการเกษตร ซึ่งผมคงจะกราบเรียนโดยย่อ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เปึนเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียน ให้คณะรัฐมนตรีได้กรุณาทบทวนในเรื่องนี้อย่างชัดเจน แล้วก็กรุณาเถอะครับตอนนี้ กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคมก็ฤดูฝนใหม่แล้วครับ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ นโยบายอื่น ๆ นะครับ ผมคงแตะโดยย่อเท่านั้น

ประเด็นแรกในเรื่องนโยบายด้านพลังงานซึ่งอยู่ในข้อ ๓.๔ หน้า ๑๖ หน้า ๑๗ นะครับ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าในนโยบายพลังงานได้พูดถึงเรื่องต่าง ๆ ซึ่งก็สมควร ผมไม่ได้ไปถึงตรงนั้น แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ในนโยบาย พลังงานไม่ได้พูดให้มันสอดรับกับการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการปลูกพืชพลังงานเลย พลังงานชีวภาพหรือพลังงานพวกไบโอแก๊ส (Biogas) พลังงานที่มาจากแก๊สชีวภาพจาก มูลสัตว์มูลอะไรต่าง ๆ พวกเหล่านี้เปึนสิ่งที่สมควรจะสนับสนุนอย่างยิ่งนอกเหนือจากใน นโยบายที่กล่าวแล้ว ไม่ว่าจะเปึนพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ําอะไรก็ตาม สิ่งนี้ไปพูดในภาคของการเกษตร แต่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่ในภาคของพลังงานด้วย เพื่อให้สามารถสอดรับกัน แล้วก็เปึนครบวงจรอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ในเรื่องของ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปึนนโยบาย ข้อที่ ๔ หน้า ๑๘ ถึงหน้า ๑๙ ๒ ประเด็นครับในเรื่องที่ดิน ที่ดินมันมีทั้งกรรมสิทธิ์และการใช้ประโยชน์ ก็มีการพูดอยู่บ้าง นะครับ ไม่ใช่ว่าไม่พูดเลย แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ๑. ไม่เห็นชัดเจนในนโยบาย แก้ปัญหาอย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดไปบ้างเหมือนกัน ก็คือว่าไม่เห็นชัดเจนว่านโยบาย ในการแก้ปัญหา เรื่องการบุกรุกที่ดินซึ่งเปึนปัญหาเรื้อรังมามากกว่า ๓๐ ป้ ผมอยากจะ กราบเรียนว่าในความเห็นผมที่เคยเปึนอดีตเลขาธิการ ส.ป.ก. ผมอยากจะกล้าพูดว่า ไม่ค่อยมีรัฐบาลไหนกล้าที่จะเข้ามาทํา ไม่กล้าที่จะเข้ามาแก้ปัญหาการบุกรุกการครอบครอง ที่ดินของรัฐโดยมิชอบทางกฎหมาย แต่มันเปึนปัญหาที่จะต้องมีการสะสางมีการแก้ไข ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะสะสมแล้วก็เดินต่อไปเรื่อย ๆ แล้วก็มากขึ้นทุกที ปัญหาเรื่องของการ กระจายกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็เปึนอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสําคัญมากก็เห็นอยู่เหมือนกัน ครับ แต่เนื่องจากมันเปึนระดับนโยบาย ก็ยังไม่เห็นในเรื่องของแนวทางที่จะนําไปปฏิบัติ แต่เรื่องนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องการปฏิรูปที่ดินยังมีความสําคัญ แต่มันยังเดินไป ได้ช้าเพราะเราเอาการปฏิรูปที่ดินไปแก้ปัญหาการครอบครองที่ดินของรัฐ อยากจะให้ลอง ทบทวนนะครับ เคยมีการเสนอแยกการปฏิรูปที่ดินเปึนการปฏิรูปที่ดินจริง ๆ คือเพื่อกระจาย กรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับเกษตรกรและการแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐนะครับ

สําหรับในเรื่องทรัพยากรน้ํา สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนนิดหนึ่ง ซึ่งก็คือ เรื่องนโยบายที่ไปพูดเปึนนโยบายเร่งด่วนทั้งในเรื่องการจัดหาน้ําต่าง ๆ นี่นะครับ ผมเพียงแต่กราบเรียนว่าในเมื่อกําหนดเปึนนโยบายเร่งด่วนมันควรจะต้องสอดคล้อง เข้าไปในกลุ่มของนโยบายทรัพยากรธรรมชาติด้วย เพราะอย่างไรเสียมันไม่สามารถ จะเปึนเฉพาะแค่เริ่มต้นด้วยความเร่งด่วน แต่มันจะต้องเปึนการวางแผนในระยะยาว ตรงนี้จึงเปึนข้อสังเกตเท่านั้นละครับ

ประเด็นรองสุดท้ายก็คือเรื่องบริหารจัดการที่ดี สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ด้วยความกังวลก็คือในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินของภาครัฐนะครับ สิ่งที่ น่ากังวลก็คือปัจจุบันนี้ความน่าเชื่อถือของหน่วยงานของรัฐในความเห็นของผมรู้สึกว่า มันค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ มันเหมือนกับคนไม่ค่อยเชื่อถือภาคราชการ ตรงนี้ เปึนอันตรายมาก เพราะอย่างไรเสียประเทศไทยไม่มีทางที่จะขาดภาคราชการไปได้ ตรงนี้ ความจําเปึนในการเพิ่มประสิทธิภาพนั้นสําคัญมาก แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ปัญหาใหญ่ก็คือปัญหาไม่ใช่ตัวระบบงานหรอกครับ แต่ปัญหาใหญ่คืออยู่ที่ตัวบุคคล ตัวบุคคลที่เปึนปัญหามากที่สุด ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสักนาทีได้ไหมครับ ตัวปัญหาบุคคลก็คือว่าในเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย ทําให้เกิดความท้อถอยในเรื่องของ การที่จะเข้ามาทํางาน ตราบใดที่การโยกย้ายแต่งตั้งไม่เปึนธรรม ข้าราชการไม่มีวิญญาณ ในการทํางาน เราจะหวังได้อย่างไร จะวางนโยบายอย่างไร วางแผนปฏิบัติอย่างไร วางระบบอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะทําให้ได้

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานครับ ในเรื่องนโยบายเร่งด่วน ซึ่งมีอยู่ หลายกลุ่มทั้งหมด ๑๙ อันนะครับ หลายเรื่องผมเห็นว่ามันด่วนจริง ๆ ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง การปรองดอง เรื่องชายแดนภาคใต้ เรื่องยาเสพติด เรื่องฟุ๋นความเชื่อมั่น เรื่องค่าเงิน เรื่องราคาสินค้า ลดผลกระทบจากพลังงาน อันนี้ด่วนจริง ๆ แต่อันอื่น ๆ มันอาจจะ เปึนด่วนที่จะต้องเริ่ม แต่มันไม่ใช่ด่วนเฉย ๆ แล้วหยุดแค่นั้น แต่มันจําเปึนต้องต่อไป ในระยะยาว ผมจึงเสนอว่าน่าจะต้องเตรียมที่จะสอดเข้าไปในนโยบายและกลุ่มต่าง ๆ ในข้อ ๒ ถึงข้อ ๘ เพื่อให้มันแน่ใจเหมือนที่ผมได้กราบเรียนเปึนเรื่องของระบบชลประทาน

ประเด็นสุดท้ายก็คือว่าปัจจุบันนี้กุมภาพันธ์ ผมพูดซ้ําอีกครั้งครับ ท่านประธานครับ ที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะว่านี่กุมภาพันธ์ เดี๋ยวรัฐบาลก็ต้องไปทําแผน บริหารราชการแผ่นดิน ครึ่งป้งบประมาณแล้วครับ แล้วก็ฤดูฝนก็กําลังจะมาแล้วครับ จะทําอย่างไรผมคงเสนอไม่ได้ชัดเจนนัก แต่ผมเข้าใจว่าทางคณะรัฐมนตรีคงจะเห็น ประเด็นนี้แล้วก็แก้ไขปัญหาในเรื่องของกรอบเวลา ขอบพระคุณครับ