ทัศนียา รัตนเศรษฐ เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล โดยเห็นด้วยในทุกนโยบาย แต่ขอเพิ่มเรื่องผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยมีความกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัตินโยบายที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย นอกจากนี้ เธอยังหารือเรื่องการศึกษาและเรียกร้องการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษา ซึ่งลดน้อยถอยลงอย่างต่อเนื่อง เธอเน้นย้ำว่าการศึกษาคือที่มาของรายได้และรากฐานชีวิต และขอให้รัฐบาลหาสาเหตุของปัญหาคุณภาพการศึกษาและแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ทัศนียา รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ท่านประธานคะ จากนโยบายที่รัฐบาล ได้แถลงทั้งหมด ๒๘ หน้า แบ่งออกเปึน ๘ ด้าน ดิฉันเห็นด้วยในทุก ๆ นโยบาย แล้วก็ทุก ๆ ด้านค่ะที่มีความพร้อมแล้วก็สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ แล้วดิฉันก็ยังเห็นด้วย อย่างมากที่ท่านได้กรุณาเอานโยบายการปราบปรามยาเสพติด นโยบายในเรื่องของ กองทุนหมู่บ้าน แล้วก็นโยบายในเรื่องของเอสเอ็มแอล แล้วก็ในส่วนนโยบายในเรื่องของ โอทอปมาเปึนนโยบายเร่งด่วนนะคะ แต่ดิฉันก็อยากจะฝากท่านประธานว่า ถ้าท่านจะกรุณา เพิ่มนโยบายที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ แล้วก็ อสม. อปพร. ตํารวจบ้าน ก็จะเปึนพระคุณอย่างยิ่ง เพราะว่าโดยเฉพาะทาง อสม. นั้นเปึนผู้ที่ทํางานหนัก แล้วก็เปึนกําลังหลักในการพัฒนา ประเทศ ไม่ว่าท่านจะกรุณาเดือนละ ๕๐๐ บาท เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท อะไรก็แล้วแต่ กําลังของประเทศ แล้วโดยเฉพาะในส่วนของผู้สูงอายุค่ะท่าน ซึ่งทุกวันนี้ท่านมีเวลาเหลือ ไม่มากเพราะฉะนั้น ๕๐๐ บาท ที่รัฐจัดให้ยังไม่เพียงพอค่ะ ท่านยังเหลืออยู่มาก อย่าว่าแต่ ๖๐ ป้เลยค่ะท่าน ๗๐ ป้ ๘๐ ป้ก็ยังไม่ได้รับ ฝากท่านตรงนี้ด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ในการ แปลงนโยบายมาสู่การปฏิบัติมันไม่ได้สวยหรู มันไม่ได้ราบรื่นเหมือนอย่างที่ท่านบอก ท่านเขียน เพราะว่าในการแปลงนโยบายมาสู่การปฏิบัตินั้นมันยังมีช่องว่างมีช่องโหว่ ที่ทําให้ผู้ปฏิบัตินั้นนําไปก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งเงินนี้ดิฉันก็อยากจะฝากข้อห่วงใย แล้วก็ข้อคําถามกับคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสัก ๒–๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือในเรื่องของนโยบายการปราบปรามยาเสพติด ว่าท่านมี มาตรการในการกํากับดูแลอย่างไรที่จะทําให้เหตุการณ์ในอดีตที่ผิดพลาดบกพร่องไม่ต้อง กลับมาอีก หรือหากเกิดขึ้นท่านมีมาตรการจะชดเชยอย่างไร ใครจะเปึนผู้รับผิดชอบ ไม่ว่า จะเปึนการอุ้มฆ่า การฆ่าตัดตอน แล้วที่สําคัญก็คือการยัดยาบ้าผู้บริสุทธิ์ เพราะนั่นเปึน สิ่งที่พี่น้องประชาชนเขากลัวค่ะท่าน กลัวว่าสักวันหนึ่งเหตุการณ์นั้นจะมาเกิดขึ้นกับเขา หรือเปล่า ที่ทําให้เขาต้องถูกอุ้มไปแล้วก็ยัดยาบ้า จนทําให้เขาต้องเจ็บตัวฟรี เสียเงินฟรี แล้วในที่สุดก็ติดคุกฟรีซึ่งหาใครรับผิดชอบไม่ได้ นี่คือข้อห่วงใยประเด็นที่หนึ่ง
ข้อห่วงใยประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของนโยบายประชานิยม ซึ่งเปึน นโยบายที่ประชาชนชื่นชอบ แล้วก็มีประโยชน์ แต่ว่าก็ยังมีหลาย ๆ นโยบายที่ได้ปฏิบัติ มาแล้วนั้นยังมีข้อบกพร่อง ไม่ว่าจะเปึน ๓๐ บาท รักษาทุกโรคก็ยังไม่สามารถรักษาได้ ทุกโรคจริง ยังมีโรคมะเร็ง โรคหัวใจที่เปึนโรคที่ร้ายแรงก็ฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีด้วย หรือว่าแม้แต่ในเรื่องของโครงการเงินกู้ก็ยังไม่ทั่วถึง กองทุนหมู่บ้านยังไม่กระจาย อย่างทั่วถึงไม่เปึนธรรม ยังไปกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางกลุ่มที่เปึนคณะกรรมการ แล้วที่สําคัญนั้นก็คือนโยบายของสินค้าโอทอปค่ะท่าน ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีตลาดรองรับ ที่แน่นอนที่จะทําให้ประชาชนผู้ผลิตนั้นสามารถที่มีรายได้อย่างยั่งยืน นี่เปึนข้อห่วงใย เรื่องที่๒
แล้วเรื่องที่ ๓ ก็คือในเรื่องของการศึกษาในข้อ ๒ ทุกท่านก็ยอมรับนะคะว่า การศึกษาคือที่มาของรายได้ การศึกษานั้นคือรากฐานชีวิต เราจะทําอย่างไรล่ะคะท่าน ที่จะทําให้การศึกษานั้นเปึนจริงในทุก ๆ นโยบายโดยเฉพาะเรียนฟรี ๑๒ ป้ ว่าจะทํา อย่างไรที่จะฟรีจริงนะคะท่านทั้งค่าเล่าเรียนแล้วก็ค่าแป็ะเจี๊ยะ เพราะทุกวันนี้ผู้ปกครอง ก็ไม่ได้ห่วงหรอกค่ะว่าค่าเล่าเรียนเท่าไร เขาห่วงเรื่องค่าแป็ะเจี๊ยะมากกว่าซึ่งมันสูงกว่า ค่าเล่าเรียนถึงหลายร้อยตัวหลายสิบเท่านะคะ แล้ว ๑๒ ป้นั้นจะเริ่มจากระดับใดแน่ จะเอาจากประถมถึง ม. ๖ หรือว่าจากอนุบาลถึง ม. ๔ ก็อยากให้ท่านได้ให้ความชัดเจน เพื่อผู้ปกครองเขาจะได้เตรียมฐานะทางการเงินได้ถูก แล้วถ้าเกิดว่า ๑๒ ป้เรียนไปแล้ว ไม่จบท่านจะทําอย่างไร นอกจากนั้นดิฉันก็ใคร่จะฝากในเรื่องของข้อสังเกตค่ะท่าน เกี่ยวกับคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งนับตั้งแต่ที่มีการยุบรวมประถม มัธยมเข้าด้วยกัน แล้วก็ถ่ายโอนสถานศึกษาไปอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปรากฏว่าคุณภาพ การศึกษานั้นลดน้อยถอยลงทุกวัน จะคงที่อยู่ก็เฉพาะในส่วนที่สังกัดของเทศบาลหรือว่า อบจ. ในตัวจังหวัดเท่านั้น จากเดิมที่ในป้ ๒๕๔๘ ค่ะท่านมาตรฐานการศึกษาไทยเรา อยู่ในลําดับที่ ๕ ของทั้งหมด ๑๒ ประเทศในเอเชีย พอมาป้ ๒๕๔๙ เราหล่นมาอยู่ลําดับที่ ๘ แล้วมาป้นี้ก็ยิ่งตกหนักเราอยู่ลําดับที่ ๑๐ ค่ะท่าน ซึ่งดิฉันก็ไม่มั่นใจว่าป้หน้าจะหล่นไปใน อันดับที่ ๑๒ สุดท้ายหรือเปล่าซึ่งตรงนี้ล้วนแต่น่าห่วง ก็ฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ท่านได้หาสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร เกิดจากความไม่พร้อมขององค์การปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือเปล่าที่ท่านให้งบประมาณไม่เพียงพอ หรือเกิดจากสถานศึกษาที่ไม่มีครู อย่างเพียงพอ ไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัยจนทําให้ผู้บริหารต้องวิ่งทอดผ้าป์า กันทุกป้ หรือว่าเกิดจากตัวครูผู้สอนเองที่ไม่มีขวัญกําลังใจในการทํางาน ไม่มีความมั่นคง ในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะครูใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทุกวันนี้ต้องตายรายวัน จนกลายเปึนเครื่องเซ่นสังเวยประจําวันไปแล้วค่ะท่านประธาน สิ่งที่ครูมีทุกวันนี้ก็คือ มีแต่หนี้สิน มีแต่ความหวาดกลัว แล้วก็มีแต่ความยุ่งยากในการประเมินในการเลื่อน วิทยฐานะที่เปลี่ยนหลักเกณฑ์กันทุกป้จนทําให้ครูนั้นไม่มีเวลาที่จะเตรียมการสอนจาก สาเหตุนี้หรือเปล่า หรือว่าเกิดจากสาเหตุตัวเด็กเองที่ไม่มีอาหารกลางวันอย่างเพียงพอ ไม่มีเงินกองทุนในการที่จะให้เด็กที่ยากจนกู้เรียน หรือว่าไม่มีทุนกู้เรียนที่จะให้เด็กที่อยาก เรียนสูง ๆ ได้เรียน หรือว่าเรียนไปแล้วจนก็ต้องออกกลางคัน หรือว่าผูกคอตายเพราะกู้ไม่ได้ ปัญหาทั้งปวงนี้ค่ะท่านล้วนแต่รอรัฐบาลที่จะมาเยียวยารักษา เพราะฉะนั้นโดยเฉพาะ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งท่านเปึนความหวังอย่างมากของพี่น้องประชาชนที่เขาหวังว่า ท่านจะสามารถแก้ปัญหาของประเทศในขณะนี้ที่เปึนวิกฤติให้ทุเลาเบาบางอย่างรวดเร็ว ทุก ๆ ปัญหา ไม่ว่าจะเปึนปัญหาในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา หรือแม้แต่ ความมั่นคง ความปลอดภัย แล้วที่เขาหวังอย่างมากค่ะท่านก็คือหวังว่ารัฐบาลจะสามารถ นําพาประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าให้พ้นจากบ่วงของการปฏิวัติรัฐประหารอย่างถาวร ไม่บริหารบ้านเมืองผิดพลาด ทุจริต คอร์รัปชัน ในนโยบายหรือว่าโครงการที่กํากับดูแล จนเปึนเหตุทําให้การปฏิวัติรัฐประหารต้องย้อนกลับมาอีก เพราะนั่นคือความบอบช้ํา ของประเทศค่ะท่าน ถ้าเราจะเปรียบความบอบช้ําของประเทศกับร่างกายของมนุษย์ก็คือ มนุษย์ที่อมโรค มนุษย์ที่เจ็บป์วยทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเปึนภาครัฐทุกวันนี้ก็ป์วยเปึนโรค สมองฝ์อไม่กล้าคิดกล้าทําอะไร เพราะว่ากลัวจะถูกเช็คบิล หรือว่าแม้แต่ภาคธุรกิจเอกชน ก็ป์วยเปึนโรคขวัญหนีดีฝ์อไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุนเพราะไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวนาน แค่ไหน แล้วการตัดสินใจของคณะรัฐบาลเปึนตัวจริงเสียงจริงหรือเปล่าหรือจะต้องมีการปรับแก้กัน หรือไม่ แล้วยิ่งเมื่อมามองภาคสื่อสารมวลชนนี่ยิ่งป์วยหนักค่ะท่านประธาน ป์วยเปึนโรคย้ําคิดย้ําทํา ถ้าท่านได้ดูทีวี ท่านได้อ่านหนังสือพิมพ์ ท่านจะเห็นว่าทุกครั้ง ที่พูดถึงรัฐบาล ไม่เคยเลยมีสักครั้งจะบอกว่าเปึนรัฐบาลมืออาชีพ มีแต่บอกว่ารัฐบาล ตัวแทน รัฐบาลร่างทรง รัฐมนตรีเบอร์ ๒ รัฐมนตรีตัวแทนกลุ่ม พูดอยู่นั่นแหละค่ะ พูดจน ทําให้พี่น้องประชาชนที่เขาบริโภคสื่อต้องพลอยป์วยไปด้วย ป์วยเปึนโรคหวาดระแวง โรคไม่เชื่อมั่นไม่เชื่อถือต่อรัฐบาล จนกลายเปึนวิกฤติศรัทธาทุกวันนี้ ท่านประธานคะ โรคทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็ล้วนแล้วแต่รอคอยหมอที่จะมาเยียวยารักษา คณะรัฐบาลท่านก็ คือหมอ นโยบายที่ท่านให้ที่ท่านแถลงก็คือยาที่ใช้ในการรักษา เพราะฉะนั้นถ้าท่าน ได้หมอไม่ตรงกับโรค ได้หมอที่มีความเชี่ยวชาญชํานาญไม่เฉพาะด้าน แล้วก็ให้ยาผิด ๆ ถูก ๆ โรคที่ว่าจะหายในที่สุดก็อาจจะตายได้ แล้วนโยบายที่ท่านแถลงไว้ในวันนี้ก็จะต้อง สูญเปล่าโดยสิ้นเชิง กลายเปึนเศษกระดาษที่เขียนไว้ด้วยตัวอักษรที่สวยหรูเท่านั้น แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ แล้วที่สําคัญท่านประธานคะ ประเทศไทยประกอบด้วยคนถึง ๖๕ ล้านคนที่รอคอยอานิสงส์จากนโยบายของรัฐบาลที่แถลงวันนี้ ประเทศไทยไม่ใช่หนู ที่จะใช้ในการทดลองยาได้อีกต่อไปแล้ว เพราะระดับความเชื่อมั่นของประเทศนั้นตกต่ําลง ทุกวัน จากที่สหรัฐอเมริกาเคยจัดระดับของประเทศเราอยู่ในระดับความเชื่อถือที่ ๓ เอ (3 A) ทุกวันนี้เราตกลงมาอยู่ในระดับ ๓ บี ลบ (3 B–) จนทําให้ประเทศเกาหลีเขาแซงหน้าเราไป ถึง ๒ ระดับ