อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอให้ใช้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่มีกฎหมายรองรับเป็นฐานในการบริหารจัดการ โดยไม่ยึดติดกับชื่อหรือแนวคิดเดิมของกองทุนอื่น และเรียกร้องให้ขยายโอกาสให้ทุกคนกู้ได้ แต่ต้องรักษาสิทธิของเด็กยากจนที่มีเงินกินอยู่ต่อ เพื่อลดความกังวลต่อนโยบายใหม่
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้นเพื่อทําความเข้าใจ เพราะว่าเมื่อเช้ามีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายพาดพิงมาถึงฝ์ายค้านเล็กน้อย เพื่อทํา บรรยากาศแล้วก็ความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราครับ
ประการแรก ในส่วนของสถานะของฝ์ายค้านนั้นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๐ บัญญัติเอาไว้ชัดแจ้งครับว่า สถานะของฝ์ายค้านหรือผู้นําฝ์ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายและเข้าบริหาร ราชการแผ่นดินแล้วเท่านั้น วันนี้เปึนวันที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้น อันนี้เพื่อความเข้าใจของท่านประธาน เพื่อนสมาชิก และพี่น้องประชาชนนะครับว่า เหตุใดฝ์ายค้านจึงยังไม่ได้มีสถานะเปึนทางการเปึนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๒ บังเอิญท่านพาดพิงมาถึงเรื่องประเด็นของคณะรัฐมนตรีเงา ผมก็อยากจะถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลและเพื่อนสมาชิกว่า เรื่องคณะรัฐมนตรีเงานั้นเปึนประเพณีปฏิบัติสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข คือในระบบ รัฐสภา กลไกนี้เปึนกลไกที่จะทําให้การทําหน้าที่ของฝ์ายค้านมีความเปึนระบบ ไม่ใช่ว่า การทําหน้าที่ของฝ์ายค้านแต่ละคนนั้นเสมือนกับว่าใครจะพูดใครจะวิพากษ์วิจารณ์อะไร อย่างไรก็ได้ แต่จัดระบบเสียเพื่อประโยชน์ของความชัดเจนในเรื่องของความรับผิดชอบ และยังเปึนกระบวนการที่ทําให้ฝ์ายค้านเองต้องมีมาตรฐานในการทํางานและในการ ตัดสินใจ ทั้งในแง่ของบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้ติดตามงานนั้น ๆ ไปจนถึงการที่เรามี การประชุมคณะรัฐมนตรีเงาก็เพื่อที่จะให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดกระผมกราบเรียนท่านประธานว่าในอดีตมีหลายพรรคการเมืองที่เคยเปึน ฝ์ายค้าน หรือแม้กระทั่งพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่คิดจะทําครับ แต่ว่ายังไม่สามารถ ดําเนินการได้สําเร็จ กระผมและพรรคประชาธิปัตย์คิดดําเนินการในครั้งนี้เพื่อประโยชน์ ของความก้าวหน้าของระบบรัฐสภาของเรา เพื่อให้การทํางานของทั้งฝ์ายค้านฝ์ายรัฐบาล เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นก็เข้าใจดีว่าเมื่อเปึนเรื่องใหม่ก็อาจจะ มีความไม่เข้าใจหรือความสับสนอยู่บ้าง แต่ก็ขอความกรุณาครับว่า ผมอยากจะยืนยันว่า เรื่องนี้จะเปึนประโยชน์กับพวกเราทุกคนในวันข้างหน้า เพราะจะเปึนการพัฒนาการ ทํางานของบุคลากรทางการเมือง ที่เราเรียกว่านักการเมืองอาชีพให้เปึนที่ยอมรับ ให้เปึนที่ มั่นใจของพี่น้องประชาชน ดังนั้นก็อยากจะขอความกรุณาครับว่า อะไรซึ่งจะเปึนเรื่องที่ทํา ให้บ้านเมืองหรือการเมืองเดินไปข้างหน้าเราอย่ามาขัดขวาง ขัดขาหรือทําให้บ้านเมือง ของเราไม่สามารถพัฒนาไปสู่มาตรฐานที่สากลหรืออารยประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขเขาได้วางเปึน ประเพณีปฏิบัติไว้ ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพื่อที่จะต่อเข้าสู่เรื่องของการอภิปรายนโยบายของ รัฐบาลเลยครับ เพราะว่าการแถลงนโยบายในวันนี้ก็เปึนการแถลงนโยบายตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แล้วก็เปึนการแถลงครั้งแรกตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความเหมือนความต่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับฉบับก่อน หรือฉบับ ที่แล้ว ๆ มามีทั้ง ๒ ด้าน ในความเหมือนก็คือว่าคณะรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายก่อนเข้า บริหารราชการแผ่นดิน เพราะในวิถีทางของประชาธิปไตยวันนี้คือวันที่ท่านทั้งหลาย ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาเปึนเสียงข้างมาก หรือรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลกําลัง จะกลับมาบอกกับพี่น้องประชาชนผ่านผู้แทนของปวงชนชาวไทยว่า ท่านมีความตั้งใจ ในการบริหารจัดการนําพาประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไรใน ๔ ป้ข้างหน้า ซึ่งก็เปึน กระบวนการที่สําคัญเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะที่ท่านนั่งกันอยู่ข้างบนนั้นก็มาจาก เสียงสนับสนุนของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนย่อมมีสิทธิจะรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เรา ได้เคยพูดกันไว้ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งนั้น เมื่อมาจัดตั้งรัฐบาลแล้ว เมื่อมารวบรวม เปึนเสียงข้างมากแล้วจะดําเนินการต่อไปอย่างไร เพื่อประโยชน์ของเจ้าของอํานาจหรือ เจ้าของประเทศนี้ ท่านประธานครับ การแถลงนโยบายในวันนี้ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าจะต้องแถลงให้เห็นด้วยว่าจะดําเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐ หรือหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง แล้วก็ยังมีบทบัญญัติเพิ่มเติมซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้กล่าวไปในช่วงของการแถลงนโยบายเช่นเดียวกันว่าจะต้องมีการไปจัดทําแผนบริหาร ราชการแผ่นดิน และแผนการตรากฎหมายด้วย กระผมขอเริ่มต้นที่จะตั้งข้อสังเกตใน ๒ แง่มุม แง่มุมแรกทําความเข้าใจซักซ้อมเกี่ยวกับ การทํางานในเรื่องเทคนิค และในแง่มุมที่ ๒ ก็คือ ในเรื่องของภาพรวมนโยบาย ก่อนที่จะ ขอใช้เวลาในการอภิปรายนโยบายสําคัญ ๆ บางด้านก่อนที่จะให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ต่อไป
เรื่องแรก ที่เปึนข้อสังเกตนั้นก็คือจะขอพูดในเชิงเทคนิคเล็กน้อยนะครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจแล้วก็ทํางานด้วยดี กระผมกราบเรียนท่านประธานแล้วว่า พวกเรา ที่เปึนฝ์ายค้านในขณะนี้ต้องการเห็นการเมืองเดินไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นการทํางาน ของเราต่อจากนี้ไปเริ่มตั้งแต่วันนี้ครับในการอภิปราย เราอยากจะเห็นการเคารพในการ ปฏิบัติหน้าที่ของกันและกัน คือฝ์ายรัฐบาลและฝ์ายค้าน ถ้าเราสามารถทําให้กระบวนการ ในวันนี้มีความสร้างสรรค์และต่อเนื่องไป เปึนกระบวนการที่พี่น้องประชาชนมองเข้ามาแล้ว เกิดความศรัทธาในระบบรัฐสภามากยิ่งขึ้น ไม่ใช่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับบางภาพของ การประชุมสภาในอดีต กระผมคิดว่ามันจะเปึนการช่วยให้การเริ่มต้นการทํางานของ รัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้เปึนไปด้วยดี การที่เราจะทํางานด้วยดีนั้น นั่นหมายความว่า เราต้องสามารถที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา เราอาจจะมีข้อมูล ไม่เหมือนกัน เราอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องของความแตกแยกหรือ การทะเลาะ คุณค่าของระบอบประชาธิปไตยก็คือว่าคนที่มีอํานาจได้อํานาจนั้นไปอย่างจํากัด ได้อํานาจนั้นไปอย่างมีเงื่อนไขและพึงใช้อํานาจนั้นด้วยการให้เกียรติ ให้สิทธิเสรีภาพ แก่ฝ์ายต่าง ๆ ในการนําเสนอมุมมองที่หลากหลาย แล้วใช้ประโยชน์จากความหลากหลายนั้น เพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ หรือเพื่อประเทศชาติโดยส่วนรวม ดังนั้น เรื่องแรกที่ กระผมขอกราบเรียนไปยังรัฐบาลก็คือว่า นโยบายวันนี้เปึนเพียงส่วนหนึ่งครับ หลังจากนี้ ท่านต้องทําแผนการบริหารราชการแผ่นดินและแผนการตรากฎหมาย ใน ๒ แผนนั้นจะมี ความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าในแต่ละป้ที่ท่านจะเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินนี่ท่านจะทํา อะไรอย่างไรบ้าง และในการบริหารให้เปึนไปตามนโยบายนั้นจะต้องตรากฎหมายอะไรบ้าง ซึ่งหมายถึงการนําเสนอกฎหมายผ่านกระบวนการของรัฐสภาแห่งนี้ ขอความกรุณาว่า เมื่อท่านจัดทําแผนดังกล่าวเสร็จกรุณาได้แจ้งหรือได้ส่งให้สมาชิกรัฐสภาได้มีโอกาสรับทราบ กระผมย้ําประเด็นนี้เพราะว่ากระผมเคยขอจากท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่ว่าเวลาผ่านไปจนกระทั่งสภายุบไปก็ไม่เคยได้เห็น แผนต่าง ๆ ที่ได้มีการตกลงไว้ว่า จะดําเนินการให้พวกเราได้รับรู้รับทราบจะได้ทํางานกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้ เปึนประเด็นแรกครับ
ประเด็นที่ ๒ กระผมได้อ่านคําแถลงนโยบายแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจครับว่า มันได้เปึนไปตามเจตนารมณ์ของกระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูมาตรา ๗๕ วรรคสอง รัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ว่าในการแถลง นโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจงต่อรัฐสภา ให้ชัดแจ้งว่าจะดําเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เปึนไปตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในคําแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้นจะมีภาคผนวกที่เรียกว่า ภาคผนวก ข ครับ ที่บอกกว้าง ๆ ว่า นโยบายตามบทบัญญัติแต่ละมาตราของรัฐธรรมนูญ มีนโยบายของคณะรัฐมนตรีเขียนไว้ในหมวดใด หน้าใด เช่น สมมุติว่า เราสนใจว่านโยบาย ที่รัฐธรรมนูญกําหนดให้รัฐบาลต้องเขียนในเรื่องของกฎหมายและการยุติธรรมก็จะอยู่ใน มาตรา ๘๑ อย่างนี้เปึนต้น ทางรัฐบาลก็เสนอภาคผนวก ข มาบอกว่าอันนี้อยู่ในหมวด ๘ ข้อ ๘.๒ แต่ถ้าท่านย้อนกลับไปดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลยังไม่ได้บอกว่า จะดําเนินการใด ในระยะเวลาใด ตรงนี้ก็ขอติงเอาไว้นะครับเพื่อที่จะกราบเรียนท่านประธานว่า หวังว่าอย่างน้อยเมื่อเราเห็นแผนการบริหารราชการแผ่นดิน จะมีความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ มากยิ่งขึ้น มิฉะนั้นบทบัญญัติที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญเสมือนเปึนเจตนารมณ์ของประเทศ ในการขับเคลื่อนทิศทางของนโยบายนั้นจะไม่มีความหมายครับ เพราะรัฐบาลทุกชุดเลยครับ จะเขียนได้กว้าง ๆ ว่ามีนโยบายในเรื่องนั้น เรื่องนี้แล้วแต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะดําเนินการ ในระยะเวลาใดคือสําเร็จเมื่อไร เงื่อนเวลาในนโยบายฉบับนี้มีอยู่เรื่องเดียวก็คือ ท่านบอกว่า ในหมวด ๑ ท่านจะเริ่มดําเนินการในป้แรก ไม่ได้บอกด้วยจะเสร็จเมื่อไรนะครับ นี่ก็คือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสอดคล้องของรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ ๒ ครับ ก็คงจะต้องสอบถามทางรัฐบาลด้วยก็คือว่าเที่ยวนี้ รัฐบาลไม่มีบัญชีร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ในการแถลงตามมาตรา ๑๗๖ ตามมาตรา ๑๔๕ คือพระราชบัญญัติที่จําเปึนต่อการบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านทําบัญชีมาเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญว่าบังคับให้ ตราขึ้น แต่ไม่ได้เขียนกฎหมายที่จําเปึนต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ความสําคัญ ของมันคงมีอยู่ ๒ ด้านครับ
ด้านที่ ๑ ก็คือว่าอันนั้นเปึนการให้สิทธิรัฐบาลว่าถ้ารัฐบาลอยากจะตรา กฎหมายที่จําเปึนต่อการบริหารราชการแผ่นดินปรากฏว่าสภาไม่เห็นชอบ รัฐธรรมนูญ ก็ให้สิทธิรัฐบาลไว้ว่า ถ้าระบุเอาไว้ในนโยบายว่าเปึนเรื่องสําคัญสามารถให้มีการประชุม ร่วมเพื่อที่จะผ่านกฎหมายฉบับนั้นได้ ผมสันนิษฐานว่าทางรัฐบาลก็คงจะสละสิทธิในเรื่องนี้ คือไม่ใช้บัญญัติตามมาตรา ๑๔๕ ก็แน่นอนครับอันนี้ก็เปึนดุลยพินิจของทางฝ์ายรัฐบาล แต่อีกด้านหนึ่งมันก็น่าเสียดายครับ น่าเสียดายเพราะว่าการระบุกฎหมายตามมาตรา ๑๔๕ มันเปึนวิธีการที่จะให้รัฐบาลได้แสดงเจตจํานงอย่างชัดแจ้งในการจัดลําดับความสําคัญ ของการบริหารประเทศ เพราะถ้าวันนี้รัฐบาลระบุมาว่าฉบับไหนบ้างที่จําเปึนต่อการ บริหารราชการแผ่นดิน พวกกระผมในฐานะตัวแทนของประชาชนก็จะทราบทันทีว่ารัฐบาล ให้ความสําคัญกับเรื่องนั้น ให้น้ําหนักกับเรื่องนี้ คงเห็นเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญ คงเห็นเรื่องนี้ เปึนเรื่องเร่งด่วน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็กราบเรียนติงเอาไว้เปึนข้อสังเกตแรกในเชิงเทคนิค ที่เกี่ยวข้องกับความสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในกระบวนการที่เรากําลัง ดําเนินการอยู่ในขณะนี้
สําหรับข้อสังเกตข้อที่ ๒ ครับในภาพรวม ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลชุดนี้ เกิดขึ้นหลังวิกฤติทางการเมืองซึ่งส่งผลต่อความเปึนอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ทําให้ความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศว่าเรามามีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้วนี่ปัญหาต่าง ๆ จะแก้ไขได้ เขาคาดหวังว่ากระบวนการประชาธิปไตยจะเปึนกระบวนการที่ศักดิ์สิทธิ์ในแง่ของการเอา เจตจํานงของเขานํามาสู่นโยบายในทางปฏิบัติ ถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็คือว่าคาดหวังที่จะเห็น ว่าวันที่พวกเราทุกคนไปพบประชาชนแล้วก็ขอคะแนนเสียง โดยบอกกับพี่น้องประชาชน ว่าจะดําเนินการเรื่องนั้น จะดําเนินการเรื่องนี้ วันนี้คือวันที่เขาจะตรวจสอบว่าตกลงจะทํา หรือไม่ กระผมกราบเรียนว่าในช่วงของการหาเสียงนั้น ผมเองเดินสายไปหลายเวที ไม่เพียงแต่แสดงเจตจํานงว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสบริหารประเทศจะดําเนินการ อย่างไรบ้าง แต่ได้ไปร่วมในเวทีของการหาเสียงที่จัดขึ้นให้ทุกพรรคไปแสดงวิสัยทัศน์ บังเอิญท่านนายกรัฐมนตรีท่านปฏิเสธที่จะไปร่วมในเวทีต่าง ๆ กระผมจึงไม่มีโอกาสได้ฟัง ท่านนายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์หรือตอบข้อซักถามในเวทีเหล่านั้นด้วยตัวของ ท่านเอง ผมมีโอกาสก็เพียงแต่ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีมิ่งขวัญ แต่สําหรับพรรคการเมือง อื่น ๆ หัวหน้าพรรคหรือผู้แทนพรรคนั้นไปกันหลายเวที สิ่งที่ผมตั้งเปึนข้อสังเกตก็คือว่า หลายนโยบายที่พูดกันนะครับ โดยเฉพาะเวลาพูดแล้วถูกซักถามว่าทําจริงใช่ไหม เอาจริง ใช่ไหม มันหายไปครับ ก็อยากจะสอบถามว่าที่หายไปเปึนเพราะว่าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ไม่เห็นพ้องหรืออย่างไร ผมยกตัวอย่างว่าบางพรรคชูประเด็นเรื่องการปลูกป์าใช้หนี้ ซึ่งเปึนนโยบายที่ได้รับการขานรับสําหรับคนที่เปึนหนี้ สําหรับคนที่ต้องการที่จะแก้ปัญหา โลกร้อน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่วันนี้เมื่อร่วมอยู่ในรัฐบาล นโยบายนี้ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจน บางพรรคบอกว่าจะมีการดําเนินการในเรื่องของการปรับปรุงระบบโครงสร้างภาษีหรือ สร้างระบบในเรื่องของสิทธิประโยชน์บางเรื่อง ยกตัวอย่าง ขอประทานโทษใช้คําภาษาอังกฤษ เพราะเขาใช้ไว้คือเบบี้ บอล (Baby ball) วันนี้ก็ไม่ปรากฏอยู่ครับ เปึนแผนการซึ่งเคยไปขอ คะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชน แต่ไม่ปรากฏอยู่บางพรรคการเมืองไปไกลถึงขนาดที่จะ จัดรัฐสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อย่างทั่วถึงก็ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายฉบับนี้ แม้แต่ พรรคแกนนําซึ่งชูประเด็นว่าเพิ่มรายได้ ๔ เท่า ลดรายจ่าย ๔ เท่า อาจจะมีบางเรื่อง เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ได้มีการยืนยันผูกมัดว่านี่คือเปัาหมายของนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ที่ตั้งข้อสังเกตนี้ก็เพื่อจะติงเอาไว้ครับว่ากระผมไม่อยากจะให้ภาพลักษณ์ของการเมือง และนักการเมืองเปึนว่าเวลาหาเสียงพูดอะไรก็ได้ เมื่อได้คะแนนเสียงแล้ว เปึนรัฐบาลแล้ว จะทําหรือไม่ทําก็ได้ สิ่งที่กระผมเห็นก็คือว่านโยบายที่เขียนมาโดยรวมนั้นเปึนนโยบาย ที่พูดได้เต็มปากเต็มคําจากคนที่ติดตามนักการเมืองของทุกพรรคด้วยกันมาว่ามีส่วนร่วม ในการกําหนดอย่างชัดเจน เพื่อให้เปึนไปตามเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งมีค่อนข้างน้อยครับ ถ้าไม่นับในหมวด ๑ ที่เปึนนโยบายเร่งด่วนแล้ว แทบจะกล่าวได้ว่านโยบายทุกหมวด ที่ท่านเขียนเปึนการเขียนล้อตามรัฐธรรมนูญบ้าง เปึนการเขียนล้อตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติบ้าง แม้กระทั่งเมื่อสักครู่ในช่วงที่ท่านนายกรัฐมนตรีอ่านนโยบาย ผมก็ สังเกตเห็นว่าศัพท์แสงหลายอย่างอาจจะไม่เปึนที่คุ้นเคยนัก เพราะมันไม่ใช่ภาษาของ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีชุดนี้ที่มักจะใช้กันเวลาพูดถึงนโยบายกับประชาชน ความกังวลที่ตามมาก็คือว่า นอกจากเรื่องต่าง ๆ ที่หายไปอยู่ตรงไหนก็คือเรื่องที่เขียนอยู่ ตั้งแต่หมวด ๒ เปึนต้นไป ซึ่งต้องยอมรับว่าเขียนไปนี่คงน้อยคนที่จะไม่เห็นด้วย สร้างความสมานฉันท์ ทําเศรษฐกิจให้ดี สร้างโอกาสทางการศึกษา ปราบปรามยาเสพติด แต่ถ้าเปึนการเขียนเพียงเพื่อล้อตามถ้อยคําซึ่งฝ์ายต่าง ๆ เขาจัดมาให้ เราก็ย่อมมีความชอบ ที่สงสัยว่าจะดําเนินการด้วยความจริงจังมากน้อยแค่ไหน แต่ในส่วนของนโยบายเร่งด่วนนั้น ก็ต้องกราบเรียนว่าตรงนี้ยอมรับครับว่าอย่างน้อยที่สุดก็มีความชัดเจนว่าพรรคแกนนําได้ ยืนยันว่าทิศทางบางส่วนของรัฐบาลชุดนี้คือการเปึนทายาทของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ทักษิณ โครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนกองทุนหมู่บ้านเอสเอ็มแอล ธนาคารประชาชนหรือ เรื่องอื่น ๆ นั้นก็คงต้องการที่จะแสดงให้ชัดครับว่ารัฐบาลนี้เปึนทายาทของรัฐบาลทักษิณ จริง ๆ และจะสานเรื่องเหล่านี้ต่อ ซึ่งกระผมก็จะมีข้อสังเกตต่อไปเมื่อลงไปสู่ประเด็นของ การอภิปรายเปึนประเด็น ๆ ไป ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดที่เปึนข้อสังเกตรวม ก็เพื่อจะตั้งโจทย์ใหญ่ว่าถ้าที่มาลักษณะการเขียนการให้ความสําคัญของนโยบายเปึน อย่างนี้จุดที่จะเปึนบททดสอบความสําเร็จ ความล้มเหลวของรัฐบาลชุดนี้ก็คือว่า ท่านจะทําเพื่อใคร คําถามใหญ่ที่สุดในทุกเรื่องจากนี้ไปหลังจากวันนี้ก็คือว่าท่านจะทํา เพื่อใครทําเพื่อพี่น้องประชาชนที่มอบคะแนนเสียงมาบนความเข้าใจว่ามีหลายสิ่งหลาย อย่างที่ท่านทั้งหลายได้ไปพูดไว้ หรือทําเพื่อแก้ปัญหาในอดีตของตัวเองบ้าง ทําเพื่อกลุ่มตน พวกพ้อง พรรคพวกบ้าง ตรงนี้จะเปึนหัวใจสําคัญในการติดตามตรวจสอบและประเมิน นโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินของพวกเราในฐานะฝ์ายค้าน ผมกราบเรียน เสียเลยครับว่าขอให้ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมั่นใจว่าพรรคฝ์ายค้านจะติดตามตรวจสอบบนหลักเกณฑ์ บนกรอบความคิดที่กระผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ อย่าห่วงเลยครับ ในระบบรัฐสภา ไม่มีฝ์ายค้านชุดไหนล้มรัฐบาลได้ เพราะในระบบรัฐสภา รัฐบาลมีเสียงข้างมาก รัฐบาล จะล้มก็ด้วยเสียงของรัฐบาลเองที่ไม่เปึนเอกภาพ และในอดีตการล้มลงของรัฐบาลจากเสียง ที่ไม่เปึนเอกภาพเกิดจากเงื่อนไขการกระทําที่มาจากรัฐบาลเอง ดังนั้นมั่นใจเถอะครับ ตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่วินาทีนี้เปึนต้นไปที่พวกกระผมทําหน้าที่ ถ้าท่านทําหน้าที่อย่างดี มีประสิทธิภาพ ทํางานเพื่อพี่น้องประชาชน พวกเราจะสนับสนุน แต่เราจะไม่สนับสนุน การกระทําใด ๆ ซึ่งขัดต่อผลประโยชน์ส่วนรวม เปึนการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง หรือทําลายระบบสถาบันอันดีงามที่มีอยู่ในประเทศไทย ตรงนี้คือกรอบที่เราจะใช้ในการ ทํางานร่วมกันต่อไป กระผมขอเข้าสู่เนื้อของนโยบายในแต่ละด้านครับ ขอเริ่มต้นจาก เรื่องที่ผมและพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าเปึนเรื่องสําคัญที่สุดคือนโยบายเรื่องการศึกษา กราบเรียนตรง ๆ ว่ารู้สึกผิดหวังว่าก่อนหน้านี้ในช่วงแรก ๆ ของการร่างนโยบายรัฐบาล หรือบุคคลในรัฐบาลได้บอกว่าจะนําเรื่องนี้เปึน ๑ ในนโยบายเร่งด่วน แต่ว่านโยบาย ที่ท่านแถลงมาแล้วก็กําหนดเงื่อนเวลาในเรื่องของการดําเนินการในป้แรกนั้นไม่มีเรื่อง การศึกษาครับ ที่กระผมผิดหวังเพราะว่าผมถือว่าเรื่องการศึกษานั้นเปึนเรื่องที่สําคัญที่สุด แล้วเปึนสิ่งที่เราจะทําประโยชน์ให้กับอนาคตของประเทศชาติบ้านเมืองได้มากที่สุด กระผมเข้าใจดีว่านโยบายการศึกษานี่มันไม่มีทางทําแล้วเห็นผลในระยะสั้น แต่ไม่ได้ หมายความว่ามันไม่เร่งด่วนครับ ตรงกันข้ามท่านต้องถือเรื่องนี้เปึนเรื่องเร่งด่วน เพราะรู้ว่า ถึงท่านเริ่มต้นในป้แรกกว่าจะเห็นผลอาจจะเปึนในป้ที่ ๑๐ ป้ที่ ๑๑ ป้ที่ ๑๒ ก็ได้ แต่ยิ่งเริ่ม ช้าเท่าไรผลของนโยบายการศึกษาที่ดีก็ยิ่งช้าไปเท่านั้น สังคมก็จะมีความอ่อนแอหรือขาด ความเข้มแข็งไปเท่านั้น ฉะนั้นก็กราบเรียนว่า ๑. เราผิดหวังที่มันไม่อยู่ในนโยบายเร่งด่วน ประการที่ ๒ ก็คือว่าต้องยอมรับว่าในบรรดาการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องต่าง ๆ ของรัฐบาล ของพรรคไทยรักไทยนั้นหลายเรื่องอาจจะมีคําชื่นชมหรือการพูดถึงการประสบความสําเร็จ ของการบริหาร แต่เรื่องซึ่งเปึนปัญหาหลักและมีการประเมินครั้งใดก็บอกว่าเปึนปัญหา ของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็คือเรื่อง การศึกษา ๕–๖ ป้ที่ทําให้การปฏิรูปการศึกษารอบที่แล้ว ไม่บรรลุผล วันนี้จึงเปึนเรื่องใหญ่เรื่องเร่งด่วน เรื่องสําคัญที่ผมอยากให้รัฐบาลใส่ใจ และ สิ่งสําคัญที่สุดก็คือว่านโยบายการศึกษาจะไม่มีทางประสบความสําเร็จ ถ้าคิดว่าเรื่อง การศึกษานั้นแก้ไขได้ด้วยเงิน และการตลาด เพราะเรื่องของการสร้างคน สร้างอนาคต ลูกหลานของเรามันละเอียดอ่อน มันต้องการความเข้าใจ มันต้องการความเอาใจใส่มากกว่า การใช้เงินหรือการใช้การตลาด วันนี้ผมขอกราบเรียนท่านประธานถึงนโยบายการศึกษา ใน ๒ แง่มุมใหญ่ซึ่งกระผมเปึนห่วง
เรื่องแรกคือโอกาสทางการศึกษา เริ่มต้นจากตรงนี้ก่อน เรื่องนี้รัฐบาลต้อง ทําไม่ใช่ตามหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐนะครับ เรื่องนี้รัฐบาลต้องทําตามหมวดในเรื่องของ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย โดยเฉพาะสิทธิและเสรีภาพในการศึกษา บทบัญญัติ ที่บัญญัติเอาไว้ก็คือ มาตรา ๔๙ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่า สิบสองป้ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เหมือนกับ บทบัญญัติ มาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว พูดง่าย ๆ เรื่องนี้คือเรื่องเรียนฟรี เรื่องเรียนฟรีเปึนเรื่องที่รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วและกฎหมายบังคับให้เกิดขึ้นตั้งแต่ ป้ พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้มีการกําหนดว่าจะมีการเรียนฟรีตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลายก็คือ เปึนเวลา ๑๒ ป้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏช่วงที่พวกกระผมไปพบกับประชาชนในช่วง ๒ ป้ ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าเดินเข้าไปที่ไหน โรงเรียนไหนทุกคนต่อว่าหมดว่า การเรียนฟรีไม่จริง แม้แต่ในโรงเรียนรัฐ เพราะว่าการเรียนฟรีถูกตีความเพียงแค่ว่าไม่เก็บ ค่าเล่าเรียน แต่โดยสภาพข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลไม่จัดงบประมาณไปให้เพียงพอกับ การเรียนฟรี ก็จะต้องไปดําเนินการเก็บเงินจากผู้ปกครองนั่นแหละ แล้วก็ไม่ใช่เก็บตาม ความสมัครใจหรอกครับทุกคนก็ยอมรับว่ามันเชิงบังคับ สุดท้ายมันก็ไม่ใช่การเรียนฟรีจริง เพราะมันมีค่าใช้จ่ายที่แฝงอยู่จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ ผมกราบเรียนว่าเมื่อนโยบาย ของรัฐบาลบอกว่า วันนี้การศึกษาจะดําเนินการให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา ๑๒ ป้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขอให้เปึนการเรียนฟรีจริง พวกกระผมเห็นว่าเรื่องนี้เร่งด่วน เพราะเรื่องนี้นี่มันเปึนเจตนารมณ์ร่วมกันของคนทั้งประเทศมาหลายป้ ๕-๖ ป้แล้ว จากวันนี้ ไปจนถึงวันเป่ดเทอมใหม่ไม่ถึง ๙๙ วันใกล้เคียง เราเชื่อว่าทําได้และขอให้รัฐบาลทํา ๑๗ พฤษภาคม ที่จะเป่ดเทอมนี่เราอยากจะเห็นสิทธิของลูกหลานของเราตามรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นจริง นั่นคือการเรียนฟรีจริงไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง กระผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้เปึน เรื่องซึ่งขอให้เริ่มดําเนินการทําเร่งด่วน เสร็จจากการแถลงนโยบายอยากให้ท่านสํารวจไป เลยครับว่าค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมดและภาระของผู้ปกครองนี่มีเท่าไร แล้วใน ๙๐ กว่าวัน ข้างหน้านี่ครับ จัดงบประมาณให้พอ รัฐบาลมีความคิดในการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว และรัฐบาลก็มีเสียงข้างมากพอที่จะผ่านงบประมาณกลางป้ ถ้าท่านจะจัดงบประมาณ กลางป้มาเพื่อให้ลูกหลานเราได้เรียนฟรีจริงในเดือนพฤษภาคมนี้นะครับ ผมยืนยันตรงนี้ เลยครับ ฝ์ายค้านจะยกมือให้ ขอให้จัดมา นั่นคือประเด็นแรกที่อยากจะกราบเรียนในเรื่อง ของโอกาสทางการศึกษา
ประการที่ ๒ ครับ เรื่องโอกาสทางการศึกษานั้นก็แปลกใจอยู่ว่าในขณะที่ รัฐธรรมนูญเขียนว่าเรียนฟรีไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้ และในช่วงที่พวกเราไปพบปะประชาชน ทุกพรรค ไม่มีพูดต่ํากว่า ๑๒ ป้ล่ะครับ ประถม มัธยมนี่พูดอยู่แล้ว อนุบาลก็พูดกัน ทุกพรรค มีบางพรรคไปไกลถึงมหาวิทยาลัย แต่ทําไมวันนี้รัฐบาลเขียนนโยบายมาไม่ใช้ คําว่า อย่างน้อย ๑๒ ป้ แต่จํากัดไว้ที่ ๑๒ ป้ อยากให้ทบทวนครับ ให้ความสําคัญกับเรื่อง นี้ ทําเรื่องนี้สําหรับอนาคตของลูกหลาน สําหรับความเข้มแข็งของบ้านเมืองของเรา ผมกังวลว่าที่ท่านจํากัดอยู่ ๑๒ ป้นี่กําลังเปึนกรอบที่จะมาสร้างปัญหาให้กับตัวท่านเอง เพราะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปให้สัมภาษณ์แล้วว่าเมื่อจํากัดอยู่ ๑๒ ป้ แต่มีความประสงค์อยากจะให้เด็กอนุบาล ก็เลยอยากจะขอทบทวนว่าที่เรียนฟรี ตั้งต้น กันไว้ที่ประถมจนจบมัธยมปลายนี่จะขอเปลี่ยนเปึนอนุบาลถึง ม. ต้น ความจริงเรื่องนี้ ไม่น่าจะมาสร้างปัญหาและความสับสนในขณะนี้เลยครับ เพราะเรื่องนี้นี่มันเคยเกิดขึ้นแล้ว มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ท่านหนึ่งไปนั่งอยู่ประมาณ ๓ เดือน ไปจุดประเด็นนี้ ขึ้นมาแล้วก็สร้างปัญหาอย่างนี้ครับ รัฐมนตรีท่านนั้นก็คือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร และหลังจากนั้นมาปมปัญหานี้ก็เลยยังเปึนปมปัญหาที่ค้างอยู่ ผมก็สันนิษฐานว่า ท่านเอาเรื่องนี้มาพูดต่อ แต่วันนี้บ้านเมืองเดินมาไกลกว่าที่จะกลับกลับไปสู่ตรงนั้นครับ ถ้าท่านอยากจะให้การศึกษาอนุบาลฟรีกรุณาทําเปึน ๑๔ ป้ หรือ ๑๕ ป้เถอะครับ ทบทวน ตรงนี้เสียว่าไม่ใช่ ๑๒ ป้ แต่อย่างน้อย ๑๒ ป้ เพราะรัฐธรรมนูญก็บัญญัติเอาไว้อย่างนั้น อยู่แล้ว และถ้าท่านไปทําอย่างที่ท่านพูดคือให้จบที่ ม. ต้นนี่ครับ มันจะเปึนเรื่องอันตราย อย่างยิ่งสําหรับการศึกษาของเราในอนาคต เพราะนั่นหมายความว่า ม. ปลายไม่ฟรี ม. ปลายเปึนจุดที่ล่อแหลมที่สุดครับ เพราะ ม. ปลายคือวัยเด็กที่สามารถเริ่มต้นทํางานได้ เสี่ยงที่สุดต่อการที่จะถูกแรงกดดันทางเศรษฐกิจและครอบครัวให้ไปหางานทําแล้วออก จากโรงเรียน เพราะถ้าอยู่ในโรงเรียนไม่เรียนฟรี นอกจากจะหารายได้ให้ครอบครัวไม่ได้ แล้วยังเปึนภาระของครอบครัวด้วย ขอให้ทบทวนเรื่องนี้ครับ ถ้า ๒-๓ วันนี้ทบทวนตัดสินใจใหม่ ได้ประกาศเลย พวกกระผมจะมีความสบายใจมากว่าเด็ก ม. ปลายจะได้เรียนฟรีตาม แนวทางที่เราทํากันมาและจะไม่มีการทบทวนเรื่องนี้
ถัดมาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คือว่า ท่านก็พูดถึงเรื่องโอกาสของเยาวชนผ่าน กองทุนให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ ในอนาคต ตรงนี้ก็สําคัญอีกครับ เพราะกองทุนกู้ยืมเพื่อ การศึกษาที่มีอยู่ในขณะนี้มีอยู่กองทุนเดียวที่มีกฎหมายรองรับเรียบร้อยแล้วงานได้ คือ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เรียกสั้น ๆ ว่า กยศ. แนวคิดเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีชวน กฎหมายมาเสร็จในสมัยรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร กองทุนนี้ให้เงินกู้ยืม แก่เด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่ยากจน ให้ตั้งแต่ ม. ปลายขึ้นไป จนจบปริญญา และให้กู้ไม่ใช่เฉพาะค่าเล่าเรียนครับ แต่ค่ากินอยู่ด้วย แต่ว่าจะด้วยเหตุผล อะไรก็แล้วแต่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณอยากจะตั้งกองทุนกู้ยืมขึ้นมาอีก กองทุนหนึ่ง เรียกสั้น ๆ ว่า กรอ. หรือกองทุนให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต ความต่าง ก็คือ กรอ. บอกว่านอกจากจะให้เด็กที่ยากจนแล้วให้เด็กทุกคน เฉพาะที่เข้ามหาวิทยาลัย และความต่างอีกประการหนึ่งก็คือให้เฉพาะค่าหน่วยกิต คือค่าเล่าเรียนไม่ให้ค่ากินอยู่ สุดท้ายรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ก็จับ ๒ กองทุนนี้มารวมกัน และแน่นอน ก็ต้องใช้ กยศ. เปึนหลักเพราะ กยศ. มีกฎหมายรองรับอยู่ กระผมก็กราบเรียนท่านประธานว่า ท่านรัฐมนตรีอย่าติดยึดกับเรื่องชื่อหรือว่าใครเปึนคนเริ่มต้นอะไรไว้ครับ กองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษา กยศ. นี่ใช้เปึนฐานเถอะครับเพราะมีกฎหมายรองรับอยู่แล้วอยากจะปรับเปลี่ยน วิธีการบริหารในเรื่องการกู้เงิน เงื่อนไขการกู้ การชําระเงิน ใช้กองทุนนี้ได้ อยากจะขยาย ให้ทุกคนได้กู้ กระผมก็ไม่ขัดข้อง เพียงแต่อย่าไปตัดเงินในส่วนที่เปึนเงินกู้สําหรับค่ากินอยู่ เพราะเด็กที่เข้าในมหาวิทยาลัยนะครับ มันไม่ใช่เฉพาะค่าหน่วยกิตหรอกครับที่เปึนภาระ ของเขาส่วนใหญ่จากบ้านอยู่หอต้องหาที่อยู่ ต้องกินอยู่ ถ้าโชคดีก็อาจจะมีงานทําซึ่ง สามารถทําให้ไม่กระทบกับการเรียนของตัวเอง เพราะฉะนั้นอย่ายึดติดกับ กรอ. ครับ จะเรียกชื่อกองทุน กยศ. เปลี่ยนชื่อกระผมก็ไม่ขัดข้อง จะให้ทุกคนกู้ก็ไม่ขัดข้อง แต่ขอให้ เด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนได้กู้และมีค่ากินอยู่ต่อเนื่องต่อไป อันนี้เพื่อทําความเข้าใจ ว่าเรื่องของโอกาสทางการศึกษานั้น นโยบายที่เขียนอยู่และสิ่งที่ท่านให้สัมภาษณ์นี่ยังสร้าง ความวิตกกังวลให้กับพวกเรา
อีกเรื่องหนึ่งสั้น ๆ ครับ ก็คือเรื่องทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศนั้น กระผมทราบดีว่ามันเคยมีโครงการหนึ่งอําเภอหนึ่งทุนนะครับ ซึ่งก็กราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วก็สามารถดําเนินการต่อได้ และขอให้ทําอย่างที่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ ก็คือว่าจัดเปึนเรื่องงบประมาณให้เรียบร้อยครับ อย่าไปผูกนี้ติดกับเรื่องหวยบนดิน ทําให้ เปึนเรื่องของกระทรวงศึกษาเสีย แล้วก็ไปทบทวนปัญหาในอดีตที่ผ่านมาว่าที่เด็กไปแล้ว ในที่สุดกลับมา หรือในกรณีที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือมีปัญหาเพราะปรับตัวไม่ได้ ทําอย่างไร ไม่เพียงแต่จัดเงิน แต่จัดระบบการดูแลคัดเลือกเด็ก และเข้าไปช่วยดูแลว่าเด็กสามารถปรับตัวได้ เรียนได้ เวลากระผมเดินทางไปต่างประเทศก็จะขอเยี่ยมเด็กที่ไปในโครงการเหล่านี้เสมอเพื่อให้ กําลังใจครับ และผมคิดว่าการจัดระบบการดูแลในหลายประเทศจะยังเปึนเรื่องที่มีความจําเปึน นี่คือเรื่องของโอกาสทางการศึกษา
อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับการศึกษาก็คือเรื่องคุณภาพ ตรงนี้สิ่งที่กระผม กราบเรียนไว้เปึนข้อสังเกตก็คือว่า การเขียนเรื่องของคุณภาพการศึกษา เขียนไว้ในเชิง นามธรรม แต่ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้นก็คงต้องไปดูทั้งในเรื่องของคุณภาพเด็ก ซึ่งก็ขอเสนอว่า ท่านคงต้องประสานงานกับกระทรวงอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้พัฒนาการของเด็กตั้งแต่ เด็กเล็กโดยเฉพาะในเรื่องโภชนาการ เรื่องสมอง ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างครบถ้วน แต่ว่าส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องครูครับ นโยบายฉบับนี้ในข้อ ๒.๑ นโยบายการศึกษา เขียนเรื่อง ครูน้อยมาก ไม่ได้แสดงออกว่าได้รับรู้ถึงปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนที่เกิดขึ้นจากปัญหา การกระจายครูว่าจะแก้ไขอย่างไร ไม่ได้มีการพูดถึงว่าจะทําอย่างไรให้ครูของเรานั้น สามารถที่จะมีโอกาสได้รับการอบรมเพื่อปรับปรุงทักษะต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในเรื่องของ คุณภาพการศึกษา และกระผมฝากไว้เลยครับ นโยบายหนึ่งซึ่งพวกกระผมพูดมากแล้ว ไปที่ไหนก็เปึนที่พึงพอใจของเพื่อนข้าราชการครู ก็คือขอให้ท่านไปทบทวนภาระงานของครู โดยเฉพาะงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน การสอนขณะนี้เยอะมาก จะเปึนงานธุรการ งานบริหาร งานรอรับการประเมินงานสังคม งานมวลชนต่าง ๆ กระผมใช้นโยบายสั้น ๆ ว่า ควรจะมีนโยบายคืนครูให้นักเรียน ขอความกรุณารับข้อเสนอนี้ไปนะครับ เพราะว่าไม่ได้ เขียนปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ในนโยบายการศึกษา ถ้ารับไปกระผมเชื่อว่าจะเปึนประโยชน์ อย่างยิ่งกับเรื่องของคุณภาพการศึกษา ซึ่งในส่วนดีก็มีนะครับ เรื่องหลักสูตรได้เขียนเอาไว้แล้ว แล้วก็เรื่องของการขยายบทบาทขององค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรทางด้านการบริหาร จัดการองค์ความรู้ก็ดี เรื่องพิพิธภัณฑ์ เรื่องศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ เรื่องเหล่านี้ ซึ่งเริ่มต้นมาดีนะครับ ขอให้ขยายแล้วก็ขอให้เด็กส่วนใหญ่ได้เข้าถึง สังคมส่วนใหญ่ได้เข้าถึง ก็จะเปึนประโยชน์ แต่ว่าเรื่องของครูนั้นขอความกรุณาว่าคงต้องให้ความสําคัญมากกว่า ที่มองเห็นอยู่ในนโยบายที่แถลง
สุดท้ายเรื่องการศึกษาครับ ก็คือเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่นเดียวกัน เทคโนโลยีสารสนเทศท่านก็เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า จะจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประกอบการเรียนการสอนให้โรงเรียนอย่างทั่วถึงซึ่งเปึนเรื่องที่จําเปึน ปัจจุบันเด็กนักเรียน ยังขาดแคลนเรื่องของอุปกรณ์เรื่องคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีสารสนเทศค่อนข้างมาก ถ้าดู สัดส่วนมีตัวเลขที่บอกว่ามีคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่อง เด็กใช้กันถึง ๔๐ คน ควรจะลดลงมา อย่างน้อยในระยะของรัฐบาลนี้ให้เหลือสัก ๑๐ คนต่อ ๑ เครื่องเพราะฉะนั้นนโยบายแนวคิด เรื่องของการจัดหาคอมพิวเตอร์นั้นพวกกระผมสนับสนุนยิ่งไปดูนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่พูดถึงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พวกกระผมก็สนับสนุนเช่นเดียวกัน แต่ที่เปึนห่วง คือคําสัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีเวลาท่านรัฐมนตรีสัมภาษณ์ท่านไม่พูดเรื่องการจัด คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ท่านพยายามจะไปพูดเหมือนกับที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณพูด คือจัดคอมพิวเตอร์ให้เด็กความแตกต่างง่ายนิดเดียว ท่านประธานหลับตานึกภาพ สําหรับพวกกระผมนี่ความขาดแคลนคอมพิวเตอร์ ถ้าวันนี้กระทรวงศึกษาธิการเอาใจใส่ เดินหน้าเสนอโครงการที่เอาคอมพิวเตอร์เข้าไปในโรงเรียน เข้าไปสู่โรงเรียนเพื่อให้มี เครื่องใช้มากเพียงพอหรือมากขึ้น
(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (แบบสัดส่วน) ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)