อัมพล จี้รัฐบาลเร่งแก้กฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายและปรับปรุงระบบประกันภัยรถ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

อัมพล จินดาวัฒนะ หารือเรื่องนโยบายการกระจายอำนาจและการบริการสาธารณสุข โดยชี้ว่ารัฐบาลยังไม่ได้กำหนดเรื่องนี้ในนโยบายและเรียกร้องให้ผลักดันการขยายผลจากการทดลองจัดบริการสาธารณะในรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรมหาชน พร้อมทั้งเสนอให้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข เพื่อสร้างกองทุนเยียวยาโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฉบับใหม่ เนื่องจากเห็นว่าระบบปัจจุบันล้าสมัยและควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขเร่งด่วน

นายอําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา ในนามของคณะกรรมาธิการ สาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีท่านผู้หญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่านครับ เปึนประธานครับ กระผมใคร่ขออนุญาตอภิปราย แสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในด้านการพัฒนาสุขภาพประชาชน ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารนโยบายหน้า ๙ ข้อ ๒.๓ นโยบายการพัฒนาสุขภาพ ของประชาชนรวม ๔ ประเด็นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หากอภิปรายไปแล้ว อาจจะเลย ๒๐ นาทีบ้างเล็กน้อย ขอความกรุณาท่านประธานได้กรุณาใช้ดุลยพินิจ ให้ความเมตตา เพราะว่าสักครู่นี้โควตาของ สนช. นั้นได้ร่นเวลาสั้นเข้ามาประมาณ ๙ นาทีครับ หากท่านเห็นว่ายังเปึนสาระ แล้วก็เปึนประโยชน์ก็ขอความกรุณาท่านครับ

ประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธานที่เคารพ เปึนที่น่ายินดีครับที่รัฐบาล ได้เขียนไว้ในนโยบายข้อ ๒.๓.๑ นะครับ ว่าจะเพิ่มคุณภาพของระบบหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไม่เปึนอุปสรรคครับ ท่านประธานครับ ในปัจจุบันนี้คุณภาพบริการของการบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยังมีปัญหาและมีอุปสรรคมากมายที่ทําให้ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการที่ดีครับ กระผมจะขอ อนุญาตนําเรียน ๓ เรื่องด้วยกันครับ เรื่องที่ ๑ ครับ ปัจจุบันนี้ยังมีความเหลื่อมล้ํากัน อย่างมากระหว่างประชาชนที่อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔๘ ล้านคนนะครับ กับผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคมและกลุ่มข้าราชการ พนักงาน รัฐวิสาหกิจและครอบครัว โดยประชาชนที่อยู่ในกลุ่มแรกนี้ ๔๘ ล้านคน ได้รับงบประมาณ สนับสนุนเพียงป้ละประมาณ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และครอบครัวซึ่งมีจํานวนไม่ถึง ๑๐ ล้านคน ใช้งบประมาณรักษาพยาบาลสูงถึงป้ละ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ตรงนี้เปึนความเหลื่อมล้ําที่รุนแรง เพราะฉะนั้นคุณภาพบริการ สําหรับประชาชน ๔๗–๔๘ ล้านคนจึงมีปัญหามาโดยตลอด ตรงนี้กระผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครับว่ารัฐบาลมีนโยบายอย่างไรที่จะลด ความเหลื่อมล้ําตรงนี้เพื่อจะไปเพิ่มคุณภาพบริการให้กับประชาชนภายใต้ระบบหลักประกัน ที่รัฐบาลได้กล่าวถึงครับ

สําหรับเรื่องที่ ๒ ในประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน การจัดบริการสาธารณสุข ให้แก่คนไทยภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ๔๘ ล้านคนนี้นะครับ ประชาชนส่วนใหญ่ เปึนชาวบ้านที่อยู่ในภูมิภาคและชนบทครับ ประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์ พยาบาล เรื้อรังรุนแรงมาโดยตลอด ประเทศไทยมีแพทย์โดยเฉลี่ยโดยประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ทํางานอยู่ในเมืองและในกรุงเทพฯ เปึนส่วนใหญ่ ทํางานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนระดับ อําเภอทั่วประเทศเพียงประมาณร้อยละ ๑๐ เท่านั้นเองครับ คือประมาณ ๓,๐๐๐ คน แต่ต้องแบกรับภาระบริการประชาชนกว่าครึ่งประเทศ แพทย์ พยาบาลเหล่านี้ต้อง ทํางานหนักอยู่ในภาวะงานล้นมือ เครียดและเหน็ดเหนื่อย ในขณะที่ประชาชนนั้น คาดหวังในเรื่องของสิทธิและคาดหวังคุณภาพบริการที่สูงขึ้น จึงเกิดปัญหาความขัดแย้ง มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป์วยมากขึ้นตามลําดับ ในขณะเดียวกันนั้น รัฐบาลได้มีนโยบายขยายบริการธุรกิจสุขภาพ ซึ่งเขียนไว้ในนโยบายปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการนะครับ อยู่ในข้อ ๓.๒.๓.๒ หน้า ๑๕ ซึ่งนโยบาย ขยายบริการธุรกิจสุขภาพนี้เปึนนโยบายที่มุ่งผลกําไรทางเศรษฐกิจเปึนหลัก แต่ในขณะเดียวกันนโยบายนี้จะเปึนตัวดูดแพทย์ พยาบาลให้เข้าเมืองมากขึ้นเพื่อไป รองรับการจัดบริการให้กับต่างชาติ ก็จะเปึนการซ้ําเติมปัญหาการขาดแคลนแพทย์ พยาบาลในชนบทรุนแรงมากขึ้น ตรงนี้ก็เปึนคําถามครับสําหรับรัฐบาลว่ามีนโยบาย และมาตรการที่จะแก้ปัญหาความรุนแรงอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะดูไปแล้วนโยบาย ทางด้านเศรษฐกิจประเด็นนี้และนโยบายทางด้านสังคมที่เกี่ยวกับสุขภาพนั้นจะขัดแย้ง กันอยู่ในตัวครับ

เรื่องที่ ๓ ในประเด็นที่ ๑ เรื่องนี้เปึนเรื่องปัญหาการเข้าถึงยาของผู้ป์วยที่ อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปัญหานี้เปึนปัญหาใหญ่ครับ เพราะรัฐบาล มีงบประมาณให้ผู้ป์วยต่อหัวเพียงป้ละประมาณ ๒,๑๐๐ บาทเศษต่อคน ในขณะที่ จําเปึนต้องขยายชุดสิทธิบริการ ชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพราะมีโรคภัยไข้เจ็บ เพิ่มขึ้น และยาหลายชนิดมีราคาแพง เพราะยังเปึนยาที่ติดสิทธิบัตรอยู่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการเข้าถึงยาจําเปึนของผู้ป์วยภายใต้ระบบหลักประกันนี้ เปึนเรื่องที่สําคัญ ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วได้มีการดําเนินการมาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ เหนือสิทธิบัตรยา ที่เรียกว่า คัมพัลซะรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ขอประทานโทษ ที่ใช้ภาษาอังกฤษครับ หรือที่คนไทยขณะนี้รู้จักกันว่า ซีแอล (CL) เรื่องนี้กรรมาธิการ สาธารณสุขของสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ติดตามศึกษามาตลอดอย่างใกล้ชิดครับ พบข้อมูลดังนี้ครับท่านประธานครับ รัฐบาลชุดที่แล้วได้นําการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐเหนือ สิทธิบัตรยา ผมจะเรียกสั้น ๆ ว่าซีแอลนี้นะครับ สําหรับยาต้านไวรัส ๒ รายการ ยาละลาย ลิ่มเลือดในผู้ป์วยโรคหัวใจ ๑ รายการนะครับ เพื่อทําให้สามารถซื้อยาชื่อสามัญตัวเดียวกัน ในราคาที่ถูกลงเปึน ๑๐ เท่ามาใช้รักษาผู้ป์วย ทําให้สามารถประหยัดงบประมาณได้ป้ละ เปึนพันล้านบาทครับ สามารถนําเงินที่ประหยัดได้ไปขยายสิทธิให้กับผู้ป์วยไตวายเรื้อรัง สามารถฟอกไตได้เปึนพันคนนะครับ แล้วก็สามารถขยายการเข้าถึงยาของผู้ป์วยเอดส์และ ผู้ป์วยโรคหัวใจภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้เปึนหมื่นคน และรัฐบาลยังได้ ขยายการทําซีแอลเพิ่มอีก ๔ รายการ สําหรับยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็ง กระเพาะอาหาร มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านมที่มีราคาแพงมาก ซึ่งก็จะสามารถทําให้ผู้ป์วย ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้าถึงยาเหล่านี้เพิ่มขึ้นประมาณ ๑๐,๐๐๐–๑๒,๐๐๐ ราย และประหยัดงบประมาณได้ป้ละถึง ๔,๐๐๐–๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ

ท่านประธานที่เคารพ เรื่องซีแอลนี้กระผมขออนุญาตขยายความเพิ่มเติม โดยสังเขปดังนี้ โดยหลักการแล้วเปึนหลักการสากลของการที่มีกฎหมายทรัพย์สิน ทางปัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งบ้านเราก็มีกฎหมายสิทธิบัตรบังคับใช้อยู่ กฎหมายนี้ รัฐจะให้สิทธิบัตรหรือเอกสารสําคัญที่รัฐออกให้แก่ผู้ลงทุนในการวิจัยเพื่อการพัฒนา หรือประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ที่สามารถนํามาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยรัฐให้สิทธิผูกขาดแก่ ผู้ทรงสิทธิในการนําเข้า จําหน่าย หรือใช้ผลิตกรรมนั้นเปึนเวลานานถึง ๒๐ ป้ ก็เพื่อให้ผู้ลงทุน ได้ถอนทุนจากทรัพย์สินทางปัญญาของตน เรื่องยาก็เข้าข่ายเรื่องนี้ครับ เมื่อบริษัทยา ข้ามชาติจดสิทธิบัตรยา เขาก็จะได้รับการคุ้มครองนานถึง ๒๐ ป้ แล้วก็จะสามารถกําหนด ราคายาที่สูงได้เพราะไม่มีคู่แข่ง โดยอ้างว่าการผลิตยาแต่ละตัวต้องลงทุนศึกษาวิจัย และพัฒนาด้วยต้นทุนที่สูงมาก แต่ในความเปึนจริงหาเปึนเช่นนั้นไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ หนังสือที่กระผมถืออยู่นี้คือหนังสือกระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาตินะครับเปึนภาษาไทย ที่แปลมาจากหนังสือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า เธอะ ทรูธ อะเบาท์ เธอะ ดรัก คัมพะนีส์ (The Trugh About the Drug Companies) ซึ่งเขียนโดยแพทย์หญิงมาร์เซีย แอนเจลล์ ซึ่งเปึน ผู้ที่มีวิชาการและก็ได้รับการยอมรับในสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิง ประจักษ์นะครับ พบว่าธุรกิจยาในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าสูงถึง ๒ แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ ๘ ล้านล้านบาทต่อป้ครับ ระบบผลิตและจําหน่ายเปึนระบบที่ซับซ้อนและดํามืด ที่เรียกว่า ดํามืด ก็คือป่ดลับ ประชาชนทั่วไปรู้แต่เพียงที่บริษัทยาบอกว่าเราทําเพื่อประชาชน ยาแพงเพราะเราลงทุนวิจัยมาก แต่ข้อเท็จจริงที่แพทย์หญิงผู้นี้ได้ศึกษาวิจัยพบว่า การวิจัยส่วนใหญ่ในการผลิตยาใหม่ไม่ได้ทําโดยบริษัทยาครับ แต่เปึนการลงทุน โดยรัฐ คือใช้เงินของสาธารณะ บริษัทยาได้กําไรมหาศาลบนความเจ็บป์วยของประชาชน ราคายาแพงทําให้คนจนทั้งในสหรัฐอเมริกาเองและในโลกไม่สามารถเข้าถึงยาจําเปึน ต่อชีวิตได้ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยาบางรายมีเงินเดือนแต่มีค่าตอบแทน ประจําป้ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อคนต่อป้ ไม่นับรวมหุ้นที่มีอยู่ ในบริษัทอีก เงินที่บริษัทยาจํานวนมากใช้ ใช้เพื่อการวิ่งเต้นนักการเมือง ในการออก กฎหมายหรือยับยั้งการออกกฎหมาย ซึ่งจะยังประโยชน์ให้กับบริษัทยา ตรงนี้อาจจะต้อง ขีดเส้นใต้ไว้สัก ๒–๓ เส้น สําหรับที่เราจะได้ดูกันต่อไปนะครับ และยังทําให้ประชาชน เสียประโยชน์ในการเข้าถึงยา เพราะราคาแพงมาก ในประเทศสหรัฐอเมริกาเองครับ คนอเมริกาซื้อยาแพงมากก็จะไปขอซื้อยาที่ประเทศข้างเคียง ที่แคนาดาซึ่งถูกกว่า บริษัทยาก็วิ่งเต้นให้รัฐสภาออกกฎหมายห้ามประชาชนของตัวเองซื้อยาจากต่างประเทศ และมีการใช้เงินเข้าไปครอบงําอยู่ในระบบการทํางานของระบบของสํานักงานอาหาร และยาต่าง ๆ ในประเทศต่าง ๆ เปึนจํานวนมาก ที่กระผมกราบเรียนตรงนี้เพื่อจะ ให้เห็นว่าอิทธิพลของบริษัทยาข้ามชาตินั้นมากมายสักเพียงใดครับ ท่านประธานครับ เมื่อความจริงเปึนดังนั้น ในระดับสากลเขาจึงมีข้อตกลงสําคัญเกิดขึ้นที่เรียกว่า ประกาศที่ กรุงโดฮา ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับคือ โดฮา เดคคลาเรชั่น ออน ทริพส์ แอนด์ พับลิก เฮลธ์ (Doha Declaration on Trips and Public Health) นะครับ ข้อตกลงนี้ เปึนข้อตกลงภายใต้องค์การค้าโลกนะครับ เขากําหนดว่าประเทศสมาชิกองค์การค้าโลก สามารถออกกฎหมายหรือมาตรการยืดหยุ่นให้รัฐหรือผู้อื่นใช้สิทธิแทนผู้ทรงสิทธิได้ ในกรณีที่ทําเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลเจ้าของธุรกิจที่ผูกขาด สิทธิบัตรอย่างไร้คู่แข่ง ซึ่งถ้าไม่มีช่องทางนี้ในการถ่วงดุลนะครับ ประชาชนก็จะเกิดปัญหา การเข้าไม่ถึงการบริโภคสินค้าและยาจําเปึน ข้อตกลงนี้เปึนข้อตกลงสากลครับ ท่านประธานครับ กฎหมายสิทธิบัตรของประเทศเราก็เขียนรองรับข้อตกลงนี้ บริษัทยา ทุกแห่งทราบข้อตกลงนี้มาโดยตลอดและทราบกฎหมายนี้มาโดยตลอดครับ ประเทศ ที่พัฒนาแล้วทุกประเทศก็ทราบ แล้วมีการใช้มาตรการการทําซีแอลกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเปึนสหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี บราซิล ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เปึนต้นครับ ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ แต่ประเทศไทย เราไม่เคยทํามาก่อนครับ จนกระทั่งรัฐบาลที่ผ่านมาได้ทําซีแอลเปึนครั้งแรก เพราะว่า ประเทศไทยต้องดูแลผู้ป์วยภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ ๒๕๔๕ ครับ เพื่อจะให้คนไทยเข้าถึงยาได้ทั่วถึง กฎหมายสิทธิบัตรของไทย ได้กําหนดให้กระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องมีอํานาจบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาได้ เมื่อทําซีแอลแล้วรัฐยังต้องจ่ายลิขสิทธิ์นะครับ ค่าลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทที่เปึนผู้ทรงสิทธิ ในอัตราที่สมเหตุสมผล และบริษัทยาผู้ทรงสิทธิถ้าไม่พอใจก็สามารถให้กรมทรัพย์สิน ทางปัญญาชี้ขาดได้ ไม่ได้เอามาฟรีนะครับ จากนั้นรัฐก็มีสิทธิที่จะสั่งยาชนิดเดียวกัน ที่ผลิตโดยบริษัทยาอื่นที่เปึนสูตรสามัญที่มีมาตรฐานเดียวกันจากบริษัทยาอื่น ซึ่งมักจะ ถูกกว่าเปึนสิบ ๆ เท่ามาใช้ในการรักษาผู้ป์วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งรัฐ ซึ่งอันนี้ เปึนเหตุผลว่าที่กระผมกราบเรียนว่าทําไมรัฐประหยัดเงินได้มากและขยายบริการได้มาก แต่รัฐไม่มีสิทธิเอายานี้ไปขายเปึนเชิงการค้า หรือขายในท้องตลาดทั่วไปนะครับ กระผมจะกราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ยกตัวอย่างยาชนิดหนึ่งเปึนยารักษา มะเร็งเต้านมบริษัทยาผู้ทรงสิทธิผลิตและขายเม็ดละ ๒๓๐ บาท ผู้ป์วยต้องทานวันละเม็ด เดือนหนึ่งก็ประมาณ ๗,๐๐๐ บาท แต่ยาเดียวกันนี้ผลิตเปึนยาสามัญบริษัทอื่นผลิต ที่ไม่ใช่บริษัทผู้ทรงสิทธิยาราคาเม็ดละเพียง ๖ บาท ถึง ๗ บาทเท่านั้น ราคาถูกกว่ากัน ๓๐ เท่าครับ เพราะฉะนั้นนโยบายการทําซีแอลนี้ก็เพื่อจะทําให้คนไทยภายใต้ระบบ หลักประกันสุขภาพเข้าถึงยา การใช้มาตรการทําซีแอลเช่นนี้นะครับ รัฐสามารถทําได้เพราะถูกหลักสากล ถูกกฎหมาย สากลและกฎหมายไทย รัฐสามารถประหยัดงบประมาณ ขยายการเข้าถึงยาให้กับ ประชาชนได้อย่างชัดเจน ท่านประธานครับ มีบางท่านเปึนห่วงว่าการทําซีแอลจะเปึนเหตุ ให้ต่างชาติโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาใช้เปึนเงื่อนไขตอบโต้ทางการค้าและจะกระทบ การส่งสินค้าออกของประเทศไทยไปยังสหรัฐอเมริกา ข้อเท็จจริงเปึนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ สหรัฐอเมริกาไม่สามารถนําประเด็นซีแอลมาใช้เปึนข้ออ้างตัดสิทธิ ทางด้านการค้าหรือกีดกันทางด้านการค้าให้กับประเทศไทยได้เลย เพราะประเทศไทย ได้ทําตามข้อตกลงสากล และประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ใช้ทําซีแอลด้วยเช่นเดียวกัน การที่สหรัฐอเมริกาได้จัดประเทศไทยอยู่ในประเทศที่ต้องเฝัาระวังเปึนพิเศษเมื่อป้ที่แล้ว หรือไพรออริตี้ วอช ลิสท์ (Priority watch list) นะครับเมื่อป้กลาย สหรัฐอเมริกาไม่ได้อ้าง เหตุผลการทําซีแอลของประเทศไทยครับ แต่ประเด็นที่สหรัฐอเมริกานํามาอ้างนั้น เปึนเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์อื่น ๆ เช่น เรื่องเทปผี ซีดีเถื่อน เปึนต้น ไม่ได้นําประเด็นเรื่อง ซีแอลมาใช้เปึนข้ออ้าง เพราะการทําซีแอลนั้นถูกต้องตามหลักสากลและถูกตามกฎหมาย และประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ทําครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนโยบายมาตรการ บังคับใช้สิทธิโดยรัฐเหนือสิทธิบัตรยานี้ก็เพื่อให้ผู้ป์วยภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ของรัฐเองเข้าถึงยาจําเปึนโดยถ้วนหน้า ซึ่งก็ตรงกับนโยบายของรัฐบาลซึ่งกระผม กราบเรียนตอนต้นที่รัฐบาลเขียนไว้ว่า เพิ่มคุณภาพของระบบหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า และให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไม่มีอุปสรรคนะครับ ไม่เปึนอุปสรรค ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ช่วงที่ผ่านมานี่ท่าทีของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้แสดงออกถึง แนวทางการบริหารงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนที่รัฐบาลจะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันนี้ ดูคล้ายกับว่าอาจจะไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้เมื่อเช้าวันนี้เองครับ กระผมใคร่ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานผ่านไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่ารัฐบาล มีนโยบายต่อเรื่องนี้อย่างไรกันแน่ รัฐบาลจะยืนข้างประโยชน์ของประชาชนภายใต้ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ๔๘ ล้านคน และระบบสวัสดิการอื่นของรัฐตามนโยบาย ที่แถลงไว้ หรือจะเลือกยืนอยู่ข้างผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มธุรกิจข้ามชาติ เปึนหลักครับ

ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๒ ครับ ประเด็นที่ ๒ กระผมอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนเรื่องการกระจายอํานาจและการกระจายบริการสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลได้เขียนนโยบายไว้ในข้อ ๘.๑.๖ ๘.๑.๗ หน้า ๒๕ นะครับ ในนโยบายการเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ในด้านงานด้านสาธารณสุขนะครับ รัฐบาล ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ ซึ่งรัฐบาลอาจจะคิดอยู่แล้วนะครับ กระผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ในปัจจุบันประเทศของเราในด้านสุขภาพนั้นได้มี พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ใช้แล้ว มีการจัดงบประมาณบริการสาธารณสุขให้ประชาชนแบบต่อหัว ต่อคนต่อป้นะครับ ต่อหัวต่อคนต่อป้นี่ก็พูดซ้ําครับ จริง ๆ ก็คือต่อคนต่อป้นะครับ ไม่ได้จัดสรรผ่านกระทรวงสาธารณสุขแบบเดิมแล้ว แต่โรงพยาบาล สถานบริการ และสถานีอนามัยของกระทรวงสาธารณสุขยังคงเปึนสถานบริการของรัฐที่ขึ้นกับ กระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิมในอดีต ยังคงถูกพันธนาการด้วยการบริหารด้วยระบบ และระเบียบราชการรวมศูนย์เช่นเดิมทุกอย่าง ซึ่งทําให้ขาดความคล่องตัวในการบริหาร ทั้ง ๆ ที่ปรับระบบการเงิน การคลังไปแล้วอย่างสิ้นเชิงก็จะเจอปัญหามากมาย ทั้งเรื่อง การหาตําแหน่งบรรจุบุคลากรใหม่ ซึ่งก็จะไปติดขัดข้อจํากัดมาตรการควบคุมขนาด กําลังคนภาครัฐ ทําให้เปึนงูกินหางแก้ปัญหาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ระบบการเงินการคลังเปลี่ยนไปแล้ว รัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ และป้ ๒๕๕๐ ก็ได้กําหนดทิศทางกระจายอํานาจไว้ชัดเจน ปัจจุบัน เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ มีอํานาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะ เรามีการทดลองให้โรงพยาบาลบางแห่งออกไปบริหารในรูปแบบองค์การมหาชน เช่น โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ซึ่งก็ทํางานประสบความสําเร็จได้ดีมาก เรามีการทดลองถ่ายโอน สถานีอนามัยให้ อบต. เพื่อที่มีความพร้อมรับไปบริหารจัดการนะครับ ดูแลจัดบริการ สาธารณะ แต่เรื่องนี้ไม่มีความชัดเจนในนโยบายของรัฐบาล กระผมใคร่ขออนุญาต กราบเรียนรัฐบาลว่ามีนโยบายผลักดันเรื่องการกระจายอํานาจ และการจัดบริการ สาธารณสุขออกไปจากกระทรวง ทบวง กรมที่อยู่กับรัฐบาลกลางอย่างไรหรือไม่นะครับ จะมีการผลักดันสิ่งที่ทําแล้ว และทดลองทําอยู่ให้ขยายผลหรือไม่อย่างไรครับ

ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธานครับ เรื่องนโยบายการจัดการกับผลกระทบ ด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ เรื่องนี้ไม่พบว่ามีการเขียนไว้ในนโยบาย ด้านสุขภาพหรือในส่วนใด ๆ ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้ประชาชนได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ เพิ่มขึ้นมากมายครับ ยกตัวอย่างเช่น ที่มาบตาพุด ที่ระยอง ผู้ป์วยเจ็บป์วยเรื้อรังเปึนมะเร็ง เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศชัดเจน ผลกระทบด้านสุขภาพจากการทําเหมือง จากโรงไฟฟัาและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ ก็ได้ เขียนไว้ชัดเจนว่า การดําเนินโครงการหรือกิจกรรมอันก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทํามิได้ เว้นแต่ได้ศึกษาผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนก่อน ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ป้ ๒๕๕๐ ที่ให้มีการประเมินผลกระทบ ด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ โดยให้สิทธิประชาชนร้องขอให้มีการประเมินผลกระทบ และมีสิทธิเข้าร่วมด้วย ข้อนี้กระผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่ารัฐบาลได้มีการกําหนด เปึนนโยบายเอาไว้หรือไม่อย่างไรนะครับ หรือกระผมหวังว่ารัฐบาลคงไม่คิดหวังว่าจะให้ ประชาชนได้รับผลกระทบต่อไป ต้องเผชิญชะตากรรมด้วยตัวเองต่อไปตามลําพัง

ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้าย ขออนุญาตใช้เวลาอีกนิดเดียว ประเด็นที่ ๔ ประเด็นนี้ก็ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐบาลด้านสุขภาพ แต่กระผม ในนามของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอฝากรัฐบาล พิจารณาร่างกฎหมาย ๒ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจาก บริการสาธารณสุข ซึ่งมีการยกร่างกันไว้แล้วนะครับ โดยที่ฝ์ายราชการ ฝ์ายวิชาการ และฝ์ายประชาชนได้ร่วมกันยกร่าง เพื่อหวังให้มีกองทุนชดเชยความเสียหายให้แก่ประชาชน ที่ใช้บริการสาธารณสุขโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ทั้งนี้ก็เพื่อเปึนการเยียวยาผู้ป์วย ที่ได้รับผลเสียหายอย่างเหมาะสม ซึ่งจะทําให้สัมพันธภาพระหว่างผู้ป์วยกับแพทย์ดีขึ้น ลดความขัดแย้งระหว่างกันได้มาก เรื่องจะได้ไม่ต้องไปถึงโรงถึงศาลมาก อย่างในปัจจุบัน เรื่องนี้ขออนุญาตกราบเรียนฝากรัฐบาลได้กรุณาช่วยพิจารณาด้วยในรัฐบาลที่แล้วเรื่องนี้ ยังมาไม่ถึงสภานะครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถ ปัจจุบันนี้มี พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอยู่แล้ว แต่คณะกรรมาธิการ การสาธารณสุขได้ศึกษาเรื่องนี้แล้วมีความเห็นว่าระบบภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ล้าสมัยแล้วเมื่อบริบทต่าง ๆ เปลี่ยนไป มีการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในการบริหารผ่านเอกชนสูงมาก ในขณะที่ประชาชนผู้ประสบภัยไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ควรจะจัดระบบเสียใหม่ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขจึงได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ขึ้นมา มีอาจารย์ดอกเตอร์อัมมาร์ สยามวาลา ขอประทานโทษต้องเอ่ยนามท่านนะครับ เปึนประธานยกร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ขึ้นมา แล้วเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติให้ส่งไปให้รัฐบาลชุดที่แล้วพิจารณาดําเนินการ เนื่องจากเปึนพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ การเงินซึ่งสภาไม่สามารถดําเนินการเองได้ แต่รัฐบาลชุดที่แล้วยังมิได้ดําเนินการใด ๆ นะครับ จึงขออนุญาตฝากกราบเรียนท่านประธานไปถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าได้กรุณาช่วย พิจารณาและผลักดันให้เปึนผลสําเร็จต่อไปด้วย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ