นายอภิสิทธิ์เสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนโยบายเรียนฟรีและการแจกคอมพิวเตอร์ โดยชี้ว่าการจัดซื้ออุปกรณ์ให้โรงเรียนจะช่วยให้เด็กเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าการแจกโดยตรง ต่อมา นายอภิสิทธิ์หารือประเด็นเศรษฐกิจที่ครอบคลุมเรื่องแรงงานและพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงนโยบายภาคใต้โดยหลีกเลี่ยงการสร้างความสับสนให้กับประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงกระผมก็ไม่ได้อยากเอ่ยถึงหรอกครับ แต่ว่าเปึนข้อเท็จจริง เปึนข้อเท็จจริง ผมเอ่ยถึงท่าน ๒ เรื่อง เปึนข้อเท็จจริงทั้ง ๒ เรื่อง
เรื่องแรกก็คือว่า ท่านเปึนรัฐมนตรีที่มาเสนอทบทวนเรื่องของการเรียนฟรี ใน ม. ปลาย ผมไม่ได้ตําหนิท่านนะครับ ท่านบอกว่าอยากได้เปึนอนุบาลถึง ม. ต้น ในขณะที่เขาทํามาคือ ประถมถึง ม. ปลาย
เรื่องที่ ๒ ก็คือท่านเปึนคนต้นคิดในเรื่องของการแจกเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้กับเด็ก จะผิด จะถูก จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยสุดแล้วแต่ ผมเพียงแต่เสนอข้อเท็จจริง แล้วก็กราบเรียนต่อไปครับว่า ความคิดที่กระผมบอกว่าจัดซื้อคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน จะเปึนประโยชน์ก็คือว่า ถ้าเราสามารถจัดซื้อคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนเด็กทุกคนจะมี โอกาสได้ใช้มากขึ้น แล้วในโรงเรียนจะมีความพร้อมอยู่แล้วในการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และที่สําคัญก็คือว่าถ้าเรามีศูนย์คอมพิวเตอร์ให้เด็กใช้ในโรงเรียนแล้วก็สามารถให้เด็ก ใช้นอกเวลาเรียนได้หรือแม้กระทั่งวันเสาร์ วันอาทิตย์ได้ จัดระบบการสอดส่องดูแล เราก็ จะมีความมั่นใจว่าเด็ก เยาวชนของเรานี้ได้ใช้คอมพิวเตอร์อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดและมี คนที่คอยสอดส่องดูแลด้วย ในทางกลับกันถ้าเราเอาเงินก้อนเดียวกันไปซื้อคอมพิวเตอร์ ๑ ล้านเครื่องเพื่อแจกเด็ก นั่นหมายความว่าเด็กอีกประมาณ ๙ หรือ ๑๐ ล้านคน ในโรงเรียนที่ไม่ได้รับแจกไปก็เสียโอกาส เด็กที่ได้รับไป ๑ ล้านคน เอากลับไปบ้าน ก็อาจจะไม่มีอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อ และที่สําคัญก็คือว่าการใช้คอมพิวเตอร์ ตรงนั้นก็ อาจจะเปึนการใช้ซึ่งไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่อาจจะคอยช่วยเหลือดูแล เพราะก็เปึนความกังวล ของสังคมอยู่แล้ว พวกเราเปึนผู้แทนไปหาเสียง ไปพบปะประชาชน ผู้ใหญ่กังวลอยู่แล้วว่า เด็กใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวันไม่รู้ว่าเรื่องอะไร อันนี้คือสิ่งซึ่งอยากจะกราบเรียน เพื่อชี้ให้เห็นครับว่า ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีทบทวนนะครับ อย่างที่กระผมกราบเรียนครับ อย่าไปยึดติดเรื่องของการตลาด ขอให้ทําเรื่องที่เปึนประโยชน์ตามความเปึนจริงในระยะยาว แล้วพวกกระผมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับ ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องของนโยบายการศึกษาที่ อยากจะกราบเรียนนะครับ ผมทิ้งประเด็นในเรื่องของสังคมไว้นิดเดียวครับ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เรื่องการศึกษาโดยตรงกังวลใจนิดหน่อยว่า เหมือนกับที่ความชัดเจนในเรื่องของครู ไม่มีในนโยบายการศึกษา นโยบายด้านอื่น ๆ เช่น ด้านสาธารณสุขก็ไม่ได้เขียนในเรื่อง ของแพทย์หรือบุคลากรทางสาธารณสุขไว้อย่างชัดเจนเท่าไรนัก ยกเว้นกรณีของ อสม. ซึ่งพวกกระผมก็หวังเปึนอย่างยิ่งว่าท่านจะเดินหน้ามีค่าตอบแทนให้กับ อสม. อันนี้เปึน เรื่องซึ่งอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลในส่วนของนโยบายการศึกษา
มาที่นโยบายเศรษฐกิจครับ เมื่อเช้านี้ท่านนายกรัฐมนตรีเริ่มต้นอารัมภบท ก่อนจะแถลงนโยบายนั้นก็ได้เห็นปัญหาว่า รัฐบาลก็มีความกังวลอยู่กับสิ่งที่ต้องเผชิญ ในแง่เศรษฐกิจจากนี้ไป พูดถึงปัญหาวิกฤติที่อาจจะเกิดมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พูดถึงปัญหาที่ตกค้างมา พูดถึงความสําคัญในการที่จะทําให้ประเทศของเรานั้นมีขีด ความสามารถในการแข่งขัน แต่กระผมก็กราบเรียนครับว่าที่จริงแล้วรัฐบาลนี้ก็มีโอกาส แล้วจังหวะเวลาขณะนี้ สถานการณ์ขณะนี้ก็เปึนโอกาสในหลาย ๆ ด้าน สําหรับรัฐบาล เหมือนกัน
ประการแรกเลยการที่เราหวนกลับคืนสู่รูปแบบการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขที่สากลยอมรับ มันเปึนตัวช่วยในเรื่อง ของความเชื่อมั่นอย่างมหาศาลในตัวอยู่แล้ว ท่านประธานจะเห็นครับว่าบรรดาประเทศ ต่าง ๆ ทันทีที่เรากลับสู่ระบบนี้ เขาก็จะสามารถดําเนินการหลายอย่างกับเราได้ทันที เช่น สหรัฐอเมริกาก็จะพูดถึงการคืน เรื่องของความช่วยเหลือต่าง ๆ ในยุโรปบรรดาผู้บริหาร ของประเทศก็จะสามารถเดินทางมาพบปะเข้ามาเยี่ยมเยือนประเทศไทยได้หลังจากที่ ถูกห้ามหรือมีข้อห้ามว่างเว้นไปในช่วงที่เปึนการปฏิวัติ เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนโอกาสทอง ที่รัฐบาลต้องฉกฉวยในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น เพราะสถานการณ์ของการกลับคืน สู่รูปแบบประชาธิปไตยเปึนใจอยู่แล้ว และในบางเรื่องครับแม้ว่าจะเปึนปัญหา เช่น ราคาน้ํามันมันก็มาพร้อม ๆ กับโอกาส เพราะสถานการณ์ราคาน้ํามันในขณะนี้มีผล ช่วยฉุดให้ราคาพืชผลดีขึ้นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าใครจะเปึนรัฐบาล เพราะฉะนั้นเงื่อนไข ต่าง ๆ เหล่านี้คือโอกาสที่รัฐบาลควรจะฉกฉวยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่น เปึนเรื่องแรกที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการในทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระผมขอกราบเรียนว่าขณะนี้ มันมี ๒ ประเด็นหลักที่รอคอยรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่น
เรื่องแรก ก็คือปัญหาที่พี่น้องประชาชนบ่นมากที่สุด คือเรื่องของแพง ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงทราบเรื่องนี้ เมื่อวานท่านก็ได้ออกโทรทัศน์พูดถึงเรื่องนี้บ่นไปกับ ประชาชนด้วยว่ามีปัญหาของแพง ราคาสินค้าต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาตรงนี้ทําลาย ความรู้สึก ความเชื่อมั่น ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ส่งผลกระทบต่อการหมุนเวียน ของเงินในระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลก็แถลงนโยบายไว้เรียบร้อยนะครับ แต่ว่าเขียนกว้าง ๆ ไว้ในข้อ ๑.๔ ว่าจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการโดยดูแล เสถียรภาพของค่าเงินบาท ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาพลังงานให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสม เมื่อวานท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ขยายความเล็กน้อย ความคิดท่านเรื่องของ เศษสตางค์ การขึ้นราคาที่ไม่เปึนธรรมเพราะขึ้นมากกว่าต้นทุน เนื่องจากมีการปัดเศษ แล้วก็บอกว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กําลังจะไปดําเนินการเรื่องนี้ ผมก็ทราบว่าจะมีการประชุมกับทางผู้ประกอบการ เพื่อจะดูว่าจะขึ้นราคาสินค้าหรือไม่ขึ้น ราคาสินค้าอย่างไรให้สะท้อนต้นทุนอย่างเปึนธรรมก็ถูกต้อง แต่มันมีเรื่องซึ่งผมคิดว่า รัฐบาลคงต้องย้อนไปดูตั้งแต่ต้นน้ําให้มากที่สุด คือการตรวจสอบต้นทุนนั้นจะมีต้นทุน ตัวหนึ่งซึ่งท่านประธานและพวกเราทุกคนจะทราบในขณะนี้ว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แน่นอนนั่นก็คือเรื่องของพลังงาน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นครับ ตอนนี้ราคาน้ํามันแก๊สหุงต้ม ไฟฟัา ค่าขนส่งมันจะส่งต่อมายังราคาสินค้าหมด และถ้าปัดเศษหรือไม่สามารถไปปัองกัน ไม่ให้เขาปัดเศษได้ การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้ามันก็จะยิ่งเพิ่มสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุน เหล่านี้ ประเด็นก็คือว่ารัฐบาลมีความคิดในเรื่องของการจัดการเกี่ยวกับราคาพลังงาน อย่างไร เรื่องนี้บังเอิญเปึนเรื่องที่พวกกระผมนี่พูดมากที่สุดในช่วงของการเลือกตั้ง และเราเข้าใจดีว่ารัฐบาลเองต้องรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนต้องประหยัดพลังงาน ต้องพยายามที่จะลดการพึ่งพาในแง่ของพลังงานที่นําเข้า รวมไปจนถึงเรื่องของการที่จะต้อง ระมัดระวังไม่ให้การเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดเปึนไปในทางที่ผิด หรือเปึนอันตราย หรือไม่ยั่งยืน หรือเสียวินัย แต่เราเชื่อว่ามันอยู่ที่มุมมองวิธีการคิดและการจัดการครับ วันที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปที่กระทรวงแล้วก็ให้สัมภาษณ์ ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานว่า ผมยังนึกชมเชยอยู่ในใจว่าการให้สัมภาษณ์ของท่านนั้นดูจะมี ความเข้าอกเข้าใจปัญหาของพี่น้องประชาชนมากกว่าคําสัมภาษณ์ของอีกหลาย ๆ ท่าน คือท่านไปถึงวันแรกท่านเข้าใจทันทีเลยว่าเรื่องใหญ่สําหรับชาวบ้าน ก็คือทําอย่างไรลดราคาแก๊สหุงต้มหรืออย่าให้แก๊สหุงต้มขึ้นราคา รู้ว่าพี่น้องประชาชน เดือดร้อนจากเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็เข้าใจครับ ท่านก็ไม่ผลีผลามที่จะไปบอกว่าท่านจะทํา อย่างนั้นอย่างนี้โดยไม่ฟังข้อมูลให้รอบด้านก่อน ผมก็คิดว่าเปึนท่าทีที่เหมาะสม แต่ว่า จากนี้ไปแหละครับคือจุดที่ท่านจะต้องตัดสินใจ ที่ผ่านมาพอรัฐบาลจะดําเนินการ ในเรื่องนี้มันมักจะมีการทําความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลจะต้องไปแทรกแซงกับ กลไกตลาดอยู่ตลอดเวลาที่จริงไม่ใช่ครับ อย่างกรณีน้ํามันนี่ครับสิ่งที่เรานําเสนอก็คือว่า ลดภาระประชาชน แทนที่ประชาชนที่ใช้น้ํามันบางตัวโดยเฉพาะดีเซล หรือแก๊สโซฮอล์ ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ํามันซึ่งเปึนภาระเพิ่มเติมขึ้นสําหรับประชาชน ในภาวะอย่างนี้ รัฐบาลเลิกเก็บเสีย เบนซินเราไม่ว่าเอาเฉพาะดีเซลกับแก๊สโซฮอล์ทําเสีย ตรงนี้ขอให้ ท่านรัฐมนตรีไปพิจารณานะครับ และผมยืนยันว่าไม่เปึนการแทรกแซงกลไกตลาดครับ เพราะการแทรกแซงกลไกตลาดเกิดขึ้นวันที่รัฐบาลตัดสินใจไปเก็บเงินเพิ่มจากประชาชน เข้ากองทุนน้ํามัน เพราะนั่นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกลไกตลาด ถ้าทําตรงนี้นี่ก็จะลดต้นทุน ในบางส่วนเพื่อทําให้มันเปึนลูกโซ่ล่ะครับ เราก็หวังว่าตรงนี้จะช่วยลดต้นทุนเรื่องขนส่ง ลดต้นทุนในเรื่องสินค้าบริการได้ด้วย ที่สําคัญไปกว่านั้นก็คือว่าในกรณีของแก๊สหุงต้มนั้น รัฐบาลในอดีตได้ถือว่าเปึนสินค้าสําคัญครับ ใช้ในครัวเรือน ใช้ในการทําอาหารล่ะครับ หรือใช้สําหรับพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในตลาดทําข้าวแกงให้กับพวกเราที่ไปแวะกินกันตามถนน หรือในตลาด แก๊สหุงต้มไม่มีทางเปึนสินค้าที่ใช้ฟุ์มเฟ๋อยครับถ้าใช้สําหรับหุงต้ม ในครัวเรือน ตรงนี้ในอดีตรัฐบาลก็จะชดเชยเรื่องค่าขนส่งแล้วก็จะตรึงราคาไว้ วันนี้กําลังมี การเปลี่ยนแนวความคิดว่าจะต้องลอยตัวให้เปึนไปตามราคาในตลาดโลก กระผม กราบเรียนผ่านไปยังทางรัฐบาลครับว่า ขอให้ตัดสินใจให้ชัด พวกกระผมมีความเห็นว่า แก๊งหุงต้มในขณะนี้ที่ได้มาส่วนใหญ่เปึนแก๊สธรรมชาติของเรา คําว่า เรา คือคนทั้งประเทศครับ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ต้นทุนของการได้แก๊สธรรมชาติเปลี่ยนมาเปึน แก๊สหุงต้มตัวนี้ไม่ได้สูงไปกว่าราคาที่เราเคยซื้อขายกันล่ะครับก่อนหน้าที่จะมีการบอกเริ่ม ลอยตัวแล้วก็ขึ้นไปถังละ ๒๐ บาท ผมยืนยันครับว่าวันนี้ควรจะเปึนสิทธิของคนของเรา ที่ได้ใช้แก๊สของเราในราคาที่ถูก เหมือนกับหลายประเทศที่เขามีน้ํามันเปึนของตัวเอง เขาไม่คิดขายน้ํามันให้กับคนของเขาในราคาที่ขายให้กับคนอื่น มิฉะนั้นคงไม่เกิดปัญหา อย่างที่การลักลอบน้ํามันเข้ามาจากมาเลเซียหรอกครับ เพราะมาเลเซียก็ใช้น้ํามันขายให้ คนของเขาในราคาถูก ตัดสินใจให้เด็ดขาดในเรื่องนี้ครับ ส่วนการจะไปจํากัดการใช้ ในรถยนต์หรือในโรงงานตรงนั้นไม่ว่ากันครับ ถ้าเกรงว่าจะทําให้เกิดความไม่เหมาะสม หรือการทําให้เกิดความสิ้นเปลืองหรือไม่พอ ขอให้ดําเนินการในเรื่องนี้ เช่นเดียวกันนะครับ ทั้งเรื่องน้ํามัน เรื่องแก๊สนี่ พวกเราก็เชื่อว่าสามารถทําเปึนเรื่องเร่งด่วน แล้วก็ถือว่าเปึน ของขวัญให้กับพี่น้องประชาชนได้ในโอกาสที่ถือว่าได้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง กลับมาบริหารประเทศ รวมทั้งเรื่องไฟฟัาครับ ซึ่งทุกพรรคก็หาเสียงนะครับ ไม่ใช่แค่ว่า จะไม่ขึ้นอย่างที่มีการวางแผนกัน แต่ว่าส่วนลดต่างๆ โดยเฉพาะคนใช้ไฟน้อย คนยากคนจนนั้น ก็ขอให้ดําเนินการทั้งหมดเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคหรือประชาชนที่จับจ่ายใช้สอยสามารถที่จะ ลืมตาอ้าปากช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ ผมขอฝากอีก ๒ เรื่องเท่านั้นครับ ในเรื่องของความเชื่อมั่นที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนของประชาชน ๑. คือเรื่องหนี้สินครับ บังเอิญ ท่านเขียนเรื่องหนี้สินไว้เฉพาะการพักหนี้ของเกษตรกรรายย่อยและยากจนที่ผ่านกระบวนการ จัดทําแผนฟุ๋นฟูอาชีพ แต่ขณะนี้ปัญหาหนี้สินที่เปึนปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งก็คือ ปัญหาหนี้ บัตรเครดิต แล้วก็ถูกซ้ําเติมโดยปัญหาการใช้บังคับ กฎหมายข้อมูลเครดิต ตรงนี้อยากให้รัฐบาลเร่งเข้าไปช่วยสะสางครับ ว่าทําอย่างไรพี่น้อง ประชาชนของเราที่มีปัญหาเรื่องหนี้บัตรเครดิตจะได้รับโอกาสในเรื่องของการปรับ โครงสร้างหนี้ ในเรื่องการได้รับความเปึนธรรมจากบัตรเครดิต ในเรื่องของการที่ไม่ถูก กฎหมายข้อมูลเครดิตที่ถูกนําไปใช้ในลักษณะที่จํากัด แม้กระทั่งคนที่มีหนี้ค้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เปึนปัญหากับการที่จะมีเงินทุนหมุนเวียนในการดํารงชีพ ส่วนสําหรับเกษตรกรนั้น ก็คงขอฝากไว้สั้น ๆ อีกเรื่องเดียวก็คือ เรื่องปุิยซึ่งราคาเพิ่มขึ้นรวดเร็วมากจนทําให้พี่น้อง ประชาชนจํานวนมากที่เปึนเกษตรกรแม้ว่าราคาพืชผลดีก็ยังมีปัญหาอยู่ในเรื่องรายได้ ตรงนี้ครับเปึนเรื่องแรกเรื่องสําคัญที่ผมกราบเรียนว่าอยากเห็นรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่น โดยการแก้ปัญหา ท่านนายกรัฐมนตรีหยิบขึ้นมาเปึนเรื่องใหญ่ดีแล้วครับเรื่องของแพง ทําให้สําเร็จ ทําในสิ่งที่รัฐบาลทําได้ แล้วผมคิดว่าจะทําให้เกิดความเชื่อมั่นเปึนฐานที่ดี สําหรับเศรษฐกิจในการที่จะก้าวเดินข้างหน้าต่อไป
เรื่องที่ ๒ ที่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นก็คือนโยบายของรัฐบาลครับ ตรงนี้สิ่งที่ ยังอยู่ในใจของคนในวงการจํานวนมาก ก็คือนโยบายหลายนโยบายที่ไปสร้างความหวั่นไหว ให้กับบรรดานักลงทุนทั้งต่างประเทศ ทั้งในประเทศ กระผมกราบเรียนว่ารัฐบาลก็เข้าใจว่า จะต้องมีการบริหารจัดการในเรื่องเหล่านี้ด้วยความละเอียดอ่อนนะครับ ได้ไปเขียนนโยบาย เอาไว้เรื่องแรกเลยที่เปึนเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือปัญหาเรื่องของเงินทุนระหว่าง ประเทศ ก็เขียนเอาไว้ว่าจะไปดูแลในเรื่องของการที่จะกํากับการเคลื่อนย้ายของเงินทุน ระยะสั้น ระยะยาวให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่คําถามวันนี้ที่รอคําตอบคือปัญหามาตรการ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ การกันสํารองของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องนี้ทุกพรรคพูดตรงกันนะครับ ช่วงหาเสียง บอกว่ายกเลิก ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า ๖ พรรคเห็นพ้องต้องกันแล้วก็ส่งให้กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยไปดู ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านก็ไปพบกับธนาคารแห่งประเทศไทยประชุมกัน เสร็จเรียบร้อยแต่ยังไม่มีข้อยุติ มีการพูดถึงระยะเวลา ๒ เดือน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าหมายถึงว่า จะตัดสินเรื่องนี้ภายใน ๒ เดือน หรืออีก ๒ เดือนจะยกเลิกหรืออะไร ประเด็นที่กระผม อยากจะกราบเรียนอยู่ตรงนี้ครับ เมื่อความเชื่อมั่นเปึนจุดเริ่มต้นที่สําคัญในการบริหาร เศรษฐกิจที่ดี ขอให้ทางกระทรวงการคลังได้สร้างความเชื่อมั่นโดยการแสดงภาวะความเปึนผู้นํา ที่เหมาะสม เรื่องนี้ถ้าท่านมั่นใจข้อมูลของท่าน ดูข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เห็นว่าสมควรที่จะยกเลิก เพราะอย่างที่พวกกระผมพูดไม่ใช่เฉพาะหาเสียงนะครับ พูดตั้งแต่วันที่เขาประกาศใช้ แล้วต่อมาต้องมาผ่อนผันไปเรื่อย ๆ ว่านโยบายนี้มีผลทาง จิตวิทยาในเชิงสัญญาณมากกว่าการแก้ไขปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งมีวิธีการมาตรการ อื่นซึ่งควรจะทําให้ชัดเจนเสีย ยกเลิก แต่ถ้ามีข้อมูลบางอย่างที่ท่านไปพบกับธนาคาร แห่งประเทศไทย เปึนแง่มุมซึ่งท่านคาดไม่ถึงมาก่อน แล้วก็เห็นว่าเหตุผลของธนาคาร แห่งประเทศไทยเขาดีกว่าท่านก็ประกาศไปสิครับว่ามันไม่เหมาะสมที่จะยกเลิก แล้วเมื่อ สถานการณ์เหมาะสมเมื่อไร จะยกเลิก อย่างนี้ ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นครับ แต่ถ้าวันนี้แล้ว ไปอีก ๒ เดือน คนในวงการยังจะต้องกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก จะมี มาตรการรองรับอะไร หรือไม่นี้ไม่เอื้ออํานวยต่อการเรียกความเชื่อมั่น ฉกฉวยโอกาสจาก ที่กระผมกราบเรียนก่อนหน้านี้ว่าเปึนจังหวะเวลาที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งสามารถสร้าง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้รุดหน้าไปได้ก็อยากจะฝากเรื่องนี้ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนะครับว่า การทํางานในเรื่องอย่างนี้กระผมอยากเห็นปรึกษาหารือ ภายในเรียบร้อย ปรากฏต่อสาธารณะคือประกาศสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าการไปพบปะ มีสาธารณะจับจ้องอยู่แล้วออกมาแล้วไม่มีข้อยุติ อันนี้คือเรื่องที่มีความสําคัญมาก ที่กระผมอยากจะกราบเรียน สืบเนื่องจากเรื่องนี้ก็คือว่าอยากเห็นความชัดเจนด้วยว่า กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยจะทํางานกันอย่างไร ประเด็นก็มีอยู่ว่า หลายครั้งพวกเราก็จะมีคําพูดสั้น ๆ แล้วก็ทําให้คนนี่ไขว้เขว เหมือนกับเมื่อสักครู่ผม ชี้ให้เห็นว่าคนใช้คําว่า กลไกตลาด เสียจนไม่กล้าไปปรับการส่งเงินเข้ากองทุนน้ํามัน บางทีคนมาพูดเรื่องความอิสระของธนาคารกลาง จนเสมือนกับว่ารัฐบาลหรือกระทรวง การคลังไปยุ่งเกี่ยว ไปเกี่ยวข้องอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่ครับ ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้ยืนยัน ความเปึนอิสระของธนาคารกลางใน ๒ แง่มุมคือ
๑. ส่วนที่เขากํากับดูแลสถาบันการเงินไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่ให้เกิดปัญหา เรื่องสถาบันการเงิน เรื่องการปล่อยสินเชื่อ เรื่องการกํากับดูแล
๒. ไม่ไปทําลายวินัยของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งต้องดูแลปัญหาเงินเฟัอ เพราะเขาจะกลัวว่าฝ์ายการเมืองอย่างพวกเรานี่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเงินเฟัอกลัวเศรษฐกิจ ไม่ดี กลัวจะเสียคะแนนเสียง ก็อย่าไปทํา อย่าไปทําให้เสียวินัย แต่ไม่ได้หมายความว่า นโยบายการเงินกับนโยบายการคลังจะเปึนอิสระต่อกันได้ เปึนไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น เกี่ยวพันกับเรื่อง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ กับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ก็คือผมอยากเห็นธนาคาร กลางกับกระทรวงการคลังนี่ครับ เมื่อพบปะกันแล้วสามารถแสดงจุดร่วมมาได้ชัดเจนว่า ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและเปัาหมายทางเศรษฐกิจตรงกันนะ แล้วจะมีการแบ่งหน้าที่ว่า นโยบายการเงินจะไปทําอะไร นโยบายการคลังจะไปทําอะไร ตรงนี้ไม่ใช่การแทรกแซงครับ แต่จะเปึนการสร้างความเชื่อมั่นว่ามีการประสานสอดคล้องกันแล้วระหว่างกระทรวงการคลังกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ความผิดของท่านรัฐมนตรีหรอกครับ เพราะว่าปัญหานี้ เกิดขึ้นมาก่อนท่านเข้ามาอยู่แล้ว เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์โดยกระทรวงการคลังว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยทําอย่างนั้นอย่างนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์กลับมาจากธนาคาร แห่งประเทศไทยว่าแล้วทําไมกระทรวงการคลังไม่ทําอย่างนั้นอย่างนี้ บรรยากาศอย่างนี้ ไม่เอื้อต่อความเชื่อมั่นทางการเงินการคลัง ซึ่งท่านรัฐมนตรี และถ้าจําเปึนท่านนายกรัฐมนตรี ก็ต้องแสดงภาวะความเปึนผู้นําในการที่จะสร้างความเชื่อมั่น และกติกาในการทํางานกับ ธนาคารแห่งประเทศไทยให้เกิดความชัดเจนขึ้นครับ นี่คือประเด็นแรกที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ คือความเชื่อมั่น
ประเด็นถัดมาครับ หลักของนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ในการที่จะแก้ปัญหา เศรษฐกิจส่วนหนึ่งก็คือเรื่องโครงการขนาดใหญ่ จะสร้างงาน สร้างรายได้ มีการพูดกัน เยอะแล้วนะครับ ทั้งรถไฟฟัา ทั้งรถไฟทั้งที่เปึนความเร็วสูงทั้งที่เปึนรถไฟทางคู่ ก้างปลา ชานเมืองไปจนถึงเรื่องของระบบการจัดหาน้ําที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของ อุโมงค์ส่งน้ํามูลค่าหลายแสนล้านบาทที่จะผันน้ําเข้ามาสู่ภาคอีสาน รวมไปถึงการพูดถึง การพัฒนาสนามบินที่เปึนโครงการขนาดใหญ่ ทั้งสุวรรณภูมิและก็ท่าอากาศยานอื่น ๆ กระผมขอกราบเรียนเลยนะครับว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยว่าจะต้องมีการลงทุนขนาด ใหญ่ เพราะในช่วงหลายป้ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานเราขาดการพัฒนา แต่สิ่งที่อยากจะ กราบเรียนก็คือว่าโครงการขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นขอให้ปฏิบัติหรือเกิดขึ้นได้จริงภายใต้ หลักการของความคุ้มค่าและความโปร่งใสเปึน ๒ หลักสําคัญ ที่ต้องกราบเรียนอย่างนี้ เพราะว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้เคยมีการพูดถึงโครงการขนาดใหญ่เยอะมากมูลค่ามหาศาล แต่สุดท้ายยังไม่ได้เกิดขึ้นเลยแม้แต่โครงการเดียว เหตุผลสําคัญก็เพราะว่าถ้าเราขยันพูดกัน ไปทีละโครงการ ๆ พอเรามารวมตัวเลขเหมือนกับที่ข่าวลงในวันนี้ก็จะพบว่ามีภาระหนี้สิน ที่อาจจะต้องเกิดขึ้นอาจจะเปึนมูลค่าเปึนล้านล้านบาท ภาระหนักก็ไปตกอยู่ที่กระทรวง การคลังอีกว่าจะจัดหาเงินด้วยรูปแบบงบประมาณหรือพันธบัตรหรือจะกู้ยืมในรูปแบบใด ขอให้จัดลําดับความสําคัญครับ เปึนไปไม่ได้เลยครับโครงการที่พูดมาทั้งหมดที่ฟังมา ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเกิดขึ้นได้ในระยะเวลา ๔ ป้ข้างหน้า แต่ขอให้จัดลําดับความสําคัญ ไว้ว่าจะเดินหน้าโครงการไหนก่อนโครงการไหนหลัง ยกตัวอย่างเช่น กรณีรถไฟฟัา ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็อยากจะเห็น ๑๐ สาย อยากจะเห็นเส้นทางที่ท่านเห็นว่าเหมาะ อยากจะต่อไปยังชานเมือง ผมก็เรียนว่าไม่อยากให้เสียเวลาเรื่องการถกเถียงเรื่องเส้นทาง เพราะมันมีแผนของมันรองรับอยู่มาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนจะต่อขยายไป กระผมไม่ขัดข้อง เพื่อที่คนกรุงเทพฯ และคนชานเมืองจะได้มีรถไฟฟัาใช้จริงครับ แต่ถ้าเราจะต้องเสียเวลา ถกเถียงกันอีกว่าจะขีดเส้นสายสีนั้นใหม่หรือไม่ เกรงว่าในที่สุดกว่าโครงการนี้จะใช้การได้ กว่าจะเปึนไปตามคํามั่นที่พวกเราไปพูดกันว่าได้ใช้รถไฟฟัา ๑๐ สาย บางพรรคบอกด้วย ว่า ๑๕ บาทตลอดสายจะเกิดขึ้น มันจะเปึนระยะเวลาที่เนิ่นนานเกินไป ตรงนี้ก็ขอให้มี ความชัดเจนนะครับว่าไม่ไปกระทบกับขั้นตอนการทํางานจนเสียเวลาไปมากกว่านี้ หรือเรื่องน้ํามีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ลุ่มน้ําหรือลําน้ําระหว่างประเทศ มีการศึกษาการผันแม่น้ําโขงมาหลายจุดครับ ก็ขอให้รีบเอามาดูแล้วก็ตัดสินใจแล้วก็ เดินหน้า ตรงนี้เปึนเรื่องที่สําคัญ ส่วนกรณีของสนามบินนั้นคงต้องถามท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องเลยตรง ๆ ว่าในช่วง ๑ ป้กว่า ๆ ที่ผ่านมาหลังจากที่มีการเป่ดใช้สนามบิน สุวรรณภูมิ มีการเข้าไปประเมินปัญหาความเสียหายของรันเวย์ (Runway) และแท็กซี่ เวย์ (Taxi way) แล้วก็ต้องมีการป่ดซ่อมเปึนจุด ๆ ไปทั้งแท็กซี่ เวย์แล้วก็รันเวย์ จะกรุณาเป่ดเผย ได้ไหมครับว่า ความเสียหายขณะนี้จริง ๆ แล้วเท่าไร และจริงหรือไม่ว่ามีผลทําให้การป่ด ซ่อมในบางช่วงจะต้องไปใช้สนามบินดอนเมืองเพิ่มขึ้นอีก อยากให้กราบเรียนข้อเท็จจริงนี้ ต่อสภาเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อจะได้ช่วยกันคิดต่อว่าแล้วจะพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ในส่วนต่อขยาย หรือจะต้องกลับมาใช้สนามบินดอนเมืองหรืออย่างไร ตรงนี้ก็ขอถือ โอกาสทิ้งเปึนประเด็นไว้ให้ช่วยกรุณาชี้แจงด้วย แต่ย้อนกลับมาที่ประเด็นหลักอีกครั้งครับ ว่าเราไม่ได้ขัดข้องเรื่องโครงการขนาดใหญ่สนับสนุน แต่ขอให้เปึนโครงการที่คุ้มค่าและ ขอให้ดําเนินการอย่างโปร่งใส กระผมไม่อยากเห็นการพูดถึงโครงการขนาดใหญ่มากมาย แล้วก็สุดท้ายพี่น้องประชาชนไม่ได้ใช้ กระผมไม่อยากเห็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ในกรณีของโครงการโฮปเวลล์ (Hopewell) ที่ยังเห็นตําตากันอยู่ทุกวันนี้ในขณะนี้ไปเกิดขึ้นกับ โครงการในเรื่องการผันน้ําที่อีสานอย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นขอให้รัฐบาลได้ดําเนินการ แล้วก็ได้ดําเนินการตามหลักของความคุ้มค่า และความโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนอย่างแท้จริง การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังมีอีกส่วนหนึ่ง ก็คือส่วนที่สังคม ชอบเรียกว่านโยบายประชานิยม ซึ่งตรงนี้ก็จะเน้นมากในฐานะที่เปึนนโยบายเร่งด่วนที่ ปรากฏอยู่ในข้อ ๑ ครับ เช่นกรณีกองทุนหมู่บ้านเอสเอ็มแอล ธนาคารประชาชน พักหนี้ แล้วก็เรื่องอื่น ๆ ก็ขอกราบเรียนเช่นเดียวกันว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการที่จะเห็นการ กระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างโอกาสให้กับเศรษฐกิจชุมชนให้กับพี่น้องประชาชน การเข้าถึงเงินทุนก็ดี การจะมีโครงการที่พี่น้องในหมู่บ้านได้ตกลงร่วมกันก็ดีเราสนับสนุน แต่ขอตั้งข้อสังเกตและก็มีข้อเสนอแนะอยู่ ๓ เรื่อง เรื่องแรกก็คือว่าจริงครับจะโครงการอะไรก็ แล้วแต่ครับถ้าอัดฉีดเงินลงไป มันแก้ปัญหาเศรษฐกิจเศรษฐกิจเฉพาะหน้าได้ทั้งนั้นนะครับ โครงการจะดีจะเลวอย่างไร ถ้ามีเงินอัดฉีดไปมันก็หมุนเวียนมากขึ้น เศรษฐกิจมันก็ดีขึ้น ในระยะสั้น แต่เราอยากจะให้มีการไปประเมินดูว่าตรงไหนที่ทําแล้วไม่ใช่แค่ได้ประโยชน์ ระยะสั้น แต่สร้างขีดความสามารถให้กับพี่น้องประชาชนในชุมชนดําเนินการพัฒนา รายได้ พัฒนาอาชีพได้ ตรงนั้นทําต่ออย่างเต็มที่ อันนี้ก็จะเปึนเรื่องที่ดี แต่ในอีกหลายจุด ซึ่งก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเงินลงไปแล้วไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร เราจะปรับปรุงกันอย่างไร กระผมกราบเรียนว่าจริง ๆ หลักง่ายที่สุดที่อยากจะเห็นรัฐบาลนําเข้ามาจับก็คือหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ถ้าสามารถเอานโยบายที่สังคมเรียกว่าประชานิยม เวลาเงินลงไป กองทุนหมู่บ้านก็ดี เอสเอ็มแอลก็ดี มีการนําเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาจับ กระผมคิดว่านั่นจะเปึนวิธีการที่ทําให้นโยบายเหล่านี้มีความยั่งยืนในการช่วยเหลือเศรษฐกิจ ในระดับฐานรากได้ แต่ว่าในนโยบายฉบับนี้ยังไม่ค่อยชัดเจนครับ ผมดูง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓ เขียนเอาไว้ว่า รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดําเนินการตามแนวปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ในภาคผนวกรัฐบาลก็บอกว่าเรื่องนี้ให้อยู่ในนโยบายปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจ หน้า ๑๒ ผมก็ไปพลิกดูครับ ไม่ได้ชัดเจนครับ คําว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรากฏอยู่ในเรื่องเดียวคือเรื่องพลังงานทดแทน ซึ่งกระผมก็สนับสนุนนะครับในเรื่องของ การใช้มันสําปะหลัง ใช้อ้อยเพื่อมาผลิตพลังงานทดแทน ยกระดับราคาของอ้อยกับของ มันสําปะหลัง แต่ขอให้เอาเรื่องความพอเพียงไปจับในทุกเรื่อง รวมทั้งนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาลด้วย อันนี้ก็จะเปึนประโยชน์มากกว่าที่จะทําให้โครงการเหล่านี้เราต้องมาตาม แก้ปัญหาทีหลัง อย่างเช่นกรณีกองทุนหมู่บ้าน ก็ควรคิดเลยครับ ตรงไหนดี เปึนธนาคาร หมู่บ้านไปดีแล้ว ตรงไหน มีปัญหาครับ น่าจะคิดเรื่องของโครงการปรับโครงสร้างหนี้ ให้กับกองทุนหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อให้กองทุนเดินหน้าต่อไปได้ อย่างนี้เปึนต้นนะครับ
ประการที่ ๒ อยากให้รัฐบาลได้มีการประเมินความต้องการหรือปัญหา ความยากจนในแต่ละพื้นที่ให้ละเอียดมากขึ้น อย่าคิดว่าความยากจนที่เกิดขึ้นในจังหวัด หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งจะต้องมีสาเหตุเดียวกันกับอีกพื้นที่ แล้วแก้ได้ด้วยนโยบายที่พูดง่าย ๆ เหมือนเปึนนโยบายสําเร็จรูปไป บางพื้นที่อาจจะยากจนเพราะขาดแหล่งน้ํา บางพื้นที่ อาจจะยากจนเพราะว่าไม่มีถนนหนทางเชื่อมต่อไปยังตลาด บางพื้นที่อาจจะยากจน เพราะขาดแหล่งเงินทุน เราอยากเห็นการแก้ปัญหาความยากจนที่ไปตรงจุดกับ ความต้องการในแต่ละพื้นที่ ผมทราบดีครับว่ามันโฆษณาไม่ง่ายนโยบายแบบนี้ แต่อันนี้ จะเปึนผลที่จะดึงให้พี่น้องคนยากคนจนของเราหลุดจากความยากจนเปึนจริงมากกว่า หลายนโยบายซึ่งเวลาเราประกาศภาพรวมดูหวือหวาครับ แต่ใช้ผ่านไป ๕ ป้ ๖ ป้ ความยากจนก็ยังดํารงอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า ถ้าพูดถึงประชานิยม ในส่วนของการลดรายจ่าย กระผมอยากกราบเรียนว่าวันนี้น่าจะถึงเวลาที่เราสร้างระบบ สวัสดิการให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเปึนจริงเปึนจัง อย่าปล่อยให้เปึนเรื่องนโยบาย ประชานิยม ในเรื่องสวัสดิการกระผมแปลกใจเพราะว่าที่ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ว่าช่วงหาเสียงทุกพรรคพูดเหมือนกันหมดจนคนวิจารณ์ ว่าทุกพรรคจะเอารัฐสวัสดิการ อย่างนั้นหรือ ความจริงไม่จําเปึนต้องเปึนรัฐสวัสดิการหรอกครับ แต่ระบบสวัสดิการที่ดี ต้องมีมาทดแทนประชานิยม แต่ในนโยบายฉบับนี้ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน ไม่มีการพูดถึง ว่ากองทุนประกันสังคมจะมีการพัฒนาขยายอย่างไร เพื่อให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานได้ ประโยชน์มากขึ้นจากการถูกหักเงินเดือนอยู่ทุกเดือน ไม่มีการพูดถึงว่าตรงนี้จะไป เชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการอื่น ๆ อย่างไร แล้วก็มีเรื่องหนึ่งซึ่งจําเปึนจะต้องพูดก็คือกรณี ของคนชรา ว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะถือเปึนสิทธิครับ ที่เขียนไว้แค่นี้ไม่เพียงพอครับ ที่บอกขยายฐานเบี้ยยังชีพให้คนชราที่ไม่มีรายได้ วันนี้ต้องคิดแล้วครับว่าทําอย่างไร เงินมันมีเพียงพอเหมือนเปึนหลักประกันขั้นพื้นฐานสําหรับคนชราทุกคน แล้วก็คนชรา มีศักดิ์ศรีของความเปึนมนุษย์ที่จะมีระบบการออม หรือระบบสวัสดิการ หรือระบบ บํานาญรองรับ ขอให้ไปไกลกว่าที่เขียนไว้ตรงนี้ครับว่า ขยายสําหรับคนชราที่ไม่มีรายได้ ซึ่งก็จะเปึนเรื่องยากมาก เพราะในอดีตที่ผ่านมาปัญหาก็คือว่าใครจะได้เบี้ยยังชีพหรือไม่ ก็ไปขึ้นอยู่กับผู้นําชุมชน เพราะระบบของเราไม่ได้เปึนระบบในเชิงสวัสดิการอย่างแท้จริง ตรงนี้ก็เปึนข้อสังเกตของกระผมในเรื่องของเศรษฐกิจนะครับ ว่านอกเหนือจาก ความเชื่อมั่นโครงการขนาดใหญ่แล้ว ทําอย่างไรจะให้โครงการที่เราชอบเรียกกันว่า ประชานิยม สามารถที่จะพัฒนา ไปสู่สิ่งที่ยั่งยืนและเปึนประโยชน์สําหรับบ้านเมืองมากกว่า ผมขออนุญาตก่อนจะไปต่อ ในเรื่องถัดไปหมวดถัดไปก็คือ มันมีประเด็นในทางเศรษฐกิจที่ต้องการคําตอบ เพราะบางทีเราคิดเปึนเรื่อง ๆ เราไม่เห็นความเชื่อมโยงของนโยบายด้านหนึ่งที่ไปมี ผลกระทบกับพี่น้องประชาชนในอีกด้านหนึ่ง คําถามหลายคําถามผมเชื่อว่าสังคมต้องการ เห็นทิศทางที่ชัดเจนของรัฐบาล เช่น แนวคิดเรื่องการค้าการลงทุนกับต่างประเทศ เปึนอย่างไรแน่ จะเดินต่อหรือไม่กับการแก้ไขกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งจะไปนิยามหรือไปจํากัดการลงทุนของชาวต่างประเทศ จะคุ้มครองผลประโยชน์ ของธุรกิจไทยจากการแข่งขันการค้าการลงทุนอย่างไร จะจัดการกับปัญหาการค้าปลีก ขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยในหลายพื้นที่อย่างไร ผมว่า ๒–๓ วันนี้ เปึนโอกาสดีที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะได้ลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะแสดงออกให้ชัดเจน ว่าทิศทาง ของบ้านเมืองเราจะเดินไปในทางไหนในเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างที่เราเห็นผลกระทบชัดเจน แล้วตัวอย่างหนึ่ง ก็คือกรณีของการบังคับใช้สิทธิบัตร หรือบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร ที่เปึนที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข นี่เปึนตัวอย่างครับว่า จะบริหารจัดการกันอย่างไร จุดยืนคืออะไร กระผมกราบเรียนว่าความจริงความขัดแย้ง และวิธีการทํางานไม่น่าเปึนอย่างนี้เลย เปัาหมายเราควรจะตรงกันครับ
๑. สิทธิของผู้ป์วยในการเข้าถึงยาที่จําเปึนในราคาถูกเราต้องยืนยัน
๒. มาตรการใดที่เราทําไปไม่ขัดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ เราต้องถือ เปึนสิทธิของเราที่จะยืนยัน และ
๓. ถ้าคู่ค้ามีความไม่สบายใจในการดําเนินการของเราในเรื่องใด เจรจา วันนี้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็เพราะว่ารีบพูด พอไปรีบพูดว่าจะยกเลิกการบังคับใช้สิทธิบัตร วันนี้ผมกราบเรียนว่าทําให้อํานาจต่อรองของกระทรวงที่จะไปเจรจากับบริษัทลดลงไป ไม่ว่าเราจะเดินไปในเส้นทางที่จะใช้หรือไม่ใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรก็ตาม แล้วพอเวลานี้เรา บอกว่าจะต้องมีการประชุมตกลงกัน ตอนนี้เราก็เลยสร้างเปึนพันธมิตรขึ้นมา ๒ ข้างแล้ว ระหว่างฝ์ายธุรกิจกับฝ์ายต่างประเทศ กับในส่วนของผู้ป์วยที่มีปัญหาอีกด้านหนึ่ง ตรงนี้ ละครับที่ผมคิดว่าการบริหารจัดการในประเด็นเหล่านี้ต้องดีกว่านี้ มีความชัดเจน ในทิศทางหลัก ๆ ครับก่อนที่เราจะไปเร่งพูดเปึนเรื่อง ๆ ไป ก็เปึนข้อสังเกตในเรื่องนี้นะครับ
อีก ๒ เรื่องครับในเรื่องเศรษฐกิจที่ฝากคําถามไว้ ก็คือในส่วนของแรงงาน ก็กราบเรียนว่าจะเอาอย่างไรเรื่องของแรงงานต่างด้าว ซึ่งธุรกิจจํานวนมากใช้อยู่ในขณะนี้ จะเอาอย่างไรในแง่ของการเป่ดให้เข้ามา จะเอาอย่างไรในแง่ของการคุ้มครองสวัสดิการ แล้วก็ดูแลไม่ให้เปึนภัยในด้านความมั่นคง
แล้วก็สุดท้ายครับ สําหรับเรื่องของพลังงานเช่นเดียวกันครับ คือปัญหา การจัดหาพลังงานซึ่งมีเครื่องหมายคําถามใหญ่อยู่ในเรื่องของพลังงานนิวเคลียร์ว่าจุดยืน ของรัฐบาลนี้เปึนอย่างไร คิดว่าเปึนโอกาสดีที่จะได้แถลงเพื่อให้ผู้แทนของปวงชนชาวไทย ได้รับทราบในทิศทางของการทํางานในเรื่องนี้ครับ
ท่านประธานครับ ในส่วนของนโยบายถัดไปที่กระผมอยากจะกราบเรียน ก็คือนโยบายในเรื่องของภาคใต้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันนะครับว่า ไม่อยากเห็นการสัมภาษณ์ เปึนรายวันหรือเปึนเรื่อง ๆ เพราะยิ่งสร้างปัญหาหรือว่าสร้างความสับสน ในช่วงที่ผ่านมา มีคําพูดจากท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งไปกระทบกับ ความรู้สึกหรือเกิดความละเอียดอ่อนขึ้น ก็โชคดีว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ปรับทันนะครับ เช่น วันแรกท่านไปรับข้อเสนอว่าจะดําเนินการเรื่องการปลดป๋นหรือปลดอาวุธ พอเริ่มจะมี การวิพากษ์วิจารณ์ไปก็ดี ท่านก็บอกว่าเปึนเพียงข้อเสนอที่ท่านรับมาหรือคนมาเสนอให้ท่าน แต่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยมาพูดเรื่องเขตปกครองพิเศษซึ่งเปึนเรื่องละเอียดอ่อน ก็ดีว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่าไม่ควรพูด แต่ว่าอย่าให้เกิดขึ้นบ่อยไปกว่านี้ครับ เพราะว่า ในอดีตที่ผ่านมานี่เราควานหาว่ามันมีอะไรสักเรื่องหนึ่งไหมแล้วจะแก้ปัญหาภาคใต้ได้นี่ มันเปึนที่มาของความผิดพลาด จะเปึนเรื่องโจรกระจอก จะเปึนเรื่องยาเสพติด จะเปึน เรื่องเจ้าหน้าที่ทุจริตหรืออะไรก็แล้วแต่ มีความพยายามไปสรุปอยู่เรื่อยว่ามันมีเรื่องเดียว แล้วถ้าเราทําอย่างนั้น เราทําอย่างนี้ปัญหาจะหมดไป เปึนไปไม่ได้แล้วครับวันนี้ วันนี้ พวกกระผมก็จะพยายามนําเสนอมุมมองของพวกเราว่า แนวทางในการที่จะแก้ปัญหา ภาคใต้ครบวงจร ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของกฎหมาย เศรษฐกิจ การศึกษา การอํานวย ความยุติธรรม การสร้างโอกาสนั้นเรามีความคิดอ่านอย่างไร แล้วก็ย้ําอีกครั้งครับเรื่องนี้ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลต้องการให้เราให้ความเห็นเมื่อใด ในเวทีใดนั้นพวกเรายินดีเสมอ เพราะถือว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่มีความสําคัญมาก แล้วเรา อยากจะเห็นความเชื่อมั่น ความปลอดภัย ความมั่นใจ ความเปึนอันหนึ่งอันเดียวกัน เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดภาคใต้ แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนเบื้องต้นก็คือว่าต้องกลับไป ทบทวนความผิดพลาดในอดีต ความผิดพลาดที่เอาความรุนแรงไปต่อความรุนแรง แล้วไปเร่งความรุนแรงขึ้นมาเปึนวงจรใหม่ ตรงนี้ขอให้ทบทวนและมีความชัดเจนนะครับ การเดินไปข้างหน้าจะได้ไม่ผิดซ้ํารอย มีเรื่องหนึ่งซึ่งกระผมกราบเรียนครับว่า อยากจะให้ รัฐบาลได้ช่วยดูเปึนพิเศษเพราะว่าไม่แน่ใจเจตนาหรือความเข้าใจหรือความบกพร่องว่า มันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จริงอยู่แม้ว่าขณะนี้ที่มาของความขัดแย้ง หรือความรุนแรงในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่ประเด็นในเรื่องความเข้าใจระหว่าง ศาสนิกชนระหว่างศาสนาก็เปึนเรื่องสําคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ แปลกใจ นิดเดียวเท่านั้นเองละครับว่าทําไมในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนะครับเขียนเอาไว้ว่า รัฐบาลจะต้องมีนโยบายในเรื่องนี้ครับ ในรัฐธรรมนูญเขียนนะครับว่า รัฐต้องให้ ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเปึนศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับถือมาช้านานและศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา แต่พอมาดูนโยบายของรัฐบาลครับ ในหน้าที่ ๙ เหลือแค่เพียงอุปถัมภ์คุ้มครองและทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ไม่มีการพูดถึง การส่งเสริมความเข้าใจระหว่างศาสนิกชน ระหว่างศาสนา ตรงนี้ก็ขอกราบเรียนไว้เพื่อ รัฐบาลไปดําเนินการแก้ไขด้วยนะครับ
ถัดมาครับคือนโยบายเรื่องยาเสพติดก็เปึนอีกปัญหาใหญ่ซึ่งอยู่ในใจของ พี่น้องประชาชน เช่นเดียวกันนะครับเรื่องนี้มีบทเรียนในอดีตด้วย ทุกคนสนับสนุน การปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด แต่บทเรียนของปัญหาเรื่องสงครามกับยาเสพติด ที่ไปใช้วิธีนอกกฎหมายนี่ไม่ควรละเลย กระผมไม่อยากลงรายละเอียดครับเดี๋ยวจะถูก ประท้วงอีก แต่ไปหาอ่านได้นะครับ สื่อต่างประเทศยังวิพากษ์วิจารณ์อยู่นะครับ ยกตัวอย่างที่ผมมีในมือนี่บทความของเดอะ ซันเดย์ ไทม์ส (The Sunday Times) เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๐๗ เขียนวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีไว้อย่าง ค่อนข้างที่จะรุนแรงกระทบกับภาพลักษณ์ของเราพอสมควร ตรงนี้ก็เปึนจุดที่จะต้อง กลับไปทบทวนนะครับ ส่วนแนวคิดใหม่ ๆ ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอ มานั้นก็ไม่แน่ใจนะครับว่าวันนี้จะมีการชี้แจงมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าบางเรื่องก็อยากให้ ระมัดระวังในการนําเสนอความคิดไป เช่น ไปสรุปว่าการล่อซื้อ จะเปึนตัวกระตุ้นการผลิต ทั้งหมด ที่จริงไม่ใช่หรอกครับ แล้วแต่พื้นที่ก็ไม่อยากให้ไปสรุปอะไร มิฉะนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะ มีความสับสนในแง่ของการดําเนินงาน หรือในกรณีที่ท่าน บอกว่า จะดําเนินการในเรื่อง ของการไปเจรจากับกลุ่มว้า อันนี้ก็คงจะต้องปรึกษา แล้วก็สอบถามไปยังกระทรวง การต่างประเทศเช่นเดียวกันว่า แนวคิด แนวทางที่จะดําเนินการอย่างนี้จะทําอย่างไร เพราะท่านได้พูดออกมาทางสาธารณะ
ประเด็นสุดท้ายที่วันนี้กระผมจะพูดก็คือ เรื่องของประชาธิปไตย เหตุผลที่ จะต้องพูดเรื่องนี้ แล้วก็เกี่ยวข้องกับนโยบาย แล้วก็เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรงเพราะว่า อย่างที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานในเบื้องต้น สถานการณ์วันนี้ทุกคนไม่ว่าจะเลือก หรือชอบฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล ต้องการประคับประคองบ้านเมืองและประชาธิปไตย ให้เดินไปข้างหน้า แต่จะเดินไปข้างหน้าได้ดีหรือไม่อย่างไร มันอยู่ในท่าทีของฝ์ายการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีที่สําคัญของรัฐบาลและผู้นํารัฐบาล
ประเด็นที่เปึนปมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประชาธิปไตยมีอยู่หลายเรื่อง ซึ่งยังอยู่ในความวิตกกังวลหรือความไม่เข้าใจหรือความคลางแคลงใจของประชาชน กระผมก็จะขอหยิบยกมาในบางเรื่อง
ประเด็นแรก ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงอยู่ในนโยบายแล้วว่าจะดําเนินการ สนับสนุนให้มีการศึกษาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อดําเนินการแก้ไขให้เปึนไป ตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและเปึนประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ โดยท่านใช้ว่า ในเวลาอันควรต่อไป ท่านเองเคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ๓ เดือนก่อนที่ท่านจะพ้นไป ปัญหา ของระบบสภาก็คือเราไม่ทราบครับว่ารัฐบาลจะพ้นไปเมื่อไรมันไม่เหมือนกับระบบที่มี วาระตายตัว และกระผมกราบเรียนว่าบังเอิญท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ อยากจะแก้ไขมาก เพราะอยากเลือกตั้งซึ่งไม่เปึนความจริงเลยครับ วันที่มีการลงประชามติ วันนั้นไม่มีใครรู้หรอกครับ การเลือกตั้งผลจะเปึนอย่างไร กระผมก็บอกว่าในฐานะการการเมือง ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองเห็นว่ารัฐธรรมนูญควรปรับปรุงแก้ไขในบทบัญญัติซึ่งยัง ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ทุกพรรคก็พูดเหมือนกันครับ ที่จริงพรรคพลังประชาชน ก็ชูเรื่องนี้มากที่สุดด้วย เพราะเปึน ๑ พรรคที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีตรงไหนหรอกครับเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ไปผูกเอาไว้ว่าถ้าแก้เสร็จ ต้องเลือกตั้งใหม่ ผมอยากให้เรามาตั้งหลักกันว่าในฐานะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยกัน เอาเวทีของสภาเปึนจุดเริ่มต้นของการศึกษาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วก็แก้ไข ไปให้เร็วที่สุดในสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง เปึนไปตามหลักประชาธิปไตย แล้วไม่ต้องกังวลนะครับ ก็เขียนบทเฉพาะกาลเข้าไป ไม่จําเปึนจะต้องไปรีบร้อนเลือกตั้งอะไร ผมเชื่อว่าท่านประธาน และท่านนายกรัฐมนตรีก็เข้าใจดีว่าทําได้ อันนี้ก็เปึนข้อเสนอของผมในเรื่องของฐธรรมนูญ
เรื่องที่ ๒ ที่ต้องสอบถามก็คือว่าในช่วงที่มีการตรากฎหมายความมั่นคง ออกมาครับ หลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคแกนนํารัฐบาลแสดงความคิดเห็น ไว้มากว่าเปึนกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย วันนี้อยากจะฟังครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีความคิดที่จะแก้ไขกฎหมาย ความมั่นคงหรือไม่ เพราะอะไร เพราะทางพวกกระผมเห็นว่ามันยังมีบทบัญญัติ บางอย่างซึ่งเราไม่สบายใจว่าจะเปึนปัญหากับการใช้อํานาจ แล้วเกินเลยขอบเขต ของสังคมประชาธิปไตยหรือไม่ จะได้มาช่วยกันแก้ไข ตรงนี้ก็เปึนคําถามในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของกฎหมายความมั่นคงครับ แต่ในส่วนที่เหลือที่เกี่ยวข้องกับ การประคับประคองประชาธิปไตยและบ้านเมือง ตรงนี้ก็คงเปึนเรื่องที่ผมอยากจะได้ กราบเรียนถึงแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ได้ขัดกับข้อบังคับหรอกครับ ข้อบังคับเขียนเอาไว้ชัดเจนว่าการอภิปรายในวันนี้ ให้อภิปรายในทางสนับสนุนและคัดค้าน ในเรื่องความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สําเร็จผล ตามนโยบาย ตรงนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะต้องอภิปราย แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนข้อคิด กับท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง
ข้อแรกเลย ก็คืออยากจะกราบเรียนว่ากระบวนการประชาธิปไตยต้อง สะดุดหยุดลงครั้งที่แล้วนี่ ถ้าเราพูดปลายเหตุเราก็ไปพูด ๑๙ กันยายน แต่ถ้าเราพูดกัน ที่ต้นเหตุเราก็ต้องพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทํางานของฝ์ายการเมือง ผมเองเข้ามาสู่ การเมืองหลังท่านครับ แต่ว่าก็ได้ติดตามการทํางานของท่านมาโดยตลอด ก็เปึนเรื่องแปลก อย่างหนึ่งว่า ๑๕–๑๖ ป้ ผมกับท่านไม่เคยนั่งฝัืงเดียวกันในสภาเลย แต่ผมก็ยังเชื่อว่า สําหรับบุคคลที่เติบโตมากับระบบรัฐสภาอยากและจะช่วยรักษาระบบรัฐสภาขอให้สิ่งที่ ท่านปรารภกับพรรคของท่านและคณะรัฐมนตรีเปึนสิ่งที่ท่านผลักดันจริง ๆ ก็คือการให้ ความสําคัญกับกระบวนการของรัฐสภา ปัญหาก่อนหน้านี้ก็คือมีความพยายามลด ความสําคัญของกระบวนการรัฐสภา คิดว่าเรื่องของสภา คิดว่าเรื่องของฝ์ายค้าน เปึนเรื่องน่ารําคาญ เปึนเรื่องที่ไม่สะดวกแล้วสุดท้ายก็เลยทําให้หลักการหลายอย่าง ผิดเพี้ยนไปจนเกิดวิกฤติทางการเมือง แม้ผมไม่เคยนั่งฝัืงเดียวกับท่าน แต่ถ้าท่านคิดเหมือนผม ก็คือเชื่อว่าเวทีนี้ องค์กรนี้ สถาบันนี้ ระบบนี้เปึนการปัองกันวิกฤติทางการเมืองได้ดีที่สุด ก็ขอให้ท่านได้ยึดแนวทางของการให้ความสําคัญกับสภา การตอบกระทู้ถาม การเป่ด โอกาสให้พวกเราได้เสนอญัตติ การเป่ดโอกาสให้พวกเราแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ทั้งในเชิงสนับสนุน ทักท้วงวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าทําอย่างนี้ผมเชื่อครับว่าเปึนพื้นฐานที่ดี ที่เริ่มต้นสําหรับการประคับประคองระบบรัฐสภาและประชาธิปไตยต่อไป แต่มันไม่พอครับ มันไม่พอก็คือว่าในสังคมประชาธิปไตยวันนี้มีฝ์ายอื่น ๆ ในสังคมด้วยที่จําเปึนจะต้อง มีบทบาทที่เหมาะสม และตรงนี้คือความห่วงใยที่ผมมีในแง่ของท่าทีของรัฐบาล แล้วท่านนายกรัฐมนตรี เช่น วันนี้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีเฉพาะพวกเรา ที่นั่งอยู่ตรงนี้ แต่มีการเมืองภาคประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วม มีการเมืองของกลุ่มคน ต่าง ๆ มีการเมืองท้องถิ่น ผมอยากเห็นท่าทีของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่เปึนมิตร กับฝ์าย ต่าง ๆ ในสังคมมากกว่าที่เคยเห็นในอดีต ผมไม่อยากเห็นภาพเหมือนกับวันที่ สมัชชาคนจนจากอีสานอยู่หน้า กทม. ตอนที่ท่านเปึนผู้ว่าฯ แล้วก็มีการรื้อเต็นท์ต้องไป ก้มกราบท่าน อยากเห็นการทํางานที่ยอมรับในเรื่องของสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนหรือองค์กรต่าง ๆ ซึ่งผมติดตามการทํางานของท่านมา ท่านอาจจะ ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางการเมืองอย่างนี้ แต่ผมคิดว่าสังคมวันนี้จะเปึนเรื่องที่มี ความสําคัญว่าเปึนความเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งจะสร้างความสมานฉันท์ได้ถ้ามี การให้เกียรติและมีท่าทีที่เปึนมิตรต่อกัน อันนี้ก็เปึนส่วนแรก ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของ สื่อสารมวลชน กระผมกราบเรียนท่านว่าสื่อสารมวลชนนี่ ผมต้องการเห็นรัฐบาลผมไม่อยากใช้ คําว่า เปึนมิตร จะใช้ คําว่า เคารพ ในการทําหน้าที่ของสื่อสารมวลชน ผมคนหนึ่งไม่มี ความรู้สึกขัดข้องหมองใจอะไรเลยเวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในลักษณะ ต่อปากต่อคํา หรือตอบโต้กับสื่อสารมวลชน ถ้าไม่ได้เปึนคําที่ไม่เหมาะสมนะครับ ผมก็คิดว่าเปึนเรื่องซึ่งสามารถทําได้เปึนสิทธิ เปึนสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นครับ แต่สําคัญกว่านั้นก็คือปัญหาเรื่องของการให้สิทธิ เสรีภาพกับสื่อสารมวลชน ท่านต้องไม่ลืมว่าสมัยที่ท่านเปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเปึนยุคที่มีการป่ดหนังสือพิมพ์มากที่สุด ต้องไม่ให้ปัญหาอย่างนั้น ย้อนกลับคืนมา เพราะสถานการณ์ของบ้านเมืองของประชาธิปไตยในวันนี้มันจะทําให้ เกิดความอึดอัด ทําให้เกิดการต่อต้านจนเกิดวิกฤติอย่างแน่นอน แต่ที่สําคัญไปกว่านั้น ก็คือว่าการแทรกแซงสื่อในวันนี้ไม่เหมือนสมัยโน้นแล้วที่ใช้อํานาจของตํารวจหรือ มหาดไทยป่ดหนังสือพิมพ์ เปึนการแทรกแซงในรูปแบบที่แนบเนียนกว่าผ่านกลไกของ ธุรกิจเอกชน ผมต้องพูดเรื่องนี้เพราะว่านโยบายที่เกี่ยวกับสื่อของรัฐบาลเขียนไว้สั้นมาก ข้อ ๘.๓ ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการและสื่อ สาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวางถูกต้อง เปึนธรรม และรวดเร็ว มีคนให้ข้อสังเกตว่าไม่ได้ พูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อที่น่าตกใจครับ ก่อนจะมาเปึนนโยบายฉบับนี้ครับ บังเอิญ มันมีร่างนโยบายที่เสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ อยู่ในมือของผมนี่ครับ วันนั้นไม่ได้เขียนอย่างนี้ครับ วันนั้นเขียนว่าส่งเสริมให้สื่อสารมวลชนของรัฐและเอกชนมี สิทธิเสรีภาพ ไม่ทราบคณะรัฐมนตรีเห็นความจําเปึนอะไรที่ต้องตัดถ้อยคํานี้ออก เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เปึนประเด็น อยากจะตัดบทตัดตอนกันท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อวานก็บอกว่ากรมประชาสัมพันธ์ชี้แจงแล้ว ท่านรัฐมนตรีจักรภพชี้แจงแล้ว ถ้าเราเชื่อ เรื่องสิทธิเสรีภาพมันไม่ใช่ครับ กระผมอยากจะกราบเรียนว่ายุคหลังที่แทรกแซงสื่อนี่ ไม่ได้ ใช้อํานาจรัฐเข้าไปป่ด อํานาจรัฐเข้าไปสั่งหรอกครับ กลไกที่ใช้มากที่สุด ก็คือรู้ว่าสื่อเปึนธุรกิจ จะเปึนวิทยุหรือเปึนโทรทัศน์ คนทํารายการ คนจัดรายการมีบริษัทเปึนธุรกิจ แล้วธุรกิจ ก็ต้องมีปัญหาคํานึงถึงความอยู่รอด ไม่ของบริษัทเองก็ต้องคํานึงถึงลูกจ้าง พนักงาน ซึ่งอาจจะตกงานเหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นใจกับคนที่ทํางานให้ไอทีวี วิธีที่แทรกแซงสื่อก็คือสร้างความกลัว สร้างความกลัวว่าถ้าไปแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ ในทางที่ไม่ถูกใจกับรัฐบาลแล้วจะทําธุรกิจต่อไม่ได้ กรณีของดอกเตอร์เจิมศักดิ์นะครับ ต้องเอ่ยนามท่าน คนนอกครับ ผมก็ไม่พูดให้ท่านเสียหายครับ ผมก็ทราบว่าดอกเตอร์เจิมศักดิ์นั้น กับหลาย ๆ ท่านในรัฐบาลรวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีคิดไม่ตรงกันอยู่แล้ว จําได้เมื่อป้ ๒๕๓๘ ท่านร่วมรัฐบาล ท่านยังเคยบอกเลยว่ามีบุคคล ซึ่งขณะนั้นเขาให้ท่านนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านยังบอกเลยว่าท่านไม่ขอแต่งตั้งใครหรอก แต่ขออย่าให้แต่งตั้ง ๓ คน ๑ ใน ๓ คือ ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ แต่ว่าท่านกับดอกเตอร์เจิมศักดิ์ไม่จําเปึนต้องเห็นตรงกัน แต่การเสนอมุมมอง การทําหน้าที่ของแต่ละฝ์าย ผมอยากเห็น มีโอกาสทํากันไป เรื่องของ ดอกเตอร์เจิมศักดิ์จะไปสรุปว่าท่านถอนตัวเอง ข้อเท็จจริงก็คือว่าท่านได้รับการติดต่อจาก เจ้าของบริษัทที่รับสัมปทาน แล้วมีการสื่อสารไปว่าบริษัทอาจจะมีปัญหากับผู้มีอํานาจ ในบริษัทผู้ที่เกี่ยวข้อง ๒–๓ คน เขาก็ตกลงกันว่าจะทําอย่างนี้ ถ้าไปสรุปตัดตอนว่าแปลว่า อยากจะเลิกจัดรายการเอง ไม่ใช่ครับ เหตุการณ์มันเกิดหลังจากที่ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ไปจัด รายการ แล้วก็ไปพูดถึงเรื่องเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม สืบเนื่องมาจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปสัมภาษณ์โทรทัศน์ต่างประเทศว่าเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม มีผู้เสียชีวิตคนเดียว ซึ่งแน่นอนครับกลุ่มญาติวีรชนหรือกลุ่มผู้ที่ได้รับความเสียหาย เขาก็แย้งว่ามันไม่จริง ในมือผมก็มีรายชื่อของผู้ที่มีการชันสูตรพลิกศพแล้วมีรายชื่ออยู่ ๓๘ คน นี่เฉพาะฝ์ายนักศึกษาและประชาชนที่เปึนผู้ต้องหา ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ก็เอาหนังสือ ซึ่งเขียนโดยคุณวีระ มุสิกพงศ์ มาอ่านให้ฟังว่าท่านนายกรัฐมนตรีเคยไปบรรยายเกี่ยวกับ เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ว่าอย่างไร เข้าใจว่าบรรยายที่ฝรั่งเศสมันไม่ตรงกับสิ่งที่ท่านให้สัมภาษณ์ พูดไปบังเอิญวันนั้นรายการหมดเวลาก่อน บอกวันรุ่งขึ้นจะมีการดําเนินการเสนอเรื่องนี้ต่อ ประเด็นของผมก็มีอยู่ว่า ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ควรจะมีสิทธิในการเสนอข้อมูลด้านนั้นไหม ถ้าเราเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อ เราก็ต้องบอกว่าท่านมี ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีหรือใคร จะเห็นไม่ตรงกับดอกเตอร์เจิมศักดิ์ หรือเห็นว่าดอกเตอร์เจิมศักดิ์เอาความเท็จมาพูดทําให้ เกิดความเสียหายก็สามารถดําเนินการได้ตามกฎหมาย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมไม่ทราบว่าจะเปึนเพราะความกลัวของบริษัทเองหรือจะเปึนเพราะมันมีคนใกล้ชิด หรือจะเปึนเพราะเจ้าตัว ไม่มีใครทราบได้นอกจากเจ้าตัวเท่านั้น แต่ลําพังการพูดว่าเรื่องนี้ จบแล้วมีการถอนตัวไป ท่านไม่คิดหรือครับว่ามันอาจจะทําให้เกิดกรณีที่ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ เกิดขึ้นต่อไปอีก แล้วก็อ้างว่าแต่ละบริษัทตัดสินใจเอง เพราะทุกคนกลัวเรื่องของธุรกิจ กรณีที่เกิดขึ้นกับ ๑๐๕ วิสคอม (Wisdom) ก็เปึนเพราะว่ากําลังจะต่อสัญญา จริง ๆ ในประวัติเขา ก็ไม่ค่อยกลัวนะครับ ท่านรัฐมนตรีจักรภพทราบดีเพราะว่าท่านจัดรายการอยู่ที่คลื่นนั้น รู้จักอยู่กับบริษัทนั้นช่วงที่ท่านเปึน นปก. เขาก็ไม่กลัว เขาก็ให้ท่านจัด ท่านหยุดจัดไปช่วงเดียว ก็คือตอนถูกควบคุมตัว กลับออกมาก็จัดต่อ แต่ทําไมวันนี้บริษัทกลัว แล้วเมื่อบริษัทกลัว รัฐบาลบอกเขาได้ไหมว่าไม่ต้องกลัว จัดต่อได้ไม่กระทบกับการทําธุรกิจอย่างนี้สิครับ ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ผมไม่บังอาจไปกล่าวหาหรอกครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีหรือ กรมประชาสัมพันธ์หรือท่านรัฐมนตรีคงไปสั่ง ผมเพียงแต่บอกว่าถ้าเราเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพ แนวทางของท่านวันนี้ต้องไม่ใช่แค่ปฏิเสธว่าผมไม่เกี่ยว ลุกขึ้นมายืนครับ ยืนยันเลยว่า เอาอาจารย์เจิมศักดิ์กลับมาจัดต่อได้ไม่กระทบกับเรื่องธุรกิจ อย่างนี้เราก็จะได้เริ่มต้น สามารถทําให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง ซึ่งลงเลือกตั้ง แต่ต้องหมายถึงสิทธิเสรีภาพของภาคประชาชน ของสื่อสารมวลชน ของนักวิชาการ ของฝ์ายต่าง ๆ ในสังคมด้วย เรื่องนี้ก็ขอเรียนไว้นะครับ เพราะว่าผมเห็น การปรับถ้อยคําในนโยบายที่เปึนที่มาฉบับล่าสุดและเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ผมเปึนห่วงมาก
ประเด็นถัดไปครับ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือกระบวนการ ประชาธิปไตยสะดุดทุกครั้ง ข้อหาข้อแรกคือทุจริต ทุกครั้งครับ แล้วก็เปึนข้อหาที่คน เชื่อด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราอยากจะประคับประคองบ้านเมือง รัฐบาลให้เดินต่อไป ข้างหน้านี่ต้องชัดเจนว่าเรามีท่าทีต่อปัญหาเรื่องการทุจริตการปฏิบัติราชการกันอย่างไร แน่นอนท่านนายกรัฐมนตรีแถลงไปเมื่อสักครู่ตอนท้ายยืนยันกับพวกเราว่าท่านจะบริหาร ราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่ว่าทั้งหมดนี่ต้องพิสูจน์กันด้วยการกระทํา แล้วก็ท่านเองท่านก็บอกว่าท่านจะดูแลไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้นในรัฐบาลของท่าน เข้าใจว่า วันศุกร์ท่านยังปรารภเลยว่าที่คนเริ่มไปพูดว่ารัฐบาลท่านมี มิสเตอร์เอส มิสเตอร์ที ซึ่งมาจากกรุงเทพมหานคร ท่านยืนยันบอกว่าไม่มีกรณีอย่างนั้น ก็ดีครับที่ท่านทราบว่า มันเริ่มมีเสียงพูดกันอย่างนี้ จะได้ปัองกันไม่ให้อะไรก็ตามซึ่งมันไม่ควรเกิดมันเกิด แต่ว่าสําคัญไปกว่านั้นก็คือว่าท่านจะจริงใจในการสนับสนุนกลไกที่จะต่อสู้กับปัญหา การทุจริตมากน้อยแค่ไหน ช่วงหาเสียงท่านบอกท่านจะยุบ คตส. ตอนนี้ก็ไม่พูดถึง การยุบ คตส. แต่ก็ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุน คตส. ให้ทํางานได้อย่างเต็มที่ เพราะเรื่องสุดท้ายต้องไปจบลงที่ศาลอยู่แล้ว จะสนับสนุนไหมครับ ให้ คตส. เขาได้ ทํางานอย่างเต็มที่ มีมือมีไม้ให้เจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมือ เพื่อที่คนที่ทุจริตจะต้องได้รับ โทษตรงไปตรงมา ตรงนี้ละครับคือเรื่องสําคัญ ผมจึงกราบเรียนเปึนประเด็นสุดท้ายครับ ว่าวันนี้ที่สุดบ้านเมืองเราจะเดินไปตามเปัาหมายที่ท่านแถลงนโยบายไว้หรือไม่ อยู่ที่หลักการทํางานของท่าน ผมเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรี วันก่อนท่านก็พูดอีกนะครับว่า ท่านมาตัวคนเดียว แล้วก็พูดทํานองว่ามีปัญหาว่าจะถูกมองว่าเปึนหุ่นเชิดหรือไม่ ก่อนหน้านี้แน่นอนครับเปึนเรื่องลําบากสําหรับท่าน แต่วันนี้ท่านเปึนนายกรัฐมนตรีของ ประเทศไทยแล้ว อํานาจอยู่ในมือท่าน เปึนตัวจริง และผมก็อยากให้ท่านได้พิสูจน์ตัวจริง ของท่าน ท่านได้ปรารภหรือบ่นมา ๒ ครั้งนะครับ ครั้งแรกในขณะที่จะทูลเกล้าฯ รายชื่อ คณะรัฐมนตรี ท่านเปึนคนปรารภออกมาเองว่าคณะรัฐมนตรีขี้เหร่ พวกกระผมไม่ได้พูดนะครับ สื่อมวลชนพยายามให้ผมวิจารณ์อยู่นาน ผมไม่พูดเลย แต่ท่านหยิบยกขึ้นมาเองแล้วท่าน ก็นํารายชื่อนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ โดยบอกว่าปรับ ๑๒ ตําแหน่งหรือไม่อย่างไร ผมไม่ทราบ สังคมก็เห็นใจท่าน ถัดมาพอจะมีการตั้งเลขานุการรัฐมนตรี ท่านก็ปรารภอีก เหมือนกับว่า รายชื่อนี้มันไม่เหมาะสม ก็ยังไม่ทราบว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร แต่กระผมกราบเรียนว่า สิ่งซึ่งเปึนปัญหาความอึดอัดของท่าน เราอยากให้ท่านจัดการ เพราะท่านมีอํานาจ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็จะเห็นนะครับ สังคมอยากให้ท่านเปึนตัวของตัวเองจริง ๆ สู้ ทําในสิ่งที่ท่านเชื่อว่าถูกต้อง แต่ถ้ามีหนที่ ๓ หนที่ ๔ หนที่ ๕ แล้วเปึนเพียงการปรารภ แต่ยังทําไม่ได้ วันนั้นมันจะย้อนกลับมาทําลายความเชื่อมั่นที่จะทําให้ท่านไม่สามารถ บริหารราชการแผ่นดินได้เปึนไปตามเปัาหมายของนโยบายนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องกราบเรียนว่า บางเรื่องครับ กระผมอยากจะขอกับท่านว่าเมื่อท่านมาดํารงตําแหน่งตรงนี้แล้ว ท่านละเว้นอย่าไปเกี่ยวข้องได้ไหม เพราะสิ่งที่ไปตอกย้ําว่าท่านจะเปึนนายกรัฐมนตรี จริงหรือไม่ หรือมีแรงกดดัน หรือใครมาเชิดอยู่นี่มันก็อยู่กับการที่ว่าท่านยังต้องทําหน้าที่ ไปปกปัองอดีตผู้นําหรือไม่อย่างไร ผมว่าวันนี้ไม่ใช้หน้าที่ของท่านนายกรัฐมนตรีแล้วที่จะ มาพูดว่าข้อกล่าวหาต่อท่านอดีตนายกรัฐมนตรีมันเปึนอย่างไร ให้กระบวนการยุติธรรม ดําเนินการไปในตัวของมันเถอะครับ วันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของท่านแล้วที่พยายามจะบอกว่า ยังมีมือที่มองไม่เห็นเข้ามาสู่กระบวนการ กกต. บ้าง ป.ป.ช. คตส. ผมไม่ทราบ วันนี้หน้าที่ ของท่านคือจัดการกับความขี้เหร่ ความเลวร้าย ความชั่วร้ายที่มองเห็น จัดการเสียครับ ถ้าวันนั้นท่านทําสิ่งเหล่านี้สําเร็จนะครับ ผมคิดว่าท่านก็จะก้าวลงจากตําแหน่งในฐานะ นักการเมืองซึ่งมีประวัติการทํางานการเมืองมายาวนานได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ว่าถ้าท่านไม่สามารถหลุดพ้นตรงนี้ได้ครับ แล้วเปึนนายกรัฐมนตรีเทียม ผมเชื่อว่า ท่านไม่ประสงค์อย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ที่สําคัญก็คือว่าประเทศชาติและประชาชนคนไทย และสถานการณ์ของพวกเราทุกคนในวันนี้ไม่ต้องการสิ่งนั้นครับ กราบขอบพระคุณครับ